X
    Categories: คู่พันภพบรรจบรักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่ 2

โอ๊ยๆ…หอมจัง…โอ๊ยๆๆ…หอมจังเลย…

ภายใต้แสงไฟสลัว ขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาส่งกลิ่นหอมยั่วยวนถูกวางเรียงไว้ในตู้โชว์กระจกอย่างระมัดระวังทีละชิ้นๆ ราวกับสมบัติล้ำค่า

ขนมปังต้นหอม ขนมปังหมูหย็อง ขนมปังกระเทียม…โทสต์แฮมชีส แซนด์วิชไข่มายองเนส แซนด์วิชทูน่าผักสด…ขนมปังครีมช็อกโกแลต ขนมปังครีมถั่ว ขนมปังครีมสตรอเบอรี่…เมลอนปังไส้มะพร้าว ขนมปังครีมชีส…

กลิ่นหอมหวานเค็มเข้มข้นของขนมปังแต่ละชนิดลอยฟุ้งในอากาศไปตามการเข้าออกของลูกค้าแต่ละครั้งทำให้ถนนใหญ่และตรอกซอกซอยล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวนนั้น จึงมีผู้คนย่างเท้าไปทางต้นตอของกลิ่นหอมนั้นโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเจ้าอ้วนน้อยได้สติกลับคืนมา เขาสะพายกระเป๋าหนังสือยืนน้ำลายไหลอยู่นอกตู้โชว์ของร้านขนมปัง อีกแค่นิดเดียวเขาก็แทบจะเอาหน้าอ้วนๆ แนบติดกระจกทั้งหน้าแล้ว

แม้ตอนเที่ยงเขาจะกินข้าวไปแล้ว แต่เรียนคาบบ่าย อีกทั้งระหว่างนั้นยังมีวิชาพละด้วย ตอนนี้เขาหิวจนท้องแฟบมาตั้งนานแล้ว เห็นขนมปังมากมายตรงหน้าเขาเพียงรู้สึกวิงเวียนชั่ววูบหนึ่ง

เขาควรกลับไปหุงข้าวกินที่บ้านสิถึงจะถูก ในกระเป๋ากางเกงไม่มีเงินแล้ว ต่อให้มีเงินก็ซื้อของพวกนี้ไม่ได้อยู่ดี สำหรับเขาแล้วขนมปังกินไม่ถึงสองคำก็หมดแล้ว กินไม่อิ่มหรอก แต่เขาหิวมาก…

ถึงสติสัมปชัญญะของเขาจะรู้เรื่องนี้ แต่เท้ากลับไม่ยอมจากไป เขาดมกลิ่นหอมของขนมปังที่ลอยฟุ้งไปทั่ว จ้องขนมปังตรงหน้าพลางอ้าปากพะงาบๆ อดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้เรื่อยๆ…ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

ในตอนนี้เองประตูกระจกที่อยู่ด้านข้างก็เปิดอัตโนมัติ กลิ่นของขนมปังด้านในพลันโชยออกมาอีกครั้ง ตามมาด้วยกลิ่นหอมของครีม สลัด และขนมปัง มีผู้หญิงที่สวมกางเกงยีนขาสั้นกับเสื้อยืดสีขาวเดินออกมา ทว่ากลับไม่ได้เดินจากไปในทันที เพียงจ้องมองเจ้าอ้วนน้อย สายตานั้นทำให้เขาได้สติกลับมา ช้อนตามองไปด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย

แวบแรกเขาเพียงเห็นผู้หญิงคนนั้นหอบขนมปังถุงใหญ่ ขนมปังเหล่านั้นบรรจุอยู่ในถุงกระดาษ เยอะจนแทบจะหล่นออกมาจากถุง ทำให้เขามองแล้วรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน

หลังจากนั้นเขาถึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นไม่เพียงแค่หอบขนมปังถุงใหญ่ ในมือยังถือขนมปังที่อัดแน่นด้วยไส้ครีมเข้มข้นและโรยด้วยผงน้ำตาลไอซิ่ง เธออ้าปากกัดขนมปังคำโตต่อหน้าเขา ครีมสีเหลืองนวลไหลเยิ้มออกมาจากขนมปังหยดลงบนมือเธอ

เจ้าอ้วนน้อยมองจนอดกลืนน้ำลายไม่ได้ ชั่วขณะนั้นเขาไม่สามารถมองไปทางอื่นได้เลย จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขาและกัดขนมปังเป็นคำที่สาม เขาถึงได้เห็นหน้าเธอ

ไม่มองก็แล้วไป พอมองเขาก็ตกใจ

เขาจำใบหน้านี้ได้ ใบหน้าที่งดงามราวเทพเซียน ทว่ากลับเย็นชาราวน้ำแข็ง

แม้ครั้งที่แล้วที่เจอเธอจะเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน แต่เขาก็คงไม่มีทางลืมใบหน้านี้ชั่วชีวิต ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ก็คือผู้หญิงชุดดำคนนั้นที่ร่วมมือกับเฟิงเยี่ยโจมตีจนปีศาจล่าถอยในตอนที่เขาเกือบตายเมื่อปีที่แล้ว

พอจำเธอได้ เขาก็ตกใจจนหดตัวถอยหลัง แต่ผู้หญิงคนนั้นเพียงจ้องเขาด้วยสีหน้าเฉยเมย กินขนมปังคัสตาร์ดชิ้นนั้นคำใหญ่ต่อ และเธอก็กัดอีกหนึ่งคำโต น้ำตาลไอซิ่งสีขาวร่วงโปรยปรายลงมาราวกับหิมะ ทำให้เขามองจนอ้าปากอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายตาม ลืมกลัวไปชั่วขณะ

ผู้หญิงตรงหน้ามองเขาพลางโยนขนมปังชิ้นสุดท้ายเข้าปากอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด ทางหนึ่งเลียครีมกับน้ำตาลไอซิ่งบนนิ้ว ทางหนึ่งหยิบขนมปังต้นหอมอีกชิ้นหนึ่งจากในถุงขนมปังที่เธออุ้มอยู่ในมือขวา ทั้งๆ ที่รู้ว่าเสียมารยาท แต่เพราะหิวเกินไปสายตาของเจ้าอ้วนน้อยจึงไม่สามารถละไปจากมือของเธอที่ถือขนมปังข้างนั้นได้เลย

เธอเคี้ยวขนมปังในปากแล้วกลืนลงไป

ในขณะที่เจ้าอ้วนน้อยนึกว่าเธอจะอ้าปากกัดขนมปังที่ทั้งหอมและเค็ม อีกทั้งยังเต็มไปด้วยต้นหอมชิ้นนั้นอีกหนึ่งคำนี้เอง ท้องของเขาก็ร้องดังขึ้นมาอย่างไม่เอาไหน แถมยังดังสุดๆ ไปเลย

ชั่วขณะนั้นอาการเก้อเขินก็เห่อขึ้นใบหน้า แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือสายตาของเขายังคงไม่อาจละไปจากขนมปังชิ้นนั้นได้

ได้ยินเสียงท้องร้องโครกคราก หญิงสาวก็หยุดการกินแล้วเลิกคิ้ว

ใบหน้าอ้วนป้อมของเขาแดงกว่าเดิม ในที่สุดความละอายใจก็เอาชนะความหิวโหยได้แล้ว เขาบังคับให้ตัวเองหมุนตัวไป และในเวลานี้เองผู้หญิงที่ทั้งสวยและน่ากลัวคนนั้นก็ยื่นขนมปังต้นหอมมาตรงหน้าเขา

เจ้าอ้วนน้อยตะลึงงันและมึนงงไปครู่หนึ่ง

นี่จะให้เราเหรอ

เห็นเด็กชายไม่ขยับเขยื้อน เธอจึงเลิกคิ้ว แกว่งขนมปังต้นหอมชิ้นนั้นไปมาซ้ายขวาตรงหน้าเขา

เจ้าอ้วนน้อยไม่สามารถละสายตาได้เลย สมองและสองตาได้แต่ขยับไปซ้ายขวาตามขนมปังต้นหอมชิ้นนั้น น้ำลายแตกฟองในปากจนแทบจะทำให้เขาสำลักแล้ว

จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ยื่นขนมปังให้เขาอีกครั้ง

ไม่ได้ จะกินของที่คนแปลกหน้าให้เรื่อยเปื่อยไม่ได้…

แต่เธอไม่นับว่าเป็นคนแปลกหน้าสิ ก่อนหน้านี้เราเคยเจอเธอแล้วครั้งหนึ่งนี่นา อีกอย่างครั้งนั้นเธอยังช่วยชีวิตเราไว้ด้วย…

ขนมปังต้นหอมที่เธอให้แบบนี้น่าจะกินได้หรือเปล่า กินได้ล่ะมั้ง

อ๊ะๆๆ เธอจะเก็บขนมปังไปแล้ว อย่านะ…

เมื่อได้สติกลับมาสองมือของเจ้าอ้วนน้อยก็รีบร้อนยื่นออกไปคว้าขนมปังต้นหอมชิ้นนั้นในมือเธอไว้ ทั้งยังกัดไปคำหนึ่งอย่างอดไม่ไหว หลังจากกลืนคำนี้ลงไป เขาก็กินคำต่อไปเรื่อยๆ คำแล้วคำเล่าอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้อีก ไม่นานขนมปังต้นหอมชิ้นนั้นก็ลงท้องไปหมดแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นปล่อยมือที่จับขนมปังต้นหอม มองเด็กชายกินอย่างตะกละตะกลาม ส่วนตนเองก็ถือขนมปังอีกชิ้นกินคำโต และไม่กี่คำขนมปังอีกชิ้นก็หมดเกลี้ยงด้วยเช่นกัน

เจ้าอ้วนน้อยกินขนมปังชิ้นนั้นหมดแล้วถึงเพิ่งนึกได้ว่าต้องขอบคุณเธอ แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ผู้หญิงคนนั้นก็ควักเงินหนึ่งพันหยวนออกมาให้เขาพลางกล่าวอย่างเรียบเฉย

“ช่วยไปซื้อแฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดที่ร้านตรงข้ามนั้นให้ฉันหน่อยสิ ซื้อได้เท่าไรก็ซื้อมาเท่านั้น ซื้อเสร็จแล้วก็ไปหาฉันที่สวนสาธารณะทางนั้น ฉันจะแบ่งแฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดให้นายเป็นค่าแรง”

เจ้าอ้วนน้อยได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง เขาโตจนป่านนี้ยังไม่เคยกินแฮมเบอร์เกอร์เลยสักครั้งจริงๆ พอได้ยินว่ามีแฮมเบอร์เกอร์ให้กินและได้เงินจากการวิ่งทำงานที่สุจริต เขาจึงรับเงินหนึ่งพันหยวนนั้นไปอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวขาอ้วนป้อมเดินไปรอสัญญาณไฟจราจรตรงทางม้าลาย

เธอไม่มองเขาอีก หอบขนมปังถุงใหญ่หมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะที่อยู่อีกด้าน

เจ้าอ้วนน้อยซื้อแฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดมาถุงหนึ่งด้วยความเร็วสูงสุด หอบข้ามถนนวิ่งไปยังสวนสาธารณะที่อยู่อีกฝั่งด้วยฝีเท้าเร่งรีบ

สวนสาธารณะแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก แต่ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ข้างในมีกระดานลื่นที่ให้เด็กๆ เล่น แน่นอนว่ามีม้านั่งจัดวางไว้หลายตัวด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงคนนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่ง เมื่อเขาพุ่งมาถึงตรงหน้าเธออย่างกระหืดกระหอบ เธอก็ซัดขนมปังถุงนั้นไปมากกว่าครึ่งแล้ว

เขาเพิ่งวิ่งมาถึงตรงหน้าเธอ เธอก็ใช้ปลายคางพยักพเยิดเป็นการบอกให้เขาวางถังไก่ทอดและแฮมเบอร์เกอร์ถุงใหญ่ไว้กลางม้านั่ง

เจ้าอ้วนน้อยวางอาหารลงอย่างรวดเร็ว แล้วหญิงสาวก็หยิบแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นมาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็เปิดออกมากัดคำใหญ่ๆ หนึ่งคำอย่างแรง เมื่อเห็นเขายังยืนอยู่ เธอจึงกลืนแฮมเบอร์เกอร์คำนั้นแล้วหยิบแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นหนึ่งโยนให้เขาก่อนจะชี้ที่ว่างอีกด้านของม้านั่ง

“นั่งลงแล้วกินซะ ยังจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม”

เจ้าอ้วนน้อยมือไม้เป็นพัลวัน ไม่ง่ายเลยกว่าจะรับแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นนั้นไว้ได้ จากนั้นก็นั่งลงด้วยรอยยิ้มทึ่มทื่อ

แฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดหอมจริงๆ เลย

เขานั่งลงบนม้านั่งแล้วกัดหนึ่งคำโต ซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้ เป็นเนื้อ เป็นเนื้อนี่นา แถมยังเป็นเนื้อวัวด้วย จะว่าไปเนื้อวัวก็แพงสุดๆ ปกติฉันกินไม่ไหวหรอก แล้วยังมีชีสที่ละลาย แตงกวาเปรี้ยวหวาน มะเขือเทศ หัวหอมใหญ่ และผักสด ทุกอย่างเข้ากันมากจริงๆ

ดวงตะวันคล้อยลงทางทิศตะวันตก เจ้าอ้วนน้อยเคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์ที่อยู่ในปาก ทำใจกลืนลงไปไม่ได้จริงๆ

ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าต่างจากเขาซึ่งกินอย่างตระหนี่ถี่เหนียว แฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นเธอกินแค่ไม่กี่คำก็กินหมดแล้ว กินหมดก็หยิบไก่ทอดมากินอีก กัดคำแล้วคำเล่า พอเห็นว่าไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะกินหมด เธอก็พลันยัดน่องไก่ทอดให้เขาชิ้นหนึ่ง

สำหรับเขาแล้ว เวลานี้ผู้หญิงคนนี้ดูสวยจนเปล่งประกายและก็เป็นยอดคนดีอย่างหาที่สุดไม่ได้เลยล่ะ

เจ้าอ้วนน้อยกินไก่ทอดสีเหลืองทองเนื้อฉ่ำด้วยความซาบซึ้งสุดแสน กัดลงไปคำหนึ่ง หนังไก่กรอบๆ น้ำจากไก่ที่หอมหวนร้อนกรุ่นกระจายอยู่ในปาก รสชาติของพริกไทย เกลือ และน้ำจากไก่คละเคล้าเข้าด้วยกันทำให้เขาน้ำลายไหล ได้แต่น้ำตาซึม โอบกอดความซาบซึ้งใจกินน่องไก่ในมืออย่างหวงแหนอยู่ท่ามกลางแสงสายัณห์

พอเขากินเสร็จเธอยังแบ่งชูครีมที่โรยน้ำตาลไอซิ่งให้อีกชิ้น จากนั้นก็เป็นทาร์ตไข่หนึ่งชิ้นแล้วก็ไก่ทอดอีกชิ้นหนึ่ง ให้เขากินจนอิ่มหนำสำราญ เมื่อได้สติกลับมาฟ้าก็มืดหมดแล้ว ไฟถนนสว่างขึ้นมาทีละดวงๆ

เธอยัดขนมปังคำสุดท้ายเข้าปากแล้วแยกขยะแต่ละประเภท พลาสติกถุงหนึ่ง กระดาษถุงหนึ่ง กระดูกที่กินเสร็จถุงหนึ่ง ก่อนจะส่งให้เขาแล้วเอ่ยขึ้น

“เอากลับไปทิ้งที่ร้าน”

“ได้” เจ้าอ้วนน้อยกินจนอิ่มแปล้ หิ้วขยะไปทิ้งอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

เมื่อเขาทิ้งขยะเสร็จแล้วกลับมา อยากจะเอ่ยขอบคุณเธอ แต่กลับเห็นเพียงม้านั่งที่ว่างเปล่า ผู้หญิงลึกลับคนนั้นไม่รู้ว่าไปไหนตั้งนานแล้ว

เขามองซ้ายมองขวาอยู่ข้างๆ ม้านั่งอย่างมึนงง แต่ไม่เห็นผู้หญิงที่ขายาวและสวยกว่าดาราในโทรทัศน์คนนั้นอีกเลย

รู้งี้น่าจะขอบคุณก่อน เขาเลียน้ำตาลที่อยู่บนมืออย่างติดใจพลางคิด

ก่อนหน้านี้เขายังนึกว่าผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวมาก คิดไม่ถึงว่าจะไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้เลยสักนิดเดียว

คราวหน้าถ้าเจอกันอีกเขาจะต้องพูดขอบคุณเธออย่างดีแน่นอน

เจ้าอ้วนน้อยสะพายกระเป๋าหนังสืออย่างพึงพอใจ เดินไปยังทิศทางของบ้านและก็อดคิดไม่ได้

จะว่าไปเธอกินจุเกินไปหรือเปล่านะ เมื่อกี้เธอกินเยอะกว่าฉันตั้งหลายเท่าแน่ะ ฉันไม่ได้กินน้อยเลยนะ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนเก่งกว่าฉันเสียอีก

อ๊ะ ไม่ได้ ในหนังสือเรียนบอกว่าเป็นคนอย่ามองคนที่ภายนอก ต่อให้เธอเป็นราชากระเพาะโตก็จะลดทอนการเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ของเธอไม่ได้

ไม่สิ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ตรรกะนี้แฮะ แต่วันนี้เหนื่อยมากละ ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว วันนี้ไม่ต้องทำอาหารเองก็ดีมากแล้วล่ะ

เจ้าอ้วนน้อยเดินเข้าไปในตรอกพลางหาวหวอด

เดี๋ยวถึงบ้านแค่อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันทำการบ้านเสร็จก็นอนได้แล้ว

เขาบอกตัวเอง พอกลับถึงอพาร์ตเมนต์แล้วก็เดินขึ้นไปชั้นบนด้วยสภาพง่วงงุน หลังจากถอดเสื้อผ้าก็โยนใส่เครื่องซักผ้า หาวไปพลางอาบน้ำถูขี้ไคลบนตัวไปพลาง เมื่อเขากลับเข้ามาในห้องถึงได้เปิดการบ้าน ทว่าหนังตากลับยากจะลืมขึ้น

อา…ช่างเถอะ คนเรากินอิ่มก็นอน นอนอิ่มก็กินสิ

ไปหลับก่อนดีกว่า ตื่นมาค่อยทำการบ้านแล้วกัน

พอคิดแบบนี้เจ้าอ้วนน้อยก็ไม่สามารถต้านทานความง่วงได้อีกต่อไป ลุกจากโต๊ะหนังสือแล้วเดินไปข้างเตียง ชั่วขณะที่ล้มตัวลงบนเตียงนั้นก็หลับไปในเสี้ยววินาที จิตใต้สำนึกที่หายไปในวินาทีสุดท้ายก็คือใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นที่กินแฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดคำใหญ่ ทันใดนั้นเองดูเหมือนเขาจะได้กลิ่นหอมของไก่ทอดอีกแล้ว

เฮ้อ วันนี้ช่างเป็นวันที่งดงามจริงๆ…

ปีศาจ!

ปีศาจ! ปีศาจ! ปีศาจ!

ทำไมมีปีศาจอีกแล้วล่ะเนี่ย…

เจ้าอ้วนน้อยชักเท้าวิ่งตะบึงบนระเบียงทางเดินของห้องเรียน ฉันนี่มันซวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เรียน ม.ต้น ที่ไหนไม่เรียน ดันมาเรียนโรงเรียนที่มีปีศาจ!

วันนี้เพิ่งเป็นวันเปิดเทอมขึ้น ม.ต้น วันแรกของฉันนะ!

รู้งี้เมื่อกี้กลับบ้านไปพร้อมกับทุกคนดีกว่า แต่ชีวิตคนเรามักยากจะรู้แต่แรก!

เจ้าอ้วนน้อยวิ่งผ่านห้องทดลอง ห้องดนตรี ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ไปตลอดทาง จากนั้นก็รีบสะบัดก้นเลี้ยวเข้าไปในโถงบันไดอย่างเร่งรีบ คิดจะลงไปข้างล่างทันที ใครจะรู้ว่าปีศาจตนนั้นดูเหมือนจะคาดเดาไว้แต่แรกแล้ว หนวดเส้นหนึ่งของมันไม่รู้ว่าล้อมจากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบนได้อย่างไร ทำเอาเขาตกใจจนรีบคว้าราวบันไดดึงร่างตัวเองไว้ เปลี่ยนเป็นวิ่งขึ้นไปชั้นบนแทน ขณะที่หมุนตัวหนวดที่เหมือนกับหนวดหมึกอีกเส้นก็สะบัดเข้ามา เขาอุทานด้วยความตกใจ ก้มศีรษะหลบพลางยกเท้าเผ่นขึ้นไปข้างบน

บ้าชะมัด รู้งี้คราวก่อนที่เสี่ยวเยี่ยบอกว่าจะให้ยืมโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า ฉันหน้าด้านรับไว้ก็คงดี! แต่ชีวิตคนเราก็ยากจะรู้แต่แรกทุกอย่างนั่นแหละ…

เขามุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าบนตึก พยายามวิ่งลงจากบันไดอีกด้าน แต่ประตูบานนั้นถูกล็อกไว้ทำให้เขาอึ้งไป

ขอร้องล่ะ! ลุงภารโรง! ถ้าลุงจะล็อกก็ล็อกทั้งสองฝั่งสิ! ล็อกฝั่งเดียวทำไมล่ะเนี่ย!

เขาหันกลับไปอย่างลนลาน คิดจะลงไปชั้นล่างจากที่เดิม แต่ปีศาจตนนั้นเบียดออกมาจากโถงบันไดนานแล้ว แยกเขี้ยวกางกรงเล็บ อ๊ะ ไม่นะ มันสะบัดหนวดที่เหมือนกับหนวดหมึกสายโจมตีมาทางเขา

“อ๊ากกก ช่วยด้วย! ช่วยด้วย…”

เขาถอดกระเป๋าหนังสือโยนออกไป หมุนตัวแล้วก็วิ่งหนี กุมศีรษะวิ่งเตลิดพร้อมกับกรีดร้องเสียงดังอยู่บนดาดฟ้า

แม้ดาดฟ้าของโรงเรียนจะไม่ได้เล็ก สองปีมานี้เขาอยู่ด้วยกันกับเสี่ยวเยี่ย กลัวว่าตอนเจอปีศาจแล้วจะวิ่งไม่ไหวก็เลยลดน้ำหนักอย่างขยันขันแข็ง แต่ต่อให้วิ่งเก่งแค่ไหนก็มีขีดจำกัด เขาหลบซ้ายหลบขวา วิ่งเตลิดเปิดเปิง กลิ้งแล้วกลิ้งอีกก็ยังคงถูกหนวดหมึกพันขาข้างหนึ่งไว้แล้วลากกลับไป ในช่วงคับขันนี้เขาคว้าตาข่ายเหล็กบนกำแพงที่กันเด็กนักเรียนตกลงไปเอาไว้ได้

“ช่วยด้วย! อย่ากินฉันนะ! ฉันไม่อร่อยหรอก…”

ชั่วขณะนี้เองเขาทำได้เพียงอย่างเดียว นอกจากอ้าปากกรีดร้องแล้วก็คืออ้าปากกรีดร้องอีกอยู่ดี

“ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! ผมไม่เห็นว่าคุณสวมหนังมนุษย์…” เขาจับตาข่ายเหล็กไว้ไม่ไหวแล้ว ทั้งตัวถูกสะบัดขึ้นฟ้าพลางร้องตะโกน “ผมรับรองว่าผมจะไม่บอกคนอื่นเด็ดขาดว่าครูเป็นปีศาจ…”

ปีศาจใช้กำลังมหาศาลทำให้เจ้าอ้วนน้อยถูกสะบัดไปจนถึงด้านบนแท็งก์น้ำ เขารีบคว้าสายล่อฟ้าที่อยู่บนแท็งก์น้ำไว้อย่างมือไว กอดสายล่อฟ้าไว้แน่นเหมือนหมีโคอาลา เกร็งคอตะโกนเสียงดังต่อไป

“ตอนครูถอดหนัง ผิวหนังมนุษย์เหี่ยวย่นหมดแล้ว ผมมองหน้าครูไม่ชัดหรอก…ผมไม่รู้…ว่าครูน่ะ…เป็นอ๊าก…ใครอ๊าก…”

ปีศาจกระชากเท้าเจ้าอ้วนน้อยอย่างแรง ดึงจนสายล่อฟ้างอแล้ว เท้าเขาก็ถูกดึงจวนจะขาดแล้วเช่นกัน เขาหันหน้ากลับไปมองก็เห็นปีศาจตนนั้นพอดึงเขาไปไม่ลงจึงลงมือปีนขึ้นแท็งก์น้ำมือไม้เป็นพัลวัน เขาทั้งตกใจทั้งกลัว ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางมีคนได้ยินก็ยังอดไม่ได้ที่จะแหกปากตะโกนสุดแรงเกิดอีกครั้ง

“ช่วยด้วย! ช่วย…ด้วย ว้าก…อ๊ากกกก…”

ตะโกนไปได้ครึ่งเดียวสายล่อฟ้าก็ถึงกับหักไปแล้ว ในตอนนี้เองเขาถูกพัดหอบเข้าไปทั้งตัว พริบตาเดียวก็ถูกโยนเข้าไปในปากใหญ่ยักษ์น่าสยดสยองนั้น ในขณะที่เขาตกเข้าไปในปากปีศาจทั้งตัวและถูกลิ้นตวัดเข้าสู่ลำคอนี้เอง สายล่อฟ้าที่ถูกจับไว้แน่นท่อนนั้นก็ติดที่เหงือกทั้งสองข้างของปีศาจพอดี หยุดยั้งไม่ให้เขาถูกกลืนกินลงไปในท้อง

“อย่ากินฉันนะ…”

เหงือกของปีศาจเต็มไปด้วยน้ำลายทั้งเหม็นทั้งลื่น ไม่นานนักน้ำลายที่เหม็นลื่นก็ฉาบทั่วสายล่อฟ้า บวกกับปีศาจถูกสายล่อฟ้าแทง พอกินแล้วเจ็บก็สะบัดศีรษะอย่างแรง สะบัดพลางคำรามลั่น ทำให้เจ้าอ้วนน้อยถูกสะบัดไปกระแทกเนื้อในปากที่ลื่นแฉะทั้งสองข้างหนแล้วหนเล่าทำให้เขาจับไว้ไม่อยู่ ทั้งตัวยิ่งหย่อนลงไปลึกขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นวินาทีต่อมาในที่สุดมือของเขาก็ลื่นหลุด ถูกปีศาจตนนั้นกลืนเข้าไปในลำคอ

ตอนที่หัวไหลลงไปในหุบเหวอันน่ากลัวและเขานึกว่าครั้งนี้ตนเองคงจะรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ไม่ได้จริงๆ แล้วนั้น จู่ๆ แสงสีทองสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ส่องสะท้อนจนทั้งลำตัวปีศาจสว่างจ้า วินาทีต่อมามวลพลังมหาศาลขุมหนึ่งก็ปะทุออกมาจากในท้องของปีศาจ จากนั้นเขาก็เจอเข้ากับสายล่อฟ้าที่ปีศาจตนนั้นกลืนเข้ามาพร้อมกัน อีกทั้งสิ่งโสโครกกองใหญ่ที่อยู่ในกระเพาะอาหารของปีศาจก็ถูกสำรอกออกมาจากปากเหม็นโฉ่นั้นพร้อมกัน

ปีศาจไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปเสียแล้ว ทั้งคำรามทั้งหวีดร้อง เจ้าอ้วนน้อยกลัวถูกกินอีกครั้งจึงรีบเช็ดสิ่งปฏิกูลสกปรกเหม็นเน่าออกจากใบหน้า ก่อนจะมองเห็นสถานการณ์ตรงหน้าได้ชัดเจน

ทว่าพอลืมตาขึ้นมากลับเห็นปีศาจตนนั้นถูกแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์ที่ร่อนลงมาจากฟ้าจัดการจนยับเยินอย่างเหนือความคาดหมาย ในมือแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์ถือกระบี่ยาวราวกับกำลังหั่นกล้วยหอม ฉับๆๆ พริบตาก็ฟันหนวดทั้งแปดเส้นที่ตวัดฉวัดเฉวียนทั่วท้องฟ้าเป็นท่อนๆ ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น

เขามองจนปากอ้าตาค้าง

ปีศาจที่ไม่มีมือเท้าบันดาลโทสะและอ้าปากกว้างอีกครั้งจะกลืนเธอลงไปในคราวเดียว แต่ผู้หญิงคนนั้นตีลังกาขึ้นข้างบน สะบัดกระบี่อีกครั้งปีศาจก็พลันถูกเธอฟันจากตรงกลางแบ่งเป็นสองท่อน

เจ้าอ้วนน้อยหอบหายใจเฮือกใหญ่ มองแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์คนนั้นอย่างสติแตก กลัวว่าเธอจะหนีไปเหมือนตอนที่กำจัดปีศาจครั้งแรก หรือไม่ก็หายไปเหมือนคราวก่อน เขาจึงอ้าปากกล่าวขอบคุณเป็นอันดับแรก

“ขอบใจ…ขอบใจ…”

เธอได้ยินคำพูดประโยคนี้ก็หันหน้ามาหลุบตามองเขา พอเห็นทั่วทั้งศีรษะ ใบหน้า และลำตัวของเขาล้วนเต็มไปด้วยน้ำลายและเศษสำรอกของปีศาจตนนั้น เธอก็ขมวดคิ้วเรียวเอ่ยขึ้น

“ตรงนั้นมีก๊อกน้ำ ไปล้างตัวให้สะอาดซะ”

“ดะ…ได้…ว้าก…โอ๊ยยย…”

เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้าพลางลุกขึ้นมา แต่เพราะเศษสำรอกและน้ำลายของปีศาจลื่นเกินไป เขาพยายามกี่ครั้งก็ลุกไม่ขึ้น ผู้หญิงคนนั้นเห็นเขาจะล้มลงไปก้นจ้ำเบ้าอีกครั้งจึงคว้าแขนไว้ถึงทำให้เขาประคองตัวเองได้

“ขอบใจๆ แหะๆๆ…” เขากล่าวขอบคุณพลางหัวเราะแห้ง ก่อนจะเดินไปทางก๊อกน้ำเพื่อล้างทำความสะอาดตัวเอง

ก๊อกน้ำนี้ติดตั้งไว้เพื่อให้ภารโรงทำความสะอาดดาดฟ้าได้สะดวก เขาเปิดก๊อกน้ำ นั่งลงยองๆ ล้างทำความสะอาดร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า กระทั่งล้างไปได้ครึ่งเดียวจอมยุทธ์สาวแฮมเบอร์เกอร์ก็ส่งถังน้ำกับแปรงที่ไม่รู้ว่าหยิบมาจากไหนให้เขา

“กลิ่นของหมึกยักษ์แรงมากจะดึงดูดปีศาจตนอื่นๆ มา ช่วงนี้อากาศดีมาก ไม่มีฝนตก หลังจากนายล้างตัวเสร็จก็ล้างพื้นที่นี่ให้สะอาดด้วย ใช้น้ำยาทำความสะอาดล้างก่อน หลังจากนั้นค่อยใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจางสาดแล้วขัดอีกรอบหนึ่ง”

ในถังน้ำนอกจากสบู่หนึ่งก้อนกับน้ำยาทำความสะอาดหนึ่งขวดแล้ว ยังมีน้ำยาฟอกขาวอีกหนึ่งขวดด้วย

เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินไปทางซากศพของปีศาจตนนั้น เอาชิ้นเนื้อที่น่ากลัวพวกนั้นมารวมไว้ด้วยกันทั้งหมด

เจ้าอ้วนน้อยหยิบของใช้ทำความสะอาดที่อยู่ในถังน้ำออกมา เอาถังน้ำใส่น้ำ หยิบสบู่ก้อนนั้นมาล้างทำความสะอาดตัวเองอย่างว่องไว แม้จะเป็นสบู่ล้างมือ แต่ก็ดีกว่าไม่มี สบู่ล้างมือทำให้เขาล้างของเหลวเหนอะหนะที่ติดเส้นผมออกได้อย่างราบรื่น เขาล้างตัวเองเสร็จแล้วก็คว้าแปรงและหิ้วถังน้ำไปช่วยผู้หญิงคนนั้นอย่างเร่งรีบ

แม่สาวแฮมเบอร์เกอร์เก็บซากศพเสร็จไปแล้วกว่าครึ่ง หลังจากปีศาจตนนั้นถูกฟันทั้งตัวก็หดเล็กลง ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ตัวใหญ่กว่าเขาตั้งหลายเท่า กลืนเขาลงไปได้ในคราวเดียวแท้ๆ แต่ตอนนี้กองอยู่ด้วยกันกลับดูท่าทางเล็กกว่าขนาดตัวเขาเสียอีก จากนั้นเธอก็โบกมือทีหนึ่ง ไม่รู้ทำอย่างไรซากศพนั้นถึงมีไฟลุกและเผาไหม้ขึ้นมา

ไม่ใช่การใช้ไฟแช็กแน่นอน

เจ้าอ้วนน้อยเห็นเปลวไฟโชติช่วงนั้นก็ตกตะลึง ถอยหลังไปสองก้าว เมื่อแน่ใจว่าไฟจะไม่แรงไปมากกว่านี้ถึงได้วางใจ แม้กลิ่นเผาปีศาจจะเหม็นมาก แต่เขายังคงใช้น้ำยาทำความสะอาดขัดพื้นดาดฟ้าต่อ

เลือดของปีศาจทั้งลื่นทั้งเหนอะหนะ เขาเกือบจะล้มลงไปหลายครั้ง แต่ไม่นานนักก็จับจุดได้ ขัดพื้นอย่างขยันขันแข็ง จอมยุทธ์สาวแฮมเบอร์เกอร์เดินไปล้างมือที่ก๊อกน้ำในตอนที่เขากำลังขัดพื้น

เขาขัดจนมีฟองออกมาก่อนจะใช้น้ำสะอาดสาด แช่น้ำยาฟอกขาวเจือจางทิ้งไว้แล้วค่อยขัดอีกรอบหนึ่ง จากนั้นก็ใช้น้ำสะอาดล้างพื้นอีกครั้ง ยังไม่ลืมที่จะกวาดน้ำขังไปยังรูระบายน้ำ เขายกน้ำสะอาดมาสาดล้างซ้ำอีกหลายถัง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีกลิ่นนั้นแล้วถึงได้หยุดมือพลางหอบหายใจ

โชคดีที่เมื่อเขาทำเสร็จและเก็บกระเป๋าหนังสือกลับมาล้างทำความสะอาดแล้วฟ้ายังคงสว่างอยู่

วินาทีต่อมาเขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหาร พอเงยหน้าก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่บนแท็งก์น้ำ ข้างๆ มีไก่ทอดถังหนึ่งเพิ่มขึ้นมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เธอไม่มองเขาเลยสักแวบ คว้าน่องไก่มาชิ้นหนึ่ง กัดไปพลางมองดูดวงอาทิตย์ตกดินเบื้องหน้า

หลังจากตกใจกลัว อีกทั้งยังออกแรงอย่างหนักหน่วงเมื่อครู่นี้ กลิ่นของไก่ทอดก็ทำให้เขาเวียนศีรษะไปชั่วขณะ

เจ้าอ้วนน้อยเหยียบบันไดสแตนเลสที่ถูกตอกติดกำแพง ใช้มือและเท้าปีนขึ้นไปบนแท็งก์น้ำ ทางหนึ่งบอกตัวเองว่าแค่ขึ้นไปกล่าวขอบคุณเท่านั้น ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ช่วยชีวิตเขาไว้ แค่ล้างพื้นเสร็จแล้วก็หนีไปโดยไม่ทักทายสักคำแบบนี้เสียมารยาทมากไม่ใช่หรือไง

ในที่สุดเขาก็กลืนน้ำลายแล้วปีนขึ้นไปจนถึงบนแท็งก์น้ำ

หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองดูเมืองเบื้องหน้า

แท็งก์น้ำสูงกว่ากำแพงตาข่ายบนดาดฟ้า ทัศนวิสัยดีมาก แม้จะเป็นเวลาโพล้เพล้ แต่ตรงนี้เป็นที่สูง เมืองเบื้องหน้าไร้ซึ่งขอบเขต มองแวบเดียวก็สามารถเห็นได้ไกลแสนไกล ท้องฟ้าผืนดินกว้างใหญ่ไพศาล แสงสายัณห์สาดส่องทั่วทั้งเมืองจนกลายเป็นสีทองอร่าม ก้อนเมฆที่ทอดยาวเป็นสายยิ่งงดงามเหลือคณา

“ว้าว…สวยจัง…”

เจ้าอ้วนน้อยอ้าปากและอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว

หญิงสาวยังคงมองไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา ทางหนึ่งยื่นมือไปหยิบน่องไก่อีกชิ้นจากถังไก่ทอดแล้วกัดคำใหญ่

การกระทำนี้ทำให้เด็กชายได้สติกลับมา หลุบตามองถึงได้พบว่าข้างๆ เธอไม่ได้มีแค่ไก่ถังเดียว แต่เป็นสองถัง! และเธอก็กินถังหนึ่งในนั้นหมดไปกว่าครึ่งแล้ว ข้างถังไก่ทอดยังมีแฮมเบอร์เกอร์อีกหนึ่งถุงใหญ่ เขาเห็นดังนั้นจึงตกตะลึงกับปริมาณการกินที่เหมือนราชากระเพาะโตของเธออีกครั้ง

ไก่ทอดหอมเกินไปแล้ว เธอกัดไปคำหนึ่งก็ได้ยินเสียงกรอบทีหนึ่ง น้ำมันไก่ไหลออกมาทำให้เจ้าอ้วนน้อยน้ำลายสอ เขารีบเอ่ยปากอย่างรวดเร็วก่อนที่ตัวเองจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ

“เอ่อ คือว่า…ฉันล้างพื้นเสร็จแล้ว ขอบคุณเธอที่ช่วยฉันนะ” เขาค้อมตัวกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย

โครกคราก…

เขาไม่ก้มตัวก็แล้วไป พอก้มก็ดันเบียดโดนท้องว่างๆ ทันใดนั้นท้องของเจ้าอ้วนน้อยก็ส่งเสียงออกมาดังมาก เขากดหน้าท้องอย่างเก้อเขิน รีบยืดตัวตรง ความร้อนกลับเห่อขึ้นหน้า ทำให้รู้ว่าใบหน้าอ้วนป้อมของตนจะต้องแดงมากแน่ๆ

เธอมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งไก่ทอดครึ่งถังนั้นให้เขาทั้งหมด

เจ้าอ้วนน้อยงุนงงทันที

จะว่าเขาไม่อยากกิน นั่นเป็นเรื่องโกหกแน่นอน ต่อให้แสร้งทำแค่ไหนก็ปลอมมาก ดังนั้นเขาจึงรับไก่ทอดครึ่งถังนั้นมาแล้วนั่งลงบนแท็งก์น้ำ อ้าปากกินไก่ทอดชิ้นนั้นทีละคำๆ พลางมองดูดวงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยลงไปช้าๆ

ไก่ทอดร้านนี้ไม่เหมือนกับร้านนั้นเมื่อครั้งก่อน ค่อนข้างเผ็ด หนังกรอบ แถมเนื้อยังชุ่มฉ่ำมากด้วย

เขากินจนพอใจ ผู้หญิงคนนั้นก็แกะแฮมเบอร์เกอร์มากัดคำหนึ่งก่อนจะมุ่นหัวคิ้ว ท่าทางเหมือนกัดโดนก้อนหิน แต่เธอก็ยังคงกินมันจนหมด ทว่าหลังจากกินของที่อยู่ในมือหมดแล้วเธอก็ไม่ได้แกะแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นต่อไป กลับส่งแฮมเบอร์เกอร์ทั้งถุงให้เขา

เจ้าอ้วนน้อยนิ่งงันไปครู่หนึ่ง “เธอกินอิ่มแล้วเหรอ”

เธอชำเลืองมองเขา เอ่ยอย่างเย็นชา “แห้งเกินไป”

ตอนแรกเขายังไม่เข้าใจ แต่เธออยากให้ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรับไว้และไม่ถามอะไรมากอีก เมื่อกินแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปถึงได้รู้ว่าเธอหมายความว่าอะไร ขนมปังที่ใช้ทำแฮมเบอร์เกอร์ของร้านนี้แห้งเกินไป แถมยังโดนทับและก็เย็นหมดแล้ว

แต่ว่ามีให้กินเขาก็ไม่ถือสาหรอก

ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ กินไก่ทอดถังนั้นของตัวเองจนหมดแล้วทิ้งขยะไว้ให้เขา ลุกขึ้นปัดก้นเสร็จก็กระโดดลงไปโดยไม่ทักทายเขาเลยสักคำ

เขาถูกเธอทำให้ตกใจจนอุทานขึ้นมาทีหนึ่ง เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ในปากเกือบร่วงลงมาแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์เหาะได้ก็ตอนที่เห็นเธอร่อนลงบนดาดฟ้าอย่างมั่นคง

เขายังนึกว่าเธอจะเหาะไปอีกครั้ง ใครจะรู้ว่าหลังจากเธอแตะพื้นดาดฟ้าก็ไม่ได้เหาะขึ้นมาอีก แค่ใช้ขาเรียวสวยเดินไปทางประตูที่เปิดกว้างบานนั้น ลงไปข้างล่างจากโถงบันได

เจ้าอ้วนน้อยเหม่อมองผู้หญิงคนนั้นหายไปตรงโถงบันไดพลางกินแฮมเบอร์เกอร์คำสุดท้ายในมือจนหมด ทางหนึ่งก็เก็บขยะ ก่อนจะเอาแฮมเบอร์เกอร์สามชิ้นและไก่ทอดห้าชิ้นที่เหลือใส่ลงไปในกระเป๋าหนังสือ ถ้าเอากลับบ้านไปแช่แข็ง เขาจะมีกินไปได้อีกหลายวันเลยล่ะ จะสิ้นเปลืองไม่ได้เด็ดขาด

ก่อนจากไปเขาไม่ลืมที่จะเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เช่น ไม้กวาด ถังน้ำ น้ำยาทำความสะอาดไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์ของห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง เขาไม่รู้ว่าเธอหยิบมาจากห้องอุปกรณ์ของห้องน้ำชั้นไหน แต่เพื่อความปลอดภัย แน่นอนว่าจะวางไว้ที่จุดเกิดเหตุไม่ได้หรอก

แม้เขาจะไม่มีเงินซื้อการ์ตูน แต่เคยอ่านโคนันและคินดะอิจิที่บ้านของเสี่ยวเยี่ยมาหลายเล่ม

เวลาที่โรงเรียนไม่มีคนให้ความรู้สึกว่าน่ากลัวมากจริงๆ เหมือนกับจะมีปีศาจโผล่ออกมาอีกได้ทุกเมื่อ เขาไม่กล้ารั้งอยู่นาน รีบกลับบ้านทันที

ขณะออกจากประตูโรงเรียนไฟบนถนนสว่างนานแล้ว โชคดีที่ระหว่างทางไม่ได้เจอปีศาจตนอื่นๆ อีก

 

เจ้าอ้วนน้อยเดินขึ้นอพาร์ตเมนต์ไปอย่างมีความสุข หลังจากเดินเข้าประตูก็เอาไก่ทอดกับแฮมเบอร์เกอร์ไปแช่แข็งอย่างรวดเร็ว

จะว่าไปวันนี้ยังไม่นับว่าโชคร้าย แม้จะเจอปีศาจ แต่ก็ได้เจอแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์ด้วย

เขาถอดเสื้อผ้าแล้วเข้าไปในห้องน้ำ สระผม อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เสร็จในคราวเดียว

อ๊ะ ลืมถามว่าเธอชื่ออะไร เขาแหงนศีรษะบ้วนปากขลุกขลักพลางคิด

แต่เขาไม่รู้ว่ายังจะได้เจอเธออีกหรือเปล่า หวังว่าถ้าเป็นไปได้เธอจะแบ่งแฮมเบอร์เกอร์กับไก่ทอดให้เขากินด้วย

พอนึกถึงไก่ทอด เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเหอะๆ ออกมาอย่างทึ่มทื่อ

ยิ่งดึกเสียงโทรทัศน์ก็ยิ่งดังออกมาจากทุกครัวเรือน เจ้าอ้วนน้อยสวมกางเกงขาสั้นไปนั่งทำการบ้านที่ห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว เขาต้องทำการบ้านของวันนี้ให้เสร็จก่อนที่ความง่วงจะมาเยือน

เหอะๆ ผ่านการฝึกฝนมาหลายปี เขาก็ค่อยๆ จับจุดได้แล้ว

สี่ทุ่มตรงเขาก็นอนตาปรืออยู่บนเตียง จากนั้นก็หลับตา

หวังว่านอกจากปีศาจตนนั้นในวันนี้แล้วในโรงเรียนจะไม่มีตนอื่นอีก

เสี่ยวเยี่ยเคยบอกเขาว่าปีศาจดูเหมือนจะไม่มีอาณาเขตของตัวเอง…

ไม่รู้ทำไมก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงฝัน ดวงหน้าของแม่สาวแฮมเบอร์เกอร์ที่นั่งมองเมืองใต้แสงสายัณห์อยู่บนดาดฟ้าถึงปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้หัวใจหดรัดขึ้นมา

เธอดูท่าทาง…ดูเหมือน…กินไม่อิ่มนะ…

ฝนตกแล้ว

วันอาทิตย์ที่สองของเดือนมีนาคม เจ้าอ้วนน้อยเพิ่งทำงานพิเศษเสร็จ เขาขี่จักรยานมือสองที่เถ้าแก่มอบให้ ตอนแรกอยากจะรีบกลับบ้านก่อนฝนตก แต่ขี่ไปได้ครึ่งทางฝนก็ยังคงโปรยปรายลงมาอยู่ดี ไม่นานนักก็ทำเอาเปียกโชกกลายเป็นลูกหมาตกน้ำ และวันนี้เขาดันลืมพกชุดกันฝนมาด้วย จะซื้อใหม่อีกตัวก็สิ้นเปลืองเกินไปจริงๆ คิดๆ ดูแล้วรีบขี่รถกลับไปอาบน้ำอุ่นที่บ้านจะคุ้มกว่า

ใครจะรู้ว่าเมื่อขี่ลงเนินกลับเห็นว่าข้างหน้ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่กลางสายฝน

ท้องฟ้ามืดนานแล้วทั้งยังฝนตกอีก ขณะที่เขาขี่ผ่านผู้หญิงที่ทั้งไม่ได้กางร่มและไม่ได้สวมชุดกันฝนคนนั้น มองแวบหนึ่งกลับคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย

เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ไม่มีการตอบสนองไปชั่วขณะ จักรยานไหลลงเนินยาว พริบตาก็ทิ้งผู้หญิงคนนั้นไว้ข้างหลังแล้ว เขาหันกลับไปมอง หญิงสาวคนนั้นยังคงเดินอยู่ท่ามกลางฝนโปรยปรายลมหนาวเหน็บ บนตัวสวมเพียงเสื้อยืดบางๆ และกางเกงยีน ใบหน้าซีดเผือดจนเหมือนผี แต่ใบหน้านั้นเป็นผู้หญิงคนนั้นที่เขาเคยเจอจริงๆ

จักรยานมุ่งหน้าต่อไป เขาลงมาจนสุดปลายเนินก็กดเบรกไว้ คิดครู่หนึ่งแล้วก็ขี่ไปข้างหน้าอีกครั้ง ขี่ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างหน้าแล้วซื้อร่มคันหนึ่ง จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับไปอีกครั้งอย่างเต็มกำลัง นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ แม้หลังจากขึ้นมัธยมต้นเขาจะผอมลงจริงๆ แต่โดยพื้นฐานยังคงรูปร่างท้วม ล้อรถเปียกน้ำก็ยิ่งหนัก เขาขี่จนแทบหายใจไม่ทันแล้ว ขี่ไปได้ไม่กี่เมตรก็จอดลงอีกครั้งอย่างทนไม่ไหวแล้วก็ลงมาจูงจักรยานเดิน แต่เขาที่อยู่ไกลๆ ก็สามารถมองเห็นได้ว่าเธอยังอยู่ตรงนั้น เดินอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายฝนยามค่ำคืน

ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะจูงจักรยานมาถึงตรงหน้าเธอ หยุดอยู่ตรงบริเวณที่ห่างออกไปหนึ่งเมตรแล้วส่งร่มให้เธออย่างเหนื่อยหอบ

หญิงสาวไม่มองเขาเลยสักแวบเดียว ไม่ได้ยื่นมือมารับ ถึงขั้นไม่หยุดฝีเท้าแล้วก็เดินผ่านเขาไปทั้งอย่างนี้

เจ้าอ้วนน้อยตะลึงงัน มองเงาร่างที่เปียกโชกไปทั้งตัวนั้น เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรไป แต่ดูออกว่าเธออารมณ์ไม่ดีอย่างมาก ไม่ดีสุดๆ และก็คงไม่มีคนอารมณ์ดีที่ไหนมาเดินกลางสายฝนหรอก

เขาละล้าละลังครู่หนึ่งก่อนจะจอดจักรยานไว้ข้างทาง เพื่อป้องกันไม่ให้จักรยานถูกขโมยยังไม่ลืมที่จะใช้โซ่ล็อกคล้องจักรยานไว้กับเสาไฟ จากนั้นถึงได้กางร่มตามไปและกางให้เธอ

แม้ตอนนี้เขาเองก็สูงขึ้นบ้างแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้ยังสูงกว่าเขาหนึ่งช่วงหัว เขาต้องยืดมือสูงๆ ถึงจะไม่ให้ร่มโดนศีรษะเธอ

เธอยังคงไม่สนใจเขา แค่เดินตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆ เขาคิดว่าตนเองควรจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไร จากนั้นเขาก็ได้สติกลับมาแล้วโพล่งออกไปประโยคหนึ่ง

“คือว่า…สองเดือนก่อนฉันได้งานพิเศษงานหนึ่ง…”

ฉันกำลังพูดบ้าอะไรอยู่เนี่ย พวกเราไม่ได้สนิทกันสักหน่อย พูดเรื่องนี้ทำไมนะ

แม้จะคิดอย่างนี้ แต่ปากของเขายังคงเอ่ยออกไปโดยอัตโนมัติ “ตอนแรกฉันอยากไปเป็นแคดดี้ช่วยเก็บลูกที่สนามกอล์ฟตอนวันหยุด แต่ฉันเจอเถ้าแก่คนปัจจุบันของฉันที่นั่น ถามฉันว่าอยากช่วยวิ่งงานไหม ค่าแรงค่อนข้างสูง ชั่วโมงละสองร้อยแน่ะ แน่นอนว่าฉันก็ตกลงน่ะสิ แถมเถ้าแก่ยังให้จักรยานมือสองฉันมาคันหนึ่งด้วย คันเมื่อกี้นั่นแหละ ถึงจะเป็นของมือสอง แต่บำรุงรักษาไว้ดีมากเลย เป็นคันที่เมื่อก่อนเถ้าแก่ของฉันใช้ขี่ ทว่าช่วงนี้เธอไม่ได้ใช้แล้วก็เลยยกให้ฉัน”

เธอยังคงไม่สนใจเขา เขาได้แต่เดินกลางฝนเป็นเพื่อนเธอต่อไป กางร่มให้เธอพลางพูด

“มีรถมันสะดวกมากจริงๆ ช่วยฉันประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย จะไปหาเสี่ยวเยี่ยก็ไม่ต้องนั่งรถประจำทาง ถึงเสี่ยวเยี่ยบอกว่าให้ลุงหวังมารับฉันได้ก็เถอะ แต่ลุงหวังเป็นคนขับรถของคุณปู่เขาก็ไม่ได้ว่างตลอดเวลา และฉันนั่งรถคันนั้นก็กลัวว่าจะทำรถสกปรกด้วย ได้ยินว่าล้างรถครั้งหนึ่งแพงสุดๆ ไปเลย”

บนถนนด้านข้างรถแล่นขวักไขว่ไปมา ไม่มีใครสนใจสองคนนี้ที่เดินบนทางเท้ามากนัก

หญิงสาวยังคงไม่ส่งเสียงสักแอะ เขาเดินอยู่ข้างๆ เธอ อดไม่ได้ที่จะพูดอีกครั้ง

“จริงสิ หลังจากที่เธอกำจัดปีศาจตอนเปิดเทอมวันนั้น ฉันก็ไม่เจอปีศาจที่โรงเรียนอีกเลย แต่กันไว้ดีกว่าแก้ ฉันยังคงหน้าด้านขอโทรศัพท์มือถือจากเสี่ยวเยี่ยมาใช้เครื่องหนึ่ง แบบนี้ถ้าเจอปีศาจฉันก็ขอความช่วยเหลือจากเขาได้ ครั้งก่อนโชคดีจริงๆ ที่เธอได้ยินฉันขอความช่วยเหลือ” เขาพูดพลางถอนหายใจด้วยความโล่งใจ ทั้งยังใช้มือข้างขวาที่ว่างตบอกตัวเอง “บอกตามตรงนะ ตอนนั้นฉันยังนึกว่าตัวเองจะตายซะแล้ว โชคดีที่เธอมา…อ๊ะ ถั่วแดงต้มร้านข้างหน้านั่นอร่อยมากนะ เธออยากกินดูไหม ครั้งนี้ฉันเลี้ยงเอง เมื่อกี้ฉันเพิ่งได้ค่าแรงมา…ฮะ…ฮะ…ฮะ…ฮัดชิ่ว!”

เขาจามออกมาอย่างแรงทีหนึ่ง เกือบจะหันหน้าไปไม่ทันซะแล้ว โชคดีที่ใช้แขนเสื้อปิดไว้ ถึงได้ไม่กระจายไปทั่ว

“ขอโทษที” เขาสูดจมูก ยิ้มอย่างเก้อเขิน แต่ยังคงไม่ลืมพูดแนะนำ “ถั่วแดงต้มร้านนั้นอร่อยมากจริงๆ นะ ยังมีบัวลอยแดงขาว แล้วก็เฉาก๊วยด้วย เป็นถั่วแดงต้มกับเฉาก๊วยที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลย”

หญิงสาวยังคงไร้ซึ่งอารมณ์อยู่ดีและไม่เอ่ยตอบเขา เพียงเดินมุ่งหน้าต่อไป พริบตาเดียวก็ผ่านร้านขายถั่วแดงต้มร้านนั้นแล้ว

“ไม่งั้นไก่ทอดร้านข้างหน้านั้นก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ไก่ทอดร้านนั้นข้างในมีไส้ชีสด้วย ครั้งก่อนฉันกัดโดนแล้วสะดุ้งเลย กัดไปคำเดียวชีสร้อนๆ ก็ไหลออกมาด้วย

อ๊ะ ในตรอกหัวมุมข้างหน้ามีร้านขายชานมไข่มุก มีรสน้ำขิง รสขิงเข้มข้นมากเลย ถ้าเธอกลัวว่าดื่มชาตอนเย็นแล้วจะนอนไม่หลับ พวกเขาก็มีนมสดไข่มุกที่ใส่แค่นมสดกับน้ำตาลทรายแดงด้วย เครปต้นหอมของร้านที่อยู่ตรงข้ามก็เยี่ยมสุดๆ เหมือนกันนะ เถ้าแก่ทำแป้งเองสดๆ ไม่ได้มาจากร้านขายส่ง แถมยังขอให้เถ้าแก่ทำให้กรอบๆ หน่อยได้ด้วย ข้างบนใส่ไข่แล้วก็ทาซอส กินแล้วทั้งหอมทั้งฮะ…ฮะ…ฮะ…ฮัดชิ่ว!”

เขาพูดอย่างรู้ลึกรู้จริง พูดจนน้ำลายแทบไหลออกมา จากนั้นก็จามอีกครั้ง

“ขอโทษ เมื่อกี้ขี่จักรยานตากฝน คงโดนความเย็นนิดหน่อย แหะๆ”

เดิมทีเขานึกว่าเธอจะเดินไปข้างหน้าต่อ ถึงได้จะเดินตามไปอีกครั้ง ทว่าตอนนี้เองกลับเห็นเธอหยุดฝีเท้ากะทันหัน จากนั้นก็หมุนตัวมาแล้วเดินผ่านไป เขางุนงง รีบเช็ดน้ำมูกแล้วก็หมุนตัวตามไป

ในขณะที่นึกว่าเธอรำคาญที่เขาหนวกหูเกินไป กำลังคิดว่าตัวเองควรเงียบปากอย่าพูดมากอีกใช่ไหมอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้าไปในร้านเล็กๆ ที่ขายถั่วแดงต้มเมื่อครู่นี้

พอเขาเห็นก็รีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปแล้วถามด้วยรอยยิ้มเริงร่า

“เธอจะกินเหรอ เธออยากกินอะไร ฉันเลี้ยงเอง”

หลังจากเธอเดินเข้าประตูไปก็ไม่หันหน้ากลับมา เพียงพูดประโยคเดียวว่า “ทั้งหมดเอามาให้ฉันชุดหนึ่ง”

“เอ๋?” เจ้าอ้วนน้อยตกตะลึง

เธอหาโต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งลง ช้อนตามองเขาตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “แล้วก็ของพวกนั้นที่นายพูดเมื่อกี้ด้วย”

“หา?” เขาฟังก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง

“ฉันเอาทั้งหมดหนึ่งชุด” เธอจ้องเขาแล้วเลิกคิ้ว “นายเพิ่งได้ค่าแรงมาไม่ใช่เหรอ”

“คือ…ฉันเพิ่งได้ค่าแรงมา…”

เขายิ้มแห้ง อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ทำได้เพียงพยักหน้าก่อนจะหมุนตัวไปสั่งถั่วแดงต้มกับเถ้าแก่ ทางหนึ่งคุกเข่าลงกับพื้นกุมศีรษะร้องตะโกนน้ำหูน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดอยู่ในใจ

ฮือๆๆ ค่าแรงของฉัน ลืมไปว่าผู้หญิงคนนี้เป็นราชากระเพาะโต…

แม้จะอาลัยอาวรณ์แค่ไหน แต่พอคิดถึงว่าก่อนหน้านี้เธอช่วยชีวิตเขาถึงสองครั้ง แถมยังเลี้ยงของกินเยอะแยะขนาดนั้น เขาจึงได้แต่จ่ายเงินทั้งน้ำตา

เย็นวันนั้นเธอกินเงินค่าแรงของเขาไปกว่าครึ่งเดือน หลังจากนั้นยังคงลืมว่าต้องถามชื่อของเธออยู่ดี แม้จะเคยเลี้ยงข้าวเขามาสองมื้อแล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ถามชื่อของเขาเหมือนกัน หลังจากเธอทยอยกินของกินเล่นบนถนนสายนั้นหมดไปรอบหนึ่งก็สะบัดก้นจากไป

 

วันต่อมาเจ้าอ้วนน้อยไปโรงเรียน เขาอยู่กับเฟิงเยี่ยสองคน ตอนที่ทำการทดลองในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ในที่สุดก็นึกได้ว่าจะถามเฟิงเยี่ยว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร

“อาหลิงเหรอ เธอเป็นเพื่อนของซูเรีย ทำไมเหรอ”

“เปล่า เมื่อวานตอนทำงานพิเศษเสร็จแล้วกลับบ้านเห็นเธอเดินอยู่บนถนน ดูท่าทางอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ เลย”

“งั้นเหรอ คงเพราะว่าเธอไม่ลงรอยกับคนในบ้านล่ะมั้ง ซูเรียบอกว่าพี่ชายของเธอพ่ายแพ้กับศึกแก่งแย่งกันในตระกูล ต้องออกมาจากกิจการของครอบครัว ทำให้เธอต้องตกงานตามไปด้วย”

“เธอมีพี่ชายด้วยเหรอ” เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“มีสิ ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ หรอก” เฟิงเยี่ยหลีกทางให้เขาหลังจากวางแผ่นสไลด์ไว้เรียบร้อยอย่างชำนาญ “ดูเหมือนว่าจะเป็นพี่ชายญาติฝั่งพ่อหรือญาติฝั่งแม่นี่แหละ ฉันลืมแล้ว ต้องถามซูเรียถึงจะรู้”

เจ้าอ้วนน้อยนั่งลงประจำที่ ก้มหน้าดูเซลล์ที่อยู่ในกล้องจุลทรรศน์ อดไม่ได้ที่จะพูดพึมพำว่า “ที่แท้ก็ตกงานนี่เอง เพราะงั้นเธอเลยอารมณ์ไม่ดีเพราะหิวจริงๆ สินะ…”

“อ๊ะ จริงสิ เธอน่าจะตกงานเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ก็สองปีก่อน คงหางานใหม่เจอตั้งนานแล้วสินะ?” เฟิงเยี่ยยักไหล่ “น่าจะเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปล่ะมั้ง ไม่งั้นก็คุณป้ามา พ่อฉันบอกว่าผู้หญิงเวลาที่ไม่ได้กินอะไรหรือคุณป้ามาจะอารมณ์เสียง่ายมาก เพราะงั้นทางที่ดีที่สุดต้องหลีกให้ไกล อย่าได้ดื้อกับแม่เด็ดขาด”

เจ้าอ้วนน้อยฟังไม่เข้าใจ เพียงถามอย่างงุนงง “ป้ากับแม่ของเธอไม่ค่อยถูกกันเหรอ”

เฟิงเยี่ยได้ยินดังนั้นก็มองไปด้านข้าง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครสนใจพวกเขาสองคนจึงก้มหน้าลงมา เอ่ยเสียงเบาด้วยความจริงจัง

“ฉันมีน้า แต่ฉันไม่มีป้า”

“เอ๋?” เจ้าอ้วนน้อยเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงุนงง

“คุณป้าที่พ่อฉันพูดถึงเป็นคำเรียกแทนวันนั้นของเดือนของผู้หญิงน่ะ” เฟิงเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “นายรู้ไหม ก็คือทุกเดือนผู้หญิงจะมีเลือดไหลออกมา ก่อนหน้านี้ครูก็อธิบายในคาบเรียน พวกเธอจะตกไข่น่ะ หลังจากนั้นไข่ที่ไม่ได้ใช้งานก็จะไหลออกมาพร้อมกับเลือด”

เจ้าอ้วนน้อยมองเพื่อนซี้ที่ดูท่าทางสงบนิ่งแต่จริงๆ หูแดงตั้งนานแล้วอย่างตื่นตะลึง “ว้าว จริงเหรอ”

เฟิงเยี่ยเลิกคิ้ว มองเจ้าอ้วนน้อยพลางถาม “นายไม่ได้สนใจฟังเลยเหรอ ฉันนึกว่านายตั้งใจเรียนในคาบซะอีก”

“ก่อนหน้านี้ฉันทำงานพิเศษเหนื่อยเกินไปหน่อยก็เลยเผลอหลับในคาบน่ะ” เจ้าอ้วนน้อยแก้ต่างให้ตนเองพลางหน้าแดง เอ่ยเสียงค่อย “จะมีเลือดไหลทุกเดือนเลยเหรอ น่ากลัวจัง งั้นแบบนี้ก็เหนื่อยแย่น่ะสิ”

เฟิงเยี่ยพยักหน้า “ใช่ เพราะงั้นพ่อฉันถึงบอกว่าตอนที่คุณป้ามาห้ามดื้อกับแม่เด็ดขาด…เวลาคุณป้ามาในใจพ่อก็จะเลื่อนขั้นแม่ฉันไปเป็นท่านแม่ที่เคารพไปโดยอัตโนมัติ ถึงได้ห้ามหาเรื่องใส่ตัว” เขาพูดพร้อมผงกศีรษะเน้นย้ำอีกครั้ง

เจ้าอ้วนน้อยเห็นดังนั้นก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่ยังคงผงกศีรษะอย่างจริงจัง

“โอเค ฉันจะไม่ดื้อกับคุณป้า” เขากล่าวพลางเปลี่ยนแผ่นสไลด์ที่กล้องจุลทรรศน์เป็นอีกแผ่น ลุกขึ้นยืนเพื่อคืนที่นั่งให้เฟิงเยี่ย “ตานาย”

เฟิงเยี่ยกลับลงไปนั่งที่พลางเอ่ยว่า “ตกลงว่างานพิเศษนั่นของนายทำอะไรกันแน่”

“ก็ช่วยวิ่งงานไงล่ะ อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น” เจ้าอ้วนน้อยถือแหนบ หยิบแผ่นปิดสไลด์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้ววางปิดไว้ด้านบนแผ่นสไลด์ที่ใส่เซลล์ใบไม้อีกอันเอาไว้…

อ๊ะ เกือบลืมแล้วว่าต้องเติมสีถึงจะได้เห็นชัดๆ หน่อย

เขาหยดสีพลางกล่าวว่า “อันที่จริงสนุกมากนะ ไม่ว่างานอะไรเถ้าแก่ของฉันก็รับหมด ตั้งแต่ช่วยคนซื้อผัก จองตั๋ว ไปจนถึงคุมงานแทน จัดเตรียมงานเลี้ยง ช่วยบริษัทส่งเอกสารด่วน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ จัดสต็อกสินค้า งานอะไรประเภทนี้มีหมด ฉันก็ได้เรียนรู้เยอะมากเลย”

เฟิงเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ยังคงอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้อยู่ดี “นายระวังอย่าถูกคนหลอกล่ะ”

พวกเขาเป็นนักเรียนมัธยมต้น อันที่จริงก็ไม่มีโอกาสทำงานอย่างเป็นทางการอะไรหรอก คราวก่อนได้ยินว่าเพื่อนสนิทไปทำงาน เฟิงเยี่ยกลับบ้านไปก็อดไม่ได้ที่จะไปตรวจสอบสักหน่อย กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องอายุสิบห้าปีบริบูรณ์จึงจะสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้อย่างเป็นทางการ เด็กที่ตอนนี้ยังไม่ครบสิบห้าปีเต็มอย่างพวกเขาอันที่จริงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ได้แต่หางานที่ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น โดยทั่วไปแล้วคนที่จ้างงานเจ้าอ้วนน้อยกำลังทำผิดกฎหมายใช้แรงงานเด็ก แม้แต่สวัสดิการอะไรก็ไม่มี ดังนั้นอันที่จริงเขาเป็นห่วงมากว่าเจ้าอ้วนน้อยจะถูกหลอก

“ฉันรู้” เจ้าอ้วนน้อยวางแผ่นสไลด์ไว้ใต้กล้องจุลทรรศน์พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เถ้าแก่ไม่ใช่คนไม่ดี เธอรู้ว่าฉันอยากหาเงิน เพราะงั้นถึงได้ให้ฉันช่วยวิ่งงานทำธุระให้เธอ และฉันเองก็จะได้ถือโอกาสนี้คลุกคลีกับงานที่แตกต่างกัน ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ฉันหาสิ่งที่อยากจะทำในอนาคตได้เร็วขึ้นก็ได้ อีกอย่างเธอยังมีอาหารให้ด้วยนะ ทุกครั้งหลังเลิกงานจะพาฉันไปกินข้าว แถมยังให้จักรยานฉันคันหนึ่งด้วย คุ้มมากจริงๆ”

เฟิงเยี่ยจนคำพูด บางครั้งเขาก็เป็นห่วงมากจริงๆ ว่าเพื่อนสนิทที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจคนนี้จะถูกคนใช้ของกินลักพาตัวไป

บางครั้งเขาอยากบอกกับอีกฝ่ายมากว่าถ้าคิดจะทำงานพิเศษจริงๆ บ้านของเขามีงานให้อีกฝ่ายทำได้ แต่ซูเรียเตือนว่าการทำแบบนี้จะไม่ดีต่อมิตรภาพของพวกเขา ระหว่างเพื่อนทางที่ดีที่สุดอย่ามีความสัมพันธ์ในเรื่องเงินๆ ทองๆ มากเกินไป นั่นจะทำลายมิตรภาพของพวกเขาได้ง่าย

คราวก่อนเขาอยากเอาโทรศัพท์มือถือให้เจ้าอ้วนน้อย พ่อก็บอกว่าต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของคนอื่นเขาด้วย แม้เขาจะบอกว่านั่นเป็นของมือสอง แต่ตอนนั้นเจ้าอ้วนน้อยก็ไม่ได้รับไว้ หลังจากนั้นเป็นเพราะเจ้าอ้วนน้อยเจอปีศาจ เพื่อให้ขอความช่วยเหลือได้ทันจึงวิ่งแจ้นมาเอาอยู่ดี

“อืม นายคิดว่าดีก็ดี แต่ยังไงก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

“สบายใจได้ ตัวฉันปลอดภัยมาก” เจ้าอ้วนน้อยพูดพลางหยอกเย้าเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มเริงร่า “ไม่เหมือนนายหรอก เดินถนนยังมีคนแอบถ่ายรูป มีคนมาสารภาพรักวันเว้นวัน”

“มีที่ไหนกัน” เฟิงเยี่ยหน้าแดง รีบปฏิเสธอย่างเก้อเขิน

“โหย มีชัดๆ ตอนพวกเราเล่นบาสคาบพละ นักเรียนหญิงเห็นนายอยู่ไกลๆ ก็ปิดปากหัวเราะคิกคักแบบนี้ คิกๆๆ ฮิๆๆๆ…” เขาพูดแถมยังยกมือขึ้นมาปิดปากแสดงให้อีกฝ่ายดู

เฟิงเยี่ยถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งอย่างอารมณ์ไม่ดี “นายนี่น่าเบื่อชะมัด”

เจ้าอ้วนน้อยได้ยินดังนั้นก็เพียงยิ้มหวานหยาดเยิ้มยิ่งกว่าเดิม ทั้งสองคนแบ่งงานกัน ล้างอุปกรณ์ที่ควรล้าง เก็บอุปกรณ์ที่ควรเก็บอย่างให้ความร่วมมือ จึงเก็บเสร็จเรียบร้อยเร็วกว่ากลุ่มอื่น

ตอนนี้กริ่งเลิกเรียนดังแล้ว ทั้งสองคนเพิ่งเดินออกมาจากห้องเรียนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติก็เห็นว่ามีนักเรียนหญิงหลายคนถือคุกกี้ห่อหนึ่งเดินมาทางนี้ พอเห็นเฟิงเยี่ยก็ตาเป็นประกาย เฟิงเยี่ยเห็นแล้วก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที รีบหันหน้าแล้วเดินก้าวเร็วๆ หนีไปอีกทาง

“นี่ รอเดี๋ยว นายจะไปไหนน่ะ คนเขามาหานายหรือเปล่า มีคุกกี้ช็อกโกแลตด้วย…”

“วันนี้มื้อเย็นบ้านฉันมีสเต๊กเนื้อแล้วยังมีซุปเห็ดกับขนมปังกระเทียมด้วย นายเลือกเอาเองนะ”

เฟิงเยี่ยพูดโดยไม่หันกลับมา เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็รีบวิ่งเหยาะๆ ไปกับเพื่อนสนิท วันนี้เถ้าแก่ไม่ได้เรียกหาเขา ไม่มีงานก็แสดงว่าตอนเย็นไม่ได้เตรียมข้าว เทียบกับคุกกี้ชิ้นเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น แน่นอนว่าเขาเลือกสเต๊กเนื้อสิ

“แล้วทำไมฉันต้องมาวิ่งกับนายด้วยเนี่ย” วิ่งไม่กี่ก้าวเขาก็อดถามไม่ได้

“เป็นเพื่อนซี้ก็ต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านสิ และถ้าฉันโชคร้ายโดนตามทัน นายก็ช่วยขวางให้ฉันได้” เฟิงเยี่ยเอ่ยโดยที่หน้าไม่แดงและไม่เหนื่อยหอบ “ตอนมีปีศาจฉันเองก็เคยช่วยขวางให้นายนี่”

“นั่นสิ” เจ้าอ้วนน้อยคิดครู่หนึ่ง เป็นแบบนี้จริงๆ ก็ได้แต่ตามไปกับเฟิงเยี่ยด้วยกันต่อไป

หลังเลิกเรียนสิบนาทีทั้งสองคนวิ่งพล่านไปทั่วโรงเรียน หลบนักเรียนหญิงที่เพิ่งเรียนวิชาคหกรรมเสร็จพวกนั้น ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอจนถึงเสียงกริ่งเข้าเรียนดัง ถึงได้กล้ากลับไปที่ห้องเรียน แต่เจ้าอ้วนน้อยเคลื่อนไหวช้า ยังคงถูกนักเรียนหญิงสองคนดักไว้ก่อนเข้าประตู พวกเธอยัดคุกกี้สามห่อให้เขา บอกให้เอาไปให้เฟิงเยี่ย

ตามองเห็นว่าคุณครูอยู่ตรงระเบียงทางเดินแล้ว เขาจำต้องรับไว้แต่โดยดีแล้วพุ่งเข้าไปในห้องเรียนอย่างรวดเร็ว

“เฮ้อ ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ที่แท้หน้าตาหล่อก็ลำบากแบบนี้นี่เอง”

เจ้าอ้วนน้อยหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ของตนเอง หยิบหนังสือเรียนมาพัดใบหน้าพลางส่งคุกกี้ให้สุดหล่อที่อยู่ข้างๆ เขาด้วยรอยยิ้ม

“นี่ พวกเธอบอกให้ฉันถือมาให้นายแน่ะ”

เฟิงเยี่ยมองเขาแวบหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันไม่เอา นายจะเอาก็กินเองเหอะ”

“นี่เป็นน้ำใจคนเขานะ” เจ้าอ้วนน้อยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าทางอร่อยมากนะ”

เฟิงเยี่ยเพียงเหลือกตาขาว “รับไว้อันหนึ่งก็ไม่จบไม่สิ้นกันพอดี”

เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม ไม่บังคับให้อีกฝ่ายรับไว้ อย่างไรเสียเขาเองก็ไม่ได้รับปากว่าจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จเสียหน่อย เห็นว่าเพื่อนสนิทไม่รับไว้ ทั้งยังบอกให้กินซะ แน่นอนว่าเขาก็ต้องรับไว้อย่างคล้อยตามแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าหนังสือของตน

เรียนไปได้ครึ่งคาบ เพราะหิวเกินไปเจ้าอ้วนน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะแอบเปิดกินชิ้นหนึ่ง ผลปรากฏว่าเคี้ยวไปไม่ถึงสองทีก็หน้าซีด รีบหยิบกระดาษทิชชูปิดปากแล้วคายออกมา

แหวะ นี่เพื่อน ก่อนจะเอาคุกกี้ให้คนอื่นอย่างน้อยก็ยืนยันให้แน่ใจก่อนสิว่ามันกินได้ ตรงกลางคุกกี้ก็ไม่สุก แถมยังหวานสุดๆ

แม้แต่เจ้าอ้วนน้อยที่ตะกละขนาดนั้นยังกลืนไม่ลง ถึงอยากจะเอาพวกมันกลับบ้านไปทำใหม่ แต่ถ้าเขาจำไม่ผิดคุกกี้ประเภทนี้ทำจากไข่ไก่ ถ้าอบไม่สุกกว่าเขาจะกลับถึงบ้านก็คงเสียก่อนแล้ว

เห็นทีว่าการเป็นคนหล่อก็ไม่ได้ดีเสมอไปนะเนี่ย

เขาหันไปแอบมองเพื่อนสนิทข้างกายแวบหนึ่ง เพียงเห็นอีกฝ่ายมองเขาแล้วแอบยิ้มอยู่หลังหนังสือเรียน

แม่ง เจ้าหมอนี่รู้แต่แรกแล้วสินะ มิน่าล่ะตอนเห็นนักเรียนหญิงพวกนั้นถึงทำท่าอย่างกับเห็นผี

เจ้าอ้วนน้อยกลอกตาใส่เพื่อนสนิท เพื่อไม่ให้กินแล้วท้องเสีย เขาจำต้องโยนคุกกี้ทิ้งถังขยะหลังเลิกเรียน ข่มกลั้นความเจ็บปวดและยอมแพ้ต่อคุกกี้เหล่านั้น

ทางฝั่งเจ้าอ้วนน้อยเพิ่งทิ้งคุกกี้แล้วเดินออกจากห้องเรียนก็เห็นนักเรียนชายโขยงหนึ่งเบียดกันอยู่ริมหน้าต่างห้องข้างๆ ไม่รู้กำลังดูอะไรกันอยู่ แม้แต่เฟิงเยี่ยเองก็อยู่ตรงนั้นมองเข้าไปในห้องเรียน เขาสนใจใคร่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร จึงวิ่งเข้าไปเบียดข้างๆ เพื่อนสนิท

“เป็นอะไรไปๆ เกิดอะไรขึ้น”

เขาซักถามอย่างรีบร้อน เฟิงเยี่ยไม่พูด ทว่าด้านข้างกลับมีคนกล่าวเสริมอย่างรวดเร็วเสียงเบาด้วยความทอดถอนใจ

“เพิ่งเลิกเรียนทุกคนก็ไปต่อแถวก่อกวนนักเรียนหญิงคนนั้นอีกแล้ว ผลปรากฏว่าเจ้าทึ่มคนนั้นตะโกนด่าเธอว่าแม่วัว คราวนี้เธอเป็นบ้าไปแล้ว! จู่ๆ ก็หมุนตัวเดินไปทางหมอนั่น! นายดูสิ! เธอตามเข้าไปแล้ว…”

เจ้าอ้วนน้อยตื่นตกใจ เขารู้จักผู้หญิงคนนั้น เพราะเธอมีพัฒนาการค่อนข้างเร็ว อีกทั้งตัวก็อ้วนท้วนเล็กน้อย เพิ่งอยู่มัธยมต้นปีที่หนึ่งก็หน้าอกคัพซีแล้ว ดังนั้นเวลามาเรียนตอนเช้าและเลิกเรียนตอนเย็น นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งก็จะมาก่อกวน จงใจเรียงแถวเป็นสองฝั่งบนระเบียงทางเดิน ต้อนรับขับสู้เธอ แน่นอนว่าปากยังไม่ลืมที่จะตะโกนว่าแม่วัวๆ ปกติเธอมักจะเดินผ่านไปด้วยสีหน้าเฉยเมย แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขา ไม่คิดว่าครั้งนี้จะเป็นบ้าขึ้นมา

เจ้าอ้วนน้อยมองเข้าไปในหน้าต่างก็เห็นนักเรียนหญิงที่ถูกนักเรียนชายตั้งใจต้อนรับขับสู้ทุกวันคนนั้นเดินเข้าไปทั้งแบบนี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เธอเดินเข้าไปกดดันเจ้าคนปากเปราะนั่น เดินขึ้นไปบนแท่นบรรยายทีละก้าวๆ ทำเอาหมอนั่นตกใจจนต้องพิงกับกระดานดำด้วยใบหน้าซีดเผือด

เพียงเห็นเธอคว้ากระเป๋านักเรียนที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนหนักอึ้งด้วยมือเดียว มองเพื่อนนักเรียนจากห้องข้างๆ คนนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วถามอย่างเย็นชา

“เมื่อกี้นายพูดว่าอะไร พูดอีกครั้งได้ไหม”

สวรรค์รู้ว่าท่าทางที่นักเรียนหญิงคนนั้นถือกระเป๋านักเรียนนั่นเหมือนกับกำลังถือลูกตุ้มดาวตกเพกาซัส* ท่าทางสามารถทุ่มกระเป๋านักเรียนใส่เขาได้ทุกเมื่อ บวกกับเดิมทีเธอก็สูงนิดหน่อยอยู่แล้ว ท่าทางที่ก้มหน้ามองหมอนั่นจึงยิ่งเหมือนกับแม่เสือที่กำลังจ้องลูกหนูดวงซวย ชั่วขณะนี้เองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ต่างก็รู้สึกได้ถึงไอสังหารของเธอ อยากมีชีวิตรอดยังจะมีคำตอบอื่นได้เหรอ

โชคดีที่เจ้าคนที่ตกใจจนแข้งขาอ่อนคนนั้นยังพอมีสมองอยู่บ้าง เห็นเพื่อนๆ ที่ปกติมักจะก่อเรื่องด้วยกันกับเขาไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยสักคน พอเกิดเรื่องแล้วต่างก็มัวแต่ชมความสนุก เขาจึงรีบเอ่ยปากอย่างตะกุกตะกัก

“ฉันมะ…มะ…ไม่ได้พูดอะไร…”

นักเรียนหญิงได้ยินดังนั้นถึงได้เชิดคางขึ้นอย่างพอใจ ค่อยๆ หมุนตัว เมินทุกคนที่มุงดูอยู่รอบๆ เดินทีละก้าวๆ ออกไปจากห้องเรียน พอเธอออกมา นอกจากเจ้าอ้วนน้อยกับเฟิงเยี่ยแล้ว นักเรียนชายที่มุงดูรอบๆ ทั้งหมดล้วนตกใจจนถอยไปสามก้าว เธอสะพายกระเป๋านักเรียนขึ้นไหล่อีกครั้ง เดินไปทางประตูโรงเรียนโดยไม่มองใครเลยสักแวบเดียว

คราวนี้ขณะที่เธอเดินผ่าน บรรดานักเรียนชายก็ทยอยถอยหลีกราวกับโมเสสแหวกทะเลแดง** แทบจะไม่มีใครกล้ามองไปทางเธอสักแวบ แน่นอนว่ายิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตะโกนเรียกเธอว่าแม่วัวอีก

แม้จะเป็นอย่างนี้ แต่เจ้าอ้วนน้อยยังคงเห็นว่าตรงหางตาของเธอมีน้ำตาคลออยู่รางๆ

เมื่อได้สติกลับมาเขาก็สะพายกระเป๋านักเรียนเร่งฝีเท้าตามไปเดินอยู่ข้างกายเธอ แทบจะในขณะเดียวกันนี้เองเขาก็เห็นเฟิงเยี่ยเดินมาข้างๆ เธออีกฝั่งหนึ่ง เดินเป็นเพื่อนเธอไปจนถึงหน้าประตูโรงเรียนด้วยกันกับเขา

ตอนแรกเธอยังคงตึงเครียดอยู่บ้าง คงคิดว่าพวกเขาสองคนจะทำอะไร แต่เธอไม่ได้ส่งเสียงสักแอะ ยังคงเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่

แรกเริ่มเจ้าอ้วนน้อยเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองต้องตามเธอมาด้วย เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อครู่ตนเองแย่มาก เมื่อก่อนอันที่จริงเขาก็เห็นว่าทุกคนปฏิบัติต่อเธออย่างไร แต่ไม่ได้คิดมากและไม่ได้ห้ามปราม ถึงขั้นรู้สึกว่าตลกอยู่บ้างเหมือนกันในตอนแรก

“ขอโทษนะ”

เดินไปเดินมา จู่ๆ คำขอโทษประโยคนี้ก็ออกมาจากปากเขา

“พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก แค่รู้สึกว่าสนุกถึงได้หลับหูหลับตาก่อเรื่องเอะอะไปตามๆ กัน”

พอคำพูดออกมาจากปาก แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าโง่เง่ามาก เถียงข้างๆ คูๆ มาก เพราะนั่นเป็นเจตนาร้ายจริงๆ แม้อาจจะไม่ใช่เจตนาร้ายที่ใหญ่โตอะไร แต่รวมเข้าด้วยกันก็สร้างบาดแผลแล้ว

อันที่จริงเขาเข้าใจดี เขาเองก็เคยถูกปฏิบัติแบบนั้น การล้อเล่นเล็กๆ น้อยๆ จะค่อยๆ เกินขอบเขตมากขึ้น สุดท้ายกลายเป็นแผลฉกรรจ์ แค่จินตนาการว่าตนเองถูกนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งเรียงแถวกันมาตะโกนเยาะเย้ยเขาว่าหมูอ้วนทุกวันเช้าเย็นก็รู้สึกกลัวมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านักเรียนหญิงถูกนักเรียนชายปฏิบัติแบบนี้เลย

ชั่วขณะนั้นเจ้าอ้วนน้อยก็รู้สึกผิดขึ้นมา

“ขอโทษ ฉันพูดผิดไปแล้ว” เขาเดินสองก้าวยาวๆ ไปหยุดตรงหน้าเธอ เผชิญหน้ากับเด็กผู้หญิงที่ร่างท้วมเล็กน้อยคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่ฉันขอโทษมากๆ” เขาพูดพลางมองตรงไปยังดวงตาที่ชื้นน้ำตาของเธอ “ขอโทษนะ พวกเราไม่ควรตะคอกใส่เธอแบบนั้น ฉันไม่รู้ว่าต่อไปพวกเขาจะทำแบบนี้ไหม แต่ถ้าเธอเจออีก รู้สึกอึดอัดใจ มาหาฉันกับเสี่ยวเยี่ยได้ พวกเราจะเข้าเรียนและเลิกเรียนเป็นเพื่อนเธอ”

นักเรียนหญิงคนนั้นมองพวกเขาอย่างตะลึงงันด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วย จากนั้นก็มองเฟิงเยี่ยที่เดินมามองเธออยู่ข้างหลังเขาด้วยคนนั้น

เฟิงเยี่ยพยักหน้าให้เธอและให้คำสัญญา

“เธอมาหาพวกเราได้ ฉันชื่อเฟิงเยี่ย เขาชื่อเวินติ้งฟาง พวกเราอยู่ห้องสี่”

นักเรียนหญิงคนนั้นไร้ซึ่งคำพูด แต่จมูกเล็กๆ แดงเรื่อ จากนั้นเธอก็พยักหน้า เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ฉันรู้ว่าพวกนายอยู่ห้องสี่ ฉันอยู่ห้องเจ็ด”

“อื้ม พวกเรารู้” เวินติ้งฟางพยักหน้า

อันที่จริงเธอเลื่องชื่อในหมู่นักเรียนชายมากทีเดียว ถึงอย่างไรก็ไม่มีนักเรียนหญิงคนอื่นได้รับการต้อนรับแบบนี้จากทุกคน คิดถึงตรงนี้เขาก็กระอักกระอ่วนและรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง รีบควักเอาเสบียงของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วมอบให้เธอ

“นี่ ฉันให้เธอ เป็นช็อกโกแลต อร่อยมากนะ”

นักเรียนหญิงคนนั้นลังเลครู่หนึ่งกว่าจะยื่นมือไปรับ

“ขอบใจนะ”

เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้นก็ส่งยิ้มให้เธอ “ไม่เป็นไร จริงสิ เธอชื่ออะไรเหรอ”

“เฝิงเสี่ยวเสี่ยว” เธอสูดจมูก ตอบด้วยเสียงแหบพร่า ก้มหน้ามองช็อกโกแลตในมืออย่างนิ่งงัน

“เสี่ยวที่มาจากคำว่าเล็กน่ะเหรอ”

“ไม่ใช่” เธอส่ายหน้า ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ได้ยินเฟิงเยี่ยกล่าว

“เสี่ยวที่มาจากคำว่ารุ่งอรุณเหรอ”

เฝิงเสี่ยวเสี่ยวตะลึงงัน เงยหน้ามองเฟิงเยี่ยด้วยความประหลาดใจ แต่พอเห็นใบหน้าที่งดงามเกินไปของเขาก็รีบละสายตาออกอย่างรวดเร็ว เพียงพยักหน้าอย่างรีบร้อน ตอบเสียงเบาว่า “อื้ม เสี่ยวที่มาจากคำว่ารุ่งอรุณ”

“เฮ้อ คนฉลาดพอเอ่ยปากก็ต่างออกไปเลยจริงๆ” เจ้าอ้วนน้อยหัวเราะแหะแล้วกล่าวว่า “อย่างฉันก็คิดได้แค่เสี่ยวที่มาจากขนาด ฮ่าๆๆ”

เฝิงเสี่ยวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตาม “เสี่ยวที่มาจากขนาดก็ดีมากนะ จำนวนขีดน้อย เวลาเขียนชื่อจะได้เขียนขีดน้อยๆ ไงล่ะ”

“จริงด้วย ฉันคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ…”

เจ้าอ้วนน้อยฟังแล้วก็หัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปข้างหน้าต่อ

เธอย่างเท้าไปข้างหน้าตาม เดินไปทางประตูโรงเรียนภายใต้แสงสายัณห์

เฝิงเสี่ยวเสี่ยวกำช็อกโกแลตในมือไว้แน่น แม้จะยังคงรู้สึกเครียดนิดหน่อย แต่นักเรียนชายสองคนนี้ก็ขนาบข้างซ้ายขวาเธออย่างนี้ทำให้อารมณ์เธอผ่อนคลายลงบ้าง

ถูกบรรดานักเรียนชายเรียงแถวต้อนรับด้วยจุดประสงค์ร้าย สำหรับเธอแล้วการมาเรียนทุกวันในช่วงนี้ล้วนเป็นความทุกข์ทรมาน ใครจะรู้ว่าถึงกับมีจุดเปลี่ยนแบบนี้ปรากฏขึ้นมา

เธอสูดลมหายใจลึกๆ แอบมองเฟิงเยี่ยที่เดินอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนสายตากลับมาอย่างรีบร้อน

หมอนี่คิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะไปหาเขาให้มาเข้าเรียนเลิกเรียนเป็นเพื่อนทุกวันน่ะ

ฉันไม่ได้บ้าสักหน่อย

ขืนไปหาเขาให้มาเป็นเพื่อนเข้าเรียนเลิกเรียนทุกวันจริงๆ คนที่รังแกเธอพวกนั้นเกรงว่าคงเปลี่ยนจากนักเรียนชายโง่เง่ากลุ่มนั้นไปเป็นนักเรียนหญิงบ้าผู้ชายทั้งโรงเรียนแทนทันทีน่ะสิ นั่นมันไม่ใช่การออกจากปากเสือแล้วเข้าฝูงหมาป่าหรอกหรือไง

ความคิดนี้ทำให้เฝิงเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะแกนๆ ในใจ

แต่ในเมื่อเป็นอย่างนี้ มีคนยินดียืนอยู่ข้างเธอ อีกทั้งเป็นคนที่ทำให้เธอมีความสุขและเป็นคนฉลาด มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เมื่อก่อนเวลาเธอแนะนำชื่อของตัวเองจะมีแต่คนคิดถึงเสี่ยวที่มาจากคำว่ารับรู้ หรือไม่ก็เสี่ยวที่มาจากคำว่าอธิบาย ไม่เคยมีใครคิดว่าสามารถใช้เสี่ยวที่มาจากคำว่ารุ่งอรุณได้ ใช้คำว่ารุ่งอรุณนี้ฟังดูแล้วไพเราะมากจริงๆ

จะว่าไปการที่หน้าตาหล่อก็ไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย

แม้จะคิดอย่างนี้เธอก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะแอบถอยห่างจากเขานิดหน่อยและเดินเข้าไปใกล้เจ้าอ้วนน้อยมากขึ้นในระหว่างที่เดิน

ชีวิตช่างยากเหลือเกิน

ภายใต้แสงสายัณห์ เสียงพูดคุยหัวเราะของเจ้าอ้วนน้อยดังขึ้นมาอีกครั้ง เธอตอบรับเป็นครั้งคราว เพื่อนนักเรียนที่ทั้งสูงทั้งหล่อข้างๆ คนนั้นนานๆ ทีก็รับคำประโยคสองประโยค

ไม่ว่าอย่างไรพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันใหม่แน่นอน

เฝิงเสี่ยวเสี่ยวสูดลมหายใจลึกๆ และบอกกับตัวเอง

กองทัพมาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเขื่อนดินกั้น* ก็แล้วกัน…

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: