อิ้งเทียน
ราชวงศ์ถัง ณ ทะเลสาบไท่หู
พอตื่นเช้าขึ้นมา ขณะยังหลับตาอยู่นั้นชายหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าผ้าห่มด้านข้างล้วนเย็นเฉียบ ทำให้เขารู้ว่าคนข้างหมอนตื่นได้สักพักแล้ว
เขาลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน รู้ดีว่าแม้จะผ่านการพักฟื้นมาหลายวัน แต่ตนยังคงอ่อนแออยู่ อ่อนแอกระทั่งว่านางลุกขึ้นลงจากเตียงแล้วเขายังไม่รู้สึกตัว อ่อนแอกระทั่งว่านางออกไปจากผ้าห่มแล้ว เขาอาศัยเพียงตนเองก็ยังไม่สามารถอุ่นอยู่ใต้ผ้าห่มได้
อันที่จริงอากาศภายในเรือนอบอุ่นกว่าข้างนอกมาก ก่อนหญิงสาวจะออกไปยังตั้งใจเติมฟืนใส่ในเตาดินเผาเล็กๆ ข้างเตียง แต่เขาซุกตัวอยู่ในผ้าห่มที่ควรจะอุ่นมากกว่าเดิม ทว่ากลับยังคงรู้สึกหนาว หนาวจนกัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มยกมุมปาก กำลังหลับตา เขาได้ยินเสียงนางเคลื่อนไหวอยู่นอกเรือน คุยกับเจ้าอ้วน สั่งให้อาเฟิงไปทำธุระ และบัญชาการซูเรีย
เสียงเดิน เสียงพูดคุย เสียงผ่าฟืน เสียงวางหม้อวางจาน เสียงฟืนไหม้ปะทุ…
เขาฟังเสียงที่ทำให้รู้สึกสงบใจเหล่านั้นแล้วเคลื่อนมือมาแตะบนหัวใจ หายใจเข้าออกช้าๆ ค่อยๆ ลูบหัวใจที่อยู่ใต้ผ้าห่มไปมาแล้วค่อยถูสองมือกับแขนขาและข้อต่อที่เริ่มเย็นลงเล็กน้อย กระทั่งพวกมันค่อยๆ อุ่นขึ้น ทำให้หัวใจซึ่งเดิมทีอ่อนแรงจนแทบจะหยุดเต้นกลับมาดีขึ้น
เขานอนอยู่บนเตียงแล้วสูดอากาศอีกครั้ง ปรับลมหายใจ ตามด้วยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วลุกขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับคนชรา
นอกผ้าห่มเย็นยิ่ง ทว่าเตาดินเผาเล็กๆ ข้างเตียงพอจะช่วยให้ความอบอุ่นได้บ้าง เขาพาดเท้าที่สวมถุงเท้าไว้ด้านบนเพื่อผิงไฟ ทางหนึ่งสวมอาภรณ์ที่พาดอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง
แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวง่ายๆ อย่างการสวมอาภรณ์เช่นนี้ แต่เขาก็เปลืองเวลาไปไม่น้อย ระหว่างนี้ยังไอโขลกอยู่หลายทีอย่างทนไม่ไหว
สวมไปได้ครึ่งเดียวก็มีคนเปิดประตูเดินเข้ามา
เขาช้อนตาขึ้นก็มองเห็นสตรีนางนั้น
นางเห็นเขาตื่นนอนแล้วจึงรีบเดินมายังข้างเตียง รับหน้าที่ผูกสายอาภรณ์ต่อจากเขา
ชายหนุ่มไม่ได้ต่อต้าน สายผูกอาภรณ์เหล่านั้นยุ่งยากอยู่บ้างจริงๆ ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่มองดูนางแล้วยกมุมปาก “สุขสวัสดิ์ยามเช้า”
นางฟังแล้วก็ไม่ได้ช้อนตาขึ้นมา ผูกสายอาภรณ์ของเขาต่อ เพียงตอบรับเบาๆ คำหนึ่ง “สุขสวัสดิ์ยามเช้า” พูดพลางหยิบเสื้อชั้นนอกมาช่วยสวมให้เขาแล้วก็ผูกสายคาดเอว
สตรีเบื้องหน้าหลุบตาขณะปรนนิบัติเขา ผิวพรรณนางเกลี้ยงเกลา ริมฝีปากราวกลีบบุปผา ท่าทางอ่อนโยนบนใบหน้าทำให้เขามองแล้วอารมณ์ดีอย่างประหลาด
เมื่อได้สติกลับมาเขาก็กุมมือนางไว้แล้ว
หญิงสาวตกตะลึง ช้อนตามองมาทางเขา เขาเห็นนางช้อนตาขึ้นมาจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้
นางสะดุ้งทีหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ถอยออกไป เพียงหน้าแดงอย่างหาได้ยาก ริมฝีปากอ่อนนุ่มนั้นอุ่นเล็กน้อย พ่นลมหายใจที่ทั้งหอมและอุ่นออกมา
เขามองนางด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวสองแง่สองง่าม “เฮ้อ หิวยิ่งนัก”
อาหลิงเหลือบมองเขาอย่างนึกรำคาญ ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อยิ่งกว่าเดิม หากเป็นเมื่อก่อนสตรีนางนี้แปดส่วนคงอยากจะยื่นมือมาตีเขาแล้ว ทว่าหลายวันมานี้เขาร่างกายไม่แข็งแรง เขารู้ว่านางตีเขาไม่ลง
เป็นไปดังคาด นางเพียงรีบชักมือกลับแล้วหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ที่นุ่มฟูมาหุ้มเขาทั้งตัวราวกับหมียักษ์ ห่อไว้อย่างแน่นหนาพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าอ้วนทำอาหารเสร็จแล้ว วันนี้อากาศไม่เลว แดดออกแล้ว พวกเราไปนั่งกินข้างนอกกันเถอะ” อาหลิงกล่าวพลางสวมรองเท้าให้และประคองเขาลงจากเตียง
“อืม ดี” ชายหนุ่มตอบรับและอดยิ้มมุมปากไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ออกนอกหน้าจนหัวเราะออกเสียง
ความอดทนของสตรีนางนี้เองก็มีจำกัดยิ่ง เขารู้ ดังนั้นต่อมาจึงทำตามคำสั่งนางอย่างว่าง่าย นางอยากให้เขานั่ง เขาก็นั่ง นางอยากให้เขากิน เขาก็กิน หากนางอยากให้เขาดื่ม เขาก็ดื่มอย่างจริงจัง
อย่างไรเสียปกติเขาก็ไม่ต้องทำอะไรอยู่แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นนายท่านให้นางปรนนิบัติแล้วกัน
หลายวันมานี้สตรีนางนี้ล้วนทำเช่นนี้ ดูแลเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่มองอาหลิงกับทุกคนเก็บกวาดข้าวของด้วยกันราวกับเป็นนายท่าน
ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศกลับมาอบอุ่นขึ้นบ้างแล้ว แสงแดดสาดส่องทั่วผืนดิน เขาล้วนได้กลิ่นบุปผาซึ่งไม่รู้ว่าโชยมาจากที่ใด
มีชั่วขณะหนึ่งเขางีบไป เมื่อตื่นขึ้นมาบนกายก็ถูกคลุมด้วยผ้าห่มบางๆ ผืนหนึ่ง ไม่รู้ว่าอาหลิงนั่งอยู่ข้างกายเขานานเท่าไรแล้ว กำลังถือพัดเฝ้าเตาช่วยต้มยาให้เขา
เมื่อป้อนยาที่เพิ่งต้มเสร็จให้เขาแล้ว นางกำลังจะไปล้างกาต้มยาเหมือนอย่างเคย แต่เขากลับกุมมือนางไว้
“ให้พวกเจ้าอ้วนจัดการเถอะ” เขาชำเลืองมองนางแล้วยิ้มบางๆ “วันนี้อากาศดีถึงเพียงนี้ พวกเราไปเดินเล่นที่ริมทะเลสาบกันเถอะ”
อาหลิงละล้าละลังครู่หนึ่ง เห็นสีหน้าเขาดีขึ้นแล้วจึงพยักหน้าตอบรับและกุมมือกลับ
“หากท่านเหนื่อยก็บอกข้าได้ทุกเมื่อ อย่าอวดดี”
เขาตอบด้วยรอยยิ้ม “รู้แล้ว เดินไม่ไกลหรอก เดินไปแค่ข้างหน้าก็พอแล้ว”
อาหลิงมองไปทางเจ้าอ้วนที่กำลังเก็บกวาดอยู่ด้านข้าง เห็นเจ้าอ้วนผู้นั้นพยักหน้าให้นางด้วยรอยยิ้มก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินแล้ว หลังจากนั้นนางก็เห็นซูเรียเดินเข้ามาจึงรู้ว่าเขาจะตามไปด้วย นางกุมมือบุรุษข้างกายแล้วเดินออกไปนอกลานพร้อมกัน
เรือนไม่กี่หลังนี้อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน หลังจากเดินออกไปพ้นรั้วไม้ไผ่ยังมีป่าไผ่อีกผืนหนึ่ง เดินไปข้างนอกอีกถึงจะเป็นทางเดินทะลุไปยังริมทะเลสาบ
ระยะทางสั้นๆ นี้คนปกติก็คงเดินออกไปโดยไม่ต้องคิดอะไร ทว่าสำหรับเขาในตอนนี้มันช่างแสนไกลราวกับเขาพันลูกหมื่นลี้*
เขาเดินไปไม่กี่ก้าวแล้วก็หายใจหอบอยู่หลายเฮือก เดินไม่กี่ก้าวก็พักหายใจหลายหน เมื่อเดินมาถึงริมทะเลสาบ หน้าผากล้วนมีเหงื่อผุดออกมาบางๆ ชั้นหนึ่ง
นางเดินช้าๆ เป็นเพื่อนเขาไปทีละก้าวด้วยความอดทนพลางคุยเรื่องสัพเพเหระ พูดถึงเรื่องที่เมื่อวานเมิ่งซย่าเข้าเมือง พูดถึงเรื่องที่ช่วงนี้อาว่านกลับไปที่บ้านของหลัวอีอย่างใจกล้าหน้าด้าน พูดถึงเรื่องที่พี่ใหญ่เล่อเล่อส่งอาหารมา พูดถึงเรื่องที่เมื่อวานอาเฟิงพลัดตกลงไปในทะเลสาบกลับมาเหมือนลูกหมาตกน้ำ
เขาฟังไปพลางยิ้มไปพลาง การเดินก็ไม่ได้เหนื่อยเพียงนั้นแล้ว
ครั้นถึงริมทะเลสาบ ซูเรียปูเสื่อบนพื้นหญ้าไว้นานแล้ว กระทั่งกาน้ำชาและถ้วยชาต่างก็หยิบมาด้วย อาหลิงประคองเขานั่งลง รินน้ำชาจากในกาให้ดื่ม
มือของเขาสั่นเล็กน้อยเพราะความเหนื่อย นางช่วยเขาประคองถ้วยเพื่อไม่ให้น้ำชาหก แล้วค่อยหยิบผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดเหงื่อตรงหน้าผากให้เขา
คนทั้งสองนั่งอยู่ริมทะเลสาบ แย้มยิ้มมองดูภูเขาอันไกลโพ้น มองดูแสงตกกระทบคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ
ชั่วขณะนั้นพวกเขาต่างไม่ได้กล่าววาจากันอีก มีเพียงลมวสันต์พัดผ่าน
บริเวณไกลๆ เหนือทะเลสาบมีเรือพาย ชาวประมงบนเรือกำลังหว่านแหจับปลา เขาได้ยินนกร้องเจื้อยแจ้วบนยอดไม้ มองเห็นต้นหยางหลิวพัดไหวไปตามลม
ทันใดนั้นเองมีเสียงน้ำกระจายและเสียงหวีดร้องดังมาจากอีกด้านหนึ่ง เขาหันศีรษะไปมองก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งไม่รู้ว่าตกน้ำได้อย่างไร
อาหลิงลุกขึ้นทันควัน ทว่าในชั่วพริบตาต่อมากลับเห็นเด็กหญิงคนนั้นลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เด็กหญิงอีกสองคนหัวเราะเสียงดังอยู่บนเรือเล็กๆ ลำหนึ่ง แล้วเด็กหญิงที่ตกน้ำก็ว่ายน้ำไปทางเรือลำเล็กอย่างคล่องแคล่วพลางตะโกนใส่สหายสองคนนั้นเสียงดัง
เด็กหญิงทั้งสองคนยื่นมือไปดึงเด็กหญิงที่ตกน้ำให้ขึ้นเรือ เสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อาหลิงเห็นดังนั้นแล้วจึงกลับลงไปนั่งบนเสื่อ
เขามองสตรีข้างกาย รอยยิ้มยิ่งลึกล้ำ สงสัยว่านางคงตระหนักได้ถึงการตอบสนองเมื่อครู่ของตน
อาหลิงมักคิดว่านางมิใช่คนดี แต่เขารู้ว่าเขาไม่เคยมองนางผิด
แม้จะแน่ใจแล้วว่าเด็กหญิงคนนั้นว่ายน้ำเก่ง ไม่เป็นอะไร แต่นางยังคงจับจ้องไปยังจุดนั้น กระทั่งเด็กหญิงคนนั้นขึ้นเรือไป นางถึงได้ดึงสายตากลับมา
แต่ภายใต้แสงวสันต์เจิดจ้า เขาสังเกตได้ว่านางมองไปยังที่อันแสนไกล เรียวคิ้วขมวดเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับหม่นแสงราวกับคิดถึงความทรงจำและอดีตที่คับแค้นอะไรบางอย่าง
เขารู้ว่าคือสิ่งใด นางเคยบอกเขา ความคับแค้นและความเจ็บปวดที่พันธนาการนางไว้เหล่านั้น อีกทั้งสหายรักที่เติบโตมากับนาง ร้องไห้และหัวเราะมาด้วยกันผู้นั้น
เขายื่นมือไปประคองใบหน้านางอย่างแผ่วเบา มิอาจควบคุมตนเองได้
อาหลิงตะลึงงัน หันศีรษะมามองเขา
“เจ้ายังคงคิดว่าตอนนั้นเตี๋ยอู่หักหลังเจ้าหรือ”
อาหลิงมองเขา นัยน์ตาดำฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย ช่วงก่อนหน้าตอนฤดูหนาวอยู่ว่างๆ บุรุษผู้นี้ไม่ว่าสิ่งใดก็จะหยั่งเชิงถามเอากับนาง กล่อมนาง ต้องการให้นางเปิดใจพูดคุยเรื่องอดีตในปีนั้น
เดิมทีนางไม่อยากจะพูดมากอีก ทว่าค่ำคืนยามเหมันต์ยาวนาน ทั้งสองอยู่ด้วยกันบนเตียง ว่างๆ เขาก็ถามโน่นถามนี่ ตอนแรกเริ่มเรื่องที่ถามยังเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เช่นว่าตอนเด็กๆ นางอาศัยอยู่ที่ใด ชอบกินอะไร เล่นอะไร สิ่งที่ถามล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นางตอบกลับโดยไม่ได้คิดมาก
ไหนเลยจะรู้ว่าเขามักฉวยโอกาสยามนางใกล้หลับถามนางมากยิ่งขึ้น ถามถึงอาซือหลัน ถามถึงอวิ๋นเมิ่ง ถามถึงเตี๋ยอู่ ถามถึงจื่อจิง ถามถึงปาหลาง ถามถึงเมืองนั้น ถามถึงแม่มดใหญ่…
นางไม่ได้ตั้งตัว ผ่านไปเนิ่นนานจึงทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตตอนนั้นออกมาได้มากยิ่งขึ้น มีคืนหนึ่งเขาถึงกับกางเรื่องราวออกมาพูดกับนางตรงๆ
‘เจ้าบอกว่าก่อนหน้านั้นเตี๋ยอู่สาบานเป็นพี่น้องกับเจ้า หลายปีที่ผ่านมาช่วยเหลือเจ้าจากภยันตรายหลายครั้ง เจ้าคิดว่านางจะเห็นด้วยกับการบูชายัญเจ้าเพื่อการใหญ่ของกงฉีจริงๆ หรือ’
‘ยามเจ้าถูกพาไปยังสนามรบค่ายทหาร ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนไม่เคยพบนางมิใช่หรือ’
‘เจ้าก็รู้ บางทีนางอาจไม่เคยรู้ว่ากงฉีจะทำอันใดกับเจ้า’
ตอนนั้นนางทั้งโมโหทั้งหงุดหงิด ทว่ากลับจำต้องตระหนักว่าเขากล่าวไม่ผิด ตอนนั้นนางถูกพาตัวไปแนวหน้าสนามรบ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เห็นเตี๋ยอู่จริงๆ แต่หากเขาพูดถูก ถ้าที่เขาพูดถูกต้อง นั่นก็หมายความว่า…
บางทีเตี๋ยอู่อาจจะไม่ได้หักหลังนาง
นางไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองได้ยินว่าเขาพูดอะไร ชั่วครู่นั้นก็เดือดดาลขึ้นมาจริงๆ ทั้งโมโหเขาและโมโหตนเองด้วย แต่หากกงฉีปิดบังเตี๋ยอู่จริงๆ หากเตี๋ยอู่ไม่ได้ทำ หากเตี๋ยอู่ไม่รู้…
‘ข้าขอสาปแช่งเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าเฝ้ามองโลกมนุษย์สูญสิ้นเป็นเพื่อนข้า! ข้าขอสาปแช่งเขา ข้าต้องการให้เขาทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรก แม้จะไปเกิดใหม่เขาก็ต้องจบชีวิตด้วยคมมีดของเจ้าทุกชาติ! ข้าต้องการให้เขาถูกเจ้าหักหลังทุกครั้งไป ข้าต้องการให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกหักหลัง! ข้าต้องการให้ราตรีนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตราบชั่วฟ้าดินสลาย!’
ทันใดนั้นเองอาหลิงก็นึกถึงเรื่องที่นางทำกับเตี๋ยอู่อย่างบ้าคลั่งและสูญเสียการควบคุม ใต้ดวงจันทร์เหนือกำแพงเมืองอันทรุดโทรมในปีนั้น นึกถึงคำสาปแช่งที่สาปสตรีนางนั้น น้ำตาก็พลันเอ่อล้นขึ้นมา
“เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้” นางมองบุรุษที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
“เพราะข้ารู้…” เขาประคองดวงหน้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำตาของนาง จับจ้องดวงตาอันเจ็บปวดของนางพลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “ความเคียดแค้นเป็นเนื้อร้ายที่น่ากลัว อยากรักษามันต้องหามันให้เจอ หักใจลงมีดเฉือนทิ้งให้หมดสิ้น ระหว่างนี้แม้จะเจ็บปวดจะเลือดไหล แต่อย่างนั้นนั่นล่ะจึงจะดี จึงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้” เขาเช็ดน้ำตาของนางแล้วเอ่ยบอก “มนุษย์ล้วนเคยกระทำผิดทั้งสิ้น เจ้าเคย ข้าเองก็เคย เยี่ยเตี๋ยอู่ก็เคย เรื่องเรื่องหนึ่งหากเกิดความผิดพลาด บางทีมิใช่เพียงปัญหาของคนคนเดียว เรื่องราวอาจร้ายแรงจนถึงขั้นเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจกู่กลับได้ บางทีคนที่อยู่ในเหตุการณ์อาจจะตัดสินใจผิดพลาดกันไม่มากก็น้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นนางผิดหรือเจ้าผิด เจ้าจะไม่แปลกใจเชียวหรือ ไม่อยากทำให้มันกระจ่างหรือ”
“หากคนที่ผิดคือนางจริงๆ เล่า” อาหลิงถามด้วยโทสะ
เขามองนางแล้วยิ้มบาง “นั่นก็ต้องถามเจ้าแล้วว่าอยากทำอย่างไร”
คำตอบนี้ทำให้อาหลิงยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม เพราะนางรู้ เขาจะกล่าวเช่นนี้ จะทำเช่นนี้ ก็คือต้องการให้นางไปใคร่ครวญอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเตี๋ยอู่ถูกปิดบัง ไม่เคยหักหลังนาง เช่นนั้นคนที่ทำผิดก็คือนางแล้ว
นี่ก็คือเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงต้องรอหลายวันเพียงนี้แล้วค่อยพูดถึงขึ้นมาอีกครั้ง
เขารู้ว่านางจะคิดก็คือต้องการให้นางไปคิด
“คนอย่างท่านช่างน่ารังเกียจจริงๆ” นางก่นด่าทั้งน้ำตา
ชายหนุ่มได้ยินแล้วกลับยิ้มพลางกุมมือนางไว้
“ขออภัย ข้าผิดไปแล้ว” เขามองนาง อมยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ดูสิ กล่าวขออภัยไม่ยากเลย”
“ท่านอยากให้ข้าไปขออภัย?” นางมองชายน่ารังเกียจตรงหน้าอย่างหงุดหงิด
“ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนี้” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ถ้าเจ้ารู้สึกว่าตนเองทำผิด บางทีการเอ่ยปากขออภัยก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลว”
อาหลิงขมวดคิ้ว เม้มริมฝีปากแล้วเบือนหน้าหนี ทว่ากลับเห็นเงาร่างของเหล่าเด็กหญิงพิงอยู่ด้วยกันบนเรือลำเล็กไกลๆ ลำนั้น ช่างเหมือนกับพวกนางสามคนในวันวาน
เดิมทีนางนึกว่าตนเองลืมไปนานแล้ว แต่ความทรงจำมักจะผุดขึ้นมาในเวลานี้เสมอ ทำให้นางนึกถึงอาซือหลันที่ปรุงยาด้วยกันกับนาง อวิ๋นเมิ่งที่ร้องเพลงด้วยกัน เตี๋ยอู่ที่รำดาบด้วยกัน นางมองเห็นพวกนางนอนอยู่บนผืนหญ้าด้วยกัน ชมฟ้าครามเมฆขาว มองดวงดาวและดวงจันทร์ พูดคุยเรื่องจิปาถะที่ไม่สลักสำคัญเลยสักนิด
นาง เตี๋ยอู่ และอวิ๋นเมิ่งเคยเป็นสหายที่ดีที่สุด ลำบากด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขต่างๆ มากมายมาด้วยกัน นางยังนึกว่าพวกนางจะสามารถรักษามิตรภาพอันลึกซึ้ง ประคับประคองกันและกัน แบ่งปันทุกข์สุขไปจนยามแก่เฒ่าได้
ไหนเลยจะรู้ว่าต่อมาจะเดินทางมาถึงขั้นนี้
ตลอดมานางล้วนคิดว่าเตี๋ยอู่หักหลังนาง กระทั่งชั่วขณะที่เขาเอ่ยเตือนขึ้นมา นางเพิ่งตระหนักได้ว่าบางทีเตี๋ยอู่เองก็อาจจะเป็นเหยื่อเช่นกัน
“หากคนที่ผิด…เป็นข้าล่ะ”
อาหลิงได้ยินเสียงอันแหบพร่าของตนเอง นางเพิ่งตระหนักได้ว่าตนพูดอะไรออกไป แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้
เขากุมมือนางไว้และใช้มืออีกข้างทับไว้ข้างบน เสียงทุ้มต่ำเอ่ยข้างหูนางอย่างอ่อนโยน
“หากเจ้าผิด เจ้าก็ควรขออภัย”
อาหลิงมองทัศนียภาพงดงามเบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของชายหนุ่มข้างกาย ได้ยินถ้อยคำเจือหัวเราะของเขาดังขึ้นเบาๆ
“พูดว่าขออภัย ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้สึกผิดอย่างยิ่ง”
น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง คลออยู่ตรงขอบตาทำให้ทิวทัศน์พร่ามัว
ลมวสันต์พัดมา นางเพียงได้ยินเขาเอ่ยว่า “สำนึกผิดมันยาก การจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตนนั้นยากยิ่งกว่า แต่เจ้าทำได้ ข้ารู้”
ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมมือเล็กๆ ของนาง มองทิวทัศน์ตรงหน้าด้วยกันกับนางพลางเอ่ยปากด้วยรอยยิ้มบาง
“ข้ารู้” อาหลิงใจสั่น รู้สึกเพียงว่าหยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้า นางกล่าวย้ำอย่างหงุดหงิด “คนอย่างท่านช่างน่ารังเกียจจริงๆ”
เขายิ้มแล้วหัวเราะอีกครั้ง
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเสียงไอหลายทีทำให้นางหัวใจบีบรัดตามไปด้วย อาหลิงรีบยื่นมือไปรินชาสมุนไพรอุ่นๆ ให้เขา
เขาดื่มชา จากนั้นก็วางศีรษะบนไหล่นางแล้วถอนหายใจอย่างจนใจทันทีในขณะที่นางวางถ้วย
อาหลิงสัมผัสได้ว่าเขาอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง เขากุมมือนางไว้อีกครั้ง นวดคลึงเบาๆ ทำให้หัวใจนางหดรัดและเห่อร้อนเล็กน้อย
แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องอย่างเงียบเชียบ ทำให้ผิวทะเลสาบสะท้อนแสงเป็นประกาย
‘ไม่ต้องกลัว ข้าจะอยู่กับเจ้า’
เสียงของเขาดังอยู่ในหัว ทำให้น้ำตาเอ่อขึ้นมา
‘จะอยู่เคียงข้างเจ้าแน่นอน…’
นั่นเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่ได้มีความหมาย
คนคนนี้อ่อนแอจนกลายเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะยังมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด
แต่นางอยากเชื่อมั่น นางต้องเชื่อมั่น ดังนั้นนางจึงนั่งอยู่อย่างนี้ ให้เขาเอนพิง กุมมือนาง และมองดูภูเขาและลำธารด้วยกัน
…มองดูความสงบสุข
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.