บทที่ 3
หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล
ประตูหน้าต่างปิดสนิท กั้นเสียงอึกทึกที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในทุกระลอกบนถนนใหญ่เอาไว้ เจียงจื้ออีได้พบกับความเงียบสงบในที่สุด
เจียงจื้ออีเกาะข้อมือจิงเจ๋อพลางสูดหายใจ พอเหลือบตาขึ้นเห็นคราบน้ำอันแสนน่าสงสัยเกาะอยู่บนม่านแพรคลุมหมวกหยดหนึ่ง นางก็นึกได้ว่าระหว่างเดินจากรถม้ามาที่โรงน้ำชาเมื่อครู่มีน้ำลายของใครต่อใครบ้างไม่รู้กระเซ็นมาโดนตลอดทาง นางก็พลันหน้ามืดตาลาย ร่างโงนเงนขึ้นมาทันที
จิงเจ๋อผวารีบประคองเจ้านายไว้ แล้วดึงม่านแพรคลุมหมวกตลอดจนหมวกสานออกให้อย่างคล่องแคล่ว จัดแจงปูผ้าขนเนื้อนุ่มสะอาดสะอ้านลงบนโต๊ะเก้าอี้ทุกตัวในห้องพิเศษ เปลี่ยนชุดน้ำชาเป็นของที่เตรียมมาเอง เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงประคองผู้เป็นนายไปนั่งตรงโต๊ะเล็กริมหน้าต่าง
เจียงจื้ออีที่ปรับลมหายใจจนเป็นปกติยกแพรพกขึ้นปิดจมูก “จุดเครื่องหอมอะไรน่ะ เหม็นจะตายอยู่แล้ว”
โรงน้ำชาคนแน่นขนัดแต่เช้า มีเพียงห้องพิเศษห้องนี้เท่านั้นที่คุณชายกลุ่มหนึ่งสละให้เมื่อครู่
หากไม่เพราะคนเหล่านั้นจำเจียงจื้ออีได้และอยากประจบเอาใจ เกรงว่าป่านนี้พวกนางคงไม่มีแม้แต่ที่ยืนด้วยซ้ำ อะไรทนได้ก็ต้องทนไปก่อน
จิงเจ๋อปรี่ไปดับเครื่องหอมสำหรับบุรุษที่ลูกค้ากลุ่มก่อนหน้าจุดไว้ “ท่านหญิง เปิดหน้าต่างไล่กลิ่นดีหรือไม่เจ้าคะ”
เปิดหน้าต่างเสียงดังทรมานรูหู ไม่เปิดก็ทรมานรูจมูก ระหว่างหูกับจมูกจำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เจียงจื้ออีโบกมืออย่างหงุดหงิด
จิงเจ๋อหันไปเปิดหน้าต่างพลางครุ่นคิดว่าจะบรรเทาโทสะเจ้านายอย่างไรดี
ความจริงหากแม่ทัพที่นำขบวนเข้าเมืองหลวงอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ในวันนี้เป็นผู้อื่น ท่านหญิงอาจไม่โมโหเท่านี้ แต่นี่กลับเป็นคุณชายเสิ่น
คุณชายเสิ่นผู้นี้ถือตัวว่าบิดาเป็นผู้บัญชาการเหอซี แต่ก่อนตอนยังอยู่ในเมืองหลวงชอบทำตัวกำแหงเอาแต่ใจ ไปที่ใดก็ดีแต่วางท่าเป็นคุณชายจอมเสเพล
เดิมทีท่านหญิงไม่ถูกชะตากับ ‘พวกรับมือยาก’ เช่นนี้อยู่แล้ว นับตั้งแต่บาดหมางกันด้วยปมจากจิ้งหรีดตัวเดียว ทั้งคู่ก็ราวน้ำกับไฟมาโดยตลอด เจอหน้ากันทีไรคนหนึ่งกระทบ อีกคนต้องกระเทียบ พอพูดจาไม่ถูกหูคนหนึ่งก็สะบัดแขนเสื้อขึ้นเกี้ยว อีกคนรั้งชายเสื้อคลุมขึ้นม้า เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร
ฝ่ายหนึ่งเป็นญาติคนสำคัญของฮ่องเต้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในตระกูลที่กุมอำนาจทางการทหาร คนรอบข้างจึงได้แต่มองไม่กล้าเข้าไปห้ามศึก ผ่านไปนานก็กลายเป็นความเคยชิน…บ้านใดอยากจัดงานเลี้ยงให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นต้องจำไว้ให้มั่น…ในงานมีเจียงต้องไม่มีเสิ่น มีเสิ่นต้องไม่มีเจียง
ความขัดแย้งในลักษณะนี้ดำเนินมาเป็นเวลานาน จวบจนสงครามทางเหอซีเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยข่าวการตายของผู้บัญชาการเสิ่นที่สิ้นชีพในสนามรบ
คุณชายเสิ่นรับพระราชโองการเร่งรุดไปที่แนวหน้าเป็นเวลาถึงสามปี
สามปีที่ผ่านมาทั้งคู่อยู่ไกลกันคนละขอบฟ้า เลยพอจะได้สงบสุขกันเสียที
ทว่าคุณชายเสิ่นผู้นี้เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นมารรังควานท่านหญิงของพวกนาง เพิ่งกลับคืนสู่เมืองหลวง เท้ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูเมืองด้วยซ้ำก็ขวางทางท่านหญิงเสียแล้ว!
“นี่ พวกเจ้าว่าหรือไม่ ท่านหญิงหย่งอิ๋งก็มารอต้อนรับเสิ่นหยวนเช่อเช่นกัน” ทันทีที่เปิดหน้าต่างเสียงของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาข้างใน ปรากฏว่ากลุ่มคุณชายที่สละห้องพิเศษให้เมื่อครู่ไปนั่งพูดคุยกันอยู่ห้องข้างๆ แทน
เจียงจื้ออีที่เพิ่งหยิบถ้วยชาขึ้นมาชะงัก แล้วผินหน้ามองสาวใช้คนสนิท
จิงเจ๋อบอก “คนพวกนี้พูดจาเหลวไหลอะไรอยู่ได้ บ่าวจะรีบไป…”
“เป็นไปได้อย่างไรเล่า! แต่ก่อนสองคนนี้ชังน้ำหน้ากันจนแทบอยากบีบคออีกฝ่ายให้ตายไม่ใช่หรือ อีกประการหนึ่งท่านหญิงอยู่ในฐานะสูงส่งออกอย่างนั้น อย่างเสิ่นหยวนเช่อคู่ควรด้วยหรือไร” บุรุษอีกคนแย้งขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
โทสะที่แล่นริ้วขึ้นมาของเจียงจื้ออีผ่อนลงดังเดิม นางยกมือให้จิงเจ๋อเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องรีบร้อน ก่อนจะยกถ้วยชาจ่อริมฝีปากช้าๆ
“ตอนนี้เหมือนเดิมที่ใดกันเล่า เจ้าลองดูข้างล่างนั่นสิ เวลารถม้าของท่านหญิงแล่นไปตามถนนดูยิ่งใหญ่เช่นนี้เสียเมื่อไร”
เจียงจื้ออี “…”
“แล้วเสิ่นหยวนเช่อมีดีอะไร ถึงเข้าเมืองมาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้”
“ไม่เคยได้ยินหรือ เขานำทหารห้าพันนายพลิกสถานการณ์รุกตีกองทัพแปดหมื่นนาย ทำเอาเจ้าอ๋องเฒ่าของแคว้นทางเหนือต้องรีบส่งหนังสือยอมศิโรราบมาในคืนนั้นเลย”
เจียงจื้ออีเงี่ยหูไปทางหน้าต่างเล็กน้อย
หลายปีที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอย่างไม่สนใจความเป็นไปของโลกภายนอก คนรอบตัวก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร จึงไม่เคยเอ่ยถึงเสิ่นหยวนเช่อให้นางฟังแม้เพียงครึ่งคำ และนางเองก็ไม่สนใจจริงๆ ว่าบุรุษผู้นั้นทำอะไรอยู่ที่เหอซีบ้าง
รู้เพียงแต่ว่าตอนนั้นเสด็จลุงส่งเขาไปเหอซีเพราะเห็นว่าเขาเป็นบุตรเพียงคนเดียวของผู้บัญชาการเสิ่น จึงให้ไปปรากฏตัวที่แนวหน้าเพื่อกระตุ้นขวัญทหาร พูดตรงๆ ก็คือเป็นไม้ประดับเพียงเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังจะให้สืบทอดภาระหน้าที่ของบิดานำทหารออกทำศึกจริงๆ
ภายหลังคนผู้นั้นอยู่ที่เหอซีต่อ เชื่อว่าคงไม่แคล้วไปเป็นคุณชายเสเพลต่อในกองทัพ โดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของผู้บัญชาการเสิ่นคอยดูแล
แต่เท่าที่ฟังดูตอนนี้ เหตุใดกลับกลายเป็นว่าเขาเหมือนเป็นผู้มีคุณงามความดีที่ช่วยเหอซีให้พ้นภัยไปได้
เจียงจื้ออีขอยอมเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ ดีกว่าเชื่อว่าเสิ่นหยวนเช่อพึ่งพาได้
“อย่าคุยโวไปหน่อยเลย! เสิ่นหยวนเช่อนั่นไม่ใช่เทพสวรรค์เสียหน่อย โจมตีทหารแปดหมื่นนาย? เพียงถ่มน้ำลายกันคนละทีก็ทำเขาจมน้ำลายตายได้แล้ว พลิกสถานการณ์อะไรเล่า”
เจียงจื้ออีหมุนถ้วยชาในมือพลางพยักหน้า
“เจ้าพูดถูกครึ่งหนึ่งจริงๆ นั่นล่ะ ท่านพ่อของข้าได้อ่านรายงานการศึกฉบับดังกล่าวด้วยตนเอง ตอนนั้นไพร่พลห้าพันนายของเราถูกปิดล้อม กำลังเสริมอยู่ห่างไกลนับพันหลี่* กว่าจะไปถึง ก็ได้เสิ่นหยวนเช่อนี่ล่ะนำทหารตีฝ่าวงล้อมออกไป”
“เช่นนั้น…เช่นนั้นข้าพูดถูกเรื่องใดกัน”
“ก็ถูกตรงที่ศึกครานั้นไม่ได้เรียกว่า ‘พลิกสถานการณ์’ ท่านพ่อบอกว่าเสิ่นหยวนเช่อตั้งใจจะไปบดขยี้ไพร่พลแปดหมื่นนายนั่นแต่แรกแล้ว จึงใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาติดกับ! เห็นว่าตอนนั้นรบกันถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม น้ำที่ไหลอยู่ในแม่น้ำน่ะ…จุ๊ๆๆ…มีแต่เลือดทั้งนั้น”
“หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนก็ฆ่าคนเยอะถึงเพียงนั้นหมดแล้วหรือ”
“ดูเหมือนว่าก่อนหน้านั้นจะใช้อุบายอะไรสักอย่างให้น้ำไหลบ่าเข้ามา”
“ก็บอกแล้วว่าต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่รู้กันล่ะสิ กลศึกที่ว่าเขาเรียก ‘ตัดแม่น้ำท่วมข้าศึก’ ”
“ไม่สิ เสิ่นหยวนเช่อผู้นั้นก็ไม่เรียนหนังสือเหมือนกันนี่ แล้วเขารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
เจียงจื้ออีวางถ้วยชาพร้อมขมวดคิ้ว
นางไม่รู้หรอกว่าเสิ่นหยวนเช่อรู้ได้อย่างไร แต่แปลกตรงที่…เหตุใดนางถึงเหมือนจะรู้กลศึกพวกนี้เช่นกัน
“เจ้ารู้สึกหรือไม่…” นางหันไปมองสาวใช้คนสนิท “เรื่องนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างไรชอบกล”
จิงเจ๋อพยักหน้าแล้วล้วง ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นออกจากแขนเสื้อ “เหมือนจะมีเขียนอยู่ในหนังสือเจ้าค่ะ…”
เจียงจื้ออีกะพริบตาปริบๆ รับหนังสือเรื่องเล่ามาด้วยความตกตะลึง ก่อนเปิดไปยังหน้าที่พระเอกเข้าร่วมกองทัพออกศึกแล้วกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว…
‘เอาตัวเป็นเหยื่อล่อ ใช้กลตัดแม่น้ำท่วมข้าศึก
ควบม้าบุกค่ายฝ่ายตรงข้ามเพียงลำพัง
ตะลุยล่าเด็ดศีรษะแม่ทัพฝ่ายศัตรู
เข้าแคว้นทางเหนือด้วยตัวคนเดียว’
“เช่นนี้ก็เท่ากับว่า…” เสียงบุรุษข้างห้องดังขึ้นมาอีกครา “ที่ข้างนอกลือกันว่าเสิ่นหยวนเช่อควบม้าบุกค่ายทหารฝ่ายตรงข้ามเพียงลำพัง ตะลุยไปเด็ดศีรษะแม่ทัพฝ่ายศัตรู แล้วเข้าแคว้นทางเหนือด้วยตัวคนเดียวอะไรนั่นก็เป็นความจริงทั้งหมดอย่างนั้นหรือ”
“…”
เจียงจื้ออีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับสาวใช้
จิงเจ๋อเอ่ย “ท่านหญิง หรือว่าเรื่องเล่าจะสำแดงฤทธิ์อีกแล้วเจ้าคะ”
นางยกมือห้ามอีกฝ่ายให้หยุดพูด แล้วปิดหนังสือด้วยสีหน้านิ่งเฉย นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก็สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเปิดหนังสือช้าๆ อีกครั้ง
หน้ากระดาษขาวที่เห็นยังคงเป็นกระดาษขาว หมึกดำยังคงเป็นหมึกดำ
เจียงจื้ออีหลุบตาจ้องมองคำว่า ‘พี่อาเช่อ’ ตัวใหญ่เด่นหรา นั่งนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงโต๊ะ
หาใช่หนังสือสำแดงฤทธิ์แต่อย่างใด
ศึกทางเหอซีน่าจะเกิดขึ้นก่อน แล้วหนังสือเขียนทีหลังมากกว่า ดังนั้นไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ในหนังสือเป็นจริง แต่เพราะเรื่องเล่านี้ใช้เรื่องราวของเสิ่นหยวนเช่อเป็น ‘ต้นแบบ’ ต่างหาก
พระเอกในเรื่อง ‘ตำนานอีอี’ ก็คือเสิ่นหยวนเช่อนี่ล่ะ
…เหตุใดถึงเขียนให้พระเอกเป็นเสิ่นหยวนเช่อได้นะ
เจียงจื้ออีเปิดหนังสือกลับไปกลับมา กลับมาแล้วก็กลับไป อ่านซ้ำอีกรอบตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเหลือเชื่อ อ่านอย่างไรก็ยังคงดูไม่ออกว่า…‘พี่อาเช่อ’ ผู้ออกรบอย่างองอาจกล้าหาญ ตะลุยแดนข้าศึกด้วยตัวคนเดียว สำแดงเลือดระอุกลางสมรภูมิจนศัตรูเพียงได้ยินชื่อยังระย่อ จะมีเศษเสี้ยวใดคล้ายคลึงกับเสิ่นหยวนเช่อผู้เคยอาละวาดใส่นางเพราะจิ้งหรีดตัวเดียว
‘สามปีที่เขาจากไป เด็กหนุ่มคึกคะนองผู้ขี่ม้าไปที่ใดต่อที่ใดในชุดงามหรูได้หายไปจากเมืองซื่อฟาง มีเทพสงครามผู้ไร้เทียมทานถือดาบบนหลังม้าปรากฏขึ้นริมแม่น้ำรั่วสุ่ยแทนที่’
ใช้ถ้อยคำสละสลวยงดงามบรรยายอย่างวิจิตรจนเหมือนเป็นคนละคน ระดับนี้แม้แต่ญาติตนเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ
เช่นนี้ไม่เรียกว่าใช้เป็นต้นแบบในการเขียนเรื่องหรอก ต้องเรียกว่า ‘ส่งไปเกิดใหม่’ เลยต่างหาก!
หากมองออกแต่แรกว่า ‘เช่อ’ ในหนังสือคือ ‘เช่อ’ เดียวกันนี้ มีหรือนางจะอ่านให้เสียเวลา…
กว่ากู่อวี่จะอุ้มแมวตามขึ้นมาถึงก็เห็นท่านหญิงหน้าตาบึ้งตึงเหมือนอมแมลงวันอยู่ในปาก หนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นถูกกำแน่นอยู่ในมือจนข้อนิ้วเป็นสีขาว
“ท่านหญิง อย่าลดตัวไปโกรธเคืองของต่ำต้อยอย่างหนังสือเรื่องเล่าจนตนเองต้องเจ็บมือเลยเจ้าค่ะ” จิงเจ๋อเข้ามาเอ่ยเตือน
กู่อวี่ช่วยพูดเอาใจอีกคน “เมื่อครู่บ่าวเดินวนอยู่ข้างล่าง ราชองครักษ์เกราะทองมาเปิดทางแล้วเจ้าค่ะ รออีกไม่นานถนนก็สัญจรได้ตามปกติแล้ว”
เจียงจื้ออียังไม่หือไม่อือใดๆ
กู่อวี่เลยได้แต่อุ้มแมวที่กำลังหลับสนิทไปที่หน้าต่าง คอยมองสถานการณ์ด้านล่างต่อ
เสียงชุดเกราะของทหารเสียดสีกันดัง ที่ข้างล่างนั่นราชองครักษ์เกราะทองถือดาบคอยแยกให้ฝูงชนยืนแอบอยู่สองข้างทาง
พวกชาวบ้านที่ยืนแออัดอยู่ริมถนนพากันเขย่งเท้าชะเง้อคอมองไปทางประตูเมือง
อากาศฤดูเหมันต์หนาวสะท้าน ทว่าลมร้อนเหมือนโถมถั่งอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยเสียงอึงอล
ท่ามกลางความอึกทึกนั้น เสียงเกือกม้าย่ำรัวไปตามถนนดังขึ้นเหมือนสายฟ้าฟาด เส้นริ้วสีดำสนิทพุ่งทะยานประหนึ่งจะเขย่าพสุธา ทหารกองหนึ่งขี่ม้าเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
บุรุษบนหลังม้าทุกคนสวมชุดเกราะ ทอดสายตามองตรงด้วยสีหน้าขึงขัง แต่ละคนองอาจผึ่งผาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ขี่ม้าอยู่ท่ามกลางวงล้อม…
บุรุษผู้นั้นสูงสง่าอยู่บนหลังอาชาสีดำปลอด ผมดำขลับดุจหมึกเกล้าเป็นมวยสูงรัดเกี้ยว สวมรองเท้าหุ้มแข้ง ห้อยกระบี่คมเขียวไว้ที่เอว เปล่งประกายโดดเด่นสะดุดตาทั้งเนื้อทั้งตัว
ทั้งที่สวมชุดเกราะดำคาดเข็มขัดแดงเหมือนกัน ผู้อื่นล้วนถูกสีดำข่มให้ดูเคร่งขรึม มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสีแดงหนุนนำให้เตะตา ขับเน้นให้เจิดจ้ายิ่งกว่าผืนธงที่กำลังโบกสะบัดนั่นเสียอีก
เห็นเพียงแวบเดียวก็ดึงดูดสายตาสตรีได้ทั้งถนน
กู่อวี่อยู่ที่ชั้นสามเห็นแต่ศีรษะคนแน่นขนัด คนบนหลังม้ารูปร่างหน้าตาอย่างไรนั้นมองไม่เห็น นางชะโงกตัวออกไปนอกหน้าต่างด้วยความอยากรู้ ประจวบเหมาะกับแมวที่อุ้มเอาไว้พลันตื่นขึ้นมาแล้วพลิกตัว มันเลยกลิ้งตกลงไปข้างล่าง!
“กรี๊ด!”
“เมี้ยว!”
เสียงร้องของคนและแมวดังขึ้นติดๆ กัน เจียงจื้ออีหันไปมองด้วยความตกใจ แล้วลุกพรวดขึ้นชะโงกตัวออกจากหน้าต่างมองลงไปข้างล่าง
เจ้าแมวตัวอ้วนกลมหงายหลังร่วงลงไปโดยมีสายลมโอบรับ ขนสีเหลืองทองอร่ามพองขึ้นมาทั้งตัว มันกำลังจะตกลงกระแทกพื้นกลายเป็นก้อนเนื้อในพริบตา
ทันใดนั้นแสงสีเงินก็สาดวาบ บุรุษบนหลังม้าเอื้อมมือไปดึงทวนยาวของทหารข้างกายแล้วหมุนข้อมือ ทวนยาวตวัดวูบในอากาศ แลเห็นเพียงเงาเลือนๆ พุ่งเฉียงขึ้นไปข้างบน
แสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าอันเจิดจรัสเหมือนมารวมตัวกันเป็นประกายเล็กๆ บนคมทวนแค่จุดเดียว
แมวถูกรับไว้ด้วยด้ามทวน จากนั้นท้องของมันก็รูดไถลตามความยาวของด้ามมาจนสุดปลาย เท้าทั้งสี่ตะกุยตะกายเกาะมือบุรุษผู้นั้นไว้อย่างตื่นตระหนก
ม้าดีดขาหน้าขึ้นสูงก่อนจะแหวกอากาศทิ้งตัวลงบนพื้น ทหารทั้งหมดบังคับม้าให้หยุดอย่างพร้อมเพรียง
ฝูงชนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงอุทานชื่นชมก็โถมกระหน่ำดุจน้ำหลาก
“ใช้ทวนได้เยี่ยมนัก!”
“สวรรค์ ผู้กล้าช่วยแมวหรือนี่…”
“ท่านแม่ดูสิ! แมวของเทพธิดาตกลงมาจากสวรรค์ล่ะ!”
ทุกคนพากันแหงนหน้ามองตามสายตาเด็กหนุ่มบนหลังอาชา
ร่างอ้อนแอ้นอรชรของเด็กสาวชะโงกออกมาจากหน้าต่างบานเล็กบนชั้นสามของโรงน้ำชา ท่อนบนสวมเสื้อนวมชายสั้นสีขาวนวล ท่อนล่างสวมกระโปรงจับจีบสีทับทิม เกล้ามวยทรงไป่เหอ รูปดอกเหมยที่วาดไว้ตรงหว่างคิ้วขับผิวหน้าให้ผุดผาดดุจหิมะต้องแสงอรุณ ใต้คิ้วโก่งเรียวคือดวงตาสุกใสแวววามรูปเมล็ดซิ่งที่มองลงมายังเด็กหนุ่มอย่างตื่นตะลึง
ลมที่ชวนให้ตาพร่าพัดผ่าน เมื่อดวงตากระจ่างใสของเด็กสาวกะพริบทีหนึ่ง แสงตะวันก็เหมือนถูกขยี้เป็นเศษเล็กเศษน้อยแล้วโปรยปรายลงมาเป็นประกายอุ่นละมุนของฤดูใบไม้ผลิ
ฝูงชนที่มองจ้องอ้าปากค้างส่งเสียงฮือฮา
บนห้องพิเศษชั้นสาม เจียงจื้ออีพิจารณาคนที่ไม่ได้เจอหน้ามาสามปีพลางหรี่ตามองอย่างกังขา
คนบนหลังม้าสวมชุดเกราะผึ่งผายสง่างาม ไหนจะรูปร่างที่สูงใหญ่ขึ้น ไหล่กว้าง เอวสอบ ไม่เหลือเค้าคนกระดูกอ่อนที่พร้อมจะล้มพับทุกเมื่อในวันวานเลยสักนิด
เท่าที่มองใบหน้าก็เจริญวัยขึ้นไม่น้อย เทียบกับเด็กหนุ่มฟันขาวปากแดงเมื่อก่อนแล้ว เครื่องหน้าของเขาดูคมสันมากขึ้น เสริมความเข้มขรึมด้วยคิ้วตรงเฉียงและดวงตาเป็นประกายดังดวงดาว
หากไม่เพราะใบหน้ายังเป็นใบหน้าดวงเดิม ฝีมือการใช้ทวนและท่าทางของคนตรงหน้าก็เรียกได้ว่าผิดกับเสิ่นหยวนเช่อในความทรงจำของนางโดยสิ้นเชิง…
สายตาไม่แน่ใจของเจียงจื้ออีค่อยๆ ละจากใบหน้าดวงนั้นลงไปยังกระบี่คมเขียวที่คนบนหลังม้าห้อยเอว แล้วกะพริบตาอย่างครุ่นคิด
กู่อวี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงจื้ออีใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ทำท่าจะพรวดพราดออกจากห้อง “บ่าวจะลงไปรับแมวเดี๋ยวนี้…”
“ช้าก่อน” เจียงจื้ออีมองกระบี่ไม่วางตาพลางกวักมือไปทางด้านหลังสองที
กู่อวี่เอียงหูเข้ามาใกล้อยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า รีบสาวเท้าวิ่งออกจากโรงน้ำชามาแบมือขอรับแมวตรงหน้าเด็กหนุ่ม “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าค่ะ! คุณหนูอยากเชิญท่านขึ้นไปดื่มชาสักถ้วย เป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยสัตว์เลี้ยงของคุณหนูไว้”
“แค่ช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องหรอก” เสิ่นหยวนเช่อโยนทวนยาวให้ทหาร แล้วดึงแมวที่เกาะมือตนเองไว้แน่นออกมา จากนั้นก็ยกมือให้สัญญาณเคลื่อนขบวนต่อ
“ไปรบมาสามปี เดี๋ยวนี้รู้จักสำรวมตัวแล้ว แม่ทัพน้อยเสิ่นวางท่าเป็นผู้ผดุงคุณธรรมได้เก่งเหลือเกิน”
ราวกับผีผา สูงค่าถูกดีดสายเป็นกังวานชัดแน่น เสียงกระจ่างใสทรงอำนาจของสตรีนางหนึ่งดังเข้าหูเขา
เสิ่นหยวนเช่อเลิกเปลือกตาขึ้น ก่อนสบประสานกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนคู่หนึ่ง
เจียงจื้ออีกล่าว “แค่ชาถ้วยเดียวยังบ่ายเบี่ยง อย่าบอกนะว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นยังฝังใจเรื่องเมื่อสามปีก่อนไม่หาย”
ถนนใหญ่อันอึกทึกจอแจสงัดเงียบลงทันใด
คนทุกเพศทุกวัยในบริเวณนั้นล้วนกลั้นหายใจเงี่ยหูรอฟัง
เจียงจื้ออียืนหลุบตามองลงมาจากหน้าต่าง นางจัดชายแขนเสื้อพลางพูดเองเออเองไปเรื่อยๆ “ทีแรกนึกว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นจากบ้านไปอยู่ต่างแดนหลายปีจะเติบใหญ่ขึ้นบ้างเสียอีก เหตุใดยังจมอยู่กับอดีตอีกเล่า เรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้นข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจนานแล้ว แม่ทัพน้อยเสิ่นยังมัวคิดเล็กคิดน้อยอยู่อีกหรือ”
เสิ่นหยวนเช่อดึงบังเหียนให้ม้าหันกลับมา พอจะขยับปากพูด…
“หรือว่า…” เจียงจื้ออีเชิดหน้าถามขันๆ “เจ้ากลัวว่าข้าจะวางยาพิษในน้ำชา?”
เรียวคิ้วของเด็กหนุ่มชี้ขึ้น “ต่อให้วางยาพิษก็ไม่มีทางทำต่อหน้าธารกำนัลหรอก เรื่องอะไรข้าจะดื่มชาถ้วยนี้ไม่ได้”
นางคลี่ยิ้มกระหยิ่มใจ
“เพียงแต่…ข้าอยากถามมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว” เขาหรี่ตาลง แหงนหน้าคล้ายกำลังพินิจพิจารณาใบหน้านาง “ไม่ทราบว่าแม่นางคือ…”
บทที่ 4
จวบจนลมแรงพัดผ่านและกองทหารนับหมื่นพันเคลื่อนขบวนผ่านหน้าโรงน้ำชาไปแล้ว มือของเจียงจื้ออีก็ยังเกาะขอบหน้าต่างแน่น ตามองท้องถนนอันว่างเปล่าไม่กะพริบ
ชาวบ้านที่เบียดอออยู่สองข้างทางเอียงหน้ากระซิบกระซาบกัน ยกมือชี้พลางวิพากษ์วิจารณ์
จิงเจ๋อรีบดึงเจ้านายที่มัวแต่ยืนนิ่งอึ้งเข้ามาข้างใน แล้วก้าวไปปิดหน้าต่าง
เสียงจ้อกแจ้กถูกกั้นเอาไว้ข้างนอก ห้องพิเศษสงบเงียบลงทันที
เจียงจื้ออีมองหน้าต่างที่ปิดสนิทบานนั้น ประเดี๋ยวก็หน้าเขียวประเดี๋ยวก็หน้าซีด นานทีเดียวกว่านางจะได้สติแล้วค่อยๆ หันไปถาม “เขา…เมื่อครู่พูดว่าอย่างไรนะ”
สาวใช้คนสนิทกระแอมเบาๆ “แม่ทัพน้อยเสิ่นถามว่าท่านหญิงยังจะดื่มชาอยู่หรือไม่ เห็นท่านไม่พูดอะไร เขาเลยจากไปเจ้าค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นเล่า” เจียงจื้ออีมือหนึ่งขยำแพรพก อีกมือหนึ่งก็เกาะขอบหน้าต่างแน่น
“ดูเหมือนเขา…ดูเหมือนเขาจะจำท่านหญิงไม่ได้เจ้าค่ะ”
“เขาจำ…เขาจำไม่ได้?!” นางหัวเราะอย่างฉุนๆ “ไปออกรบจนตาบอดแล้วหรือไร”
“ต้องเป็นเพราะหลายปีมานี้ท่านหญิงงดงามขึ้นจนมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา* แน่นอนเจ้าค่ะ แม่ทัพน้อยเสิ่นถึงจำท่านไม่ได้ในทันที!”
“หมายความว่าแต่ก่อนข้าไม่ได้งดงามจนมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภาอย่างนั้นสิ”
“เช่นนั้นเขาก็จำท่านหญิงได้…” จิงเจ๋อรวบรวมความกล้าคิดหาความเป็นไปได้ต่อ “เขาอาจจะไม่กล้าดื่มชาของท่าน เลยแสร้งทำเป็นจำไม่ได้เพื่อให้ท่านโมโหแล้วล้มเลิกความตั้งใจไป”
“หมายความว่าข้าโง่เง่า ถูกเขาเมินต่อหน้าธารกำนัลสินะ”
จิงเจ๋ออับจนด้วยคำพูด
ทรวงอกของเจียงจื้ออีสะท้อนขึ้นลงขณะปรับลมหายใจ แล้วเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้
จิงเจ๋อรีบตามไปรินชาให้ เห็น ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะก็กระจ่างแจ้งเพราะเพิ่งเข้าใจในตอนนี้ “ในเรื่องเล่าต้องใช้กระบี่ของพระเอกทำลายคุณไสย พระเอกในเรื่องยังเป็นแม่ทัพน้อยเสิ่นเสียด้วย เมื่อครู่ท่านหญิงอยากดูกระบี่คู่ใจของเขา จึงทำทีเป็นเชิญเขาขึ้นมาดื่มชาใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“หรือเขายังมีสิ่งใดคู่ควรให้ข้าดูอีกเล่า”
เจียงจื้ออีดื่มชาดับโทสะ นั่งคิดแล้วคิดอีกอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ
หากเป็นเมื่อก่อนแค่นางพูดประโยคแรกคนผู้นี้ก็ต้องสะอึก พอพูดถึงประโยคที่สองก็ต้องคุมอารมณ์ไม่อยู่จนพรวดพราดขึ้นมาข้างบน แต่ดูจากท่าทางสุขุมเยือกเย็นไม่หวั่นไหวเมื่อครู่ นางเดาไม่ถูกเลยว่าอีกฝ่ายจำนางไม่ได้จริงๆ หรือว่านิสัยเปลี่ยนไปกันแน่
เด็กสาวกวักมือไปข้างตัว “คันฉ่อง”
จิงเจ๋อหยิบคันฉ่องสำริดที่พกติดตัวออกมาชูตรงหน้าผู้เป็นนาย
เจียงจื้ออีเอียงหน้าซ้ายขวาส่องคันฉ่องสำริดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นกางแขนสองข้างแล้วก้มหน้าพิจารณาตนเองอยู่หลายรอบ
นางรูปโฉมงดงามตั้งแต่เล็กจนโต งดงามอย่างมั่นคงไม่แปรผัน งดงามตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงบัดนี้ เหตุใดเขาถึงจำไม่ได้กัน
จิงเจ๋อกล่าวว่า “ตอนนี้แม่ทัพน้อยเสิ่นเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว พวกเราจะทำเยี่ยงไรกันดีเจ้าคะ”
“ทั้งเมืองฉางอันมีแต่เขาที่พกกระบี่จนข้าต้องพึ่งเขาได้แค่คนเดียวหรือไร” เจียงจื้ออีหยิบหนังสือเรื่องเล่าขึ้นมาโยนไปอีกทาง “เรื่องเล่านี่เขียนว่าอย่างไรก็เป็นจริงตามนั้นไม่ใช่หรือ เจ้าไปที่ร้านหนังสือซันอวี๋ ให้ทางนั้นเปลี่ยนพระเอกเดี๋ยวนี้เลย!”
ตกบ่ายรถม้าแกะสลักลวดลายวิจิตรประดับหยกหลังคาสีเงินแขวนม่านมุกก็แล่นมาจอดหน้าประตูค่ายทหารตรงชานเมืองหลวง
ภายในรถม้าเจียงจื้ออีที่นั่งโคลงเคลงมาตลอดทางจนเมื่อยขบไปทั้งตัวทำหน้าบึ้งตึงกล้ำกลืนโทสะ
ไม่รู้ว่านางทำเวรทำกรรมอะไรไว้ เมื่อเช้าหลังออกจากโรงน้ำชาก็ไปเจออุปสรรคต่อที่ร้านหนังสือซันอวี๋
หลงจู๊ของร้านบอกว่าไม่เคยเห็น ‘ตำนานอีอี’ เล่มนี้มาก่อนเช่นกัน คาดว่ายังไม่ทันได้นำหนังสือเล่มนี้เข้าบัญชีก็เผลอหยิบใส่หีบที่ส่งไปยังจวนโหวเสียก่อน พร้อมรับปากว่าจะสืบหาแหล่งที่มาให้อย่างสุดความสามารถ หากเจอเล่มต่อหรือผู้เขียนเมื่อไรจะรีบส่งไปที่จวนโหวทันที
เกรงว่ากว่าจะหาหนังสือเล่มต่อเจอก็ไม่อาจช่วยอะไรตนได้แล้ว เจียงจื้ออีจึงมาอารามไท่ชิง หันมาขอความช่วยเหลือเรื่องคุณไสยจากนักพรตจางแทน
ปรากฏว่าคำตอบของนักพรตจางสอดคล้องกับนักพรตในเรื่องเล่า นั่นคือหากจะเลือกอาวุธสักชิ้น กระบี่ที่ได้อาบเลือดย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งยิ่งอาบเลือดมากเท่าใด สดใหม่เท่าใด ก็ยิ่งให้ผลลัพธ์ดีเท่านั้น
หากจะพูดเรื่องอาบเลือดมาอย่าง ‘สดใหม่’ ผู้ใดเล่าจะ ‘สดใหม่’ ได้มากกว่าเสิ่นหยวนเช่อที่เพิ่งกลับจากสมรภูมิ
หลังออกจากอารามเต๋า นางนั่งสงบสติอารมณ์ในรถม้าถึงครึ่งชั่วยาม* ท่องประโยค ‘ไม่อดทนกับเรื่องเล็กจะเสียการใหญ่’ อยู่ในใจไปแปดร้อยครั้งเห็นจะได้ ก่อนออกเดินทางมาค่ายทหาร
เว้นแต่แม่ทัพนายกอง ทหารชายแดนมิอาจอยู่ในเมืองหลวง เสิ่นหยวนเช่อออกจากวังหลวงแล้วก็มิได้กลับจวนในทันที แต่ออกมาดูแลความเป็นอยู่ของกองทัพเสวียนเช่อที่ติดตามเขากลับมาตรงชานเมืองก่อน
ครั้นทหารยามหน้าประตูค่ายเห็นป้ายพระราชทานที่จิงเจ๋อนำออกมาแสดงก็รีบให้คนเข้าไปรายงานข้างใน…
ท่านหญิงถือศักดินาขั้นหนึ่งชั้นโท ซ้ำบรรพบุรุษยังเคยติดตามฮ่องเต้สร้างผลงานทางการศึก จึงเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าองค์หญิง สามารถใช้ป้ายพระราชทานนี้ทั่วทั้งฉางอัน
จิงเจ๋อกลับเข้ามาในรถม้า ช่วยสวมหมวกม่านแพรที่ชายแพรยาวระเอวให้เจียงจื้ออี “วิธีแก้คุณไสยนี้ต้องให้เจ้าตัวลงมือ ต้องลำบากท่านหญิงเข้าไปเองแล้วนะเจ้าคะ อีกสักครู่เมื่อพบแม่ทัพน้อยเสิ่นแล้ว ท่านหญิงต้องพยายามข่มอกข่มใจทนสักหน่อย”
ทนเถิด แค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้นล่ะ พ้นเคราะห์กรรมครานี้ไปได้ข้าก็จะไม่เป็นฝ่ายมาหาเสิ่นหยวนเช่ออีกเลยชั่วชีวิต
เจียงจื้ออีสูดหายใจเข้าลึก แล้วก้มตัวลงจากรถม้า
พื้นที่ตรงนี้มีทิวเขาโอบล้อมสามด้าน ติดแม่น้ำหนึ่งด้าน กลิ่นสาบดินโคลนอันเย็นยะเยือกลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ พอก้าวพ้นประตูรถม้าเจียงจื้ออีจึงยกแพรพกขึ้นปิดจมูกอย่างอดไม่ได้ เพิ่งจะหย่อนเท้าข้างหนึ่งลงบนแท่นเหยียบนางก็ชะงัก
“ท่านหญิง” จิงเจ๋อเตือนเบาๆ “ไม่ทนเรื่องเล็กจะเสียการใหญ่ได้นะเจ้าคะ”
เจียงจื้ออีค้างอยู่ในท่าหย่อนเท้าข้างเดียว จ้องมองรองเท้าสีขาวสว่างของตนเองเขม็ง พอเห็นหัวรองเท้ากำลังจะแตะถูกดินโคลนอยู่รอมร่อก็ชักเท้ากลับมาทันที “หากต้องทนจนถึงขั้นนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้ต้องทนแล้ว”
ยากยิ่งที่คนรักความสะอาดเยี่ยงท่านหญิงจะผ่านด่านนี้ จิงเจ๋อหันไปส่งสายตาให้องครักษ์ที่ติดตามมาด้วย
องครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าใจ ไปอุ้มพรมที่เตรียมไว้เสมอเวลาออกจากจวนลงมาจากรถม้าด้านหลัง แล้วคลี่ปูไปตามพื้น
ม้วนพรมหมุนคลี่ออกตลบแล้วตลบเล่าจากหน้ารถม้าเข้าไปในค่าย
พลทหารที่กำลังยุ่งตัวเป็นเกลียวอยู่ในค่ายล้วนตรึงสายตาบนม้วนพรมที่หมุนคลี่
พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่บนรถม้า สวมเสื้อคลุมแพรมีหมวกขนจิ้งจอกขาว ข้างในเป็นชุดกระโปรงบุนวมสีเลื่อมแวววาว ชายกระโปรงด้านหน้าเชิดรั้งเพราะถูกหัวรองเท้าปลายงอนประดับไข่มุกดันไว้ เมื่อถูกประคองลงจากรถม้านางก็เยื้องย่างเข้ามาในค่าย ม่านแพรคลุมหมวกพลิ้วไหวตามแรงลมระหว่างก้าวเดิน เครื่องประดับตามส่วนต่างๆ ของร่างกายกระทบกันเสียงดังกังวาน
รองแม่ทัพรูปร่างสูงใหญ่กำยำในค่ายอึ้งตะลึงจนแทบสะดุดหลักไม้ หลังผงะไปครู่หนึ่งก็รีบเดินมาต้อนรับ “ผู้น้อยรองแม่ทัพมู่ซินหงคารวะท่านหญิง!”
เจียงจื้ออียืนนิ่งกลางค่าย มองกระโจมที่ตั้งขึ้นตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ท่อนไม้ไม่กี่ท่อนกับผ้าใบอีกหนึ่งผืนก็ใช้เป็นที่อาศัยได้แล้วหรือ
แม้สกุลเสิ่นจะไม่ใช่ตระกูลชนชั้นสูงเก่า ทว่านับตั้งแต่ผู้บัญชาการเสิ่นสร้างชื่อด้วยความดีความชอบทางการศึกก็ได้ส่งตนเองไปอยู่ในกลุ่มอำนาจใหม่ เสิ่นหยวนเช่ออยู่ดีกินดีมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้กลับสามารถใช้ชีวิตอยู่ในกระโจมที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ เช่นนี้ได้ แสดงว่าเกิดใหม่เป็นคนละคนจริงหรือ
จิงเจ๋อก้าวออกไปโต้ตอบกับรองแม่ทัพผู้นั้น “ท่านหญิงซาบซึ้งในบุญคุณที่แม่ทัพน้อยเสิ่นช่วยแมวเมื่อเช้า จึงนำของขวัญมาขอบคุณโดยเฉพาะ ไม่ทราบว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นอยู่ในค่ายหรือไม่”
“แม่ทัพน้อย…” มู่ซินหงเหลียวซ้ายแลขวา “น่าจะออกจากค่ายไปสำรวจพื้นที่ขอรับ”
“อ้อ ข้ามาไม่ได้จังหวะเอาเสียเลย” เจียงจื้ออีพูดเรียบๆ ทว่าริมฝีปากหลังม่านแพรคลุมหมวกหยักมุมขึ้น
ไม่อยู่ก็ดีแล้ว ข้ามาหากระบี่ต่างหากเล่า
พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นหยวนเช่อและนาง หากเขารู้ว่านางคิดจะทำอะไร แค่ไม่หาเรื่องชวนทะเลาะก็ดีมากแล้ว เรื่องจะปล่อยให้นางสมประสงค์นั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางก็ไม่คิดจะมาขอยืมกระบี่ตรงๆ เป็นแน่ เมื่อครู่ยังคิดอยู่เลยว่าจะหาทางล่อเสิ่นหยวนเช่อไปที่อื่นอย่างไรดี คราวนี้ก็ข้ามขั้นตอนได้ขั้นหนึ่ง
คิดไว้ไม่ผิด สวรรค์อยู่ข้างนางจริงๆ
อาวุธที่วางอยู่ข้างนอกไม่มีชิ้นใดโดดเด่น เจียงจื้ออีกวาดตามองรอบตัวอย่างไม่กระโตกกระตาก แล้วเล็งเป้าหมายตรงกระโจมหลังใหญ่กลางค่ายที่ดูเด่นสง่าเหมือนนกกระเรียนกลางฝูงไก่
จิงเจ๋ออ่านเจตนาของเจ้านายได้ “เช่นนั้นในค่ายนี้พอจะมีที่ให้พักรอบ้างหรือไม่”
“เอ่อ…ท่านหญิงเองก็เห็น ยังไม่ได้กางกระโจมในค่ายกันเลยขอรับ”
“ตรงนั้นมีกระโจมที่กางเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ” จิงเจ๋อชี้ไปทางด้านหลังของอีกฝ่าย
“นั่นเป็นกระโจมของแม่ทัพน้อย เกรงว่าคงไม่เหมาะเท่าใดนัก”
“อากาศหนาวเย็น ต่อให้แม่ทัพน้อยของพวกท่านอยู่ในค่ายก็ต้องเชิญท่านหญิงของพวกเราเข้าไปพักในกระโจมให้ตัวอุ่น ท่านเอาแต่ขัดขวางเช่นนี้ หากท่านหญิงตัวเย็นจนป่วยไข้ขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวหรือไม่”
“แต่…”
ปึ้ก! เสียงดังขึ้นเบาๆ มู่ซินหงสะดุ้งโหยงแล้วชะงัก ก่อนจะคลำบั้นเอวที่ถูกก้อนหินขว้างใส่พร้อมค่อยๆ หันไปมอง
“ข้อนี้…” รองแม่ทัพมองรอยแยกของประตูกระโจมอย่างหยั่งเชิง “ดูเหมือนจะรับผิดชอบไม่ไหว?”
เจียงจื้ออี “?”
ของเช่นนี้ต้อง ‘ดูเหมือน’ ด้วยหรือ
บรรยากาศมีแต่ความเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง มู่ซินหงก็รีบหันกลับมาค้อมกายผายมือเชื้อเชิญ “รับผิดชอบไม่ไหวขอรับ รับผิดชอบไม่ไหว เชิญท่านหญิงตามผู้น้อยมาทางนี้”
เจียงจื้ออีก้าวไปข้างหน้า เมื่อมู่ซินหงแหวกประตูกระโจมให้ นางก็หยุดยืนกวาดตามองจากตรงหน้าประตู
กระโจมพักแรมหกเหลี่ยมขึงม่านแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งที่อยู่ด้านในมองไม่เห็น คาดว่าคงเป็นที่ตั้งเตียงนอน ส่วนฝั่งที่อยู่ด้านนอกมีโต๊ะ ถาดทราย ราวแขวนอาวุธ และ…
พอเห็นฐานวางกระบี่ไม้ดำที่วางแยกออกมาโดดๆ ข้างราวแขวนอาวุธ สายตาของนางก็หยุดนิ่งแล้วเหลือบมองสาวใช้คนสนิท
จิงเจ๋อรีบขมวดคิ้วใส่มู่ซินหงทันที “เหตุใดกระโจมใหญ่ถึงได้หนาวเย็นเช่นนี้ แม้แต่กระถางไฟในกระโจม แม่ทัพน้อยของพวกท่านก็ยังไม่มีหรือ”
“แม่ทัพน้อย…” มู่ซินหงมองม่านในกระโจมพลางตอบว่า “ไม่ขี้หนาว”
“แต่ท่านหญิงของพวกเราขี้หนาว อย่างน้อยก็ควรมีชาร้อนให้กระมัง”
“ผู้น้อยจะสั่งให้คนไปเตรียมเดี๋ยวนี้” รองแม่ทัพไปสั่งการพลทหารที่หน้าประตู ก่อนจะกลับเข้ามาในกระโจมอย่างรวดเร็ว เหมือนต่อให้ฟ้าผ่าก็จะเฝ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปที่ใด
เจียงจื้ออีจ้องมองอีกฝ่ายผ่านหมวกม่านแพร
ไม่รู้ว่าเสิ่นหยวนเช่อว่าร้ายนางให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังไว้อย่างไรบ้าง คนพวกนี้ถึงได้ระแวงราวกับนางเป็นขโมยอย่างนั้น คนที่อยู่บนกองเงินกองทองเยี่ยงนางยังต้องมาขโมยเศษเหล็กไร้ราคาพวกนี้ของเขาด้วยหรือ
นางคิดอย่างพยายามข่มใจทน แล้วโบกมือให้จิงเจ๋อ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
สาวใช้คนสนิทเดินตามมาจนถึงตรงหน้าผู้เป็นนาย ตะแคงหูฟังอยู่สักพักก็พยักหน้า
มู่ซินหงเห็นสตรีสวมหมวกม่านแพรผู้นั้นแล้วเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ถึงกับต้องยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก
เจียงจื้ออีหมุนตัวกลับมา นั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบที่องครักษ์ยกตามมาด้วย นิ้วเรียวจรดลงบนเท้าแขนเก้าอี้แล้วเคาะเบาๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า “แม่ทัพน้อยของพวกเจ้าจะกลับมายามใด”
รองแม่ทัพตอบ “เรียนท่านหญิง อาจจะยังไม่กลับเร็วๆ นี้ขอรับ ถ้าอย่างไรให้ผู้น้อยส่งคนไป…”
เจียงจื้ออียกมือขึ้นปรามเขา “แม่ทัพน้อยมีงานรัดตัว ใครก็ห้ามไปรบกวนทั้งนั้น”
“ผู้น้อยขอขอบคุณท่านหญิงแทนแม่ทัพน้อยที่เข้าอกเข้าใจขอรับ”
“ระหว่างข้ากับแม่ทัพน้อยของพวกเจ้า…” เจียงจื้ออีหัวเราะออกมาโดยไม่มีเสียง เรียวนิ้วเคาะเท้าแขนเก้าอี้เป็นจังหวะเริงร่ากว่าเก่าเล็กน้อย “ไม่ต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกลไปหรอก”
พลทหารที่กลับมาพร้อมชาร้อนภายในเวลาไม่นานเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงจื้ออี แล้วค้อมกายส่งถ้วยชาให้
จิงเจ๋อเอื้อมมือไปรับ ปลายนิ้วเพิ่งจะสัมผัสขอบถ้วย…
“กรี๊ด!” ถ้วยชาส่ายวูบ น้ำชากระฉอกไปทั่ว เจียงจื้ออีรั้งชายกระโปรงลุกพรวดขึ้นยืน
“ทำงานประสาอะไรของเจ้า!” จิงเจ๋อสาวเท้าออกไปก้าวหนึ่ง บังกระโปรงที่ ‘เปียกน้ำชา’ ของเจียงจื้ออีไว้ หันไปมองสภาพ ‘ดูไม่ได้’ ของเจ้านายก็รีบตะโกนบอกองครักษ์ของตนเองที่รออยู่ข้างนอก “รีบไปเอาเสื้อผ้าชุดสำรองของท่านหญิงจากในรถม้ามาเดี๋ยวนี้!”
ทหารที่ยกชาร้อนมาให้ยืนอึ้งงันอยู่กับที่ หันไปมองมู่ซินหงด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“ท่านหญิงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมัวปักหลักยืนอยู่ตรงนี้กันอีก? พวกท่านไม่อยากเก็บลูกตาไว้แล้วหรือ!” จิงเจ๋อชี้ทั้งคู่
มู่ซินหงเอามือถูขากางเกงอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ…คือ…ถ้าอย่างไรท่านหญิง…”
“ยังไม่รีบออกไปกันอีก!”
“คือ…” มู่ซินหงแอบชำเลืองมองม่านที่ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย “เช่นนั้น…ผู้น้อยออกไปก่อน?”
กระทั่งจะออกไปยังต้องถามความเห็นจากอากาศ ในอากาศจะมีมืองอกออกมารั้งไว้ไม่ให้ไปหรือไรกัน
เจียงจื้ออีมองคนผู้นี้อย่างฉงนสงสัย กำลังจะขยับปากพูด มู่ซินหงก็ลากพลทหารนายนั้นออกไปอย่างว่องไวเสียก่อน ทั้งยังดึงประตูกระโจมปิดเข้าหากันอย่างเบามือ
ในกระโจมเหลือเพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดเข้ามาตามรอยแยก เจียงจื้ออีเลิกม่านแพรที่คลุมหมวกขึ้นพลางขยิบตาให้คนสนิท
“ท่านหญิงหลักแหลมเจ้าแผนการยิ่งนักเจ้าค่ะ” จิงเจ๋อกระซิบกระซาบ
“ข้อนั้นยังต้องพูดอีกหรือ”
เจียงจื้ออีตอบพลางเดินไปที่ฐานวางกระบี่ไม้ดำ พินิจพิจารณากระบี่ยาวราวสามฉื่อกว้างราวสามชุ่น เล่มนั้นโดยละเอียด
“กระบี่เล่มใหญ่ถึงเพียงนี้ คนผู้นั้นถือไหวด้วยหรือ…” นางเอ่ยงึมงำอย่างกังขา ทว่านางเพิ่งจะก้าวเข้าไปก็รีบขืนตัวไปข้างหลังแล้วเซถอยหลังสองก้าว
“มีอะไรเจ้าคะท่านหญิง”
“เหม็นเหลือเกิน นี่มันกลิ่นอะไรกัน”
จิงเจ๋อเข้าไปสูดดมใกล้ๆ “กลิ่น…กลิ่นกระบี่กระมังเจ้าคะ”
“หืม?”
“เช่นนั้นก็อาจจะ…” สาวใช้สูดหายใจลึกๆ อีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “มีกลิ่นคาวเลือดด้วยเล็กน้อย?”
จมูกของเจียงจื้ออียังคงย่นยู่ ทว่านัยน์ตาเป็นประกาย
กลิ่นคาวเลือด เช่นนั้นก็ใช่แล้ว!
ตามคำกล่าวของนักพรตจาง มองว่ากระบี่เล่มหนึ่งอาบเลือดมามากหรือไม่ นอกจากดูที่ฆ่าคนมามากน้อยเท่าไรแล้ว ยังต้องดูว่าร่องกระบี่กว้าง ยาว และลึกเพียงใด
เวลานี้ประตูกระโจมปิดอยู่ ซ้ำกลางกระโจมยังขึงม่านเนื้อหนา บดบังแสงสว่างที่ส่องเข้ามาลงกว่าครึ่งจนมองไม่ถนัด
เจียงจื้ออีพยักหน้าให้คนสนิทชักกระบี่ออกจากฝัก ขณะที่ตนเองเดินไปหาม่าน ตั้งท่าจะดึงผืนผ้าอันแสนเกะกะนี้ให้เปิดออก
จิงเจ๋อชี้ไปที่ฝักกระบี่อย่างลังเลพลางขยับปากพูดกับเจ้านายโดยไม่เปล่งเสียง…‘จะมีเสียงนะเจ้าคะ’
มาถึงขั้นนี้แล้วเจียงจื้ออีไม่มีความอดทนอีกต่อไป นางชี้ลำคอตนเองเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายรอฟังสัญญาณจากตน “แค่กๆๆ…”
จิงเจ๋อผงะ
เช่นนี้จะเข้าทำนอง ‘ปิดหูขโมยกระดิ่ง’ ไปสักหน่อยหรือไม่ ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย
เจียงจื้ออีเร่งคนสนิทด้วยสายตา มือหนึ่งป้องปากไอโขลก อีกมือหนึ่งรูดม่านโดยแรง
แสงธรรมชาติสาดส่องลงมา กระโจมสว่างไสวขึ้นในพริบตา
หลังม่านคือเด็กหนุ่มที่ยืนเต็มความสูง ร่างท่อนบนอันเปลือยเปล่าเปียกชื้นนิดๆ ถือผ้าเช็ดมือเปื้อนเลือดยืนหน้าชั้นวางอ่าง เอียงคอมองมาอย่างสงสัย
สายตาสองคู่สบประสาน เจียงจื้ออีสำลักเข้าไปในลำคอ
“เจ้า! แค่กๆๆ…เหตุใดถึงอยู่ตรงนี้!”
เสิ่นหยวนเช่อมองนางอย่างเฉยเมย โยนผ้าเช็ดมือทิ้ง แล้วหันไปหยิบม้วนผ้าเนื้อบางสำหรับพันแผล “ดูเหมือนว่าข้าควรเป็นคนถามคำถามนี้กับท่านหญิงมากกว่ากระมัง”
จิงเจ๋อรีบตะลีตะลานเข้ามายกแขนบังสายตาเจ้านายไว้
เจียงจื้ออีกะพริบตาปริบๆ มองเรือนร่างที่เห็นมัดกล้ามชัดเจนอย่างเพิ่งตระหนักว่าอะไรเป็นอะไร แล้วรีบหมุนตัวหันหลังทันที “เหตุใดถึงไม่สวมเสื้อ!”
“นี่มันกระโจมที่พักของข้า ข้าจะสวมเสื้อหรือไม่ก็ล้วนได้”
“ท่านหูหนวกหรือ ไม่ได้ยินหรือไรว่าท่านหญิงเข้ามา” จิงเจ๋อโวยวาย
เสิ่นหยวนเช่อเลิกคิ้ว “ได้ยิน แต่ท่านหญิงพูดเองไม่ใช่หรือว่าระหว่างข้ากับเจ้าไม่ต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกลน่ะ”
“แต่ไม่ต้องไม่เห็นเป็นคนอื่นคนไกลถึงเพียงนี้ก็ได้” เจียงจื้ออีเค้นเสียงลอดไรฟันที่ขบแน่นออกมาทีละคำ
“เช่นนั้นคราวหน้าท่านหญิงก็ส่งเสียงบอกกันก่อนจะเปิดม่านดีหรือไม่เล่า”
เด็กสาวที่ยืนหันหน้าไปทางประตูกระโจมกำหมัดแน่น เลือดทั้งกายสูบฉีดขึ้นไปยังสมอง ในหัวมีแต่ภาพม่านโง่เง่าที่นางเปิดออกเองกับมือเมื่อครู่
“เจ้า…รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นจะโทษที่ข้าไปร้องเรียนต่อหน้าพระพักตร์ว่าเจ้าเสียมารยาทไม่ได้นะ!”
ไม่มีเสียงตอบรับจากทางด้านหลัง มีเพียงเสียงกุกกักกับเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบาๆ
คงจะถูกนางขู่จนลนลาน เลยรีบสวมเสื้อผ้าแต่โดยดี
เจียงจื้ออีพรูลมหายใจเบาๆ มือที่แนบอยู่ข้างลำตัวก็ค่อยๆ คลายออก ทว่าเพิ่งจะคลายออกนางก็กลับไปกำแน่นใหม่ แล้วกระแอมกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้เจ้า…ได้ยินหมดแล้วกระมัง”
“ ‘เมื่อชาถูกยกเข้ามาเมื่อใด เจ้าก็ปัดถ้วยชาให้หกเสีย’ ท่านหญิงถามถึงประโยคนี้ใช่หรือไม่” เสียงหัวเราะขึ้นจมูกดังมาจากทางด้านหลัง
“…”
“หรือจะเป็น ‘ท่านหญิงหลักแหลมเจ้าแผนการยิ่งนักเจ้าค่ะ’ ‘ข้อนั้นยังต้องพูดอีกหรือ’ สองประโยคนี้?”
“…”
ถามว่าได้ยินใช่หรือไม่ ตอบกลับมาว่า ‘ได้ยิน’ หรือ ‘ไม่ได้ยิน’ ก็พอแล้ว มีใครเขาแย่งตอบหรือไรกัน
“ท่านหญิงลำบากลำบนอยู่ในกระโจมหลังนี้มานานถึงเพียงนี้แล้ว พูดมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าหมายตาสิ่งใดไว้ หากให้ได้ รับรองว่าผู้น้อยจะไม่ตระหนี่แน่นอน”
เจียงจื้ออีชะงัก แล้วยกมือลูบใบหูร้อนผ่าวของตน
แต่ก่อนเสิ่นหยวนเช่อผู้นี้เย่อหยิ่งจองหองอย่างกับอะไรดี เหตุใดถึงแทนตนเองว่า ‘ผู้น้อย’ กับนางได้
เสียงสวบสาบด้านหลังหายไปแล้ว กลายเป็นเสียงทรุดตัวลงนั่งแทน
นางได้สติหลุดจากภวังค์ กระชับหมวกเสื้อคลุมด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้น แล้วกุมมือประสานตรงเอว หมุนตัวกลับไป “สิ่งที่ข้าหมายตาก็คือเจ้า…”
…เหตุใดถึงยังไม่ใส่เสื้ออีก!
ปลายเท้าเล็กยังไม่ทันจรดลงพื้น นางก็หมุนขวับหันหลังกลับไปอีกครั้ง
ที่ด้านหลังเจียงจื้ออี เสิ่นหยวนเช่อนั่งกางขาบนขอบเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย พันผ้าเนื้อบางรอบหัวไหล่ด้วยมือข้างเดียว ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ก้มลงมองตนเอง “ผู้น้อย?”
“…”
“ข้อนี้…” คนที่อยู่ด้านหลังเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งคล้ายกำลังใคร่ครวญอย่างจริงจัง “เกรงว่าผู้น้อยคงมอบให้ท่านหญิงไม่ได้”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.