บทที่ 20
เวลาบ่ายสามโมง
พวกผู้หญิงต่างกลับไปกันหมดแล้ว
แมวดำตัวน้อย ไม่สิ เสือดำตัวน้อยผ่อนลมหายใจ แต่ยังคงแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เวินติ้งฟางอยู่
“เอาล่ะๆ นายอย่าโมโหเลย เมื่อกี้ฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย แค่ตกใจก็เลยไม่ทันได้ตั้งตัวชั่วขณะ” เวินติ้งฟางใช้สองมือจับเจ้าตัวอารมณ์เสียนั่นไว้ อมยิ้มพลางกล่าวขอโทษ “ขอโทษ โอเค้?”
เสือดำตัวน้อยย่นจมูก ยังคงทำหน้าบึ้งถลึงตาใส่เขา
“นายรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าเขาคือมนุษย์กึ่งสัตว์” อาหลิงมองเวินติ้งฟางพลางถาม
คำพูดนี้ทำให้นัยน์ตาดำของเสือดำตัวน้อยหดลง เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็ยิ้มยิงฟัน “สมัยประถมฉันก็เคยสงสัย”
เสือดำตัวน้อยได้ยินก็ตะลึงงัน เบิกตากว้าง สีหน้าตื่นตกใจ เขายังนึกว่าตนเองเก็บซ่อนไว้ได้ดีมากเสียอีก ตอนเด็กๆ ถูกคนจับได้ว่าตนผิดแปลกไปจากมนุษย์ปกติ แม้จะถูกต่อยเขาก็พยายามอดทนมาตลอด ยอมถูกทุบตีและก็ต้องกล้ำกลืนความเจ็บช้ำ ไม่คิดว่าหมอนี่จะถึงกับรับรู้ได้เร็วขนาดนั้น
“ตอนเด็กๆ นายอารมณ์ร้ายมากนะ” เวินติ้งฟางมองเจ้าเสือพลางเอ่ยว่า “ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ฉันคิดจริงจังอยู่หลายครั้งว่านายควรจะต้องไปหาหมอ”
เสือดำตัวน้อยขมวดคิ้ว นัยน์ตาดำหดลงอีกครั้ง เวินติ้งฟางวางอีกฝ่ายลงบนพื้นแล้วหยิบน้ำแก้วหนึ่งมาให้ คงเพราะนึกถึงเรื่องที่เคยรังแกเขาเมื่อก่อน แม้หมอนี่จะไม่ได้ดื่มน้ำ แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนี แค่นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนสักนิด
เวินติ้งฟางอมยิ้ม มองอาหลิงพลางเอ่ยว่า “สมัยประถมฉันกับเขาเคยเจอปีศาจด้วยกัน วันที่ฉันเจอเธอครั้งแรกวันนั้นไง แต่หลังจากนั้นหมอนี่ก็ไม่เคยพูดเรื่องนั้นกับฉันเลยสักครั้ง ฉันก็รู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แม้แต่คนที่คลุกคลีอยู่กับเขาในวันนั้น หลังจากนั้นก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ถึงในโรงเรียนจะมีข่าวลือแพร่กระจาย แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป ต่อมาได้เจอกันอีกครั้งตอนมัธยมปลาย ฉันก็รู้สึกว่าเขาแปลกมาก เพราะถึงปกติเขาจะทะเลาะกับคนอื่นและก็บาดเจ็บบ่อยๆ แต่แผลบนร่างกายมักจะหายเร็วมาก”
เวินติ้งฟางมองไปทางเสือดำตัวน้อย “แต่ที่มั่นใจจริงๆ คือตอนที่รุ่นพี่หญิงถูกจับตัวไปครั้งนั้น ถึงคืนนั้นมีทั้งลมและฝน สถานการณ์โกลาหลมากและแสงไฟสลัวอีก เพราะงั้นฉันจึงมองเห็นไม่ชัด แต่ถ้าเขาเป็นแค่คนธรรมดา ในสถานการณ์แบบนั้นก็คงตายไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังต้องปกป้องใครอีกคน คืนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะฉันมีกระบี่วิเศษป้องกันตัวและซูเรียก็มาถึงทันเวลา ฉันก็คงตายไปนานแล้ว แต่เขาไม่เพียงไม่บาดเจ็บเลยแม้แต่ผมสักเส้น หลังจากนั้นยังกลับไปเคลียร์สถานที่เองคนเดียว นั่นปีศาจเป็นโขยงเชียวนะ แต่ซูเรียกับเสี่ยวเยี่ยถึงขั้นไม่เคยคิดจะอยู่ช่วยเขาเลย ทำท่าทางอย่างกับว่าหมอนี่ไม่มีปัญหา สามารถเอาอยู่ได้อย่างนั้นแหละ”
เวินติ้งฟางมองเสือดำตัวน้อยที่เริ่มขมวดคิ้วใส่เขาอย่างขบขัน “คืนนั้นฉันก็รู้แล้วว่าหมอนี่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาและซูเรียก็รู้นานแล้ว เขาบอกเสี่ยวเยี่ย ฉันกับเสี่ยวเยี่ยมั่นใจเรื่องนี้แล้ว ตอนพวกเราไปเยี่ยมที่คุกด้วยกัน ฉันถามเขา เขาไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่อันที่จริงนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญเท่าไร ตอนนั้นพวกเราแค่มัวแต่คิดจะพาตัวเขาออกมา ใครจะรู้ว่าหมอนี่วางแผนจะอยู่ในคุก ทำเอาคนตัวเล็กๆ อย่างฉันจนคำพูดไปเลย”
เสือดำตัวน้อยเบนสายตาออกก่อนจะมองไปที่มุมผนังด้านข้าง
ท่าทางแบบนั้นทำให้เวินติ้งฟางอดหัวเราะไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยล้ออีก
หลังจากเกาเจี้ยนออกมา เขากับเสี่ยวเยี่ยช่วยกันจัดงานเลี้ยงรับขวัญให้ ทั้งสามคนดื่มจนกรึ่มๆ พูดคุยกันจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน ต่อมาหมอนี่ก็ลดกำแพงในใจที่มีต่อพวกเขาลงมาก มีหลายครั้งเมื่อเขาเจออันตราย หมอนี่ยังตั้งใจมาช่วยตั้งหลายรอบ
แม้จะรู้นานแล้วว่าอีกฝ่ายคือมนุษย์กึ่งสัตว์ แต่เมื่อเขาเห็นรูปร่างมนุษย์กึ่งสัตว์ของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกก็ยังคงตกใจมาก เกือบนึกว่าชีวิตน้อยๆ ของตนจบสิ้นแล้ว เสือดำตัวใหญ่ขนาดนั้น รูปร่างใหญ่เกินกว่าที่เสือดำทั่วไปควรมีด้วยซ้ำ ถึงเขาจะหูตากว้างไกลแต่ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ ตกใจจนหัวใจแทบหลุดออกมา หากตอนที่เสือดำโผล่ออกมาไม่ใช่เพราะกำลังช่วยเขารับมือกับปีศาจ เขาคงอดไม่ได้ที่จะหมุนตัวชักเท้าเผ่นหนีจริงๆ
พอนึกถึงสัตว์ป่าตัวมหึมาที่ทั้งใหญ่ยักษ์และงดงามตัวนั้น เวินติ้งฟางก็มองเสือดำตัวน้อยแสนน่ารักที่ตอนนี้ตัวแค่ฝ่ามือตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะทำมือเปรียบเทียบนิดหน่อยแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ขนาดนี่ก็ต่างกันเกินไปแล้วมั้ง”
เสือดำตัวน้อยฟังแล้วก็หันไปแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เขาแล้วขู่เสียงต่ำทีหนึ่ง เวินติ้งฟางยื่นมือไปหยอกอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ ทำให้เสือดำตัวน้อยไม่สบอารมณ์มากขึ้น อดไม่ได้ที่จะยื่นกรงเล็บเสือข้างหนึ่งออกไปหาเขา
อาหลิงมองเด็กน้อยไร้เดียงสาสองคนนี้ “นายมาหาฉันทำไม”
“อ้อ ไม่มีอะไร” เวินติ้งฟางหลบการโจมตีจากกรงเล็บของเสือดำตัวน้อย ทว่าอดไม่ได้ที่จะยื่นมืออีกข้างหนึ่งออกไปหยอกอีกฝ่ายอีกครั้ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันแค่ได้รับการแจ้งเตือน จากนั้นระบบรักษาความปลอดภัยก็ส่งภาพเหตุการณ์ฉุกเฉินมา ฉันพบว่ามีปีศาจบุกเข้ามาในร้าน แต่เพราะเกาเจี้ยนหลุดออกไปจากจอภาพ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกจะรีบไปที่ร้านก็ได้รับข้อความที่พี่เกิ่งส่งมา ให้ฉันมาหาเธอที่นี่ เพราะงั้นฉันถึงได้ลางานมา”
เกิ่งเค่อกังได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยว่า “ข่ายอาคมที่พวกเธอวางขังปีศาจตนนั้นไว้ ระบบรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือนเกาเจี้ยน เขากำจัดปีศาจตนนั้นที่ลานบ้านแล้ว”
“ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง” เวินติ้งฟางเข้าใจทันใด ขณะที่เสือดำตัวน้อยโมโหจนอยากจะอ้าปากกัดเขานั้นเอง เขาก็ยิ้มแล้วเอ่ยปากกล่าวขอบคุณ “ขอบใจมาก โชคดีที่มีนาย เสี่ยวเสี่ยวไปเก็บเงิน จูจูกับตู้รั่วกำลังเก็บกวาดห้องครัวไม่ได้สังเกตเห็นถึงสถานการณ์ผิดปกติเลยสักนิด”
เสือดำตัวน้อยตัวแข็งค้าง ฟังหมอนี่พูดอย่างนี้ก็กัดต่อไปไม่ลงแล้ว ทำได้เพียงหันหน้าหนีอย่างเก้อเขิน งับปากที่เผยเขี้ยวแหลมคมลง
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางลูบหัวอีกฝ่าย เจ้าเสือหันกลับมาจ้องเขาอย่างเดือดดาล
เวินติ้งฟางกลัวว่าอีกฝ่ายจะกัดจึงชักมือกลับอย่างรวดเร็ว กลั้นหัวเราะเพื่อยอมจำนน “ขอโทษนะ แต่สภาพอย่างนี้ของนายดูท่าทางน่ารักมากจริงๆ”
ขณะที่พูด เสียงหัวเราะก็เกือบเล็ดลอดออกมาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าจะไปยั่วโมโหอีกฝ่ายอีก เวินติ้งฟางกระแอมเบาๆ ทีหนึ่งแล้วรีบหันไปถามอาหลิง
“อาหลิง เธอมีวิธีช่วยเขาไหม”
ได้ยินคำถามนี้อาหลิงก็กล่าวซ้ำอย่างเรียบเฉย “ฉันจำเป็นต้องใช้เวลา”
“เอ๊ะ? เพราะงั้นวันนี้ก็เลยเปลี่ยนกลับมาไม่ได้เหรอ” เวินติ้งฟางตะลึงงัน ถามอีกครั้ง “งั้นต้องนานแค่ไหนล่ะ สามวัน? ห้าวัน? หนึ่งสัปดาห์?”
คำตอบของคำถามนี้เสือดำตัวน้อยเองก็อยากรู้มากเหมือนกัน นานๆ ทีจะได้เห็นงาช้างออกมาจากปากสุนัขของหมอนี่จึงหันขวับไปมองอาหลิงโดยพลัน
อาหลิงมองเขาแล้วค่อยมองไปทางเสือดำตัวน้อยที่อารมณ์บูดบึ้งตัวนั้นก่อนจะยักไหล่ทีหนึ่ง
“ไม่รู้”
เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้นก็ตกใจ โพล่งถามว่า “งั้นจูจูจะทำยังไงล่ะ เขาเป็นรองเชฟนะ”
“นายช่วยโทรไปลางานให้เขาก่อน” ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยปาก
พอได้ยินที่เกิ่งเค่อกังพูด อาหลิงก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร รีบเงยหน้ามองไปทางเขา ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ฉันไม่คิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดี”
ผู้ชายคนนั้นมองอาหลิงแล้วกระตุกมุมปาก “ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าเราสองคนต่างไม่มีทางห้ามเธอได้หรอก”
คำพูดนี้ทำให้อาหลิงตากระตุก “ฉันคิดว่าเธอมีคลาสทำอาหารของตัวเองที่ต้องไปเข้าเรียน”
“มีอยู่แล้ว” เกิ่งเค่อกังยังคงมองอาหลิง “แต่สถานการณ์ในตอนนี้เธออยู่ในร้านอาหารจะปลอดภัยกว่าห้องเรียนทำอาหาร ข่ายอาคมของพี่น้องสกุลจ้าวมีประสิทธิภาพมาก”
สรุปแล้วเขาไม่สามารถแยกร่างได้ ไม่สามารถไปดูแลทั้งสองฝั่งพร้อมกันได้ จึงได้แต่ทำอย่างนี้แล้ว
คำพูดนี้ไม่ต้องให้เขาพูดออกมา แม่มดตรงหน้าผู้นี้ก็เข้าใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก
อาหลิงไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีทางที่จะชอบไปมากกว่าเขา แต่เพราะต้องรักษาความปลอดภัยของฟางชิวสุ่ยและไม่ให้เธอต้องกังวลมากเกินไปก็ทำได้แค่ให้เธอไปช่วย เพราะหากไม่ให้เธออยู่ที่ร้านอาหารก็ต้องให้เธออยู่กับฉินอู๋หมิงไปตลอด แต่อาหลิงกับเขาเข้าใจเหมือนกัน ถ้าเขากับอาหลิงจะให้ฟางชิวสุ่ยอยู่กับฉินอู๋หมิง ไม่นานฟางชิวสุ่ยก็จะพบว่าพวกเขาสองคนกำลังมีแผนอะไรอยู่
ถึงตอนนั้นนั่นก็จะแก้ไขอย่างรวบรัดไม่ได้แล้วจริงๆ
ฟางชิวสุ่ยเหมือนกับอาซือหลัน บางทีก็รับมือยากมากจริงๆ
ดังนั้นแม้อาหลิงจะไม่เต็มใจก็ทำได้แค่เม้มปาก
“ขอโทษนะ” บทสนทนาของทั้งสองคนทำให้เวินติ้งฟางสับสนไปหมด ถามด้วยสีหน้างุนงง “ตกลงว่าพวกเธอกำลังพูดถึงใครอยู่กันแน่”
“ภรรยาของฉัน ฟางชิวสุ่ย” เกิ่งเค่อกังมองเด็กหนุ่มกับเสือดำตัวน้อย “เรื่องเกี่ยวกับร้านอาหารฉันคิดว่าชิวสุ่ยน่าจะช่วยได้ เธอเป็นเชฟที่มีใบอนุญาต”
พอเวินติ้งฟางได้ยินว่าฟางชิวสุ่ยเป็นเชฟก็รีบพุ่งตัวลงไปถามผู้หญิงคนนั้นทันทีว่ายินดีช่วยหรือเปล่า
หลังจากเขายกเท้าจากไป อาหลิงก็เลิกคิ้วถามเกิ่งเค่อกังว่า “นายเรียกอาติ้งมาทำไม”
“ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะแก้คาถานี้ได้เดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่า” เกิ่งเค่อกังมองเธอ พยักหน้าไปทางเสือดำตัวน้อยที่ยังคงหงุดหงิดงุ่นง่าน “แต่สภาพเขาแบบนี้จำเป็นต้องมีคนดูแล อาติ้งคือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
อาหลิงเหลือบมองเขาแล้วเลิกคิ้ว พลันเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น
“แล้วนายไม่สะดวก?”
เขาขมวดคิ้ว เพียงสำทับว่า “อาติ้งเหมาะกว่า พวกเขาเป็นเพื่อนกัน”
อาหลิงลุกขึ้นเดินไปยังนอกประตูพลางเอ่ยว่า “นั่นสินะ ต่อให้พูดยังไงถ้าเที่ยงคืนเขาเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติแล้วเห็นว่าจู่ๆ มีชายฉกรรจ์รูปงามเปลือยทั้งตัวโผล่ขึ้นมาในบ้าน ชิวสุ่ยน่าจะตกใจร้องกรี๊ด”
คำพูดนี้ทำให้เกิ่งเค่อกังกับเสือดำตัวน้อยแข็งค้างไป
ท่าทางของพวกเขาสองคนทำให้อาหลิงขำพรืดออกมา อดไม่ได้ที่จะซ้ำมีดเข้าไปอีกครั้ง
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาทั้งตัวเล็กและน่ารักขนาดนั้น ถ้าชิวสุ่ยลืมว่าเขาเป็นคน บังเอิญไปลูบ ไปจูบ ไปกอดเขา ฉันว่านายเองก็น่าจะรับไม่ได้เหมือนกัน”
ภาพฉากนั้นพลันผุดขึ้นมาในหัวสมองทำให้หนึ่งคนหนึ่งเสือยิ่งตกใจ นัยน์ตาดำลึกล้ำสองคู่ต่างสบสายตากันในชั่วขณะนั้นเอง
จากนั้นไม่ต้องให้ผู้ชายคนนี้พูดอะไรมาก ยิ่งไม่ต้องให้แม่มดพันปีพูดเสริมอะไรไปมากกว่านี้ เสือดำตัวน้อยก็เลือกอย่างรวดเร็ว พลันหมุนตัววิ่งตามแม่มดพันปีผู้นั้นไปอย่างว่องไว ทิ้งผู้ชายที่เพิ่งช่วยเขาออกมาจากเงื้อมมือของผู้หญิงนับไม่ถ้วนคนนั้นเอาไว้
แม้เวินติ้งฟางจะน่ารำคาญมาก แต่ก็ดีกว่าถูกผู้หญิงทั้งลูบคลำทั้งกอดฟัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำอะไรไม่ดี ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกผู้ชายคนนั้นจับเขวี้ยงใส่กำแพงก็ได้
เทียบกันแล้วกลับไปด้วยกันกับเวินติ้งฟางก็เป็นตัวเลือกที่ดีจนไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ต่อให้จะว่าอย่างไรอย่างน้อยหมอนั่นก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน อีกทั้งไม่มีภรรยาและก็ไม่มีแฟนด้วย!
ฟ้ามืดแล้ว เวินติ้งฟางพาเสือดำตัวน้อยกลับบ้าน
หลังจากเดินเข้าประตูเจ้าตัวน้อยน่ารักนั่นก็กระโดดออกมาจากกระเป๋าเป้ของเขา มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่ออาหลิงเดินผ่านข้างกายเขา หมอนั่นยังตกใจ กระโดดหนีไปด้านข้างทั้งตัว อาหลิงไม่มองอีกฝ่ายเลยสักแวบก็เดินตรงไปยังห้องครัว
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็มองเสือดำตัวน้อยซึ่งจ้องผู้หญิงที่ถือวิสาสะเข้าไปในครัวคนนั้นเขม็งด้วยความตื่นตระหนกอย่างนึกขัน
“อ๊ะ ลืมบอกไป นานๆ ทีอาหลิงจะมาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว จูจูคิดว่าเธอเป็นแฟนของฉัน”
เสือดำตัวน้อยมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นก็กลอกตา
“ฉันรู้ว่านี่มันไร้สาระมาก แต่ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอต้องการสถานที่พักฟื้นเป็นครั้งคราว”
เสือดำตัวน้อยใช้จมูกแค่นเสียงทีหนึ่งอย่างไม่เห็นด้วย
เวินติ้งฟางยิ้มแห้ง ทำได้เพียงพูดต่อ “ตรงนี้คือห้องรับแขก สุดทางเดินเป็นห้องครัว ประตูบานแรกทางซ้ายคือห้องของฉัน ประตูบานแรกทางขวาเป็นห้องน้ำ บานที่สองคือห้องนอนหลัก นั่นเป็นห้องของจูจู”
เขาแนะนำพลางถอดเสื้อคลุมแขวนไว้บนราวแขวนหมวกตรงโถงทางเข้า เห็นเสือดำตัวน้อยมองซ้ายดมขวา แต่โฉบผ่านห้องของจูจูไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องของเขา หามุมปลอดภัยมุมหนึ่งอยู่
เขาเดินตามหลังเสือดำตัวน้อยเข้าประตูไป จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง “จะว่าไปแล้วสภาพนายแบบนี้จะกดชักโครกได้เหรอ ฉันได้ยินว่าแมวบางตัวใช้ชักโครกเป็น แต่นายตัวเล็กขนาดนี้จะเกี่ยวถึงที่จับไหมนะ”
เสือดำตัวน้อยขมวดคิ้วใส่เขา อ้าปากเผยเขี้ยวขู่ฟ่อทีหนึ่ง
“โอเคๆ ฉันไม่ได้มีจุดประสงค์ไม่ดีโอเคไหม” เขาชูมือด้วยรอยยิ้ม “ถึงยังไงนายจะกดชักโครกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันนึกได้ก็จะไปกดชักโครกตามเวลา”
อาหลิงผลักประตูเดินเข้ามาในตอนนี้เอง ในมือถือจานก้นลึกใบหนึ่ง ในนั้นใส่นมอุ่นเอาไว้
เวินติ้งฟางตะลึงงันไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเธอจะไปช่วยอุ่นนมให้เจ้าตัวเล็กนี้เป็นพิเศษ แต่ผู้หญิงคนนั้นวางจานนมใบนั้นลงบนพื้นตรงหน้าเสือดำตัวน้อยแล้วก็เอ่ยอย่างเย็นชา
“รีบดื่มซะ ดื่มเสร็จรีบไปฉี่ ให้เขาช่วยกดชักโครกให้นาย ไม่ต้องรอจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน”
หัวคิ้วของเสือดำตัวน้อยขมวดแน่นกว่าเดิมและสูงขึ้นกว่าเก่า หน้าตาไม่สบอารมณ์
อาหลิงยกคิ้วซ้าย “นายคงไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้คนอื่นหรอกใช่ไหม”
เสือดำตัวน้อยหดนัยน์ตาดำ กระตุกมุมปาก แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงก้มหน้าลงดื่มนมอย่างยอมรับชะตากรรมอยู่ดี
เวินติ้งฟางอดไม่ได้ที่จะนึกอยากหัวเราะ เอ่ยปากว่า “งั้นฉันไปทำอาหารก่อนนะ”
อาหลิงไม่ได้สนใจเขาและก็ไม่ได้สนใจเสือดำตัวน้อยที่กำลังดื่มนมอีกต่อไป เพียงลากเก้าอี้ของโต๊ะหนังสือมานั่ง เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่อยู่บนโต๊ะแล้วเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไปเพื่อทำธุระของเธอ
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็วางกระเป๋าเป้ลงก่อนจะไปทำอาหารที่ห้องครัว
เมื่อเขาทำอาหารเสร็จแล้วกลับมาที่ห้องเพื่อเรียกทุกคนไปกินข้าวก็เห็นอาหลิงนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมหนึ่ง มองสิ่งเล็กๆ ที่เริ่มสัปหงกราวกับโขลกกระเทียมตัวนั้น
เขานิ่งงันไปครู่หนึ่ง เป็นเพราะหนึ่งไม่คิดว่าเกาเจี้ยนจะง่วงนอนเร็วขนาดนั้น สอง อาหลิงถึงกับยื่นมือไปหาเสือดำตัวนั้น
“ถ้าเขาหลับแล้วก็ช่างเถอะ” นึกว่าอาหลิงคิดจะเรียกให้มันไปเข้าห้องน้ำก่อน เวินติ้งฟางรีบนั่งลงข้างๆ เธอแล้วลดเสียงพูด “ฉันเองก็ยังไม่ได้นอน เขาจะต้องเหนื่อยแน่ถึงได้หลับเร็วขนาดนี้ ยังไงซะอีกเดี๋ยวเขาตื่นแล้วก็คงไปเข้าห้องน้ำ ฉันค่อยช่วยกดชักโครกให้ก็โอเคแล้ว”
แต่อาหลิงไม่ได้สนใจเขาเลย เพียงคว้าหลังคอของเสือดำตัวน้อยแล้วหิ้วตัวขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด
เวินติ้งฟางนึกว่าเกาเจี้ยนจะพลันตื่นตกใจแล้วโมโหยกใหญ่ หมอนี่ความตื่นตัวสูงมากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้เสือดำตัวน้อยจะพยายามลืมตา แต่เปลือกตากลับหนักอึ้ง สีหน้าท่าทางง่วงงุน เพียงเปล่งเสียงร้องด้วยความโมโหออกมาอย่างแผ่วเบาเท่านั้น
อาหลิงหิ้วหลังคอเจ้าเสือแล้วหันมาส่งให้เขาเหมือนหิ้วลูกแมว “จับไว้ให้ดี”
“ฮะ?” เวินติ้งฟางมึนงง รีบยื่นมือไปรับไว้ขณะที่เธอปล่อยมือ
เขาสามารถรู้สึกได้ว่าเสือดำตัวน้อยที่ทั้งตัวนุ่มนิ่มและร้อนผะผ่าวในมือพยายามดิ้นรนจะตื่นขึ้นมา ทว่าแม้แต่จะยกอุ้งเท้าก็ยังยากทำให้เขาเข้าใจทันใด จึงโพล่งถามออกมา
“เธอวางยาในนมเหรอ”
“ถ้าไม่ทำอย่างนี้นายคิดว่าเขาจะเชื่องหรือไง” อาหลิงเอ่ยอย่างราบเรียบ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาควรอยู่ นายเองก็ไม่ใช่คนที่ควรดูแลเขา”
“งั้นใครล่ะถึงจะใช่”
อาหลิงไม่ได้ตอบทันที เพียงแค่เผยรอยยิ้มหวานที่ทำให้เขาใจเต้นรัวออกมา
โอ๊ย บ้าชะมัด รอยยิ้มนี้ไม่ได้มีเจตนาดีเลยแท้ๆ รู้ทั้งรู้ว่าเธอมีแผนร้าย แต่ฉันก็ยังหลงใหลหัวปักหัวปำอยู่ดี หัวใจดวงหนึ่งเต้นตึกตักด้วยเหตุนี้
“อยากรู้ก็พาเขามากับฉันสิ”
อาหลิงอมยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
เสือดำตัวน้อยในมือยังคงดิ้นรน ส่งเสียงร้องต่อต้าน เวินติ้งฟางมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง เข้าใจดีว่าหมอนี่โมโหโทโสแค่ไหน แต่…
“เพื่อนเอ๋ย ขอโทษนะ” เขามองดวงตาที่ฉุนเฉียวของเสือดำตัวน้อย “แต่นายเองก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมว่าคนที่เธอว่าคือใคร พวกเราไปดูสักหน่อยก็ดี ถ้าสถานการณ์ผิดปกติฉันจะพานายกลับมาทันที โอเค้?
“มาว…” นัยน์ตาดำของเจ้าเสือเบิกกว้างกว่าเดิม
“หมายความว่าไง นี่คือโอเคถูกไหม” เวินติ้งฟางอมยิ้มและคิดเองเออเองอย่างหน้าไม่อาย
“มาว…มาว…” ไฟโทสะลุกโชนออกมาจากนัยน์ตาดำของเจ้าเสือ
“ฉันถือว่านายตกลงก็แล้วกันนะ” เขาคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมา
“อั๋นอาอู่อี้อั้น…” (ฉันจะอยู่ที่นั่น) เสือดำตัวน้อยเผยเขี้ยวขาวเล็กๆ เรียงสวยออกมา
“ฮะ? กำลังขอบคุณฉันเหรอ ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ไปสักเที่ยวไม่เป็นไรหรอก เราเป็นเพื่อนรักกันอยู่แล้วนี่” เวินติ้งฟางแสร้งทำเป็นฟังเข้าใจ ไม่สนใจการต่อต้าน ยัดเสือดำตัวน้อยที่อ่อนแรงเข้าไปในกระเป๋าเป้แล้วหมุนตัวตามออกไปอย่างเร่งรีบ
เสือดำตัวน้อยโมโหจนควันออกทวารทั้งเจ็ด แต่กลับขยับเขยื้อนไม่ได้อยู่ดี
แม่ง ไอ้คนห่วงหญิงแต่ไร้มนุษยธรรมนี่ ตกลงว่าชาติที่แล้วฉันไปทำผิดอะไรมากันแน่นะ อ๊ากกก…
ที่นั่นคือทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ สองชั้นที่เป็นแบบประตูเดี่ยวลานเดี่ยวให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง นอกกำแพงทาวน์เฮ้าส์มีเถาวัลย์เลื้อยพันเต็มไปหมด กำแพงหินสีเทาดูท่าทางอยู่มาหลายยุคสมัย แม้แต่ไฟกลางคืนที่อยู่บนกำแพงนอกประตูก็ยังดูท่าทางอยู่มาหลายยุคสมัยด้วยเช่นกัน
บนถนนสายนี้ล้วนเป็นบ้านปูนซีเมนต์เก่าแก่ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน พวกมันต่างก็มีขนาดไม่ใหญ่ พื้นที่ก็มีขนาดแค่สิบกว่าตารางวา ตัวบ้านเป็นทรงสี่เหลี่ยมสีเทา ในลานเล็กๆ ปลูกไม้กระถางอย่างง่ายๆ กำแพงที่ล้อมอยู่ข้างนอกก็ชิดกับตัวบ้านเหมือนอักษรหุยแคบจนทางเดินระหว่างกำแพงกับตัวบ้านเหลือแค่หนึ่งคนผ่านเท่านั้น
ทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ ทรงอักษรหุยแต่ละหลังๆ ก็เรียงตัวกันเป็นอักษรหุยอีกทีเช่นกัน ซึ่งในบรรดาบ้านไม่กี่หลังที่อยู่ตรงกลางที่สุดก็มีแค่บ้านตรงกลางหลังนี้ที่ใหญ่กว่าหน่อย
ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษท่ามกลางราตรีมืดมิด แม้จะมีเสียงโทรทัศน์ดังออกมาจากบ้านบางหลัง ในลานบ้านหรือบนดาดฟ้าของบางหลังยังมีราวไม้ไผ่ตั้งอยู่ มีเสื้อผ้าและผ้าปูเตียงที่ยังไม่ได้เก็บตากไว้ แต่เมื่อเวินติ้งฟางขี่จักรยานพาอาหลิงมายังเขตชุมชนนี้ก็รู้สึกขนหัวลุกอยู่บ้างจริงๆ
แม้เธอจะไม่ได้บอกที่อยู่กับเขาตรงๆ แค่บอกว่าต้องเลี้ยวตอนไหน ต้องตรงไปตอนไหน แต่เขาขี่มาครึ่งชั่วโมงก็เดาได้แล้วว่าเธอคิดจะไปที่ไหน
พูดกันตามตรงเขาแทบอยากจะล้มเลิกกลางคันแล้ว ก่อนเข้าไปในเขตชุมชนเล็กๆ นั้นยังอดไม่ได้ที่จะถามผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหลัง
“เอ่อ…เธอแน่ใจเหรอ นี่ไม่ค่อยดีหรอกมั้ง” เขากล่าว ขณะเดียวกันก็ทักทายคุณลุงยามที่อยู่ตรงประตูทางเข้าเขตชุมชน มองรอยยิ้มอันคุ้นเคยของอีกฝ่าย เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อคราวก่อนขึ้นมา อันธพาลที่พยายามจะบุกเข้ามามากกว่าสิบคนถูกคุณลุงยามที่ดูท่าทางไม่มีพิษภัยคนนี้จับทุ่มลงพื้นด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดาย ก่อนจะทุบตีหนักๆ ด้วยรอยยิ้ม
อย่าว่าแต่หนึ่งต่อสิบอะไรเลย บอกว่าลุงยามคนนี้หนึ่งต่อร้อยได้เขายังเชื่อเลย
ความทรงจำครั้งนั้นทำให้เวินติ้งฟางตัวสั่นสะท้าน อดไม่ได้ที่จะพึมพำด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ฉันรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีจริงๆ นะ…”
สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อย หญิงสาวด้านหลังกล่าวอย่างเย็นชา “นายไม่อยากไปก็กลับได้นะ”
“จริงเหรอ” เวินติ้งฟางหันไปมองด้านหลังอย่างกระตือรือร้นก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยื่นมือมาทางเขา
“ส่งหมอนั่นมาให้ฉันก็พอ”
“เอ่อ…นี่…แหะๆ” เขาหันกลับมาพลางหัวเราะแห้งๆ “จะว่ายังไงเขาก็เป็นเพื่อนสนิทของฉัน…เคยช่วยชีวิตน้อยๆ ของฉันมาตั้งหลายครั้ง…”
“นายแน่ใจว่าเขาเห็นนายเป็นเพื่อน?” อาหลิงถามอย่างเย็นชา
“ฮ่าๆ คงจะไม่” เวินติ้งฟางยังคงหัวเราะแห้ง “แต่ฉันเห็นเขาเป็นเพื่อนไงล่ะ”
คำพูดนี้ทำให้อาหลิงยกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “ก็อย่างที่นายรู้ คนคนนั้นที่พวกเราต้องไปหาคือคนที่มีโอกาสทำให้เขากลับคืนสู่สภาพเดิม”
“เอ๊ะ? จริงเหรอ” เวินติ้งฟางกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ เธอพูดตรงๆ ก็พอแล้ว ฉันเชื่อว่าขอแค่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เขาจะต้องยินดีให้ความร่วมมือแน่”
อาหลิงแค่นเสียงทีหนึ่งอย่างนึกขัน “นายแน่ใจ?”
“เอ่อ…” พอนึกถึงปฏิกิริยาตอนที่หมอนั่นเห็นคนคนนั้นในยามปกติ เขาก็หัวเราะแห้งๆ อีกสองที “เอาเถอะ ฉันไม่แน่ใจหรอก”
“อีกอย่างนั่นก็แค่มีโอกาส” อาหลิงมองทาวน์เฮ้าส์ที่ดูเหมือนเงียบสงบทีละหลังๆ ตรงหน้าแล้วบอกเขา “ฉันไม่สามารถรับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ทำได้แค่ลองดูเท่านั้น”
“จะว่าไปแล้วท่านผู้เฒ่าทำไม่ได้เหรอ พวกเราไปหาท่านผู้เฒ่าก็ได้” แม้การไปที่นั่นจะต้องขึ้นเนินเขา แต่เขาก็ไม่ถือสาเลยจริงๆ ที่จะต้องขี่ไป
“ไม่ได้”
“ทำไมล่ะ”
“เฟิงอวิ๋นทำไม่ได้หรอก” อาหลิงว่า “ทำไม่ได้เหมือนกับนายนั่นแหละ นายกับเขาล้วนไม่ใช่คนคนนั้น”
“ฉันรู้ว่าเธอพูดเข้าใจง่ายมาก แต่ฉันฟังไม่เข้าใจจริงๆ” เขาสารภาพด้วยรอยยิ้มขมขื่น
หญิงสาวด้านหลังไม่ได้เอ่ยปาก เดิมทีเวินติ้งฟางนึกว่าเธอจะไม่อธิบาย แต่สักพักหลังจากนั้นกลับได้ยินเธอเอ่ยขึ้น
“พวกนายล้วนไม่ใช่คนคนนั้นที่ชะตาของเขาลิขิตไว้”
เวินติ้งฟางตะลึงงัน เข้าใจในทันใด “มีแค่คนคนนั้นที่ใช่” เสียงของเขาตึงเครียดเล็กน้อย
“ถูกต้อง” อาหลิงมองดวงจันทร์ที่ลอยแขวนเหนือเมือง กล่าวอย่างเศร้าซึม “มีแค่คนคนนั้นที่ใช่”
เวินติ้งฟางยังคงอดไม่ได้จึงโพล่งถามออกไปว่า “คนอื่นไม่มีทางเลยเหรอ”
หญิงสาวด้านหลังเงียบไป เห็นได้ชัดว่ารู้ว่าเขาไม่ได้กำลังช่วยถามให้เกาเจี้ยนแต่แรกแล้ว
เวินติ้งฟางขี่จักรยานพลางลอบสบถทีหนึ่ง ชั่วพริบตานั้นเขาแทบอยากจะหันไปมองเธอ แต่มองแล้วอย่างไร ชั่วขณะนี้เขาอยากด่าด้วยคำหยาบคายมาก แต่ก็ยังคงขี่จักรยานมุ่งหน้าต่อไปบนถนนในเขตชุมชนที่ดูท่าทางสงบสุขอย่างยิ่งทว่ากลับติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วทุกที่ จากนั้นก็มาหยุดที่หน้าประตูทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ หลังนั้น
อาหลิงลงมาแล้วกดกริ่งไฟฟ้าหน้าทาวน์เฮ้าส์หลังนั้น
กล้องบนประตูมีไฟสีแดงสว่างขึ้นมาแล้ว คนข้างในเห็นเธอกับเขาก็เปิดประตู
เวินติ้งฟางจอดจักรยานเสร็จเรียบร้อยก็เดินเข้าไปด้วยกันกับอาหลิง
ที่นี่เป็นทาวน์เฮ้าส์ที่น่ารักอบอุ่นมากจริงๆ หลังโถงทางเดินเล็กๆ ก็คือห้องรับแขก ผลงานศิลปะไม่ได้มีมูลค่าหรือแพงอะไรมาก ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเป็นระเบียบ ด้านหลังห้องรับแขกเล็กๆ ที่ปูด้วยพื้นไม้คือห้องหนังสือ เข้าไปอีกก็เชื่อมไปยังห้องครัว ผังของชั้นบนเวินติ้งฟางไม่ค่อยแน่ใจ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยขึ้นไป แต่เขาเดาว่าข้างบนน่าจะเป็นห้องนอนกับห้องน้ำ
อาหลิงยืนอยู่ตรงโถงทางเข้าไม่ได้เดินไปข้างใน เวินติ้งฟางเพิ่งเข้าประตูมาก็เห็นเจ้าของบ้านสวมชุดลำลองเบาสบายเดินลงมาจากบันได
“เป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า”
เวินติ้งฟางยิ้มแห้ง เอ่ยปากทักทาย “หวัดดีครับรุ่นพี่”
อาหลิงหิ้วเสือดำตัวน้อยออกมาจากกระเป๋าเป้ของเขาแล้วส่งให้เหลยจิ่วเกอ “ฉันต้องการให้เธอช่วยดูแลเจ้านี่”
เหลยจิ่วเกอตะลึงงัน ยังไม่ทันได้มองให้ชัดอาหลิงก็ปล่อยมือแล้ว เธอรีบยื่นมือไปรับสิ่งเล็กๆ ที่ตัวอุ่นนุ่มนั้นไว้
เดิมทีเสือดำตัวน้อยยังพยายามดิ้น แต่เมื่อมันเห็นคนที่รับมันไว้ก็พลันตัวแข็งค้างไป
“หมอนี่โดนอาคมแล้ว” อาหลิงมองเหลยจิ่วเกอพลางเอ่ยว่า “ฉันต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะสามารถหาวิธีถอนได้ ปีศาจที่สาปเขาจับตาดูอยู่ อาจจะมาหาถึงที่ได้ทุกเมื่อ ช่วงหลายวันนี้เธอต้องตัวติดกับเขาเป็นเงา ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย กินข้าว อาบน้ำ นอนหลับก็เหมือนกัน”
“ฮะ? กินข้าว อาบน้ำ นอนหลับ?” แม้จะชินกับการพูดจาเรื่อยเปื่อยของอาหลิงมานานแล้ว เวินติ้งฟางได้ยินอย่างนั้นก็ยังตกใจอยู่ดี โพล่งออกไปเสียงหลง “นี่ไม่ค่อยดีหรอกมั้ง”
เสือดำตัวน้อยที่เดิมทีราวกับกลายเป็นหินไปแล้วพลันได้สติขึ้นมา ตื่นตระหนกจนอยากจะเผ่นหนีออกไปจากมือของผู้หญิงที่อุ้มตนอยู่ แต่ฤทธิ์ยาในตัวยังมีจึงไม่มีแรงหนีเลยแม้แต่น้อย
อาหลิงไม่สนใจพวกเขา เพียงมองเหลยจิ่วเกอแล้วเอ่ยว่า “หมอนี่อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่เขาน่าจะไม่กัดเธอหรอก” เธอพูดพลางค้อมตัวลง สบตาตรงๆ กับเสือดำตัวน้อยที่ทั้งตกใจทั้งเดือดดาลและถูกเหลยจิ่วเกอประคองไว้ในมือตัวนั้น ก่อนจะพูดกับอีกฝ่ายว่า “ฉันรู้ว่าเมื่อกี้นายอยู่ในกระเป๋าได้ยินทุกอย่างหมดแล้ว ฉันไม่ได้ล้อเล่น ถ้านายหนีฉันรับรองว่านายจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่”
เสือดำตัวน้อยแน่นิ่งมองเธอ
อาหลิงมองดวงตาดำขลับอันคุ้นเคยคู่นั้นของอีกฝ่าย “บนตัวนายมีกลิ่น ปีศาจพวกนั้นล้วนได้กลิ่น เขตชุมชนนี้มีข่ายอาคม อยู่ที่นี่นายมีโอกาสครึ่งหนึ่งที่จะสามารถกลับคืนร่างเดิมได้เอง ฉันกลับไปก็จะไปสืบหาว่ามีวิธีอื่นถอนคำสาปหรือเปล่า แต่ขืนนายหนีก็ได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรมแล้ว สามารถเดินออกไปได้ห้าร้อยเมตรก็ถือว่านายโชคดี ถ้าเป็นฉันไม่มีทางเสี่ยงดวงแบบนั้นเด็ดขาด”
เสือดำตัวน้อยแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เธออย่างเดือดดาล
อาหลิงเลิกคิ้ว ไม่สนใจอีกฝ่าย เพียงยืดตัวมองไปทางเหลยจิ่วเกอที่หน้าตามึนงง
“ไม่ต้องให้เขาวิ่งแล้ว” อาหลิงกล่าวแล้วก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่รอให้ผู้หญิงคนนั้นได้เอ่ยปาก
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็หัวเราะแห้งๆ สองที มองเสือดำตัวน้อยในมือรุ่นพี่หญิง เขาจำใจยื่นมือไปอุ้มเจ้าเสือกลับมาจากมืออีกฝ่าย
เสือดำตัวน้อยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง กำลังนึกว่าหมอนี่มีมโนธรรม ใครจะรู้ว่าเจ้าสารเลวนี่หลังจากหมุนตัวแล้วกลับไม่ได้ออกจากประตูไป เพียงก้มหน้ากระซิบริมหูเขาอยู่ตรงมุมข้างประตู
“เอ่อ ฉันรู้ว่าเพิ่งจะรับปากอะไรนายไป แต่เมื่อกี้ที่อาหลิงพูดนายเองก็ได้ยินแล้ว อยู่ที่นี่นายถึงจะมีโอกาสกลับคืนร่างเดิมได้ นายสบายใจได้ รุ่นพี่เป็นคนดีมาก แต่อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำนายน่าจะมีขอบเขตใช่ไหม เพื่อให้ดีต่อพวกนายทั้งสองคน นายจงจำไว้ว่าสิ่งใดไม่เหมาะสมอย่าได้พึงมอง ต้องเป็นสุภาพบุรุษนะ”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?!
เสือดำตัวน้อยยิ่งฟังยิ่งตื่นตกใจ อยากจะทักท้วงแต่ก็ไม่ทันแล้ว เจ้าสารเลวนี่พูดคำพูดไร้มโนธรรมพวกนั้นจบก็หมุนตัวยัดเขากลับไปในมือของหญิงสาวทันที
เวินติ้งฟางปล่อยมือ ทำหน้าหนามองเหลยจิ่วเกอที่มีสีหน้าอธิบายไม่ถูก ประนมสองมือค้อมตัวพลางกล่าวอย่างเร่งรีบ
“เจ้านี่ถูกวางยา น่าจะอีกหลายชั่วโมงกว่ายาจะหมดฤทธิ์ รบกวนป้อนน้ำให้เขาเยอะๆ นมก็ได้ เขาไม่เลือกกินหรอก ต่อไปก็ฝากพี่ดูแลเขาให้มากๆ ล่ะ ขอบคุณครับรุ่นพี่ ผมซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้”
“อะไรนะ! เดี๋ยวก่อนอาติ้ง นายพูดให้เคลียร์…”
เหลยจิ่วเกอเอ่ยปากตะโกนเรียกเขา แต่เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นถึงกับแสร้งเป็นใบ้หูหนวกอีกครั้ง วิ่งหนีราวกับบิน เธอเกือบจะตามออกไปแล้ว แต่ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าจะเกิดผลอะไรตามมาจึงอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าอยู่ข้างประตูอย่างละล้าละลัง ขณะที่ลังเลนี้เองเขาก็สับมือแล้วเผ่นแน่บออกไปกระโดดคร่อมจักรยานแล้วเหยียบแป้นถีบอย่างเอาเป็นเอาตายผ่านฉิวหน้าเธอไป อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะหันหน้ามาส่งยิ้มสดใสเจิดจ้าสุดๆ ให้เธอและยกมือโบก แสดงให้เห็นชัดว่าเขารู้ว่าเธอจะไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยเหตุนี้
เหลยจิ่วเกอทั้งโมโหทั้งขบขัน ทำได้เพียงประคองเจ้าตัวน้อยที่อ่อนแรงไว้ในมือ มองเวินติ้งฟางที่จากไปอย่างรวดเร็ว
แม้จะรู้สึกผิดกับเหลยจิ่วเกอและเกาเจี้ยนอยู่บ้าง แต่ไม่นานนักเวินติ้งฟางก็ตามอาหลิงทัน เขาหยุดอยู่ข้างกายเธอแล้วเอ่ยอย่างเร่งรีบ
“เร็วๆๆ! รีบขึ้นมา! ฉันไม่มั่นใจว่ารุ่นพี่จะเปลี่ยนใจหรือเปล่า!”
อาหลิงเห็นรอยยิ้มแข็งกระด้างบนใบหน้าเขาจึงนั่งลงบนเบาะหลังอย่างขบขันตามการเร่งเร้า เวินติ้งฟางขี่จักรยานมุ่งหน้าต่อไป ออกจากถนนใหญ่ที่สกุลเหลยครอบครองด้วยความเร็วสูงสุด
ใช่แล้ว แม้นั่นเป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ แต่ถนนทั้งสายนี้ทั่วทั้งเขตชุมชนล้วนเป็นของสกุลเหลย
คนที่อาศัยอยู่ในบ้านทั้งสองข้างล้วนเป็นคนสนิทที่เชื่อถือได้ของลุงเหลย ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนตายของลุงเหลย เป็นคนสนิทที่จะอยู่เพื่อลุงเหลยและตายเพื่อลุงเหลยได้อย่างแท้จริง
เพราะต้องกำจัดปีศาจบ่อยๆ เป็นห่วงว่ากิจวัตรที่ไม่ปกติของตนจะไปรบกวนพ่อแม่เข้า เหลยจิ่วเกอจึงอาศัยอยู่ในทาวน์เฮ้าส์ที่อบอุ่นเล็กกะทัดรัดนั้นเพียงลำพัง แต่บ้านหลังใหญ่ข้างๆ ก็มีลุงเหลยและภรรยาของเขาอยู่
สวรรค์รู้ว่าอันที่จริงเหลยจิ่วเกอและพ่อแม่ของเธอใช้ลานหลังบ้านร่วมกัน ลานด้านหลังของสี่เหลี่ยมนั้นคือจุดศูนย์กลางของชุมชนเล็กๆ ที่มีลักษณะเป็นแบบอักษรหุย
เวินติ้งฟางเข้าใจตั้งแต่แรกก่อนที่เขากับอาหลิงจะเข้ามาในถนนสายนี้แล้วว่ามีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่ หากไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นจำเขากับอาหลิงได้ ทั้งสองคนก็คงเหยียบเข้ามาไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
หากเมื่อครู่เหลยจิ่วเกอวิ่งออกมาโต้งๆ เวินติ้งฟางรู้ว่าจะมีคนพุ่งออกมาขวางเขากับอาหลิงไว้ทั้งสองฝั่งทันที มีความเป็นไปได้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ว่ายังจะหยิบบัญญัติไม่อนุญาตให้ถือครองในประมวลกฎหมายหกฉบับ ติดมือมาด้วย แต่ลุงเหลยกลับยืนกรานว่าของเถื่อนพวกนั้นเป็นแค่ของเล่นน่ารักจุกจิกเท่านั้น
ผู้ชายคนนั้นก็คือทาสลูกสาวที่น่ากลัวสุดๆ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะออกมาจากถนนสายนั้น เวินติ้งฟางถึงได้กล้าผ่อนความเร็วลง หอบหายใจพลางถามว่า “เกาเจี้ยนอยู่ข้างๆ รุ่นพี่มีโอกาสฟื้นฟูกลับมาเองจริงๆ เหรอ เธอไม่ได้หลอกเขาใช่ไหม”
“เปล่า”
มนุษย์กึ่งสัตว์ล้วนเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ หากเนื้อคู่ทางจิตวิญญาณมีอันตรายถึงชีวิต ต่อให้ตายก็จะพยายามปกป้องอีกฝ่าย อิงจากโอกาสที่เหลยจิ่วเกอพบเจอภูตผีปีศาจมา นั่นแทบจะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มด้วยซ้ำ
อาหลิงมองเขตชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปด้านหลัง “ตราบใดที่อยู่กับผู้หญิงคนนั้น เขาจะกลับคืนสู่สภาพเดิม อยู่ที่ว่าช้าหรือเร็วก็เท่านั้น”
เธอพูดอย่างมั่นใจขนาดนี้ทำให้เวินติ้งฟางโล่งใจเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเลี้ยวโค้งและเริ่มลงเนินก็เพิ่งจะนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทีหลัง อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน ถ้าฉันจำไม่ผิดตอนเกาเจี้ยนกลับสู่สภาพเดิมไม่สามารถเสกเสื้อผ้าออกมาเองได้เหมือนซูเรียสินะ?”
“มนุษย์กึ่งสัตว์ทำไม่ได้หรอก” อาหลิงจับที่นั่งเหล็กใต้ก้นด้วยสองมือ “ต้องเป็นภูตถึงจะทำได้”
“Shit! งั้นตอนที่เขากลับคืนสภาพเดิม ถ้าลุงเหลยก็อยู่ด้วยพอดี เขาไม่ต้องถึงฆาตเลยหรือไง”
แค่คิดถึงเหตุการณ์นั้นเวินติ้งฟางก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพลั่ก
อาหลิงฟังแล้วก็ดูเหมือนว่าจะคิดถึงเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน เขาได้ยินเธอหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับยังคงพูดอย่างสงบนิ่ง
“เหลยจิ่วเกอไม่ให้เขาเป็นอะไรไปหรอกน่า”
เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้น นอกจากยิ้มแห้งๆ แล้วยังทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ ทั้งน้ำตา
เพื่อนเอ๋ย…นายจำไว้ให้ดีนะ สิ่งใดไม่เหมาะสมอย่าได้พึงมอง…
สิบกว่าวันต่อมา เวินติ้งฟางยุ่งจนหมุนเป็นลูกข่าง
พอเช้ามาเขาต้องไปนำเต้นแอโรบิกและรำมวยไท้เก๊กที่สวนสาธารณะริมน้ำ เก้าโมงค่อยไปทำงานที่คลินิก ห้าโมงเลิกงาน หลังจากนั้นต้องรีบไปช่วยงานที่ร้านอาหารของจูจู ระหว่างนี้ยังต้องหาเวลาว่างโทรไปถามรุ่นพี่หญิงเกี่ยวกับอาการของเกาเจี้ยนเป็นครั้งคราว เดิมทีเขานึกว่าด้วยอารมณ์บึ้งตึงของเกาเจี้ยน ไม่แน่ว่าอาจจะฉวยโอกาสหนีก็ได้ ใครจะรู้ว่าถึงกับไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฟังดูเหมือนว่าหมอนั่นจะกักตัวเองอยู่ในมุมห้องอย่างสงบเสงี่ยม
เวินติ้งฟางพรูลมหายใจ มัวแต่บอกรุ่นพี่หญิงว่าเขาเป็นแบบนั้นเป็นเรื่องปกติมาก จากนั้นก็รีบวางสายโทรศัพท์ในขณะที่เธอพยายามจะหยั่งเชิงถามเรื่องอื่น
ร้านอาหารของจูจูปิดเวลาสี่ทุ่ม แต่สามทุ่มหลังจากที่ลูกค้าน้อยลงเวินติ้งฟางก็จะออกไปก่อน ไปจัดการดูแลข่าวกรองของปีศาจที่ทางด้านคุณฉิว บางครั้งเขาทำงานที่ร้านไปได้แค่ครึ่งเดียวแล้วได้รับแจ้งจากรุ่นพี่ยังต้องลางานไปช่วยกำจัดปีศาจด้วย โชคดีที่กิจการของพี่เจ็ดกว่าครึ่งล้วนอาศัยการช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับศิษย์ลูกศิษย์หลานของท่านผู้เฒ่า ดังนั้นเขาทำงานเป็นกะเป็นครั้งคราวก็ยังดี ถือเสียว่าไปรับตัวคนเจ็บ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะถึงวันหยุด เขายังต้องไปรายงานตัวกับทางท่านผู้เฒ่า จัดระเบียบโบราณวัตถุเก่าแก่ในโรงเก็บของกับพวกรุ่นพี่ บางครั้งยังต้องช่วยวิ่งงานให้บรรดาอาจารย์ลุงอาจารย์อา อีกทั้งจัดการเก็บกวาดแทนบรรดาศิษย์หลานที่บังเอิญไปก่อเรื่องแล้วได้แต่วิ่งแจ้นมาขอความช่วยเหลือจากเขา
ช่วงเวลาที่ต้องวิ่งเต้นไปทั่วทั้งวันอย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตที่มนุษย์ใช้กันเลยจริงๆ ขณะที่เขาเหนื่อยจนสามวิญญาณเจ็ดจิตแทบจะหลุดออกจากร่างและรอยคล้ำใต้ตาที่หายไปนานแล้วปรากฏขึ้นมาอีกครั้งนี้เอง พี่เกิ่งก็มอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้เขาเครื่องหนึ่งทำให้สามารถเชื่อมไปยังเครื่องหลักที่อยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ได้โดยตรงผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีกลไกป้องกันพิเศษเครื่องนี้ ไม่ต้องวิ่งทั้งขึ้นทั้งล่องทุกวัน
ไม่เพียงเท่านั้นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นกับนาฬิกาข้อมือไฮเทคที่คุณฉิวให้เขาก่อนหน้านี้รวมถึงโทรศัพท์มือถือล้วนเชื่อมต่อกัน ระบบทั้งหมดผสมผสานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งฟังก์ชันอีกมากมาย เยอะจนไม่สามารถพูดอย่างรวบรัดในชั่วครู่ได้หมด ดังนั้นพี่เกิ่งจึงแนบโฟลเดอร์คำอธิบายอีกโฟลเดอร์หนึ่งมาให้เขากลับมาดูที่บ้าน ระบบทั้งหมดสะดวกสบายจนไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
เวินติ้งฟางซาบซึ้งจนน้ำตาแทบพรั่งพรูออกมา เกือบจะคุกเข่ากอดขาพี่เกิ่งตรงนั้น
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นทำให้เขาลดภาระไปได้มากจริงๆ อย่างน้อยหลังสี่ทุ่มก็ไม่ต้องวิ่งขึ้นเขาอีก จะได้กลับบ้านไปอาบน้ำนอนเร็วๆ
แม้จะเป็นอย่างนี้ แต่ทุกวันเมื่อเขาอาบน้ำเสร็จ พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายอยู่ดี
ปกติเมื่อเขานอนลงบนฟูก อาหลิงก็จะยังพลิกดูคันฉ่องกุยจวี่ที่ค้นออกมาจากในพิณโบราณวันนั้น สิ่งที่อยู่ในนั้นรู้สึกว่าจะลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในคันฉ่องอีกบานเสียด้วยซ้ำ นานๆ ทีเขาจะออกจากบ้านแต่เช้า จนเขากลับถึงบ้านตอนกลางคืน เธอก็ยังคงอ่านหน้าเดิมอยู่
บางครั้งเธอยังค้นดูสิ่งที่อยู่ในคันฉ่องทั้งสองบานพร้อมกัน ดูจนลืมตัวเองเสียสิ้น ลืมแม้กระทั่งกินข้าว ต้องให้เขากลับบ้านมาส่งอาหารถึงมือ เธอจึงจะกินสักสองสามคำ
กระทั่งคืนนี้เขานอนลงบนฟูก มองอาหลิงที่นั่งจ้องอักขระเรืองแสงเหล่านั้นอยู่บนเตียง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
“เธอรู้ไหมบางครั้งการกินอิ่มหลับสนิทสมองจะแจ่มใส”
อาหลิงตะลึงงัน หลุบตามองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จูจูบอกน่ะ” เวินติ้งฟางหาวทีหนึ่ง ชี้ไปยังทิศทางห้องของจูจู “เมื่อก่อนตอนที่ฉันพยายามอ่านหนังสือโต้รุ่ง เธอมักจะพูดตรงๆ อย่างนี้กับฉันตลอด ทำจนจิตใจย่ำแย่ สมองขุ่นมัว ไม่สู้หลับเร็วตื่นเช้าดีกว่า วันต่อมาเมื่อกระปรี้กระเปร่าอ่านอีกครั้งถึงจะเข้าใจได้มากกว่า” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้ผลทีเดียวนะ เธอลองดูสิ”
อาหลิงหรี่ตาเล็กน้อยมองเวินติ้งฟาง จะว่าไปหลายวันที่ผ่านมานี้เขาเองก็ไม่เคยเร่งรัดเธอเลยสักครั้งว่าจะหาวิธีถอนคำสาปให้เกาเจี้ยนได้หรือไม่ เธอรู้แก่ใจว่าจริงๆ แล้วเขาเองก็ใช่ว่าไม่ร้อนใจ เขาไม่พูดถึงเป็นเพราะไม่อยากกดดันเธอ
มองตาหมีแพนด้าคู่นั้นของเขา เธอรู้ดีว่าหลายวันมานี้แม้เวินติ้งฟางจะหลับตั้งแต่หัวถึงหมอน แต่อันที่จริงไม่ได้หลับสนิทเลย และก็คงเกี่ยวกับการที่เธออ่านสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดทั้งคืน
เธอครุ่นคิด เข้าใจว่าที่เขาพูดนั้นไม่ผิด บางทีสิ่งที่เธอต้องการอาจจะเป็นการนอนให้เต็มอิ่มเสียก่อนสมองจึงจะแจ่มใสขึ้นมา
คิดถึงตรงนี้อาหลิงก็ยกมือขึ้นเก็บอักขระเรืองแสงที่อยู่ทั่วห้อง ทับคันฉ่องไว้ใต้หมอน จากนั้นถึงได้นอนลงบนเตียง เมื่อล้มตัวนอนลงจริงๆ จึงตระหนักได้ว่าอันที่จริงเธอเหนื่อยมากแล้ว
เวินติ้งฟางเห็นดังนั้นจึงยิ้มด้วยความดีใจ ลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปปิดไฟ จากนั้นก็กลับมานอนราบอีกครั้ง หลับตาลงอย่างพึงพอใจ เขาถอนหายใจเตรียมที่จะหลับดีๆ สักงีบ ใครจะรู้ว่าชั่วขณะที่จิตใต้สำนึกของเขากำลังจะล่องลอยไปก็ได้ยินเธอเอ่ยปาก
“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะ”
“ฮะ?” เขาพยายามพึมพำ
“คำถามนั้นที่นายถามก่อนหน้านี้” อาหลิงนอนอยู่บนเตียง มองเพดานที่มืดสนิท “คนที่อยู่นอกเหนือชะตาลิขิตล้วนไม่มีทางเป็นไปได้ใช่ไหม”
เวินติ้งฟางตะลึงงัน พลันตาสว่างขึ้นมา ลืมตาแล้วหันไปมองเงาร่างที่หันหลังให้เขาอยู่บนเตียงร่างนั้น เพียงได้ยินเธอเอ่ยต่อ
“แน่นอนว่าคนอื่นก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าความรู้สึกลึกซึ้งพอก็สามารถทำได้ ญาติ พี่น้อง สามีภรรยา กระทั่งเพื่อน ถ้าความรู้สึกเชื่อมกันลึกซึ้งพอ มากพอที่จะทำให้มนุษย์กึ่งสัตว์ห่วงใย ล้วนสามารถทำให้มนุษย์กึ่งสัตว์ทำลายอาคมได้ ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่มนุษย์กึ่งสัตว์เป็นเผ่าพันธุ์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำลายอาคมคุมขังได้ในบางสถานการณ์ แต่ตอนนี้บนโลกใบนี้คนที่สามารถทำให้เกาเจี้ยนห่วงใยได้มากพอมีแค่เหลยจิ่วเกอเท่านั้น”
“เธอรู้ใช่ไหมว่าเขาเคยเจอหน้ารุ่นพี่แค่ไม่กี่ครั้งด้วยซ้ำ”
“ไม่ผิด แต่นายเคยคิดไหมว่าตอนนั้นทำไมเขาต้องเสี่ยงตายช่วยเธอด้วย”
เวินติ้งฟางไร้ซึ่งคำพูด ตอนนั้นเขาเคยคิด และตั้งแต่ที่ได้ยินเรื่องที่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด อดีตชาติปัจจุบันชาติพวกนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปทางนั้นไม่มากก็น้อย
เขาค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองมือกอดประสานไว้ที่หน้าอก มองเงาร่างของผู้หญิงคนนั้น รู้ว่าจริงๆ แล้วอาหลิงกำลังเตือนเขาเป็นนัยว่าผู้ชายคนนั้นมีน้ำหนักในใจเธอมากแค่ไหน
แม้จะจำไม่ได้ แต่เกาเจี้ยนล้วนยินดีตายเพื่อเหลยจิ่วเกอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหลิงที่จำได้ชัดเจนทุกอย่าง
หากชินโด ชูอิจิคือร่างที่กลับชาติมาเกิดของผู้ชายคนนั้นจริงๆ เธอก็ยินดีตายเพื่อเขาเช่นกัน
เธอไม่ใช่มนุษย์กึ่งสัตว์ แต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อผู้ชายคนนั้นลึกซึ้งขนาดนั้น ดังนั้นเธอจึงตั้งใจหยิบเรื่องนี้ออกมาพูดอีกครั้งตอนกลางดึก
ดังนั้นเขาจึงจนคำพูดแล้ว
เรื่องราวมาถึงตอนนี้ยังจะพูดอะไรได้อีก
เวินติ้งฟางอยากหลับตานอน ทว่ากลับได้ยินเสียงสั่นครืดดังมาจากโทรศัพท์มือถือของอาหลิง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
เขาไม่ได้ตั้งใจแอบดู แต่แสงจากโทรศัพท์มือถือสว่างจ้ามากท่ามกลางความมืด เขาจึงมองเห็นข้อความบนหน้าจอนั้นในแวบเดียว
คนที่ส่งข้อความมาไม่ใช่ใครอื่น เป็นผู้ชายคนนั้น
‘หวัดดี พรุ่งนี้งานนิทรรศการของฉันจะปิดตัวแล้ว’
‘ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เธอว่างหรือเปล่า ถ้าเธอมาร่วมงานได้ ฉันจะได้อธิบายกับผู้ใหญ่ให้เข้าใจ’
อีโมจิหน้ายิ้มสว่างวาบในความมืด
บ้าชะมัด ระยะนี้ที่ผ่านมาหมอนั่นไม่กระตือรือร้นจะติดต่อกับอาหลิง เขายังนึกว่าคนคนนี้ถูกผู้ใหญ่บังคับมานัดบอด ไม่ได้หวั่นไหวจริงๆ ซะอีก ใช้เวลาตั้งนานที่แท้ก็ถอยเพื่อรุกนี่เอง
เป็นผู้ชายอายุตั้งเท่าไรแล้ว ส่งหน้ายิ้มแกล้งทำเป็นน่ารักอะไรกันเนี่ย
เวินติ้งฟางเพิ่งวิจารณ์หนุ่มหล่อคนนั้นอยู่ในใจ วินาทีต่อมาก็เห็นนิ้วเล็กๆ ของอาหลิงขยับบนแป้นพิมพ์ พิมพ์ออกมาคำหนึ่ง
‘ว่าง’
หัวใจเวินติ้งฟางกระตุกทีหนึ่ง ชั่วขณะนี้เขารู้ดีว่าเธอจงใจจะให้เขาเห็น แม้จะเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว ทว่าความรู้สึกไม่พอใจขุมหนึ่งก็ยังคงแล่นปราดมาถึงหน้าอกอยู่ดี
ทันใดนั้นภาพหลายฉากก็วาบผ่านห้วงสมอง
ใบหน้าอันงดงาม รูปร่างอันสมบูรณ์แบบ…ก๊อกน้ำทองแดงที่ถูกบิดจนพัง…
นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!
เวินติ้งฟางพยายามจับภาพเหล่านั้นเอาไว้ แต่พวกมันก็วาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
อาหลิงวางโทรศัพท์มือถือลงแล้ว ในห้องตกสู่ความมืดมิด
เวินติ้งฟางลอบสบถทีหนึ่ง ความกลัดกลุ้มจากความไม่พอใจนั้นยังคงอยู่ในใจ ทำให้อารมณ์ของเขาสับสนยิ่งกว่าเดิม เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าใบหน้าอันงดงามที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครู่นั้นไม่ใช่ใบหน้าของชินโด ชูอิจิ เขาเคยเห็นใบหน้านั้น
นั่นคือใบหน้าของสามีพี่ถง คนคนนั้นชื่อเยี่ยอิ่ง เป็นปีศาจไงล่ะ!
อาหลิงยังเคยให้เขาไปแอบตามดูหมอนั่นกับพี่ถงด้วยกัน ต่อมาอาหลิงบอกว่าเยี่ยอิ่งกลับตัวกลับใจเพื่อพี่ถง ไม่ใช่ปัญหาแล้ว
เขาเคยเห็นผู้ชายคนนั้นหลายครั้ง ไม่มีทางจำคนผิดแน่
บ้าชะมัด ตกลงว่านี่มันเรื่องวุ่นวายอะไรกันแน่เนี่ย
คงไม่ใช่สมองฉันพังจนเกิดภาพหลอนหรอกนะ
Shit! ไม่สนแล้ว หลับๆ หลับให้เต็มอิ่มก่อนค่อยว่ากัน!
เวินติ้งฟางพลิกตัว บังคับให้ตนเองหลับตานอน ขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแผ่วเบาอยู่ข้างหู
“แม่มดหอคอยขาว…ราชันปีศาจเยี่ยอิ่ง…”
“สตรีของเยี่ยอิ่ง…ไม่มีที่พึ่งพิงอีกต่อไป…”
คืนนั้นเวินติ้งฟางที่แต่ไรมาไม่เคยฝันกลับฝันร้ายทั้งคืนติดๆ กัน บางครั้งเขากับจเรผีตนหนึ่งกำลังไล่ตามผีร้ายวิญญาณอาฆาต บางครั้งภูตผีปีศาจทั่วทุกหนแห่งกำลังไล่ล่าเขา บางครั้งอาหลิงก็อยู่ข้างกายเขา ถูกปีศาจต่างๆ นานาวิ่งไล่ล่าไปพร้อมกับเขา บางครั้งมีเพียงอาหลิงคนเดียวถูกภูตผีปีศาจที่เขาไม่เคยเจอไล่ฆ่ากลืนกิน
บางครั้งเขาเหมือนกับมีพลังเวทไร้ขีดจำกัด บางครั้งเขาก็เหมือนคนผ่านทางที่ไร้กำลังความสามารถ ทำได้แค่ยืนมองตาปริบๆ อยู่ด้านข้าง มองดูเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นเหล่านั้นด้วยความเจ็บปวด
ทุกอย่างฉายซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด ในขณะที่รู้สึกว่ากำลังจะเสียสตินี้เอง ในที่สุดเขาก็ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายที่ดูเหมือนหมุนเป็นวัฏจักรไม่มีสิ้นสุดนั้น
ฟ้าสว่างแล้ว
ทั้งตัวเขาล้วนเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ชั่วขณะนั้นเองเวินติ้งฟางไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ที่ไหน ได้แต่จ้องมองเพดานที่มีคราบเหลืองเล็กน้อยตรงหน้า
หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ในห้องเล็กๆ นี้ มีสิ่งของที่รู้สึกว่าทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยอยู่นับไม่ถ้วน
ตู้ลิ้นชักที่ยัดเสื้อผ้าได้ไม่มากเท่าไรตรงมุมห้อง ปฏิทินรูปทิวทัศน์ซึ่งไม่ได้เคยเปลี่ยนมาสิบปีที่แขวนไว้บนผนัง โต๊ะหนังสือเต็มไปด้วยร่องรอยตรงมุมโต๊ะ เก้าอี้คอมพิวเตอร์ที่เขาขนกลับมาจากลานขยะรีไซเคิลด้วยตัวเองสมัยมัธยมต้น หนังสือรุ่นจบการศึกษาสมัยมัธยมปลายของเขา โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่เฟิงเยี่ยมอบให้เขาครั้งแรก ตำราจุดชีพจรและเส้นลมปราณที่พี่เจ็ดมอบให้ เสื้อผ้ามือสองที่บรรดารุ่นพี่มอบให้ แท็บเลตที่อาหลิงวางไว้บนโต๊ะของเขาลวกๆ กระเป๋าเป้ทนทานที่จูจูตั้งใจซื้อมาให้เขาโดยเฉพาะ นาฬิกาไฮเทคมัลติฟังก์ชันที่คุณฉิวมอบให้เขา ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่พี่เกิ่งมอบให้
เมื่อมองเห็นสิ่งของแบบเดียวกัน ความทรงจำที่เกี่ยวโยงกับอดีตก็ผุดขึ้นมาในห้วงสมองทีละอย่างๆ จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงที่บนเตียง
หญิงสาวที่เดิมทีควรหลับอยู่บนเตียงหายไปแล้ว
เวินติ้งฟางยกมือขึ้นเสยผมสีดำที่ชุ่มเหงื่อ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ลากร่างอันแสนเหนื่อยล้าที่ราวกับหนักพันชั่งหมื่นตำลึงเดินไปยังห้องน้ำด้วยสภาพเหมือนผีดิบเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน
ในกระจกสะท้อนใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าแบบเดียวกัน
ไม่
เขายกมือลูบใบหน้าธรรมดาๆ นั้นในกระจกก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
ไม่แปลกหน้าเลยสักนิด เขามองมาตั้งยี่สิบเจ็ดปีแล้ว
ลักษณะแบบนี้กำลังดี พอดีมาก แม้จะไม่หล่อ แต่มองนานๆ ก็รื่นหูรื่นตาเหมือนกัน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมา จากนั้นก็แปรงฟันต่อด้วยรอยยิ้ม
มองนานอีกนิดจะบอกว่าหล่อก็ไม่ได้เกินไปนัก
เขาเลิกคิ้วพินิจตนเองพลางครุ่นคิด อย่างน้อยตอนนี้เขาก็พ้นวัยรุ่นมาไกลแล้ว ไม่มีสิวอักเสบผุดขึ้นมาอีกแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ…”
ความคิดนี้ทำให้เวินติ้งฟางอ้าปากหัวเราะออกมา ทั้งยังกลืนฟองยาสีฟันลงไปนิดหน่อยด้วยเหตุนี้ แต่เขาก็ไม่เอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ชีวิตคนเรามันสั้น เกิดเป็นคนทั้งทีน่ะก็ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขสิ
เขาบ้วนปากและล้างหน้าอย่างอารมณ์ดี ชำระล้างเหงื่อเหม็นๆ ที่ท่วมตัวท่วมศีรษะออกไปอย่างว่องไว จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปหยิบกล่องข้าวที่ห้องครัว เห็นจูจูแปะกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนตู้เย็น
เขาอ่านจบก็เปิดตู้เย็นหยิบกล่องเก็บอุณหภูมิที่จูจูเตรียมไว้ออกมาอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงคว้ากระเป๋าเป้และโทรศัพท์มือถือออกไปทำงาน
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมีนาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.