X
    Categories: คู่พันภพบรรจบรักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 3

ฟ้าสว่างแล้ว

แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องเหมือนอย่างเคยมาสิบห้าปี

เด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงหาวทีหนึ่งแล้วลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมาด้วยความอ่อนล้า แม้อยากจะหลับต่อสุดๆ แต่เขายังคงลงจากเตียงอย่างยอมรับในชะตากรรม เขาเปิดเพลงทำให้ภายในห้องเต็มไปด้วยจังหวะร็อกแอนด์โรลกระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่า

เขาฮัมเพลงพลางลุกขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องน้ำนอกห้อง ถือโอกาสล้างหน้าแปรงฟันไปด้วย

เพื่อให้ตนเองสามารถตื่นเต็มตาได้เร็วขึ้นหน่อย ไม่กี่เดือนก่อนเขาบ่มเพาะความเคยชินอย่างการอาบน้ำตอนเช้า ช่วงนี้ใบหน้ามีเม็ดสิวผุดขึ้นง่ายมาก วันนี้ตอนเช้าตรงจมูกก็มีสิวขนาดใหญ่เม็ดใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเม็ด บางครั้งแผ่นหลังก็จะมีสิวผุดขึ้นมาเหมือนกัน น่าหงุดหงิดจริงๆ

การอาบน้ำตอนเช้าทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว น้ำที่ไหลออกมาจากฝักบัวในตอนแรกจึงเย็นเฉียบทำให้เขาหนาวจนร้องโหยหวน ตื่นเต็มตาในทันใด

เวินติ้งฟางเริ่มอาบน้ำถูสบู่พลางร้องเพลงเก่าอมตะเพลงนั้นพร้อมกับเสียงดนตรีจังหวะหนักๆ อย่างตั้งใจมากยิ่งขึ้น

“ผมรักคุณ ทุ่มเทความจริงใจให้กับคุณ จะไม่มีทางเลื่อนลอย…คุณต้องคิดเผื่อผมอีกสักที ผมตัดสินใจจะรักคุณไปหมื่นปี…ผมจะรักคุณไปหมื่นปี ผมจะรักคุณไปหมื่นปี…ผมจะรักคุณไปหมื่นปี ผมจะรักคุณไปหมื่นปี…รัก~~ คุณ~~ รัก~~ คุณ~~~ โว้โว~~~~ รักคุณ~~~ โวโว้โว~~~~ ผมตัดสินใจจะรักคุณไปหมื่นปี!”

เขาอาบน้ำพลางโยกศีรษะหวีดร้องเสียงหลงไปจนจบเพลง สุดท้ายยังหยิบแปรงสีฟันมาเคาะอ่างล้างมือต่างไม้กลองอีกด้วย เก๊กท่าที่คิดเอาเองว่าหล่ออยู่หน้ากระจกแล้วก็ทำท่าจบ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพักหนึ่ง

แหกปากร้องเพลงปลุกสมองแต่เช้าแบบนี้สิถึงจะมีความสุข!

เขาล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยอย่างอารมณ์ดี แขวนผ้าขนหนูไว้ที่ราวแล้วถึงได้สวมเสื้อยืดกางเกงยีน สวมถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าๆ เช็กข้อความที่เถ้าแก่ส่งมาในโทรศัพท์มือถือแล้วไปเติมน้ำใส่กาที่ห้องครัว หยิบหมั่นโถวที่จูจูนึ่งไว้ในหม้อไฟฟ้าก่อนไปทำงาน ถึงได้แบกจักรยานที่วางไว้ตรงระเบียงลงไปชั้นล่าง

แม้ข้างนอกจะมีแสงแดด แต่เมื่อลมพัดมากลับหนาวเยือกจนทำให้เขาสั่นระริก แต่ในเมื่อต้องออกจากบ้านก็ต้องออกจากบ้านอยู่ดี

วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แม้จะไม่ต้องเรียนหนังสือ แต่เขายังคงต้องไปทำงาน

ตลอดทางตอนเขาขี่จักรยานผ่านถนนใหญ่ ตรอกเล็ก และผ่านโรงเรียนก็เห็นพวกนักเลงที่เคยรังแกเขาเมื่อก่อนกลุ่มนั้นรวมตัวกันอยู่ไกลๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก เขาตั้งใจเลี้ยวหนีก่อน อ้อมพวกที่ชอบก่อเรื่องกลุ่มนั้นไป

หลังจากเขาขึ้นมัธยมต้นได้เจอกับเถ้าแก่ผู้ทรงเกียรติ ได้วิธีหาเงินใหม่ก็ไม่ต้องเก็บขยะอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็โชคดีมากที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกับคนพวกนั้น แต่ลดเรื่องยุ่งยากลงไปสักเรื่องก็ยิ่งดี หากเลี่ยงได้แน่นอนว่าก็ต้องเลี่ยง

หลังออกจากตรอกเขาเลี้ยวจักรยานขึ้นไปบนสันเขื่อน ข้ามสะพาน ทะลุผ่านเขตถนนหลายบล็อก จากนั้นก็ขี่เลาะขึ้นเนินที่ได้รับการขนานนามว่ากระดูกสันหลังมารร้ายนั้นต่อไป ตอนที่เพิ่งเริ่มขี่ผ่านเส้นทางระยะนี้เขาขี่ไปได้ไม่กี่เมตรก็ต้องลงมาจูงจักรยานเดิน ผ่านไปหลายเดือนกว่าจะมีวิธีขี่ไปจนตลอดรอดฝั่งได้ ครั้งนั้นตอนที่ขี่รอดเป็นครั้งแรก แต่เขาก็ล้มตัวนอนลงข้างทางทันที แถมยังมีคนที่ผ่านทางมานึกว่าเขาเป็นลม เกือบช่วยเรียกรถพยาบาลให้แล้ว

แม้ตอนที่ขี่ไปได้ครึ่งทางเขาจะรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองจวนจะระเบิดอยู่รอมร่อ แต่เมื่อขี่ไปจนถึงยอดเนินแล้วก็รู้สึกทั้งสาแก่ใจและรู้สึกถึงความสำเร็จมากจริงๆ

ระหว่างขี่ไปจนถึงเนินลาดชัน เขาเปลี่ยนมาเป็นยืนขี่ แบบนี้ค่อนข้างทุ่นแรง แต่เมื่อขึ้นถึงยอดก็ยังหอบหายใจจนหน้าดำหน้าแดงอยู่ดี ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะยกมือสองข้างขึ้นมา ทำท่าทางคว้าชัยชนะเมื่อแตะถึงเส้นชัย จากนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความดีใจ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป

จริงๆ แล้วเขาจะโดยสารรถสาธารณะก็ได้ แต่ขี่จักรยานไม่กี่กิโลเมตรนี้ทุกวันก็สามารถประหยัดเงินค่าตั๋วรถสาธารณะได้ ทั้งยังช่วยให้เขาลดความอ้วนได้ด้วย ช่วยได้ไม่มากก็น้อยแหละนะ

หลังจากอ้อมไปอ้อมมาเขาก็เลี้ยวเข้าไปในเขตชุมชนเก่าแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นเขตชุมชนเก่า แต่ที่นี่ไม่ได้มีอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อและก็ไม่ได้มีตึกสูงอาคารใหญ่ด้วย มีเพียงบ้านชั้นเดียวลานเดียวประตูเดียว แต่ละครัวเรือนของที่นี่ล้วนมีลานไม่หน้าบ้านก็หลังบ้าน ลานกว้างแบบนั้นสามารถปลูกต้นไม้ได้ ข้างในไม่เพียงแต่ปลูกต้นไม้เท่านั้น ยังปลูกดอกไม้นานาพันธุ์อีกด้วย และทุกครัวเรือนล้วนจัดการเก็บกวาดกันอย่างสะอาดสะอ้าน

ตอนมาที่นี่ครั้งแรกเขาก็รู้แล้วว่าคนที่นี่นั้นรวยมาก ต่างจากพวกคนรวยที่พักอาศัยในตึกใหญ่หรูหราในเมืองพวกนั้น คนของเขตนี้แม้จะมีเงิน แต่กลับถ่อมตัวกันมาก ไม่วางอำนาจบาตรใหญ่

เขาขี่จักรยานไปจนสุดถนน หยุดตรงหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งแล้วโบกมือให้กล้องที่อยู่เหนือประตูใหญ่

ประตูใหญ่เปิดอัตโนมัติ เขาขี่จักรยานเข้าประตูไปจอดไว้ข้างนอกโรงรถ จากนั้นก็เปิดประตูห้องเก็บอุปกรณ์ หยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาแล้วเริ่มกวาดใบไม้ที่ร่วงอยู่ในลานบ้าน เขาเพิ่งกวาดเสร็จก็มีเสียงข้อความดังติ๊งทีหนึ่งมาจากโทรศัพท์มือถือ เตือนเรื่องสถานที่ทำงานถัดไป

เขาเทใบไม้แห้งใส่ถังขยะอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขี่จักรยานไปยังคฤหาสน์เก่าแก่อีกหลังหนึ่งเพื่อช่วยล้างรถ

เจ้าของบ้านหลังนี้เป็นคู่สามีภรรยาชราคู่หนึ่ง ไม่กี่ปีก่อนคุณย่าล้มจึงบาดเจ็บที่เท้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้หายขาด บางครั้งจะให้คนมาช่วยวิ่งงาน คุณปู่เป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนมาก คุณย่าเองก็เป็นกันเองมากเช่นกัน

คนชราทั้งสองปฏิบัติต่อเขาอย่างดี หลังจากที่เขามาหลายครั้งถึงได้รู้ว่าคุณปู่กับคุณย่าล้วนเป็นศาสตราจารย์ที่เกษียณแล้ว หนังสือในบ้านกองเป็นภูเขา ก่อนหน้านี้คุณปู่ยังให้ยืมหนังสือตั้งหลายเล่ม พวกท่านถึงขั้นไม่ถือสาที่เขาจะกินหมั่นโถวไปพลางทำการบ้านไปพลางในบ้าน ตอนคุณปู่อารมณ์ดียังคอยสอนภาษาอังกฤษเขาด้วย

เวินติ้งฟางล้างรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากเช็ดรถจนสะอาดภายใต้การชี้นำของคุณย่าก็ช่วยทำลาซานญ่าถาดหนึ่ง คุณย่าแบ่งให้เขาชุดหนึ่งเหมือนอย่างเคย อยากให้เขานั่งกินด้วยกันที่ห้องอาหารจนหมด

เขาทำตามอย่างไม่เกรงใจ มีให้กินแน่นอนว่าต้องกิน มีหนึ่งมื้อก็หนึ่งมื้อ

หลังจากมื้ออาหารเขาก็ไม่ลืมที่จะล้างจาน แล้วนำลาซานญ่าที่เย็นแล้วอีกสองชุดใส่ไว้ในตู้เย็น

อันที่จริงคุณปู่กับคุณย่าไม่ได้ต้องการให้เขาช่วย เขารู้ว่าพวกท่านจ้างผู้ช่วยคนอื่นไว้ด้วย ตอนเย็นจะมาช่วยทำอาหาร แต่เขาไม่เคยทำลายความหวังดีของคนชราที่ให้อาหารเขา

ก่อนจากไปเขาช่วยชงชาร้อนกาหนึ่งให้คนชราทั้งสองที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ คุณย่ากล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มบาง คุณปู่สวมแว่นตากรอบทองหลุบตาอ่านหนังสือ ไม่มองเขาเลยสักแวบ แต่หากพินิจดูให้ละเอียดก็จะพบว่าอันที่จริงท่านหลับไปแล้ว เขาไม่อยากรบกวนไปมากกว่านี้จึงล่าถอยออกไปเงียบๆ

เวลาบ่ายโมง เพราะเป็นช่วงกลางวันอีกทั้งเป็นเขตที่พักอาศัย บวกกับช่วงอากาศเปลี่ยนใกล้เข้ามาแล้ว ลมหนาวพัดหวีดหวิวทำให้บนถนนแทบไม่มีคน ทุกคนล้วนหลบสายลมหนาวเหน็บอยู่ในบ้าน

เวินติ้งฟางคร่อมจักรยานขี่ทะลุถนนผ่านตรอก เตรียมมุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำงานถัดไป ทว่าโทรศัพท์มือถือกลับมีเสียงริงโทนสายเรียกเข้าที่ตั้งไว้โดยเฉพาะดังขึ้นมาในเวลานี้

พอได้ยินเสียงริงโทน หนังศีรษะก็พลันชาหนึบ เขาแทบจะกดมันทิ้งด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบอัตโนมัติ

“อ๊าก!” บ้าชะมัด เขาบังเอิญกดมันทิ้งไปแล้วจริงๆ

เวินติ้งฟางจ้องโทรศัพท์มือถือในมือ คิดในใจว่าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ได้ไหมนะ

โทรศัพท์มือถือพลันดังขึ้นมาอีกครั้ง

Shit!

เขาตกใจจนเกือบจะโยนโทรศัพท์มือถือทิ้ง แต่หลังจากมือสั่นเทาอยู่สักพักก็คิดได้ว่าโทรศัพท์มือถือแพงมาก จึงสงบสติและกำโทรศัพท์มือถือไว้อย่างยอมรับชะตากรรมแล้วรับสายโทรศัพท์นั้น

“ฮัลโหล”

“นายตัดสายฉันเหรอ” เสียงอันเยือกเย็นของผู้หญิงดังขึ้นข้างหูทันใด

ไม่รับซะเลยดีไหมเนี่ย ต้องวางสายยังไงนะ

แต่เพราะเขาเป็นจอมขี้ขลาด ดังนั้นจึงเพียงแค่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มแกนๆ “เปล่า…ฉันจะกล้าได้ยังไง ฉันขี่จักรยานอยู่ ตอนกำลังจะรับสายบังเอิญไปกดโดนเข้า”

“พิซซ่า เค้ก ไก่ทอด เดี๋ยวนี้เลย”

เสียงเย็นชาของผู้หญิงดังขึ้นเพื่อสั่งอาหาร จากนั้นก็วางสายโดยไม่ทักทายกันสักคำ

“พี่สาว ฉันไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ตนะ แถมตอนนี้ร้านฟาสต์ฟู้ดก็มีพนักงานดีลิเวอรี่หมดแล้วไม่ใช่เหรอ เธอโทรสั่งอาหารก็ได้แล้วนี่”

เขาบ่นพึมพำ แต่คำพูดพรรค์นี้เขากล้าพูดแค่ตอนที่สัญญาณตัดไปแล้วเท่านั้น

เด็กหนุ่มยกมุมปากยิ้มแห้งแล้วเก็บโทรศัพท์มือถืออย่างยอมรับในชะตากรรม ไปจัดการอาหารที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการท่ามกลางลมหนาว

สามนาทีหลังจากนั้นเขาก็ได้อาหารที่ไปซื้อตรงถนนมา ขี่จักรยานไปโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่อย่างกระหืดกระหอบ โรงเรียนมัธยมต้นแห่งนี้อยู่ริมแม่น้ำ หลังจากข้ามสะพานแล้วเขาขี่ไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงที่หมาย ผ่านสนามกีฬาไปอีกก็เป็นสันเขื่อน อันที่จริงทิวทัศน์ก็ถือว่าไม่เลวเลย ปกติคนมากมายจะมาออกกำลังกายกันบนสันเขื่อน แต่เพราะเป็นฤดูหนาวและกำลังมีลมพัด อากาศหนาวแทบตายขนาดนี้ ทุกคนต่างหนีไปหลบลมหนาวกันในบ้าน ดังนั้นบนสันเขื่อนจึงไม่มีใครเลยสักคน

เวินติ้งฟางจอดจักรยานไว้ใต้ร่มไม้ หิ้วอาหารเต็มสองมือ หลบคุณลุงภารโรงที่กำลังสัปหงกอยู่ในห้องควบคุมก่อนจะปีนขึ้นบันไดไป

เมื่อผู้หญิงคนนั้นไม่ได้บอกว่าเธออยู่ที่ไหน ปกติก็จะให้เขาไปหาที่โรงเรียน เวลามีคาบเรียนก็ขึ้นไปบนดาดฟ้า เวลาไม่มีคาบเรียนก็จะอยู่ในห้องเรียน

เขาขึ้นไปยังห้องที่ตัวเองเรียนที่ชั้นสี่ก็เห็นผู้หญิงที่สวยเหมือนนางฟ้า แต่น่ากลัวสุดๆ คนนั้นอย่างที่คิด เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีดำกับกางเกงขาสั้นสีขาวอย่างไม่กลัวหนาวเลยสักนิด นั่งขัดสมาธิอยู่บนโต๊ะของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา ในมือถือกล้องส่องทางไกลที่ไม่รู้เอามาจากไหนวางอยู่บนใบหน้าที่เรียวเหมือนเมล็ดแตงของเธอ กำลังมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่อยู่ไกลๆ

กระทั่งเขาเดินไปยังข้างกายเธอถึงได้หยุดยืนแล้วหอบหายใจ แต่ถ้าไม่ได้รับการอนุญาตจากเธอ เขายังไม่กล้าวางไก่ทอด พิซซ่า และเค้กที่อยู่ในมืออยู่ดี

อาหลิงก็ไม่ได้หันหน้ากลับมา จ้องมองอยู่สักพักกว่าจะวางกล้องส่องทางไกลลงแล้วหันศีรษะมา

“นายยืนบื้ออยู่ทำไม วางของลงสิ”

เธอขมวดคิ้วเรียวพลางกล่าวอย่างเย็นชา

พอเขาได้ยินจึงวางอาหารลงบนโต๊ะของเพื่อนที่อยู่ด้านข้าง

เธอไม่ได้ลงจากโต๊ะ เพียงเปิดพิซซ่ากล่องใหญ่นั่นแล้วเริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม เห็นท่าทางของเธอที่ราวกับผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด เขาก็รีบเปิดไก่ทอดถังนั้นทันที

มือหนึ่งของเธอคว้าน่องไก่ขึ้นมากัดคำโต ตามด้วยพิซซ่าคำหนึ่ง ไม่กี่นาทีไก่ทอดกับพิซซ่าที่เขาซื้อมาก็ถูกเธอกินหมดไปแล้วกว่าครึ่ง จากนั้นความเร็วของเธอจึงค่อยๆ ช้าลง

พูดจริงๆ นะ ถึงเขาเองจะกินจุเหมือนกัน แต่เทียบกับเธอแล้ว…เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ

อาหลิงกินไปได้ราวๆ หนึ่งในสามส่วนถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “นายกินมาแล้ว?”

เขาพยักหน้า “เพิ่งกินมาจากบ้านอาจารย์ ลาซานญ่าอบน่ะ”

เธอได้ยินดังนั้นก็เพียงถามว่า “อร่อยไหม”

“อร่อย” เขาพยักหน้าอีกครั้ง เพิ่งคิดได้ว่าเธออยากกินหรือเปล่า จึงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเธอแวบหนึ่งแล้วพูดเสริม “แต่ฉันเอามาด้วยไม่ได้หรอกนะ”

เธอช้อนดวงตาสวยขึ้นมาแล้วจ้องเขาอย่างเย็นเยือก

“นั่นเป็นของที่บ้านอาจารย์ไม่ใช่…ของที่ซื้อมาจากร้าน…ฮ่าๆ…” ภายใต้สายตาจับจ้องอันเยือกเย็นของเธอ เวินติ้งฟางยิ่งพูดเสียงยิ่งเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายยังคงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ สองที จากนั้นก็ได้แต่พูดเสริมภายใต้การกดดันของเธอ “ถ้าเธออยากกินคราวหน้าฉันทำให้เธอกินได้นะ อาจารย์ย่าสอนฉันแล้วล่ะว่าทำยังไง”

อาหลิงได้ยินดังนั้นถึงค่อยเคลื่อนดวงตาที่ทั้งสวยและน่ากลัวคู่นั้นกลับไปยังน่องไก่ในมือ กัดอย่างแรงอีกคำหนึ่งแล้วหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมา มองตรวจสอบไปยังที่ไกลๆ แห่งหนึ่งต่อไป

เวินติ้งฟางไม่กล้าพูดมากอีก เพียงยืนอย่างเชื่องๆ แม้จะสงสัยเป็นอย่างมากว่าเธอกำลังมองอะไรอยู่กันแน่ แต่สองปีมานี้เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแอบมองอยู่ตรงห้องเรียนของเขาทางนี้เท่านั้น แต่ยังทำอะไรแบบนี้ในที่อื่นๆ อีก และเวลาก็ไม่แน่ไม่นอนอีกด้วย มีหลายครั้งเวลาที่เธอผละจากไป เขาหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาแอบดูก็ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเป้าหมายของเธอคือตรงไหน

จากที่นั่งของเขามองออกไปเป็นสนามกีฬา สันเขื่อน จากนั้นก็เป็นเมืองของฝั่งตรงข้าม เพราะฝั่งหนึ่งของโรงเรียนแม้จะติดแม่น้ำ แต่อีกฝั่งหนึ่งกลับติดภูเขา ทำเลตรงนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นได้แทบจะครึ่งเมือง

ทอดสายตามองไปก็จะเห็นตั้งแต่บ้านชั้นเดียว ทาวน์โฮม อพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงอาคารสูงใหญ่และตึกระฟ้าที่สร้างใหม่ล้วนมีทั้งสิ้น นับดูผ่านๆ ก็น่าจะเจอมากกว่าพันช่องหน้าต่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่มาออกกำลังกายและเดินอยู่บนสันเขื่อนหรือบนถนน

และในขณะนี้เองโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง เวินติ้งฟางรีบหยิบออกมาดู

“ใครโทรหานาย”

“เถ้าแก่ฉัน” เขาตอบโดยไม่ต้องคิด “ตอนบ่ายฉันยังมีงานอีก”

อาหลิงกล่าวโดยไม่หันหน้ากลับไป “จะไปก็รีบไป”

เขาไร้คำพูดไปชั่วขณะ ได้แต่ตอบรับด้วยรอยยิ้มแห้ง “อ้อ ได้” พูดจบก็หมุนตัวหมายจะจากไป แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเธอเอ่ยเรียก

“นี่!”

เขาหันหน้ากลับมาก็เห็นเธอวางกล้องส่องทางไกลลง หันมามองแล้วถามว่า “นายบอกว่านายกำลังช่วยวิ่งงาน?”

“ใช่”

“อีกฝ่ายให้ค่าแรงนายเท่าไร”

“ชั่วโมงละสองร้อย”

“นายเลิกงานแล้วบอกฉันหน่อยนะ”

“หา?” เขามองเธออย่างงุนงง

“เลิกงานแล้วโทรหาฉัน” เธอกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ฉันให้นายสี่ร้อย”

“สี่ร้อย?” เขาตื่นตกใจ หลุดปากถาม “จะให้ทำอะไร”

“เอาเป็นว่าไม่ได้ให้นายทำเรื่องผิดกฎหมายแล้วกัน” เธอกล่าวอย่างเรียบเฉย “จะมาไม่มาก็ตามใจนาย”

เวินติ้งฟางเหม่อมองเธอ หลังจากนั้นสักพักก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้าอีกครั้ง “อ้อ ได้”

อาหลิงไม่ได้รอให้เขาตอบ เธอหันหน้ากลับไปนานแล้ว ลอบมองที่มุมหนึ่งของเมืองนี้อีกครั้ง

เขามองแผ่นหลังของเธอ แทบอดไม่ไหวอยากจะเอ่ยปากถามให้กระจ่างสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังคงปิดปากแล้วหมุนตัวเดินลงไปชั้นล่าง

 

เมื่อเขาขึ้นคร่อมจักรยานแล้วขี่ขึ้นไปยังสันเขื่อน เงยหน้ามองยังสามารถเห็นได้ลิบๆ ว่าอาหลิงกำลังนั่งถ้ำมองไปข้างนอกอยู่ริมหน้าต่าง

กำลังดูอะไรกันแน่เนี่ย

คน? ปีศาจ?

เขาคิดอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย แต่พูดจริงๆ เขาไม่มีเวลาและก็ไม่สามารถยุ่งเรื่องของคนอื่นไปมากกว่านี้ได้ บอกตามตรงแม้แต่ตัวเขาเองทำไมถึงถูกอาหลิงใช้ให้ไปทำเรื่องพวกนี้ เขาก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เขาจำได้แค่ว่าก่อนหน้านี้มักจะเห็นเธอลับๆ ล่อๆ อยู่บนดาดฟ้าโรงเรียนบ่อยๆ เพราะความสนใจใคร่รู้ชั่วขณะ บวกกับเขาเป็นห่วงว่าเธอมีปัญหากับครอบครัวแล้วจะคิดสั้น ดังนั้นจึงวิ่งขึ้นไปตรวจสอบดู

ผลปรากฏว่าเมื่อเขาได้สติกลับมาเธอก็โทรเข้าโทรศัพท์มือถือแล้วใช้ให้ไปซื้ออาหารเป็นประจำ ทั้งๆ ที่ไม่เคยบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือของตัวเองกับเธอเลย เขามั่นใจมากว่าไม่เคยบอก แต่พอนึกได้ว่าบนโลกนี้มีปีศาจจริงๆ ผู้หญิงคนนี้มีพลังเวทขจัดปีศาจจริงๆ เพื่อรักษาชีวิต เขายังคงเพิ่มเบอร์โทรศัพท์มือถือของเธอเข้าไปในรายชื่อผู้ติดต่อ ทั้งยังตั้งค่าเป็นคีย์ลัดเผื่อฉุกเฉิน

เมื่อก่อนอาหลิงเรียกใช้เขาวิ่งงานไม่ได้ให้เงินเลย ตอนนี้กลับจะจ่ายเงินให้?

แม้เธอจะบอกว่าไม่มีทางใช้ให้เขาไปทำเรื่องผิดกฎหมาย แต่คิดๆ ดูแล้วก็ยังคงรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

เฮ้ เดี๋ยวนะ คงไม่ได้ให้ฉันไปเป็นเหยื่อล่อปีศาจหรอกนะ?

ไม่หรอกมั้ง

ควรโทรหาเสี่ยวเยี่ย บอกไว้สักหน่อยเผื่อฉุกเฉินดีไหมนะ

เพราะรู้สึกว่าโง่เง่านิดหน่อย สุดท้ายเวินติ้งฟางก็ไม่ได้โทรหาเพื่อนสนิทอยู่ดี

ตอนที่เลิกงานแล้วโทรหาผู้หญิงคนนั้นก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว เดิมทีเขานึกว่าเธอจะล้มเลิกไปแล้ว ใครจะรู้ว่าเธอยังคงเรียกให้เขานั่งรถไฟฟ้าไปยังอีกฟากของเมือง

เขาไปถึงอย่างเร่งรีบ อาหลิงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วยืนอยู่นอกประตูซูเปอร์มาร์เก็ตร้านหนึ่งตรงทางออก ลมหนาวพัดหวีดหวิว แม้จะเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นกางเกงขายาวสีดำ เปลี่ยนจากเสื้อยืดแขนสั้นสีดำเป็นเสื้อไหมพรมบางๆ สีครีม แต่เทียบกับคนอื่นแล้วเธอดูใส่เสื้อผ้าบางกว่าคนอื่นและสะดุดตามาก

“หวัดดี” พอเห็นเธอ เขาก็ทักทายอย่างตื่นเต้น

อาหลิงไม่ได้ตอบ เพียงเอาบัตรที่ใช้โดยสารรถสาธารณะได้และภาพถ่ายผู้ชายใบหนึ่งให้เขา เขาตะลึงงัน เพียงได้ยินเธอพูดว่า

“ฉันเติมเงินในบัตรแล้ว” เธอบอกเขา “อีกเดี๋ยวผู้ชายที่ใส่แว่นตาคนนี้จะออกมาจากตึกใหญ่ที่อยู่ข้างหน้านั่น นายตามเขาไป หลังจากแน่ใจแล้วว่าเขาขึ้นรถก็โทรบอกฉันว่ารถที่เขานั่งเที่ยวไหน กี่โมงกี่นาที”

“เอ๋?” เขามึนงงครู่หนึ่ง “เธอจะให้ฉันสะกดรอยตามคนคนนี้เหรอ”

เธอมองเขาอย่างเยือกเย็น “นายมีปัญหา?”

เขากล้ามีเสียที่ไหน แต่เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย เขายังคงอดไม่ได้ที่จะถามซักไซ้ “เขาเป็นปีศาจหรือเปล่า”

“ไม่ใช่” เธอกล่าวอย่างอารมณ์เสีย “เขาเป็นมนุษย์ ฉันแค่จำเป็นต้องยืนยันเวลาที่เขาขึ้นรถ…”

สิ้นเสียงอาหลิง โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เธอดูเบอร์สายเรียกเข้าแวบหนึ่ง ก่อนจะรับสายแล้วก็เผยรอยยิ้มสดใสที่ทั้งหวานหยาดเยิ้มและน่ารักสุดๆ ออกมาในชั่วพริบตา

“ชิวสุ่ยเหรอ หาหนังสือที่เธอต้องการเจอหรือยัง ดีจังเลย ฉันบอกแล้วไงว่าร้านหนังสือมือสองร้านนั้นมีหนังสือฉบับลิมิเต็ดเล่มนั้นขาย เธอจะกลับมาแล้วเหรอ ฉันก็ใกล้เลิกงานแล้วเหมือนกัน”

เพราะไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้ยิ้มมาก่อน เวินติ้งฟางถึงกับเบิกตากว้าง เธอถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง จากนั้นเขาก็เห็นเธอช้อนตาขึ้นมาอย่างระแวดระวัง วินาทีต่อมาเธอก็ปิดโทรศัพท์มือถือไว้แล้วทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง

“ออกมาแล้ว ตามเขาให้ดี”

เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปด้วยฝีเท้าเร็วรี่

เด็กหนุ่มยังคงยืนงงครู่หนึ่ง เขาถือภาพถ่ายแล้วรีบหันหน้าไปตรวจสอบดูผู้ชายคนนั้นว่าอยู่ตรงไหน แต่บนถนนมีผู้ชายที่สวมแว่นตาเยอะแยะมากมายขนาดนั้น เขาหาตัวไม่เจอในแวบแรกหรอก โชคดีที่โทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นมาในเวลานี้ พอเห็นว่าเป็นอาหลิง เขาก็รีบรับสาย

“อยู่ทางซ้ายของนาย เขาเดินไปแล้ว” เธอเอ่ยอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง “สวมแว่นตา ในมือถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสีดำนั่น”

เวินติ้งฟางรีบเงยหน้าพลางถาม “พี่สาว คนที่สวมแว่นตาถือกระเป๋านี่เต็มถนนเลยนะ เขาสูงเท่าไร สวมเสื้อผ้าแบบไหน”

“ประมาณร้อยแปดสิบ สูทสีดำ”

ร้อยแปดสิบนี่สูงมากนะ เขาทอดสายตามองไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เห็นคนที่ตัวสูงสวมสูทคนหนึ่งจึงรีบตามไป เพื่อความแน่ใจเขาตั้งใจวิ่งไปอยู่ข้างหน้าเยื้องๆ ผู้ชายคนนั้นแล้วหันไปมองแวบหนึ่ง เทียบกับภาพถ่ายที่อยู่ในมือครู่หนึ่ง

“หาเจอแล้ว” เขาถือโทรศัพท์มือถือพลางเอ่ยถาม “คนที่ผูกเนกไทสีน้ำเงินนั่นใช่ไหม”

“ใช่” ผู้หญิงที่อยู่ในสายพรูลมหายใจแล้วสั่งว่า “นายตามเขาให้ดี เก็บภาพถ่ายไว้ อย่าเพิ่งวางสาย ขึ้นรถก็บอกฉัน”

“อื้อ” เขาเก็บภาพถ่ายไว้ในกระเป๋ากางเกง ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงแล้วเดินตามหลังผู้ชายคนนั้น จากนั้นก็อดถามไม่ได้ “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร แฟนเธอเหรอ”

“ไม่ใช่” อาหลิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “นายอย่าพูดจาไร้สาระมากได้ไหม”

เวินติ้งฟางเงียบปากทันที ทางหนึ่งเดินตามผู้ชายคนนั้น ทางหนึ่งกลับได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวดังมาจากปลายสาย แม้จะมีเสียงแตรรถด้วย แต่ฟังดูรู้สึกว่าไกลนิดหน่อย วินาทีต่อมาเขาก็เข้าใจในทันใด ก่อนจะหลุดปากถามด้วยความตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัว

“เธอกำลังเหาะอยู่เหรอ เธอเหาะอยู่สินะ!”

“หุบปาก นายเบาเสียงหน่อย!” เสียงตะคอกอย่างเดือดดาลดังมา จากนั้นอาหลิงก็เอ่ยปากถาม “เขาถึงไหนแล้ว ซื้อตั๋วหรือยัง”

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้แวะที่ไหน ตรงไปซื้อตั๋วและเดินไปยังชานชาลารถไฟฟ้าทันที

“ซื้อตั๋วเสร็จ ถึงชานชาลาแล้ว” เวินติ้งฟางขาสั้น ได้แต่วิ่งเหยาะๆ ตามไปพลางล้วงบัตรออกมาสแกนผ่านเข้าสถานี เขาเพิ่งพูดจบก็ได้ยินอาหลิงใช้เสียงที่หวานหยดและน่ารักสุดๆ เอ่ยว่า “เดี๋ยวดูหนังอยากกินอะไร ฉันจะเอาเข้าไปด้วย”

“ฮะ? ดูหนัง?” พอได้ยินว่ามีของกิน เขาจึงรีบตอบทันที “ฉันอยากกินไก่ทอด ไส้กรอกข้าว ข้าวเกรียบกุ้ง กับลูกชิ้น แล้วก็ชานมไข่มุกแก้วใหญ่ หวานห้าสิบเปอร์เซ็นต์ น้ำแข็งน้อย…”

“ฉันไม่ได้กำลังพูดกับนาย” ผู้หญิงคนนั้นกัดฟันกรอดถามว่า “เขาขึ้นรถหรือยัง”

“อ้อ” ที่แท้ไม่ได้ถามฉัน ทำให้ฉันรอเก้อ เวินติ้งฟางชำเลืองมองผู้ชายคนนั้นแวบหนึ่งแล้วตอบอย่างเชื่องๆ ว่า “ยัง กำลังต่อแถว อ๊ะ เดี๋ยวก่อน รถมาแล้ว เขาจะขึ้นรถแล้ว” เขาลดโทรศัพท์มือถือลง ก้มดูเวลาในโทรศัพท์ก่อนจะยกกลับไปวางไว้ข้างหูพลางเอ่ยว่า “ตอนนี้เก้าโมงสี่สิบ”

“นายตามไปซิ”

“เอ๋?”

“รีบตามไป” เธอกล่าวอย่างเร่งรีบ “ไปยืนข้างๆ เขา”

เวินติ้งฟางยกเท้ารีบตามขึ้นรถไฟฟ้าไป แต่รถไฟฟ้าเที่ยวนี้คนเยอะมาก พอผู้ชายคนนั้นขึ้นไปแล้วเห็นว่ามีที่นั่งก็นั่งลง

เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างตื่นเต้น “เขานั่งลงแล้ว”

“ข้างๆ ยังมีที่ว่างไหม ถ้ามีก็รีบไปจองที่นั่งนั่นไว้!”

“มีสิ อะไรนะ”

“รีบไปนั่งข้างเขา!” เธอกล่าวอย่างร้อนใจ “ถ้าแย่งที่นั่งได้ฉันจะเพิ่มเงินให้นายพันหนึ่ง!”

พอได้ยินว่าเธอจะเพิ่มเงินให้ เขาก็รีบพุ่งไปข้างหน้าทันที เบียดไปจนถึงข้างๆ ผู้ชายคนนั้นแล้วหย่อนก้นลงนั่งในวินาทีสุดท้าย เพราะนั่งอย่างรีบร้อนเกินไป ทั้งยังเบียดเจ้าหมอนั่นไปทีหนึ่ง เขารีบผงกศีรษะกล่าวขอโทษ

“ขอโทษครับ ขอโทษๆ…”

ผู้ชายคนนั้นเพียงยื่นมือมาทางเขา ผงกศีรษะเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็หลับตาเพื่อพักสายตา ไม่ได้มองเขาอีก

เวินติ้งฟางถือโทรศัพท์มือถือ ตื่นเต้นจนเหงื่อออก เอ่ยกับอาหลิงเสียงเบา “เอ่อ…คือว่า…”

“นายนั่งหรือยัง แย่งที่นั่งได้แล้วหรือยัง”

“อืมๆ” เขายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

“ดีมาก” ผู้หญิงคนนั้นพรูลมหายใจแล้วเอ่ยว่า “นายนั่งเรียบร้อยแล้วก็วางสายเถอะ เดี๋ยวฉันจะโทรหาอีกที” พูดจบเธอก็วางสายไป

เด็กหนุ่มลดโทรศัพท์มือถือลงแล้วมองแวบหนึ่งด้วยความสงสัยเต็มอก ไม่รู้ว่าเธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่ แต่ในเมื่อเธอบอกว่าเดี๋ยวจะโทรหาเขา งั้นก็ทำได้แค่รอแล้ว

เขากลัวว่าจะพลาดสายโทรเข้าจากเธอจึงไม่กล้าเก็บโทรศัพท์มือถือ ยังคงถือไว้ในมือ ทางหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ชายที่เธอใช้ให้เขาสะกดรอยตามซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

ผู้ชายคนนี้หน้าตาไม่ได้หล่อ แต่เครื่องหน้าทั้งห้าเข้าที่ แต่งตัวสะอาดสะอ้าน และก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเหงื่อแต่อย่างใด ท่าทางเหมือนพนักงานออฟฟิศระดับสูง แต่ว่าดูๆ แล้วก็ไม่ใช่พวกอ่อนปวกเปียกประเภทนั้น เมื่อมองให้ละเอียดอีกครั้ง อันที่จริงเจ้าหมอนี่รูปร่างดีมาก ใต้ชุดสูทน่าจะมีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง

แม้อาหลิงจะบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นแฟนของเธอ แต่ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนที่เธอแอบรักก็ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมต้องหาคนมาสะกดรอยตามด้วยล่ะ

จะว่าไปแล้ว…เวินติ้งฟางมองครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าอาหลิงตาแหลมมาก คนที่หน้าตาหล่อย่อมเป็นที่หมายปอง หน้าตางดงามเกินไปเหมือนเสี่ยวเยี่ยกลับสร้างความยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าพอดูดีเหมือนเจ้าคนที่อยู่ข้างๆ นี่ก็ไม่เลวทีเดียว

รถไฟฟ้าผ่านไปสถานีแล้วสถานีเล่า เมื่อถึงสถานีที่สาม จู่ๆ ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว นั่งตัวตรงขึ้นมา

เวินติ้งฟางตะลึงงัน เพียงเห็นผู้ชายที่เดิมทีหลับตาพักผ่อนกลับลืมตาขึ้นมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มือใหญ่คู่หนึ่งกุมประสานไว้หน้าลำตัว สองตาจ้องมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ตอนแรกเวินติ้งฟางยังนึกว่าผู้ชายคนนี้รู้จักเธอ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่ใส่หูฟัง จับห่วงพลางอ่านนิยายเล่มหนึ่ง

ทันใดนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเวินติ้งฟางก็ดังขึ้น เขารีบรับสาย

“ฮัลโหล”

“นายอย่าจ้องเขา”

เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้นก็ละสายตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองซ้ายแลขวา “เดี๋ยวนะ เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังทำอะไร เธออยู่ไหน เธออยู่บนรถเหรอ”

อาหลิงไม่ได้ตอบเขา เพียงกล่าวว่า “เดี๋ยวตอนถึงสถานีนายก็ออกจากรถ สละที่นั่งให้ผู้หญิงคนนั้น”

“ผู้หญิงคนนะ…”

“คนที่ผมยาวถักเปีย สวมรองเท้าลายดอกเล็กๆ ถือถุงผ้าลายดอกกำลังอ่านนิยายคนนั้น”

เขาได้ยินดังนั้นไม่ต้องให้เธอพูดมากไปกว่านี้ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหมายถึงคนไหน ก็คือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผู้ชายคนข้างๆ นั่นเอง

“คนมากมายขนาดนั้น ไม่แน่ว่าฉันจะทำตามที่เธอบอกได้สักหน่อย…”

“สถานีต่อไปเป็นสถานีใหญ่ คนจะเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าที่นั่นกันเยอะ” อาหลิงกล่าวด้วยความอดทน “เธอเดินมาทั้งวันแล้ว ถ้าเห็นว่ามีที่นั่งเธอก็จะนั่ง”

“อ้อ” เขาตอบพลางมองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็เห็นว่าอาหลิงยืนอยู่ในตู้โดยสารข้างๆ หลบอยู่ข้างประตูแล้วจ้องเขาอยู่ และเสื้อผ้าบนตัวก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไร นอกจากมีเสื้อคลุมเพิ่มขึ้นมาแล้ว บนศีรษะยังสวมหมวกแก๊ปใบหนึ่งอีกด้วย ในหูใส่หูฟังเอาไว้ บนสายหูฟังยังมีไมโครโฟนในตัว

“อย่ามองมาทางฉัน”

อาหลิงจับไมโครโฟนในตัวนั้นมาไว้ข้างปาก พูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็รีบดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผู้ชายกับผู้หญิงคนนั้นอีกแวบหนึ่ง

ผู้ชายคนนั้นยังคงหลุบตาแต่ใบหน้าซีดเหลือเกิน ซีดจนเขายังนึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นลมแล้ว

“เขาดูเหมือนใกล้จะเป็นลมนะ” เวินติ้งฟางพูดอีกครั้งเสียงเบา “ฉันว่าเขาดูเหมือนจะไม่ได้หายใจ”

“บอกนายแล้วไงว่าอย่าจ้องเขา! แล้วนายก็อย่าพูดมั่วซั่วอีก!” เสียงเดือดดาลของอาหลิงดังขึ้นมาอีกครั้ง “เขาไม่เป็นลมหรอก นายอย่าดึงความสนใจจากเขา!”

“โอเคๆ”

เวลานี้รถไฟฟ้าแล่นมาถึงสถานีถัดไปแล้ว ประตูยังไม่ได้เปิดคนโขยงหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนเตรียมออกจากตู้โดยสาร

ตอนแรกเวินติ้งฟางกำลังจะลุกขึ้น แต่อาหลิงกลับเอ่ยปากว่า “รออีกเดี๋ยว! รอคนออกไปครึ่งหนึ่งก่อนนายค่อยลุก”

เขาคร้านจะถามแล้วว่าทำไม ทำตามอย่างว่าง่าย

“เอาล่ะ ตอนนี้แหละ รีบลงไป”

เวินติ้งฟางลุกขึ้นแล้วเดินออกจากตู้โดยสาร ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกแวบหนึ่ง ถึงได้พบว่าที่แท้อาหลิงให้เขาลุกขึ้นช้าหน่อยก็เพราะกลัวว่าที่นั่งจะถูกคนอื่นแย่งไป ผู้หญิงที่ถือถุงผ้าลายดอกและอ่านนิยายอยู่เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีที่นั่งว่างช้าไปครึ่งจังหวะ จากนั้นในที่สุดก็นั่งลงตรงที่นั่งซึ่งเขาเพิ่งลุกขึ้นอย่างที่อาหลิงต้องการ

เขาอยู่บนชานชาลา หันหน้ามองไปทางอาหลิง เห็นเธอยังแอบมองสองคนนั้นอยู่ในตู้โดยสารถัดไป เพราะสนใจใคร่รู้เกินไปเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้า วิ่งไปเข้าตู้โดยสารที่อาหลิงอยู่ก่อนที่ประตูจะปิดลง

“นายเข้ามาอีกทำไม” พอเธอเห็นเขาก็ขมวดคิ้ว ยื่นมือไปโบกไล่เขาเหมือนไล่ลูกสุนัข “รีบออกไปซะ อย่าให้เขาเห็น”

“เขาไม่เห็นหรอกน่า เขาโฟกัสที่ผู้หญิงคนนั้นหมดแล้ว” เวินติ้งฟางเบียดไปอยู่ข้างกายอาหลิง “อีกอย่างนะ ประตูรถปิดแล้ว”

อาหลิงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เพราะประตูรถปิดแล้วจริงๆ และรถไฟฟ้าก็เริ่มเคลื่อนแล้วเธอถึงได้ถอดหูฟังแล้วหันหน้ากลับไป หดตัวอยู่ข้างประตูที่เชื่อมตู้โดยสาร แอบมองชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่อยู่ตู้โดยสารข้างๆ ต่อ

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เธอดูท่าทางไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นนะ”

อาหลิงไม่สนใจเขา แค่เอาหูฟังพันโทรศัพท์มือถือแล้วยัดกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพลางแอบมองสองคนนั้นอยู่ใต้หมวกแก๊ป

“นี่เป็นงานใหม่ของเธอเหรอ” เขาถามอีกครั้งด้วยความสนใจใคร่รู้ “กำลังเป็นนักสืบเหรอ”

อาหลิงหันกลับไปถลึงตาใส่เขาอีกครั้งแล้วหยิบเงินหนึ่งพันหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อยัดใส่ให้เขา “ที่นี่ไม่มีธุระของนายแล้ว รีบลงรถกลับบ้านไปซะ”

เขารับธนบัตรหนึ่งพันหยวนนั้นแล้วเก็บไว้ให้ดีอย่างระมัดระวัง แต่ยังคงไม่ได้หมุนตัวจากไป เขาอยู่บนรถไฟฟ้าไม่สามารถกระโดดลงไปตามใจได้ ดังนั้นจึงแค่ยืนอยู่ข้างหลังอาหลิงต่อไป จากนั้นก็แอบมองคนในตู้โดยสารถัดไป

หลังจากหญิงสาวคนนั้นนั่งลง ชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้หลับตาแล้ว และไม่ได้หันไปมองผู้หญิงคนนั้นด้วย เพียงแค่จ้องไปข้างหน้า ท่าทางไม่กล้าหายใจแรง

ท่าทางตื่นเต้นของหมอนั่นแม้แต่เขาที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ยังมองออกได้อย่างชัดเจน ผู้หญิงคนนั้นความรู้สึกช้ามาก ไม่สังเกตเห็นเลยสักนิด

รถไฟฟ้าแล่นๆ หยุดๆ ผ่านไปสถานีแล้วสถานีเล่า

ผลปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังอ่านนิยาย อ่านไปอ่านมาก็เริ่มง่วงเหงาหาวนอน ศีรษะเล็กๆ นั่นผงกซ้ายทีขวาที สุดท้ายก็โน้มไปหลับซบบนบ่าของชายหนุ่มทั้งอย่างนี้

ชั่วขณะนั้นชายหนุ่มเม้มปากแล้วหลับตา แต่เวินติ้งฟางรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลับ ลูกกระเดือกของผู้ชายคนนั้นขยับขึ้นลง สองมือกำหมัดแน่นกว่าเดิมทำให้ข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว

“นี่ เขาเป็นโรคกลัวผู้หญิงหรือเปล่า”

เวินติ้งฟางมองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง ผลปรากฏว่าได้มาแค่การกระทุ้งศอกทีหนึ่งจากอาหลิง และเธอก็หันกลับมาดุเสียงค่อย

“ทำไมนายยังไม่ออกไปอีก!”

“โอ้ว…” เขากุมพุงน้อยๆ ที่ถูกเธอโจมตี พูดเสียงกระซิบอย่างรู้สึกไม่เป็นธรรม “บ้านฉันก็อยู่ทางฝั่งนี้เหมือนกันไง”

อาหลิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถลึงตาใส่เขาแล้วกล่าวเตือนเสียงเบาอย่างเกรี้ยวกราด “นายไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่านายเป็นใบ้หรอก ขืนนายพูดจามั่วซั่วดึงความสนใจเขาอีกล่ะก็ ฉันจะให้นายกลายเป็นใบ้เอง!”

พอเขาได้ยินก็รีบหุบปาก ไม่กล้าส่งเสียงอีกแม้แต่ประโยคเดียว

ผู้หญิงคนนี้มีวิชาแกร่งกล้า ทั้งยังมีพลังเวทมหาศาลขนาดนั้น อยากทำให้เขากลายเป็นใบ้ก็คงเป็นแค่เรื่องง่ายจิ๊บจ๊อย

อันที่จริงปกติเขาเองก็ไม่กล้าพูดจาเหลวไหลกับเธอ แต่วันนี้เรื่องนี้ทำให้เขาแปลกใจจริงๆ ถึงได้พูดมากโดยไม่ระวัง เผยนิสัยโดยธรรมชาติออกมา

อ๊ะ ไม่สิ นิสัยโดยธรรมชาติของฉันไม่ได้ขี้ซุบซิบนินทาขนาดนั้นหรือเปล่า หรือว่ามี?

เวินติ้งฟางเอียงศีรษะพลางใคร่ครวญคำพูดและการกระทำของตนเองในหัว แอบมองผู้หญิงตรงหน้า อีกทั้งหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ต่อไป รู้ว่าตอนนี้กำลังแสดงละครฉากไหน

รถไฟฟ้าแล่นมาถึงสถานีอีกครั้ง คนโขยงหนึ่งเบียดกันเข้ามา เวินติ้งฟางถูกเบียดกลับไปข้างๆ อาหลิงอีกครั้ง เธอหดตัว หันกลับมาถลึงตาใส่เขา แต่พอเห็นว่าคนอื่นเป็นคนทำ คราวนี้เธอจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงหันหน้ากลับไป

จะว่าไปเธอเตี้ยลงหรือเปล่านะ เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้อาหลิงสูงกว่าเขาหนึ่งศีรษะ ตอนนี้ส่วนสูงของทั้งสองคนแทบจะใกล้เคียงกันแล้ว

อ๊ะ น่าจะเป็นฉันสูงขึ้นมากกว่า เดี๋ยวกลับบ้านไปจะวัดส่วนสูงแล้วจดไว้สักหน่อย

ตอนนี้ร่างกายของเขานับว่าไม่ขยายออกข้างอีกต่อไปแล้ว รู้สึกว่าจะสูงขึ้นอีกนิด มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงหิวบ่อย เพิ่งได้เงินมาหนึ่งพันหยวน เดี๋ยวก่อนกลับบ้านแวะซื้อเนื้อไก่สักหน่อยดีกว่า ไก่ป็อปที่ซื้อข้างนอกแพงสุดๆ ทอดเองทั้งถูกทั้งอร่อยกว่า

เพื่อประหยัดเงินเขายังปลูกโหระพาเองด้วย

ทอดโหระพากับไก่ทอดพร้อมกัน ทั้งกรอบทั้งหอมจริงๆ ทอดเสร็จแล้วก็เหมือนกับที่ขายข้างนอกไม่มีผิดเพี้ยน บางทีหลังจากนี้เขาอาจจะมาตั้งร้านเล็กๆ หาเงินได้ และก็น่าจะสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วย

“อย่ามัวแต่คิดเรื่องกินๆๆ เต็มหัวน่า!” เธอพูดโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา

“อืม” เวินติ้งฟางไม่ได้ตระหนักว่าทำไมจู่ ๆ อาหลิงถึงโพล่งประโยคนี้ออกมา เขาตอบรับคำหนึ่งไปส่งๆ สติยังคงล่องลอยต่อไป คิดแต่ว่าตัวเองจะแวะซูเปอร์มาร์เก็ตเอาปลาเส้นกับไส้กรอกข้าวมาทอดด้วยกันแล้วกินดีไหม

“ของทอดไม่ดีต่อร่างกาย นายอยากลดความอ้วนอยากสูงขึ้นก็ต้องออกกำลังกายเยอะๆ กินอาหารธรรมชาติเยอะๆ หน่อย แล้วกินอาหารแปรรูปให้น้อยๆ”

“อาหารแปรรูปอะไร” เขาถามอย่างงุนงง

“ไส้กรอก แฮม ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ ขนมปัง เค้ก พิซซ่า หมูปั้นแป้ง ไส้กรอกข้าว ปลาเส้น โคล่า ชานมไข่มุก ทุกอย่างที่ผ่านการแปรรูป รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับลักษณะเดิมของวัตถุดิบ…”

“เอ๊ะ? อะไรนะ ทำไมล่ะ ของพวกนี้กินไม่ได้หมดเลยเหรอ” เขาตื่นตกใจจนได้สติกลับมา รีบถาม “งั้นฉันยังจะกินอะไรได้ล่ะ”

“ผักกาด ผลไม้ ไข่ไก่ นม น้ำเต้าหู้ เนื้อ” อาหลิงขมวดคิ้วพลางหันกลับมาพูดกับเขา “ก็กินของที่ดูออกว่าลักษณะเดิมของมันเป็นยังไง นายเสิร์ชหาในเน็ตเองสิ”

“กินเนื้อได้เหรอ” ได้ยินคำสุดท้ายในหมู่อาหาร เขาก็ซาบซึ้งใจสุดแสน “เนื้ออะไรก็ได้หมดเลยเหรอ”

“ไม่ใช่ของทอดก็โอเคแล้ว!” เธอทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้วก็หมุนตัวออกจากตู้โดยสารไปอย่างเร่งรีบ

เวินติ้งฟางตกใจ หันกลับไปถึงได้พบว่าสองคนนั้นที่อยู่ในตู้โดยสารข้างๆ ออกไปแล้ว เขาเองก็รีบเดินออกตามหลังเธอไปติดๆ

หลังออกมาจากตู้โดยสารอาหลิงไม่ได้เข้าใกล้สองคนนั้น เพียงแค่ยืนอยู่หลังบันได รอหลังจากผู้ชายคนนั้นตามผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปข้างบน ถึงได้ตามไปอยู่ห่างๆ

ตามไปตามมา เวินติ้งฟางค่อยๆ พบว่าเรื่องราวยิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

เพิ่งขึ้นมาถึงชานชาลาผู้หญิงคนนั้นเกือบจะหกล้ม ชายหนุ่มประคองเธอ เธอเขียนกระดาษแผ่นหนึ่งให้ชายหนุ่ม จากนั้นก็ชิงเดินไปก่อน ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงที่เดิมพักหนึ่งถึงตามขึ้นไปชั้นบน ผู้หญิงคนนั้นดูท่าทางไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น แต่เมื่อเวินติ้งฟางกับอาหลิงออกจากสถานีรถไฟฟ้าพร้อมกันแล้วเดินตามผู้ชายคนนั้นไปสองสายถนน ถึงได้พบว่าเจ้าหมอนั่นเดินตามผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างหน้าก่อนแล้ว

ว้าว คงไม่ใช่กำลังจับสตอล์กเกอร์อยู่หรอกนะ?

ผู้หญิงข้างหน้านั้นถูกจ้องเป็นเป้าแล้วสินะ!

เวินติ้งฟางตกใจมาก รีบยื่นมือไปรั้งอาหลิงไว้ กล่าวอย่างตึงเครียดด้วยเสียงแหบพร่า “นี่! หมอนั่นเป็นโรคจิตหรือไง ตามเขาแบบนี้อันตรายมากนะ เราควรแจ้งตำรวจโดยตรงหรือเปล่า”

อาหลิงมองเขาด้วยสีหน้าจนคำพูด ไม่ได้โมโหอย่างหาได้ยาก เพียงแค่เอ่ยปากถามว่า “ปีศาจกับโรคจิต นายคิดว่าอย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน”

“เอ่อ…อ่า…” เวินติ้งฟางเหม่อไปชั่วขณะ ได้แต่หดมือมาลูบศีรษะแล้วหัวเราะแห้งๆ “ฮะๆ ฮ่าๆๆ แน่นอนว่าปีศาจน่ากลัวกว่าสิ แต่ว่าเดี๋ยวเดียวฉันก็ลืมแล้ว…ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เธอเก่งกาจแค่ไหนก็เป็นผู้หญิง ระวังไว้หน่อยดีกว่า…”

อาหลิงนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะถลึงตาใส่เขาพลางเอ่ยว่า “หมอนั่นไม่ใช่โรคจิต”

“ถ้าเขาไม่ใช่โรคจิต ทำไมต้องตามผู้หญิงคนนั้นด้วย” เขาชี้ประเด็นสำคัญออกมา

“ฉันเองก็ตามเขาเหมือนกันนะ นายคิดว่าฉันเป็นโรคจิตไหมล่ะ” เธอเลิกคิ้วกล่าว

“เอ่อ…” เด็กหนุ่มแข็งค้างไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เคลื่อนสายตาไปด้านข้าง

“ ‘เอ่อ’ นี่หมายความว่ายังไง” เธอเห็นดังนั้นก็เข้าไปใกล้เขาเป็นการกดดัน กล่าวอย่างดุร้าย “นายคิดว่าฉันเป็นโรคจิตเหรอ”

“เปล่าๆๆๆ…” เวินติ้งฟางส่ายศีรษะเป็นพัลวัน รีบกล่าวว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ฉันจะคิดแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ ฉันไม่มีทางคิดว่าเธอเป็นโรคจิตเพราะว่าเธอจ่ายเงินให้ฉันสะกดรอยตามผู้ชายที่สะกดรอยตามผู้หญิงแปลกหน้าหรอก คนตัวเล็กๆ อย่างฉันไม่มีทางคิดแบบนั้นเด็ดขาด!” เขาพูดไปพลางส่ายหน้าและถอยหลังไปพลาง เอ่ยถึงตอนสุดท้ายยังไม่ลืมยกมือทำท่าสาบานแล้วเน้นย้ำอีกครั้ง “ไม่เด็ดขาด!”

ชั่วพริบตาหางตาของอาหลิงก็ปรากฏแววยิ้มขึ้นอีกครั้ง และในตอนนี้เองหลังจากหญิงสาวเดินขึ้นอพาร์ตเมนต์ไป ผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าคนนั้นก็ทอดมองไปยังห้องที่อยู่ชั้นสองอย่างเคลิบเคลิ้ม จากนั้นก็ละล้าละลังอยู่ที่เดิมสักพัก อาหลิงคงกลัวเจ้าหมอนั่นจะหันกลับมาเห็นพวกเขา เธอจึงคว้าเขาไว้แล้วลากเข้าไปอยู่ในเงามืดด้วยกันพลางมองผู้ชายคนนั้นอย่างตึงเครียด

ทั้งคู่แนบชิดกันเกินไปแล้ว มีจังหวะหนึ่งเวินติ้งฟางได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง อีกทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ บนตัวอาหลิงก็ทำให้เขาตื่นเต้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เขาอ้าปากคิดจะพูด ทว่าเธอกลับเหมือนมีตาหลัง หันกลับมาฟาดศีรษะเขาแล้วใช้นิ้วชี้แนบบนริมฝีปากเป็นการบอกเขาว่าห้ามส่งเสียง

เขาลูบศีรษะที่ถูกตี ร้องโอดโอยอย่างไร้เสียง เมื่อเห็นเธอตักเตือนก็หุบปากโดยดุษณี

อาหลิงหันกลับไปดูอีกครั้ง โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นยังคงละล้าละลัง แต่ในที่สุดก็หันหลังก้าวเท้าเดินเข้าไปในร้านกาแฟ

เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอาหลิงพรูลมหายใจเฮือกหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะชะโงกศีรษะมองตามอย่างสนใจใคร่รู้ด้วยเช่นกัน

ร้านกาแฟที่อยู่ตรงท้ายตรอกร้านนั้น แม้จะตั้งอยู่ในเขตเมือง แต่ถึงกับมีลานกว้าง ในลานยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่มากๆ อีกต้น ด้านล่างปลูกดอกไม้สีแดงสดไว้เต็มไปหมด ดอกเหล่านั้นดูประหลาดสุดๆ กลีบดอกบิดเบี้ยว อีกทั้งใต้ดอกไม้สีแดงมีเพียงก้านยาวสีเขียว ไม่มีใบไม้

ในค่ำคืนมืดมิด ในร้านกาแฟดูสว่างและอบอุ่นเป็นพิเศษ

มองเข้าไปจากหน้าต่างนอกจากเถ้าแก่ที่อยู่ในเคาน์เตอร์บาร์กับผู้ชายคนนั้นแล้วก็ไม่มีคนอื่นๆ อยู่ด้วย

เวินติ้งฟางไม่เข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ แต่ผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้าคว้าแขนเขาไว้และจับแน่นสุดๆ แน่นจนเล็บของเธอจิกเข้ามาที่เนื้อแขนของเขา เจ็บจนใบหน้าเหยเก แต่เขาสามารถมองเห็นได้ว่าบนใบหน้าเธอมีสีหน้าท่าทางที่บอกไม่ถูก นัยน์ตาสีดำขลับที่กำลังมองร้านกาแฟร้านนั้นก็มีแววเคลือบแคลงอยู่รางๆ เช่นกัน

ท่าทางนั้นบีบหัวใจของเขาอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นแม้มือของเธอจะจับแขนเขาไว้จนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว เขาก็ยังไม่ส่งเสียงสักแอะ

ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นครืดขึ้นมา

อาหลิงได้สติกลับมา ปล่อยแขนเขาก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เชื่อมกับสายหูฟังออกมารับสาย เผยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มออกมาในพริบตา

“ฮัลโหล ชิวสุ่ยเหรอ เธอถึงบ้านแล้ว? ฉันใกล้ถึงแล้ว กำลังซื้อไก่ทอด ซื้อเสร็จก็จะไป”

คนในสายพูดไม่กี่ประโยค เธอก็ตอบด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไร เธอค่อยๆ อาบเถอะ ฉันยังต่อแถวอยู่เลย เธอยังอยากดื่มเครื่องดื่มอะไรไหม ไม่มีเหรอ โอเค เดี๋ยวเจอกันนะ”

พูดจบเธอก็วางสายแล้วหันไปมองร้านกาแฟที่แสงไฟแผ่กระจายออกมาอยู่ในความมืดร้านนั้น จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงสายตากลับมามองเขาแล้วเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า

“นายช่วยไปซื้อไก่ทอดกับโคล่าให้ฉันสักสองชุด โอเคไหม”

พอมองเห็นความเหนื่อยล้าที่ยากจะปกปิดบนใบหน้าเธอ เวินติ้งฟางก็พยักหน้า หมุนตัววิ่งไปซื้อไก่ทอดกับโคล่าที่ถนนด้านหน้าอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

เมื่อเขากลับมาก็เห็นอาหลิงนั่งอยู่ใต้ร่มดอกเฟื่องฟ้าริมกำแพงอย่างเงียบๆ เหมือนแมวตัวหนึ่ง ดวงตายังคงจับจ้องร้านกาแฟที่อยู่ตรงท้ายตรอกร้านนั้น สีหน้าซับซ้อนอยู่บ้าง

เธอไม่แม้แต่จะขยับ ถ้าเขาไม่รู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นอาจจะผ่านตัวเธอไปจริงๆ

เขามองไปทางร้านกาแฟ ผู้ชายโรคจิตหายไปแล้ว เถ้าแก่ผมยาวที่ดูหล่อเหลาจนไม่ปรานีใครกำลังล้างและเช็ดแก้วกาแฟอยู่ในเคาน์เตอร์บาร์

“นี่ ไก่ทอดกับโคล่า” เวินติ้งฟางยื่นไก่ทอดร้อนๆ กับโคล่าเย็นๆ ถุงใหญ่ในมือให้อีกฝ่าย

อาหลิงลุกขึ้นยืน รับไปแล้วควักเงินหนึ่งพันหยวนใบหนึ่งจะให้เขา

“ไม่ต้องแล้ว เธอเพิ่งให้เงินฉันมา” เขาส่ายหน้า “เธอนัดดูหนังกับคนเขาแล้วสินะ รีบไปเถอะ ไม่งั้นไก่ทอดจะเย็นหมด”

อาหลิงเหลือบมองเขาพลางยกมุมปาก ไม่ได้เถียงกับเขา เพียงเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าออกมาคำหนึ่ง “ขอบใจ”

พอได้ยินประโยคนี้ มองรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเธอ ไม่รู้ทำไมหัวใจของเขาพลันหดรัดทีหนึ่ง

“นายไม่มีอะไรก็กลับบ้านเร็วหน่อยเถอะ อย่ามัวเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก” เธอเตือนเขา

“อ้อ โอเค งั้นฉันกลับแล้วนะ บ๊ายบาย” เขากล่าวพลางโบกมือให้เธอ

อาหลิงหิ้วไก่ทอดกับโคล่าถุงนั้นหมุนตัวเดินไปยังร้านกาแฟที่อยู่ข้างหน้าร้านนั้น ทว่าสองเท้าของเวินติ้งฟางกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ราวกับมีรากงอก เธอไม่ได้หันกลับมา เขาถึงขั้นมองเห็นเธอเดินเข้าไปในร้านกาแฟร้านนั้น ขึ้นบันไดไปชั้นบนจากอีกด้าน เมื่อเธอหายไปด้านหลัง เขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิมนานมาก รู้สึกใจหวิวเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก

ที่แท้เธอนัดดูหนังกับผู้หญิงคนนั้นหรอกเหรอ พวกเธอสองคนรู้จักกัน?

ผู้ชายคนนั้นเมื่อกี้นี้ เธอก็รู้จักเหมือนกันสินะ?

สีหน้าท่าทางบนใบหน้าของอาหลิงเมื่อครู่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ทำไมหัวใจเขาพลันหดรัดอีกครั้ง รู้สึกปวดรางๆ เขากดบริเวณหัวใจ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป กังวลจริงๆ ว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจแล้ว

เขาเพิ่งอยู่มัธยมต้นเองนะ ยังวัยรุ่นแบบนี้ก็เป็นโรคหัวใจมันจะน่าเศร้าเกินไปหรือเปล่า

เฮ้อ เป็นเพราะอ้วนเกินไปหรือเปล่านะ กลับบ้านไปพักผ่อนเร็วสักหน่อยดีกว่า

เวินติ้งฟางถอนหายใจแล้วเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้า เดินไปสักพักกลับรู้สึกหิวอีกแล้ว

ถ้ารู้แต่แรกเขาคงไม่เอาไก่ทอดของตัวเองให้เธอไปจนหมด ไก่ทอดนั่นหอมเกินไปแล้ว ตอนซื้อไก่ทอดก็อดไม่ได้ที่จะสั่งเพิ่มมาอีกหลายอย่าง เมื่อครู่วิ่งรอกขนาดนั้นเขาชักจะหิวขึ้นมาแล้ว เธอกินจุขนาดนั้นแถมยังเหาะไปเหาะมา จะต้องหิวกว่าเขาแน่ ผลสุดท้ายเขายังคงเอาไก่ทอด ไส้กรอกข้าว ไก่ป็อป ข้าวเกรียบกุ้ง ลูกชิ้นปลาหมึก และปลาเส้นทอดที่สั่งมาเองให้เธอทั้งหมดอยู่ดี

ถึงอย่างไรเธอก็บอกว่าถ้าเขาอยากลดความอ้วนและเพิ่มความสุขก็จะกินของทอดไม่ได้

ขืนเขาอ้วนต่อไปอาจจะเป็นโรคหัวใจจริงๆ ก็ได้ เมื่อครู่ใจสั่นแล้วก็ปวดแปลบ อย่ากินมั่วซั่วจะดีกว่า

เฮ้อ เห็นทีว่าพรุ่งนี้ไปยืมคอมพิวเตอร์ของเสี่ยวเยี่ยเข้าอินเตอร์เน็ตดีกว่า เสิร์ชดูหน่อยว่าอะไรคืออาหารรูปลักษณ์เดิมกับผลิตภัณฑ์แปรรูป

 

อาหลิงไม่ใช่นักสืบ

เธอคือพนักงานของร้านกาแฟร้านนั้น

เพราะสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายแว่นตากรอบทองรวมทั้งอาหลิงมากเกินไป บวกกับร้านกาแฟอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขามากนัก ขี่จักรยานสิบนาทีก็ถึงแล้ว ดังนั้นตอนนี้เวินติ้งฟางจึงอดไม่ได้ที่จะแอบผ่านไปผ่านมาอยู่หน้าร้านกาแฟหลายครั้ง

ขณะที่เขาผ่านมาเป็นครั้งที่สามโดยไม่ทันระวังตัว อาหลิงที่สวมผ้ากันเปื้อนสีดำของร้านกาแฟก็ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเย็นชา

“หวัดดี” เพราะถูกเธอคว้ากระเป๋าเอาไว้ เขาจึงจอดรถอย่างกระอักกระอ่วนนิดหน่อย ยกมือทักทายเธอ “บังเอิญจัง”

“นายนึกว่านายกำลังทำอะไรอยู่” เธอเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เอ่อ…ฉันแค่ขี่รถผ่านมาพอดี…ฮะๆ ฮะๆ ฮะ…”

อาหลิงมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มองจนเขาร้อนตัวขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้เปลี่ยนคำพูด

“เดือนนี้เธอไม่ไปโรงเรียน ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป ถึงได้ผ่านมาดูเธอสักหน่อยว่าอยู่กับเพื่อนของเธอหรือเปล่า”

คำพูดนี้ทำให้อาหลิงเผยท่าทางเหมือนกำลังมองคนโง่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกอาย

“สรุปว่าเธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ฮะๆ…” เขาลูบศีรษะพลางยิ้มทึ่มทื่อ รีบพูดอีกครั้ง “ฉันขอกลับไปอ่านหนังสือก่อนแล้วกัน ปีนี้ฉันต้องสอบเข้า ม.ปลาย อ๊ะ แต่ว่าโรงเรียน ม.ปลาย ที่ฉันอยากสอบเข้านั่นก็อยู่ที่สูงมากเหมือนกัน ถึงมันจะอยู่ในหุบเขา แต่ความสูงจากระดับน้ำทะเลก็สูงกว่าทางโรงเรียน ม.ต้น ของเรา ถ้าเธอเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำก็มาหาฉันได้…”

พระเจ้า เธอไม่สนใจเรื่องนี้หรอกมั้ง แต่ปากของเขามันหยุดไม่ได้เลย แถมยังพูดต่อไปโดยอัตโนมัติด้วย

“อ๊ะไม่ใช่ ฉันหมายความว่าไปเที่ยวเล่นที่นั่นได้ โรงเรียนมัธยมปลายเฟิงอวิ๋นน่ะ โรงเรียนนั้นครอบครัวของเสี่ยวเยี่ยเป็นคนก่อตั้ง ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปเยี่ยมชม ตึกหอในของที่นั่นก็มองเห็นเมืองได้เหมือนกัน วิวสวยสุดๆ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ดีนะ…แน่นอนว่าฉันก็ต้องสอบเข้าให้ได้ด้วยถึงจะไปเรียนได้…”

เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ ผู้หญิงตรงหน้าไม่ส่งเสียงสักแอะ ทำให้เขายิ่งเก้อเขิน หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ

“อะแฮ่ม สรุปว่าแบบนี้แหละ ฉันขอตัวกลับก่อนนะ บาย” พูดจบเขาก็ไม่กล้ามองเธออีก ขี่จักรยานจากไป ใครจะรู้ว่าเพิ่งถีบไปได้ทีเดียวก็ได้ยินเธอส่งเสียง

“นี่!”

เขารีบจับเบรก หันไปด้วยหัวใจเต้นรัว มองเธอแล้วถามว่า “เธอเรียกฉัน?”

อาหลิงมองตาเขาตรงๆ อยู่ครู่หนึ่ง มองจนเขาหน้าแดงใจเต้น

“ลืมฉันซะ ต่อไปอย่ามาอีก”

เขามองเธออย่างมึนงง มองผู้หญิงที่ดูงดงามเหมือนภาพวาดที่อยู่ใต้ไฟถนนท่ามกลางค่ำคืนมืดมิดคนนั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ หัวใจดวงหนึ่งเต้นตึกตักๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตานั้นในสมองเหลือเพียงความว่างเปล่าขาวโพลน

“อ้อ”

เขาตอบรับอย่างเหม่อลอย หมุนตัวไป เหยียบลงบนแป้นถีบ ขึ้นขี่จักรยานมุ่งตรงไปข้างหน้า

ทิวทัศน์ข้างทางไหลผ่านไปข้างหลังเรื่อยๆ เวินติ้งฟางกลั้นหายใจ สมองยังคงว่างเปล่า เขาขี่ไปเรื่อยๆ ขี่ไปเรื่อยๆ เหยียบแป้นถีบซ้ายขวา ร่างกายขยับไปโดยอัตโนมัติ ขี่ออกจากตรอกอย่างเหม่อลอยตลอดทาง

 

อาหลิงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านกาแฟ แต่กลับเห็นแมวดำตัวหนึ่งไม่รู้ว่ามานั่งอยู่ในลานที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงตั้งแต่เมื่อไร ส่ายหางของมันช้าๆ ใช้ดวงตากลมโตอันลึกลับคู่นั้นมองเด็กหนุ่มที่ขี่จักรยานไปไกลคนนั้น ก่อนจะอ้าปากพ่นภาษามนุษย์ออกมา

“เด็กอ้วนนั่นเป็นใคร”

อาหลิงไม่แม้แต่จะมองแมวดำตัวนั้นเลยสักแวบ เพียงเดินผ่านดอกไม้สีแดงเหล่านั้นแล้วเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า “ไม่ใช่ใครทั้งนั้น”

“ไม่คิดว่าถึงกับมีคนมาสนใจเธอ” แมวดำไม่ถือสากับท่าทีเย็นชาของเธอเลยสักนิด อุ้งเท้าเดินตามหลังเธออย่างกระตือรือร้น “เด็กอ้วนคนนี้จิตแข็งทีเดียว อันที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องช่วยล้างสมองให้เขาหรอก ในเมื่อคนเขาชอบเธอ เธอก็น่าจะให้โอกาสสักหน่อยนะ”

เธอผลักประตูโดยไม่หันกลับไป เดินเข้าไปในร้านกาแฟที่แผ่กระจายแสงไฟอันอบอุ่นออกมาแล้วพูดกับผู้หญิงที่อยู่ในเคาน์เตอร์บาร์

“ฉี่ลี่ มี้มี้ของเธอคงจะติดสัดแล้วล่ะ เอาแต่ร้องไม่หยุดหย่อนทั้งวัน ถ้าเธอมีเวลาว่างก็พามันไปหาคู่ทับหน่อยนะ มันจะได้ไม่อั้นนานแล้วพานทำให้กดดันเกินไป อสุจิขึ้นสมอง…”

“นี่! ผู้หญิงอย่างเธอพูดเหลวไหลอะไร…” แมวดำได้ยินก็รีบส่งเสียงโต้เถียง แต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ปิดปากอุทาน

“เอ๊ะ จริงเหรอ” ฉี่ลี่ชะโงกตัวออกจากเคาน์เตอร์บาร์ ก้มหน้ามองแมวดำด้วยใบหน้าแดงก่ำแล้วถามว่า “ขอโทษนะ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีปัญหานี้ นายยังโอเคไหม ไม่สบายมากเลยเหรอ”

“เธออย่าไปฟังหล่อนพูดเหลวไหล!” มันกระโดดขึ้นเคาน์เตอร์บาร์ หันหน้าไปโต้เถียงอย่างแยกเขี้ยวยิงฟันกับแม่มดพันปีที่น่ารังเกียจผู้นั้น

อาหลิงเดินเข้าไปในเคาน์เตอร์บาร์ ยิ้มหวานให้แมวดำตัวนั้น “เฮ้อ แต่ละปีพอถึงเวลาแมวก็จะติดสัดแล้วร้องอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนกับนายตอนนี้นั่นแหละ เป็นเรื่องปกติมาก นายไม่ต้องอายหรอก”

“อะไรๆ เกิดอะไรขึ้น ฉันพลาดอะไรไปเหรอ เมียวเมียวอายอะไรเหรอ”

ผู้ชายที่สวมชุดสมัยราชวงศ์ถัง ด้านหลังศีรษะถักเปียยาวคนหนึ่งกำลังถือไอศกรีมเดินออกมาจากในห้องครัว เดินไปพลางกินไปพลาง เอ่ยถามอย่างสนใจใคร่รู้

“ฉันไม่ได้ชื่อเมียวเมียว…” แมวดำพลันพองขน โมโหจนหางตั้ง หันกลับไปอ้าปากคำรามเสียงต่ำ

“มันติดสัดก็จะร้องอย่างควบคุมไม่ได้ตลอด เพราะงั้นก็เลยอายน่ะ” อาหลิงแทงซ้ำอีกครั้งอย่างเฉยชา

พอผู้ชายคนนั้นได้ยินแล้วก็เบิกตากว้าง รีบขยับเข้ามาพูด “เมียวเมียวติดสัดได้ด้วย? นายมีแฟนแล้วเหรอ ตัวไหน แมวขาวถนนถัดไปตัวนั้นเหรอ”

“ฉันเปล่า!” แมวดำโมโหจนตะโกนลั่นอีกครั้ง

“เอ๊ะ ไม่มีแฟนเหรอ นายสนใจใคร อย่าเขินเลยน่า บอกฉันได้เต็มที่ ฉันช่วยเป็นพ่อสื่อได้นะ…”

ชายหนุ่มจงใจหยอกล้อด้วยสีหน้าทะเล้น ทำให้แมวดำอดไม่ได้ที่จะยื่นกรงเล็บไปหาเขา เขาร้องอุทาน หลบซ้ายหลบขวา ให้มันวิ่งไล่ไปทั่วร้านกาแฟ หนึ่งคนหนึ่งแมวเอะอะโวยวายกันขึ้นมาทั้งอย่างนี้

ฉี่ลี่ดูความวุ่นวายตรงหน้าอย่างขบขัน ก่อนจะมองไปยังผู้หญิงที่เป็นคนต้นเรื่อง แต่ตอนนี้กลับทำตัวเป็นคนนอก เริ่มชงชานมอย่างเรื่อยเฉื่อยอยู่ด้านข้างคนนั้น

“เธอยังโอเคไหม”

“อืม” อาหลิงชำเลืองมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง เห็นความห่วงใยที่อยู่ในก้นบึ้งดวงตาของอีกฝ่ายก็เข้าใจทันใดว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พลาดอะไรไปเลย แปดส่วนก็คงเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกเมื่อครู่นี้แล้ว ดังนั้นจึงร่วมมือกับเธอแกล้งแมวตัวนั้น

“เด็กคนนั้นเป็นแค่มนุษย์” เธอโยนน้ำตาลก้อนลงไปในชานมของตัวเอง เอ่ยอย่างเรียบเฉย “อย่ามาพัวพันกับทางเรามากเกินไปจะดีกว่า”

ฉี่ลี่มองเธอ หัวใจบีบรัดเล็กน้อย รู้สึกอาลัยอยู่บ้าง

‘และข้าก็ส่งผู้คนจากไปมามากพอแล้ว’

หลายปีก่อนอาหลิงเคยพูดกับเธออย่างนี้ ผู้หญิงคนนี้ใช้ชีวิตมากว่าพันปีแล้ว ไม่สานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมนุษย์ นี่คือวิธีหนึ่งที่เธอปกป้องคนอื่นและปกป้องตัวเองด้วย แต่เป็นแบบนี้มาตลอดเธอจะโดดเดี่ยวเดียวดายแค่ไหนกันนะ

ฉี่ลี่มองผู้หญิงที่ดูท่าทางเย็นชาตรงหน้านี้ อยากพูดอะไรสักอย่างกับอาหลิง แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ดังนั้นท้ายที่สุดเธอจึงทำได้แค่ดื่มชาเป็นเพื่อนอีกฝ่าย มองดูหนึ่งคนหนึ่งแมวสู้รบตบมือกันด้วยรอยยิ้ม

 

เวินติ้งฟางขี่จักรยานด้วยสมองว่างเปล่า ถีบครั้งแล้วครั้งเล่าต่อไป ค่อยๆ ออกห่างจากร้านกาแฟร้านนั้นท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด กระทั่งขี่ตรงไปจนใกล้ถึงปากตรอก ความอับอายและความเก้อเขินถึงได้ระเบิดปะทุอยู่ในหัวสมอง

อ๊ากกก…นี่โง่หรือไง ฉันกำลังทำอะไรกันแน่เนี่ย

เขาอ้าปากหอบหายใจ ทางหนึ่งเหยียบแป้นถีบจักรยานอย่างสุดกำลัง ทางหนึ่งกุมศีรษะร้องตะโกนในใจ

แต่เมื่อขี่ถึงปากตรอกแล้ว เขายังคงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแวบหนึ่งอยู่ดี เดิมทีนึกว่าอาหลิงยังยืนอยู่ตรงนั้น ผลปรากฏว่าเธอกลับเข้าไปในร้านโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมาตั้งนานแล้ว

ความรู้สึกผิดหวังที่บอกไม่ถูกปะทุขึ้นมากลางอก

เขาถอนหายใจ หันหน้ากลับมา เหยียบแป้นถีบอีกครั้ง ขี่ออกจากปากตรอกมุ่งไปข้างหน้าจนถึงบนถนนใหญ่

เฮ้อ ฉันนี่มันโง่จริงๆ สินะ…

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)

 

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: