บทที่ 1
ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร่าง
ทว่าจวนหย่งเอินโหว ในตรอกฉงเหรินยังคงอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิเหมือนว่าอยู่คนละโลก
ตอนบ่ายฟ้าครามกระจ่างใส บนเฉลียงทางเดินของห้องอุ่น สาวใช้สวมชุดกระโปรงแพรเนื้อบางเบาสีเขียวหยกแบบเดียวกันแปดคนต่างประคองอ่างอี๋ซึ่งเป็นอ่างมีขา ด้านหน้าเป็นพวย ด้านหลังเป็นหูจับ ทำด้วยหยกสีขาวนวลเนียน ยืนรอตรงหน้าห้องอย่างสงบเสงี่ยม
รออยู่สักพักมือที่สวมกำไลหยกสีเขียวเข้มก็ยื่นมาเลิกม่านขึ้น “งานที่สั่งให้ทำเรียบร้อยหมดแล้วหรือ”
“พี่จิงเจ๋อโปรดวางใจ ผู้น้อยจัดเตรียมของที่ท่านหญิงโปรดปรานทุกอย่างแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ที่เป็นหัวหน้าตอบเสียงกังวานใส แล้วชี้ภาชนะแต่ละใบ “ในถ้วยชาคือน้ำหิมะดอกเหมยที่เก็บมาใหม่ๆ ตอนเช้านี้ นำขึ้นอุ่นบนเตา เพิ่งยกลงมาเลยเจ้าค่ะ ในกล่องอาหารนั่นมีนมตุ๋นอิงเถาขนมกลีบบุปผา ของว่างแปดอย่าง แต่ละชิ้นไม่ซ้ำกัน ในกล่องเครื่องหอมคือ ‘ซาฝ่าหลัน’ เครื่องหอมชนิดใหม่ที่ทางตะวันตกเพิ่งส่งเข้ามาฤดูหนาวนี้ ส่วนผ้าเช็ดมือใช้แพรวารีเนื้อนุ่มลื่นบางเบาที่สุดเจ้าค่ะ…”
“ความจำดีนี่” จิงเจ๋อเอ่ยชมพลางพิจารณาคนพูด “เจ้าชื่ออะไร”
“ผู้น้อยชื่ออาชุนเจ้าค่ะ”
“จากนี้ไปเจ้าชื่อกู่อวี่แล้วกัน ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เจ้าพาพวกนางเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ท่านหญิงให้ดี”
กู่อวี่รับคำอย่างปรีดา แล้วนำกลุ่มสาวใช้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้องนอน
บุคคลสำคัญที่พวกนางเข้ามาปรนนิบัติคือบุตรสาวของหนิงกั๋วกงผู้ล่วงลับ…ท่านหญิงหย่งอิ๋งผู้เกี่ยวดองเป็นญาติและมาอาศัยอยู่ที่จวนโหวตั้งแต่เด็ก
แม้จะไม่ได้ถือกำเนิดในจวนโหว แต่กลับเป็นที่โปรดปรานของท่านโหวเสียยิ่งกว่าคุณหนูตัวจริงในจวน นางได้รับการเลี้ยงดูอย่างพะเน้าพะนอเอาใจมาตั้งแต่เล็กจนโต ของที่นางกินใช้ล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นเลิศ ถึงขั้นดื่มบัวหิมะตุ๋นน้ำนมแทนน้ำ บดผงไข่มุกต้มน้ำอาบ เรียกได้ว่าเป็นผู้พิถีพิถันกับความเป็นอยู่มากที่สุดในบรรดาสตรีสูงศักดิ์ของจวนโหว บางทีอาจมากกว่าสตรีสูงศักดิ์ทั้งเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าช่วงก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น สาวใช้ทั้งหมดในหอเหยากวงถึงได้ถูกไล่ออก เหลือเพียงพี่จิงเจ๋อที่เจอเมื่อครู่นี้คนเดียว
สาวใช้หน้าใหม่อย่างพวกนางเหมือนเป็ดถูกต้อนขึ้นเล้า ใจหนึ่งยินดีที่ได้รับโอกาส ทว่าอีกใจหนึ่งก็กลัวจะทำงานพลาดแล้วเดินซ้ำรอยกับสาวใช้กลุ่มก่อนหน้า
คิดมาถึงตรงนี้กู่อวี่ก็อดเกร็งขึ้นมาไม่ได้ คำเตือนของจิงเจ๋อหวนกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง…
‘ท่านหญิงไม่ชอบเสียงเอะอะ โดยเฉพาะหลังตื่นนอนใหม่ๆ พอเข้าห้องไปต้องเดินให้เงียบกริบไร้เสียงฝีเท้า จากนั้นทุกคนต้องอ้อมไปอยู่ข้างหลังท่านหญิง อย่าได้เดินไปเดินมาให้นางตาลายเป็นอันขาด’
‘ท่านหญิงรักสะอาด ตั้งแต่ผิวเล็บไปจนถึงซอกเล็บห้ามสกปรกแม้แต่น้อยถึงเข้าใกล้นางได้ หากมีคราบเปื้อนคราบดำ อย่าว่าแต่จะแตะตัวท่านหญิงเลย กระทั่งจะโผล่ไปให้นางเห็นยังไม่ได้ด้วยซ้ำ’
‘ท่านหญิงเป็นคนผิวบาง หากไฟในตี้หลงแรงเกินไปจะแสบหน้าได้ง่าย จำไว้ให้ดี จะปล่อยให้กังหันน้ำในหอหยุดหมุนไม่ได้เด็ดขาด ต้องรักษาความชื้นในห้องเอาไว้ตลอดเวลา…’
ยามทบทวนข้อควรจำเหล่านี้อยู่เงียบๆ ความประหลาดใจของกู่อวี่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ต้องเป็นผู้สูงศักดิ์แบบใดกันถึงได้จู้จี้จุกจิกปานนี้
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็น ‘เทพธิดา’ ในทันที
บนตั่งหญิงงามในห้องนอน เด็กสาววัยกำดัดสวมเพียงเสื้อคลุมโปร่งบางสีเหลืองอ่อนขนห่านทับเสื้อตัวในสีขาวน้ำนม ใต้แพรเนื้อบางเบาราวม่านหมอกคือลาดไหล่และลำคอนวลเนียน ทรวงอกตูมเต่ง เส้นโค้งเว้าบนเรือนร่างมีเนื้อมีหนังชวนมอง
เหนือขึ้นไปคือเรือนผมดำขลับเป็นมันเงาดุจเส้นไหม ดวงหน้ารูปไข่ขาวผ่องเกลี้ยงเกลาประหนึ่งหยก เรียวคิ้วดำเข้ม กลีบปากสีแดงชาด งดงามราวกับเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์ ประหนึ่งภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
กู่อวี่มองอย่างตะลึงลานจนฝีเท้าลนลานไปหมด นางรีบเดินไปที่ข้างตั่ง แล้วประคองถ้วยชาส่งให้อย่างไม่คล่องแคล่วนัก “ท่านหญิง เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
กำไลต้นแขนกระทบกันเสียงดังกรุ๊งกริ๊งกังวานใส มือเรียวยาวทว่ามีน้ำมีนวลข้างหนึ่งยกขึ้นรับถ้วยชาอย่างเกียจคร้าน
กู่อวี่แอบเหลือบตาขึ้นมองตามข้อมือขาวผ่องราวกับหิมะข้างนั้น
คนบนตั่งหลุบเนตรงามดุจเมล็ดซิ่งของตนลงต่ำ ใบหน้าดูอิดโรย หลังบ้วนปากเสร็จก็ยกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง ท่าทางเนือยชาเกียจคร้านขณะให้สาวใช้ที่อยู่ข้างหลังหวีผม ท่าทางเหมือนมีเหตุให้ไม่สบอารมณ์
เทพธิดาก็มีเรื่องรำคาญใจเหมือนกันหรือนี่
กู่อวี่รับจานรองถ้วยชากลับมาพลางคิดอย่างฉงนใจ ชั่วขณะที่เผลอใจลอย ถ้วยชาก็พลิกหกไปทางตั่ง
นางสูดลมหายใจเฮือก ยังไม่ทันได้ขอรับโทษก็ได้ยินเสียงร้องซี้ด…
พอหันไปมองก็เห็นสาวใช้ผู้ทำหน้าที่สางผมถือหวีซี่ถี่คุกเข่าลงกับพื้น “บะ…บ่าวซุ่มซ่าม…ทำหวีดึงผมท่านหญิงเข้า ท่านหญิงโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ!”
สาวใช้ทั้งห้องตัวแข็งทื่ออยู่กับที่อย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ได้แต่เหลือบมองกันไปมา สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าคนแล้วคนเล่าเรียงกัน “ท่านหญิงโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ!”
เจียงจื้ออีมุ่นหัวคิ้วพลางร้องซี้ดเบาๆ ขณะใช้ส่วนบนของฝ่ามือกดกระหม่อมที่เจ็บแปลบ แพขนตาดกดำหลุบลงช้าๆ แล้วหลับตาถอนหายใจเมื่อเห็นคราบน้ำบนชายกระโปรง
ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีสาวใช้คล่องงานให้เรียกใช้แม้แต่คนเดียวเช่นนี้ได้
พูดไปพูดมาก็ต้องโทษหนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นนั่นล่ะ
อากาศในฤดูเหมันต์ทั้งหนาวและแห้ง เจียงจื้ออีไม่ชอบออกไปตากลมข้างนอก ช่วงก่อนหน้านี้นางรู้สึกเบื่อหน่ายที่อยู่ว่างๆ เมื่อเห็นหีบหนังสือที่ร้านหนังสือซันอวี๋ส่งมาเอาใจมี ‘ตำนานอีอี’ ซึ่งนางเอกของเรื่องชื่อออกเสียงแบบเดียวกับนาง ดูท่าจะดวงสมพงศ์กัน นางจึงหยิบมาอ่านอย่างไม่คิดมาก
อันที่จริงเนื้อเรื่องไม่นับว่าแปลกใหม่ เพราะเป็นเรื่องราวความรักของหญิงสาวในเมืองหลวงผู้หนึ่งที่ต้องมาอาศัยชายคาญาติตนเอง
เปิดฉากมาก็บรรยายว่าหญิงสาวผู้นั้นสูญเสียบุพการีทั้งคู่ เคว้งคว้างไร้ที่พึ่งพิง ต้องมาอาศัยอยู่กับญาติ เป็นเหตุให้ได้พบกับชายหนุ่มรูปงามในเรือนหลังใหญ่ แล้วรักเขาอย่างหมดใจตั้งแต่แรกเห็น…
ความจริงเจียงจื้ออีเบื่อหน่ายเรื่องราวความรักระหว่างลูกพี่ลูกน้องเช่นนี้เสียเต็มประดาแล้ว
เพราะตัวนางเองก็อยู่ในฐานะญาติ สูญเสียทั้งบิดาและมารดาไปตั้งแต่อายุได้เจ็ดขวบ จากนั้นผู้เป็นลุงก็รับตัวมาเลี้ยงดูในจวนหย่งเอินโหว
อนิจจาบรรดาบุรุษที่เป็นญาติผู้พี่ในจวนนี้ใช้ไม่ได้เลยสักคนเดียว รูปร่างหน้าตาก็ย่ำแย่ไปคนละแบบ ดังนั้นพอได้อ่านเรื่องราวของลูกพี่ลูกน้องที่ผูกสมัครรักใคร่กัน แล้วเหลือบมองบรรดาญาติผู้พี่ของตนเองยามใด นางเป็นต้องห่อเหี่ยวใจเสียทุกครั้ง
ทว่า ‘ตำนานอีอี’ นั้นต่างออกไป ผู้ที่นางเอกของเรื่องผูกใจด้วยหาใช่ญาติผู้พี่ของตน แต่เป็นสหายร่วมสำนักศึกษาของญาติผู้พี่ เห็นแก่ความแปลกใหม่ดังกล่าว เจียงจื้ออีจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเล่นเพื่อฆ่าเวลา
ปรากฏว่าอ่านไปเรื่อยๆ หนังสือก็เกิด ‘สำแดงอภินิหาร’ ขึ้นมาเสียได้
ในหนังสืออีอีกับบุรุษผู้นั้นใจตรงกันอย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าดวงชะตาของทั้งคู่กลับเป็นอริกัน นับแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตของอีอีก็พบเจออุปสรรคไปเสียทุกอย่าง
อยากใช้พิราบส่งจดหมายไปหาชายคนรัก พิราบสื่อสารก็ตาย
มอบหมายให้บ่าวนำของแทนใจไปให้เขา บ่าวกลับนำของไปจำนำแลกเงินแล้วหนีหายไป
ลอบนั่งรถม้าไปหาคนรัก ทว่าเพิ่งออกจากคฤหาสน์แล้วก้าวขึ้นแท่นเหยียบ แท่นก็หักจนข้อเท้าแพลง
อ่านมาถึงตรงนี้เจียงจื้ออีก็ให้สะท้อนใจนัก โชคดีที่แท่นเหยียบนั้นหักลงตรงหน้าคฤหาสน์มิใช่บนถนนในตลาด หาไม่แล้วหากเกิดในที่แจ้ง เมื่ออยู่ในเมืองหลวงเช่นนี้ สตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่เกิดข้อเท้าแพลงต่อหน้าธารกำนัลจะเสียหน้าป่นปี้เพียงใด…
วันรุ่งขึ้นเจียงจื้ออีออกจากจวน ตอนก้าวลงจากรถม้า หัวรองเท้าหุ้มแข้งเพิ่งจะหย่อนลงไปตรงแท่นเหยียบก็ได้ยินเสียงดังกร๊อบ แท่นเหยียบดันเกิดแยกร่างกลางถนนเสียอย่างนั้น
‘…’
ผู้คนที่สัญจรไปมาคับคั่งหันมามองเป็นตาเดียว
ไม่เคยเลยสักครั้งที่เจียงจื้ออีจะถูกจ้องมองด้วยเหตุเช่นนี้ นางดึงผ้าแพรคลุมหมวกด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วหันหลังกลับขึ้นไปบนรถม้า เมื่อกลับถึงจวนก็นั่งนิ่งหน้าคันฉ่อง แต่งตัวอยู่ราวหนึ่งถ้วยชา* แล้วสั่งให้ไล่คนครัวประจำจวนออกไปอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
ปรากฏว่ากว่าที่พวกบ่าวไพร่จะรู้และเข้าใจเจตนาของเจียงจื้ออีก็ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม กลุ่มบ่าวประจำรถม้ารวมตัวกันมาโขกศีรษะซ้ำๆ บอกว่าต้นเหตุไม่ใช่เพราะนางกินเยอะจนอ้วนอย่างเด็ดขาด ขอนางโปรดถนอมร่างกายให้มาก หากจะลงโทษก็ลงโทษพวกตนเถิด
ลงโทษพวกเขาแล้วจะช่วยกู้หน้านางที่แหลกยับเยินไปกลางถนนได้หรือไร…
เจียงจื้ออีโบกมืออย่างหงุดหงิด สั่งให้คนเหล่านั้นไปทำแท่นเหยียบโลหะอันแข็งแรงทนทานมาแทน เรื่องถึงจบลงได้
ครานั้นนางเพียงแค่คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ
จวบจนสองวันให้หลัง เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้น นางได้หยิบหนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นมาอ่านอีกครั้ง เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่อีอีอยากแต่งตัวให้งดงาม จึงไปตัดชุดใหม่ที่ร้านตัดเสื้อ ปรากฏว่าเสื้อผ้าชุดนั้นกลับบินหายไปได้แม้ไร้ปีก
รอบนี้เจียงจื้ออียังไม่ทันได้สะทกสะท้อนใจ สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าเมื่อครู่ไปรับชุดกระโปรงย้อมสีเหลืองขมิ้นให้นางที่ร้านตัดเสื้อ ปรากฏว่าได้รับมาแต่กล่องเปล่าๆ
‘…’
เจียงจื้ออีเปิดหนังสือเรื่องเล่าออกดู แล้วถามสาวใช้ว่า ‘หลงจู๊เบิกตากว้าง หายใจฟืดฟาดจนหนวดปลิว บอกว่านำกระโปรงชุดนั้นใส่ลงกล่องกับมือตนเอง เหตุใดถึงอันตรธานไปทั้งที่ไม่มีปีก เกรงว่าโจรจะขึ้นร้านเสียกระมัง’
‘ท่านหญิงทราบได้อย่างไรกันเจ้าคะ’
เพราะในหนังสือเขียนไว้เช่นนี้น่ะสิ
เจียงจื้ออีมองหนังสือเรื่องเล่าที่อยู่ในมือ คราวนี้ชักเริ่มเอะใจนิดๆ
อย่าบอกนะว่าตัวอักษรหมึกบนกระดาษขาวนี้มีพลังลึกลับ ทำให้ข้าประสบเรื่องราวที่ได้อ่านเองกับตัว
เช่นนั้นก็อยากรู้นักว่ามันยังจะทำอะไรได้อีกบ้าง
นางอ่านเคราะห์กรรมลำดับถัดไปของอีอีที่เขียนไว้ในหนังสือ…
‘เปิดกล่องของขวัญที่ชายคนรักส่งมาแล้วเจอซากหนูตายครึ่งตัว…’
จากนั้นเจียงจื้ออีก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
‘ชายคนรัก’ น่ะนางไม่มีหรอก แต่ ‘ชายที่อยากเป็นคนรัก’ นางมีอยู่มากมาย บังเอิญนัก อีกสามวันให้หลังจะถึงวันเกิดนางพอดี เชื่อว่าป่านนี้พวกคุณชายผู้มีอันจะกินเหล่านั้นคงกำลังเค้นสมองคิดอยู่เป็นแน่ว่าควรหาของล้ำค่าใดมาแสดงความเอาใจใส่ต่อนางดี
นางจึงให้โอกาสพวกเขาด้วยการประกาศว่าผู้ใดนำของขวัญมามอบให้ที่จวนภายในสามวันหลังจากนี้ ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ท่านหญิงหย่งอิ๋งจะตอบแทนด้วยชาหนึ่งถ้วยทุกคน
ได้ยินเช่นนี้เข้า เหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ก็พากันมาขอดื่มชาจนธรณีประตูจวนแทบพัง แม้กระทั่งพวกคุณหนูที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กับนางมานานยังมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทว่านางสั่งให้จิงเจ๋อไปเปิดกล่องของขวัญกล่องแล้วกล่องเล่าอยู่สามวันติดต่อกัน อย่าว่าแต่หนูครึ่งตัวเลย กระทั่งหางหนูก็ไม่ได้เห็น
‘ที่แท้ภูตผีก็เกรงกลัวผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เหมือนกันนะเจ้าคะ ทีกับชาวบ้านธรรมดาล่ะเก่งนัก พอเป็นผู้สูงศักดิ์กลับไม่กล้าเล่นงาน’ จิงเจ๋อหัวเราะขบขันกับนาง
เจียงจื้ออีเห็นพ้อง หนังสือเรื่องเล่านี้ก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไร นางแค่นเสียงหึขึ้นจมูก แล้วอ่านต่อ
เมื่อเปิดหนังสือเรื่องเล่าขึ้นมาอีกครั้งก็เจอหน้าที่พูดถึงป้าสะใภ้ของอีอี
ที่แท้ป้าสะใภ้ไม่ได้รับอีอีมาอยู่ด้วยเพราะความสงสาร แต่เป็นเพราะตอนนั้นบุตรชายคนหนึ่งของตนป่วยกระเสาะกระแสะ กำลังอยากได้อีอีที่มีดวงหนุนนำกันมาช่วยสะกดโรคร้ายพอดี
พออีอีเข้ามาอยู่ในบ้าน บุตรชายก็อาการดีวันดีคืนจริงๆ ป้าสะใภ้มีหรือจะยอมปล่อยน้ำเข้านาผู้อื่น มีแต่ต้องหาสารพัดแผนการมากีดกันอีอีกับชายคนรักอยู่แล้ว
เคราะห์ร้ายที่รุมเร้าอีอีนั้น แท้ที่จริงเป็น ‘เคราะห์สร้าง’ ที่ป้าสะใภ้จัดฉากขึ้นมา
แต่ป้าสะใภ้ไม่คาดคิดเลยว่าแม้จะเฝ้าลอบวางแผนกลั่นแกล้งอย่างลับๆ เพียงไรก็พรากทั้งคู่จากกันไม่สำเร็จ
เมื่อหนทางอื่นไม่ได้ผล ป้าสะใภ้ก็หันไปพึ่งคุณไสย ให้นักพรตช่วยจัดงานมงคลสะเดาะเคราะห์
เห็นว่าขอเพียงตัดผมฝ่ายชายและฝ่ายหญิงคนละหนึ่งปอยมาถักเข้าด้วยกันเป็นเปีย บรรจุลงในถุงหอมที่ปรุงขึ้นเป็นพิเศษ แล้วให้ฝ่ายชายพกติดตัวไว้หนึ่งเดือนเต็ม ฝ่ายหญิงก็จะค่อยๆ ลุ่มหลงฝ่ายชายเหมือนโดนอาคมมืด ภายหลังเมื่อได้ ‘ผูกพัน’ กัน ฝ่ายชายก็จะ ‘ดึงหยินเสริมหยาง’ ได้อย่างราบรื่น
เจียงจื้ออีขมวดคิ้วด้วยความขยะแขยงเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ พอจะโยนหนังสือเรื่องเล่าโสมมเล่มนี้ทิ้งก็พลันชะงัก
จู่ๆ นางก็นึกได้ว่าวันหนึ่งเมื่อเดือนก่อนหลังตื่นนอนตอนเช้า สาวใช้ที่ทำหน้าที่สางผมพบว่าเส้นผมของนางแหว่งหายไปปอยหนึ่ง
รอยแหว่งเรียบเสมอกันอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นไม่มีใครคิดถึงความเป็นไปได้อื่น ต่างนึกว่าถูกแมวที่นางเลี้ยงไว้ตะปบขาด
อย่าบอกนะว่าแท้ที่จริงแล้วผมปอยนั้นถูกใครนำไปทำคุณไสย!
เจียงจื้ออีมองปอยผมที่ยังไม่ยาวกลับมาดังเดิม ไอเย็นแล่นริ้วขึ้นมาตามไขสันหลัง แล้วปิดหนังสือเรื่องเล่าโดยพลัน
นับแต่วันนั้นเจียงจื้ออีไม่เคยได้หลับเต็มตื่นแม้แต่คืนเดียว หลับไปทีไรเป็นต้องฝันว่ามีคนย่องเข้าเรือนในยามวิกาลแล้วใช้กรรไกรตัดผมตนไป
ภาพฝันสมจริงเหลือคณา ทุกคราวคนที่ลงมือล้วนเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิด ไม่แปลกที่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วนางไม่อาจเรียกใช้ใครอย่างสบายใจได้เลย
นางไล่สาวใช้ประจำตัวที่มีอยู่แต่เดิมไปนอกเรือนทั้งหมด แล้วให้จิงเจ๋อไปสืบมาให้แจ้งว่าเส้นผมของนางตกอยู่ในมือบุรุษคนใดในจวนจริงหรือไม่
เพิ่งคิดมาถึงตรงนี้เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น จิงเจ๋อกลับมาแล้ว “ท่านหญิง ของที่ท่านหญิงต้องการส่งมาแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงจื้ออีหยัดตัวตรง ก่อนจะโบกมือ
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเป็นทิวแถวถอยออกจากห้องอย่างสงบเสงี่ยม
จิงเจ๋อหับประตูเข้าหากัน ไม่ทันได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็รีบยื่นลูกตุ้มบรรจุเครื่องหอมลายบุปผาสกุณาสีทองอร่ามไปให้ “ลูกกำยานของคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
เจียงจื้ออีปรายตามองของสิ่งนั้น แล้วหยิบแพรพกมาคลุมฝ่ามือ ก่อนจะรับของมา
หากไม่ใช่เพราะอยากตรวจดูให้รู้แจ้ง ไม่มีเสียหรอกที่นางจะยอมสัมผัสของที่ญาติผู้พี่ผู้นี้พกติดตัว
พี่ชายใหญ่ของนางเป็นบุตรชายภรรยาเอกเพียงหนึ่งเดียวในจวน ป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่เด็ก ป้าสะใภ้เลี้ยงดูอย่างพะเน้าพะนอตามใจมาจนโต เคยไปเล่าเรียนหนังสืออยู่ไม่เท่าไร วันๆ หากไม่ขลุกอยู่ในบ่อนพนันก็ไปเตร็ดเตร่ดื่มสุราตามหอคณิกา ยังไม่ทันถึงวัยครอบเกี้ยว ก็เกลือกกลั้วอบายมุขมาทุกรูปแบบ
สองสามปีก่อนถึงขั้นมีหญิงคณิกานางหนึ่งบุกมาถึงจวน ร่ำไห้ฟูมฟายว่าตั้งครรภ์บุตรของพี่ชายใหญ่ เรียกร้องขอสถานะจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต
แน่นอนว่าสุดท้ายหญิงคณิกาผู้นั้นหาได้แต่งเข้าจวนไม่ เพราะป้าสะใภ้เล็งเห็นข้อดีข้อเสีย รู้ว่าหากเก็บเด็กไว้ ยากยิ่งที่พี่ชายใหญ่จะได้แต่งงานกับสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ในภายภาคหน้า จึงบังคับให้หญิงคณิกาทำแท้งแล้วไล่ไปให้พ้นจากเมืองหลวง ตามล้างตามเช็ดปัญหาให้บุตรชายอย่างรวดเร็วฉับไว
พี่ชายใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เขาทำตัวสงบเสงี่ยมได้ไม่กี่วันก็ออกเที่ยวหอคณิกาดังเดิม
ต่อมามีอยู่ครั้งหนึ่งเจียงจื้ออีเจอพี่ชายใหญ่เข้าโดยบังเอิญ ได้ยินอีกฝ่ายคุยกับสหายกินเที่ยวของตนอย่างออกรสเรื่องยาดองสุราที่ดื่มแล้วมีความสุขราวกับขึ้นสวรรค์และรสชาติที่ทำให้คนอ่อนระทวยไปทั้งร่าง…
พอมองรูปโฉมของพี่ชายใหญ่ที่เบ้าตาลึกโหล ใต้ตาดำคล้ำดูสกปรก นับแต่นั้นมาแค่จะเหลือบมองอีกฝ่ายเจียงจื้ออียังกลัวสกปรกสายตาเลย
เมื่อวานจิงเจ๋อเล่าให้ฟังว่าระยะนี้คุณชายใหญ่พกลูกกำยานติดตัวตลอดเวลา นางยังรู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้
หากไม่ฟั่นเฟือนไปเสียก่อนจนไม่รู้จักสำเหนียกตัว พี่ชายใหญ่จะกล้าใช้วิธีการเยี่ยงนี้กับนางได้อย่างไร
ขนาดทั้งเมืองหลวงมีบุรุษสูงศักดิ์เพียบพร้อมรอให้นางเลือกอยู่มากมายก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าตานางแม้แต่คนเดียว หากจู่ๆ นางหลงใหลบุรุษพรรค์นี้ที่พาออกไปพบปะผู้คนไม่ได้ขึ้นมา ใครก็ต้องดูออกทั้งนั้นว่านางถูกคุณไสย!
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าคุณไสยนี้ถูกเปิดโปงโดยไม่ต้องทำอะไรเลยไม่ใช่หรือไร
แม้พี่ชายใหญ่จะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งยังนิสัยไม่ดี แต่ก็คงไม่เลวร้ายไปหมดทุกอย่างจนกระทั่งโง่เขลาเบาปัญญาด้วยหรอกกระมัง
นางคิดพลางเปิดสลักลูกกำยานออก พอเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในก็รีบโยนลูกกำยานนั้นทิ้งโดยพลัน
จิงเจ๋อสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้างมองสิ่งที่หลุดออกมาจากลูกกำยาน “นี่มัน!”
เจียงจื้ออีใช้แพรพกเช็ดมืออย่างเอาเป็นเอาตาย กลีบปากแดงระเรื่อพะเยิบพะยาบอยู่หลายครั้งกว่าจะส่งเสียงออกมาได้ “จะ…เจ้าโง่นี่สติวิปลาสไปแล้วจริงๆ!”
บทที่ 2
สิ่งที่ตกอยู่บนพื้นคือผมเปียปอยหนึ่งที่ขดเป็นก้อน ที่ถูกต้องบอกว่าสองปอย ปอยหนึ่งมีสีดำขลับดุจน้ำหมึก นุ่มสลวยเงางาม ส่วนอีกปอยหนึ่งมีสีอ่อน เส้นผมหยาบแข็งกระด้าง
ทว่าเส้นผมทั้งสองปอยถูกถักเข้าด้วยกันเป็นปอยเดียว แล้วขมวดม้วนเป็นก้อนไว้
ครั้นเห็นเจียงจื้ออีขยำแพรพกเนื้อตัวสั่นเทา จิงเจ๋อก็รีบเดินมาลูบหลังผู้เป็นนายพลางปลอบโยน “ท่านหญิงอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ ยังไม่แน่ว่าลูกกำยานนี้จะเป็นคุณไสยอะไรนั่นจริง อย่างคราวก่อนที่แท่นเหยียบพัง ท่านหญิงก็หาได้ข้อเท้าแพลงไม่ เท่ากับว่าเหตุการณ์ในหนังสือเกิดขึ้นจริงเพียงครึ่งเดียวไม่ใช่หรือเจ้าคะ บางทีคุณชายใหญ่อาจเพียงแค่เอาเส้นผมของท่านไปแก้เคล็ดว่าได้ผูกผมกันก็ได้…”
“เพียงแค่?” เจียงจื้ออีเลิกคิ้วสูง ตัวสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเก่า
“บ่าวพูดผิดไปเจ้าค่ะ ทำเช่นนั้นก็เท่ากับ…เท่ากับคางคกอยากกินเนื้อหงส์ฟ้าเช่นกัน เป็นเสนียดเกินทนแล้ว!”
เจียงจื้ออีโยนแพรพกทิ้งไปอีกทาง ก่อนสูดหายใจเข้าลึกเบาๆ พร้อมใช้นิ้วชี้เคาะขมับ
จิงเจ๋ออ้อมมายืนข้างหลัง นวดคลึงขมับให้ผู้เป็นนาย
“มีผู้ใดเห็นเจ้าลงมือหรือไม่”
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ บ่าวให้คนลงมือกลางถนน ตอนนั้นคุณชายใหญ่ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย จวบจนกลับจวนแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าลูกกำยานหายไป ตอนนี้กำลังวิ่งไปที่เรือนฮุ่ยเฟิงเจ้าค่ะ”
เจียงจื้ออีลืมตาขึ้น
จิงเจ๋อถาม “พวกเราไปดูกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
หลังล้างกลิ่นอัปมงคลที่ติดมือออกไป เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเสื้อผ้าฤดูหนาวเรียบร้อยแล้ว เจียงจื้ออีก็ย่างเท้าออกจากหอเหยากวง
จากเฉลียงทางเดิน ข้ามสะพาน ผ่านภูเขาจำลอง อ้อมป่าจำลอง บ่าวรับใช้ตามรายทางเมื่อเห็นเสลี่ยงสีสันงดงามเขียนลายทองเข้าก็พากันหยุดงานปัดกวาดที่ทำอยู่ด้วยความประหลาดใจ แล้วหลบไปยืนข้างทางอย่างนอบน้อม
แม้ท่านหญิงจะเข้ามาอาศัยอยู่ในจวนเกือบสิบปีแล้ว แต่กลับไปมาหาสู่กับญาติในจวนไม่มาก
ช่วงแรกๆ ยังดีหน่อย ท่านโหวมักพาท่านหญิงน้อยไปเยี่ยมเยียนเรือนใกล้เคียง ภายหลังท่านโหวต้องเดินทางไปทำงานต่างพื้นที่เป็นระยะ ท่านหญิงจึงอยู่แต่ในหอฝั่งตะวันตกที่ท่านโหวสร้างให้เป็นสัดเป็นส่วนโดยเฉพาะ ใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่ข้องแวะกับผู้ใด กระทั่งกับฮูหยินก็ยังห่างเหินกันไป
ในปีหนึ่งบ่าวรับใช้ที่ทำงานนอกเรือนอย่างพวกเขาได้เห็นท่านหญิงเพียงไม่กี่ครั้ง
เสลี่ยงโคลงเคลงผ่านซุ้มประตูวงเดือนซุ้มแล้วซุ้มเล่าจนมาถึงด้านนอกของเรือนฮุ่ยเฟิง
เสียงฉุนเฉียวของสตรีดังลอยขาดๆ หายๆ มาตามลม “บอกแล้ว…เมื่อวานพกจนครบกำหนดแล้ว…ดันไม่เก็บให้ดี…”
เสียงบุรุษในวัยหนุ่มแย้งว่า “ก็ข้าคิดว่ายิ่งพกนานยิ่งได้ผลนี่…”
“ท่านหญิงมาเยือนเจ้าค่ะ!” หญิงรับใช้ในเรือนตาไวร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง
บทสนทนาของชายหญิงก่อนหน้านี้เงียบหายทันที
เจียงจื้ออีเม้มปากเป็นเส้นตรง มือหนึ่งจับเตาอุ่นมือแน่น อีกมือหนึ่งเกาะแขนสาวใช้ก้าวลงจากเสลี่ยง
“เหตุใดจู่ๆ ท่านหญิงถึงมาได้ มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันใดหรือไม่เจ้าค่ะ” หญิงรับใช้ปรี่มาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เจียงจื้ออีเดินเข้าเรือนโดยไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่าย
จิงเจ๋อที่ตามมาข้างหลังมองหญิงรับใช้ผู้นั้น ริมฝีปากฉีกยิ้มออกมา “ไฉหมัวมัว* พูดราวกับว่าหากไม่มีธุระ ท่านหญิงของพวกเราก็มาที่นี่ไม่ได้อย่างนั้นล่ะ”
“ใช่ที่ใดกันเล่า! วันนี้ฮูหยินยังบ่นคิดถึงท่านหญิงแต่เช้าเลยเจ้าค่ะ บอกว่าไม่ได้เจอท่านมาพักใหญ่แล้ว…” ไฉหมัวมัวเร่งฝีเท้าไล่ตามไป รีบแซงหน้าทั้งคู่ไป เหลือบมองเข้าไปในห้องโถงแวบหนึ่งก่อนถึงค่อยกุลีกุจอแหวกม่านให้
การโต้เถียงในห้องโถงยุติลงแล้ว
สตรีแต่งงานแล้วที่นั่งตรงตำแหน่งประธานสวมเสื้อคอปิดแขนยาวสีน้ำเงินปักลายห้าสีและดิ้นทอง มวยผมประดับปิ่นทองคำ ใส่ต่างหูไข่มุกทอง วางท่าสูงศักดิ์สง่างาม แต่เพราะเพิ่งตะเบ็งเสียงไปเมื่อครู่ เวลานี้จึงอยู่ในสภาพใบหน้าแดงก่ำและคอแข็งเล็กน้อย
ครั้นเห็นเจียงจื้ออีเดินเข้ามาข้างในห้องโถง จงซื่อ ก็รวบรวมสติพลางเก็บอารมณ์ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “จื้ออีมาได้อย่างไรกันนี่”
“มาชวนท่านป้าสะใภ้พูดคุยเรื่อยเปื่อยน่ะเจ้าค่ะ” นางตอบส่งเดช แล้วเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งต่ำลงมา
วันนี้ฟางจงหมิงสวมเสื้อคลุมคอกลมสีน้ำเงิน อนิจจาที่ใบหน้าหย่อนคล้อยดวงนั้นเป็นสีเหลืองหม่นเหมือนขี้ผึ้ง สีเสื้อคลุมอันสูงส่งจึงกลับกลายเป็นข่มเจ้าตัวให้ยิ่งหมอง มีเพียงดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นที่เป็นประกายขึ้นทันทีที่เห็นนางก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาข้างใน
เจียงจื้ออีสะกดความขยะแขยงที่ผุดขึ้นในใจ แล้วยกมือขึ้นแก้เชือกผูกเสื้อคลุมกันลม
ฟางจงหมิงปรี่มารับให้ “น้องหญิงส่งให้ข้าเถิด”
นางสะบัดชายเสื้อคลุมหนีมือข้างนั้น แล้วให้สาวใช้รับทั้งเสื้อคลุมและเตาอุ่นมือไป
จงซื่อรีบส่งสายตาให้บุตรชาย
ฟางจงหมิงกระแอมเบาๆ แล้วนั่งลงดังเดิม ไขว้ขาอย่างไม่สบอารมณ์
กิริยาทำหน้าเชิดมองคนอื่นของญาติผู้น้องนี้ เขาเห็นมาเกือบสิบปีก็ยังไม่ชินเสียที
น่าเสียดายที่ต่อให้สูงส่งมาจากที่ใด สักวันหนึ่งก็ต้องเนื้อตัวอ่อนระทวยรับความหฤหรรษ์ใต้ร่างบุรุษอยู่ดี
บัดนี้วันดังกล่าวอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว เขาก็แค่อยากใกล้ชิดคลอเคลียนางล่วงหน้าจะเป็นไรไปเล่า
จงซื่อหัวเราะหึๆ คลี่คลายบรรยากาศ “เมื่อครู่ป้าก็กำลังพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับพี่ชายเจ้าอยู่พอดีเลยเชียว”
เจียงจื้ออีนั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบ ก่อนรับถ้วยชาร้อนที่บ่าวรับใช้ยกมาให้ ข้อมือเล็กหมุนพลิกไปมาอย่างคล่องแคล่วขณะใช้ฝาถ้วยปาดฟองชาครั้งแล้วครั้งเล่า “บทสนทนาเรื่อยเปื่อยอะไรกันเจ้าคะที่สลักสำคัญถึงขนาดทำให้ท่านป้าสะใภ้ฉุนเฉียวได้”
“ไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอก แค่พี่ชายเจ้าดื้อรั้นนัก ป้าเลยต้องบ่นไปสองสามคำ” พูดพลางปรายตามองบุตรชาย “เห็นหรือไม่ ถูกน้องหญิงของเจ้าได้ยินเรื่องน่าอายเข้าเสียแล้ว”
“ไม่สลักสำคัญอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ระหว่างทางมาที่นี่หลานเห็นเรือนพี่ชายใหญ่มีคนเดินเข้าเดินออกให้วุ่น ปากก็พูดว่ากำลังหาอะไรสักอย่าง หลานยังนึกว่ามีขโมยขึ้นจวนเสียอีก”
สีหน้าของจงซื่อแข็งค้าง
ฟางจงหมิงเองก็ยกขาที่ไขว้ลง กลืนน้ำลายลงคอสบตากับมารดา
จงซื่อดวงตาวาววับ ปั้นยิ้มชี้ไปทางบุตรชาย “ก็เรื่องนี้ล่ะที่ทำให้ถูกป้าบ่น! วันนี้พี่ชายเจ้าออกไปข้างนอกแล้วทำยันต์อยู่เย็นเป็นสุขที่ป้าไปขอมาให้เมื่อเดือนก่อนหาย แล้วไม่รู้ว่าทำหล่นหายที่ใดเสียด้วย เลยต้องเรียกคนมาช่วยกันหาให้ทั่ว!”
“แค่ยันต์อยู่เย็นเป็นสุขแผ่นเดียว ทำหล่นหายก็ไปขอมาใหม่ได้นี่เจ้าคะ”
“ยันต์แผ่นนี้กว่าจะขอจากเจี้ยนเวยเทียนซือ มาได้ลำบากยากเย็นนัก ขอมาอีกแผ่นไม่ได้หรอก” จงซื่อชำเลืองมองบุตรชายเป็นเชิงตำหนิ
ฟางจงหมิงเอ่ยเสริม “ใช่ๆๆ น้องหญิงยังจำได้หรือไม่ สมัยที่ท่านย่าของพวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็นับถือเจี้ยนเวยเทียนซือมาก…”
“ท่านย่าของพวกเรา?” เจียงจื้ออีทำหน้าบึ้งตึง “ท่านย่าของข้าคือติ้งอันต้าจ่างกงจู่พี่ชายใหญ่พูดถึงผู้ใดกันเล่า”
“พูดจาส่งเดชอะไรของเจ้า!” จงซื่อที่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันถลึงตามองบุตรชาย ก่อนจะหันมายิ้มเอาใจเจียงจื้ออี “ปากพี่ชายเจ้าก็เป็นเช่นนี้เอง อย่าไปฟังเลย”
“เช่นนั้นในเมื่อให้ความสำคัญกับยันต์อยู่เย็นเป็นสุขนักหนา ก็ควรพกติดตัวสิเจ้าคะ เหตุใดท่านป้าสะใภ้ถึงได้บอกให้พี่ชายใหญ่เก็บไว้เล่า”
“ก็เทียนซือบอกว่าต้องพกติดตัวให้ครบสามสิบวันค่อยเก็บ ถึงจะมีพลังช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยแข็งแรง” จงซื่ออธิบาย
ครั้นเห็นมือเล็กที่กำลังปาดฟองชาชะงัก จงซื่อถาม “มีอะไรหรือ”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” เจียงจื้ออีบีบถ้วยชาที่ถืออยู่แน่นขึ้นทีละน้อย ก่อนจะวางลงบนโต๊ะเล็ก “แค่รู้สึกว่ามีวิธีการหยุมหยิมชอบกล ลำบากพี่ชายใหญ่แล้ว”
ความเกร็งเครียดของฟางจงหมิงมลายหายไปทันที เปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “เห็นหรือไม่ขอรับ แม้แต่น้องหญิงยังมองว่าหยุมหยิม ลูกถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่ายิ่งพกยันต์ยิ่งปลอดภัย ไม่แน่ว่าพกนานกว่ากำหนดอีกหน่อยไม่เพียงจะปลอดภัยแข็งแรง ยังจะมีดวงเรื่องคู่ครอง ได้กอดหญิงงามกลับเรือนด้วย!”
จงซื่อมองเขาอย่างแค้นเคือง “หากมีเวลาพูดจาเหลวไหลไม่เข้าเรื่องก็รีบไปหายันต์กลับมาให้ได้ดีกว่า!”
“ฉวยโอกาสที่ท่านโหวไปทำงานทางใต้…สองแม่ลูกนั่นเหมือนเป็นบ้าไปแล้ว!” จวบจนตามเจ้านายกลับมาที่หอเหยากวงแล้ว จิงเจ๋อก็ยังรู้สึกอึ้งตะลึงไม่หาย
ตอนแรกนางยังไม่เชื่อว่าโลกเราจะมีคุณไสยเยี่ยงนี้ แต่จากที่ท่านหญิงไปหยั่งเชิงเมื่อครู่ก็แน่ใจได้แล้วว่าไม่เพียงเรื่องคุณไสยจะเป็นความจริง ซ้ำคุณไสยดังกล่าวยังถูกใช้จนครบกำหนดหนึ่งเดือนเต็ม กำลังจะสัมฤทธิผลอยู่รอมร่อ
หากเป็นตามที่หนังสือบอก นับแต่นี้ไปท่านหญิงจะค่อยๆ ลุ่มหลงคุณชายใหญ่ แล้วร่วม…
เจียงจื้ออีเองก็คิดมาถึงตรงนี้พอดีเช่นกัน นางจำได้ว่าในหนังสือใช้คำว่า ‘เสพสมภิรมย์รัก’ นางถึงกับต้องยกมือกุมท้อง จู่ๆ ก็รู้สึกขยักขย้อนขึ้นมาทันที
จิงเจ๋อกุลีกุจอรินชาร้อนๆ ให้ นางอยากด่าออกมาสักหน่อย แต่รู้สึกว่าคำด่าใดก็ไม่สาแก่ใจทั้งนั้น
แม้หลายปีที่ผ่านมาท่านหญิงจะอาศัยชายคาจวนโหว แต่ก็มีทรัพย์สมบัติที่หนิงกั๋วกงทิ้งไว้ให้คอยค้ำจุน ไม่เคยต้องพึ่งพาเงินของจวนโหวแต่อย่างใด
แต่เพราะท่านหญิงมีสายเลือดราชวงศ์ ซ้ำสมัยยังมีชีวิตอยู่หนิงกั๋วกงได้สร้างคุณงามความดีเอาไว้ หลายปีมานี้รายรับจึงหลั่งไหลเข้าสู่จวนโหวมากมาย หน้าที่การงานของท่านโหวก็เป็นเสมือนนาวาที่ลอยสูงเพราะได้น้ำหนุน
อีกประการหนึ่งในทุกปีหอเหยากวงได้รับเพชรนิลจินดาและแพรพรรณเหลือคณานับ หากญาติพี่น้องสตรีในจวนมองชิ้นใดนานสักหน่อย ท่านหญิงเป็นต้องกระดกปลายคางยกให้ทุกครั้งไป
บางคนจับทางได้ว่าท่านหญิงใจกว้าง ด้วยคร้านจะจุกจิกหยุมหยิมกับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ การคิดคำนวณว่าจะสูบเลือดท่านหญิงอย่างไรให้สมกับบุญคุณที่เลี้ยงดูจึงหนักข้อขึ้นทุกปี จนมาตอนนี้ถึงขั้นหมายจะได้แม้แต่ตัวท่านหญิงเลยทีเดียว!
จิงเจ๋อเอ่ยขึ้น “ท่านหญิง พวกเราเผาของต่ำช้าในลูกกำยานทิ้งเถิดเจ้าค่ะ ดูซิว่าคุณไสยนี้จะยังสำแดงฤทธิ์ได้อย่างไรอีก”
พอได้จิบชาร้อนๆ ไปหนึ่งถ้วย ไอหนาวเย็นก็ค่อยคลายลงบ้าง เจียงจื้ออีขมวดคิ้วโบกมือให้คนสนิทจัดการตามที่เสนอ
ทว่าพอเห็นผมถักถูกจ่อเข้ากับเปลวเทียน นางก็เอะใจขึ้นมา “ช้าก่อน”
เผาทิ้งไปทั้งอย่างนี้มิเท่ากับว่ากลายเป็นเถ้าก็ต้องอยู่ด้วยกันหรอกหรือ
ขออย่าให้ข้าต้องแยกจากของโสมมเช่นนี้ไม่ได้แม้ตัวตายเลย!
เจียงจื้ออีห้ามจิงเจ๋อไว้ ก่อนให้อีกฝ่ายนำผมถักไปเก็บเป็นอย่างดีไว้ชั่วคราวก่อน แล้วนึกขึ้นได้ว่าบางทีหนังสือเรื่องเล่าอาจเขียนวิธีแก้ไว้ นางจึงหยิบ ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นออกจากหีบหนังสือมาดูอีกครั้ง
ในหนังสือกล่าวว่าหลังจากที่คุณไสยของป้าสะใภ้ครบกำหนด สถานการณ์ระหว่างอีอีกับชายคนรักได้พลิกผันอย่างรวดเร็ว…
จู่ๆ ก็มีรายงานด่วนจากชายแดน คนรักของอีอีเป็นคนของแม่ทัพ ต้องเร่งรุดไปต้านศึกที่แนวหน้า เป็นเหตุให้ต้องแยกจากอีอีอย่างจำใจ
ป้าสะใภ้ดีใจจนเนื้อเต้น รีบฉวยโอกาสหารือเรื่องจัดงานมงคลสะเดาะเคราะห์กับบุตรชาย
อีอีแอบได้ยินบทสนทนาของสองแม่ลูกโดยบังเอิญ เลยได้รู้ว่าครอบครัวนี้ชั่วช้าสามานย์เพียงใด แต่เนื่องจากต้องอาศัยชายคาของฝ่ายตรงข้าม อีอีจึงไม่กล้าฉีกหน้ากันอย่างโจ่งแจ้ง ได้แต่เสาะหานักพรตฝีมือดีเงียบๆ แล้วขอคำชี้แนะว่าจะแก้คุณไสยได้อย่างไร
นักพรตตอบว่าวิธีแก้นั้นไม่ยาก ขอเพียงนางใช้อาวุธคมกริบแกร่งกล้าที่มีไอหยางสูงตัดผมถักนั่นเป็นใช้ได้
อีอีฟังแล้วคิดกับตนเอง คนรักของข้าไปออกรบพอดีเลยไม่ใช่หรือ ไว้เขากลับมาพร้อมชัยชนะเมื่อไร กระบี่ประจำตัวที่ได้อาบเลือดกลางสมรภูมิของเขาจะเป็นอาวุธวิเศษสำหรับข้า ความรักของเขาและข้าแข็งกล้ายิ่งกว่าเหล็กกล้า ก่อนถึงเวลานั้นข้าจะต้องมั่นคงในความรู้สึก ไม่มีวันทรยศเขาเป็นอันขาด!
“…”
เจียงจื้ออีเหลือบตาขึ้นมองเรือนอันงามหรูของตน
แก้วแหวนเงินทองที่แข็งกล้ายิ่งกว่าเหล็กนางมีอยู่นับไม่ถ้วน ทว่าชายคนรักที่มีความรู้สึกแข็งกล้ายิ่งกว่าเหล็กนั้นเกรงว่าจะยังไม่ลืมตาดูโลก แล้วจะให้นางหาใครมามั่นคงต่อความรู้สึกด้วยเล่า อีกทั้งจะให้ไปขออาวุธที่ได้อาบเลือดกลางสมรภูมิจากผู้ใด
นางครุ่นคิดพลางพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ
นักพรตในหนังสือมิได้ชี้แนะอะไรมากไปกว่านั้น และเรื่องราวตอนหลังก็ไม่ได้กล่าวถึงคุณไสยอีก เล่าเพียงว่าหลังชายคนรักจากไป อีอีก็ทุกข์ระทมด้วยความคิดถึงจนใจแทบขาดรอน เฝ้ารอข่าวชัยชนะจากชายแดนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หน้าหนังสือที่เหลือบางลงทุกขณะ แต่การศึกที่ชายแดนยังไม่สิ้นสุดเสียที ยิ่งเจียงจื้ออีพลิกหน้าถัดไปเร็วขึ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากลมากเท่านั้น
จวบจนอ่านรวดเดียวถึงหน้าสุดท้ายก็เห็นตัวหนังสือเล็กๆ เด่นหราอยู่บนหน้ากระดาษ…
‘จบเล่มต้น หากใคร่ทราบว่าเรื่องราวถัดจากนี้เป็นเช่นไร โปรดติดตามเล่มต่อไป’
“…”
ตอนกู่อวี่นำสาวใช้ที่ดูแลน้ำชาเข้ามาเติมชาให้ก็เห็นเจียงจื้ออีกำลังก้มหน้าก้มตารื้อหนังสือเรื่องเล่าจากในหีบออกมากองเป็นตั้งพอดี
“ท่านหญิงกำลังหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ” นางอดถามเกินความจำเป็นไม่ได้ “ถ้าอย่างไรบ่าวไปเชิญพี่จิงเจ๋อมาช่วยหาดีหรือไม่”
“ไม่ต้องแล้ว”
เจียงจื้ออีกวาดตามองหนังสือตั้งนั้น เพียงมองปราดเดียวก็รู้
ไม่มีเล่มต่ออยู่ในหีบหนังสือมาตั้งแต่แรก
ร้านหนังสือซันอวี๋ส่งเรื่องเล่านำเคราะห์ร้ายมาให้ยังพอทน แต่ดันส่งมาไม่ครบชุดเสียได้
เงินตกรางวัลออกจากหอเหยากวงของนางง่ายดายนักใช่หรือไม่
เจียงจื้ออีเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วสั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เตรียมรถม้าไว้ วันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปที่ร้านหนังสือซันอวี๋แต่เช้า”
“บ่าวจะให้คนไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
“ท่านหญิงจะออกไปข้างนอกพรุ่งนี้หรือเจ้าคะ” สาวใช้ที่ดูแลน้ำชาเอ่ยเตือน “เมื่อครู่บ่าวเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้ในเมืองจะมีเรื่องสำคัญนะเจ้าคะ”
“เรื่องอันใด”
“ดูเหมือนว่าแม่ทัพเทพสงครามที่ทำศึกชนะจากเหอซีจะกลับเข้าเมืองหลวงพรุ่งนี้ เกรงว่าตามถนนจะมีผู้คนเบียดเสียดเนืองแน่นจนรถม้าแล่นผ่านไม่ได้แน่เลยล่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้าหมายความว่าวันพรุ่งนี้ถนนทั้งเมืองฉางอันจะตกเป็นของแม่ทัพผู้นั้นผู้เดียว…” เจียงจื้ออีพลันชะงัก “เจ้าพูดถึงแม่ทัพชนะศึกคนใดกัน”
“คุณชายสกุลเสิ่นที่จากเมืองหลวงไปเมื่อสามปีก่อนอย่างไรเล่าเจ้าคะ…”
“คุณชายที่วันๆ ดีแต่วางท่าขี่ม้าไปมาบนถนน เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย ไม่เป็นโล้เป็นพาย เข้าคู่กันได้ดีกับพี่ชายใหญ่ของข้าน่ะหรือ” เจียงจื้ออีทำเหมือนได้ฟังเรื่องตลกขบขัน “เมื่อครู่เจ้าเรียกเขาว่าเทพอะไรนะ”
สาวใช้ที่ดูแลน้ำชาพลันชะงัก
กู่อวี่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก็ตั้งสติได้ ดึงสาวใช้ตาไร้แววผู้นั้นออกมา “สมัยนี้แค่เคยเข้าร่วมกองทัพก็เรียกเทพสงครามได้หมดแล้วหรือไร คนเหลาะแหละเยี่ยงคุณชายเสิ่นนั่นจะออกรบกับใครได้ มีค่าพอให้ปิดถนนทั้งเมืองหลวงด้วยหรือ อีกประการหนึ่งรถม้าของท่านหญิงเราแล่นออกไปข้างนอกทีไร มีคราใดบ้างที่ผู้คนไม่หลีกทางให้ แต่ไหนแต่ไรมามีแต่คนหลบไปยืนสองข้างทางให้ทั้งนั้น ใครเล่าจะกล้าเบียดท่านหญิง”
เช้าวันรุ่งขึ้นกู่อวี่นั่งในรถม้าที่แล่นได้ช้าราวกับเต่าคลาน ฟังเสียงอึงอลของผู้คนลอยเข้ามาทางหน้าต่าง มองสีหน้าเย็นเยียบของเจ้านายที่นั่งอยู่ด้วยกันแล้วอยากตบปากตนเองสักฉาด
ตอนออกจากตรอกฉงเหรินเมื่อครู่ยังดีอยู่แท้ๆ นางยังพูดเอาใจท่านหญิงว่าเคยได้ยินแต่จ้วงหยวนขี่ม้ารอบเมือง ไม่เคยได้ยินคุณชายเสเพลขี่ม้ารอบเมืองมาก่อน สาวใช้เมื่อวานตื่นตูมโดยใช่เหตุแท้ๆ
แม้ท่านหญิงจะไม่เอ่ยอะไร แต่ดูจากสีหน้าเห็นทีคงถูกใจคำพูดของนาง
แต่พอรถม้าแล่นออกมาถึงถนนด้านนอก ไม่รู้ว่าใครตีฆ้องป่าวประกาศว่าเหล่าแม่ทัพจากชายแดนกำลังจะเข้าเมืองแล้ว ชาวบ้านร้านตลาดเลยพากันออกมาจากตามตรอกซอกซอย ยืนมุงบนถนนสายหลักจนแน่นขนัด
เหล่าสตรีอายุน้อยอุ้มดอกไม้มาเต็มอ้อมแขน เด็กเล็กนั่งปรบมือเกรียวกราวอยู่บนบ่าผู้ใหญ่ เหล่าชายฉกรรจ์หอบบุตรจูงภรรยาไปแย่งจองตำแหน่งที่สูงที่สุด ทอดสายตามองไปเห็นแต่ผมดำๆ คลาคล่ำเต็มท้องถนน
สภาพเช่นนี้อย่าว่าแต่ท่านหญิงเลย ต่อให้ไท่ซั่งเหล่าจวินมาเองก็ทำอะไรไม่ได้
ฝ่าฝูงชนได้ระลอกหนึ่งก็ถูกตีโอบเข้ามาอีกระลอกหนึ่ง รถม้าโอ่อ่าเหมือนกลายเป็นเรือน้อยลอยลำเคว้งคว้างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร จะไปต่อก็ไปไม่ได้ จะหันหลังกลับก็ไร้ทาง
เจียงจื้ออีหลับตานั่งตัวตรงอยู่ในรถม้า พยับเมฆแห่งอารมณ์ปกคลุมบนใบหน้า ด้วยผ่านไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆ แล้วที่รถม้าแล่นต่อไม่ได้เสียที
หนึ่งก้านธูปก่อนจิงเจ๋อเห็นท่าไม่ดีจึงอาสาเดินไปเอาหนังสือจากที่ร้านมาให้ ให้เจียงจื้ออีไปพักรอที่โรงน้ำชาโดยมีกู่อวี่ติดตามรับใช้
แต่แล้วหนึ่งก้านธูปผ่านไปรถม้าก็ยังไม่อาจไปถึงโรงน้ำชาที่ดูเหมือนอยู่เพียง ‘ข้างทาง’ เสียที
ขณะที่เคลื่อนหน้าต่อไม่ได้ถอยหลังก็ลำบากอยู่นั้น เสียงกรนครอกๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ
เจียงจื้ออีเหลือบตาขึ้นน้อยๆ เห็นเจ้าก้อนฟูฟ่องที่ขดตัวซุกอกนางกำลังหลับปุ๋ยชนิดที่ต่อให้ฟ้าผ่าก็ไม่ยอมตื่นง่ายๆ
ก่อนออกจากจวนเมื่อเช้าเจ้าแมวตามมาพันแข้งพันขาไม่ห่าง นางคิดขึ้นได้ว่าตนเองทำตัวเย็นชาใส่มันด้วยเรื่องปอยผมขาดทั้งที่มันไร้ความผิดก็นึกสงสาร จึงอุ้มมันขึ้นรถม้ามาด้วย
ระหว่างที่นางหงุดหงิดใจอยู่ตรงนี้ เจ้าแมวกลับนอนหลับอย่างสบายใจ
“วันนี้เจ้ามากวนโมโหข้าโดยเฉพาะใช่หรือไม่” นางว่าพลางอุ้มแมวส่งให้กู่อวี่
ขณะที่เจียงจื้ออีกำลังก้มหน้าก้มตาปัดขนแมวออกจากกระโปรง ชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงกำยำกลุ่มหนึ่งก็เบียดกันวิ่งมาทางนี้
รถม้าพลันโคลงเคลง ปิ่นตุ้งติ้งบนเรือนผมของเจียงจื้ออีเอียงเฉจากแรงกระแทก มือเล็กที่อยู่ใต้แขนเสื้อเริ่มสั่น
ต่อให้เป็นพิธีขี่ม้ารอบเมืองของจ้วงหยวนคนใหม่ที่มีขึ้นสามปีครั้งก็ไม่เห็นมีคราใดที่อึกทึกครึกโครมเยี่ยงนี้
คนแซ่เสิ่นนั่นเก่งกล้าสามารถมาจากที่ใดกัน ถึงทำให้ผู้คนเบียดเสียดแย่งชิงเพื่อให้ได้เห็นหน้าเขาสักครั้งได้ถึงเพียงนี้
สาวใช้เมื่อวานเรียกเขาว่าอย่างไรนะ…เทพสงคราม?
ก็จริง…ห่างหายไปสามปี นางเกือบลืมเสียแล้ว เหตุใดคุณชายเสเพลสกุลเสิ่นผู้นั้นจะนับเป็น ‘เทพ’ ไม่ได้
เทพแห่งโรคระบาดตัวจริงเสียงจริงอย่างไรเล่า!
กู่อวี่ช่วยเจ้านายจัดเครื่องประดับให้เข้าที่มือเป็นระวิง แล้วชะโงกตัวออกไปนอกหน้าต่าง ขยับปากจะร้องบอกให้พวกองครักษ์ระมัดระวังสักหน่อย ก็พลันเห็นร่างคุ้นตาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาเสียก่อน
“ท่านหญิง พี่จิงเจ๋อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!” นางร้องอย่างยินดี
เจียงจื้ออีเหลือบตาขึ้น
“โชคดีจริงๆ พี่จิงเจ๋อเอาหนังสือเรื่องเล่าที่ท่านหญิงอยากอ่านมาได้แล้ว วันนี้ไม่นับว่ามาเสียเที่ยว ท่านหญิงนั่งอ่านหนังสือในรถม้าให้สำราญใจไปพลางๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ เชื่อว่าราชองครักษ์เกราะทองน่าจะใกล้มาเบิกทางแล้ว” กู่อวี่เอ่ย
เจียงจื้ออีฝืนรับว่าอืม สีหน้าพอจะดูดีขึ้นบ้างเสียที
ประตูรถม้าเปิดออก จิงเจ๋อที่เหนื่อยจนหายใจกระหืดกระหอบโดดขึ้นรถม้า
เจียงจื้ออียื่นมือออกไป แต่พบเพียงความว่างเปล่า
จิงเจ๋อรายงาน “ท่านหญิง บ่าวไม่ได้เล่มต่อกลับมาเจ้าค่ะ ลูกจ้างร้านหนังสือซันอวี๋บอกว่าหนังสือที่ท่านหญิงต้องการไม่ใช่หนังสือร้านเขา”
“หมายความว่าอย่างไร หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ในหีบที่หลงจู๊ร้านหนังสือซันอวี๋ส่งมาหรอกหรือ”
“พวกเขาตรวจดูท้ายเล่มแล้ว ไม่มีตราประทับของร้านหนังสือซันอวี๋จริงๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้ทำได้เพียงรอหลงจู๊กลับมาให้คำอธิบายเท่านั้น”
“แล้วหลงจู๊ไปที่ใด”
“หลงจู๊…” จิงเจ๋อกลืนน้ำลายลงคอแล้วชี้ไปข้างนอก “ไปรอดูแม่ทัพน้อยเสิ่นที่กลับมาพร้อมชัยชนะอยู่เจ้าค่ะ”
“…”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.