X
    Categories: คู่พันภพบรรจบรักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 1

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 1

นั่นคือโรงเรียนประถมที่อยู่ชายขอบเมืองแห่งหนึ่ง

ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาหลายวันแล้ว ทำให้ใบไม้สีเขียวอ่อนในสวนของโรงเรียนแตกยอดอ่อนบนกิ่งไม้ ไม่นานนักต้นไม้ทั่วทั้งถนนก็อวดโฉมเขียวขจีงดงาม

ต้นหยางจื่อจิงกับต้นงิ้วสีชมพูผลิดอกตามลำดับ แต่ยังไม่ทันได้แต่งแต้มอย่างงดงามตระการตา ดอกตู้เจวียนสีชมพูก็แย่งกันบานเต็มถนนแล้ว หัวมุมถนนตรงปากตรอกยังมีเถาจื่อเถิงที่ไม่รู้ว่ามีคนมาปลูกตั้งแต่เมื่อไรเพิ่มขึ้นมากอหนึ่งอวดโฉมอย่างโดดเด่น

ดอกจื่อเถิงพวงเล็กๆ ย้อยลงมาท่ามกลางใบอ่อนเขียวชอุ่มพวงแล้วพวงเล่า สะท้อนแสงแดดสว่างไสวราวกับจะมีภูตดอกจื่อเถิงชะโงกศีรษะออกมาจากตรงกลางได้ทุกเมื่อ

แม้หลังเลิกเรียนจะเริ่มมีฝนโปรยปรายลงมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้อากาศก็ยังสดชื่น โลกรุ่งเรืองเฟื่องฟูเช่นนี้ดูสว่างไสวไปทั่วทุกหนแห่ง

เสียงกริ่งเลิกเรียนดังนานแล้ว เด็กชายสะพายกระเป๋าเป้เดินออกมาจากประตูห้องเรียนอย่างเนิบช้า เมื่อแน่ใจว่ารอบๆ ไม่มีคนแล้ว เขาถึงได้นั่งลงบนบันไดแล้วเปิดถุงพลาสติกในมือ ถอดรองเท้าผ้าใบออกแล้วหยิบรองเท้ากันฝนที่ต้องสวมกับเท้าเปล่าจึงจะพอดีออกมาเปลี่ยน แล้วค่อยสวมชุดกันฝนที่ใหญ่เกินตัวนิดหน่อย

เพื่อนๆ รอบข้างไม่มีใครกำลังสวมรองเท้ากันฝนกันแล้ว พวกเขาสวมไว้นอกรองเท้าผ้าใบโดยตรงเลย แต่หนึ่งปีมานี้เท้าของเขาใหญ่ขึ้นไม่น้อย รองเท้ากันฝนสวมยาก จะซื้ออีกคู่ก็เปลืองเงินเกินไปจริงๆ อย่างไรเสียหากถอดรองเท้าผ้าใบออก สองเท้าของเขาก็ยังคงสวมเข้าไปได้

ฮ่า! เข้าได้แล้วล่ะ!

เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ มองรองเท้ากันฝนสีดำที่สวมอยู่ด้วยความพึงพอใจ ถึงได้เอารองเท้าผ้าใบใส่เข้าไปในถุงพลาสติกแล้วถือไว้

รองเท้าผ้าใบคู่นี้เป็นของที่จูจูเก็บเงินมานานมากกว่าจะซื้อให้เขาได้ เขาปกป้องรองเท้าผ้าใบไว้อย่างระมัดระวังจะเป็นการดีที่สุด หากคู่นี้พังล่ะก็ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินจากไหนมาซื้อคู่ใหม่

“ฮัดชิ่ว!” เขาพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากอยู่บ้าง แต่เพราะอ้วนเกินไป ขณะลุกขึ้นจึงเกือบจะเสียสมดุลแล้วล้มลงไป โชคดีที่เขาจับราวบันไดไว้แน่นถึงได้ไม่กลิ้งลงไปชั้นล่างเหมือนลูกชิ้น

พระเจ้า! ตกใจแทบตาย!

เขาตบอกเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเดี๋ยวจะต้องกินข้าวให้น้อยลงสักชามเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นเกรงว่าเขาอาจจะ ‘ตายก่อนวัยอันควร’ ตั้งแต่ยังไม่จบชั้นประถม

เอ๊ะ สำนวนนี้ใช้แบบนี้หรือเปล่านะ

ช่างเถอะ เหนื่อยชะมัด ขี้เกียจคิดแล้ว เรื่องของเรายังไงซะเรารู้ความหมายเองก็พอ

เด็กชายสะพายกระเป๋าเป้ สวมชุดกันฝนที่ใช้ซ้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หิ้วถุงพลาสติกที่ใส่รองเท้าผ้าใบ สวมรองเท้ากันฝนที่กัดเท้านิดหน่อยเดินลงบันไดอย่างช้าๆ แต่ระมัดระวังอย่างยิ่ง

ชุดกันฝนใหญ่เกินไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เหยียบจนขาดเขาจึงยกชายชุดกันฝนขึ้นสูงอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งหิ้วถุงพลาสติก ยังไม่ลืมที่จะเหลือนิ้วสามนิ้วไว้เกาะราวบันได

จะว่าไปเขาควรกางร่มสิถึงจะถูก ก่อนหน้านี้อันที่จริงเขาก็เคยเก็บร่มมาหลายคัน น่าเสียดายที่ร่มหลายคันนั้นถูกใช้งานจนพังแล้ว บ้างก็คันร่มหักจนซ่อมไม่ได้ ร่มสะดวกกว่าชุดกันฝนเยอะเลย แค่กางก็พอ ไม่ต้องใส่ๆ ถอดๆ

เฮ้อ แต่เป็นคนก็ต้องรู้จักพอเพียง

มีชุดกันฝนใช้เขาก็ต้องดีใจแล้วสิถึงจะถูก ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้เขาถือว่าหลบอันธพาลที่ชอบรังแกคนพวกนั้นได้อย่างราบรื่นแล้ว

คิดถึงตรงนี้เด็กชายก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะย่างเท้าเข้าสนามกีฬาอยู่ดี ยืนยันให้แน่ใจว่าคนพวกนั้นเลิกเรียนกลับไปหมดแล้ว

เพราะฝนตก หลังจากเลิกเรียนทุกคนจึงรีบกลับกันไปนานแล้ว ทั่วทั้งโรงเรียนรอบด้านว่างเปล่า ตรงประตูทางเข้าโรงเรียนนอกจากเห็นลุงยามที่เฝ้าประตูกำลังปฏิบัติหน้าที่แล้ว รอบๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน

เยี่ยมมาก

เขาเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ ย่างเท้าอ้วนป้อมเดินไปยังประตูโรงเรียนด้วยฝีเท้าเร็วรี่ ทว่าเพิ่งเดินไปได้สองก้าวเขาก็ละล้าละลังครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนใจจากทะลุผ่านสนามกีฬาเป็นเดินไปทางประตูหลังโรงเรียนแทน

เป็นดังคาด เมื่อเขาเดินไปได้ครึ่งทางก็ได้ยินเสียงคนเหล่านั้นร้องเรียกดังไล่หลังมาจากประตูหน้า ไม่กี่คนในนั้นยังตะโกนขึ้นเสียงดัง

“ไอ้อ้วนขยะ! นายคิดจะไปไหน! ไอ้อ้วนขยะ…”

“ไอ้อ้วนขยะ ไอ้อ้วนขยะ! ฉันมีซาลาเปานะ นายไม่มากินเหรอ ฮ่าๆๆๆ…”

เด็กชายแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและไม่ได้หันหน้ากลับไป เร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเดิม

“โอ้ๆๆ ดูเร็วเข้า! เขาจะวิ่งแล้ว! จะวิ่งแล้ว!”

“ไอ้อ้วนขยะรีบวิ่งสิ! นายวิ่งสิ! ฉันขอดูซิว่านายจะวิ่งได้ไกลแค่ไหน! ฮ่าๆๆๆ…”

“ฉันพนันเลยว่าเขาวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรหรอก! ฮ่าๆๆๆ…”

เสียงฝีเท้าด้านหลังสับสนวุ่นวาย พากันเยาะเย้ยไม่หยุด ทั้งยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้หัวใจของเขายิ่งเต้นรัว แทบจะกระโดดออกมาจากคอหอย บีบจนเขายิ่งเดินเร็วขึ้นทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร ยิ่งเดินยิ่งเร็ว กระทั่งในท้ายที่สุดก็กลายเป็นวิ่งเหยาะๆ

แต่ต่อให้เขาวิ่งขึ้นมาจริงๆ พยายามวิ่งจนเหนื่อยหอบก็ยังคงช้าไปครึ่งก้าวอยู่ดี ยังไม่ถึงประตูโรงเรียนเขาก็ถูกคนผลักจากด้านหลังจนล้มหัวคะมำไปบนพื้นหญ้า ที่น่าอนาถยิ่งกว่าคือตรงนั้นเป็นพื้นที่ค่อนข้างต่ำพอดี น้ำฝนสะสมอยู่ตรงนั้นจนกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ทำเอาเขากินโคลนเข้าไปคำใหญ่ ถุงพลาสติกในมือเองก็ลอยออกไปแล้วด้วย

“ฮ่าๆๆๆ! นายดูตัวเองสิ!”

“เฮ้ย ดูสิ! ที่เขาใส่ที่เท้านี่คืออะไรน่ะ รองเท้ากันฝนเหรอ”

“เล็กเกินไปหน่อยมั้ง ฮ่าๆๆ…”

“ว้าว ทุกคนดูเร็วเข้า ถุงที่เขาถือในมือนี่คืออะไรน่ะ เป็นรองเท้าผ้าใบแน่ะ! ตลกชะมัด!”

อันธพาลคนนั้นกล่าวพลางหันไปหาหัวหน้าของตนก่อนจะเทรองเท้าผ้าใบของเด็กชายออกมา อันธพาลอีกคนก็จงใจย่ำแอ่งน้ำแรงๆ ตอนที่เขาพยายามจะลุกขึ้น ทำให้น้ำโคลนกระเซ็นเต็มหน้าจนเขาสำลัก ทุกครั้งที่พยายามลุกขึ้นก็จะมีคนผลักเขาทีหนึ่ง ผลักให้เขากลับลงไปที่พื้นอีกครั้ง

“ไอ้อ้วนขยะก็ควรต้องอยู่ในกองขยะสิ!”

“ถูกต้อง หมูอ้วนตายอย่างนายคงเก็บขยะไปตลอดชีวิต!”

“นายนึกว่านายผลการเรียนดีแล้วก็จะเชิดหน้าชูตาได้หรือไง แถมยังกล้าอวดดีในคาบเรียนอีก!”

“ฉันขอบอกนายไว้นะ ต่อให้นายสอบได้ร้อยคะแนนเต็มก็เป็นขยะอยู่ดี!”

“เฮ้ย! ไอ้อ้วนขยะไปตายซะ! นายจะต้องโกงแน่ นึกว่าพวกเราไม่รู้หรือไง”

จู่ๆ เด็กชายคนหนึ่งก็ถีบเข้าที่ท้องเขาอย่างแรงทีหนึ่ง ฝ่าเท้านี้เกือบทำให้เขาอาเจียนเอามื้อเที่ยงออกมาแล้ว

สถานการณ์นี้ไม่ปกติ ถูกรังแกมาตั้งนานหลายปีขนาดนี้ เขารู้ว่าปกติคนพวกนี้มาเอะอะก็จบแล้ว แต่วันนี้เจ้าหัวโจกนั่นจู่ๆ ก็ลงไม้ลงมืออย่างบ้าคลั่ง เขากุมท้อง ทั้งตกใจทั้งกลัว เมื่อเงยหน้ามองเจ้าหมอนั่นก็เห็นเพียงความโหดเหี้ยมและดุร้ายในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาใจกระตุกทีหนึ่ง

เมื่ออีกเท้าหนึ่งเตะเข้ามาอย่างแรงอีกครั้ง เขาก็รีบพลิกตัวกุมศีรษะปิดหน้าเอาไว้ ขดตัวเองเป็นก้อน ใช้กระเป๋าหนังสือต่างกระดองเพื่อปกป้องตัวเองคล้ายกับเต่า

ฝีเท้านั้นหนักมาก เจ้าหมอนั่นไม่ได้หยุด ด่าไปพลางเตะไปพลาง คนอื่นๆ เองก็เอะอะขึ้นมาแล้วเตะเขาตามไปด้วย

หลังจากกระเป๋าหนังสือถูกเตะติดต่อกันหลายที ไม่นานนักศีรษะของเด็กชายก็ถูกเตะทีหนึ่ง

ในขณะที่เขานึกว่าชีวิตน้อยๆ น่าจะจบลงตรงนี้นั้น จู่ๆ ลมระลอกหนึ่งก็พัดมา พัดจนพวกเด็กๆ ล้มระเนระนาด พากันหวีดร้องด้วยความตกใจ

ชั่วขณะต่อมาแป้นบาสที่อยู่ในสนามบาสเกตบอลด้านหนึ่งพลันล้มลงมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ทุกคนตกใจ และสิ่งที่ทำให้ตกตะลึงยิ่งกว่าคือด้านข้างแป้นบาสที่ล้มลงถึงกับมีพายุหมุนน่ากลัวถล่มไปทั่ว บางทีก็มีแสงสายฟ้าน่าตกใจฟาดออกมาจากตรงกลาง โจมตีลงบนพื้นโคลนทำให้โคลนและก้อนหินกระจัดกระจาย หลายก้อนในนั้นยังกระเด็นมาทางนี้ด้วย พื้นใต้ฝ่าเท้ายิ่งสั่นสะเทือนด้วยเหตุนี้

ทรายและหินปลิวไปทั่วคล้ายฟ้าถล่มพื้นทลาย ทำให้ทุกคนต่างมองเห็นรอบด้านไม่ชัด

ท่ามกลางความโกลาหลพวกเขาควานหาเพื่อนที่อยู่ข้างกายอย่างลนลาน ทว่าเมื่อเงยหน้ากลับเห็นปีศาจที่บนศีรษะมีเขางอกออกมาน่ากลัวสุดๆ ตนหนึ่ง แยกเขี้ยวยิงฟันโผล่ออกมาจากพายุหมุนนั้นแล้วพุ่งมาหาพวกเขา พวกเด็กๆ ตกใจจนปัสสาวะราด ในที่สุดก็ตั้งสติได้ แต่ละคนแย่งกันพุ่งออกไปทางประตูหลังโรงเรียนอย่างล้มลุกคลุกคลาน

เจ้าอ้วนน้อยที่ยังคงขดตัวอยู่บนพื้นเห็นสถานการณ์ก็จะลุกขึ้นมาหมุนตัวเผ่นหนี แต่เพราะรองเท้ากันฝนไม่พอดีเท้า วิ่งไปไม่กี่ก้าวก็ล้มลงพื้นไปอีกครั้ง วินาทีต่อมาเขาก็ถูกปีศาจตนนั้นคว้าข้อเท้าไว้แล้วลากไปข้างหลังในพริบตา

เขาร้องด้วยความตื่นตกใจ คว้าหญ้าบนพื้นสุดชีวิต แน่นอนว่าไม่มีประโยชน์ หญ้าขาดคามือเขา เด็กชายหันกลับไปถีบปีศาจตนนั้นอย่างแรง ทว่าเพียงเห็นปีศาจอ้าปากใหญ่ยักษ์น่าสยดสยอง ปากนั้นพออ้าออกในชั่วขณะก็ใหญ่กว่าทั้งตัวเขาเสียอีก เขาสามารถมองเห็นเขี้ยวแหลมในปากใหญ่และส่วนลึกของลำคอที่ชื้นแฉะดำสนิท ได้กลิ่นเหม็นโฉ่ที่ทั้งน่ากลัวและน่าสะอิดสะเอียนอย่างชัดเจน

ขณะที่เด็กชายตกใจจนสามวิญญาณเจ็ดจิต* แทบจะหลุดออกจากทวารทั้งเจ็ด นั้นเอง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ปีศาจตรงหน้าก็บิดเบี้ยวขึ้นมา จากนั้นเขาก็พบว่าตนเองราวกับถูกโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้าขนาดยักษ์ โลกเบื้องหน้าเขาหมุนด้วยความเร็วสูง เขาหวีดร้องแทบตาย ในขณะเดียวกันก็ถูกลมพายุและฝนกระทบจนเปียกโชกไปทั้งตัว

เด็กชายไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าเท้าของตนยังคงถูกปีศาจตนนั้นคว้าเอาไว้อย่างแน่นหนา ทว่าทั้งตัวกลับถูกเหวี่ยงออกไปไม่หยุด ห้องเรียน สนามกีฬา สแตนด์เชียร์ สนามฟุตบอล ประตูโรงเรียน สวนดอกไม้ แป้นบาสที่ถล่มลงมา ภาพปรากฏตรงหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่ขาดสาย เขาราวกับเป็นลูกหมูที่กำลังจะถูกเชือด หวีดร้องแล้วหวีดร้องอีก แต่เสียงหวีดร้องของเขาถูกเสียงคำรามของปีศาจตนนั้นกลบไปจนหมด และตอนที่นึกว่าเท้าของตนใกล้ถูกดึงจนขาดนี้เอง จู่ๆ เขาก็ล้มไปทั้งตัว กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบกว่าจะหยุด

เขาหันกลับไปอย่างเวียนศีรษะตาลายก็เห็นมือสีดำที่คล้ายกับกรงเล็บของปีศาจยังอยู่บนเท้าจับเขาไว้แน่น แต่มือข้างนั้นถูกฟันข้อมือขาดแล้ว ทำเอาเขาตกใจจนร้องตะโกนเสียงดัง แต่เสียงหวีดร้องอันน่ากลัวกลับดังขึ้นมาราวสายฟ้าสะเทือนฟ้า

เด็กชายรีบเงยหน้าก็เห็นผู้หญิงชุดดำคนหนึ่งมือถือกระบี่ยาวบั่นหัวปีศาจ หัวอันน่ากลัวกระอักเลือดออกมาแล้วลอยออกไปไกล ร่างใหญ่ยักษ์ที่หัวขาดยังคงดิ้นรน พยายามโจมตีผู้หญิงชุดดำ แต่ลมคลั่งพัดมาอีกระลอกหนึ่ง ร่างไร้หัวที่วิ่งสะเปะสะปะก็พลันล้มลงบนพื้น

ผู้หญิงชุดดำหันหน้าไปมองที่มาของลม

เจ้าอ้วนน้อยมองตามไป แวบเดียวก็เห็นคุณชายกุมารเทพจินถง ประจำโรงเรียนที่ทั้งเรียนเก่งและหน้าตาดีคนนั้น

คุณชายน้อยมองดูหัวปีศาจที่กลิ้งมาถึงข้างเท้า ใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนสี เพียงโบกมือทีหนึ่งเรียกพายุพัดมาระลอกหนึ่งในขณะที่ปีศาจพยายามอ้าปากจะกัดเขา ส่งหัวปีศาจนั่นขึ้นไปกลางอากาศ

นกยักษ์สีดำตัวหนึ่งบินโฉบออกมาจากด้านข้าง ยื่นกรงเล็บออกมาคว้าหัวปีศาจไว้ ปีกสีดำยกขึ้นก็พาหัวปีศาจลอยขึ้นไปสูงยิ่งกว่าเดิม พริบตาก็ลอยเข้าไปในป่า หายไปโดยไร้ร่องรอย

เจ้าอ้วนน้อยมองจนเหม่อลอย นั่งอยู่ที่เดิมอย่างงุนงง ไม่อาจเรียกสติกลับมาได้อยู่นานมาก

กุมารเทพจินถงประจำโรงเรียนอายุเท่ากับเขา เป็นหัวหน้าห้องของห้องหนึ่ง อีกฝ่ายเข้ามาพูดกับผู้หญิงชุดดำไม่กี่ประโยค ผู้หญิงชุดดำตอบกลับไปประโยคเดียวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ตามด้วยเท้าแตะพื้นนิดหนึ่งก็กระโดดขึ้นไปกลางอากาศทั้งอย่างนี้ จากนั้นก็เหมือนกับนกยักษ์ตัวนั้นเมื่อครู่…เหาะ-จาก-ไป!

เธอเหาะไปแล้ว

เหาะไปแล้วจริงๆ!

เด็กชายมองจุดดำๆ ที่จากไปไกลจุดนั้น เขาอ้าปาก คางแทบจะหลุดลงพื้นแล้ว

กุมารเทพจินถงที่ถูกคุณครูทั้งโรงเรียนประคองไว้กลางฝ่ามือตั้งแต่เด็กเดินมาทางเขา ก้มลงมาช่วยเก็บรองเท้าผ้าใบใส่กลับลงไปในถุงพลาสติกให้

คุณชายน้อยตัวไม่สูง แต่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน สวมรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดัง มือสวมนาฬิกาดิจิตอลไฮเทครุ่นใหม่ล่าสุด เส้นผมดำขลับถูกช่างตัดผมตัดอย่างเข้าทรง อีกฝ่ายสวมชุดเครื่องแบบเหมือนกันกับเขา ทว่าดูท่าทางเหมือนสวมชุดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อกุมารเทพจินถงเดินมาถึงตรงหน้า แสงแดดสาดลงมาจากเมฆส่องสะท้อนบนใบหน้าอันงดงามเหนือผู้ใดเทียบของอีกฝ่าย จากนั้นกุมารเทพจินถงก็ยกมุมปาก ส่งยิ้มบางๆ ให้เขา ชั่วพริบตานี้ทั้งโลกกลายเป็นสว่างสดใสยิ่งกว่าเดิม

เจ้าอ้วนน้อยเกือบจะยื่นมือไปปิดตาบังแสงนั้นแล้วจริงๆ จากนั้นเขาถึงเพิ่งพบว่าฝนหยุดตกไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร

กุมารเทพจินถงหยุดอยู่ข้างเท้าเขา ตอนนี้เองเขาถึงได้พบว่ากรงเล็บปีศาจข้างนั้นที่อยู่บนเท้าไม่รู้ว่ากลายเป็นน้ำสีดำแอ่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อไร ทำให้เขาตกใจจนหวีดร้องออกมาอีกครั้ง

“เพื่อน นายโอเคนะ?” คุณชายน้อยถาม

เจ้าอ้วนน้อยเหม่อมองเด็กชายที่เปล่งประกายตรงหน้า คางอวบๆ สั่นสะท้านขณะเอ่ยปากว่า “ไม่โอเค ไม่โอเคเลยสักนิด! เมื่อกี้ไอ้นั่นๆ…แถมยังไอ้นี่ๆ…แล้วก็อันนั้นๆ ทางนั้นอีก…” เขาชี้ท้องฟ้า ชี้น้ำสีดำและรอยกรงเล็บบนเท้าตน ก่อนจะชี้น้ำสีดำแอ่งใหญ่ไม่ไกลซึ่งละลายมาจากร่างปีศาจพลางพูดตะกุกตะกัก “แล้วก็นาย…นะ…นะ…นาย…”

และในตอนนี้เองลุงยามที่อยู่ตรงประตูใหญ่ของโรงเรียนกว่าจะเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทางนี้ก็ช้าไปแปดร้อยก้าวแล้ว เขาวิ่งมาแต่ไกล

“นี่! พวกเธอเลิกเรียนแล้วยังมัวทำอะไรกันอยู่ตรงนี้”

เจ้าอ้วนน้อยตกใจ จู่ๆ ก็พบว่าสถานการณ์นี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างยิ่ง ในสนามหญ้าตรงหน้าพังเสียหาย ถ้าเขาบอกว่ามีปีศาจจริงๆ ล่ะ? สมัยนี้แล้วใครยังจะเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ากุมารเทพจินถงมีพลังวิเศษติดตัว สามารถเรียกลมเรียกฝนได้ ฆ่าปีศาจตนหนึ่งได้ ทั้งยังสั่งให้ปีศาจนกคาบหัวไปอีก…

ขืนเขาพูดอย่างนี้จริงๆ คงถูกจับส่งโรงพยาบาลจิตเวชแน่

คิดถึงตรงนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกอยากลุกขึ้นแล้วเผ่นหนีไปซะ แต่สองเท้าที่ไม่ได้การของเขากลับยังอ่อนปวกเปียกอยู่ดี ทำได้แค่ลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ

ลุงยามของโรงเรียนมาถึงตรงหน้า มองดูสภาพเละเทะด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามประโยคนี้เจ้าอ้วนน้อยพลันเป็นใบ้ไปชั่วขณะ และในขณะที่เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี นักเรียนตัวอย่างอย่างกุมารเทพจินถงนั่นก็ถึงกับเอ่ยปากพูดโดยที่ตาไม่กะพริบ

“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เมื่อกี้ตอนที่พวกเราเพิ่งเดินมา ทางนี้ก็เป็นแบบนี้แล้ว วันนี้พวกเราเป็นเวรรับผิดชอบเก็บอุปกรณ์การเรียน ผมให้ลุงหวังจอดรถรอผมที่ประตูหลัง เมื่อกี้พวกเรากำลังจะเดินไปขึ้นรถที่ประตูหลัง เจ้าอ้วนน้อยก็เหยียบน้ำเหม็นๆ แอ่งนี้แล้วลื่นล้มไป” เด็กชายรูปงามที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านคนนั้นกล่าว ทั้งยังหันหน้ามามองเขา ถามด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่ไหม เจ้าอ้วนน้อย”

เจ้าอ้วนน้อยมึนงง คางแทบจะหลุดลงไปบนพื้นอีกแล้ว

เพราะเขาไม่ได้ตอบในทันที ลุงยามจึงหันมามองเขา

“เจ้าอ้วนน้อย?” กุมารเทพจินถงเลิกคิ้วใส่เขา

สายลมอ่อนๆ ระลอกหนึ่งพัดโชยมา เจ้าอ้วนน้อยพลันตกตะลึง เห็นกุมารเทพจินถงยิ้มเจิดจ้าอย่างนี้ ดวงตาดำขลับคู่หนึ่งเปล่งประกายราวกับดวงดาวก็รีบพยักหน้าหงึกหงักอย่างไร้ประโยชน์ราวกับโขลกกระเทียม

“อื้มๆๆ ใช่ๆๆ แค่กๆๆ”

คนอย่างเจ้าอ้วนน้อย เขาเข้าเรียนมาหลายปี สิ่งที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดก็คือการดูสีหน้าคน

หนึ่งเขาสู้ไม่ได้ สองเขาวิ่งไม่ไหว ไหนเลยจะกล้าขัดขืนกุมารเทพจินถงผู้เจริญวัยที่มีพลังเหนือธรรมชาติและต่อสู้จนปีศาจหนีเตลิดทั่วท้องฟ้าผู้นี้ แถมยังรู้จักหน้ากันดีด้วย

ท่าทางพยักหน้าราวกับโขลกกระเทียมของเขาในตอนนี้ทำให้ลุงยามไม่ได้คิดอะไรมาก บวกกับเด็กอ้วนคนนี้แม้เขาจะจำไม่ได้ แต่เด็กที่หน้าตาดีคนนั้นเขาจำได้มาแต่ไกล ดังนั้นเขาเพียงแค่ถอนหายใจแล้วขมวดคิ้ว โบกมือพลางกล่าว

“เอาล่ะ ในเมื่อไม่เป็นไรพวกเธอก็รีบกลับบ้านกันเร็วๆ หน่อย อย่ามัวแต่เตร็ดเตร่อยู่ที่นี่”

ลุงยามพูด ไม่รอให้พวกเขาตอบก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา มองดูสภาพเละเทะเกลื่อนพื้นแล้วบ่นกระปอดกระแปดพลางโทรหาภารโรงให้มาจัดการสนามหญ้า

คุณชายน้อยเห็นแล้วก็หันหน้ามามองเจ้าอ้วนน้อย ยิ้มแล้วถามคำถามในตอนแรกซ้ำอีกครั้ง “นายยังโอเคไหม”

“โอเค โอเคมาก” ช่างตรงกันข้ามกับการโอดครวญและเสียสติเมื่อครู่นี้โดยสิ้นเชิง หลังจากเจ้าอ้วนน้อยสงบสติได้ คราวนี้จึงเปลี่ยนคำพูด รีบเช็ดโคลนบนหน้าออกแล้วดึงชุดกันฝนซอมซ่อบนตัว “ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงและความช่วยเหลือของนาย ที่บ้านฉันยังมีธุระ ฉันขอตัวกลับก่อนล่ะ บ๊ายบาย…”

พูดยังไม่จบเขาก็คว้ารองเท้าผ้าใบของตนเองขึ้นมาแล้วหมุนตัวชักเท้าเผ่นหนี แม้เขาจะวิ่งขึ้นมาจริงๆ ก็วิ่งไม่ได้เร็ว วิ่งไปนิดหน่อยไม่ได้จับรองเท้าผ้าใบไว้ให้ดี มันก็กลิ้งไปไกล เขาพุ่งไปคว้ารองเท้าผ้าใบขึ้นมามือไม้เป็นพัลวัน จากนั้นก็ยกเท้าอ้วนๆ ก้าวออกไปอีกครั้งโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป เดินออกประตูหลังอย่างกระหืดกระหอบ

โชคดีที่เจ้าหมอนั่นไม่ได้ตามมาขวางเขา แต่เมื่อรถเก๋งสีดำคันนั้นแล่นผ่านประตูหลัง เขายังคงอดไม่ได้ที่จะเดินอ้อมอยู่ดี หลบได้ไกลแค่ไหนก็หลบให้ไกลเท่านั้น

ทุกอย่างล้วนเป็นภาพลวงตา เป็นภาพลวงตา

เจ้าอ้วนน้อยวิ่งไปหอบไป หอบไปวิ่งไป พยายามล้างสมองตนเองไปพลาง

ฮู่ๆๆ ฮู่ๆๆ…

เพราะฉันคิด มันจึงมีตัวตน ถ้าฉันไม่คิด มันก็จะไม่มีตัวตน

ฮู่ๆๆ ฮู่ๆๆๆ…ฮู่ๆ…

บ้าชะมัด เขาเหนื่อยแล้ว

เจ้าอ้วนน้อยวิ่งไปยังไม่ถึงร้อยเมตรก็วิ่งไม่ไหวแล้ว ได้แต่หยุดอยู่ริมถนนแล้วค้ำกำแพงหอบหายใจ แม้แต่หัวมุมเลี้ยวของโรงเรียนก็ยังวิ่งไปไม่ถึง

“เพื่อน นายไม่เป็นไรนะ”

พอได้ยินประโยคนี้เจ้าอ้วนน้อยก็ตกใจจนสำลักไปหลายที เงยหน้าก็เห็นรถเก๋งสีดำคันนั้นไม่รู้ว่ามาถึงข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไรจอดอยู่ริมข้างทาง แล้วกุมารเทพจินถงคนนั้นก็เปิดประตูรถก่อนจะเดินมาทางเขา

เจ้าอ้วนน้อยเบิกตากว้าง สำลักอีกรอบหนึ่ง

“นายอยากไปโรงพยาบาลไหม” กุมารเทพจินถงหยุดอยู่ข้างกายแล้วตบหลังเขาด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องๆ…” เจ้าอ้วนน้อยไอพลางส่ายหน้า ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมาหายใจทัน

“ฉันกับลุงหวังไปส่งนายกลับบ้านดีกว่าไหม” กุมารเทพจินถงกล่าวอีกครั้ง

เจ้าอ้วนน้อยมองคนตรงหน้าที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง เหมือนกับว่ากลัวเขาจะตายอยู่ตรงนี้ เขาจึงหัวเราะแห้งๆ สองที

“ไม่…ไม่ต้องหรอก เนื้อตัวฉันสกปรกจะตาย…”

“สกปรกแค่เช็ดนิดหน่อยก็โอเคแล้ว” กุมารเทพจินถงยิ้มยิงฟัน

เจ้าอ้วนน้อยนิ่งงัน ไม่อาจโต้แย้งได้ชั่วขณะ

สกปรกแค่เช็ดนิดหน่อยก็โอเคแล้วจริงๆ

เขาลังเลครู่หนึ่ง แต่ในเมื่อคนเขายังไม่ถือสา แล้วเขายังจะถือสาทำบ้าอะไร แม้ในใจจะยังมีความตื่นกลัวนิดหน่อย แต่คุณชายน้อยคนนี้ดูท่าทางไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรจริงๆ และตอนนี้พอย้อนนึกขึ้นมา พูดอย่างจริงจังก็คืออันที่จริงหมอนี่เพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้นี่นา

เจ้าอ้วนน้อยลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงผงกศีรษะอยู่ดี “เอ่อ งั้นก็…รบกวนนายแล้ว…”

เขาเหนื่อยแล้วจริงๆ ย่นระยะทางเดินไปได้สักระยะแน่นอนว่าดีที่สุด

กุมารเทพจินถงยิ้มแล้วหมุนตัวเดินไปที่รถเก๋งโดยมีเจ้าอ้วนน้อยเดินตามไปอย่างตุปัดตุเป๋ อีกฝ่ายเดินไปไม่กี่ก้าวก็พบว่าตนเองเดินเร็วเกินไปจึงผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงเพื่อรอเขา

คนขับรถของบ้านคุณชายน้อยลงมาจากรถรออยู่ตรงนั้นนานแล้ว ก่อนจะเปิดประตูรถให้เด็กชายทั้งสองคน

“ขอบคุณครับลุงหวัง” คุณชายน้อยกล่าวขอบคุณคนขับรถอย่างมีมารยาทก่อนจะขึ้นรถไปอย่างสบายๆ

เนื้อตัวของเขาสกปรกเกินไปจริงๆ เจ้าอ้วนน้อยถอดชุดกันฝนที่ขาดรุ่ยออกทำให้ตนเองสะอาดขึ้นมาหน่อยอย่างพอถูไถ ถึงได้พาตนเองขึ้นไปอย่างยากลำบากและเหนื่อยหอบพลางพยักหน้ากล่าวขอบคุณคนขับรถที่ดูร่างกายกำยำแต่ค่อนข้างมีอายุคนนั้นตาม

“เอ่อ…ขอบคุณครับ…”

“ไม่ต้องเกรงใจครับ” คนขับรถผมขาวพยักหน้าให้เล็กน้อย เมื่อเจ้าอ้วนน้อยนั่งเรียบร้อยแล้วถึงได้ปิดประตูรถ กลับไปนั่งบนเบาะคนขับด้านหน้าแล้วก็สตาร์ตเครื่องยนต์อีกครั้ง

เมื่อรถแล่นออกจากประตูหลังของโรงเรียน เจ้าอ้วนน้อยยังคงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกแวบหนึ่งอยู่ดี เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมาถึงได้สบายใจ

เด็กชายผู้เปล่งประกายและเลื่องชื่อลือนามไปทั่วโรงเรียนคนนั้นส่งผ้าขนหนูสะอาดผืนใหญ่ให้เขาผืนหนึ่ง

“นี่ ให้นาย เช็ดหน้าก่อนสิ”

“ขอบคุณ…” เขารับมาเช็ดหน้าอย่างระมัดระวัง

“ต่อไปหลังเลิกเรียนนายกลับพร้อมกับทุกคนจะดีกว่านะ อยู่ตัวคนเดียวยิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย”

เจ้าอ้วนน้อยตะลึงงัน ช้อนตามองจึงเห็นเพียงอีกฝ่ายหันมาทางเขาและเผยรอยยิ้มเจิดจ้าสุดๆ

พูดจริงๆ นะ เขาเองก็ใช่ว่าไม่เคยคิดจะเลิกเรียนพร้อมกับทุกคน แต่อันธพาลพวกนั้นแม้จะไม่กล้าอวดเบ่งต่อหน้าครู แต่มักจะดักเขาที่ถนนนอกประตูโรงเรียน ถ้าโชคไม่ดีอาจจะมีเด็กบางคนตามมาเข้าคิวแกล้งเขาเพิ่มอีก แต่ละวันของเขาล้วนทำได้แค่เสี่ยงดวงเท่านั้น

เขามองรอยยิ้มของลูกรักพระเจ้าคนนี้แล้วหัวเราะแห้งๆ อีกครั้ง ได้แต่ผงกศีรษะพลางตอบรับ เช็ดศีรษะอย่างสงบเสงี่ยม

“อืมๆ ขอบคุณ…ครั้งหน้าฉันจะจำไว้…”

รถวิ่งผ่านเมืองซึ่งถูกแสงสายัณห์อาบย้อมจนกลายเป็นสีเหลืองทอง สิ่งปลูกสร้างและร้านรวงหลากรูปแบบไหลผ่านไปนอกหน้าต่างรถ

ไม่นานนักรถหรูสีดำคันนี้ก็มาหยุดอยู่ตรงปากตรอกอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง

เจ้าอ้วนน้อยคืนผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนไปแล้วให้เด็กชายรูปงามคนนั้น ขณะเตรียมเปิดประตูจะลงจากรถ อีกฝ่ายก็เอ่ยปาก

“นี่ ท่านผู้เฒ่าของฉันซื้อเกมรุ่นใหม่ล่าสุดมาให้ วันหยุดพรุ่งนี้นายจะมาดูสักหน่อยไหม”

“ท่านผู้เฒ่าของนาย?”

“คุณปู่ของแม่ฉันน่ะ อันที่จริงจะเรียกว่าคุณตาทวดก็ได้ แต่เพราะพ่อฉันแต่งเข้ามา เพราะงั้นน่าจะนับว่าเป็นคุณทวดของฉันก็ไม่ต้องเติมคำว่าตาก็ได้ แต่ท่านบอกว่าไม่ว่าจะเป็นคุณตาทวดหรือคุณทวดต่างก็แสดงว่าท่านแก่มากๆ ดังนั้นจึงให้พวกเราทุกคนเรียกท่านว่าท่านผู้เฒ่าก็พอ”

“อ๋อ” เจ้าอ้วนน้อยได้ยินก็มึนงง ทว่าในใจกลับอดคิดไม่ได้ว่าท่านผู้เฒ่าก็ไม่รู้สึกว่าแก่เหมือนกันหรอกเหรอ

“แล้วพรุ่งนี้นายจะมาเล่นเกมด้วยกันไหม”

“เอ่อ…” เจ้าอ้วนน้อยนิ่งงัน มองอีกฝ่าย ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากว่า “นายไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ไม่ต้องคบฉันเป็นเพื่อนก็ได้ ฉันจะไม่พูดเรื่องของนายออกไปหรอก”

คุณชายน้อยได้ยินดังนั้นก็งุนงงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นถึงได้เข้าใจ หุบยิ้มแล้วมองเขาอย่างจริงจัง

“ฉันไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับนายเพราะเรื่องนี้หรอก”

เจ้าอ้วนน้อยหัวเราะแห้งๆ สองที เพียงมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “ต่อให้ฉันพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อฉันหรอก”

คุณชายน้อยมุ่นหัวคิ้ว เม้มริมฝีปาก ไม่กล่าวคำ

“ฉันจะไม่พูดออกไปหรอก” เขาย้ำอีกครั้ง จากนั้นก็เปิดประตูรถ ย้ายร่างอันหนักอึ้งลงจากรถแล้วปิดประตู เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์เก่าแก่โทรมๆ หลังนั้นที่อยู่ในตรอก

เมื่อเขาผลักประตูอพาร์ตเมนต์และขึ้นไปยังชั้นสองก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะแอบมองไปข้างนอกแวบหนึ่งจากหน้าต่างของโถงบันได

ไม่รู้ว่าเด็กชายที่ทั้งหน้าตาดีและร่ำรวยคนนั้นลงจากรถมาตั้งแต่เมื่อไร ในมือถือผ้าขนหนูสกปรกผืนนั้น ตอนแรกเจ้าอ้วนน้อยนึกว่าอีกฝ่ายจะทิ้งผ้าขนหนู อย่างไรเสียบ้านเจ้าหมอนั่นก็มีเงินพอที่จะซื้อผ้าขนหนูผืนใหญ่ใหม่ๆ ได้อีกเป็นหมื่นผืน แต่อีกฝ่ายเพียงพับผ้าขนหนูให้เรียบร้อยขณะที่คนขับรถลงรถมาพูดกับเขา ก่อนจะหันหน้ากลับไปนั่งบนรถพลางพกผ้าขนหนูผืนนั้นไปด้วย

คนขับรถอาวุโสร่างกายกำยำคนนั้นกลับขึ้นไปบนรถอีกครั้ง ขับรถยนต์แบรนด์หรูคันนั้นพาคุณชายน้อยจากไปแล้ว

จะบอกว่าเขาไม่อิจฉาเด็กชายคนนั้นก็โกหกแล้ว แต่แม้จะเพิ่งอยู่ชั้นประถมปีที่ห้า ทว่าเขายอมรับความจริงได้นานแล้ว

เข้าใจสัจธรรมที่ว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมมาแต่แรกอยู่แล้ว ถึงเขาเองก็อยากจะมีรูปร่างหน้าตาทั้งหล่อและน่ารักเหมือนกับคุณชายน้อยคนนั้น อยากให้ครอบครัวมีเงินทองกองเป็นภูเขามาก แต่ก็อย่างที่จูจูว่า ชีวิตคนเราเทียบกับคนที่สูงกว่าก็ขาดแคลน เทียบกับคนที่ต่ำกว่าก็เหลือกินเหลือใช้

เขาผละจากผนังซึ่งเต็มไปด้วยราเพราะชื้นมาเป็นเวลานาน หันไปเปิดประตูเหล็กของบ้านตน ถอดรองเท้ากันฝนตรงระเบียง เอารองเท้าผ้าใบวางไว้ข้างๆ แล้วปลดกระเป๋าสะพายด้านหลังลง จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องรับแขกเก่าๆ ทะลุผ่านทางเดินมายังห้องครัวที่มีอาหารแห้งทุกประเภทกองอยู่เต็มแล้วเปิดถังข้าวสาร เริ่มซาวข้าวเพื่อหุงข้าว

แทนที่จะไปอิจฉาคนอื่น เติมท้องตัวเองให้อิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า

เจ้าอ้วนน้อยยืนบนม้านั่ง เอาข้าวสารที่ซาวน้ำเสร็จเรียบร้อยใส่เข้าไปในหม้อไฟฟ้า ฉวยโอกาสตอนข้าวกำลังหุงวิ่งไปหามบันไดมาเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ตรงระเบียงด้านหลังแล้วโยนไว้บนเตียงก่อน จากนั้นก็กลับไปที่ห้องครัว หยิบเนื้อรมควันออกมาจากตู้เย็น ล้างและหั่นกระเทียมกับกะหล่ำปลี หยิบกระทะกับตะหลิวมาผัดกะหล่ำปลีใส่เนื้อรมควันหนึ่งกระทะใหญ่อย่างรวดเร็ว

ท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดแล้ว เขาถ่วงเวลาไปจนถึงที่สุดกว่าจะเปิดไฟ หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเด้งขึ้นมาแทบจะในเวลาเดียวกันนี้เอง

เพราะกลัวว่าตัวเองจะกินกะหล่ำปลีผัดเนื้อรมควันหมดทั้งจาน เขาจึงแบ่งกะหล่ำปลีออกเป็นสองชุดเสียก่อน ชุดหนึ่งใส่ลงกล่องถนอมอาหารเก็บไว้ให้จูจูกินหลังเลิกงาน ส่วนอีกชุดใส่จานวางไว้บนโต๊ะแล้วค่อยวิ่งไปหยิบชามใส่ข้าว

เจ้าอ้วนน้อยต่อสู้กับตัวเองครู่หนึ่ง เขาไม่ควรกินเยอะเกินไปจริงๆ ควรหยิบชามเล็กก็พอ เขาเองก็เข้าใจดีว่าสาเหตุหนึ่งในนั้นที่เขาถูกรังแกที่โรงเรียนก็เพราะว่าอ้วนเกินไป แต่…แต่ว่าเขาหิวมากจริงๆ นะ…

บ้าจริง ไม่สนแล้ว

เขาลังเลต่อสู้กับตัวเองสามวินาที ท้ายที่สุดยังคงหยิบชามใบใหญ่ที่ใช้ใส่อาหารเป็นประจำมาอยู่ดี เติมข้าวชามใหญ่อย่างเกรี้ยวกราด

คนเรามีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อกินหรือไง

เขาประคองข้าวสวยชามใหญ่กลับมาที่ห้องรับแขก กินคู่กับกะหล่ำปลีผัดเนื้อรมควันที่ร้อนกรุ่น นั่งกินคำใหญ่อยู่ใต้แสงไฟสลัว

เดิมทีหลอดไฟในห้องรับแขกมีอยู่ห้าดวง เสียไปสามดวงยังเหลือสองดวงที่สว่างอยู่ แม้จะมืดลงไปมาก แต่อย่างไรเสียก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็น สว่างแค่สองดวงก็ประหยัดไฟดีเหมือนกัน

เจ้าอ้วนน้อยรู้ว่าตัวเองควรบอกจูจู แต่เขาเข้าใจว่าจูจูยุ่งมาก เลิกงานตอนเที่ยงคืนทุกวัน อีกอย่างเขาเองก็ไม่สบายใจที่จะให้เธอปีนสูงอย่างนั้น

หรือเราต้องเปลี่ยนเอาเอง?

เขามองหลอดไฟสองดวงสุดท้ายเหนือศีรษะที่พักนี้มืดลงไปนิดหน่อย กินไปพลางคิดไปพลาง

เราเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว อายุสิบเอ็ดแล้ว เปลี่ยนหลอดไฟน่าจะพอได้มั้ง เขาเคยเห็นจูจูเปลี่ยน ดูเหมือนก็ไม่ได้ยากมาก

เจ้าอ้วนน้อยกินพลางแหงนหน้ามอง ศึกษาอยู่ครู่หนึ่ง

ดีล่ะ รอพรุ่งนี้ตอนกลางวันว่างๆ ค่อยมาเปลี่ยนก็แล้วกัน

ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ถ้าเปลี่ยนไม่ดี นั่นก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว เขาไม่ได้โง่สักหน่อย

เด็กชายพยักหน้าแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวจนหมด เมื่อกินคำสุดท้ายเสร็จก็เรออย่างสบายอกสบายใจแล้วลุกขึ้นไปล้างชาม หลังจากนั้นค่อยกลับไปซักรองเท้าผ้าใบที่ระเบียง ก่อนจะถอดเสื้อผ้าที่สกปรกทั้งตัวและถุงเท้าออก นำกางเกงเปื้อนที่จูจูถอดไว้เมื่อคืนโยนใส่เข้าไปในเครื่องซักผ้าพร้อมกันทั้งหมด เติมผงซักฟอก กดปุ่มเครื่องซักผ้า จากนั้นถึงได้วิ่งล่อนจ้อนเข้าไปล้างทำความสะอาดตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าในห้องน้ำ

หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็มาส่องกระจก ทายาที่แผลบนใบหน้าตัวเอง โชคดีที่มีกระเป๋าเป้ปกป้องเขาไว้ โชคดีที่เขากะโหลกแข็ง โชคดีที่นอกจากรอยช้ำบนแขนขาแล้วบนใบหน้าก็เป็นแผลถลอกที่ถูกเตะตรงหน้าผากค่อนข้างใหญ่ แต่ใช้ผมปรกไว้สักหน่อย จูจูที่ปกติยุ่งจนปวดเศียรเวียนเกล้าก็น่าจะมองเห็นไม่ชัดแล้ว

เขามองเจ้าอ้วนที่อยู่ในกระจกก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจัดผมสีดำให้เป็นทรงแบบกุมารเทพจินถงแล้วก็ยกมุมปากขึ้นเลียนแบบรอยยิ้มที่ดูสว่างสดใสนั่น

ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกจริงๆ ว่าอันที่จริงตัวเองก็ดูดีทีเดียว เพียงตัวกลมไปหน่อยเท่านั้น แต่แบบนี้คืออุดมสมบูรณ์ใช่ไหม น่ารักเหมือนพระโพธิสัตว์เมตไตรย์ไงล่ะ จากนั้นวินาทีต่อมาเขาก็เห็นเลือดที่แห้งกรังใต้รูจมูก ช่างทำลายภาพพจน์เสียจริง ทำให้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

เฮ้อ พอยิ้มขึ้นมาก็ยิ่งเหมือนพระโพธิสัตว์เมตไตรย์ น่ารักเหลือเกิน

เขาเอาผ้าชุบน้ำถูเลือดกำเดาที่แห้งกรังใต้รูจมูก บิดจมูกครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเลือดกำเดาไหลออกมาอีกและไม่รู้สึกเจ็บถึงได้ปิดฝาตลับยา สวมเสื้อผ้าแล้วไปตากผ้าที่ระเบียง จากนั้นก็กลับมาฟุบโต๊ะหนังสือทำการบ้านที่ห้อง

ค่ำคืนอันเงียบสงัดในฤดูใบไม้ผลิ ลมยามค่ำพัดโชย

เด็กชายตัวอ้วนทำการบ้านภายใต้แสงโคมไฟ เขียนไปเขียนมาก็สัปหงกโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่ศีรษะกระแทกโต๊ะหนังสือ เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ง่ายเลยกว่าจะพยายามฝืนทนทำการบ้านของวันนี้จนเสร็จ ก่อนจะลากร่างที่อ้วนตุ๊ต๊ะของตนกลับไปที่เตียง ล้มตัวลงก็หลับทันที

 

ฟ้าสว่างแล้ว แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง

เจ้าอ้วนน้อยถูกแสงแดดแยงตาปลุกให้ตื่น แต่ยังคงรู้สึกเหนื่อยจนแค่อยากพลิกตัวแล้วหลับต่อ ทว่าเสียงเคลื่อนไหวของจูจูดังมาจากนอกประตู เขาบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง หรี่ตากึ่งหนึ่งพลางหาวหวอด เดินไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำด้านนอก

เมื่อเขาล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ จูจูก็ออกไปข้างนอกแล้ว แต่เธอต้มโจ๊กไว้หม้อใหญ่ ผัดไข่กับผักกาด ทั้งยังหั่นผลไม้ไว้ให้เขากล่องหนึ่งอีกด้วย เขากินจนหมด ล้างจานชามเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงได้สะพายกระเป๋าเป้ที่เก็บมา ตัดเชือกพลาสติกใส่เข้าไปเส้นหนึ่งแล้วหยิบถุงขยะใบใหญ่มาใบหนึ่ง จากนั้นก็สวมรองเท้ากันฝน สวมถุงมือที่ล้างทำความสะอาดแล้ว หยิบกุญแจออกจากบ้านไป

ข้างนอกฝนไม่ตกแล้ว แต่รองเท้าผ้าใบของเขายังไม่แห้ง รองเท้ากันฝนก็พอสวมถูไถไปได้

หลังออกจากบ้านเขายังหาวติดต่อกัน แต่เดินไปเดินมาสติก็เชื่องช้าลง ลัดเลาะไปตามถนนใหญ่ตรอกเล็กมองซ้ายมองขวา ตลอดทางไม่เห็นของที่เขาต้องการหาเลย แต่ในตอนที่เดินมาถึงป้ายรถประจำทางซึ่งเป็นละแวกที่มีร้านค้าค่อนข้างเยอะนี้เอง เขาก็เห็นกระป๋องเครื่องดื่มเปล่าๆ ที่ถูกคนโยนทิ้งไว้ตรงซอกมุมจำนวนหนึ่งอย่างที่คิด ขอแค่เขาเห็นก็จะเก็บมันขึ้นมา อันที่จริงตอนกลางวันแสกๆ น้อยมากที่จะมีคนทิ้งขยะมั่วซั่ว แต่กลางดึกไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลากลางคืนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มักจะมีคนทิ้งกระป๋องเปล่าที่ดื่มเสร็จแล้วเนื่องจากเมาหรือไม่ก็มักง่ายชั่วขณะ

ปกติหลังจากเข้างานร้านค้าก็จะเก็บกวาดสถานที่ให้สะอาด บนถนนก็มีพนักงานทำความสะอาดมากวาดเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงวิ่งแจ้นมาเก็บกระป๋องเปล่าพวกนี้แต่เช้า เพราะหากสายแล้วก็จะหาไม่เจอ ข้างป้ายรถประจำทาง ในสวนสาธารณะ ใกล้ๆ ร้านค้า ใต้สะพานริมแม่น้ำจะมีทั่วทุกที่ แม้ปริมาณไม่ได้มาก แต่ค่อยๆ เก็บแบบนี้สะสมไว้ก็ไม่น้อยเหมือนกัน

เจ้าอ้วนน้อยเก็บกระป๋องเปล่าอย่างทะมัดทะแมง หยิบพวกมันไปล้างทำความสะอาดที่อ่างล้างมือของสวนสาธารณะ จากนั้นก็อัดพวกมันทีละใบๆ ใส่ไว้ในถุง ถือไปที่ร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลแถวๆ นี้ คุณป้าใจดีที่นั่นก็จะแลกเป็นเงินไม่กี่หยวนให้เขา

เป็นเงินนี่นา แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ครั้งแรกตอนพบว่าที่แท้ขยะพวกนี้ก็สามารถแลกเป็นเงินได้ เขาก็รู้สึกเซอร์ไพรส์สุดๆ ต่อมาเขาก็ใช้เวลาในวันหยุดไปกับการหากระป๋องเปล่า แม้มีครั้งหนึ่งที่ถูกเพื่อนเห็นเข้า ทำให้เขาถูกตั้งฉายาว่าเจ้าอ้วนขยะนับแต่นั้น ทว่าเขาก็ยังคงยืนหยัดทำเรื่องนี้ต่อไปอยู่ดี

เขาเพิ่งอยู่ชั้นประถมปีที่ห้า ไม่สามารถหางานอะไรทำได้เลย ก่อนหน้านี้นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหาเงินได้ แต่ปีที่แล้วเขาเพิ่งพบว่าที่แท้ทางโรงเรียนได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี ทำให้เขาหาเป้าหมายของความพยายามอีกอย่างเจอในทันที ตั้งแต่นั้นเขาก็ตั้งใจเรียนมากกว่าใคร ฟังบทเรียนอย่างว่าง่ายทุกคาบ

เพราะจูจูมีบ้านและก็มีงานทำ ดังนั้นเขาจึงไม่นับว่าเป็นนักเรียนที่ขาดแคลน ครอบครัวแม้แต่จะยื่นคำร้องเป็นผู้มีรายได้น้อยก็ยากเช่นกัน แม้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ แต่พวกเขาสองคนใช้ชีวิตกันอย่างประหยัดมาโดยตลอด ถึงจะสามารถฝืนใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้

เดิมทีจูจูสามารถใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลย แต่เพื่อเลี้ยงดูเขา เธอถึงได้ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ขนาดนั้น แน่นอนว่าเขาไม่อยากเพิ่มความลำบากอะไรให้เธอมากไปกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นปกติหากทางโรงเรียนต้องซื้ออุปกรณ์อะไร ถ้าสามารถคิดหาวิธีเองได้ก็จะคิดหาวิธีเอง

ขวดพลาสติก กระป๋องเบียร์ หนึ่งหยวน สองหยวน มากหน่อยก็เปลี่ยนเป็นสิบหยวน ยี่สิบหยวนได้ เท่านี้ก็สามารถซื้อดินสอ ซื้อยางลบได้แล้ว มากอีกหน่อยเขาก็สามารถไปซื้อบะหมี่ที่ตลาดสด กลับบ้านไปเอาบะหมี่คลุกซีอิ๊วเติมพริกกินได้ตั้งหนึ่งชาม ดีจะตายไป

คิดไปคิดมาก็หิวแล้ว กลับไปต้มบะหมี่กินสักชามดีกว่า

รออีกเดี๋ยวเก้าโมงห้องสมุดก็จะเปิดแล้ว ในบ้านแสงไม่ดี อยู่บ้านต่ออ่านหนังสือตอนกลางวันก็ต้องเปิดไฟอยู่ดี ดื่มน้ำก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน ไปใช้ไฟฟรีดื่มน้ำฟรีที่ห้องสมุดดีกว่า

เด็กชายหิ้วกระป๋องเปล่าด้วยความดีใจ เดินไปยังทิศทางที่ตั้งร้านรับซื้อขยะรีไซเคิล หางตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนแอบทิ้งกระป๋องเปล่าใบหนึ่งตรงพงหญ้าใต้ต้นไม้ริมทาง เขาพุ่งไปข้างหน้าแล้วก็เก็บมันขึ้นมา ขณะที่เขาปัดเศษหญ้าบนกระป๋องเปล่าด้วยความยินดีปรีดา คิดชื่นชมว่าตนเองตาดีนั้นเอง พอเงยหน้าก็เห็นกุมารเทพจินถงที่เจอเมื่อวานคนนั้นสวมชุดวอร์มแบรนด์ดังทั้งตัวยืนอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม จ้องมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

ทั้งสองคนสบตากัน เจ้าอ้วนน้อยพลันแข็งค้าง ชั่วขณะนั้นเพียงรู้สึกว่ากระดากอายจนเกือบจะโยนกระป๋องเปล่าทิ้งแล้วแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอคิดใหม่อีกทีมือซ้ายเขายังหิ้วกระป๋องถุงใหญ่อยู่เลย โยนทิ้งแล้วจะมีอะไรต่างกันล่ะ

ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเขาก็กำลังเก็บขยะอยู่ เก็บขยะไม่ได้ผิดกฎหมายสักหน่อย ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วย

อืม ถูกต้อง

เจ้าอ้วนน้อยสูดลมหายใจลึกๆ ยืดตัวตรงขึ้นมา ทำหน้าหนาเอากระป๋องเปล่าที่อยู่ในมือใส่เข้าไปในถุงขยะ หันศีรษะแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ แม้จะทำอย่างนี้ แต่เขายังคงรู้สึกว่าหน้าอ้วนๆ เห่อร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

จิ๊ ไม่ได้ เห็นทีว่าทักษะของเรายังไม่พอ ควรฝึกให้หน้าหนากว่านี้สักหน่อยถึงจะดี

เขาเชิดปลายคางขึ้น เดินไปข้างหน้าต่อ ทว่ากลับยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาของคุณชายน้อยคนนั้นจึงยิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ก้าวพลาดไปก้าวหนึ่งจนเกือบล้มอีกครั้ง โชคดีที่สุดท้ายตั้งตัวได้ทัน แต่ถุงใหญ่ในมือกลับกระเด็นออกไป กระป๋องกระจายเกลื่อนพื้น

โอ๊ย ทำพลาดหรือเปล่าเนี่ย

เขาหน้าแดงแปร๊ด ทรุดนั่งลงอย่างรวดเร็วแล้วก้มหน้าเก็บพวกมันยัดกลับเข้าไปในถุงมือไม้เป็นพัลวัน เก็บไปได้ครึ่งเดียวกลับเห็นคุณชายน้อยคนนั้นไม่รู้ว่ามาถึงข้างกายตั้งแต่เมื่อไร ย่อกายลงมาเก็บด้วยกันกับเขา

เจ้าอ้วนน้อยเห็นดังนั้นก็ตัวแข็งค้างไป รู้สึกอึดอัดใจยิ่งขึ้น ทั้งยังรู้สึกว่าหน้าแดงกว่าเดิม มืออ้วนป้อมขยับเร็วยิ่งขึ้น

ไม่ง่ายเลยกว่าจะจัดการเรียบร้อยในที่สุด เขารีบพยักหน้าให้อีกฝ่าย “ขอบคุณ” พูดจบก็หิ้วถุงแล้วคิดจะหลบเลี่ยงอีกฝ่าย แต่ไม่รู้ว่าหมอนั่นสมองส่วนไหนผิดปกติ ถึงกับตามเขามาด้วย

เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดินตรงไปข้างหน้าไม่ว่อกแว่ก แต่กุมารเทพจินถงนั่นตามอยู่ตลอด พอมองเห็นร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลอยู่ตรงหน้านี้แล้ว เขาก็รีบวิ่งเข้าไป เดิมทีนึกว่าเจ้าหมอนั่นคงไม่ตามมาอีก ใครจะรู้ว่าเมื่อเอากระป๋องเปล่าไปชั่งน้ำหนักแลกเงินกับคุณป้า เจ้าคนรวยนั่นก็ยืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว

“ที่แท้มันแลกเงินได้นี่เอง”

ได้ยินคำพูดประโยคนี้เจ้าอ้วนน้อยก็สะดุ้งโหยง หันกลับไปก็เห็นคุณชายน้อยมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าสนใจใคร่รู้และเอ่ยถามอีกครั้ง

“กล่องกระดาษกับหนังสือพิมพ์ก็ได้เหมือนกันใช่ไหม”

เจ้าอ้วนน้อยไม่ได้สังเกตไปชั่วขณะ หลุดปากตอบว่า “หนังสือเก่ากับหนังสือพิมพ์นิตยสารก็ได้หมด”

“อ้อ” เจ้าคนหน้าตาดีสุดๆ นั่นหันหน้ามามองเขา จู่ๆ ก็โพล่งคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันออกมาประโยคหนึ่ง “ฉันไม่มีเพื่อน”

เขาได้ยินดังนั้นก็เหม่อไป

“ไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน” กุมารเทพจินถงใช้ดวงตาที่เหมือนกับดวงดาวคู่นั้นสบตาเขาตรงๆ ขณะเอ่ยว่า “พ่อบอกฉันว่าอย่างน้อยฉันควรต้องคบหาเพื่อนรุ่นเดียวกันสักคน”

เจ้าอ้วนน้อยเหม่อมองคุณชายน้อยตรงหน้า นานมากกว่าจะหาวิธีพูดเจอ “ในโรงเรียนน่าจะมีคนอยากเป็นเพื่อนกับนายเยอะแยะมั้ง”

“คงงั้นมั้ง” กุมารเทพจินถงยักไหล่ทีหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้ยอมรับ จากนั้นก็ขมวดคิ้วคิดครู่หนึ่ง ถึงได้มองเจ้าอ้วนน้อยและพูดรับสารภาพว่า “แต่เมื่อวานนายพูดถูก อาจเป็นเพราะว่านายเห็นเข้าแล้ว ดังนั้นฉันจึงอยากเป็นเพื่อนกับนาย”

“หา?” เขาฟังจนอ้าปากพะงาบๆ

“เพราะแบบนี้ฉันก็เลยพูดความจริงกับนายได้” คุณชายน้อยเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “พ่อฉันบอกว่าคบเพื่อนต้องซื่อสัตย์จริงใจ ฉันคิดว่าในเมื่อนายรู้แล้ว เราก็เริ่มต้นกันด้วยดีได้”

“หา??” ปากเล็กๆ ของเจ้าอ้วนน้อยอ้ากว้างกว่าเดิม

กุมารเทพจินถงพูดโดยที่ตาไม่กะพริบ “นายรู้ความลับของฉันหมดแล้ว ฉันก็ไม่ต้องโกหกนายแล้ว เพราะงั้นฉันถึงอยากบอกว่าบางทีเราอาจเป็นเพื่อนกันได้”

เจ้าอ้วนน้อยมึนงงไปหมด ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เพียงรู้สึกว่าเจ้าหมอนี่แปลกจริงๆ ตอนนี้เองคุณป้าก็หยิบเงินเหรียญมาแล้วยื่นให้เขา

เขาพลันได้สติกลับคืนมา รีบเก็บเงินเหรียญอย่างรวดเร็วแล้วเดินออกไปด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ทว่าคราวนี้กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมา เขาเดินไปอีกไม่กี่ก้าว ในที่สุดก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เด็กชายหน้าตาดีคนนั้นยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าท่าทางดูเศร้าซึมอยู่บ้าง

บ้าชะมัด

เขาควรเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปสิถึงจะถูก แต่บอกตามตรง อันที่จริงแล้วเขาก็ไม่มีเพื่อนเหมือนกัน ดังนั้นจึงลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัวแล้วอ้าปากเอ่ยขึ้น

“นี่ นายบอกว่าบ้านนายมีเกมรุ่นใหม่ล่าสุด งั้นบ้านนายมีคอมฯ ไหม”

คุณชายน้อยได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายแล้วก้าวเท้ารีบตามมา

“มีสิ” กุมารเทพจินถงนัยน์ตาดำสุกใสขณะเอ่ยว่า “ซีรี่ส์ IBM กับ APPLE บ้านฉันมีหมดเลย”

เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็ถามอย่างแปลกใจ “อะไรคือ IBM กับ APPLE”

เด็กชายทั้งสองคนเดินออกจากประตูใหญ่ด้วยกัน คุณชายน้อยเอ่ยอธิบายไปด้วย “IBM กับ APPLE เป็นยี่ห้อฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ตอนนี้คอมฯ พีซีที่ใช้กันทั่วไปล้วนเป็นมาตรฐาน PC/AT* ที่ประกอบโดย IBM ที่ใช้คือสถาปัตยกรรมแบบเปิด x86 ซอฟต์แวร์ที่ใช้ข้างในคือระบบของไมโครซอฟท์ APPLE ก็คือผิงกั่ว** ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ก็ต่างกับซีรี่ส์ IBM ดังนั้นซอฟต์แวร์ก็คือระบบแม็กอินทอชที่เป็นเอกเทศของตัวเอง”

คำอธิบายยาวเป็นพืดนี้ทำให้เจ้าอ้วนน้อยที่ฟังไม่เข้าใจเบิกตากว้าง หลุดปากพูดออกไป

“นายสอนฉันใช้คอมฯ ได้ไหม”

“ได้สิ”

“พังขึ้นมาฉันก็ไม่มีเงินชดใช้หรอกนะ”

“ไม่เป็นไร”

“ฉันเป็นเพื่อนกับนายเพราะอยากเรียนคอมฯ ก็ไม่เป็นไรใช่ไหม”

“อื้ม อย่างน้อยนายก็ไม่ได้หนีฉันเพราะเจอปีศาจ”

“บ้าชะมัด ฉันลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะเนี่ย” เขาจิ๊ปากทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ตกลงกันก่อน ถ้าเจอปีศาจอีกครั้งฉันจะเผ่นหนีก่อนนะ”

“แน่นอน ถึงนายอยู่ต่อฉันก็จะคิดหาวิธีปกป้องนายอยู่ดี”

“ที่พูดก็ใช่ แต่ฉันวิ่งไม่เร็ว ตอนหนีไม่ทันนายอย่าลืมช่วยขวางให้ฉันหน่อยแล้วกัน”

“ได้” คุณชายน้อยยิ้มพลางพยักหน้า

เฮ้อ รู้สึกว่าหมอนี่ก็ไม่เลวทีเดียวนะเนี่ย

เขายิ้มตาม จากนั้นก็เอ่ยถาม “แล้วนายเจอปีศาจบ่อยเหรอ”

“ก็ไม่ได้บ่อยหรอก หลังจากฉันเก็บซูเรียได้ถึงเริ่มเจอ ตอนรู้ว่ามันพูดได้ก็ทำเอาฉันตกใจจนอ้าปากคางแทบหลุดเลยจริงๆ”

“ซูเรีย?”

“ก็นกตัวเมื่อวานไง…ตอนฉันเก็บมันได้ ทีแรกจะช่วยตั้งชื่อให้มัน ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งกลับพบว่า…”

ลมฤดูใบไม้ผลิอบอุ่นพัดผ่านมุมหนึ่งของเมืองทำให้หญ้าเขียวขจีโยกไหวไปตามลม ดอกแดนดิไลออนสีขาวถูกลมพัดปลิวขึ้นฟ้า แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนหมู่แมกไม้

เด็กสองคน คนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอมเดินพูดคุยกันไปบนทางเดิน กลายเป็นเพื่อนกันในฤดูใบไม้ผลิอันแสนสดใสนี้

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: