บทนำ ซูเรีย
เกาะแห่งนั้นมีบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งยังมีสตรีอีกผู้หนึ่ง
ยามที่ปีกของเขาได้รับบาดเจ็บแล้วร่วงหล่นมาจากฟ้า สตรีผู้นั้นได้ช่วยเขาไว้
เขาจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดก่อนบุกเข้ามาในเกาะปีศาจไม่ได้ ทว่าเขาจำนางได้ จดจำได้ว่าสตรีที่สวมชุดดำทั้งตัวผู้นี้ช่วยเขาเอาไว้
นางให้ข้าวเขากิน ให้น้ำเขาดื่ม
บุรุษผู้นั้นเรียกนางว่าอาหลิง
สตรีผู้นั้นเรียกอีกฝ่ายว่าซ่งอิ้งเทียน
บางคราวยังมีสตรีอีกผู้หนึ่งมาเยือนและเรียกอีกฝ่ายว่าคุณชาย
นอกจากเหตุการณ์ที่ถูกปีศาจโจมตีแล้ว เขาจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนจะบุกเข้ามาในเกาะปีศาจไม่ได้ กระทั่งบุรุษผู้นั้นฉวยโอกาสตอนสตรีผู้นั้นไม่อยู่เดินเข้ามาในห้องของนาง มาดูเขา
เขาไม่ได้โจมตีบุรุษผู้นั้นเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคือเจ้าของสถานที่แห่งนี้และเป็นคุณชาย
คุณชายผู้นั้นเลิกคิ้ว เหลือบมองเขาแล้วยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเบาว่า “ในที่สุดก็มาเสียทีนะ”
เขายังคงอยู่ในร่างอีกา มองคุณชายผู้นั้นอย่างระแวดระวัง
อีกฝ่ายอมยิ้ม ยื่นมือออกมาสะบัดทีหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าบนหน้าผากมีแสงสายหนึ่งโจมตีเข้ามา
ชั่วขณะนั้นม่านทมิฬเป็นชั้นๆ ที่ปกคลุมอยู่ในหัวสมองเขาพลันถูกเปิดออก
ความทรงจำทั้งหมดจู่โจมสติสัมปชัญญะของเขาราวกับระลอกคลื่นใหญ่จรดฟ้าทำให้เขากลายจากร่างอีกากลับคืนสู่ร่างมนุษย์ คุกเข่าล้มลงไปบนพื้นด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเขาช้อนตาขึ้นมาก็เห็นเพียงบุรุษผู้นั้นหลุบตามองมา
“นึกขึ้นได้หรือยังว่าเหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่”
นัยน์ตาดำของเขาหดลง ก่อนจะผงกศีรษะเล็กน้อย
“ในเมื่อเจ้ามาแล้วก็แสดงว่าตกลงยอมรับเงื่อนไขของข้าแล้วใช่หรือไม่” บุรุษผู้นั้นยืนยันกับเขาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มบาง
เขามองบุรุษผู้นั้น นึกถึงวันที่เจออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก…
หมอกขาวสุดลูกหูลูกตา
เขาถูกขังอยู่ในคุกที่ปกคลุมด้วยหมอกขาวแห่งนี้ ไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเพียงใดแล้ว
มีอยู่วันหนึ่งบุรุษผู้นั้นก็ปรากฏตัวท่ามกลางหมอกขาวอย่างไม่มีเค้าลางและก็ยืนอยู่นอกประตูกรงขัง มองเขาโดยมีซี่กรงเหล็กดำกั้นกลาง
‘ข้าได้ยินอาจารย์ปู่บอกว่าที่นี่มีภูตที่ถูกลงทัณฑ์ตนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะเป็นความจริง’ คนคนนั้นยืนมองเขาอยู่นอกประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้
เขาไม่ได้พบเจอมนุษย์มานาน ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว
ตอนนั้นคนคนนั้นก็ยิ้มเช่นนี้แล้วถามเขาหนึ่งคำถามว่า ‘นี่ หากข้าปล่อยเจ้าออกมา เจ้าจะยินดีช่วยข้าทำงานหรือไม่’
ยามนี้เขาไม่ได้เอ่ยปาก เพียงรออีกฝ่ายถามคำถามแบบเดียวกันกับตอนนั้น หลายพันปีที่ผ่านมาผู้คนที่ได้ยินตำนานเล่าขานแล้วมายังที่แห่งนี้ย่อมมีสิ่งร้องขอ
แต่ใครจะรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ได้ถามคำถามนั้น เพียงล้วงเอาขนมเปี๊ยะชิ้นหนึ่งที่ห่อไว้ในกระดาษน้ำมันออกมาจากอกเสื้อแล้วยัดเข้ามาในกรงขัง เอ่ยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
‘ข้าแซ่ซ่ง ชื่อว่าซ่งอิ้งเทียน ข้ามาครั้งนี้เพียงต้องการเสี่ยงโชค บนตัวไม่ได้พกของอย่างอื่นอันใดมากนัก มีแค่ขนมเปี๊ยะนี่ล่ะ เจ้ากินสักหน่อยเถอะ’
เขาหรี่ตา ไม่ได้ยื่นมือไปรับ แค่เหลือบมองบุรุษที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าผู้นั้น
เห็นเขาไม่ขยับเขยื้อน ชายหนุ่มก็ไม่ได้โมโห วางขนมเปี๊ยะไว้บนพื้นตรงๆ จากนั้นก็ทำท่ามุทรา ร่ายคาถาที่ผนึกอยู่บนประตูกรงขังออกมาแล้วเริ่มศึกษามัน
ผู้ที่สามารถมาถึงที่นี่ได้ล้วนมิใช่มนุษย์ปกติ แต่บุรุษแซ่ซ่งลองหลายครั้งแล้วก็ไม่สำเร็จ
เขานึกว่าอีกฝ่ายจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา แต่บนใบหน้าของชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีร่องรอยของความท้อใจเลยสักนิด เพียงมองเขาที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในกรงขังแล้วยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น
‘ของสิ่งนี้ไม่ง่ายเลยทีเดียว’
เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เพียงหลับตาลง
คนด้านนอกกรงขังยุ่งง่วนอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ไม่มีสุ้มเสียงใดดังขึ้นอีก
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา คนที่อยู่นอกกรงขังก็จากไปแล้ว หายไปในม่านหมอก
หมอกขาวสุดลูกหูลูกตาไร้ขอบเขต เขาสามารถได้กลิ่นของขนมเปี๊ยะชิ้นนั้น ละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปหยิบมา
นั่นคือขนมเปี๊ยะถั่วกวน แป้งกรอบพันชั้นห่อถั่วแดงกวนอัดแน่น หวานแต่ไม่เลี่ยน
เขากินอย่างช้าๆ เคี้ยวทีละนิดๆ รู้สึกว่าอาหารนั้นเข้าสู่ท้องที่อดอยากหิวโหยมานาน นำมาซึ่งพลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว
เขาหลับไปครู่หนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วันเวลาผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ หมอกขาวไม่เคยสลาย ทว่าแสงอาทิตย์มักจะเล็ดลอดเข้ามาในม่านหมอก บอกให้เขารู้ถึงการเปลี่ยนสลับระหว่างกลางวันและกลางคืน
ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในกรงขังนี้นานเพียงใดแล้ว สามสิบวัน? สี่สิบวัน? เขาไม่แน่ใจ
สรุปว่าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มแซ่ซ่งก็ปรากฏตัวที่นอกประตูกรงขังอีกครั้ง
คราวนี้อีกฝ่ายนำตะกร้าไม้ไผ่มาด้วยใบหนึ่ง ในตะกร้าไม้ไผ่มีเนื้อ ผัก ข้าว ยังมีสุรา กระทั่งมีสาลี่อีกด้วย
ชายหนุ่มนำข้าวของเข้ามาวางในกรงขังทีละอย่างๆ เพื่อให้สะดวกแก่การเอาเข้ามา ของทั้งหมดล้วนใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่สามารถผ่านซี่กรงได้พอดี
อีกฝ่ายมองเขาแล้วยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรมากมายนัก ก่อนจะไปศึกษาอาคมที่อยู่บนประตูกรงขังอีกครั้ง
แม้เขาจะรู้ว่าบุรุษแซ่ซ่งอาจจะกลับมาอีกครั้ง แต่กลับไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจพกของกินมาด้วย ยิ่งคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มถึงกับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาแล้วมาอีก
ทุกครั้งที่เขานึกว่าอีกฝ่ายยอมแพ้แล้ว บุรุษผู้นั้นก็จะปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ละครั้งล้วนนำอาหารที่แตกต่างกันมาด้วย ทั้งของหวานและของคาว ซาลาเปา หมั่นโถว แผ่นแป้งย่าง แผ่นแป้งทอด เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อหมู ไก่…
‘ข้ายังนึกว่าเจ้ากินง่ายเสียอีก’
เขามองชายหนุ่มแวบหนึ่ง จากนั้นก็กัดน่องไก่ย่างที่ทั้งหอมกรุ่นและมันฉ่ำคำหนึ่ง เคี้ยวแล้วกลืนลงไป
ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มคุยกับเขาถึงเรื่องของสตรีผู้นั้นเหมือนอย่างเคย พอนึกย้อนกลับไปเขาไม่แน่ใจว่าบุรุษผู้นี้เริ่มพูดคุยกับเขาตั้งแต่เมื่อไรและจำไม่ได้ว่าตนเคยให้กำลังใจอีกฝ่ายด้วย
แต่กว่าเขาจะรู้สึกตัว เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่บุรุษผู้นั้นมาก็จะพยายามปลดอาคมคุมขังบนประตู กินข้าวดื่มสุราด้วยกัน และเอ่ยถึงสตรีที่อาศัยอยู่บนเกาะร่วมกับเขา
‘อาหลิงน่ะอารมณ์ร้าย แต่อันที่จริงนางเป็นคนดีมาก แม้จะปากคมดั่งมีด ทว่ากลับใจอ่อนเหมือนเต้าหู้’ ซ่งอิ้งเทียนกล่าวแล้วหัวเราะเบาๆ ‘คนเช่นนี้น่ะ จะว่าไปก็เสียเปรียบมาก คำชื่นชมไม่ต้องใช้เงิน ข้าว่านางเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ แต่นางแค่บังคับให้ตนเองพูดและก็ฝืนทนได้ไม่นานหรอก’
พูดถึงตรงนี้แล้วนึกถึงท่าทางดื้อดึงของสตรีผู้นั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะอีกครั้งแล้วทอดถอนใจ
‘นางน่ะ แม้จะชอบทำสีหน้าเย็นชา พอไม่ระวังก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ง่ายว่านางใจแข็ง แต่พอเห็นเสื้อผ้าเด็กขาดรุ่ยแล้วนางยังคงอดไม่ได้ที่จะช่วยเย็บให้’
เขากินน่องไก่ ไม่เข้าใจว่าทั้งที่ตนไม่เคยตอบกลับคนผู้นี้เลย เหตุใดอีกฝ่ายจึงยังสามารถพูดเองเออเองได้ไม่รู้จบ
‘นี่สหาย ข้าขอถามเจ้า หากวันใดประตูนี้เปิดออกแล้ว เรื่องที่เจ้าอยากทำที่สุดคืออะไร’
ดวงหน้าเล็กๆ ที่ขาวซีดของหญิงสาวผุดขึ้นมาในสมองเขาเป็นอันดับแรก
เขาสามารถมองเห็นดวงหน้าอันงดงามสดใสของนางได้ สามารถได้ยินนางร้องเพลงสรรเสริญยามรุ่งอรุณ สวดภาวนายามอาทิตย์อัสดง ยิ้มยินดีท่ามกลางสายฝน เต้นระบำท่ามกลางสายลม
เขาสามารถมองเห็นได้แม้จะผ่านไปเนิ่นนานหลายปีเพียงนั้นแล้ว ยังคงสามารถมองเห็นสามารถได้ยิน
หากออกจากประตูนี้ไปแล้ว สิ่งที่เขาอยากทำที่สุดคืออะไร…คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเสมอมา
เขาอยากพบนาง ทว่าไม่ได้เอ่ยปาก ไม่ได้ตอบอะไรออกไป
บุรุษแซ่ซ่งไม่มีทางเข้าใจ และเขาก็ไม่อยากพูดกับคนอื่นด้วย
‘สหาย หากวันใดข้าเปิดประตูได้แล้วเจ้าไม่มีเรื่องอื่นใด จะมาช่วยข้าหรือไม่’
เขาได้สติกลับมา มองอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งวาจา
ชายหนุ่มเหลือบมองเขาด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า ‘แน่นอนว่ามิใช่ทำโดยไร้สิ่งตอบแทน หากเจ้ายอมคุ้มครองอาหลิง ในอนาคตข้าจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้าถอนอาคมคุมขังบนร่าง เงื่อนไขนี้เป็นอย่างไร’
เขาดื่มสุราอึกหนึ่ง ยังคงไร้ซึ่งคำพูด
บุรุษแซ่ซ่งจากไปแล้วก็มา มาแล้วก็ไปอีกครั้ง หลังจากนั้นจู่ๆ ก็ไม่มาอีกเลย
เขาทั้งไม่เคยคาดหวังและแน่นอนว่าก็ไม่มีทางผิดหวัง เขาชินนานแล้ว มนุษย์ป่วยได้ แก่ได้ และตายได้
หลังจากห่างหายไปสักระยะ วันหนึ่งบุรุษแซ่ซ่งผู้นั้นก็ปรากฏตัวนอกกรงขังอีกครั้ง ทั้งเนื้อทั้งตัวดูผ่ายผอมลงไปมาก
‘ขออภัยด้วย’ ซ่งอิ้งเทียนยิ้มแล้วเอ่ยว่า ‘หลายวันก่อนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย กระทั่งไม่กี่วันมานี้ถึงได้ฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง ให้เจ้ารอนานแล้ว แต่ก็เพราะอย่างนี้จึงทำให้ข้าคิดตกในบางเรื่องแล้ว’
อีกฝ่ายหยิบสุราอาหารออกมาคล้ายกับหยิบของบรรณาการ จากนั้นก็เริ่มจัดการกับประตูกรงขังบานนั้นอีกครั้ง
ซ่งอิ้งเทียนไปๆ มาๆ เหมือนเช่นเคย แล้วก็ลองจัดการประตูบานนั้นเป็นพักๆ
หลังจากนั้นในวันที่เขายังคงไม่ได้โอบกอดความหวังเอาไว้ ประตูบานนั้นก็เปิดออก
จู่ๆ อาคมคุมขังก็ถูกคนแซ่ซ่งผู้นี้ปลดออก
เขาตะลึงงัน จ้องมองอีกฝ่ายกับประตูกรงขังที่เปิดออกแล้วบานนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
‘อา เปิดแล้วจริงๆ’ ซ่งอิ้งเทียนมองประตูกรงขังที่ถูกเขาเปิดบานนั้น ยิ้มด้วยความประหลาดใจราวกับไม่อยากจะเชื่อเช่นกันว่าตนเปิดประตูได้แล้วจริงๆ
เขาไม่ขยับเขยื้อน ยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
หลายพันปีก่อนเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ตอนที่เขาถูกขังไว้ที่นี่ เบื้องบนก็ตั้งกฎไว้แล้วว่า
‘อนาคตหากมีคนเป็นฝ่ายเปิดประตูบานนี้เอง เจ้าก็สามารถย่างเท้าออกไปจากที่แห่งนี้ได้’
เขาจ้องมองบุรุษตรงหน้าก็เห็นอีกฝ่ายเบี่ยงกาย ดึงประตูให้กว้างกว่าเดิม หลีกทางให้เขาออกไปข้างนอก
‘เรื่องราวมีเหตุและผล เหตุที่เจ้าก่อย่อมต้องได้รับผลนั้น’
เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนมานานมาก เมื่อได้สติกลับมาก็ยืดตัวตรง เดินไปถึงหน้าประตูกรงขังอย่างสั่นเทา ทว่าเมื่อยกเท้าขึ้นอีกครั้งกลับได้ยินคำกำชับในครานั้นดังก้องอยู่ในหู
‘เมื่อย่างเท้าออกจากประตูนี้ไปเจ้าก็จะถูกริบพลังสวรรค์ทั้งหมด เป็นเช่นลูกวัวแรกเกิด ทุกอย่างล้วนต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง และความทรงจำก็จะไม่ฟื้นคืนเช่นกัน’
ชั่วขณะนั้นเขาลังเลเล็กน้อย
หากจำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น หากเขาจำไม่ได้แม้กระทั่งตนเองทำความผิดอันใด เขาจะชดใช้ความผิดที่ตนเองเคยก่อได้อย่างไร
‘ไม่มีการเริ่มต้นก็ไม่มีการสิ้นสุด’
คำพูดนี้ทำให้เขาตะลึงงัน ช้อนตาขึ้นมาก็เห็นมนุษย์แซ่ซ่งคนนั้นมองเขาด้วยรอยยิ้ม
‘แม้จะเปิดประตูบานนี้แล้ว แต่อาคมคุมขังบนกายเจ้า ข้ายังไม่สามารถทำอะไรได้ชั่วคราว’
ถึงตอนนี้เขาจึงแน่ใจว่าบุรุษผู้นี้รู้ดีจริงๆ ว่าอาคมคุมขังบนร่างเขาคือสิ่งใด
คนแซ่ซ่งอมยิ้ม ใช้ดวงตาที่กระจ่างใสดุจบ่อน้ำพุคู่นั้นมองเขาพลางเอ่ยสำทับ
‘หากเจ้ายินดีคุ้มครองอาหลิงให้ข้าก็มาหาข้าที่เกาะปีศาจในทะเลสาบต้งถิงสิ อนาคตข้าจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้าถอนอาคมคุมขังบนร่าง จริงสิ อาจารย์ปู่เคยบอกว่าหากเจ้าย่างเท้าออกจากประตูก็จะลืมอดีต ข้าจะมอบของขวัญให้เจ้าก็แล้วกัน’
ซ่งอิ้งเทียนกล่าวพลางยกมือขึ้น ร่ายคาถาหนึ่งออกมาประทับไว้บนกาสุรา
‘นี่ คาถานี้สามารถต้านอาคมคุมขังได้ชั่วขณะ’ ซ่งอิ้งเทียนมอบกาสุราให้เขาพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ‘เจ้าดื่มหนึ่งอึกก็จะสามารถจำได้สามวัน สามวันให้หลังก็จะลืมหมดทุกสิ่ง แต่หากชั่วขณะสุดท้ายดื่มอีกหนึ่งอึกก็จะสามารถจำไปได้อีกสามวัน หนึ่งกานี้น่าจะทำให้เจ้าทนไปได้อีกสักเดือน เจ้าค่อยๆ พิจารณาเถิด’
เขาจ้องมองอีกฝ่าย
‘ข้าแซ่ซ่ง ชื่อว่าซ่งอิ้งเทียน’ ชายหนุ่มมองเขาด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวซ้ำ
เขาเคลื่อนสายตาไปยังนอกประตู สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตายังคงเป็นหมอกขาวสุดลูกหูลูกตาผืนหนึ่ง แต่เขารู้ว่าเมื่อทะลุผ่านหมอกขาวผืนนี้ไปก็จะสามารถมองเห็นโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลได้
นางอยู่ที่นั่น เขารู้และกระจ่างแก่ใจดี ไม่มีผู้ใดเข้าใจไปมากกว่าเขาแล้ว
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไปรับสุรากานั้นมา
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม ถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งเพื่อหลีกทางให้เขาออกมา
เขายกเท้าก้าวข้ามธรณีประตู พละกำลังทั้งหมดหายไปกับเท้าทั้งสองข้างในพริบตาคล้ายถูกผืนดินดูดกลืนทำให้ร่างกายโยกไหว คุกเข่าลงกับพื้นอย่างหมดแรง แทบจะในเวลาเดียวกันม่านดำมืดพลันจู่โจมเข้ามาทีละชั้นๆ เขาดื่มสุราอึกหนึ่งได้ทันกาลก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดจะถูกลบเลือน
ของเหลวเย็นๆ ไหลลงคอ สกัดกั้นอาคมคุมขังนั้นเอาไว้
กำลังความสามารถที่เคยมีไม่มีอีกต่อไปแล้ว แต่เขายังคงจำได้ ยังจดจำดวงหน้าของนางไว้ในหัวสมองได้อย่างแม่นมั่น
หนึ่งอึกจำได้เพียงสามวัน
เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถหานางบนโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้พบก่อนที่จะดื่มสุราจนหมด
ทว่าไม่มีการเริ่มต้นก็ไม่มีการสิ้นสุด
เขายักไหล่แล้วสยายปีก
บุรุษแซ่ซ่งถอยหลังไปอีกก้าว มองปีกอีกาสีดำของเขาที่เปล่งแสงด้วยสีหน้าทอดถอนใจ
เขาไม่สนใจอีกฝ่าย เพียงกระพือปีกทะลุผ่านหมอกขาวแล้วบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
‘เจ้าทนได้นานกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก’
เขายังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นในห้อง ซ่งอิ้งเทียนยืนหันข้างอยู่ด้านหน้านอกประตูห้องเหมือนเช่นเมื่อหลายเดือนก่อน
เขาเงยหน้าขึ้นมา มองคนตรงหน้าอย่างยากจะปกปิดความตระหนกในใจ
‘เจ้าอยากรู้ว่าเหตุใดข้าจึงสามารถปลดอาคมคุมขังบนร่างเจ้าได้สินะ’ ซ่งอิ้งเทียนมองเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างขออภัย ‘ข้าไม่ได้ทำหรอก ข้าเพียงใช้อุบายเท่านั้น เจาะโพรงเหนืออาคมคุมขัง เปิดโพรงเล็กๆ ก็ทนได้เพียงหนึ่งเค่อ* เท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าก็จะจำอะไรไม่ได้อยู่ดี วิธีของกลอุบายนี้ใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็จะถูกอาคมผนึกไว้เอง ข้าทำเช่นนี้เพียงแค่อยากยืนยันกับเจ้าให้แน่ใจว่าเจ้ายินดีช่วยข้าจริงๆ ยอมตกลงเงื่อนไขที่ข้าบอกก่อนหน้านี้หรือไม่’
ก่อนจะมาที่นี่เขาไม่คิดที่จะสนใจบุรุษผู้นี้เลย แต่เขาไม่มีทางอื่นแล้ว การมาหาซ่งอิ้งเทียนที่เกาะปีศาจเป็นวิธีสุดท้ายของเขา
เขาดื่มสุราอึกเดียวที่เหลืออยู่ลงไป บุกเข้าไปยังเกาะปีศาจในชั่วขณะสุดท้ายก่อนที่ความทรงจำจะหายไป
เมื่อเขาร่วงหล่นลงมาก็ล้วนจำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้นแล้ว
ก่อนบุรุษผู้นี้จะมาถึงตรงหน้า เขากลับลืมอดีตไปนานแล้ว ทว่าสตรีชุดดำผู้นั้นช่วยเขาไว้
นางให้ข้าวเขากิน ให้น้ำเขาดื่ม
บุรุษผู้นั้นเรียกนางว่าอาหลิง
อาถ่าซ่ากู่ หลิง
นั่นคือชื่อแซ่ของนาง เป็นแซ่และชื่อที่สลักลึกอยู่ในใจเขามาหลายพันปี หลายปีมานี้ซ่งอิ้งเทียนเรียกนางว่าอาหลิงๆ เขายังนึกว่าแค่พ้องเสียงกันเท่านั้น ไม่คิดว่าจะต้องถามอีกฝ่ายว่าชื่อนั้นเขียนอย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนที่ตนเองเหาะข้ามพันภูเขาหมื่นลำธาร ท่องไปสุดขอบฟ้าปลายมหาสมุทร คิดหาพันวิธีร้อยแผนการเพื่อตามหาจะอยู่แค่นี้ อยู่กับบุรุษแซ่ซ่งนี่เอง
‘เหตุที่เจ้าก่อย่อมได้ผลนั้น’
วาจาเมื่อนานแสนนานมาแล้วดังก้องอยู่ในหู บีบเค้นหัวใจของเขา
บุรุษตรงหน้าหลุบตามองเขาแล้วอมยิ้ม
‘หากนี่ไม่ใช่การเข้าใจผิดและเจ้าก็มิใช่คนที่บังเอิญผ่านทางมา เช่นนั้นข้าขอเพียงเรื่องเดียว…’ ชายหนุ่มมองเขาเขม็งแล้วเอ่ยขอร้อง ‘หากอาหลิงอยู่บนโลกนี้หนึ่งวัน เจ้าต้องปกป้องนางหนึ่งวัน หากนางอยู่บนโลกนี้หนึ่งชั่วยาม เจ้าก็ต้องปกป้องนางหนึ่งชั่วยาม’
เขาสามารถมองเห็นตนเองที่อยู่ในนัยน์ตากระจ่างใสของชายหนุ่มขณะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถาม
‘เจ้ายินดีหรือไม่’
เขาสบตาอีกฝ่ายตรงๆ ม่านมืดเป็นชั้นๆ ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะถูกลบความทรงจำ เสียงแหบพร่าก็เอ่ยประโยคแรกกับบุรุษผู้นี้จากใจจริง และก็เป็นประโยคสุดท้ายด้วยเช่นกัน
‘ข้ายินดี’
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 4 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.