X
    Categories: ซ่อนแผนร้ายชิงบัลลังก์รักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ซ่อนแผนร้ายชิงบัลลังก์รัก บทที่ 71-72

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 71

คำพูดของเซี่ยวชิงเรียกได้ว่าขาดความเคารพ แต่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนไม่ได้ถือสามากมาย นางจับจ้องดวงตาของเซี่ยวชิงแล้วถาม “เกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่างกับองค์ชายรองใช่หรือไม่” ในตอนที่เซี่ยวชิงเตรียมอ้าปากตอบ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเอ่ยเน้นทีละคำอีกครั้ง “รบกวนแม่ทัพเซี่ยวอย่าได้ตอบส่งๆ การซ้อมรบครั้งนี้สำคัญมาก องค์ชายรองจะทรงเข้าร่วมไม่ได้ได้อย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากการซ้อมรบครั้งนี้ล้มเหลวจะเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงเพียงใดต่อพระองค์”

เดิมทีเซี่ยวชิงตั้งใจจะตอบนางส่งๆ แล้วไล่กลับจวนอ๋องไป แต่ได้ยินประโยคจริงจังตอนหลังของนางแล้ว ชั่วขณะนั้นกลับพูดไม่ออก สุดท้ายเขาจึงกัดฟันเอ่ยในที่สุด “ตอนที่เซียวอ๋องทรงลาดตระเวนตามหมู่บ้าน เนื่องจากโดนดินถล่มลงมาปิดทาง จึงถูกขังอยู่ที่หมู่บ้านชิงเขอไจ้…มิหนำซ้ำแม่ทัพหลักในการซ้อมรบอย่างแม่ทัพเซวียกับแม่ทัพโต้วยังถูกพบว่าหมดสติอยู่ในหอคณิกา…เมื่อใดที่เสียงแตรยาวดัง ในสนามฝึกการซ้อมรบจะขาดผู้บัญชาการหลัก…”

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนได้ยินแล้วหัวใจหนักอึ้งลง ค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ ถึงแม้นางจะรู้แก่ใจว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับเซียวอ๋องแน่นอน แต่เมื่อได้ยินเซี่ยวชิงบอกความจริงออกมา นางยังคงสูดลมหายใจเย็นเข้าลึกอย่างช่วยไม่ได้

ถึงแม้เซี่ยวชิงจะเป็นแม่ทัพเก่งกล้าผู้หนึ่ง ทว่าไร้ความสามารถในการบัญชาการ ถ้าหากปล่อยให้เขาเป็นคนสั่งการในการซ้อมรบ ผลลัพธ์ชวนให้คนไม่ค่อยวางใจจริงๆ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนนั่งเงียบอยู่สักพักแล้วเอ่ยปาก “แม่ทัพเซี่ยว เจ้ารู้ภาษาธงสั่งเปลี่ยนขบวนทัพในการซ้อมรบของเซียวอ๋องหรือไม่”

เซี่ยวชิงตอบอย่างอึดอัด “ข้าน้อยคอยสังเกตอยู่ด้านข้างมาตลอด ย่อมทราบขอรับ ไม่ทราบว่าชายารองวางแผนเช่นไร”

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “แผนการนั้นมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าแม่ทัพเซี่ยวจะยอมร่วมมือด้วยหรือไม่…”

 

ถึงแม้ภายในกระโจมผู้บัญชาการค่ายทหารจะยุ่งหัวหมุน แต่เวลาซ้อมรบมาถึงแล้ว แตรยาวสิบกว่าตัวดังกระหึ่มขึ้นมาตรงตามเวลา

ด้านหน้าที่นั่งบนหอสูงของสนามฝึกมีผู้คนมารวมตัวอยู่เนืองแน่น ขุนนางท้องถิ่น ผู้สังเกตการณ์กองทัพจากราชสำนักที่มาร่วมรับชมการซ้อมรบ รวมถึงทูตต่างแคว้นจากชายแดนข้างเคียงต่างก้าวขึ้นประจำที่นั่งกันหมดแล้ว

ได้เห็นว่าบนสนามฝึกกว้างใหญ่ หอไม้สูงสองแห่งถูกสร้างขึ้นมาล่วงหน้า หอไม้ทั้งสองนี้อยู่ห่างกันมาก เลียนแบบกำแพงเมืองสองที่

การซ้อมรบบนพื้นดินศึกแรกคือการโจมตีเมือง ผู้ที่ยึดเมืองสำเร็จก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ

ทางด้านเซียวอ๋องทำได้เพียงส่งเซี่ยวชิงออกรบ เขานั่งอยู่บนแท่นบัญชาการด้านหลังหอไม้ ข้างหลังเก้าอี้ของเขาแขวนผ้าผืนหนึ่งเอาไว้อยู่

ทางด้านหนานลู่กงเองก็ส่งแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งออกมารับศึก ส่วนตัวหนานลู่กงนั่งอยู่ด้านหลังหอไม้ฝั่งตนเอง มองดูแท่นบัญชาการที่ค่อนข้างว่างโล่งของฝั่งกองทัพเซียวอ๋องแล้วเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ขณะที่เว่ยเซวียนซื่อนั่งอยู่บนที่นั่งรับชมด้านข้างกับเหล่าสตรีสูงศักดิ์ประจำท้องถิ่นไหวหนานจำนวนมาก ตอนที่นางนั่งลง ชำเลืองมองที่นั่งว่างด้านข้างแล้วถามอย่างแนบเนียน “ชายารองเซียวอ๋องไปที่ใดกัน”

คาดว่าบรรดาฮูหยินที่อยู่ด้านข้างน่าจะถกเถียงเรื่องนี้กันมาแล้ว เวลานี้ต่างมีเจตนาประจบเอาใจหนานลู่กงฮูหยิน จึงยกผ้าเช็ดหน้าปิดปากเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ได้ยินว่าล้มป่วยเจ้าค่ะ โดนลมไม่ได้ เลยไม่มารับชมแล้ว แต่ว่าชายารองไม่มาก็เหมาะสมเข้าใจได้ เห็นว่าเซียวอ๋องทรงติดอยู่ที่หมู่บ้านชิงเขอไจ้ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นแม่ทัพใหญ่สองคนเมามายหมดสติอยู่ที่หอคณิกาเมื่อคืนอีก…ผลลัพธ์การซ้อมรบนี้รับรู้ได้โดยไม่ต้องพูดอยู่แล้ว ต่อให้มาก็ไม่มีอะไรน่าดู…” พูดจบสตรีออกเรือนผู้นั้นก็หัวเราะคิกคักกับบรรดาฮูหยินสูงศักดิ์ด้านข้าง

เว่ยเซวียนซื่อไม่ได้เอ่ยตอบ แต่เคลื่อนสายตาไปบนแท่นบัญชาการฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มสำรวมและสุภาพ…

ความจริงไม่เพียงแต่บนที่นั่งรับชมฝั่งสตรีที่ซุบซิบนินทากัน บนที่นั่งรับชมฝั่งบรรดาทูตและขุนนางก็รวมตัวกันคอยกระซิบกระซาบอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าข่าวฉาวโฉ่ของกองทัพเซียวอ๋องที่หลุดออกมาเมื่อวานน่าตกตะลึงเกินไปแล้วจริงๆ คืนก่อนซ้อมรบแม่ทัพทั้งสองกลับยังมีใจแวะไปเที่ยวหอคณิกา บุคคลที่เป็นถุงสุราห่อข้าว* เช่นนี้จะฝึกฝนทหารเก่งกล้าเช่นไรออกมาได้

ถึงแม้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเซียวอ๋องแต่ละคนจะองอาจ เก่งกาจด้านการรบ สร้างความดีความชอบทางการศึกให้ใต้หล้าของต้าฉี แต่ดั่งคำพูดที่ว่า ‘นารีงามคือหลุมศพของวีรบุรุษ’ อดีตทหารกล้าในวันวานเองก็ใช้ชีวิตสุขสบายในช่วงเวลาสงบสุขมาจนเคยตัว ไม่ได้ห้าวหาญดุดันเท่าเมื่อก่อนอีกต่อไป

การซ้อมรบครั้งนี้จะสามารถเล่นงานหนานลู่กงได้อย่างที่ฮ่องเต้ปรารถนาจริงๆ หรือ ในใจทุกคนล้วนไม่มีความมั่นใจ ต่างมีเรื่องในใจต่างกันไป บางคนรอดูเรื่องตลกของเซียวอ๋อง บางคนลอบส่ายหน้าด้วยความเสียดาย

ขณะนี้เมฆครึ้มบางส่วนเคลื่อนมาอย่างไม่คาดฝัน บดบังแสงแดดแรงกล้า สายฝนกำลังจะมาเยือน

ศึกแรกนี้ทั้งสองฝ่ายต่างทำตามกฎ จัดขบวนทัพแบบแบ่งสามกองพลตามธรรมเนียมกันทั้งคู่ โดยมีพลทหารทวนโล่อยู่แถวหน้าสุด พลทหารเท้ารับช่วงตรงกลาง ส่วนพลธนูอยู่แนวหลัง

เซี่ยวชิงสั่งให้ขบวนทัพสามกองพลเคลื่อนที่ไปข้างหน้าช้าๆ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามอยู่เฉยไม่ขยับ แสดงท่าทีตั้งรับออกมา เซี่ยวชิงสั่งให้กองทัพฝ่ายตนเองเคลื่อนไปยังตำแหน่งนอกระยะยิงธนูของฝ่ายตรงข้าม หลังจากจัดทัพเสร็จสิ้น พลทวนโล่ก็ยกทวนไปข้างหน้า แสดงท่าบุกโจมตีศัตรูขึ้นมา

หลี่จิ้นของฝ่ายตรงข้ามรีบสั่งให้พลทวนโล่ป้องกันเอาไว้ พลทหารเท้าก้าวขึ้นหน้าสนับสนุน พลธนูยิงธนูโต้ตอบ

ขุนนางที่รับชมการแสดงอยู่มีหลายคนเคยผ่านสนามรบมาก่อน ต่างเป็นคนในแวดวงที่ดูเข้าใจ เพียงแค่เห็นการจัดขบวนทัพของทหาร ท่าเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ก็มองออกแล้วว่าในด้านกำลังรบกองทัพของเซียวอ๋องเหนือกว่าหนานลู่กงหนึ่งช่วงใหญ่อย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นทหารกล้าที่ฝึกฝนออกมาโดยไม่เคยหยุดพักผ่อน ไม่ว่าสภาพอากาศจะร้อนจัดหรือเหน็บหนาวอย่างไร ได้เห็นขบวนทัพของเซียวอ๋องไล่ต้อนไปข้างหน้า กดดันกองทัพของหนานลู่กงให้ก้าวถอยหลัง

เซี่ยวชิงยิ้มน้อยๆ ตอนที่หลงนึกว่าชนะแน่นอนแล้ว ในผ้าด้านหลังเขามีเสียงสตรีแผ่วเบาดังออกมากะทันหัน “แม่ทัพเซี่ยว ข้าอยู่ด้านหลังมองเห็นไม่ชัด เจ้ามองออกหรือไม่ว่าหลังจากศัตรูเปลี่ยนรูปทัพแล้ว โล่พวกนั้นคือสิ่งใดกัน”

ที่แท้ผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านก็คืออวี้ฉือเฟยเยี่ยนนั่นเอง เป็นเพราะก่อนหน้านี้โน้มน้าวเซี่ยวชิงให้ยอมประนีประนอมกับนางสำเร็จ โดยให้เซี่ยวชิงออกหน้าบัญชาการ ส่วนนางอยู่ด้านหลังแสดงเป็นเซียวอ๋อง ถ้าหากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นจะต้องไม่ตกลงให้สตรีผู้หนึ่งขึ้นมาแน่นอน แต่เซี่ยวชิงตระหนักดีว่าสตรีที่ดูบอบบางคนนี้เป็นคนประเภทใด ถึงแม้เขาจะรู้สึกระแวงหัวหน้าโจรหญิงอยู่เต็มอก แต่ผู้ที่สมัยก่อนทำให้เซียวอ๋องพ่ายแพ้ได้จะเป็นคนธรรมดาไปได้อย่างไร

ตอนนี้ทั่วทั้งค่ายทหารไม่เหลือผู้ที่มีความสามารถในการบัญชาการทัพแล้ว จึงได้แต่เลือกทำทุกวิถีทางเท่านั้น ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดก็แค่พ่ายแพ้ ไม่มีทางเลวร้ายมากกว่านั้นอีก ดังนั้นจึงตอบตกลงให้ชายารองสวมชุดของเซียวอ๋องที่เก็บอยู่ในค่ายทหาร มีทหารคนสนิทนายหนึ่งช่วยอำพรางพาขึ้นแท่นบัญชาการมา ‘รับชมหลังม่าน’ ก็จะไม่มีทางทำให้ผู้อื่นสงสัยขึ้นมา

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนไม่ทัก เซี่ยวชิงก็ไม่ทันสังเกตจริงๆ แต่หลังจากได้ยินคำพูดของนางแล้ว เขามองไปไกลๆ เห็นว่าทหารแนวหลังของกองทัพเติ้งชู ‘โล่’ รูปร่างประหลาด กำลังเคลื่อนที่มาแนวหน้าอย่างรวดเร็วอยู่จริงๆ ตอนที่รูปทัพของกองทัพเติ้งแหวกออกเป็นสองส่วนดั่งคลื่นน้ำ บรรดาโล่กลมประหลาดสิบกว่าอันนั้นก็มาตั้งอยู่ด้านหน้ากองทัพ พร้อมกับเสียงแตรเขาควายที่ดังขึ้น

ทหารสามนายจับเป็นหนึ่งกลุ่ม หลบเข้าไปอยู่ด้านในโล่กลมอย่างรวดเร็ว โล่กลมสองอันเองก็ไม่รู้ว่าทำอย่างไร เพียงแกร๊กเดียวก็กลายมาเป็นลูกเหล็กแล้ว ตามด้วยเสียงแกร๊กอีกครั้ง ที่ส่วนหน้าของลูกเหล็กก็ดีดมีดปลายแหลมออกมา ทหารด้านในลูกเหล็กเหยียบดันเพื่อบังคับลูกเหล็กให้เคลื่อนไปข้างหน้าพุ่งเข้าใส่กองทัพเซียว ถึงแม้อาวุธของกองทัพเซียวจะเป็นของดี แต่โล่ธรรมดาจะขวางกั้นอาวุธแหลมคมบดขยี้ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร เดิมทีการซ้อมรบประกอบด้วยสนามทรายกับทหาร เน้นแสดงเป็นหลัก ไม่เน้นทำร้ายร่างกาย แต่ว่าลูกเหล็กกับมีดโลหะแปลกประหลาดในตอนนี้ แม้จะไม่ได้ลับคม แต่ทันทีที่ลงสนามก็ทำร้ายทหารกองทัพเซียวบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ถึงแม้จะมีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามทำร้ายคนในการซ้อมรบ แต่หลังถูกลูกเหล็กบดขยี้จนหงุดหงิดแล้วก็ไม่นึกสนใจอะไรทั้งนั้น คว้าดาบทวนขึ้นมาแทงลูกเหล็กสุดกำลัง แต่ว่าลูกเหล็กประหนึ่งกำแพงเหล็กผนังทองแดง ทำอะไรไม่ได้ เมื่อลูกเหล็กกลิ้งบดขยี้ผ่านร่างของทหารกองทัพเซียว บางส่วนถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที

เหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ทำให้บรรดาฮูหยินที่รับชมอยู่บนที่นั่งต่างกรีดร้องออกมา กระทั่งว่ามีฮูหยินบางส่วนตกใจหมดสติไปในอ้อมแขนของสาวใช้ เว่ยเซวียนซื่อเองก็ยกผ้าขึ้นปิดปากอย่างเหมาะสม แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาเหมือนฮูหยินทั่วไป แต่ไม่มีใครที่มองเห็นว่านางยิ้มมุมปากอยู่น้อยๆ ทันทีที่ลูกเหล็กประเภทนี้ปรากฏ เรียกได้ว่าเป็นอาวุธบุกทะลวงของจริง ต่อให้เซียวอ๋องเป็นผู้บัญชาการก็เกรงว่าจะทำอะไรไม่ได้ นางอยากเห็นนักว่าคนไร้ชื่อเสียงที่นั่งอยู่บนแท่นบัญชาการคนนั้นจะมีวิธีการใดมาแก้ค่ายกลโล่ลูกเหล็กนี้ได้

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนมองผ่านช่องว่างของม่านย่อมมองเห็นภาพเหตุการณ์อันตรายนี้ในสายตาด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะตกตะลึงที่ได้เห็นเติ้งไหวโหรวครอบครองอาวุธประเภทนี้ แต่นางตระหนักดีว่าไม่มีค่ายกลกับอาวุธใดที่ไร้จุดอ่อน จะต้องมีวิธีแก้ทางอย่างแน่นอน เพียงแต่เวลาในการซ้อมรบกระชั้นชิด ควรจะรับมืออย่างไรในยามฉุกละหุก

นางลุกขึ้นกวาดตามองรอบๆ เห็นว่าบริเวณริมสนามฝึกวางหินก้อนใหญ่กองไว้จำนวนมาก หินเหล่านี้เหลือทิ้งไว้ตอนที่สร้างสนามฝึก เดิมทีจะต้องย้ายออกไปให้หมด แต่เพราะกองทัพเซียวคุ้นชินกับการอุ้มก้อนหินฝึกซ้อม จึงเก็บเอาไว้บางส่วน

นางใคร่ครวญแล้วเอ่ยกับเซี่ยวชิง “แม่ทัพเซี่ยว รีบสั่งให้ทหารย้ายหินก้อนใหญ่พวกนั้นมาด้านหน้า ใช้ก้อนหินขวางกั้นลูกเหล็ก!”

เซี่ยวชิงได้ยินแล้วรู้สึกตัวขึ้นมาเช่นกัน รีบออกคำสั่งให้ทหารไปขนย้ายก้อนหิน ในที่สุดก็ย้ายหินมาได้สำเร็จก่อนหน้าที่ลูกเหล็กจะทำกองทัพแตก ลูกเหล็กที่กลิ้งมาอย่างรวดเร็วกระแทกชนหินก้อนใหญ่เสียงดังแล้วกระเด้งย้อนกลับไป บรรดาทหารของกองทัพเซียวย้ายหินก้อนใหญ่จำนวนมากมาวางไว้ด้านหน้ากองทัพท่ามกลางการโจมตีของลูกเหล็ก ในที่สุดก็ขัดขวางลูกเหล็กได้โดยสมบูรณ์ ทำให้มันไม่อาจแสดงพลานุภาพต่ออีก

เซี่ยวชิงเห็นว่าหินก้อนใหญ่ใช้ได้ผลก็ผ่อนลมหายใจยาวๆ ออกมาในที่สุด

เพียงคิดว่าในเมื่อเติ้งไหวโหรวมีอาวุธประเภทนี้ วันหน้าหากต้องปะทะด้วยบ่อยๆ ออกจะน่าปวดศีรษะอยู่บ้าง ทว่าอวี้ฉือเฟยเยี่ยนกลับหัวเราะเสียงเย็น “เติ้งไหวโหรวช่างทำทุกวิถีทางจริงๆ! กลับนึกวิธีการต่ำช้าประเภทนี้ออกมา ถึงแม้ลูกเหล็กจะดูร้ายกาจ แต่เวลากองทัพสองฝ่ายปะทะกันจริงๆ จะใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก ถ้ามีภูมิประเทศเป็นข้อจำกัด ลูกเหล็กก็จะสำแดงพลังไม่ได้ พลานุภาพลดทอนลงมาก ถ้าหากสู้บนพื้นที่โล่งกว้าง โล่ประเภทนี้ยิ่งเป็นอาวุธไร้ที่ให้ใช้งาน ก็มีแค่บนสนามฝึกราบเรียบเช่นนี้ถึงจะแสดงพลังออกมาได้ ครั้งนี้เติ้งไหวโหรวเล่นงานแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ใช้ออกมาในการซ้อมรบกะทันหัน มองดูคล้ายร้ายกาจผิดปกติดึงดูดสายตาผู้คน แต่ความจริงกลับชั่วช้าไร้ยางอายอย่างยิ่ง!”

ในเมื่อโล่เหล็กของเขาเทียบเท่ากับหอยกาบ เช่นนั้นก็หานกปากซ่อมปากยาวหลายๆ ตัวมาเจาะเปลือกของหอยพวกนี้ ลากเนื้อสดๆ ข้างในออกมาตากแดด!

นางพูดจบแล้วออกคำสั่งเซี่ยวชิงต่อ ให้ใช้ตะขอหอกงัดเปิดลูกเหล็กที่ถูกประกบกันพวกนี้ออก ได้ยินเพียงเสียงแกร๊กดังลั่น บรรดาลูกเหล็กล้วนถูกบังคับงัดเปิดออก

กำลังพลกองทัพเซียวที่โดนลูกเหล็กบดขยี้เสียเปรียบก่อนหน้านี้ไม่เกรงใจเลยสักนิด ลากตัวทหารในลูกเหล็กออกมากระทืบอย่างเหี้ยมโหด

ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ แค่ใช้หมัดหนักๆ ก็ต่อยจนเห็นเลือดได้!

เติ้งไหวโหรวคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรับมือได้ไวเพียงนี้ เขาลุกพรวดด้วยความตกใจ เว่ยเซวียนซื่อยิ่งสายตาแหลม สังเกตเห็นทันทีว่าเซี่ยวชิงผู้นั้นคล้ายจะคอยกระซิบกระซาบกับใครบางคนหลังม่านอยู่ตลอดเวลา

บทที่ 72

เว่ยเซวียนซื่อลุกขึ้นช้าๆ เดินไปถึงข้างรั้วของที่นั่งรับชม สายตาตั้งใจจับจ้องเป็นพิเศษ นางมองเห็นชัดว่าทุกครั้งหลังจากเซี่ยวชิงหันตัวไปกระซิบกระซาบทางม่านเล็กน้อยก็จะออกคำสั่งธง ปรับแนวทางรุกรับของขบวนทัพ

และขณะนี้ในเวลาเดียวกับที่ทำลายลูกเหล็กลงสำเร็จ กองทัพเซียวรวมตัวจัดทัพใหม่เสร็จเรียบร้อย ถึงแม้จะทำลายโล่ลูกเหล็กลงได้ แต่เมื่อครู่นี้ทหารที่ถูกค่ายกลประหลาดล้มคว่ำกลับมีนับไม่ถ้วน ตามกฎของการซ้อมรบ ทันทีที่โดนสกัดล้มลงพื้นก็เทียบเท่ากับเสียชีวิต กำลังพลของกองทัพเซียวตอนนี้จึงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

ดังนั้นถึงแม้เติ้งไหวโหรวจะขมวดคิ้วแน่นเพราะโล่ลูกเหล็กถูกแก้ทาง แต่ภายในใจกลับไม่ได้กังวลมากนัก เพราะว่าความได้เปรียบยังอยู่ทางเขาทั้งหมด ขอเพียงมีเวลามากพอ กองทัพเซียวที่เหลือก็จะถูกเขมือบกลืนกินทั้งหมดเช่นเดียวกัน

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนที่มองเห็นสภาพการณ์บนสนามรบผ่านม่านก็หัวใจบีบรัดแน่น อดไม่ได้ย้ายสายตามองลงบนภาพร่างค่ายกลหลายแผ่นในมือตนเอง นี่เป็นค่ายกลที่เซียวอ๋องร่างออกมาก่อนหน้านี้ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนหาพบในห้องหนังสือของจวนอ๋อง รู้สึกว่าภาพพวกนี้น่าสนใจ รวมกับนางไม่คุ้นเคยกับค่ายกลที่กองทัพเซียวฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ จึงหยิบติดมือมาด้วยทั้งหมด

ภาพพวกนี้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเคยวิเคราะห์ถี่ถ้วนระหว่างทางมาแล้ว มองออกว่าเซียวอ๋องให้ความสำคัญกับการซ้อมรบครั้งนี้มาก นึกภาพเหตุการณ์หลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น แล้วคิดแผนการรับมือออกมา นางมองค่ายกลเชือกสกัดขาม้าก่อนคิดอะไรขึ้นได้ ต้องรู้ว่าขณะนี้ไม่ได้กำลังรบอยู่จริงๆ ในเมื่อเติ้งไหวโหรวไม่เลือกวิธีการ เช่นนั้นเหตุใดนางจะไม่เลียนแบบเล่า

ในเมื่ออย่างไรเสียการซ้อมรบก็ไม่อาจเทียบกับสงครามจริงได้ ไม่ได้เรียกร้องการสังหารจริงๆ เสียหน่อย ขอแค่ทหารล้มลงก็เท่ากับเสียชีวิต อย่างนั้น…บางที…อาจจะทำเช่นนี้ได้ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเอ่ยเรียกเสียงเบา “แม่ทัพเซี่ยว” ตามด้วยกระซิบบางอย่าง เซี่ยวชิงหันกลับไปออกคำสั่งให้ทหารใช้งานเชือกสกัดขาม้าทันที

เว่ยเซวียนซื่อเห็นเซี่ยวชิงหันหน้าไปรับฟังอีกครั้ง หัวใจก็กระตุกวาบ หรือคนที่อยู่หลังม่านถ่ายทอดแผนการลับอะไรออกมาอีกแล้ว

ไม่ผิดจากที่คาด หลังเซี่ยวชิงออกคำสั่ง ทหารกองทัพเซียวที่เหลือก็หยิบเชือกสกัดขาม้าที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมา สองคนจับคู่กันอ้อมวนกองทัพเติ้งอย่างรวดเร็ว ใช้เชือกมัดบรรดาทหารกองทัพเติ้งเข้าด้วยกัน จากนั้นออกแรงกระชากพวกเขาล้มลงพื้น ถึงแม้กองทัพเติ้งจะมีคนมาก แต่กำลังกายกับความเร็วต่างสู้กองทัพเซียวไม่ได้ ในไม่ช้าก็ถูกเชือกสกัดขาม้ามัดล้มลงเป็นพรวน

ก่อนฉวยโอกาสช่วงที่กำลังหลักด้านหน้าของกองทัพเติ้งถูกทหารด้านหน้าควบคุม กองทัพแนวหน้าสองกองย่อยก็เริ่มตีขนาบโจมตีกองทัพเติ้งจากสองข้างภายใต้คำสั่งธงจากแท่นบัญชาการ หลังจากหลีกเลี่ยงกำลังหลักของกองทัพเติ้งแล้ว จึงเริ่มลงมือโจมตีแนวป้องกันใต้ ‘เมือง’ อย่างฉับไว

ความเร็วในการบุกโจมตีของทหารที่ตีขนาบสองฝั่งรวดเร็วมาก กองทัพเติ้งเป็นเพราะผลักโล่ลูกเหล็กไปข้างหน้ามากเกิน กำลังหลักจึงอยู่ห่างจาก ‘เมือง’ ฝั่งตนเองไปไกลแล้ว เวลานี้ถูกเชือกสกัดขาม้าตรึงไว้บริเวณหนึ่งอย่างต่อเนื่องอีก ไม่อาจย้อนกลับไปป้องกันได้ในเวลาอันสั้น

ถึงแม้กลุ่มคนที่ลอบโจมตีมีจำนวนน้อย แต่เวลานี้ฝีมือของผู้ใต้บังคับบัญชาเซียวอ๋องที่ปกติตั้งใจฝึกฝนต่างแสดงฝีมือออกมาจนหมด รุกไล่โจมตีดุเดือดภายใต้สถานการณ์ที่จำนวนคนตกเป็นรอง ลุยขึ้นไปบนหอไม้ได้ก่อน ปลดธงผู้บัญชาการของกองทัพเติ้งลงมา

ชั่วพริบตานั้นเสียงเคาะฆ้องทองคำดังขึ้นในสนามแทนการบอกว่าสงครามจบลง ให้ถอนกำลังทหาร ฝ่ายเซียวอ๋องคว้าชัยชนะไปได้

ผลลัพธ์เช่นนี้เรียกได้ว่าพลิกผันไปมา อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนที่นี่ หลังจากกองทัพฝ่ายเซียวอ๋องถูกโล่ลูกเหล็กประหลาดโจมตีแตกก็คิดหาวิธีการแก้ค่ายกลประหลาดนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำสุดท้ายตีบูรพาส่งเสียงประจิม เลือกใช้กลยุทธ์ตรึงกำลังคว้าชัยชนะมาได้อีกด้วย

ถึงแม้การซ้อมรบครั้งนี้จะไม่ได้มีความสมจริงมาก แต่การตะลุมบอนระหว่างทหารนั้นกลับเป็นของจริงแท้ ในสถานการณ์ซ้อมรบทั่วไปโอกาสที่จะเห็นเลือดเนื้อสาดกระเซ็น ทั้งสองฝ่ายสู้กันจนเลือดขึ้นตายังพบเห็นไม่มากจริงๆ ขุนนางบู๊จำนวนมากรับชมดูจนติดใจ ลุกขึ้นโห่ร้องชื่นชมอย่างทนไม่ไหว ขุนนางผู้สังเกตการณ์กองทัพที่ทางราชสำนักส่งมาเองก็รวบเคราผงกศีรษะติดต่อกันโดยไม่รู้ตัว

หลังการซ้อมรบครั้งนี้ทำให้คนตระหนักว่าความสามารถในการต่อสู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาเซียวอ๋องไม่อาจดูแคลนเป็นอันขาด อักษร ‘เซียว’ นั้นไม่มีทางเป็นแค่นามปลอมๆ ไปได้

เซี่ยวชิงเองก็ตื่นเต้น ลอบโล่งอกอยู่ในใจ เขารู้ว่าประเดี๋ยวผู้สังเกตการณ์กองทัพจะขึ้นแท่นบัญชาการมาชื่นชมสามกองทัพ จึงรีบจัดเตรียมองครักษ์คุ้มครองอวี้ฉือเฟยเยี่ยนลงจากเวทีไปก่อน

ถึงแม้ทางด้านเว่ยเซวียนซื่อจะส่งคนมาสืบดูว่าผู้ที่ลงมาจากแท่นบัญชาการเป็นยอดฝีมือจากที่ใด แต่อับจนปัญญาที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนถูกทหารคนสนิทตัวสูงใหญ่ปิดบังเอาไว้มิดชิด ไม่อาจสืบเสาะหน้าตาที่แท้จริงของอีกฝ่าย

รอตอนที่สายสืบอยากเข้าใกล้อีกครั้ง กลับถูกบรรดาทหารที่กลับเข้าค่ายชนเข้าจนตัวเซ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกคราร่องรอยก็หายวับไปแล้ว

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนกลับถึงค่ายทหารแล้วรออยู่เงียบๆ หนึ่งชั่วยาม เซี่ยวชิงถึงย้อนกลับมาที่ค่ายทหารเช่นเดียวกัน

เวลานี้เซี่ยวชิงพบหน้าอวี้ฉือเฟยเยี่ยนอีกครั้ง กลับไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวต่อนางอย่างไรดี อยากจะตีสีหน้าเย็นชาใส่อีก แต่เมื่อครู่นี้เพิ่งอาศัยหัวหน้าโจรหญิงผู้นี้คว้าชัยชนะในการซ้อมรบมาได้ หากเวลานี้ยังพูดจาเย็นชาด้วย ออกจะให้ความรู้สึกฆ่าลาหลังเสร็จงานโม่แป้งอยู่บ้าง

แต่ถ้าหากให้พูดจาดีๆ ด้วย ในใจชายชาตรีก็แอบมีหลุมบ่อที่ไม่อาจก้าวข้ามได้อยู่ ชั่วขณะนั้นเกิดความอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมา องคาพยพทั้งห้าไม่รู้ควรจัดวางอย่างไรจึงจะดี

โชคดีที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนคล้ายไม่สัมผัสถึงความขัดแย้งในใจเซี่ยวชิง ในใจคิดถึงแต่เรื่องการซ้อมรบครั้งถัดไป นางเอ่ย “แม่ทัพเซี่ยว โชคดีที่พวกเราเอาชนะได้หนึ่งครั้ง แต่อีกสองวันให้หลังยังเหลือศึกทางน้ำรอบที่สอง เรื่องด่วนตอนนี้ยังคงเป็นการหาตัวเซียวอ๋องให้พบก่อน”

เซี่ยวชิงก้มหน้าตอบรับ ความจริงเขาส่งกลุ่มคนขุดดินพกเครื่องมือมุ่งหน้าไปขุดเปิดทางที่หมู่บ้านชิงเขอไจ้แล้ว คำนวณเวลาดูน่าจะขุดเสร็จไปแล้วมากกว่าครึ่ง ดังนั้นจึงเชิญอวี้ฉือเฟยเยี่ยนขึ้นรถม้า เดินทางไปยังหมู่บ้านชิงเขอไจ้ต้อนรับเซียวอ๋องผู้รอดพ้นอันตรายด้วยกัน

แต่ไปถึงที่นั่นแล้วกลับพบว่าเส้นทางยังไม่ทะลุหากัน

ตามหลักแล้วถ้าหากทางฝั่งเซียวอ๋องร่วมมือขุดดินด้วย ถนนสายนี้ควรจะทะลุหากันนานแล้ว ไม่ควรเพิ่งขุดไปได้ครึ่งทางจนถึงตอนนี้

ดังนั้นหลังจากส่งทหารกล้าออกไปลาดตระเวนอยู่ใกล้ๆ เซี่ยวชิงก็สั่งการทหารที่เหลือลงมือขุดดินต่อด้วยตนเอง เปิดทางภูเขาที่ถูกดินกลบทับออก เมื่อเปิดออกได้ครึ่งหนึ่ง เซี่ยวชิงแปลกใจว่าเหตุใดยังไม่ได้ยินเสียงขุดจากข้างใน ก่อนใช้เวลาอีกครึ่งวันถึงเปิดเส้นทางทะลุได้ในที่สุด

ตอนที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนลงจากรถม้า เดินเข้าไปในหมู่บ้านชิงเขอไจ้ตรงหน้าพร้อมกับเซี่ยวชิง พบว่าในนั้นกลับมีบรรยากาศรื่นเริงเสมือนหนึ่งกำลัง ‘จัดงานเลี้ยงรับแขกในปีที่เก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์’

บรรดาทหารคนสนิทผู้ติดตามของเซียวอ๋องกำลังร้อนใจรอความช่วยเหลืออยู่ที่ใดกัน แต่ละคนจับกลุ่มสองคนบ้างสามคนบ้างนั่งล้อมวงบนพื้นที่โล่งด้านข้าง มีทั้งรินสุราดื่มสุรา พูดคุยเล่น ประลองฝีมือกัน ต่างสนุกสนานกันยิ่งนัก

ส่วนองค์ชายรองแห่งต้าฉีนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินใหญ่ก้อนหนึ่งในศาลบรรพชนของหมู่บ้าน กำลังปิ้งย่างบนเตาถ่านพลางรับศึกหมากล้อมหินครั้งใหญ่กับผู้อาวุโสเครายาวคาบกระบอกยาสูบคนหนึ่ง ท่าทางสบายใจยิ่งยวด

เมื่อนึกถึงตนเองที่กังวลหวาดกลัว จำเป็นต้องเสี่ยงไปรับมือกับการซ้อมรบแทน แต่เซียวอ๋องกลับเล่นเดินหมากอยู่กับคนที่นี่ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนก็โมโหขึ้นมา นางก้าวขึ้นหน้าไปหยุดอยู่ข้างกายเซียวอ๋อง ก่อนย่อกายลงเอ่ย “หม่อมฉันยังแอบกังวลว่าท่านอ๋องจะไม่ชินกับน้ำดินที่นี่ นึกไม่ถึงว่าท่านอ๋องจะทรงมีอารมณ์สุนทรีย์เพียงนี้ แม่ทัพเซี่ยวกับหม่อมฉันมารบกวนท่านอ๋องเข้าหรือไม่เพคะ”

เซียวอ๋องหัวเราะเสียงดัง กวาดหมากในมือแล้วหันมาเอ่ยกับอวี้ฉือเฟยเยี่ยน “ก็เพราะว่ามีเยี่ยนเอ๋อร์อยู่ ข้าถึงเดินหมากอย่างสบายใจได้!”

วิธีเล่นหมากล้อมในชนบทแตกต่างจากในวัง เซียวอ๋องไม่คุ้นกับกฎการเล่นจึงแพ้มาหลายกระดานติดแล้ว ตอนนี้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนมาช่วยแก้สถานการณ์พอดี เขาจึงกวาดกระดานล้มเสียเลย

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนก้มหน้าลงลอบเบ้ปาก ตอนที่นางมาถึงเหลือบมองกระดานหมากไปครั้งหนึ่ง เห็นว่าหมากดำของเซียวอ๋องถูกล้อมเอาไว้แน่นหนา อีกไม่กี่ก้าวก็จะจนตรอกอยู่แล้ว ทว่ากลับใช้ลูกไม้เดิมซ้ำ ล้มกระดานหมากจบปัญหา

นิสัยการเดินหมากของคนผู้นี้ยังคงย่ำแย่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย!

เซี่ยวชิงเห็นเซียวอ๋องสุขสบายดี หินก้อนใหญ่ในใจถึงร่วงลงพื้น ก้าวไปคุกเข่าข้างเดียวเอ่ย “กระหม่อมมาช่วยเหลือไม่ทันกาล ให้ท่านอ๋องทรงได้รับความตกใจแล้ว ขอเชิญท่านอ๋องเดินทางกลับจวนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เซียวอ๋องตบบ่าเซี่ยวชิงยิ้มเอ่ย “เติ้งไหวโหรวใช้แผนถอนฟืนจากไฟเป็นเรื่องที่ข้าคาดไม่ถึงเอง เกี่ยวอันใดกับเจ้า” แล้วหันกลับไปเอ่ยกับผู้อาวุโสคู่เดินหมาก “ท่านถาน วันนี้รบกวนหมู่บ้านท่านแล้ว ข้าจะให้คนทิ้งเงินไว้เยอะหน่อย ชดเชยความเสียหายของทุกคน”

ผู้อาวุโสรีบเอ่ยตอบ “มิกล้าๆ”

เซี่ยวชิงตั้งใจจะรายงานสถานการณ์ซ้อมรบในวันนี้ต่อ เพิ่งจะเกริ่นขึ้นมา เซียวอ๋องก็โบกมือเอ่ย “เจ้าทำได้ดีมาก” ฟังความหมายคือเซียวอ๋องกลับรับรู้มาก่อนแล้ว

ที่แท้ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนเซียวอ๋องก็วางเส้นสายไว้ที่สนามฝึกเรียบร้อย อาศัยเส้นสายกับเหยี่ยวนักล่าที่ผ่านการฝึกพิเศษ ถึงแม้เซียวอ๋องจะไม่ได้ไปยังสนามฝึกด้วยตนเอง แต่ยังคงรับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น

เซี่ยวชิงเห็นแววตารักใคร่สุดแสนที่เซียวอ๋องมองหัวหน้าโจรหญิงผู้นั้นแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเซียวอ๋องพอใจที่เขายอมรับให้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนบัญชาการรบมากที่สุดต่างหาก

ในเมื่อเปิดทางได้แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ไม่สมควรอยู่นาน หลังออกจากหมู่บ้านชิงเขอไจ้ได้ไม่นานฟ้าก็มืดสนิทลง

เมื่อเห็นว่าเซียวอ๋องวางหูตาและเตรียมภาพร่างค่ายกลที่มีความเฉพาะเจาะจงเอาไว้ อวี้ฉือเฟยเยี่ยนรู้สึกว่าเซียวอ๋องน่าจะมีการเตรียมตัวล่วงหน้า ต่อให้นางไม่ลงสนาม เซียวอ๋องก็น่าจะมีแผนสำรองอยู่ดี ไม่แน่อาจไม่พอใจที่นางมายุ่มย่ามอีกด้วย เมื่อรู้สึกว่านางทำเรื่องเกินความจำเป็น อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเองก็ไม่ค่อยมีชีวิตชีวานัก เซียวอ๋องโอบไหล่นางพลางถาม “เป็นอะไรไป มีใครทำให้เจ้าไม่พอใจเข้าหรือ”

อวี้ฉือเฟยเยี่ยนตอบเรียบๆ “ท่านอ๋องทรงเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า หม่อมฉันรู้สึกว่าวันนี้แอบบุ่มบ่ามไปบ้าง ทั้งบุกค่ายทหารและบังคับให้แม่ทัพเซี่ยวทำผิดกฎของค่าย ให้สตรีออกเรือนคนหนึ่งอย่างหม่อมฉันขึ้นแท่นบัญชาการ…”

พูดถึงตรงนี้นางพลันนึกอะไรได้ รู้สึกขึ้นมาว่าบางทีเซียวอ๋องอาจตั้งใจยืมโอกาสนี้ให้นางได้แสดงฝีมือ มิฉะนั้นควรจะอธิบายเรื่องภาพร่างค่ายกลที่กองอยู่ในจวนอ๋องพวกนั้นอย่างไร เรียกได้ว่ากลัวใครบางคนไม่คุ้นชินกับค่ายกลชัดๆ ยังกำกับคำอธิบายละเอียดเสียน่าดูอีกด้วย มิหนำซ้ำเขาถูกขังอยู่ในหมู่บ้านชิงเขอไจ้ ทว่ากลับไม่รีบร้อนออกมาเลยสักนิด…ไม่กลัวว่านางจะทำการซ้อมรบพ่ายแพ้เลยหรือไร

ตอนที่นางเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเซียวอ๋องยิ้มน้อยๆ อยู่ตามคาด “น่าเสียดายที่ข้าถูกขังอยู่ มิฉะนั้นจะต้องขอรับชมความสามารถในการวางกลยุทธ์ของเยี่ยนเอ๋อร์กับตาตนเองแน่นอน กลางวันวันนี้เยี่ยนเอ๋อร์ได้สนุกเต็มที่หรือไม่”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 มี.. 68

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: