X
    Categories: คู่พันภพบรรจบรักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 19

หน้าที่แล้ว1 of 19

บทที่ 19

เวินติ้งฟางไปขโมยพิณคันนั้น

แม้จะบอกว่าขโมย ทว่าอันที่จริงคือไปหยิบมามากกว่า

เพราะเขามีกระบี่เกราะแขนลายหงส์ ท่านผู้เฒ่าจึงให้สิทธิ์เขาเข้าโรงเก็บของได้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

ศิษย์ลูกศิษย์หลานของท่านผู้เฒ่ามีมากมาย แม้เขาจะเป็นศิษย์ที่ท่านผู้เฒ่าแหกกฎรับไว้ แต่เพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย อาจารย์ในนามของเขาคือเฟิงเลี่ยจวินซึ่งเป็นลูกชายของท่านผู้เฒ่า ดังนั้นถ้าจะนับจริงๆ เขาก็คือศิษย์หลานของท่านผู้เฒ่า ทว่าผู้ที่สอนวิชาให้เขาแท้จริงแล้วก็คือท่านผู้เฒ่าเอง

หากไม่ทำเช่นนี้เขาจะทำให้คนอื่นสับสนกับการแบ่งระดับความอาวุโส พูดตามตรงเขาเองก็ไม่กล้าให้คุณลุงอายุห้าสิบหกสิบจำนวนหนึ่งมาเรียกเขาว่าอาจารย์อาหรอก

ปีนั้นเขาเข้าสำนักช้าก็ถือว่าได้อาจารย์เฟิงเลี่ยจวินรับเป็นศิษย์ ถ้าให้จัดลำดับความอาวุโสจริงๆ เขาน่าจะไปอยู่ถึงตีนเขาได้เลย พูดถึงความสามารถในการกำจัดปีศาจ แม้จะมีกระบี่เกราะแขนลายหงส์ และเขาเองก็ไม่ใช่ระดับสุดยอด แต่กระบี่เล่มนั้นช่วยเขาไว้ไม่น้อยจริงๆ

เพราะเป็นผู้มีวาสนาของกระบี่เกราะแขนลายหงส์ เขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถเข้าออกโรงเก็บของได้อย่างอิสระ ดังนั้นเขาแค่เดินเข้าไป จากนั้นก็นำพิณบรรจุลงในหีบแล้วค่อยย้ายหีบออกมา

ระหว่างที่ผ่านโรงฝึกยุทธ์ รุ่นพี่จ้าวสือซย่าเห็นเขาแต่ก็ไม่ได้ถามว่านั่นคืออะไร เพียงตบบ่าแล้วถอนหายใจทีหนึ่ง

“เฮ้อ อาติ้ง สุดขอบฟ้าไม่ไร้หญ้าหอม นายรู้ใช่ไหม”

เวินติ้งฟางยังไม่ทันได้พูดอะไร จ้าวไป่ชิวซึ่งสวมถุงมือครึ่งนิ้วที่ใช้ในการฝึกก็เดินออกมาจากโรงฝึกยุทธ์แล้วเอ่ยว่า “นายอย่าเอาแต่กินมั่วซั่วทำตัวน่าสงสารเพราะแค่อกหักเลย ถ้ารู้สึกไม่พอใจก็มาฝึกยุทธ์เถอะ ฉันอยู่เป็นเพื่อนได้ทุกเมื่อ”

ในตอนนี้เองจ้าวเชียนตงก็ถือไม้กระบองยาวท่อนหนึ่งเดินผ่านเขา เพียงทิ้งท้ายประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย “ยินดีกับนายด้วยที่หลุดพ้นจากทะเลทุกข์”

เวินติ้งฟางไร้ซึ่งคำพูด เห็นได้ชัดว่าบรรดารุ่นพี่ล้วนรู้เรื่องของหมอนั่น เขาทำได้แค่อุ้มหีบไม้ใบนั้นแล้วยิ้มแห้ง

“ต้องการให้ช่วยไหม” จ้าวอี้ชุนที่เพิ่งกลับมาจากการวิ่งเหงื่อท่วมตัว มองเขาอุ้มหีบใบนั้นพลางเอ่ยปากถาม

ฮือๆๆ รุ่นพี่อี้ชุนดีที่สุดแล้ว สมกับเป็นผู้ชายที่ฉันชื่นชอบจริงๆ

“ไม่ต้องครับ วันนี้ผมแค่มาช่วยเอาของที่อาหลิงต้องใช้ไปให้เธอ” เขามองจ้าวอี้ชุนด้วยสีหน้าตื้นตัน “ขอบคุณครับรุ่นพี่”

จ้าวอี้ชุนมองรุ่นน้องอย่างขบขันก่อนจะตบบ่าอีกฝ่าย “รบกวนนายแล้ว อีกสองวันเป็นวันหยุดพวกเราค่อยไปจัดการเรื่องโรงเก็บของด้วยกัน ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็เรียกฉันนะ” พูดจบเขาก็เดินเข้าไปในโรงฝึกยุทธ์

เหล่าพี่น้องสกุลจ้าวล้วนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเก็บของก่อนหน้านี้ รู้ว่าเวินติ้งฟางกำลังจัดระเบียบโบราณวัตถุเหล่านั้นใหม่อีกครั้ง เห็นเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาไม่ได้ถามมากแล้วก็กลับไปหาคู่ซ้อมในโรงฝึกยุทธ์

เวินติ้งฟางแบกหีบไม้แล้วเดินออกมาทั้งอย่างนี้ กระทั่งถึงลานจอดรถ

ซูเรียที่ขับรถพาเขากับอาหลิงมารออยู่ในนั้น เมื่อเห็นเขาก็ไม่พูดไม่จาสักคำ เพียงเปิดกระโปรงท้ายรถให้อย่างเงียบเชียบ

เวินติ้งฟางวางของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะเข้าไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับ ซูเรียก็กลับมานั่งประจำตำแหน่งคนขับนานแล้ว ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์

ภายในรถเงียบสนิท

เวินติ้งฟางใช่จะไม่เคยคิดพูดคุยกับซูเรีย แต่หลายปีมานี้เขาพบว่าหมอนี่เป็นราชาแห่งเครื่องหมายจบประโยค ต่อให้อยากคุยด้วยก็คุยต่อไม่ได้ สามารถตอบรับเขาได้สักคำก็วิเศษมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะทำความคุ้นเคยกับคนคนนี้นานแล้ว บวกกับนอนไม่อิ่มก็ถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้า เขาจึงนั่งตากลมเย็นๆ อยู่ในรถ รออาหลิงด้วยความง่วงงุน

ขณะที่เขากำลังหาวจนเกือบจะหลับไปอีกครั้งนี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินซูเรียเอ่ยปาก

“นายรู้อยู่แล้วว่าเธอจะมาพบคนคนนั้น ทำไมยังต้องช่วยเธอขโมยของอีก”

เวินติ้งฟางตะลึงงัน ลืมตามองคนข้างๆ แม้ไม่ต้องอธิบายมาก เขาก็รู้ว่าคนที่หมอนี่พูดถึงคือใครกับใคร แต่…

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันรู้…” เขาจ้องซูเรีย จากนั้นก็พลันนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เฟิงเยี่ยเคยบอกว่าซูเรียไม่เพียงแค่สายตาดีมากเท่านั้น แต่ยังหูดีมากอีกด้วย “นายได้ยินท่านผู้เฒ่ากับฉันคุยอะไรกันใช่มั้ย”

ซูเรียหันมามองเขา ไม่ได้ตอบ แต่ก็ถือว่าเป็นการยอมรับกลายๆ

จากที่นี่ถึงที่นั่นยังเหลืออีกอย่างน้อยหนึ่งร้อยถึงสองร้อยเมตร ระหว่างนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังคั่นอยู่สินะ? นี่จะโอเวอร์เกินไปแล้ว

เวินติ้งฟางสีหน้าเก้อเขิน ทำได้แค่เอ่ยปากพูด

“ไม่ใช่ขโมย แต่หยิบมาต่างหาก” เขายกมือนวดใบหน้าที่กำลังง่วงแล้วหาวคำโตอีกครั้งถึงได้เอ่ยต่อ “ตอนที่ท่านผู้เฒ่าพาฉันไปที่โรงเก็บของครั้งแรกก็เคยบอกว่าของในโรงเก็บของนี้ถ้าอาหลิงต้องการอะไรก็เอาไปได้”

ซูเรียได้ยินดังนั้นคิ้วเข้มก็เลิกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างเรียบเฉย “นายรู้ดีว่าฉันไม่ได้ถามคำถามนี้”

บ้าชะมัด ตอนแรกคิดจะตีเนียนสักหน่อย

ตอนนี้เป็นอย่างไร จู่ๆ ทั้งโลกก็ต่างห่วงใยความรู้สึกของคนผ่านทางอย่างเขาแล้ว?

เวินติ้งฟางมองป่าที่อยู่สุดถนนเบื้องหน้า กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ฉันช่วยเธอ เป็นเพราะฉันชอบเธอ ไม่เกี่ยวกับว่าเธอชอบใคร อีกอย่างคนคนนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นคนนั้นสักหน่อยใช่ไหมล่ะ”

“ถ้าเขาใช่จริงๆ ล่ะ”

“ใช่ก็ใช่สิ” เวินติ้งฟางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วพ่นออกมาก่อนจะเอ่ยว่า “เทียบกับวิญญาณที่ไม่มีตัวตนถูกแปลงโฉมพันครั้งหมื่นครั้ง คนจริงๆ ย่อมรับมือได้ง่ายกว่า คนเขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ระยะห่างจะสร้างสุนทรียะ ผู้คนมักจะรักกันเพราะความเข้าใจผิด จะแยกจากกันเพราะความเข้าใจกัน ไม่แน่ว่าเพราะตอนนั้นที่หมอนั่นตายไป หลงเหลือความเสียใจไว้ ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนจดจำไว้ในใจ อาหลิงก็บอกกับฉันเองนี่ว่าหมอนั่นเป็นชายหน้าเนื้อใจเสือที่หน้าตาหล่อแต่หยาบโลนหน้าไม่อายแถมยังเหลี่ยมจัด เธอแค่ถูกผีบังตาโดยไม่รู้ตัวชั่วขณะถึงได้ชอบเขา นายดูสิ หลังจากนั้นเธอนึกย้อนกลับไปก็เริ่มเห็นธาตุแท้ของหมอนั่นชัดเจนแล้ว เมื่อเห็นตัวจริงก็อาจจะรู้สึกตัวได้เร็ว ก่อนหน้านี้ดีไม่ดีเธอเองก็ใช้ฟิลเตอร์เพ้อฝัน สร้างภาพว่าเขาดีงามอยู่ในหัวสมอง พอพบว่าตัวเองถูกบังตา อันที่จริงเธอไม่ได้ชอบหมอนั่นขนาดนั้นหรอก…”

เวินติ้งฟางพูดไปพูดมา ยิ่งพูดก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งคิดยิ่งมีเหตุผล แล้วก็ขยับนั่งตัวตรงด้วยความกระตือรือร้น ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซูเรียและเอ่ยถามประโยคหนึ่งอย่างลิงโลด

“ใช่ไหม”

ซูเรียมองมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทำให้เวินติ้งฟางตระหนักได้ว่าตนเองสติปัญญาอ่อนด้อยและคิดเพ้อไปเองแค่ไหน ขณะที่เขารู้สึกเก้อเขินอย่างยิ่ง คิดจะฝืนหัวเราะให้มันผ่านไปก็เห็นสายตาของซูเรียเปลี่ยนจุดโฟกัสอย่างกะทันหัน มองไปยังด้านหลังเขา

เวินติ้งฟางเห็นดังนั้นก็หันหน้าตาม เพียงเห็นอาหลิงเดินออกมา ข้างกายมีหนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นคนนั้นตามมาด้วย

ฝ่ายชายรูปหล่อสง่างาม ฝ่ายหญิงเย่อหยิ่งงดงาม เมื่อเดินออกมาจากอาคารสไตล์บาโรคหลังนั้นด้วยกัน ทั้งสองคนราวกับมีออร่าในตัว มองไปจากในรถก็ราวกับฉากในภาพยนตร์

ภาพฉากนี้พลันทำให้ความมั่นใจในตัวเองที่เดิมทีฟื้นคืนกลับมาเล็กน้อยของเวินติ้งฟางร่วงกราวลงไปในหุบเหวลึกหมื่นจั้ง*

หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นที่ชื่อชินโด ชูอิจิคนนั้นมาส่งเธอถึงประตูรถ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดภาษาจีนอย่างสุภาพโดยไม่ติดสำเนียงญี่ปุ่นเลยสักนิด

“พวกผู้อาวุโสไม่ได้มีประสงค์ร้าย เพียงแต่ฉันถึงวัยแล้ว เพราะงั้นพวกเขาถึงได้รีบร้อนอยู่บ้าง ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะรีบร้อนจนถึงกับเชิญเธอมาแต่เช้า หวังว่าเธอจะไม่เก็บเอาไปใส่ใจ” เขาเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มเชิงขอโทษอย่างเก้อเขิน ก่อนจะพูดเสนออีกครั้ง “ช่วงนี้ฉันมีผลงานกำลังจัดนิทรรศการที่หอศิลป์ในเมือง ถ้าเธอมาดูได้ฉันคิดว่าพวกเราสองคนก็สามารถเอาเรื่องนี้ไปรายงานผลได้ไม่มากก็น้อยนะ”

“นิทรรศการศิลปะเครื่องกระเบื้องเหรอ” อาหลิงถามอย่างเรียบเฉย

“แค่ถ้วยชากับจานเซรามิกนิดหน่อยน่ะ แล้วก็อักษรที่เขียนด้วยพู่กันไม่กี่ผืน” หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นอมยิ้มแล้วเปิดประตูรถให้เธอ “พักนี้ฉันจะพักอยู่กับทางท่านผู้เฒ่า ถ้าเธอมีเวลาว่างมาเดินเล่น ดื่มชา ก็น่าจะพอรับมือให้ผ่านๆ ไปได้”

อาหลิงมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้ตกลงและก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่เข้าไปนั่งในรถทันที

ชูอิจิไม่ถือสาความเย็นชาของเธอสักนิด เพียงปิดประตูรถให้ด้วยรอยยิ้มบาง

ซูเรียเหยียบคันเร่งพารถแล่นออกไป แต่เวินติ้งฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูเรียสามารถมองเห็นได้จากกระจกมองหลังว่าหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองหญิงสาวที่อยู่ในรถ

เมื่อรถแล่นออกไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว อาหลิงที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ถามว่า “ได้ของมาหรือเปล่า”

“ได้มาแล้ว” เวินติ้งฟางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “อยู่ในกระโปรงท้ายรถ”

เธอฟังแล้วก็ไม่ได้พูดจาอีก แต่เวินติ้งฟางสามารถมองเห็นได้จากกระจกมองหลังว่าเธอกำลังกอดอก เม้มปาก และหลุบตา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

หมอนั่นคือผู้อุปถัมภ์คนนั้นจริงๆ เหรอ เธอแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเขาไม่ใช่แค่คนที่บังเอิญหน้าตาเหมือนกันเท่านั้น และตอนนี้มันคือสถานการณ์อะไรกันอะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าเรียกเธอมาเพราะจะให้มาเจอคนคนนั้น ทำไมยังจงใจขุดฉันลุกขึ้นมาเพื่อให้ไปขโมยพิณคันนั้นด้วย อีกอย่างหอศิลป์ รายงานผลอะไรนั่น มันคืออะไรกันแน่น่ะ

เวินติ้งฟางข่มความคิดที่จะถามคำถามทุกอย่างเอาไว้ เพียงดึงสายตากลับมามองทิวทัศน์ถนนเบื้องหน้า ทว่ายังคงสามารถสัมผัสได้ถึงความเงียบงันอันแปลกประหลาดขยายใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดภายในรถ ก่อตัวเป็นความกดดันที่บอกไม่ถูก

ทั้งสามคนไม่พูดจากันตลอดทาง แล้วก็กลับถึงอพาร์ตเมนต์เก่าๆ ทั้งอย่างนี้

หลังจากซูเรียจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงกับตามขึ้นมาชั้นบนอย่างเหนือความคาดหมายของเวินติ้งฟาง

ปกติหมอนี่น้อยครั้งมากที่จะมาถึงบ้านเขา เวินติ้งฟางเกือบจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นซูเรียเข้ามา แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงหอบหีบไม้แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องรับแขก

จูจูออกไปซื้อของที่ตลาดตั้งแต่เช้าตรู่ฟ้ายังไม่สว่าง เตรียมวัตถุดิบที่จะใช้ในร้านอาหารซึ่งเตรียมเปิดร้านแล้ว ในบ้านไม่มีใครเลยสักคน

เวินติ้งฟางวางหีบไม้ลงแล้วก็เห็นอาหลิงโน้มตัวไปหยิบพิณโบราณคันนั้น จากนั้นก็ไม่รู้เธอทำอย่างไร ส่วนหัวของพิณถึงได้ดีดกลักไม้เล็กๆ ใบหนึ่งออกมา ข้างในมีของที่ไม่ได้พิเศษอะไรวางเอาไว้ซึ่งก็คือคันฉ่องสำริดบานหนึ่ง

ภาพด้านหลังคันฉ่องต่างจากคันฉ่องลายเป่าเซี่ยงก่อนหน้านี้ ในความเป็นจริงมันไม่ค่อยเหมือนกับคันฉ่องสำริดที่เขาเห็นก่อนหน้า รอบนอกของมันมีเส้นวงกลม ข้างในกลับเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงกลางยังมีวงแหวน แล้วระหว่างกลางสุดก็เป็นวงกลมที่โดดเด่นออกมาวงหนึ่ง ภายในเส้นวงกลมของวงนอกยังสลักอักษรเอาไว้ด้วยคือก้านสวรรค์กิ่งพิภพ

ไม่สิ มีแค่สิบสองกิ่งพิภพ

ระหว่างรูปวงกลมและรูปสี่เหลี่ยมที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ นั้นยังมีสัตว์เทพทั้งสี่อีกด้วย ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดยังคงเป็นรูปวงกลมและรูปสี่เหลี่ยมที่มีอยู่เต็มข้างในนั้น ทำให้เขานึกถึงคำที่ว่าฟ้ากลมดินเหลี่ยมขึ้นมา

“ฟ้าดินมีกฎจึงธำรงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ได้”

เสียงของอาหลิงพลันดังขึ้นทำให้เวินติ้งฟางได้สติกลับมา

“ฮะ?” เขาช้อนตามองไปทางเธอ เพียงเห็นสีหน้าเธอผิดปกติไปเล็กน้อย

อาหลิงไม่ได้สนใจเขา เพียงขมวดคิ้วมองซูเรีย “นี่เป็นของจากปรโลก?”

“ไม่ใช่” ซูเรียมองเธอพลางเอ่ย “แม่นางไป๋ลู่บอกว่าคันฉ่องกุยจวี่นี่เป็นของที่คุณชายตั้งใจหลอมเป็นพิเศษ”

อาหลิงพลิกดูคันฉ่องสำริดพลางร่ายคาถาไม่กี่ประโยค พยายามปลดผนึกแต่ไม่ประสบผล

“นายรู้ไหมว่าเปิดยังไง” อาหลิงถามซูเรีย

ซูเรียส่ายหน้า “ไม่รู้”

“ของสิ่งนี้ยังมีรหัสลับด้วยเหรอ” เวินติ้งฟางที่ยืนอยู่ด้านข้างมองแล้วก็ถามด้วยความแปลกใจ

“มีกลไกที่คล้ายกัน อาจจะเป็นตัวเลขหรือเป็นตัวอักษรก็ได้” อาหลิงถือคันฉ่องสำริด ขมวดคิ้วพลางหรี่ตา

“เธอจะลองใช้ชื่อ วันเกิด หรือชะตาแปดอักษรของผู้อุปถัมภ์คนนั้นดูสักหน่อยไหม” เวินติ้งฟางเสนอความคิด

“ฉันเคยลองแล้ว” อาหลิงกล่าว มองซูเรียแวบหนึ่งแล้วใช้ภาษาแม่มดท่องชื่อของซูเรียออกมา แต่ก็ยังคงใช้ไม่ได้

“ลองเกาะปีศาจดูสิ” ซูเรียแนะนำ “หรือไม่ก็สำนักสนองฟ้า”

อาหลิงลองอีกครั้งคันฉ่องสำริดก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เธอถึงขั้นลองชื่อไป๋ลู่ ซูเสี่ยวเม่ย ชื่อและวันเกิดของพ่อแม่เขา ชื่อของอาจารย์อา ศิษย์น้องหญิง และศิษย์น้องของเขา ทว่าล้วนไร้ประโยชน์ ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะสบถทีหนึ่ง

“ไอ้คนน่าโมโหเอ๊ย!”

เวินติ้งฟางกลั้นหัวเราะไม่ไหวขำพรืดออกมาทีหนึ่ง พอถูกเธอถลึงตากลับมา เขาจึงรีบบอกว่า “อ๊ะ ฉันใกล้จะสายแล้ว เธอกับซูเรียค่อยๆ ลองกันไปนะ ฉันขอตัวไปออกกำลังกายกับพวกป้าๆ ที่สวนสาธารณะริมน้ำก่อน สายๆ หน่อยค่อยถือโอกาสเอาอาหารเช้ากลับมาด้วย” พูดจบก็หมุนตัวเผ่นออกไปทันที

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมาเมื่อเวินติ้งฟางนำอาหารเช้ากลับมาถึงบ้านพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว ซูเรียก็ออกไปแล้ว อาหลิงยังคงอยู่ที่ห้องรับแขก กำลังหงุดหงิดอยู่กับคันฉ่องสำริดบานนั้น

เขานำอาหารเช้าใส่ในจานแล้ววางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าเธอ ก่อนจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน

ขณะยืนล้างหน้าแปรงฟันอยู่หน้ากระจก จู่ๆ รูปลักษณ์ของเขาในกระจกก็พลันเปลี่ยนเป็นอีกใบหน้าหนึ่งทำให้เขาตื่นตกใจ

คนในกระจกเป็นผู้ชายที่ไว้ผมยาว แม้จะเลือนรางอยู่บ้าง แต่ยังคงดูออกว่าหน้าตางดงามมาก งดงามจนเหมือนกับคนญี่ปุ่นที่ชื่อชินโด ชูอิจิคนนั้น

หัวใจเต้นเร็วขึ้นทันใด

เขาไม่ได้เห็นคนคนนี้เป็นครั้งแรก หลายปีมานี้บางครั้งเวลาส่องกระจกหรือเดินผ่านหน้าต่างกระจกริมทางก็จะเห็นตรงหางตา

เวินติ้งฟางยื่นมือไปเช็ดไอน้ำบนกระจก ใบหน้านั้นยังคงอยู่ตรงนั้น ไว้ผมยาวทั้งศีรษะ ถือแปรงสีฟันกำลังแปรงฟัน มือข้างหนึ่งวางทาบบนกระจก

เขามองมือของตนเองกับมือในกระจกข้างนั้น ชั่วขณะหนึ่งเหมือนมีอะไรโยกไหวอยู่ในห้วงสมอง เขาสามารถได้ยินเสียงลม

เวินติ้งฟางหลับตาลงอยากจะฟังให้ชัดขึ้นสักหน่อย แต่กลับรู้สึกได้ว่าแสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้า ทั้งยังมองเห็นอาหลิงอีกด้วย

ภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุ เธอเดินบนทุ่งหญ้าแล้วมายืนอยู่บนทะเลทราย ซูเรียแปลงกายเป็นอีกาติดตามเธอ จากนั้นพริบตาต่อมาเธอก็ลื่นตกลงไปในหลุมทรายอย่างแรง เธอพยายามปีนขึ้นมา ทว่าทรายดูดที่ทรุดตัวลงพลันท่วมเธอจนมิด

เวินติ้งฟางตกใจลืมตาขึ้นมา เขาเห็นตัวเองในกระจกอีกครั้ง แต่ภาพเหตุการณ์อันน่ากลัวนั้นยังคงอยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

บ้าชะมัด ถ้าไม่ใช่เขาบ้าไปแล้วก็คงปรารถนาให้ตัวเองกลายเป็นชายหน้าเนื้อใจเสือคนนั้นมากเกินไป

เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมา อมน้ำแล้วกลั้วปากล้างฟองที่อยู่ในปากออก ในหัวยังคงสะท้อนภาพหลอนที่เห็นเมื่อครู่

จะว่าไปเมื่อก่อนเขาเองก็ไม่เคยเห็นใบหน้านั้นชัดเจนขนาดนี้ แปดส่วนคงเพราะเช้าวันนี้เห็นชินโด ชูอิจิ ดังนั้นใบหน้านั้นถึงได้ชัดเจนมากขึ้น

แม่งเอ๊ย

นี่ก็แทบจะอธิบายชัดเจนแล้วว่าจิตใต้สำนึกของเขาเองก็คิดว่าหมอนั่นก็คงจะหน้าตาเหมือนกับชินโด ชูอิจิ สุภาพ สง่างาม แม้แต่นิ้วมือก็ดูท่าทางสมบูรณ์แบบได้ถึงขนาดนั้น

จะว่าไปแล้วต้องมีชีวิตดีแค่ไหนกันนะถึงจะมีมือที่สวยได้ขนาดนั้น

เวินติ้งฟางกลอกตา เมื่อยืดตัวตรงก็พลันเห็นผู้ชายในกระจกอีกครั้ง ทำเอาเขาตกอกตกใจ แต่คราวนี้จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คิดก่อนหน้านี้ เหนือหน้าอกเปลือยเปล่าที่อยู่บริเวณใกล้กับลำคอมีรอยแผลเป็นแถวหนึ่ง

เวินติ้งฟางตะลึงงัน ยกมือขึ้นลูบลำคอของตนเองด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ แทบจะรู้สึกได้ถึงรอยบุ๋มและนูนไม่เสมอกันอยู่ใต้ท้องนิ้วนั้น

ขณะตกอยู่ในภวังค์ก็มีมือเล็กขาวดุจหยกข้างหนึ่งลูบรอยแผลไปมาอย่างแผ่วเบาและเงียบเชียบทำให้หัวใจเขาเต้นรัว

เขาไม่เคยเห็นมือเล็กๆ นั่น แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้ว่านั่นคือมือของใคร

เมื่อเวินติ้งฟางหลับตาลงก็ราวกับได้กลิ่นกายของเธอ รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่อุ่นร้อนของเธออยู่ตรงใบหูนี้เอง แนบใบหน้าของเขา ทำให้หัวใจร้อนผ่าว

ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงและเธอก็นอนหลับอยู่ข้างกาย

นอกบานประตูที่เปิดไว้ครึ่งเดียว ดวงจันทร์ลอยแขวนอยู่กลางฟ้ายามราตรี

เธออิงแอบเข้ามาใกล้กว่าเดิม มือเล็กยังคงลูบแผลเป็นของเขาอย่างเงียบเชียบราวกับรู้สึกสงสารบาดแผลที่เขาได้รับอยู่บ้าง

เธอถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ทว่ากลับทำให้หัวใจเขาทั้งบีบรัดและร้อนรุ่ม

ความรู้สึกนั้นเหมือนจริงขนาดนี้ เวินติ้งฟางอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมา ยังนึกว่าจะเห็นอาหลิง แต่เขาไม่ได้กำลังนอน เขายังคงยืนอยู่บนพื้น ทว่าคนในกระจกได้เปลี่ยนกลับมาอยู่ในรูปลักษณ์ของเขาแล้ว แน่นอนว่าบนหน้าอกก็ไม่มีรอยแผลเป็นที่บิดเบี้ยวนั้นอีกแล้วเช่นกัน

เขาลูบลำคอและหน้าอกที่ไม่มีรอยแผลเป็นเลยสักนิดของตนพลางขบกรามแน่น

บ้าชะมัด ภาพหลอนพวกนี้นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่รายละเอียดพวกนี้แม่งเยอะเกินไปหรือเปล่าเนี่ย

เวินติ้งฟางมองตนเองในกระจกด้วยลำคอแห้งผากเล็กน้อย

ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาพหลอน ถ้าไม่ใช่ฝันกลางวันของฉันล่ะ? ถ้าฉัน…

เขาบังคับตัวเองให้หยุดความคิดนั้น ไม่กล้าคิด ไม่กล้าคิดลึกลงไป รู้สึกได้เพียงหัวใจกลางอกเต้นแรงอย่างยิ่ง แรงจนเขารู้สึกหูอื้อเล็กน้อย

เขาสลัดความคิดเพ้อเจ้อเหล่านั้นออกไป คว้าผ้าขนหนูมาเช็ดตัวและผมให้แห้ง สวมเสื้อผ้าแล้วเดินกลับไปหยิบกระเป๋าเป้ที่ห้อง

ขณะที่เขาเดินผ่านห้องรับแขกเพื่อจะไปทำงาน ถึงขั้นไม่กล้ามองผู้หญิงคนนั้นเลยสักแวบ เพียงแค่พึมพำออกมาประโยคหนึ่ง

“ฉันจะไปทำงานแล้วนะ”

อาหลิงไม่ได้ตอบและไม่ได้สนใจเขาเลย แต่ไม่รู้ทำไมถึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแอบมองเธอแวบหนึ่งในตอนที่สวมรองเท้าอยู่ตรงระเบียง

ผู้หญิงคนนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา กินอาหารเช้าอย่างกระฟัดกระเฟียดพลางจ้องมองคันฉ่องสำริดบานนั้น เขาเชื่อว่าถ้าหากผู้อุปถัมภ์คนนั้นอยู่ที่นี่จริงๆ ล่ะก็ เธอคงยื่นมือไปบีบคอเขาให้ตายแล้ว

เขาผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อยแล้วสะพายกระเป๋าเป้ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไป ในที่สุดก็ยังคงโพล่งออกไปอีกหนึ่งประโยค

“ชื่อของเธอ”

อาหลิงตะลึงงัน เงยหน้ามองมาทางเขา คิ้วเรียวงามข้างขวาเลิกขึ้น

“เธอน่าจะลองชื่อของเธอดูนะ” เขายืนอยู่ตรงระเบียงแล้วบอกเธอ “ถ้าเป็นฉันจะต้องตั้งรหัสลับเป็นชื่อของเธอแน่”

อาหลิงมองเขา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “หมอนั่นไม่อยากให้ฉันดูของในคันฉ่องสำริดบานนี้ ถึงได้ปิดบังฉัน จะใช้ชื่อของฉันได้ยังไง”

“เพราะเขารู้ว่าเธอจะคิดอย่างนี้ไง” เวินติ้งฟางมองเธอแล้วกระตุกมุมปาก “เขาเป็นชายหน้าเนื้อใจเสือไงล่ะ”

นัยน์ตาดำขลับของอาหลิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ไฟโทสะปะทุขึ้นมานิดๆ

เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้จริงๆ ที่ผู้ชายคนนั้นจะทำ

ชั่วขณะต่อมาเวินติ้งฟางก็เห็นอาหลิงคว้าคันฉ่องสำริดที่เดิมทีถูกวางไว้บนโต๊ะขึ้นมา ใช้ภาษาแม่มดร่ายคาถาเปิดคันฉ่อง คราวนี้เพิ่มชื่อของเธอเข้าไปด้วย

ชั่วพริบตานั้นลำแสงที่ประกอบด้วยภาษาแม่มดก็พลันปรากฏขึ้นมากลางอากาศ

อาหลิงเบื้อใบ้ไร้ซึ่งคำพูด ส่วนเวินติ้งฟางก็ดีดนิ้วทีหนึ่งแล้วหัวเราะออกมา

“อะฮ่า ดูสิ ฉันว่าแล้วไง…”

แต่รอยยิ้มของเขาคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะเธอไม่ได้มองเขาเลยสักแวบเดียว ถึงขั้นไม่พยายามหันกลับมาหยิบของปาใส่เขา สมาธิทั้งหมดของเธอจดจ่อกับการอ่านอักขระที่อยู่ในลำแสงนั้น

รอยยิ้มบนใบหน้าเวินติ้งฟางค่อยๆ หายไป เขามองผู้หญิงคนนั้น รู้ว่าเธอคงไม่กลับมาสนใจเขาอีกแล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป แบกรถจักรยานเดินลงไปชั้นล่างเพื่อไปทำงาน

เขาไม่ได้หันกลับมาอีก ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าขณะที่เขาขึ้นคร่อมจักรยานอยู่ในตรอกนั้น อาหลิงถือคันฉ่องสำริดมายืนอยู่ตรงริมระเบียงไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มองดูเงาร่างของเขาที่ขี่จักรยานไกลออกไปราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ร้านกาแฟ ชั้นสองของบ้านอิฐแดง

ต้นโพธิ์นอกหน้าต่างโยกไหวรับลมหนาว ณ ห้องรับแขกที่อยู่ด้านในหน้าต่าง หญิงสาวหลายคนรวมตัวกันอยู่ข้างโต๊ะ บ้างนอนบ้างนั่งล้อมกันเป็นวง

“เพราะฉะนั้น…เฟิงเยี่ยไม่ใช่?” หญิงสาวที่ม้วนผมยาวเป็นมวยแล้วหยิบปากกาลูกลื่นมาเสียบลวกๆ นั่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ เลื่อนแท็บเลตดูรูปภาพเหล่านั้น “ฟังๆ ดูแล้วก่อนหน้านี้เขาคือคนที่เหมือนที่สุดถูกไหม ซูเรียบอกว่าเจ้านายของเขาคือเฟิงเยี่ยใช่ไหมนะ”

“ใช่ เขาบอกว่าเจ้านายของเขาคือเฟิงเยี่ย แต่เฟิงเยี่ยไม่ใช่คนคนนั้น” อาหลิงนอนบนพื้นไม้ หลับตาพลางเอ่ยเสริมประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย “แต่ซูเรียพูดจาเหมือนผายลม”

คำพูดนี้ทำเอาหวาเหมียวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างขำพรืดออกมา “ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันคิดว่าเขาคุ้มครองเธอมาตั้งพันปีแล้ว”

อาหลิงลืมตา มองหวาเหมียวเหมี่ยวแล้วเอ่ยว่า “เพราะฉะนั้นข่งฉีอวิ๋นไม่มีทางทำอะไรลับหลังเธอ จากนั้นพอเธอจับได้ค่อยบอกว่าฉันทำเพื่อเธอทั้งนั้นถึงได้ไม่ให้เธอรู้?”

หวาเหมียวเหมี่ยวที่นั่งขัดสมาธิบนโซฟาตะลึงงัน ได้ยินดังนั้นจึงทำได้เพียงยิ้มแห้ง “เอาเถอะ ฉันเข้าใจความหมายของเธอแล้ว”

อาหลิงหลับตาลงอีกครั้ง แบ่งสมาธิครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “ซูเรียกับหมอนั่นก็คือหมาป่ากับหมาป่าที่สมรู้ร่วมคิดกัน หมอนั่นต้องการให้เขาไปทิศตะวันออก เขาไม่มีทางไปทิศตะวันตกแน่นอน” พูดแล้วก็นึกถึงเมื่อปีนั้นขึ้นมา เธอขมวดคิ้วพลางแค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง “ซูเรียก็ใช่ว่าจะหลอกฉันครั้งแรกสักหน่อย”

“เกาเจี้ยนก็ไม่ใช่เหรอ” ไป๋ฉี่ลี่ขยับเข้าไปข้างกายผู้หญิงผมยาว ชะโงกดูอย่างสนใจใคร่รู้

ผู้หญิงผมยาววางมือทับมือของไป๋ฉี่ลี่ด้วยความเคยชิน ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอคิดจะเก็บมือกลับมาด้วยความกระอักกระอ่วน ทว่าไป๋ฉี่ลี่กลับพลิกมือมากุมมือเธอไว้อย่างสนิทสนมและส่งยิ้มบางๆ ให้

ผู้หญิงผมยาวไม่ใช่ใครอื่น เป็นถังเข่อชิงที่อาศัยอยู่บนเขามานานหลายปี พอได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของไป๋ฉี่ลี่ ถังเข่อชิงก็หัวใจบีบรัด อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มให้เช่นกันก่อนจะกุมมือกลับอย่างแผ่วเบา

“ไม่ใช่” อาหลิงยังคงหลับตา เอ่ยอย่างราบเรียบ “เขาเป็นร่างที่กลับชาติมาเกิดของอีกคนหนึ่ง”

“เขาคือใคร” ได้ยินดังนั้นถังเข่อชิงก็ตะลึงงัน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากซักถาม

“เธอไม่รู้จักหรอก” อาหลิงกระตุกมุมปากแล้วบอกว่า “ก็แค่คนดวงซวยคนหนึ่ง แปดส่วนคงเพราะชาติที่แล้วได้กระบี่ของหมอนั่นมา ชาตินี้ถึงได้ถูกลากเข้ามาพัวพันอีก”

“แล้วชินโด ชูอิจิคนนี้ล่ะ” ฟางชิวสุ่ยยกคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จจานหนึ่งออกมาจากห้องครัวตอนนี้เอง วางไว้บนโต๊ะแล้วเอ่ยถาม “ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินตอนที่เค่อกังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน พูดถึงว่าเขากับผู้อุปถัมภ์ซ่งคนนั้นหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน”

“พระสนมซ่ง? พรืด…” หวาเหมียวเหมี่ยวได้ยินจึงขำพรืดทีหนึ่งแล้วก็หัวเราะลั่นออกมา ก่อนจะรีบกล่าวขอโทษอีกครั้ง “ขอโทษที แต่ช่วงก่อนดูละครศึกในวังหลวงมากไปหน่อยทำให้ในหัวฉันผุดภาพผู้ชายคนนี้สวมชุดนางในขึ้นมาน่ะ”

พอเอ่ยคำพูดนี้ออกมาก็ทำให้ผู้หญิงไม่กี่คน ณ ที่นั้นต่างหัวเราะร่วน แม้แต่อาหลิงเองก็ยังกระตุกมุมปาก

“ศึกในวังหลวงเป็นราชวงศ์ชิงหมดสินะ? ยุคสมัยไม่เหมือนกัน” ถงชิวหรานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันจำได้ว่าพวกเธอเคยบอกว่าผู้อุปถัมภ์ซ่งคนนั้นเป็นคนสมัยราชวงศ์ถัง”

“ศึกในวังหลวงไม่แบ่งแยกยุคสมัย ทุกยุคทุกสมัยล้วนมี” อาหลิงได้ยินดังนั้นจึงมองไปทางถงชิวหรานอย่างทั้งโมโหทั้งขบขัน “ฉันนึกว่าเธอไม่ติดละครซะอีก”

“ฉันไม่ได้ติด แต่ไม่เคยกินหมูก็เคยเห็นหมูเดินไหมล่ะ รูปมีมศึกในวังหลวงพวกนั้นว่อนเต็มอินเตอร์เน็ตไปหมด ฉันอยากจะไม่รู้จักก็ยากแล้วล่ะ” ถงชิวหรานหลุบตามองอาหลิงแล้วกล่าวว่า “เพราะงั้นเธอคิดว่าคนญี่ปุ่นคนนี้ไม่ใช่ตัวจริงเหรอ”

อาหลิงเม้มริมฝีปาก เหลือบมองนอกหน้าต่างแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

ถงชิวหรานรู้ว่าเธอกำลังกังวลอะไรอยู่จึงเอ่ยปากพูด “สบายใจได้ ฉันยืนยันมาแล้ว ข่ายอาคมของพี่ฉินที่นี่แน่นหนากว่าลานบูชายัญ ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเราคุยอะไรกัน”

“อื้ม จริงๆ นะ” ไป๋ฉี่ลี่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ฉันกับอู๋หมิงเคยลองจนแน่ใจมาเรื่องหนึ่ง ข่ายอาคมของเขาหากไม่ได้รับอนุญาตจากเขาก็ไม่มีใครเข้ามาได้และก็ไม่มีใครออกไปได้ด้วย ต่อให้เป็นจเรผีจากปรโลกก็ไม่ได้เหมือนกัน”

อาหลิงรู้ว่าตอนนั้นเยี่ยอิ่งก็เคยลองด้วยตัวเองมาแล้ว แม้เขาจะแข็งแกร่งเหนือใคร แต่เมื่อเข้ามาที่นี่แล้วเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ถูกบีบคั้นจนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

เป็นเพราะข่ายอาคมของฉินอู๋หมิงสามารถอุดกำแพงมีหูประตูมีช่องได้ พวกเธอถึงได้มารวมตัวกันที่นี่

ในอดีตชาติถงชิวหรานเองก็เป็นแม่มด ตั้งแต่เธอฟื้นความทรงจำ หลายปีมานี้เพื่อเยี่ยอิ่งแล้ว เธอแทบจะจำภาษาแม่มดและคาถาที่เคยลืมสิ้นขึ้นมาได้ อาหลิงรู้ว่าถงชิวหรานมักจะมายืมหนังสือที่พี่ฉินบ่อยๆ

ผู้หญิงคนนี้ฉลาดมาก ค้นพบตั้งนานแล้วว่าตู้หนังสือที่อยู่ในร้านกาแฟชั้นล่างคือตู้หนังสืออเนกประสงค์ ต้องการหนังสือแบบไหนก็สามารถได้หนังสือแบบนั้น

เยี่ยอิ่งถูกฉินอู๋หมิงรวบรวมร่างกลายมาเป็นภูตยักษ์ นับแต่นั้นต้องขึ้นเขาลงห้วยเพื่อช่วยจับผีขจัดปีศาจ ถงชิวหรานกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป แน่นอนว่าต้องคิดหาทุกวิถีทางพยายามที่จะปกป้องคนคนนั้น หนังสือที่มายืมล้วนเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับหยินหยางปากว้า คาถาข่ายอาคม อดีตชาติของเธอก็คือแม่มดระดับสูง เรียนรู้คาถาข่ายอาคมได้ง่ายกว่าคนปกติ แม้อาหลิงจะไม่เคยยืนยันกับอีกฝ่ายตรงๆ ให้แน่ใจ แต่เธอรู้ว่าถงชิวหรานศึกษาคาถาข่ายอาคมเหล่านั้นอย่างเจาะลึก ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปที่จะถูกปีศาจคุกคามได้ง่ายๆ คนนั้นเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว

ถงชิวหรานบอกว่าไม่มีปัญหา นั่นย่อมไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการยืนยันจากไป๋ฉี่ลี่อีก

อาหลิงค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นนั่ง บังคับให้ตนเองเผชิญหน้ากับผู้หญิงทั้งห้าคนที่มารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์รูปถ่ายเหล่านั้นตรงหน้านี้

พูดตามตรงตอนแรกอาหลิงไม่ได้คิดจะให้พวกเธอรู้กันหมดจริงๆ แรกเริ่มเธอเพียงพูดกับถังเข่อชิงและไป๋ฉี่ลี่เท่านั้น แต่ผู้ชายพวกนั้นอยู่ด้วยกันทำให้ฟางชิวสุ่ยและหวาเหมียวเหมี่ยวรับรู้บางเรื่องไม่มากก็น้อย เป็นฝ่ายมาถามซักไซ้ด้วยตัวเองถึงที่ เธอจึงจำเป็นต้องพูด ส่วนถงชิวหรานเดิมทีเธอไม่อยากดึงอีกฝ่ายเข้ามาพัวพัน แต่สังหรณ์ของผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเป็นอย่างมาก พอเห็นพวกเธอมารวมตัวกันก็วิ่งแจ้นมาซักไซ้เธอเอง อาหลิงรู้ว่าตนปิดบังไม่ได้ บวกกับก่อนหน้านี้เคยทำร้ายอีกฝ่ายก็รู้สึกผิดต่อเธออยู่แล้ว ดังนั้นจึงจำต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อเธอได้สติกลับมาจึงพบว่าหญิงสาวเหล่านี้ติดต่อกันเองเป็นการส่วนตัวตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว และรวมตัวเหล่าภรรยาตั้งเป็นกลุ่มเล็กๆ

สวรรค์รู้ว่าพวกเธอถึงขั้นยังมีกลุ่มแชตส่วนตัวกลุ่มหนึ่ง ปกตินอกจากแลกเปลี่ยนสูตรอาหาร บ่นสามี อวดลูก นานๆ ทียังแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรับมือกับสามี เด็กดื้อ และปีศาจ นอกจากนี้ถงชิวหรานยังคอยอัพเดตคาถาและข่ายอาคมเล็กๆ สำหรับป้องกันตัวบางอย่างอีกด้วย

พักนี้ตั้งแต่ผู้ชายสามคนนั้นเริ่มตามหาร่างที่กลับชาติมาเกิดของคนคนนั้น หลังจากถูกหวาเหมียวเหมี่ยวจับได้ ประเด็นการตามหาผู้อุปถัมภ์ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดในกลุ่ม

เมื่อเธอได้สติกลับมา แม้แต่ถังเข่อชิงที่ปลีกตัวอาศัยอยู่บนเขาลึกมานานหลายปียังตั้งใจลงจากเขามาโดยเฉพาะเพื่อเหตุนี้

ภายใต้เสียงเรียกร้องเร่งเร้าของผู้หญิงกลุ่มนี้ อาหลิงจำต้องมาแจ้งความคืบหน้า เธอรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่มีทางปล่อยเธอไปอย่างนี้แน่

‘ช่างรองเท้าอัปลักษณ์สามคนเอาชนะจูเก๋อเลี่ยงคนเดียวได้’

ท่าทางยิ้มแย้มร่าเริงของเจ้าเด็กเวินติ้งฟางนั่นผุดขึ้นมาตรงหน้าทำให้อาหลิงกระตุกมุมปาก เธอรู้ว่าเขาพูดไม่ผิด อย่างไรเสียมุดเขาวัวคนเดียวง่ายๆ มองเรื่องอะไรก็จะมีจุดบอด ผู้หญิงตรงหน้าเหล่านี้ไม่ได้มีแค่สามคน บวกเธอด้วยก็เป็นหกคนแล้ว บางทีอาจจะทำให้เรื่องราวกระจ่างแจ้งได้จริงๆ ก็เป็นได้

เธอสูดลมหายใจลึกๆ เริ่มอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้คร่าวๆ

“เดี๋ยวก่อน ฉันขอทวนเหตุการณ์หน่อย”

หลังจากฟังอาหลิงเล่าจบ หวาเหมียวเหมี่ยวก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วไล่เรียงจุดสำคัญ

“ข้อแรก หลังจากผู้อุปถัมภ์ซ่งตายกลายเป็นจเรผีแล้ว ข้อสอง ผู้อุปถัมภ์ซ่งกลับชาติมาเกิดแล้วแน่นอน ข้อสาม เฟิงเยี่ยคือเจ้านายในชาติก่อนของซูเรีย ข้อสี่ กระบี่เกราะแขนลายหงส์เดิมทีเป็นของผู้อุปถัมภ์ซ่ง แต่ต่อมาตกมาอยู่ในมือของเกาเจี้ยนเมื่อชาติก่อน แต่ตอนนี้นายของกระบี่เล่มนั้นคืออาติ้ง ข้อห้า ชินโด ชูอิจิกับผู้อุปถัมภ์ซ่งหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ข้อหก ซูเรียอาจจะพูดโกหก ที่พูดไปข้างต้นนี้มีอะไรผิดไหม”

“ไม่มี” อาหลิงว่าพลางยื่นมือไปหยิบคุกกี้ที่ฟางชิวสุ่ยอบเสร็จหมาดๆ มากัดคำหนึ่ง

“ถ้าซูเรียพูดโกหกล่ะก็ เจ้านายของเขาก็อาจจะไม่ใช่เฟิงเยี่ย” ถังเข่อชิงชี้ประเด็นนี้ออกมา

ถงชิวหรานพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”

“หมายความว่ายังไง” ไป๋ฉี่ลี่ถามด้วยความแปลกใจ

“เฟิงเยี่ยทั้งฉลาดทั้งรูปหล่อ ออร่าภายนอกก็ดีมาก มีพลังวิเศษสามารถกำจัดปีศาจได้ แล้วยังเกิดมาในสกุลเฟิง นี่ก็พอเหมาะพอเจาะเกินไปแล้ว” ถงชิวหรานประคองถ้วยชาแดงที่มีควันลอยกรุ่น “ถึงจะได้ยินมาว่าเมื่อชาติก่อนผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นคนดีที่ทำบุญเพื่อใต้หล้า อิงตามกฎที่พี่เจ็ดเคยบอก หากคนดีกลับชาติมาเกิด ชาตินี้ก็น่าจะมีชะตาชีวิตที่ดี ต้องผ่านเคราะห์ที่ต่างกัน บำเพ็ญคุณธรรมได้สูงขึ้น ถ้าเกิดมาในสกุลเฟิงจริงๆ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาห่างหายไปนานขนาดนี้กว่าจะกลับชาติมาเกิด แล้วยังกลายเป็นจเรผีด้วย ระหว่างนี้น่าจะเกิดปัญหาอะไรบางอย่างสินะ”

เธอพูดอ้อมค้อมมาก แต่ทุกคนล้วนเข้าใจความหมายในถ้อยคำ

“เป็นเพราะฉันสินะ” อาหลิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ฉันทำความผิด เขาคิดจะช่วยฉันถึงได้กลายเป็นจเรผี ดังนั้นจึงไม่ได้มาเกิด ฉินเคยบอกว่าหลังจากเขาตายได้พนันกับพวกพญายม ขอโอกาสครั้งหนึ่งเพื่อฉัน เพราะฉะนั้นถึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ซูโจว โจวชิ่งถึงได้ถูกลากเข้ามาพัวพันด้วยเหตุนี้”

เธอคิดไปคิดมานี่เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นที่สุด

“โจวชิ่งคือคนไหนนะ” ฟางชิวสุ่ยถาม เรื่องราวซับซ้อนเกินไป ชื่อคนเยอะเกินไป เธอฟังจนสับสนแล้ว

“คนนี้ๆ” นานๆ ทีไป๋ฉี่ลี่จะจำได้ เธอชี้ไปยังผู้ชายที่มีใบหน้าหม่นหมองคนนั้นอย่างรวดเร็ว “คนที่มีรอยสักนี้ อดีตชาติคือเจ้าคนบ้าอำนาจนั่น”

“ถ้าเป็นแบบนี้งั้นผู้อุปถัมภ์ซ่งกลับมาเกิดชาตินี้ก็น่าจะมีความก้าวหน้า” ฟางชิวสุ่ยกล่าวก่อนจะรินชาแดงให้อาหลิงถ้วยหนึ่ง “ไม่งั้นน่าจะยังเป็นจเรผีต่อไปล่ะมั้ง”

“อืม” ถังเข่อชิงเห็นด้วยกับจุดนี้ “แต่จะเป็นความก้าวหน้าแบบไหนล่ะ”

หวาเหมียวเหมี่ยวเรียบเรียงประเด็นสำคัญที่อยู่ในสมุดบันทึกออกมาทั้งหมด “ผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นจเรผีเพราะอาหลิง มีความก้าวหน้า ดังนั้นจึงกลับชาติมาเกิด…เดี๋ยวนะ การมาเกิดไม่ใช่ว่าดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วก็จะลืมอดีตชาติเหรอ ถ้าเป็นแบบนี้งั้นหลังจากเขามาเกิดทำไมถึงรู้จักกับอาหลิงล่ะ”

“นั่นสิ ถ้าเขาเป็นจเรผี ทำไมมาหาอาหลิงตรงๆ ไม่ได้ เยี่ยอิ่งก็เป็นจเรผีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ฉินเทียนกงเองก็เป็นใช่ไหม” ฟางชิวสุ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย

“เพราะกฎ” ไป๋ฉี่ลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มจนใจ “ฟ้าดินมีกฎจึงธำรงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ได้ อู๋หมิงบอกว่าแม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถแหกกฎได้เหมือนกัน เรื่องบางเรื่องแค่ดึงผมหนึ่งเส้นก็สะเทือนไปทั้งร่างได้อย่างง่ายดาย ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเหมือนกับทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องในโลกมนุษย์ได้ตามใจชอบ”

“อ๊ะ ฉันลืมไป” ฟางชิวสุ่ยถอนหายใจ เพิ่งนึกขึ้นมาได้ “เค่อกังเคยบอกเรื่องนี้กับฉัน”

เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเธอก็ได้ยินหวาเหมียวเหมี่ยวยกปากกาลูกลื่น ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

“อ๊ะ ก็คือกฎระเบียบ!”

พวกผู้หญิงถูกทำให้ตกใจ หันไปมองพร้อมกันก็เห็นหวาเหมียวเหมี่ยวพูดอย่างจริงจัง

“พวกพี่ฉินบอกว่าโลกมนุษย์มีกฎระเบียบของโลกมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาไม่อาจก้าวก่ายได้ใช่ไหม ในเมื่อเป็นอย่างนี้ปรโลกก็น่าจะมีกฎระเบียบของพวกเขา ไม่ผิดสินะ?”

“ถูกต้อง” ไป๋ฉี่ลี่พยักหน้า เมื่อครู่เธอก็พูดอย่างนี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ หวาเหมียวเหมี่ยวถึงดูเหมือนคิดอะไรออก

หวาเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “นี่หมายความว่าปรโลกก็มีการแบ่งลำดับชั้นและตำแหน่งเหมือนกับพวกเราที่นี่ ยกตัวอย่างเช่นตำรวจ มีแบ่งเป็นตำรวจทั่วไป ตำรวจจราจร ก็เหมือนกับจเรผีของปรโลกถูกไหม พวกเรามีตำรวจสืบสวน ดังนั้นปรโลกก็คงมียมทูตหัววัวหน้าม้า* หรือลาดตระเวนอะไรทำนองนั้นเหมือนกัน”

“เอ่อ ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่าพวกเขาแบ่งลำดับขั้นแบบนี้รึเปล่า” ไป๋ฉี่ลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน

“ไม่เป็นไร นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” หวาเหมียวเหมี่ยวโบกมือแล้วยิ้มบางๆ “พวกเธอเข้าใจความหมายของฉันก็พอ”

“แล้วไงล่ะ ฉันนึกว่าเรามั่นใจแล้วซะอีกว่าปรโลกมีอยู่จริงๆ” ถังเข่อชิงเลิกคิ้วถาม ถึงเธอจะไม่เคยไป แต่พวกผู้หญิงตรงหน้านี้ล้วนผ่านสังสารวัฏการกลับชาติมาเกิด แม้พวกเธอจะจำรายละเอียดของปรโลกได้ไม่ชัด แต่หลายปีมานี้หากนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก็ต่างจะมาคุยกันเพื่อยืนยันให้แน่ใจ

หวาเหมียวเหมี่ยวมองไปทางถังเข่อชิงแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ ในเมื่อมีจเรผีที่คอยวิ่งทำงาน แน่นอนว่าย่อมต้องมีเบื้องบน ถ้าปรโลกมีกฎระเบียบเหมือนกับโลกมนุษย์เราจริงๆ ก็ต้องมีระบบเหมือนกัน ถ้าพวกเรามองปรโลกเป็นบริษัทสักบริษัทหนึ่ง ตามที่ฉันเข้าใจระบบบริษัท ปกติเมื่อคนคนหนึ่งทำความผิดก็จะมีกระบวนการหนึ่ง ตามข้อมูลที่พวกเราได้รับมาตอนนี้ การทำงานของปรโลก จเรผี ตุลาการ พญายมเหล่านี้จะดูแลดวงวิญญาณของผู้คนหลังจากที่ตายแล้ว ตกรางวัลผู้กระทำความดี ลงทัณฑ์ผู้กระทำความชั่วถูกไหม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเธอกับอาหลิงไม่มีทางตายไง งั้นพวกเขาทำยังไงกับพวกเธอสองคนหรือไม่ก็คนที่เป็นเหมือนพวกเธอ ปล่อยไปไม่สนใจ? แต่ถ้าปล่อยไปไม่สนใจจริงๆ ล่ะก็ นั่นก็จะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนกับทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกถูกไหม เมื่อกี้ฉี่ลี่เพิ่งบอกไป ดังนั้นพวกเขาไม่มีทางปล่อยไปไม่สนใจแน่นอน นั่นก็คือเรื่องที่ฉินเทียนกงกำลังทำ เขาให้พี่ฉินรับเยี่ยอิ่งไว้เป็นภูตยักษ์ช่วยเก็บกวาดปีศาจไม่ใช่หรือไง”

ถงชิวหรานฟังถึงตรงนี้ก็อดถามไม่ได้ “เรื่องพวกนี้ที่เธอพูดเกี่ยวอะไรกับกฎระเบียบ”

หวาเหมียวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ยต่ออย่างตาลุกวาว “พวกเขาจะเก็บเยี่ยอิ่งไว้เป็นภูตยักษ์ก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ปล่อยไปไม่สนใจและก็ไม่มีทางด้วย พวกเขาเองก็มีกฎระเบียบและระบบของพวกเขา แต่บริษัทในใต้หล้าล้วนมีความดำมืดเป็นธรรมดา”

“หมายความว่ายังไง” ความคิดของหวาเหมียวเหมี่ยวแล่นเร็วเกินไป คราวนี้ไป๋ฉี่ลี่ฟังไม่เข้าใจเลยจริงๆ

ฟางชิวสุ่ยที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้ามึนงงเช่นกัน ยังโพล่งถามว่า “ไม่ใช่อีกาในใต้หล้าล้วนดำมืดเป็นธรรมดาหรอกเหรอ”

เทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยทำงานในระบบบริษัททั้งสองคนนี้ ถงชิวหรานกับถังเข่อชิงที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทกลับฟังแล้วเข้าใจในทันที

“ใช่แล้ว นี่ก็คือกฎระเบียบ” ถังเข่อชิงเข้าใจในทันใด “ในตอนแรกเป็นเพราะเส้นสายของฉี่ลี่ ฉินถึงได้แอบปล่อยเทียนฟั่งออกมา ถ้าไม่ใช่แบบนี้เขาอาจจะยังถูกขังอยู่ในอเวจีก็ได้”

ถงชิวหรานโพล่งออกไปทันที “อาหลิงทำความผิด แต่เธอไม่มีทางตาย ถ้าผู้อุปถัมภ์ซ่งต้องการช่วยอาหลิง เบื้องบนจะต้องมีคนคัดค้านแน่”

“ไม่ผิด ก็แบบนี้แหละ ในบริษัททุกอย่างล้วนมีระบบและระเบียบที่เป็นมาตรฐาน อีกทั้งฝักฝ่ายที่ต่างกันก็จะมีความเห็นที่ต่างกัน แปดส่วนเบื้องบนเองก็คงจะรับมือยากเหมือนกัน” หวาเหมียวเหมี่ยวชี้ถึงประเด็นนี้ให้ทุกคนฟัง จากนั้นก็มองไปทางอาหลิง พูดความคิดของตัวเองออกมา “ฉันคิดว่าผู้อุปถัมภ์ซ่งเจรจาแลกเปลี่ยนกับคนของปรโลกหรือไม่ก็ทำข้อตกลงอะไรสักอย่าง เพราะงั้นเขาถึงได้สามารถกลับชาติมาเกิดมาหาเธอได้ แต่เธอคิดจุดนี้ออกแล้วถูกไหม”

อาหลิงที่นิ่งเงียบมาตลอด จนถึงตอนนี้ถึงได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้า

“ใช่ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าความคิดของฉันถูกหรือเปล่า ฉันอาจจะคิดมากไปเอง” อาหลิงมองหวาเหมียวเหมี่ยวแล้วเอ่ยว่า “ฉันจำเป็นต้องมีจุดยืนเป็นกลางมากขึ้น”

“เหมือนฉัน” หวาเหมียวเหมี่ยวยกมุมปากเล็กน้อย

รอยยิ้มนั้นทำให้อาหลิงนึกถึงเตาถูหมีในวันวาน

แม้ผู้หญิงคนนี้จะนิสัยใจคอต่างจากชาติก่อน แต่ยังคงเฉลียวฉลาดเหมือนกัน

พูดจริงๆ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังจากผ่านเรื่องเหล่านั้นมาแล้วผู้หญิงคนนี้จะถึงกับยินดีช่วยเธอ

อาหลิงรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ เอ่ยเสียงแหบพร่า “ใช่ เหมือนเธอ”

หวาเหมียวเหมี่ยวมองเห็นความรู้สึกผิดจากในดวงตาของอาหลิง เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อหลายปีก่อนอาหลิงมอบกำยานดอกถูหมีที่เถี่ยจื่อเจิ้งทำให้กับเธอ ทำให้เธอจำอดีตขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเธอก็คลายความกังวลแล้ว

ใช่ว่าเธอไม่เคยโกรธเกลียด แต่ความเสียใจใหญ่หลวงที่สุดในอดีตชาติของเธอคือการที่ไม่กล้ายอมรับความรู้สึกจากเถี่ยจื่อเจิ้ง ไม่เคยสารภาพความในใจกับเขา

ดังนั้นเธอจึงเพียงแค่มองอาหลิง ส่งยิ้มให้น้อยๆ ควงปากกาที่อยู่ระหว่างนิ้ว หลุบเปลือกตาแล้วจิ้มชื่อคนเหล่านั้นที่จดไว้บนกระดาษ

“ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง หากผู้อุปถัมภ์ซ่งเจ้าเล่ห์เพทุบายและไร้ยางอายอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันคิดว่าถึงเขาจะบรรลุข้อตกลงและกลับชาติมาเกิดแล้ว แต่จะต้องมีคนพยายามขัดขวางเขาแน่ ก็อย่างที่เรารู้ โลกนี้มีสามแดนคือสวรรค์ พิภพ และมนุษย์ ดังนั้นคนที่คัดค้านก็ไม่แน่ว่าจะมีแค่แดนพิภพอาจจะยังมีคนของแดนสวรรค์ด้วยก็ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามีแค่คนของแดนพิภพเขาไม่จำเป็นต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้ คนของแดนพิภพน่าจะรู้ล่ะมั้งว่าเขากลับชาติมาเกิดเป็นใคร”

“ไม่ เรื่องแดนพิภพนอกจากจอมราชันสังสารวัฏแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ได้รู้แน่ชัดเหมือนกัน ไม่งั้นฉินคงไม่ตามหาฉี่ลี่นานขนาดนั้น แต่ที่เธอพูดไม่ผิด เป็นไปได้ว่าคนของแดนสวรรค์ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย” อาหลิงกล่าว

ไป๋ฉี่ลี่พยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยเสริมว่า “อืมๆ ก่อนหน้านี้ก็เป็นคนของแดนสวรรค์สังเกตได้ว่ามีความผิดปกติจึงลงมาร้องเรียนที่ปรโลก ดังนั้นอู๋หมิงจึงถูกเรียกไปไต่สวน”

หวาเหมียวเหมี่ยวยกปากกาขึ้นมาอีกครั้ง มองทุกคนพลางเอ่ยว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้เฟิงเยี่ยคนนี้อาจจะเป็นแค่อาคมลวงตาที่ผู้อุปถัมภ์ซ่งทำขึ้นมาทำให้ทุกคนคิดว่านั่นคือเขา แบบนี้ถ้าหากคิดจะหาเรื่องเขาก็จะไปหาเฟิงเยี่ย ดังนั้นถึงได้ให้ซูเรียไปรับเฟิงเยี่ยเป็นนาย เพราะเฟิงเยี่ยไม่ใช่เขาไงล่ะ เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นต้องให้ซูเรียคุ้มครองเฟิงเยี่ย”

อาหลิงตะลึงงัน เธอไม่เคยคิดอย่างนี้เลยจริงๆ

“การสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก” ถังเข่อชิงกวาดมองบันทึกที่หวาเหมียวเหมี่ยวจดเอาไว้ “ผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นจเรผีแท้ๆ แต่กลับไม่เคยมาหาเธอโดยตรงก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวกับข้อตกลงของปรโลก เหมือนกับที่เหมียวเหมี่ยวบอก จะต้องมีบางคนคัดค้านแน่”

“ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง งั้นซูเรียจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน” ถงชิวหรานมองอาหลิง “แต่เธอเองก็สัมผัสได้แล้วถูกไหม”

“ใช่” อาหลิงมองผู้ชายที่สวมชุดสีดำทั้งตัวและไว้ผมยาวดำขลับคนนั้นที่อยู่บนจอ เอ่ยอย่างราบเรียบ “แต่ฉันรู้ดีว่าต่อให้ฉันเอ่ยปากถาม เขาก็ไม่มีทางยอมรับหรอก เขาตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องทำตามประสงค์ของคนคนนั้น”

“ถ้าเฟิงเยี่ยเป็นแค่อาคมลวงตา” ฟังถึงตรงนี้ฟางชิวสุ่ยที่ฟังคนอื่นถกเถียงกันอยู่ด้านข้างเงียบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “งั้นชินโด ชูอิจิคนนี้มีความเป็นมายังไง บอกว่าเขาหน้าตาเหมือนชาติก่อนของผู้อุปถัมภ์ซ่งอย่างกับแกะไม่ใช่เหรอ หน้าตาเหมือนขนาดนี้ก็เหมือนกับเป็นการบอกว่าที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง งั้นอาคมลวงตาของเฟิงเยี่ยก็ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดไม่ใช่หรือไง”

ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ต่างมองไปทางอาหลิง

“รูปร่างหน้าตาเหมือนมาก” อาหลิงมองรูปภาพใบนั้น “ภายนอกดูแล้วแทบจะเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน”

“ก็เป็นไปได้ว่าตอนเขากลับชาติมาเกิดถูกคนปลุกปั่น จงใจทำให้เขาหน้าตาเหมือนกับก่อนหน้านี้” ถงชิวหรานยกประเด็นนี้ออกมา “ถ้าสมมติฐานก่อนหน้านี้ของเราเป็นจริงล่ะก็”

“หรือไม่เขาก็จงใจทำอย่างนี้” ถังเข่อชิงว่า

“อาคมลวงตาอีกแบบหนึ่ง? สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่สุด?” ถงชิวหรานกล่าว

“ผู้อุปถัมภ์ซ่งคนนี้เจ้าเล่ห์มากขนาดนี้จริงๆ เหรอ” ฟางชิวสุ่ยถามอาหลิงอย่างอดไม่ได้

พูดถึงตรงนี้อาหลิงก็รู้สึกปวดศีรษะ “มีความเป็นไปได้”

ก็เพราะว่าความคิดของผู้ชายคนนั้นสามารถเลี้ยวไปได้หนึ่งพันแปดร้อยตลบ ดังนั้นเรื่องต่างๆ มากมายเธอจึงไม่อาจยืนยันได้

อาหลิงหงุดหงิดจนอดไม่ได้ที่จะหยิบคุกกี้ยัดใส่ปากอีกครั้ง หลายวันมานี้ระดมสมองเพื่อคิดเรื่องพวกนี้จึงใช้พลังงานหมดไปอย่างรวดเร็ว

คุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จคู่กับชาแดงถูกทุกคนกำจัดไปอย่างรวดเร็ว ฟางชิวสุ่ยเห็นแล้วก็ลุกขึ้นไปยกพุดดิ้งคัสตาร์ดที่อยู่ในเตาอบออกมาเสิร์ฟ พักนี้พวกเธอนัดรวมตัวกัน ของหวานล้วนถูกกินจนเกลี้ยงเร็วมาก เธอชินนานแล้ว

เมื่อฟางชิวสุ่ยหยิบพุดดิ้งคัสตาร์ดออกมาก็ได้ยินหวาเหมียวเหมี่ยวถามอาหลิงพอดี

“เธออ่านใจพวกเขาตรงๆ เลยไม่ได้เหรอ”

“ได้สิ” อาหลิงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “แต่ฉันพบว่าจิตใจของพวกเขาล้วนถูกวางสิ่งกีดขวางไว้ ฉันไม่สามารถย้อนกลับไปดูถึงเหตุการณ์ก่อนที่พวกเขาจะเกิดได้ ส่วนชินโดฉันยังไม่เคยลอง ฉันไม่สนิทกับเขา ทำโต้งๆ แบบนี้ฉันกลัวว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น”

หวาเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้ว ถามอีกครั้ง “กำยานดอกถูหมีที่เธอให้ฉันมาตอนแรก ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกว่ากลิ่นหอมเป็นแค่ตัวนำ สิ่งที่ได้ผลในความเป็นจริงคืออาคมที่เพิ่มไปบนนั้นถูกไหม ให้ชินโดลองดูได้หรือเปล่า ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เขาจำอดีตชาติของตัวเองขึ้นมาได้ก็ได้ แล้วก็จะสามารถยืนยันได้แล้วว่าเขาคือผู้อุปถัมภ์ซ่งหรือเปล่า”

อาหลิงมองเธอพลางกล่าวว่า “ฉันเคยคิดวิธีนี้ แต่ถ้าเขาไม่ใช่การจำอดีตชาติได้จะส่งผลกระทบถึงชาตินี้ของเขา บางครั้งการจำได้มากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี คาถานี้ทำให้คนลุ่มหลงมัวเมาได้ง่ายมาก ฉันมั่นใจแล้วว่าเธอคือร่างที่กลับชาติมาเกิดของถูหมี พบว่าเพราะเธอไม่ได้คลี่คลายปมในใจจึงมองไม่เห็นคนข้างกาย ถึงได้จำเป็นต้องใช้คาถานี้ ถ้าเธอลุ่มหลงอยู่กับเรื่องราวในอดีตช่วงนั้นเพราะเหตุนี้ หากเดินออกมาไม่ได้ชาตินี้ก็ถูกทำลายลงแล้ว”

หวาเหมียวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็ตะลึงงัน เธอไม่เคยคิดเลยจริงๆ

แต่จะว่าไปก็เป็นแบบนี้จริงๆ ถ้าตอนแรกข่งฉีอวิ๋นไม่อยู่ข้างเธอและเธอก็จมอยู่กับความทรงจำในอดีตชาติทั้งอย่างนี้ล่ะก็ เกรงว่าก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตดีๆ ได้เหมือนกัน แม้ตอนแรกเธอก็ไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีมากเท่าไรนักก็ตาม

ทันใดนั้นหวาเหมียวเหมี่ยวก็พลันเข้าใจ อาหลิงรับรู้ได้ว่าอาการของเธอย่ำแย่มากแค่ไหนตั้งแต่ตอนนั้นแล้วจึงมอบกำยานนั้นให้เธอ

“เธอรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอว่าฉันคือเตาถูหมี เขาคือเถี่ยจื่อเจิ้ง” หวาเหมียวเหมี่ยวถาม

“อืม” อาหลิงมองอีกฝ่าย เอ่ยยอมรับว่า “ฉินให้คนสืบมา ตอนที่ฉันรู้ว่าชาตินี้เธอกับเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน ตอนแรกฉันนึกว่าเธอกับเขาสามารถแก้ไขเรื่องทั้งหมดได้เอง แต่สถานการณ์ของเธอไม่ค่อยดีเท่าไร ถึงเขาจะอยู่ข้างห้องเธอแค่นี้ แต่เธอแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเขาเลย”

หวาเหมียวเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ยิ้มอย่างเก้อเขิน

พูดเรื่องแย่ๆ ได้น่าฟังจริงๆ ตอนนั้นเธอแทบจะปิดกั้นตัวเองโดยสมบูรณ์ แม้จะยังออกจากบ้านไปทำงาน แต่ก็แค่เอาการทำงานมาเป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองชินชา

อาหลิงมองหวาเหมียวเหมี่ยว “ฉันสังเกตเห็นว่าจริงๆ แล้วเขาแคร์เธอมากมาตลอด แต่เธอไม่ได้สนใจความห่วงใยที่เขามีต่อเธอเลย เหมือนยังเข้าใจเขาผิดอยู่นิดหน่อย บวกกับนับวันเธอยิ่งเหมือนศพเดินได้มากขึ้นเรื่อยๆ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปฉันไม่คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ฉันคิดว่าระหว่างพวกเธอจำเป็นต้องมีจุดเปลี่ยนสักหน่อย”

ดังนั้นเธอจึงมอบกำยานดอกถูหมีคืนให้หวาเหมียวเหมี่ยว ทั้งยังตั้งใจไปตามหาคาถาที่จะสามารถสร้างภาพมายาที่เป็นความทรงจำของดวงจิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้มาโดยเฉพาะ ผนวกมันเข้าไปทำให้หวาเหมียวเหมี่ยวสามารถจำอดีตชาติขึ้นมาได้

หวาเหมียวเหมี่ยวมองอาหลิง รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการมอบกำยานนั้นให้เธอ สำหรับอาหลิงแล้วต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนเพื่อทำให้เธอจำได้ นั่นคือการที่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดที่ตนเคยกระทำโดยตรง อาหลิงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“เธอไม่กลัวเหรอว่าหลังจากที่ฉันจำทุกอย่างได้ขึ้นมา ฉันจะเกลียดเธอ” หวาเหมียวเหมี่ยวถาม

“เธอเกลียดฉันนั่นก็สมควรแล้ว” อาหลิงจ้องผู้หญิงคนนี้ตรงๆ นึกถึงคำพูดที่ผู้ชายคนนั้นคุยกับเธอและพูดโน้มน้าวขณะพักฟื้นอยู่ที่ริมทะเลสาบ เธอประสานมือทั้งสองข้างวางไว้บนตัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสั่นเครือ มองหวาเหมียวเหมี่ยวพลางกล่าวคำขอโทษที่จุกอยู่ในลำคอเธอมาหลายพันปี

“ขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ”

หวาเหมียวเหมี่ยวคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำขอโทษจากอาหลิง ทั้งยังต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้น พูดตอบกลับด้วยประโยคหนึ่งที่อาหลิงไม่เคยคิดมาก่อน

“ขอบคุณเธอนะที่ให้กำยานกับฉัน”

อาหลิงตะลึงงัน มองผู้หญิงตรงหน้าอย่างอึ้งๆ

“นี่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เกลียดอาหลิง สตรีแขวงเมืองปาที่ยุยงซั่งจู่กั๋วในอดีตหรอกนะ” หวาเหมียวเหมี่ยวมองอาหลิง “แต่ฉันขอบคุณเธอที่ทำให้ฉันจำได้ ฉันอยากจำได้ ต่อให้ขมขื่นแค่ไหนก็ต้องจำได้ ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนก็อยากจำได้ จำความดีที่เขามีต่อฉันได้ จำความรู้สึกที่เขามีต่อฉันได้ เพราะงั้น…ขอบคุณเธอนะที่ทำให้ฉันจำได้”

หัวใจอาหลิงพลันบีบรัด วินาทีต่อมาจู่ๆ น้ำตาก็เอ่อคลอโดยไม่มีเค้าลางบอกกล่าวแม้แต่นิด

เธอสะอื้นทีหนึ่ง พยายามห้ามความรู้สึกที่ปะทุขึ้นมา ทว่ากลับไม่สามารถทำได้ น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย

ชั่วขณะนี้เธอรู้สึกทั้งอับอายและกระอักกระอ่วนจนแทบอยากจะลุกหนี เหมือนกับช่วงหลายปีนั้นในอดีต แต่เธอหนีมานานเกินไปแล้ว และเธอติดค้างคำขอโทษต่อพวกผู้หญิงตรงหน้านี้จริงๆ

ดังนั้นเธอจึงบังคับให้ตนเองอยู่ที่เดิม เผชิญหน้ากับหวาเหมียวเหมี่ยวทั้งน้ำตา จากนั้นก็มองไปที่ถังเข่อชิง ถงชิวหราน ฟางชิวสุ่ย แล้วเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยเสียงสั่นเครือ

“ฉันรู้ว่า…เรื่องที่ฉันทำกับพวกเธอไว้มันไม่น่าให้อภัย…” เธอกล่าวพลางคุกเข่าโน้มตัวไปข้างหน้าทำความเคารพอย่างเป็นทางการ สองมือวางแนบหน้าเข่า ก้มศีรษะจรดพื้น เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “ขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว…”

ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบงันชั่วขณะ

อาหลิงสูดลมหายใจแล้วสูดลมหายใจอีก น้ำตายังคงบดบังสายตา จากนั้นผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างกายเธอตั้งแต่เมื่อไร ยื่นสองมือออกมาประคองเธอให้ลุกขึ้น

“มันผ่านไปหมดแล้ว”

เมื่อมือคู่นั้นสัมผัสกายอาหลิงก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ช้อนตาขึ้นมองผู้หญิงตรงหน้า เพียงเห็นถงชิวหรานมองตน เผยรอยยิ้มอ่อนโยนที่เธอคุ้นเคยอย่างยิ่งเมื่อนานแสนนานมาแล้ว นั่นคือรอยยิ้มที่จื่อจิงมี

จากนั้นถงชิวหรานก็ยื่นมือมากอดเธอ เอ่ยปากพูดอีกครั้งว่า “มันผ่านไปแล้ว”

ลมหายใจเธอขาดห้วง อ้อมกอดนั้นอบอุ่นเช่นนี้ทำให้อาหลิงสะอื้นทีหนึ่ง น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลรินอย่างไม่ขาดสาย

ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วเธอไม่กล้าเผชิญหน้ากับเพื่อนสนิทร่วมสำนักเมื่อหลายปีก่อนคนนี้เพียงลำพังมาโดยตลอด นับตั้งแต่ถงชิวหรานจำได้ว่าตัวตนในอดีตชาติคือจื่อจิงและกลับไปกับเยี่ยอิ่ง อาหลิงก็อดไม่ได้ที่จะหลบอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่เคยหวังว่าถงชิวหรานจะยกโทษให้ เธอยังจำได้อย่างชัดเจนว่ากรงเล็บของเยี่ยอิ่งทะลวงอกของจื่อจิงอย่างโหดเหี้ยมอย่างไร จำความตกใจและความเจ็บปวดในดวงตาจื่อจิงได้ อาหลิงรู้ว่าถงชิวหรานเองก็เหมือนกัน ในเมื่อจำได้แล้วจะลืมอีกได้อย่างไร

ทว่าผู้หญิงคนนี้ก็ยื่นมือทั้งคู่ออกมาหาเธออย่างนี้ ปัดเป่าเรื่องราวให้ผ่านพ้นไป

เธอสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน สามารถอ่านใจของอีกฝ่ายได้ รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งใจ ตั้งใจปล่อยให้เรื่องราวผ่านพ้นไป ตั้งใจกอดเธอไว้

อ้อมกอดอบอุ่นอันแสนบริสุทธิ์นี้กลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกละอาย ชั่วขณะนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ความรู้สึกผิดที่ทับถมอยู่ในใจมานับพันปีพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากอันสั่นเทาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน

“ขอโทษ…ฉันไม่อยากเลยจริงๆ ฉันไม่อยากลากเธอลงน้ำ…เยี่ยอิ่งไม่อยากให้ฉันลากเธอลงน้ำด้วย…แต่ฉัน…ฉันทนไม่ได้แล้ว…ฉันเคยลอง…แต่ฉันเกลียดมาก…เจ็บปวดมาก…ฉันไม่อยาก…ไม่อยากอยู่ที่นั่นอีกแล้ว”

คำพูดนี้ทำให้ผู้หญิงทุกคนตรงนั้นล้วนถูกบีบคั้นหัวใจ ต่างแสบจมูกและพากันน้ำตาไหลออกมา

“ฉันรู้” ถงชิวหรานกอดเธอแน่นไว้ในอ้อมอก ลูบหลังเธอพลางน้ำตาร่วงพรู สะอื้นเอ่ยว่า “ฉันรู้ว่าเธอจะต้องอดทนจนไม่อาจทนได้อีกแล้ว…”

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก” ถังเข่อชิงใบหน้าขาวซีด เอ่ยเสียงแหบทั้งน้ำตา “ถ้าจะพูดจริงๆ ก็เป็นความผิดของฉันเหมือนกัน ถ้าตอนแรกฉันรู้และห้ามได้ทันตั้งแต่เนิ่นๆ เรื่องราวก็คงไม่กลายเป็นอย่างนี้”

อาหลิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า จากนั้นน้ำตาก็รินไหลลงมาอีกครั้ง เธอสารภาพความผิดที่ตนเองกระทำด้วยเสียงสั่นเครือ

“นั่นเป็นแค่สาเหตุ แต่หลังจากนั้น…หลังจากนั้นล้วนเป็นการเลือกของฉัน…”

เธอหลั่งน้ำตาดุจฝนโปรย เอ่ยอย่างขมขื่น “ยิ่งไปกว่านั้นกงฉีปิดบังเธอมาโดยตลอด เขารู้ดีว่าเธอจะห้ามเขาไม่ให้ส่งตัวฉันไป ฉันน่าจะคิดได้แต่แรกแล้วว่าเธอไม่มีทางนิ่งดูดาย แต่ตอนนั้นฉันเจ็บปวดเกินไป โกรธมากเกินไป และปีศาจพวกนั้นบอกอยู่ตลอดว่าฉันถูกพวกเธอทุกคนทรยศและทอดทิ้งนานแล้วทำให้ฉันถูกความโกรธแค้นบังตา กระทั่งหลายปีให้หลังตอนที่ฉันอยู่เป็นเพื่อนคนคนนั้นพักฟื้น เขาถามเรื่องราวในตอนนั้นจากฉันอย่างละเอียด ชี้ถึงปัญหา และเตือนฉัน จึงทำให้ฉันนึกขึ้นได้ ตอนที่ถูกพาตัวไปแนวหน้า กระทั่งไม่ได้เข้าไปในค่ายทหาร เป็นกงฉีมาพบฉันที่นอกค่าย ต่อมาก็ส่งคนพาตัวไปลานบูชายัญทันที ตั้งแต่ต้นจนจบเธอไม่ได้เห็นฉันเลย”

อาหลิงช้อนดวงตาที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมา มองถังเข่อชิงที่เคยถูกเรียกขานว่าเตี๋ยอู่ ริมฝีปากสั่นระริก “ฉันควร…ควรไปหาเธอตั้งนานแล้ว ควรทำอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อร้อยปีพันปีก่อน แต่ตอนนั้นฉันสติสัมปชัญญะไม่แจ่มชัด หมอนั่น…คนคนนั้นเขา…ทำให้ฉันโมโหมาก…เมื่อฉันได้สติกลับมาจริงๆ ก็ผ่านไปนานหลายปีแล้ว ตอนนั้นฉันยังนึกว่าตราบใดที่ฉันไม่เข้าไปพัวพัน ต่อให้เธอกับกงฉีพบกันอีกครั้งก็ไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน ฉันคิดไม่ถึงว่าคาถานั้นจะไม่เพียงทำให้เธอไม่ตาย ไม่เพียงทำให้เธอกับเขาได้พบกันอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้งได้จริงๆ”

นั่นคือคำสาปจริงๆ

อาหลิงมองถังเข่อชิง เอ่ยทั้งที่น้ำตาอาบใบหน้า “ขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ…”

ฟังถึงตรงนี้น้ำตาในดวงตาของถังเข่อชิงก็ไหลรินลงมาไม่รู้ตั้งเท่าไรนานแล้ว เธอโน้มตัวไปข้างหน้า ยื่นมือไปกุมมือเล็กๆ อันเย็นเฉียบของอาหลิงไว้

“เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันหรอก ฉันควรฟังคำพูดของเธอแต่แรก ฉันควรสังเกตได้ตั้งนานแล้วว่ากงฉีกำลังคิดอะไรอยู่ สงครามนั้นยืดเยื้อมานานเกินไป แนวรบลากยาวเกินไป เขารีบร้อนอยากจะจบมัน เมื่อเขารับปากว่าจะพบพ่อมดที่อ้างตัวว่ามาจากลานบูชายัญคนนั้น ฉันก็น่าจะต้องรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่ไรมาเขาไม่เคยศรัทธาเทพ เทพแห่งแคว้นไม่เคยคุ้มครองเขา หากไม่ได้ผลประโยชน์เขาคงคร้านจะฟังพ่อมดพวกนั้นพูด คำพูดของเธอเขาล้วนไม่ฟัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพ่อมดคนอื่นๆ แต่หลังจากนั้นสักพักพ่อมดคนนั้นแทบจะตามติดเขาทุกฝีก้าว ถึงท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าหมอนั่นจะพูดอะไร เขาก็ทำตามอย่างว่าง่ายแทบทุกอย่าง นั่นไม่เหมือนเขาเลย…”

“พ่อมดที่มาจากลานบูชายัญ?” ถงชิวหรานตะลึงงัน หันไปมองถังเข่อชิง “ฉันไม่เคยส่งพ่อมดไปพบจอมราชันที่สนามรบ นับตั้งแต่โบราณมาพ่อมดของลานบูชายัญไม่สามารถว่าราชการได้”

“ไม่ใช่คนที่เธอส่งไป…” อาหลิงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า สงบสติอารมณ์ที่ราวกับเขื่อนแตก เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ผนึกของลานบูชายัญในตอนนั้นก็อยู่มานานหลายพันปีแล้ว ร่องรอยปริแตกก็มีมานานแล้ว ปีศาจใหญ่บางตนสามารถใช้ประโยชน์จากการแบ่งจิตและร่างแอบหนีออกไปสิงร่างมนุษย์ได้ ที่ผ่านมาพวกเขามอมเมาและเล่นกับจิตใจมนุษย์อย่างนี้ โน้มน้าวให้ราชวงศ์ส่งคนที่มีสายเลือดแห่งเทพไปเป็นเครื่องสังเวยที่ลานบูชายัญเพื่อแลกเปลี่ยนกับความแข็งแกร่ง…”

พูดถึงตรงนี้ความเคียดแค้นแทบจะปะทุขึ้นมาในใจอีกครั้ง แต่คราวนี้อาหลิงไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์นั้นควบคุมตัวเธอ ถงชิวหรานยังคงลูบหลังเธอ ถังเข่อชิงเองก็กุมมือเธอไว้ ฟางชิวสุ่ยก็มาอยู่ข้างกายเธอไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ส่งกระดาษเช็ดหน้าให้เธอ และไป๋ฉี่ลี่ที่ทั้งบริสุทธิ์และน่ารักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคนนั้นนั่งลงตรงหน้าเธอ ยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา

แม้จะไม่เคยสัมผัสอีกฝ่าย แต่อาหลิงล้วนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความห่วงใยที่แผ่รัศมีออกมาจากกายเธอ อีกทั้งความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน

การให้อภัยจากใจจริงและความห่วงใยไร้สิ้นสุดของพวกเธอโอบล้อมหัวใจของอาหลิงทำให้น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่อยากจะเชื่อ แต่ผู้หญิงเหล่านี้ล้วนไม่เกลียดเธออีกต่อไป ให้อภัยเธอด้วยใจจริง

‘เจ้าทำได้ ข้ารู้’

ถ้อยคำขบขันอันแหบพร่าแผ่วเบาของเขาดังก้องอยู่ข้างหู

‘ข้ารู้’

น้ำตาร้อนผ่าวไหลรินเป็นสาย อาหลิงยกมือปิดตา ร้องไห้อย่างเงียบเชียบโดยที่มือและปากสั่นระริก

พวกผู้หญิงข้างกายเข้ามาโอบกอดเธอทีละคน ทั้งลูบทั้งปลอบ ทว่าทุกคนต่างก็ร้องไห้ไม่หยุดเช่นกัน

“โอ๊ยๆ แย่ชะมัด! ฉันไม่ใช่คนขี้แยเลยนะ แต่เรื่องแบบนี้มันแพร่เชื้อได้จริงๆ นะเนี่ย!” ในที่สุดหวาเหมียวเหมี่ยวที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาเพียงคนเดียวก็โน้มตัวไปดึงกระดาษทิชชูสองแผ่นมาสั่งน้ำมูกอย่างทนไม่ไหวเช่นกัน

พอทุกคนเงยหน้ามอง ถึงได้พบว่าเธอเองก็ร้องไห้จนน้ำตาท่วมหน้าตั้งนานแล้ว เธอดึงกระดาษทิชชูติดๆ กันหลายแผ่น เช็ดหน้าตัวเองพลางส่งกระดาษทิชชูทั้งห่อไปทางคนอื่น พูดกึ่งสั่งกึ่งหยอกล้อ

“รีบเช็ดน้ำตาน้ำมูกซะ พวกเรายังมีภาพลักษณ์ต้องรักษานะ! ฉันกินน้ำมูกตัวเองไปแล้ว ขอร้องว่าอย่าไปเชื่อคำพูดบ้าๆ ของผู้ชายที่บอกว่าผู้หญิงร้องไห้ได้งามเหมือนดอกสาลี่ต้องฝนอะไรทำนองนั้น นั่นมันโกหกทั้งเพ ต่อให้เป็นสาวงามน้ำมูกน้ำตาเต็มหน้าก็น่าเกลียดมากเหมือนกัน โอเค้?”

พอคำพูดนี้เปล่งออกมาก็ทำให้ทุกคนนิ่งงันไป ถึงได้มองเห็นใบหน้าของกันและกัน น้ำตานองหน้าอย่างไม่อาจจะอธิบายได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฟางชิวสุ่ยที่ราวกับหยกงามในหมู่สามัญชน ถังเข่อชิงที่งดงามดั่งเทพเซียน ถงชิวหรานที่มักจะสำรวมกิริยาดุจภูเขาน้ำแข็ง หรือไป๋ฉี่ลี่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทุกคนต่างร้องไห้จนใบหน้าเปรอะเปื้อนกันไปหมด ไหนเลยจะยังมีออร่าความงามอะไรให้พูดถึงอีก

แน่นอนว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหลิงที่ถูกล้อมอยู่ในวงร้องไห้จนเต็มไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา

พวกผู้หญิงต่างฝ่ายต่างมองสภาพที่น้ำมูกน้ำตาผสมปนเปของกันและกัน ไม่รู้ว่าใครระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อน จากนั้นทุกคนก็ต่างหัวเราะออกมา แต่ละคนรีบยื่นมือไปรับกระดาษทิชชูที่หวาเหมียวเหมี่ยวส่งให้ ยิ้มไปพลางเช็ดน้ำตาสั่งน้ำมูกไปพลาง

“เดี๋ยวก่อน ฉันได้ยินอาหลิงบอกว่าเมื่อก่อนนิสัยเหมียวเหมี่ยวไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น ทำไมตอนนี้กลายเป็นแบบนี้ล่ะ” ฟางชิวสุ่ยถามด้วยรอยยิ้มพลางเช็ดน้ำตา

“กลายเป็นแบบนี้?” หวาเหมียวเหมี่ยวถามอย่างนึกขัน

ฟางชิวสุ่ยมองเธอ อมยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนอาหลิงพูดกับฉันถึงเรื่องนิสัยของถูหมี รู้สึกว่าค่อนข้างเก็บตัวและก็เก็บกด นิ่งเงียบแต่อ่อนโยน ตอนนี้เธอก็ยังร่าเริงสดใส แถมพูดจาตรงไปตรงมามากนะ”

“ไม่รู้ เมื่อก่อนดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แหละ” หวาเหมียวเหมี่ยวยักไหล่ด้วยรอยยิ้ม สั่งน้ำมูกอีกครั้งถึงได้เอ่ยต่อ “เป็นไปได้ว่าฉันกลับมาเกิดหลายภพชาติและก็คงเรียนรู้อะไรได้ไม่มากก็น้อยล่ะมั้ง”

“ฉินบอกว่าคนที่พวกเขาอยากช่วยเหลือไม่ใช่กายเนื้อของมนุษย์ แต่เป็นดวงจิต มนุษย์บนโลกอย่างพวกเราต้องเรียนรู้จากมันอยู่เสมอ อย่าทำความผิดแบบเดิมอีก” ไป๋ฉี่ลี่เช็ดน้ำตา อธิบายด้วยรอยยิ้มบาง

คำพูดนี้อาหลิงเองก็เคยได้ยินฉินอู๋หมิงพูด

‘เกิดเป็นมนุษย์ พวกเราจะเรียนรู้จากความเจ็บปวด’

เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเจือด้วยรอยยิ้มของเขาผุดขึ้นมาในห้วงสมองทำให้หัวใจบีบรัด

เพราะเช่นนี้เธอถึงได้พยายามเปลี่ยนพยายามเชื่อ พวกผู้หญิงตรงหน้าเหล่านี้ถึงได้มารวมตัวกันอย่างนี้เพื่อพยายามช่วยเธอ

คิดถึงตรงนี้ก็ราวกับรู้สึกได้อีกครั้งว่าเขากุมมือเธอไว้ทำให้ดวงตาเปียกชื้นขึ้นมาอีกครั้ง

อาหลิงสูดลมหายใจเพื่อสงบอารมณ์ จากนั้นก็ได้ยินหวาเหมียวเหมี่ยวเอ่ยปาก

“เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้านี้ผู้อุปถัมภ์ซ่งเคยโน้มน้าวพญายมตำหนักสิบครั้งหนึ่ง ขอให้พวกเขาให้โอกาสเธอครั้งหนึ่ง เดิมพันว่าเธอจะเลือกทางที่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ ถูกต้องไหม สมัยราชวงศ์หมิงครั้งนั้น”

“ใช่ ที่ซูโจว” อาหลิงพยักหน้า “ฉินบอกอย่างนี้”

“คราวนั้นเธอเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อช่วยคนในเมืองซูโจว” ไป๋ฉี่ลี่กล่าว

ฟังถึงตรงนี้อาหลิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง พูดโดยอัตโนมัติ “ฉันตายไม่ได้หรอก”

“แต่เธอเจ็บได้” ถังเข่อชิงเอ่ยปากพลางมองอาหลิง “นั่นคือการเสียสละ”

“เขาชนะแล้ว” หวาเหมียวเหมี่ยวอมยิ้ม “การเดิมพันจะต้องมีของเดิมพัน ฉันกล้าพูดได้เลยว่าครั้งนี้เขาสามารถมาเกิดได้จะต้องหนีไม่พ้นของเดิมพันสิ่งนั้นแน่ มีความเป็นไปได้สูงว่าสิ่งที่เขาได้มาจากการชนะเดิมพันก็คือขอให้พญายมเหล่านั้นปล่อยให้เขามาเกิดได้หรือไม่ก็ทำข้อตกลงกับเขา” พูดถึงตรงนี้เธอก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง ก้มหน้ากวาดตามองข้อมูลเหล่านั้นที่ตนเพิ่งเขียนลงไป “ข้อมูลที่เรามีตอนนี้ยังน้อยเกินไปและก็ทำได้แค่เดากันมั่วๆ เท่านั้น อีกอย่างฉันสงสัยว่าถึงชินโดจะเป็นร่างที่กลับชาติมาเกิดของซ่งอิ้งเทียนจริงๆ ต่อให้เขานึกออกแล้ว เกรงว่าก็คงไม่สามารถบอกอาหลิงตรงๆ ได้เหมือนกัน” หวาเหมียวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมา มองไปทางแม่มดพันปีที่ในที่สุดก็หยุดร้องไห้แล้วถามว่า “เธอเองก็เคยคิดเรื่องนี้ใช่ไหม”

นั่นเป็นเรื่องในสมัยราชวงศ์หมิง ถึงตอนนี้ก็หลายร้อยปีแล้ว เธอคิดว่าอาหลิงจะต้องเคยเอาเรื่องนี้มาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งแน่นอน

อาหลิงมองผู้หญิงตรงหน้าที่ฉลาดเฉลียว หัวใจเต้นระส่ำอยู่ชั่วขณะ ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากให้พวกเธอคิดตามเจตนาของตน อย่างไรเสียคนนอกก็มองได้ชัดเจนกว่า หากคนนอกอย่างหวาเหมียวเหมี่ยวก็ได้ผลสรุปแบบเดียวกันก็หมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงขึ้น

เธอกำหมัดแน่น สูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “ใช่ ฉันเคยคิด”

“เพราะอะไร” ไป๋ฉี่ลี่ถามด้วยความสนใจใคร่รู้

“เพราะข้อตกลงนั้น” ถังเข่อชิงมองอาหลิงพลางกล่าว “เธอสงสัยว่าของเดิมพันคือข้อตกลงและข้อตกลงนั้นอาจจะรวมถึงเงื่อนไขนี้ถูกต้องไหม เงื่อนไขที่ไม่สามารถบอกเธอได้ว่าเขาคือผู้อุปถัมภ์ซ่ง”

“นี่เป็นเหตุผลหนึ่งในนั้น” อาหลิงมองบันทึกเหล่านั้นที่อยู่บนโต๊ะ เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “เรื่องบางอย่างค่อนข้างผิดปกติ แต่พวกเธอพูดไม่ผิด ก่อนหน้านี้ฉันแค่สังเกตเห็นว่าคนของปรโลกเข้ามาพัวพันด้วย ทว่าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่นั้น เกี่ยวกับเรื่องที่อวิ๋นเมิ่งกลายเป็นเทพธิดา ฉินไม่ค่อยพูดกับฉันมากเท่าไร จนกระทั่งฉี่ลี่กลับชาติมาเกิด จำทุกอย่างได้ พูดกับฉันถึงเรื่องแดนสวรรค์ ฉันถึงได้ตระหนักในประเด็นนี้ แต่ตอนแรกฉันคิดว่าแดนสวรรค์จะแทรกแซงเพียงเพราะว่าเกี่ยวข้องกับอวิ๋นเมิ่ง แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าพวกเธอพูดถูก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้กันระหว่างพรรคฝ่ายในปรโลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

“แล้วตกลงว่าเนื้อหาในข้อตกลงนั้นคืออะไรกันแน่” ฟางชิวสุ่ยขมวดคิ้ว “ถ้ามีข้อตกลงนี้จริงๆ ล่ะก็นะ”

“ฉันไปสืบดูได้” ไป๋ฉี่ลี่มองอาหลิงพลางกล่าวว่า “อู๋หมิงหรือไม่ก็ฉินเทียนกงอาจจะหลุดปากบ้าง”

อาหลิงมองไป๋ฉี่ลี่ กระตุกมุมปาก “เธอก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางหลุดปาก หลายปีมานี้ฉันเองก็ใช่ว่าไม่เคยลอง แต่พวกเขาพี่น้องปิดปากเรื่องนี้สนิท”

“ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอไปนะ” ไป๋ฉี่ลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คราวก่อนเรื่องที่ถูหมีกลับชาติมาเกิดก็เป็นฉินเทียนกงหลุดปากบอก”

อาหลิงมองผู้หญิงที่จิตใจบริสุทธิ์คนนี้แล้วยิ้มอีกครั้ง “นั่นเป็นเพราะเขาจงใจจะให้เธอรู้น่ะสิ”

“เอ๊ะ? จริงเหรอ” ไป๋ฉี่ลี่ตะลึงงัน

“หมอนั่นเขาก็เป็นแบบนี้แหละ ดูท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เรื่องที่เขาไม่อยากพูดจริงๆ เอาค้อนเหล็กมาทุบก็ง้างปากให้พูดออกมาสักประโยคไม่ได้หรอก”

เพิ่งสิ้นเสียงเธอ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมา

พวกผู้หญิงตะลึงงัน หันไปมองประตูใหญ่พร้อมกัน ว่ากันตามหลักแล้วพวกเธอแอบมารวมตัวกันที่นี่น่าจะไม่ค่อยมีคนรู้สิจึงจะถูก

หรือเป็นพี่ฉิน?

ไป๋ฉี่ลี่รีบร้อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ยังนึกว่าเป็นฉินอู๋หมิงมาหาเธอเสียอีก คิดไม่ถึงว่าพอเปิดประตูกลับเห็นเกิ่งเค่อกังและในมืออุ้มแมวดำไว้อีกตัวหนึ่ง เธอมองแวบเดียวก็รู้ว่าแมวดำตัวนี้ไม่ใช่ตัวที่เธอรู้จัก

มันตัวเล็กเกินไป ใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียวเท่านั้น และมันยังจ้องเธออีกด้วย

ไป๋ฉี่ลี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากทักทาย เกิ่งเค่อกังก็ก้าวอาดๆ เข้าประตูมาแล้ว จากนั้นเธอถึงได้สังเกตเห็นว่าอันที่จริงแล้วเขาไม่ได้อุ้มแมวตัวนั้นจริงๆ เขาใช้มือข้างหนึ่งหิ้วหนังหลังคอของเจ้าแมว อีกมือหนึ่งประคองลำตัวของมัน

“เค่อกัง คุณมาได้ยังไง” ฟางชิวสุ่ยเห็นสามีก็ตะลึงงัน รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับ

เขากำลังจะเอ่ยปาก แมวดำตัวนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่เขาใจลอยเมื่อบังเอิญเห็นภรรยาดิ้นหลุดจากเงื้อมมือของเขา พุ่งผ่านห้องรับแขกไปยังระเบียงที่อยู่ตรงข้าม

เขาไม่ได้ตามไป เพียงเอ่ยปากทันใด “อย่าให้เขาหนี”

ถังเข่อชิงได้ยินดังนั้นก็ยื่นมือไปขวางแมวดำที่วิ่งผ่านข้างกายตัวนั้นเอาไว้

แมวดำสะดุ้งทีหนึ่งก่อนจะกระโดดขึ้นข้างบน พยายามข้ามมือของเธอไป ใครจะรู้ว่ามือเล็กขาวผ่องข้างนั้นกลับเหมือนกำแพง ย้ายขึ้นไปขวางเจ้าแมวไว้อีกครั้งราวกับสายฟ้า มันใช้อุ้งเท้าหน้าถีบฝ่ามือขาวผ่องนั้นทีหนึ่ง ตีลังกากลับหลังกลางอากาศหลบมือของเธอ แต่มือเล็กๆ ข้างนั้นราวกับเงาตามตัว เหมือนพระโพธิสัตว์กวนอินพันมือที่มีอยู่ทุกหนแห่ง แม้มันจะเบี่ยงซ้ายกระโดดขวาเบี่ยงไปไกลแค่ไหน กระโดดสูงและเร็วเพียงใดก็ล้วนเบี่ยงไปโดนผนัง กระโดดแตะเพดานหลายครั้งก็ยังหนีออกไปไม่ได้อยู่ดี เมื่อมันได้สติกลับมาก็ถูกผู้หญิงคนนั้นใช้มือทั้งสองข้างจับไว้มั่นในมือแล้ววางไว้บนพื้น

“ว้าว น่ารักจัง แมวตัวนี้มาจากไหนเนี่ย” ถังเข่อชิงมองแมวดำตัวน้อยที่โมโหฟึดฟัดกลับลงไปนั่งบนพื้นอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะถามด้วยรอยยิ้ม

“น่ารักสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย” หวาเหมียวเหมี่ยวเดินเข้ามา ฉวยโอกาสตอนที่มันต่อต้านไม่ได้ยื่นมือไปลูบหัวของมัน

“ตาโตมากเลย” ไป๋ฉี่ลี่เองก็เดินกลับมาด้วย นั่งยองๆ ข้างถังเข่อชิงและมองสำรวจ “ขนตาก็ยาวสุดๆ”

“แมวที่คุณเก็บได้เหรอ” เพราะแมวตัวนี้ทั้งตัวเล็กและน่ารัก ใหญ่กว่าฝ่ามือแค่นิดเดียวเท่านั้น แม้แต่ฟางชิวสุ่ยเองก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบขนสีดำของมัน “ขนนุ่มมากเลย”

“เดี๋ยวก่อน คงไม่ใช่ตัวที่เมียวเมียวคลอดหรอกนะ?” ถงชิวหรานเองก็ลูบหางมันทีหนึ่ง

“ฉันนึกว่ามี้มี้ข้างล่างตัวนั้นเป็นตัวผู้ซะอีก” ถังเข่อชิงกล่าวพลางหมุนแมวให้เพื่อนๆ ทุกคนดู

“เอ๋? งั้นเหรอ ฉันนึกว่ามันเป็นตัวเมียนะ” ถงชิวหรานกล่าวอย่างขบขัน มองดูแมวดำตัวน้อยที่ตื่นตะลึงอย่างยิ่งและพยายามใช้เท้าบังท่อนล่างของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอยื่นมือไปดึงเท้าเล็กๆ ที่ต่อต้านของมันออก “แต่ตัวนี้จะต้องเป็นตัวผู้ไม่ผิดแน่”

“ตัวนี้เป็นตัวผู้แน่นอน” หวาเหมียวเหมี่ยวมองท่อนล่างของแมวดำน้อยแล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ ถามด้วยรอยยิ้มว่า “เอ๋? เดี๋ยวนะ ตัวที่อยู่ใต้ตึกนั่นตกลงว่าชื่อมี้มี้หรือเมียวเมียวกันแน่อะ?”

“เอ่อ อันที่จริงฉันเองก็ไม่แน่ใจเท่าไร” ไป๋ฉี่ลี่ตอบด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน ฉินเทียนกงกับอาหลิงต่างเรียกชื่อมันส่งๆ ทำเอาหลังจากนั้นเธอเองก็ลืมไปแล้วว่าตอนแรกช่วยตั้งชื่อไหนให้มันกันแน่

“มันตัวเล็กมาก อายุประมาณสามเดือนหรือเปล่านะ” ฟางชิวสุ่ยเอ่ย ยื่นมือไปคิดจะอุ้มแมวดำตัวนั้นมาจากถังเข่อชิง

เกิ่งเค่อกังเห็นดังนั้นก็กลัวว่าเธอจะอุ้มแมวดำตัวนั้นเข้ามาในอ้อมอกจริงๆ จึงขวางไว้กลางคันทันใด ช่วยแมวดำหน้าตาซังกะตายที่ถูกพวกผู้หญิงทั้งลูบคลำทั้งอุ้ม ขาดแค่ไม่ได้ดูทั่วทั้งตัวออกมา

คงเพราะรู้ว่าหนีไปก็ไม่มีประโยชน์ อยู่ในมือเขายังดีกว่าอยู่ในมือผู้หญิงพวกนั้น มันจึงไม่ดิ้นอีก หลุบตามองพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“มันเกิดมานานเกินสามเดือนแล้ว” เกิ่งเค่อกังมองบรรดาเพื่อนสาวของภรรยา ตอบคำถามที่ได้ยินเมื่อครู่ “ฉันไม่ได้เก็บมันมาหรอก และ…” เขามองไปทางอาหลิงที่อยู่ในห้องรับแขกซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้หลงใหลในความน่ารักของแมวดำและไม่ได้ยื่นมือมาสัมผัสมันก่อนจะเอ่ยว่า “มันไม่ใช่แมว”

เห็นได้ชัดว่าอาหลิงรับรู้ถึงความผิดปกติตั้งแต่แรกแล้ว เขาเห็นเธอจ้องแมวตัวนั้น แมวดำตัวนั้นก็จ้องเธอเช่นกัน จากนั้นวินาทีต่อมาเธอก็แหงนหน้าระเบิดหัวเราะออกมา

“ไม่หรอกมั้ง ฉันรู้ว่านายมีปัญหา แต่…ทำไมถึงตัวเล็กขนาดนี้ น่ารักเกินไปแล้วมั้ง”

อาหลิงหัวเราะไม่หยุด คิดถึงท่าทางของมันเมื่อครู่ตอนถูกพวกผู้หญิงลูบคลำไปทั่วทั้งยังมองสำรวจทุกซอกทุกมุม เธอก็หัวเราะจนน้ำตาเล็ดออกมาอีกครั้ง

แมวดำตัวน้อยทั้งโมโหทั้งหงุดหงิดจึงดิ้นขึ้นมาอีกครั้ง ตื่นตระหนกจนตัวบิดซ้ายบิดขวาแทบจะบิดจนกลายเป็นขนมเกลียว แต่คราวนี้เกิ่งเค่อกังจับไว้แน่นมาก ไม่ให้โอกาสมันได้หนี

“เดี๋ยวนะ มันไม่ใช่แมวแล้วคืออะไร” ไป๋ฉี่ลี่ถามอย่างประหลาดใจ

“ปีศาจเหรอ” ถงชิวหรานเบิกตากว้าง

“เขาไม่ใช่ปีศาจและก็ไม่ใช่แมว แต่เป็นมนุษย์กึ่งสัตว์ ร่างเดิมคือเสือดำ” เกิ่งเค่อกังจับเสือดำตัวน้อยในมือเอาไว้ บอกตามตรงว่าเขาเองก็เห็นใจหมอนี่มาก ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากอธิบายอย่างรวดเร็ว “เดิมทีก็มีขนาดเท่ามนุษย์กึ่งสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อกี้มีปีศาจโจมตีร้านของคุณจู ถึงเขาจะขวางปีศาจตนนั้นไว้แล้ว แต่ก็โดนอาคมของอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว”

เกิ่งเค่อกังเดินมายังเบื้องหน้าอาหลิงที่หัวเราะไม่หยุด หิ้วเสือดำตัวน้อยที่ยังคงดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายในมือยื่นไปตรงหน้าเธอ

“อาหลิง เธอรู้ไหมว่าจะเปลี่ยนเขากลับมาได้ยังไง”

ฟังคำพูดนี้แล้วเสือดำตัวนั้นก็พลันหยุดการดิ้นรน เงยหน้ามองไปทางหญิงสาวที่หัวเราะไม่จบคนนั้นอย่างรวดเร็ว

อาหลิงช้อนตา พอเห็นตาโตๆ อันหม่นหมองคู่นั้นของมันแล้วก็ขำพรืดออกมาอีกครั้งอย่างทนไม่ไหว

“ขอโทษๆ แต่…” เห็นเกิ่งเค่อกังขมวดคิ้วใส่เธอ อาหลิงจึงโบกมือแล้วกลั้นหัวเราะ กระแอมกลั้วคอ เช็ดน้ำตาที่หางตาก่อนจะเอ่ยว่า “โอเคๆ อะแฮ่ม นายวางมันลงสิ ฉันขอดูหน่อย”

เกิ่งเค่อกังวางเจ้าดวงซวยตัวนั้นลงบนพื้น

“อย่าขยับ” อาหลิงเอ่ยปากเตือนมัน

เสือดำตัวน้อยพ่นลมหายใจทีหนึ่งทางรูจมูก แต่มันไม่ได้ขยับมั่วซั่ว นั่งลงดีๆ อย่างว่าง่าย

อาหลิงเห็นมันอยู่นิ่งแล้วก็ร่ายคาถาที่ผู้ชายคนนั้นเคยสอนเธอออกมา

เพียงเห็นว่าเหนือคาถาปรากฏลูกกลมลูกหนึ่งที่ประกอบมาจากภาษาแม่มด อักขระที่ล้อมรอบเหล่านั้นมีสีที่แตกต่างกันกำลังกะพริบอยู่ อาหลิงหมุนลูกกลมลูกนั้นค้นดูครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมือ

“ของสิ่งนี้ยุ่งยากนิดหน่อย” เธอมองเกิ่งเค่อกังพลางกล่าว

“แต่เธอถอนได้?” เขาถาม

“ฉันต้องการเวลาไปเช็กข้อมูลสักหน่อย” อาหลิงหลุบตามองเสือดำตัวน้อยที่มีสีหน้าคาดหวังอย่างยากจะปกปิดแล้วถามว่า “แล้วตอนนี้นายกลับคืนร่างมนุษย์ได้ไหม”

เสือดำตัวน้อยไม่ขยับเขยื้อน เพียงขมวดคิ้ว นัยน์ตาดำที่มืดมนคู่หนึ่งปรากฏแววระแวดระวัง

“น่าจะไม่ได้” เกิ่งเค่อกังตอบแทน “ถ้าทำได้ล่ะก็ เมื่อกี้เขาก็น่าจะลองที่ร้านแล้ว”

อาหลิงเลิกคิ้วซ้ายให้เสือดำตัวน้อย ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเธอก็ได้ยินฟางชิวสุ่ยเอ่ยถาม

“ทำไมคุณถึงอยู่ที่ร้านจูจูได้”

เกิ่งเค่อกังได้ยินดังนั้นก็ตอบโดยที่ตาไม่กะพริบ “ผมไปตรวจระบบรักษาความปลอดภัย”

เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาอีกครั้ง เขาเพิ่งคว้าแมว และไป๋ฉี่ลี่เองก็ยังไม่ได้ปิดประตู ประตูใหญ่ก็เปิดออกกว้างแล้ว ผู้มาเยือนเคาะประตูสองทีแล้วเดินเข้ามาทันที

“อาหลิง? เธออยู่ไหม พี่ฉินบอกว่าเธอกับพี่ฉี่ลี่อยู่ข้างบน”

เวินติ้งฟางพูดพลางเดินไปข้างใน จากนั้นก็เห็นทุกคนที่อยู่ในห้องรับแขก เขารีบทักทายบรรดาพี่สาวคนสวยไม่กี่คนนั้นด้วยรอยยิ้ม

“หวัดดีพี่ถง พี่ชิวสุ่ย สวัสดีครับพี่เข่อชิง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ เอ๊ะ? เถ้าแก่ พี่ก็อยู่ด้วยเหรอ”

พวกผู้หญิงเห็นเวินติ้งฟางก็พากันยกมือทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม หวาเหมียวเหมี่ยวยิ้มแล้วพูดแซวเขาทันที

“ว้าว อาติ้ง นายไปพักร้อนที่เขิ่นติงมาเหรอ อาบแดดจนดำเกินไปแล้วมั้ง”

“โห ผมโชคดีขนาดนั้นซะที่ไหน เพราะช่วยทาสีให้จูจูกับพวกเสี่ยวเยี่ยเกาเจี้ยนตอนหน้าร้อนต่างหากล่ะ เรารีโนเวตร้านอาหารด้วยกันกับพวกพี่อี้ชุนไง เถ้าแก่ว่างๆ ก็มานั่งเล่นที่ร้านสิครับ อ้อ จริงสิ ผมมีคูปองส่วนลดนะ ตอนแรกผมกะว่าจะเอามาให้พี่ตั้งแต่ตอนเปิดร้านก่อนหน้านี้แล้ว แต่ช่วงนี้ยุ่งมากเลย โชคดีที่ผมเก็บไว้ในกระเป๋าตลอด” เขากล่าวพลางล้วงเอาคูปองส่วนลดออกมาจากในกระเป๋าเป้แจกให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น “นี่เป็นร้านอาหารเปิดใหม่ของจูจูครับ ข้างบนมีคิวอาร์โค้ด แค่สแกนก็ลิงก์ไปดูเมนูในเว็บไซต์ได้ จูจูจะเปลี่ยนเมนูประจำฤดูไปตามฤดูนั้นๆ ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในท้องถิ่นที่ทั้งสดใหม่และอร่อย ยินดีต้อนรับทุกคนมาชี้แนะกันเยอะๆ นะครับ”

“นายเป็นหมอนวดอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมเปลี่ยนมาทำธุรกิจแล้วล่ะ” หวาเหมียวเหมี่ยวถามด้วยรอยยิ้ม

“เปล่าครับ ผมยังทำงานอยู่กับพี่เจ็ด” เวินติ้งฟางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แต่ร้านอาหารที่จูจูเปิดนี่น่ะ แน่นอนว่าผมต้องช่วยโปรโมตอย่างแข็งขันสักหน่อย…”

เวินติ้งฟางพูดไปได้ครึ่งเดียวก็เห็นแมวดำตัวน้อยวิ่งพรวดมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวก็ปีนขึ้นขากางเกงของเขาแล้ว แค่ตะกายสองสามทีก็มาถึงหน้าอก คว้าคอเสื้อเขาไว้แน่นไม่ปล่อย ทำเอาเขาตกใจ รีบจับมันไว้ทันที

“ว้าว แมวจากไหนเนี่ย ตัวเล็กมาก น่ารักจัง!” เขาเบิกตากว้าง พยายามจับแมวตัวนั้นลงมาจากเสื้อ ใครจะรู้ว่ามันกลับคว้าเสื้อยืดของเขาเอาไว้แน่น ให้ตายก็ไม่ยอมปล่อย เพียงร้องเสียงประหลาดๆ ใส่ ใบหน้าของแมวอยู่ตรงหน้าทำให้เขาสามารถเห็นเขี้ยวคมกับลิ้นและลิ้นไก่ที่อยู่ในลำคอของมันได้อย่างชัดเจน

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เฮ้ๆ! ขอร้องล่ะ อย่ากัดฉันนะ!” เวินติ้งฟางกลัวเจ้าแมวจะกัดจมูกตนจึงรีบจับมันด้วยมือทั้งสองข้างแล้วดึงออกไป ตาจ้องเขม็ง “เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ ทำไมหน้าตานายถึงดูแปลกๆ ล่ะเนี่ย จมูกนี่ก็ใหญ่เกินไปแล้วมั้ง อุ้งเท้าก็ดูเหมือนจะค่อนข้างหยาบหนา เอ๊ะ? แถมยังดูท่าทางคุ้นๆ อยู่หน่อยๆ นะ เดี๋ยวก่อน ไม่หรอกมั้ง?! คงไม่ใช่…ว้าว! ทำไมนายถึงได้ตัวเล็กลงขนาดนี้เนี่ย”

พูดถึงตรงนี้เวินติ้งฟางก็จำเจ้านี่ได้ ร้องออกมาด้วยความตกใจ

“เดี๋ยวก่อน นายรู้เหรอว่ามันคือใคร” ถงชิวหรานตะลึงงัน

“อาหลิงรู้ว่ามันเป็นใครก็แล้วไป เป็นไปได้ยังไงที่อาติ้งเองก็รู้ด้วย” หวาเหมียวเหมี่ยวตื่นตะลึงยิ่งกว่า

“ไม่หรอกมั้ง คงไม่ใช่คนคนนั้นหรอกนะ?” ฟางชิวสุ่ยเข้าใจขึ้นมาทันใด

“คนไหนๆ!” ไป๋ฉี่ลี่รีบถามมาติดๆ

“คนนี้ไง คนที่ทำงานอยู่ร้านอาหารอะ! คนที่หน้าตาหม่นหมองนั่นน่ะ!” ฟางชิวสุ่ยคว้าแท็บเลตบนโต๊ะขึ้นมาเลื่อนไปยังรูปถ่ายหน้าเมื่อครู่นี้อย่างรวดเร็วแล้วหันแท็บเลตมาให้ไป๋ฉี่ลี่ดู

แน่นอนว่าทุกคนล้วนเห็นชายหนุ่มที่มีสีหน้าหม่นหมองเงียบขรึมที่ทั้งเท่ทั้งหล่อและบนแขนแกร่งยังมีรอยสักที่อยู่ในรูปภาพบนแท็บเลตคนนั้น

“ไม่หรอกมั้ง” ไป๋ฉี่ลี่อุทาน

พวกผู้หญิงหันไปมองแมวดำตัวน้อย…ไม่สิ…เสือดำตัวน้อยในมือเวินติ้งฟางพร้อมกัน

เสือดำตัวน้อยรับรู้ถึงสายตาของทุกคนข้างหลังได้อย่างชัดเจน ให้ตายก็ไม่ยอมหันไปเผชิญหน้า แค่ขู่คำรามเสียงต่ำใส่เวินติ้งฟางอย่างโมโห

เวินติ้งฟางเห็นดังนั้นก็ขำพรืดออกมาทีหนึ่ง จากนั้นก็รีบเอ่ยขอโทษ “ขอโทษด้วย แต่…พรืด…ฉันไม่ได้ตั้งใจ จริงๆ นะ แค่…พรืด…นายเองก็ตัวเล็กลงเกินไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ…”

มองเขาหัวเราะอย่างไม่เกรงใจขนาดนั้น หัวเราะโอเวอร์เสียยิ่งกว่าอาหลิงเมื่อครู่นี้เสียอีก พวกผู้หญิงแทบจะมั่นใจในข้อเท็จจริงนี้แล้ว นอกจากเพื่อนสนิทก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะหัวเราะเยาะผู้ชายอีกคนแบบนี้อีกแล้ว แต่เพราะแตกต่างกันมากเกินไปฟางชิวสุ่ยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามสามี

“เขาคือแมวน้อยตัวนั้นจริงๆ เหรอ”

“ไม่ใช่แมว เป็นเสือต่างหาก” เกิ่งเค่อกังมองเวินติ้งฟางกับเจ้าตัวน้อยที่บังเอิญคบหากันเป็นเพื่อนซึ่งเวลานี้โมโหจนแทบน้ำลายฟูมปากตัวนั้นอย่างขบขัน จึงช่วยเอ่ยปากสำทับให้เด็กหนุ่มที่น่าเวทนาคนนั้นอีกครั้ง “เสือดำ”

“ปกติเขาแข็งแรงบึกบึนมาก จริงๆ นะ…พรืด…” เวินติ้งฟางปกป้องชื่อเสียงของเพื่อนสนิทอย่างรู้ตัวช้า แต่กลับยังคงกลั้นหัวเราะไม่ไหวอยู่ดี

แต่คำอธิบายนี้ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด เพียงแค่ทำให้พวกผู้หญิงนึกในใจว่าเมื่อครู่นี้ตนเองลูบหัวเขา ดูเหมือนว่ายังดึงเท้าเขา จับหางเขา แล้วก็ชื่นชมตรง…

แม้จะมีความอดทนสูง แต่เสียงกลั้นหัวเราะก็ทยอยดังขึ้นมาไม่ขาดสาย จึงทำให้ไหล่ทั้งสองข้างของเจ้าตัวน้อยสีดำสั่นระริก

“อะแฮ่ม ฉันนึกขึ้นได้ว่ายังต้มของไว้ที่ชั้นล่าง ขอลงไปดูก่อนนะ” ไป๋ฉี่ลี่ลุกขึ้นอย่างขบขันกลั้นไม่ไหวชิงออกไปก่อน แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยว่า “พวกเราค่อยติดต่อกันอีกทีในกลุ่มแล้วกัน”

“ฉันก็เหมือนกัน ฉันหมายความว่าจะลงไปช่วยฉี่ลี่ทำอาหารเย็น พวกเธอค่อยๆ คุยกันไปนะ พรืด…” ฟางชิวสุ่ยพูดไปได้ครึ่งเดียว ขณะเดินผ่านเกิ่งเค่อกังแล้วเห็นหน้าตาของเจ้าตัวน้อยสีดำที่กำลังจ้องหน้าอกของเวินติ้งฟางแน่นิ่งไม่ว่อกแว่กด้วยความอดกลั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ รีบโบกมือให้เจ้าตัวน้อยสองทีแล้วเอ่ยว่า “ขอโทษที…บ๊ายบาย…”

ถงชิวหรานดีกว่าฟางชิวสุ่ยหน่อย เธอกลั้นหัวเราะ ลุกขึ้นผละจากไปอย่างค่อนข้างสงบเสงี่ยม พยักหน้าให้อาหลิง “ฉันเองก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน ค่ำๆ ค่อยออนไลน์คุยกันนะ”

“ฉันอยากอยู่ต่อมาก แต่ฉันคิดว่าเด็กคนนี้ต้องการพื้นที่สักหน่อย” หวาเหมียวเหมี่ยวยิ้มพลางเดินผ่านอาหลิง “ฉันคิดว่าเธอรู้ว่าจะมาหาฉันยังไง”

อาหลิงพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง เอ่ยเสียงแหบพร่าว่า “ฉันรู้”

เดิมทีถังเข่อชิงคิดจะพูดอะไรบางอย่างกับอาหลิง แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงยื่นมือมากอดอาหลิงแน่นๆ ทีหนึ่ง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่เธอต้องการฉัน ฉันจะยืนอยู่ข้างเธอตลอดไป

ได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่าย หัวใจอาหลิงพลันบีบรัด น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง

ถังเข่อชิงคลายมือ เช็ดน้ำตาบนใบหน้าพลางยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

เกิ่งเค่อกังมองถังเข่อชิง ทั้งสองคนเป็นเหมือนเช่นวันวาน ผงกศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินสวนผ่านกันไป

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 11 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 19

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: