X
    Categories: ซ่อนแผนร้ายชิงบัลลังก์รักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ซ่อนแผนร้ายชิงบัลลังก์รัก บทที่ 69-70

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 69

ทันทีที่เซี่ยวชิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา โต้วหย่งก็เบิกตากว้างทันควัน “ดื่มสุรามากเกินไปจริงๆ หรือไร สตรีของเจ้านายใช่คนที่เจ้ามีสิทธิ์สั่งสอนที่ใดกัน!”

ถ้าหากคนพูดไม่ใช่พี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาอย่างเซี่ยวชิง หมัดของโต้วหย่งคงลอยใส่ไปนานแล้ว ให้ตามหาฟันทั่วพื้นก่อนค่อยว่ากัน

เซี่ยวชิงกลับผุดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา จงใจตบบ่าของเขาเอ่ย “แผลแส้ที่หลังหายสนิทดีแล้วหรือยัง”

ผลปรากฏว่าตบโดนบาดแผลที่เพิ่งตกสะเก็ดเข้าพอดี เจ็บจนโต้วหย่งสูดปาก ผลักเซี่ยวชิงอย่างแรงไปหนหนึ่ง

“ภรรยาบ้านข้าไม่ชวนให้วางใจ แต่คนระดับชายารองขององค์ชายรองใช่คนที่บุรุษป่าเถื่อนอย่างเจ้าปากมากพูดถึงได้หรือ เอ่ยประโยคไม่มีที่มาที่ไปเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”

เซี่ยวชิงไม่ได้ตอบ เพียงยิ้มขื่นน้อยๆ แล้วรินสุราอีกจอก เบื้องหลังของอวี้ฉือเฟยเยี่ยนผู้นั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ ถึงแม้ในใจจะระแวงต่อหัวหน้าโจรหญิงภูเขาไป๋ลู่ผู้นี้มาก ทว่าก็ได้แต่มองดูองค์ชายรองถูกโจรผู้นี้มอมเมาทำให้ลุ่มหลง ไม่อาจระบายกับใครได้

ถ้าหากแค่หลงรูปโฉมของนาง เลี้ยงดูอยู่ในเรือนหลังก็พอ แต่องค์ชายรองเป็นอะไรไป เป็นเพราะว่าถูกฮ่องเต้เนรเทศมาอยู่ไหวหนานจึงสิ้นหวัง ตั้งใจจะปล่อยตัวไหลไปตามกระแสธาราจริงๆ หรือไร ถึงขั้นให้สตรีเรือนหลังคนหนึ่งมามีส่วนร่วมกับกิจในกองทัพ มิหนำซ้ำ…ยังเป็นอดีตกบฏคนหนึ่งด้วย…

คิดมาถึงตรงนี้หัวใจเซี่ยวชิงพลันหนักอึ้ง ดื่มสุรารวดเดียวหมดอีกจอก

ถ้าหากท่านอ๋องถูกนางปีศาจครอบงำเช่นนี้ เกิดเลือกทางผิดขึ้นมาควรจะทำอย่างไรดี

 

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนไม่ได้รับรู้ว่าตนเองถูกค่อนขอดเป็น ‘นางปีศาจ’ ช่วงนี้เครื่องเรือนในบ้านที่ก่อนหน้านี้เลือกไว้ทยอยกันมาส่งแล้ว ทุกวันต้องตกแต่งจัดวางเครื่องเรือน นางยุ่งอย่างยิ่ง

วันนี้หัวหน้าเว่ยนำคนยกเตียงใหญ่ทำจากไม้หลีฮวาหลังหนึ่งเข้ามา

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนกำลังดูคนงานจัดสวนแต่งภูเขาจำลองอยู่ในสวน เมื่อเห็นเตียงใหญ่หลังนั้นก็สะดุ้งตกใจ เตียงแบบนี้จับชายฉกรรจ์ตัวใหญ่สามคนมาประลองกันยังมีพื้นที่เหลือเฟือ ใครเป็นคนสั่งสิ่งของฟุ่มเฟือยประเภทนี้กัน

ปรากฏว่าเรียกหัวหน้าเว่ยมาสอบถามถึงได้รู้ว่าเตียงหลังนี้มีเซียวอ๋องเป็นผู้สั่งทำด้วยตนเอง บอกว่าเตียงหลังก่อนไม่ค่อยแข็งแรง มักส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด เวลานอนไม่สบายตัวพอ…

คำพูดเหลวไหลพรรค์นี้ ทั่วทั้งจวนก็มีเพียงเจ้านายไร้ยางอายอย่างเขาผู้เดียวที่จะพูดออกมาได้แล้ว

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนจะยอมให้หัวหน้าเว่ยยกเตียงหลังนั้นเข้าเรือนของนางได้อย่างไร จึงข่มกลั้นดวงหน้าแดงก่ำเอ่ย “ในเมื่อท่านอ๋องทรงชอบ เช่นนั้นย่อมยกเข้าไปในห้องของเขา ถ้าเอาเข้าห้องข้า แค่เดินเข้าประตูก็ต้องถอดรองเท้าแล้ว…”

คนงานทางด้านนี้เพิ่งยกเตียงหลังใหญ่ เซี่ยวชิงก็บังเอิญเข้าจวนมาพอดี มองเห็นแต่ไกลว่าอวี้ฉือเฟยเยี่ยนกำลังสั่งการบ่าวรับใช้อยู่ข้างเตียงใหญ่หลังนั้น พลันเข้าใจผิดว่าอวี้ฉือเฟยเยี่ยนเป็นคนสั่งมาเองทันควัน

หัวใจเขากระตุกวาบอีกครั้ง ดีนักนี่หัวหน้าโจรหญิงภูเขาไป๋ลู่! ลูกเล่นกลับเยอะมากเพียงนี้ มิน่าถึงทำให้ท่านอ๋องลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น! ถ้าหากจวนอ๋องไม่มีชายาเอกเสียที มิใช่ว่าจะปล่อยให้นางก่อเรื่องไปเรื่อยหรอกหรือ

 

ทางด้านนี้เซี่ยวชิงกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปมแทนเจ้านาย ภายในจวนหนานลู่กงก็กำลังจุดโคมสว่างไสว

เนื่องจากเติ้งไหวโหรวมาจากครอบครัวชาวประมง มิหนำซ้ำยังเลี้ยงดูกองทัพเรือ จึงอิงตามประเพณีชาวบ้านท้องถิ่นของไหวหนานที่อาศัยสายน้ำหาเลี้ยงชีพ ทุกๆ ต้นเดือนจะต้องเซ่นไหว้ราชางูของจวนที่หมอผีหญิงอัญเชิญมา

ภายในศาลบรรพชนจวนหนานลู่กง รูปสลักราชางูตัวสูงหลายจั้งนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์สูง ราชางูตนนี้ศีรษะเป็นมัจฉา มีกรงเล็บสองข้าง กำลังจะพุ่งออกจากหุบผาลึกหมายโบยบินขึ้นฟ้า ทว่าก็ก้มหน้าแลมองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชา สองกรงเล็บที่ติดพื้นแต่ละข้างจับไข่มุกทองคำเอาไว้ข้างละเม็ด ดวงตาบิดเบี้ยวคู่นั้นเผยแต่กลิ่นอายสังหารที่พรรณนาไม่ถูก

ราชางูตนนี้ในตำนานเล่าขานของท้องถิ่นคือลูกนอกสมรสที่เกิดจากราชามังกรทะเลบูรพาทำผิดกฎสวรรค์มีความสัมพันธ์กับงูเขียว เกิดมาเป็นงู สร้างหายนะแก่พื้นที่หนึ่ง เทพสวรรค์บันดาลโทสะส่งกองทัพสวรรค์ลงมาจับตัวเขา ทว่าด้วยเหตุบังเอิญทำให้เขาตามหาประตูมังกรในตำนานพบ ตอนที่กระโดดข้ามผ่านประตูได้ครึ่งทางกลับถูกเจดีย์ของโลกบาลหลี่ผู้ถือเจดีย์* โจมตีเข้า ผ่านประตูมังกรไปได้เพียงครึ่งร่าง กลายสภาพมาเป็นครึ่งมังกรครึ่งงูตลอดชีวิต ภายหลังเป็นเพราะราชามังกรไปขอร้องอ้อนวอนต่อหน้าเทพสวรรค์ ยินดีสละตบะครึ่งหนึ่งที่มีรักษาชีวิตปีศาจตนนี้ไว้ เทพสวรรค์จึงออกคำสั่งให้เจดีย์สมบัติกดทับเขาเอาไว้กลางทะเลสาบจินสุ่ยของไหวหนาน ทุกครั้งที่กระแสน้ำจินสุ่ยไหลเชี่ยว คนท้องถิ่นมักพูดว่าเห็นงูยักษ์สีเขียวผลุบโผล่อยู่กลางน้ำ

เมื่อนานวันเข้าในหมู่ชาวบ้านจึงเกิดตำนานเล่าขานว่าทุกสองสามปีปีศาจครึ่งมังกรครึ่งงูตนนี้จะพลิกตัวในน้ำ บรรดาคนที่พึ่งพาสายน้ำเลี้ยงชีพเพื่อความปลอดภัยจึงแกะรูปสลักของปีศาจงูตนนั้นมาเซ่นไหว้ พอได้รับควันธูปเยอะเข้า ปีศาจก็กลายเป็นเซียนได้แล้ว

เติ้งไหวโหรวไม่นับถือเทพเซียน ทว่าเคารพปีศาจงูตนนี้เท่านั้น เพราะเขารู้สึกไปเองว่าฐานะของตนเองกับปีศาจงูตนนี้คล้ายคลึงกัน ต่างมีชาติกำเนิดต้อยต่ำ ไม่ควรค่าให้พูดถึง แต่หากหาโอกาสกระโดดข้ามประตูมังกรได้ จะเป็นปีศาจหรือเทพ เป็นเจ้าหรือโจร ก็ล้วนขึ้นกับว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวในก้าวเดียวแล้ว

ด้านหลังเติ้งไหวโหรวกับเว่ยเซวียนซื่อคืออนุของจวนสกุลเติ้งกับลูกที่เกิดจากพวกนาง ต่างคุกเข่าหมอบกราบไหว้รูปสลักอย่างเคารพนอบน้อม ไป๋ซื่อผู้นั้นเป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้รับความตกใจจากลานล่าสัตว์ ทั้งยังบาดเจ็บหนัก เดิมทีลุกไม่ไหว แต่ว่าประโยคเดียวของเว่ยเซวียนซื่อที่พูดว่าทุกคนในจวนจะต้องมาร่วมเซ่นไหว้ จึงยังคงถูกบ่าวรับใช้ช่วยกันหามมา ช่วงแรกที่ไป๋ซื่อเข้ามาในจวนยังไม่ค่อยเคารพเว่ยเซวียนซื่อนัก แต่หลังได้รับบาดเจ็บจากลานล่าสัตว์ นางก็ไม่เหลือความโอหังอวดดีอีก อีกทั้งไม่รู้ว่าเจอกับการสั่งสอนแบบใดเข้า แววตาที่มองเว่ยเซวียนซื่อจึงประหนึ่งมองเห็นเสือในลานล่าสัตว์ ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างหวาดผวา

หลังจากเสร็จพิธี เติ้งไหวโหรวตามเว่ยเซวียนซื่อไปยังห้องนอนของนาง

โดยไม่รอนางพูดอะไร เขาก็จับตัวนางอย่างหยาบคายกะทันหัน กดตัวนางติดเตียง กระชากกระโปรงแล้วปฏิบัติดุจสัตว์ป่าที่หิวโซ

เว่ยเซวียนซื่อกลับอ่อนโยนยิ่ง ปล่อยให้เขาก่อเรื่องก่อราวไป สักพักใหญ่ต่อมาเสียงเตียงค่อยๆ หยุดลงแล้วถึงได้ลูบใบหน้าเขาช้าๆ เอ่ย “ท่านเติ้งมีความลำบากใจอะไรหรือไม่”

เติ้งไหวโหรวมองเว่ยเซวียนซื่อ ปลายนิ้วไล้ตามลำคอของนางลงมาข้างล่างอย่างแผ่วเบา ก่อนค่อยๆ เอ่ย “วันนี้มีข่าวส่งมาบอกว่าเซียวอ๋องส่งทหารไปขัดขวางการโจมตีของโจรสำเร็จหลายครั้งภายใต้สถานการณ์ที่กำลังคนไม่มาก คุ้มครองหมู่บ้านรอบข้าง ได้ใจราษฎรอย่างยิ่ง มีคนไปสมัครเป็นทหารของเขามากแล้ว”

เว่ยเซวียนซื่อเอ่ยเรียบๆ “ท่านเติ้งรู้สึกกังวลขึ้นมาหรือ”

เติ้งไหวโหรวขมวดคิ้ว หัวเราะเสียงเย็นเอ่ย “ตอนนี้ในมือเซียวอ๋องกุมการค้าเกลือ ถ้ารวบรวมกำลังทหารได้อีก ความสามารถกับความอันตรายก็จะแตกต่างจากเมื่อก่อน แต่ว่าถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นค่ายใหญ่ที่ข้าดำเนินการมาหลายปี ต่อให้พลังของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ข้าก็ยังไม่กลัว เพียงแต่การส่งทหารไปคุ้มครองหมู่บ้าน หมากตานี้ของเขายอดเยี่ยมมากจริงๆ เซียวอ๋องไม่ทำตามกติกาปกติเช่นนี้ วันหน้าไม่ว่าอย่างไรก็เป็นตัวปัญหาคนหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของพวกเรา เรื่องที่ข้ากังวลมากที่สุดคือการมีคนที่ไม่อาจควบคุมอย่างเซียวอ๋องผู้นี้โผล่มา”

เว่ยเซวียนซื่อยิ้มเอ่ย “ท่านเติ้งพูดมีเหตุผล เซียวอ๋องผู้นี้พอจะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าลูกไม้ของเขาจะเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ว่าเขาจะพินาศลง”

เติ้งไหวโหรวเผยสีหน้าแปลกใจพร้อมกับถาม “หมายความว่าอย่างไร”

เว่ยเซวียนซื่อเอ่ย “เซียวอ๋องดูคล้ายฐานะสูงศักดิ์ เป็นถึงองค์ชายรององค์ปัจจุบัน เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของราชสกุลฮั่ว แต่ก็เป็นเพราะฐานะของเขาที่กำหนดให้เขาไม่มีวันพบจุดจบที่ดี ฮ่องเต้สกุลฮั่วเพิ่งครอบครองใต้หล้าสำเร็จ กำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรือง มีแต่คิดอยากนั่งอยู่บนบัลลังก์หลายๆ ปี ย่อมต้องกังวลว่าโอรสทั้งสองคนของเขาจะมาแทนที่ ไล่เขาลงไปในเร็ววัน รัชทายาทไม่ค่อยมีผลงานด้านการศึก อำนาจในหมู่ขุนนางบู๊มีไม่มาก ฮ่องเต้นั้นไม่กังวล แต่องค์ชายรองกลับมีคุณูปการทางการศึกยิ่งใหญ่ รวมถึงเป็นที่นับถือของขุนนางบู๊ ฮ่องเต้จะวางใจลงได้อย่างไร

รัชทายาทตระหนักว่าตนเองสู้น้องรองผู้นี้ของเขาไม่ได้จริงๆ ย่อมต้องกังวลว่าตำแหน่งของตนเองจะถูกแย่ง บิดาสงสัยบุตร พี่สงสัยน้อง มิหนำซ้ำฮองเฮายังไม่โปรดปรานโอรสพระองค์นี้ ดังนั้นเซียวอ๋องถึงถูกส่งตัวมายังไหวหนานของพวกเรา สถานที่ซึ่งการควบคุมของราชวงศ์อ่อนแอมากที่สุด เป้าหมายก็เพื่อให้เขาอยู่ห่างจากเมืองหลวง ค่อยๆ ลดอำนาจที่เขามีต่อกองทัพ ต่อราชสำนัก อีกทั้งดูจากที่เซียวอ๋องมาถึงไหวหนานตามลำพัง ปราศจากเงินทองและเสบียงแล้วนั้น ฮ่องเต้กับรัชทายาทไม่เพียงแต่ให้เขาออกห่างจากราชสำนัก ยิ่งอยากให้เขาเกิดเองดับเองอยู่ที่นี่อีกด้วย ดังนั้นขอแค่พวกเราผลักดันเบาๆ หาข้ออ้างให้กับฮ่องเต้ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเราลงมือเอง ฮ่องเต้กับรัชทายาทก็จะทำลายผู้มากความดีความชอบของเชื้อพระวงศ์สกุลฮั่วลงเอง”

เติ้งไหวโหรวได้ยินแล้วกระจ่างแจ้งโดยพลัน เผยสีหน้าปีติยินดี ลูบมือของเว่ยเซวียนซื่อยิ้มเอ่ย “ข้ามีภรรยาที่ดี เสมือนครองทหารกล้าสิบหมื่นนาย ไม่รู้ว่าควรวางแผนเช่นไร”

เว่ยเซวียนซื่อยิ้มเอ่ย “บัดนี้การซ้อมรบก็คือโอกาสอันดีโอกาสหนึ่ง ถึงเวลานั้นขุนนางระดับสูงของไหวหนานจะมาเข้าร่วมกันหมด ราชสำนักเองก็ส่งทูตพิเศษมา ขอเพียงเซียวอ๋องไม่อาจมาถึงสนามได้ทันเวลา ทำให้เชื้อพระวงศ์สกุลฮั่วกับราชสำนักขายหน้าต่อหน้าผู้มีอำนาจของไหวหนาน รัชทายาทย่อมฉวยโอกาสนี้ถวายฎีกาเล่นงานเขา พวกเราค่อยรับมือไปตามสถานการณ์อีกที จะทำให้เขาพลิกตัวไม่ได้แน่นอน”

ทั้งสองคนวางแผนลับกันต่อ เพียงไม่นานภายในห้องก็มีเสียงเติ้งไหวโหรวหัวเราะดังลั่น เขารวบตัวเว่ยเซวียนซื่อมากอด ประเดี๋ยวต่อมาก็เป็นเสียงเตียงโยกคลอนอย่างรุนแรงอีกครั้ง…

 

หลายวันก่อนกลุ่มโจรถูกกองทัพของเซียวอ๋องกำราบจนขวัญหาย ไม่กล้ามารบกวนละแวกใกล้ๆ อีก

เซียวอ๋องเรียกรวมตัวทหารเพิ่มการฝึกอย่างเข้มงวด เตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมรบครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นพลันได้รับรายงานด่วน แจ้งว่าหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เมื่อหลายวันก่อนพวกเขาเคยช่วยปราบโจรโดนโจรบุกโจมตีอีกครั้ง มิหนำซ้ำโจรกลุ่มนี้ยังโหดร้ายกว่าเดิม ฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน วางเพลิงเผาทั้งหมู่บ้าน เซียวอ๋องบันดาลโทสะใหญ่ เพิ่งคิดออกคำสั่งไปถล่มรังโจรกลุ่มนี้ก็ได้รับข่าวใหม่มาอีก บอกว่ามีอีกหมู่บ้านถูกปล้น ชาวบ้านล้มตายและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ทางด้านนี้เพิ่งเตรียมส่งกองทัพออกไป ข่าวก็ส่งมาหนุนเนื่อง เพียงบ่ายวันเดียวมีหมู่บ้านถึงสามแห่งถูกปล้น หนึ่งแห่งถูกฆ่าล้าง เซียวอ๋องแบ่งกองทัพย่อยส่งออกไปหลายกอง ลาดตระเวนหมู่บ้านบริเวณรอบๆ ส่วนตนเองนำทหารกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปตรวจสอบสถานการณ์ของหมู่บ้านที่ถูกปล้น

เซี่ยวชิงเอ่ยขัดขวางเซียวอ๋อง “โจรตัวจริงถูกบารมีของท่านอ๋องข่มขวัญ ไม่กล้าก่อเรื่องแล้ว ครั้งนี้หลายๆ หมู่บ้านที่ถูกปล้นฆ่า ชัดเจนว่ามุ่งเป้ามาที่พวกเรา บางทีอาจตั้งใจล่อท่านอ๋องออกไป พระวรกายกายของท่านอ๋องล้ำค่า จะไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร มิสู้ให้กระหม่อมเป็นคนไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวอ๋องเคาะแผนที่เอ่ย “ผู้ที่มีความสามารถทำเช่นนี้ในไหวหนานมีเพียงหนานลู่กง ในเมื่อเติ้งไหวโหรว ‘มากมารยาท’ เพียงนี้ ข้าจะไม่ตอบแทนคืนได้อย่างไร พวกเจ้านำกำลังทหารรักษาการณ์หมู่บ้านเอาไว้ อย่าปล่อยให้ ‘โจรไร้สังกัด’ พวกนี้ทำร้ายชาวบ้านไปมากกว่านี้ ข้าจะไปตอบแทนคืนเติ้งไหวโหรวครั้งใหญ่เสียหน่อย”

บทที่ 70

ตั้งแต่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเตือนให้เขาระวังเติ้งไหวโหรวอาศัยเสบียงอาหารควบคุมชาวไหวหนาน เขาก็ส่งสายสืบออกไปสืบดูว่าคลังข้าวสารของเติ้งไหวโหรวกระจุกรวมอยู่ที่ใด รวมถึงเส้นทางขนส่งข้าวสารจากแคว้นอื่นทางใต้ส่งมาอย่างไรอีกด้วย

คิดต่อกรกับหมาป่าดุร้ายก็ต้องเล็งลำคอให้ดี โจมตีมันถึงแก่ชีวิตในครั้งเดียว มิหนำซ้ำหากสามารถตัดเส้นทางขนส่งข้าวสารทางใต้ของเติ้งไหวโหรวได้ นั่นถึงจะทำให้เติ้งไหวโหรวเข้าใจความทรมานถึงอาการท้องหิวของชาวไหวหนานด้วยตนเองเสียหน่อย

ในเมื่อตัดสินใจจะตัดเส้นทางขนส่งข้าวสารแล้ว ต่อมาก็ต้องวางแผนกลยุทธ์ เลือกใช้คนให้ถูก ตามหลักเซวียเฟิงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด แต่การซ้อมรบกำลังใกล้เข้ามา อีกฝ่ายเป็นกำลังหลักตอนซ้อมรบ ไม่เหมาะสมจะมอบหมายงานอื่นให้เซวียเฟิงเสียสมาธิ ดังนั้นจึงส่งเซี่ยวชิงไปพร้อมกับเลือกทหารที่เก่งกาจ เตรียมจะพังหม้อข้าวของเติ้งไหวโหรว

ความคิดของเซียวอ๋องชัดเจนมาก ทำลายคลังข้าวสารของเติ้งไหวโหรวก่อนหน้าการซ้อมรบเพื่อปั่นป่วนจิตใจกองทัพ รอบๆ คลังข้าวสารของเติ้งไหวโหรวล้วนมีทหารรักษาการณ์แน่นหนา ในเวลาสั้นๆ นั้นไม่อาจเข้าใกล้

แต่คำพูดที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเคยใช้ตบตาหนานลู่กงเมื่อครั้งงานเลี้ยงมัจฉาสารทได้มอบความคิดให้กับเขา เซี่ยวชิงอิงตามแผนที่ที่เซียวอ๋องวาดให้ นำทหารหาญเดินทางอ้อมแทรกซึมเข้าไป ขุดเปิดรูเขื่อนแม่น้ำแห่งหนึ่ง

ผ่านช่วงน้ำค้างแข็งไปแล้ว ถึงแม้ผิวแม่น้ำจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง แต่ว่าชั้นไม่ได้หนา น้ำที่อยู่ข้างใต้ยังไม่แข็งตัว เมื่อทางเซี่ยวชิงเจาะเขื่อน ใต้ผิวแม่น้ำที่จับตัวแข็งจะมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว แว่วเสียงน้ำแข็งแตกดังมาเป็นพักๆ ขณะเดียวกันทหารยังไปเจาะผิวน้ำแข็งที่อื่นจนทั่ว

วันที่สาม ภายใต้เสียงตวาดสั่งของเซี่ยวชิง เขื่อนช่วงสั้นๆ ถูกเจาะทะลุในที่สุด เสียงครืนดังขึ้น สายน้ำที่ถูกกักขังอยู่ในแม่น้ำตลอดช่วงนี้ทะลักออกจากรูของเขื่อน เปล่งเสียงคำรามเลื่อนลั่นกระแทกเข้าใส่ทุ่งราบริมฝั่งดั่งฝูงวัวตัวผู้คลุ้มคลั่ง

บนทุ่งราบก็คือคลังข้าวสารขัดเปลือก เป็นคลังข้าวที่สำคัญที่สุดของไหวหนาน องครักษ์บนกำแพงเมืองมองดูแม่น้ำที่ซัดสาดเข้าใส่ด้วยความตื่นกลัว ทว่าก็สายเกินกว่าจะปิดประตูเมืองทัน แม่น้ำไหลเชี่ยวพังประตูเมืองที่ปิดลงได้แค่ครึ่งหนึ่งอย่างแรง น้ำทะลักเข้าสู่ตัวเมือง ต่อให้ปิดประตูคลัง ข้าวสารกับหญ้าฟางก็ไม่อาจโชคดีรอดพ้น ผู้ดูแลคลังข้าวมองดูข้าวสารกับหญ้าฟางที่ถูกแช่อยู่ในน้ำในสภาพอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ต่อให้อีกสองสามวันน้ำจะลดลง เสบียงอาหารที่ถูกแช่น้ำก็จะขึ้นราอย่างรวดเร็ว ไม่อาจนำไปใช้ได้อีก

หลังจากเจาะเขื่อนสำเร็จ เซี่ยวชิงไม่มีอารมณ์อยากรับชมว่าผู้ดูแลคลังข้าวจะกอบกู้เสบียงอย่างไร เขานำกองทัพทหารหาญกองนี้พกระเบิดเดินทางลับในป่า ข้ามภูเขา มาถึงยังหุบเขากุ่ยโถวอย่างลับๆ หุบเขากุ่ยโถวมีเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลด อันตรายอย่างยิ่ง สองฟากทางเป็นหน้าผาสูงทอดยาวไกลหลายหลี่ แบ่งแยกระหว่างชนเผ่าป่าเถื่อนทางใต้กับไหวหนาน เพื่อขนส่งเสบียงจากชนเผ่าทางใต้มายังไหวหนาน หนานลู่กงรวบรวมกำลังชาวบ้านจำนวนมาก สิ้นเปลืองทรัพยากรนับไม่ถ้วน เสียเวลาอยู่นานถึงสร้างสะพานไม้ที่รองรับรถม้าได้แห่งหนึ่งตรงบริเวณที่แคบที่สุดของหุบเขากุ่ยโถว เสบียงของทางใต้หลั่งไหลเข้ามาในไหวหนานผ่านทางสะพานไม้นี้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อป้องกันไม่ให้สะพานไม้ถูกคนทำลาย หนานลู่กงส่งทหารชุดใหญ่มาเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ทั้งสองฟาก หลังจากเซี่ยวชิงมาถึงหุบเขากุ่ยโถว เขาเลือกทหารสิบกว่านายที่เคยทำงานเก็บสมุนไพรหาเลี้ยงชีพ ชำนาญการไต่หน้าผา ให้ตอนกลางคืนไต่จากก้นผาลักลอบขึ้นไปถึงบนสะพานไม้ แล้ววางระเบิดจำนวนมากไว้ตรงหลายจุดตายของสะพาน รอพรุ่งนี้เช้าฟ้าสว่างแล้วจะส่งมือธนูยิงธนูไฟจากที่ไกลๆ เพื่อจุดระเบิด ทำให้สะพานไม้ขาดลง

เซียวอ๋องสั่งการลับให้เซี่ยวชิงไปปั่นป่วนจิตใจกองทัพของหนานลู่กง ทางด้านเขาก็ต้องรักษาจิตใจกองทัพเอาไว้ให้ได้เหมือนกัน

 

วันที่สองหลังจากเซี่ยวชิงออกเดินทาง เซียวอ๋องก็พากลุ่มองครักษ์ของตนเองกับเสบียงชุดใหญ่ไปช่วยเหลือหมู่บ้านที่ถูกปล้นเพื่อปลอบขวัญกองทัพและราษฎร

เมื่อถึงตอนซ้อมรบ เขากับหนานลู่กงจะส่งแม่ทัพฝีมือดีออกไปบัญชาการการรบสู้กัน และเซวียเฟิงกับโต้วหย่งก็จดจำกลยุทธ์ที่เขาวางแผนอย่างถี่ถ้วนเอาไว้ขึ้นใจกันแล้ว เซียวอ๋องแค่ต้องรับชมอยู่บนที่นั่งร่วมกับทูตจากราชสำนักก็พอ

ดังนั้นตอนที่ออกเดินทาง เซียวอ๋องจงใจทิ้งเซวียเฟิงกับโต้วหย่งเอาไว้ กำชับให้พวกเขาฝึกซ้อมทหารใหม่ต่อไปดีๆ ในช่วงสามวันที่เหลือก่อนหน้าการซ้อมรบ เมื่อถึงเวลาจริงจะต้องข่มขวัญมุสิกขี้ขลาดของไหวหนานให้ได้

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เตียงหลังใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาก็ต้องชะลอการใช้งานลงแล้ว

เรื่องที่เซียวอ๋องคาดไม่ถึงคือตอนเช้าเขาเพิ่งออกจากค่ายทหาร ตอนย่ำค่ำก็มีทหารใหม่นายหนึ่งโยนผ้าผืนหนึ่งลงน้ำขณะกระโดดลงทะเลสาบข้างค่ายทหาร และผ้าผืนนี้ถูกนำไปวางอยู่บนโต๊ะของเติ้งไหวโหรวยามดึก

เติ้งไหวโหรวอ่านข้อความบนผ้าแล้วเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “ถ้าเจ้าทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในค่ายทหารไม่ออกมา ข้าย่อมทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่ในเมื่อเจ้าออกมา ‘หลุมพราง’ ที่วางไว้ล่วงหน้าก็จะได้ใช้งานแล้ว”

เซียวอ๋องนำเสบียงชุดใหญ่ไปมอบให้กับทุกหมู่บ้านที่ถูกปล้น ส่งคนไปช่วยรักษาชาวบ้านที่บาดเจ็บ ขณะเดียวกันก็สัญญาว่าจะกวาดล้างโจรที่มาบุกรุก ตลอดเส้นทางที่ลงมาลาดตระเวนด้วยตนเองนี้ ชักนำให้เด็กๆ ในหมู่บ้านใกล้เคียงพากันขับร้องเพลงเด็กสรรเสริญเซียวอ๋อง ตามติดไปตลอดทาง

วันสุดท้ายของการลาดตระเวน เซียวอ๋องมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าชิงเขอไจ้ หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นใจกลางแอ่งธรรมชาติ อยู่ต่ำกว่าพื้นดินกว่าสามสิบจั้ง ในหมู่บ้านมีเพียงถนนภูเขาสายเดียวเชื่อมถึงบนพื้นดิน ตอนที่เซียวอ๋องปลอบขวัญชาวบ้านยังคิดอยู่ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่อันตรายนัก ไม่อาจรั้งอยู่นาน

หลังจากส่งเสบียงเสร็จ เซียวอ๋องเปลี่ยนความเคยชินเดิมที่จะพักค้างคืนในหมู่บ้าน เตรียมตัวเดินทางกลับขึ้นบนพื้นดินภายในวันนั้น เซียวอ๋องเพิ่งพาทหารเดินทางออกจากหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องมาจากถนนภูเขาด้านบน ก้อนหินพังถล่มไหลครืนตามทางภูเขาลงมา

เซียวอ๋องรีบส่งทหารคนสนิทจำนวนหนึ่งไปดูสถานการณ์ทันที ผ่านไปสักพักทหารคนสนิทกลับมารายงานว่าถนนภูเขาโดนดินถล่มปิดทางจนมิด อย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนถึงจะขุดทางเชื่อมต่อกับข้างนอกได้ เซียวอ๋องนิ่งเงียบ ดินถล่ม? ข้าเพิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน และไม่ได้มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ข้างนอกจะบังเอิญเกิดดินถล่มลงมาขังข้าอยู่ในหมู่บ้านพอดีได้อย่างไร ตอนที่ออกจากค่ายทหารข้าคำนวณเวลาเอาไว้แล้ว ถ้าหากต้องเสียเวลาสองวันหนึ่งคืนก็จะพลาดการซ้อมรบไป

เซียวอ๋องคิดมาถึงตรงนี้สีหน้าพลันเย็นชาลง เขาดูถูกเติ้งไหวโหรวเกินไป ดูท่าพวกเขาจะคิดอ่านแบบเดียวกัน ต่างเลือกใช้แผนการ ‘โจมตีจิตใจ’ ก่อนหน้าสงคราม! เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาถูกขังอยู่ในนี้หนึ่งวัน จะเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นไรขึ้นข้างนอก

เพียงไม่นานนกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งก็บินออกไปจากหมู่บ้าน บอกกับเซี่ยวชิงว่าตนเองถูกขังอยู่ในหมู่บ้านชิงเขอไจ้

ตอนที่ข่าวเซียวอ๋องเจอกับปัญหาถูกส่งต่อมาถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว บรรดาทหารที่รอการซ้อมรบแต่งตัวเรียบร้อยมารวมตัวอยู่ที่ลานซ้อม แต่นอกจากเซียวอ๋องแล้ว พวกเซวียเฟิงกับโต้วหย่งที่เดิมทีออกจากค่ายไปพร้อมกันก็ไม่เห็นตัว เซี่ยวชิงวิ่งหัวหมุนอยู่ในค่ายทหารประหนึ่งแมลงวันไร้หัว

จนถึงตอนเช้าจึงหาตัวเซวียเฟิงกับโต้วหย่งพบ…ในหอคณิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองต้าฝู่ แม่ทัพต้าฉีทั้งสองท่านต่างดื่มกันจน ‘เมามายหมดสติ’ โดนถอดเสื้อผ้าทั้งตัว แต่ละคนต่างโอบนางคณิกาที่แต่งหน้าจัดจ้านกันคนละสองคนนอนหลับอุตุอยู่ในผ้าห่ม

นอนถึงตะวันสายโด่ง นางคณิกาคนหนึ่งเห็นว่าบุรุษข้างกายไม่เคยพลิกตัวเลยตลอดทั้งคืน หลับอย่างกับคนตาย พอลองคิดดูแล้วก็ตกใจขวัญกระเจิง สวมเพียงเอี๊ยมวิ่งกรีดร้องออกจากห้องไปหาแม่เล้า

แล้วก็ไม่รู้ว่าใครที่ไปแจ้งทางการ ตอนที่เจ้าหน้าที่มาถึง มีคนหนึ่งเคยเข้าออกค่ายทหารส่งเอกสารมาก่อน จึงจดจำเซวียเฟิงได้ในทันที

ข่าวเรื่องที่แม่ทัพสองนายของกองทัพเซียวอ๋องร่วมหลับนอนกับนางคณิกา ‘รุนแรงเกินไป’ จนหมดสติแพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็วทันที

ตอนที่เซี่ยวชิงรีบรุดมาหลังได้ยินข่าว ประตูห้องในหอคณิกาถูกสตรีกับแขกในหอล้อมเอาไว้มิดชิด เซี่ยวชิงขมวดคิ้วมองดูสภาพอัปลักษณ์ของพวกเขาพร้อมสั่งให้คนตักน้ำบ่อมา แต่นึกไม่ถึงว่าขนาดใช้น้ำเย็นสาดก็ยังปลุกไม่ตื่น! เซี่ยวชิงคว้าตัวแม่เล้าหอคณิกามา พาดดาบใส่คอนางพลางถาม “เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่”

แม่เล้าที่ประทินโฉมอย่างจัดจ้านตกใจตัวสั่นดุจกลีบบุปผาโปรยปราย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเอ่ยสั่นๆ “ท่านแม่ทัพท่านนี้ ผู้น้อยไม่ทราบอะไรเลยจริงๆ เมื่อวานมีรถม้าคันหนึ่งพาตัวแม่ทัพทั้งสองท่านมาส่งที่นี่ ทั้งยังมอบตั๋วเงินสองร้อยตำลึงลงบนโต๊ะ บอกว่าอยากเหมาแม่นางสี่คนที่งดงามที่สุดของที่นี่ให้อยู่เป็นเพื่อน แต่ตอนที่ทั้งสองท่านถูกยกตัวลงมาก็หมดสติเช่นนี้อยู่แล้ว ตอนนั้นในใจผู้น้อยเองก็ตกใจเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทั้งสองท่านหมดลมไปแล้วหรือไม่ ยังแอบจับชีพจรหยั่งลมหายใจดูด้วย พบว่าล้วนมีชีพจรอยู่ นายท่านที่ส่งตัวคนมาเองก็บอกแค่ว่าพวกเขาเมาแล้ว ถ้าตอนสร่างเมาไม่เห็นสตรีอยู่ข้างกายจะหงุดหงิดเอาได้! ดังนั้นผู้น้อยจึงจัดแจงแม่นางไปอยู่เป็นเพื่อน…จากนั้นเช้านี้พวกท่านก็มากันแล้ว ผู้น้อยไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นจริงๆ! ท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตด้วยเจ้าค่ะ!”

ถ้อยคำพวกนี้เหลวไหลทั้งเพ ไม่พูดเรื่องที่เซวียเฟิงกับโต้วหย่งต่างคอแข็งมาก ต่อให้เมาจริงๆ จะมีสภาพเช่นตอนนี้ได้อย่างไร ชัดเจนว่าตอนที่ทั้งสองคนออกไปดื่มสุรากินอาหารด้วยกัน ถูกพิษประหลาดไม่รู้นามเข้าแล้ว!

เซี่ยวชิงสั่งให้คนลากตัวแม่เล้ารวมถึงบุรุษเสเพลที่อยู่ในหอคณิกาไปทุบตีในเรือน บางคนถึงกับปัสสาวะราดทันที จากนั้นแยกกันไต่สวนต่อ ประโยคที่พูดต่างเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นจริงๆ

ทว่าเซี่ยวชิงกลับเข้าใจ คนที่วางแผนเช่นนี้เป็นคนอำมหิตที่ฆ่าคนไม่เห็นเลือดตัวจริง ถึงแม้อีกฝ่ายจะเอาชีวิตแม่ทัพทั้งสองคนได้ง่ายๆ แต่ถ้าแม่ทัพผู้มีคุณูปการของราชสำนักถูกฆ่า ฮ่องเต้จะต้องส่งคนมาตรวจสอบอย่างเข้มงวดแน่นอน

ยังมิสู้ก่อนหน้าการซ้อมรบให้แขนซ้ายแขนขวาของเซียวอ๋องต่างตกหลุมพรางที่หอนางโลมเพราะว่าเที่ยวเล่น ดื่มเมามายจนไม่อาจไปเข้าร่วมการซ้อมรบที่สนามฝึกทัน จุดด่างพร้อยเช่นนี้ต่อให้ชะล้างด้วยคลื่นแม่น้ำจินสุ่ยจนหมดแม่น้ำก็ยังไม่อาจชำระล้างจนสะอาด

ผู้ที่คิดแผนการประเภทนี้ออกมาได้เป็นคนเจ้าเล่ห์อำมหิตมากเพียงใด ต่อให้ไว้ชีวิตเซวียเฟิงกับโต้วหย่ง อนาคตในกองทัพของทั้งสองคนก็นับว่าเดินมาถึงจุดจบแล้ว มิหนำซ้ำยังทำให้เซียวอ๋องมีความผิดฐานดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดี พลอยเดือดร้อนไปด้วยอีกต่างหาก

เซี่ยวชิงสั่งให้คนเอาผ้าห่มมาพันตัวสองคนที่นอนหลับหมดสติออกจากหอคณิกา ภายในใจกลับเดือดระอุประหนึ่งฟืนแห้งถูกราดน้ำมันร้อน…เหลืออีกแค่หนึ่งชั่วยามก็เป็นการซ้อมรบแล้ว ผู้สังเกตการณ์กองทัพกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ฮ่องเต้ส่งตัวมาจากราชสำนัก รวมถึงขุนนางบู๊จากเมืองต่างๆ กระทั่งทูตจากต่างแคว้นที่อยู่ใกล้เคียงต่างเตรียมตัวไปรับชมที่สนามฝึกหมดแล้ว แต่ตอนนี้เซียวอ๋องถูกขังอยู่ในหุบเขาไม่อาจออกมาได้ชั่วคราว

สองขุนพลเฮิงฮา ยังมีสภาพอเนจอนาถเช่นนี้อีก เหลือแค่เขาคนเดียว ควรจะรับมือกับสถานการณ์ต่อจากนี้อย่างไรดี

ระหว่างที่เขากำลังเดินวนอยู่ในค่ายทหารอย่างร้อนใจ องครักษ์คนหนึ่งก็เข้ามารายงาน “แม่ทัพเซี่ยว ชายารองพาสาวใช้มายังค่ายทหาร กำลังรอพบท่านอยู่ในกระโจมผู้บัญชาการของเซียวอ๋องขอรับ…”

ยังไม่ทันพูดจบเซี่ยวชิงก็ถลึงตาใส่เขาอย่างโมโห “กระโจมผู้บัญชาการเป็นเรือนหลังที่ให้สตรีเข้าออกได้ตามใจหรือ ไม่มีคำสั่งทหาร เจ้ากล้าปล่อยให้นางเข้ามาได้อย่างไร!”

“แม่ทัพเซี่ยวอย่าได้โทษเขา ข้าเป็นคนขอเข้าไปเอง” ตอนนั้นเองอวี้ฉือเฟยเยี่ยนพาเพียงเป่าจูคนเดียวมายืนอยู่หน้าทางเข้ากระโจม บนตัวนางสวมแค่เสื้อคลุมขนเตียวสีดำ หมวกใบใหญ่ปิดบังถึงหัวคิ้ว ยืนอยู่ในเงามืดสลัวของกระโจม ถ้าหากไม่ตั้งใจมองให้ดีก็ไม่เห็นเงาร่างของนางด้วยซ้ำ

เซี่ยวชิงย่นหัวคิ้ว ก่อนคารวะให้อย่างไม่เย่อหยิ่งไม่ต้อยต่ำ “ที่แห่งนี้คือค่ายทหาร ข้าน้อยติดที่กฎของกองทัพ รวมกับการซ้อมรบในเวลาอันใกล้ จึงไม่อาจรับรองชายารองดีๆ ได้จริงๆ เซียวอ๋องทรงติดภารกิจบางอย่าง เร็วสุดก็วันพรุ่งนี้ก่อนดวงอาทิตย์ตกดินถึงกลับมาได้ ขอเชิญชายารองรีบกลับจวนเถิดขอรับ!”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 .. 68

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: