X
    Categories: ตำนานรักฉบับท่านหญิงทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 5-6

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 5

“?”

เขาไม่ตื่นเกร็งลนลานแต่อย่างใด น้ำเสียงราบเรียบผ่อนคลาย นิ่งคิดอย่างตั้งใจจริง

ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเจียงจื้ออีนึกสงสัยว่าตนตัดสินจากหนังหน้าฝ่ายตรงข้ามด้วยความอคติเกินไปหรือไม่ พอสงบสติอารมณ์ได้แล้ว นางจึงปะติดปะต่อบทสนทนาเมื่อครู่นี้เข้าด้วยกันอีกครั้ง

‘สิ่งที่ข้าหมายตาก็คือเจ้า…’

‘ผู้น้อย?’

‘ข้อนี้…เกรงว่าผู้น้อยคงมอบให้ท่านหญิงไม่ได้’

ควรแล้วที่นางจะใช้อคติมาตัดสินหนังหน้าที่หนาราวกับกำแพงเมืองจนม้าวิ่งได้ของฝ่ายนั้น!

“ข้า…” นางยกมือชี้ไปข้างกระโจมด้วยตัวสั่นเทิ้ม “ข้าหมายตา ‘เจ้ากระบี่’ นั่นของเจ้าต่างหาก! กระบี่ของเจ้า!”

เสียงสวบสาบดังขึ้นจากทางด้านหลังอีกครั้ง เสิ่นหยวนเช่อลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม ผูกแถบรัดเอว ใส่สนับข้อมืออย่างไม่เร่งร้อน แล้วจึงเดินมาหา “เมื่อครู่ท่านหญิงเพิ่งจะบ่นว่ามันเหม็นมิใช่หรือ”

“เหม็นแล้วบ่นไม่ได้หรือไร”

“บ่นได้” เขาเดินไปที่โต๊ะ ยกเก้าอี้กุหลาบที่นางพกมาด้วยออกไปให้พ้นทาง “แต่ผู้น้อยจะไม่ยกกระบี่ให้ท่านหญิงก็ได้นี่”

ปากเรียกตนเอง ‘ผู้น้อย’ อย่างนั้น ผู้น้อย’ อย่างนี้ แต่ทำตัวสมเป็นผู้น้อยตรงที่ใดกัน

เจียงจื้ออีเม้มปากสะกดอารมณ์ แล้วหันไปมองกระบี่เล่มนั้นอีกครั้ง

กระบี่นอนนิ่งอยู่ในฝักบนฐานวางกระบี่ไม้ดำ ฝักกระบี่ส่องประกายเย็นเยียบ ทอรัศมีสีเงินเหลือบสีเขียว แกะสลักลวดลายวิจิตรประณีต หัวด้ามฝังหยกดำจากทะเลทรายเกอปี้* เนื้อดี…เท่าที่ดูเข้าทีกว่าพวกเศษเหล็กผุๆ ราคาถูกจริงๆ

ในเมื่อเสียหน้าและถูกทำให้โมโหไปแล้ว วันนี้นางจะต้องเอากระบี่เล่มนี้มาใช้งานให้จงได้

เสิ่นหยวนเช่อนั่งลงบนเก้าอี้ตนเอง ยกถ้วยชาที่พลทหารเตรียมมาให้เจียงจื้ออีขึ้นมาพลางทอดสายตามองนางเรียบๆ คล้ายรอให้นางสะบัดแขนเสื้อหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป

เด็กสาวมองตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา ประสานสายตากันพลางยกมือไพล่หลัง ทำมือส่งสัญญาณให้คนสนิท

จิงเจ๋อที่ตั้งสติจากเหตุน่าตกใจได้แล้วค่อยๆ ล้วงบางอย่างจากในแขนเสื้อมาวางลงบนมือนาง

จากนั้นก็เห็นเจ้านายยื่นนิ้วออกจากใต้แขนเสื้อสามนิ้ว

สองนิ้ว

หนึ่งนิ้ว

จิงเจ๋อหันขวับไปดึงกระบี่ออกจากฝัก

เจียงจื้ออีหมุนตัวหันหลังพร้อมกดผมถักที่จับไว้มั่นลงบนคมกระบี่

ถ้วยชาที่ยกขึ้นจรดริมฝีปากเสิ่นหยวนเช่อถูกขัดจังหวะให้ชะงักค้าง

เด็กสาวมองผมถักในมือขาดออกเป็นสองท่อนแล้วพรูลมหายใจยาวเหยียด นางส่งผมสองท่อนนั้นให้จิงเจ๋อในมุมที่คนข้างหลังมองไม่เห็น จากนั้นก็สะบัดมือ หันกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ตอนนี้แม้แต่กระบี่ของเจ้า ข้าก็ยังไม่ชายตาแล”

พูดจบนางก็ผงกศีรษะให้เป็นเชิงลา ดึงม่านแพรคลุมหมวกลงมา แล้วหมุนตัวเดินออกจากกระโจมใหญ่

“…”

เสิ่นหยวนเช่อถือถ้วยชาค้างในท่าเดิม มองกระบี่ที่ยังไม่ถูกดันกลับเข้าฝัก จากนั้นสายตาก็ค่อยๆ เลื่อนออกมา แล้วกะพริบตาปริบๆ มองผมสองเส้นที่พลิ้วตัวอ้อยอิ่งลงมากลางอากาศ

“เมื่อครู่ท่านหญิงไม่เห็น ท่านหญิงทำแม่ทัพน้อยเสิ่นอึ้งตะลึงจนตัวแข็งไปเลยเจ้าค่ะ!”

รถม้ากลับเข้าเมืองมาหยุดลงหน้าประตูจวนหย่งเอินโหว จิงเจ๋อประคองเจ้านายลงมา

เจียงจื้ออีอมยิ้มตรงมุมปาก ขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงของจวน นางถือเตาอุ่นมือพลางเอนตัวพิงหลังอย่างเกียจคร้าน “ออกมาเร็วไปหน่อย น่าจะอยู่ดูให้อารมณ์เบิกบานก่อนจริงๆ”

เห็นเจ้านายหน้าตายิ้มแย้มอย่างหาได้ยาก จิงเจ๋อจึงชวนคุยเล่นตลอดทางที่เดินเข้าจวน ตอนผ่านเรือนฮุ่ยเฟิง ใครคนหนึ่งเดินคอตกเลี้ยวออกมาจากหัวมุมด้านหน้า

รอยยิ้มของเจียงจื้ออีชะงักค้างทันควัน

ดูเหมือนฟางจงหมิงเพิ่งจะออกจากเรือนมารดา มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในเสื้อคลุมตัวใหญ่ เดินโซเซด้วยสีหน้าอมทุกข์ พอเห็นเสลี่ยงของเจียงจื้ออีก็สะดุดเซประหนึ่งสองขาไม่สามัคคีกันขึ้นมา ใบหน้าที่เหมือนผักเหี่ยวๆ อยู่แล้วยิ่งขะมุกขะมอมกว่าเดิม ไม่ได้มองนางราวกับเห็นเป็นเหยื่อในกำมือแบบเมื่อวานเลยสักนิด

เจียงจื้ออีนั่งอยู่บนเสลี่ยง ย่อมสูงกว่าอยู่แล้ว พอปรายตามองลงไปเช่นนี้จึงยิ่งดูเหมือนทำให้อีกฝ่ายตกใจกลัว

ฟางจงหมิงเหลือบตามองซ้ายมองขวาล่อกแล่ก ก่อนจะเดินเลี้ยวโซซัดโซเซเข้าไปในทางสายเล็กด้านข้างเหมือนอยากหนีอะไรบางอย่าง ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายกันด้วยซ้ำ

เสลี่ยงถูกหามต่อไป พอพ้นเรือนฮุ่ยเฟิงมาแล้วจิงเจ๋อก็พูดขึ้นเบาๆ “ท่านหญิง คุณชายใหญ่ออกมาจากเรือนฮูหยินด้วยท่าทางเช่นนั้น เกรงว่าสองแม่ลูกคงเดาได้แล้วนะเจ้าคะว่าท่านหญิงได้ลูกกำยานไป”

เจียงจื้ออียกยิ้มตรงมุมปาก “เดาได้ก็เดาไป มีปัญญาทำอะไรได้เล่า”

สาวใช้คนสนิทยิ้มตาม “เวลานี้แก้คุณไสยได้แล้ว หลักฐานอยู่ในมือท่านหญิง จดหมายที่ท่านเขียนถึงท่านโหวก็ถูกส่งออกไปแล้ว คุณชายใหญ่เห็นท่านเลยเหมือนหนูเห็นแมว คราวนี้ถึงตาพวกเขาเป็นฝ่ายกินไม่ได้นอนไม่หลับบ้างแล้ว ท่านหญิงแค่คิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดีก็พอเจ้าค่ะ”

“ค่ายทหารนั่นเกือบทำข้าหนาวตาย เย็นนี้กินเนื้อแพะตุ๋นหม้อไฟดีกว่า แล้วเตรียมพวกกุ้งปลาไว้กินกับเครื่องจิ้มด้วย” เจียงจื้ออีเคาะปลายนิ้วเบาๆ อย่างครุ่นคิด “จริงสิ ไปเชิญพ่อครัวของเหลาสุราที่เพิ่งเปิดในตรอกฉางซิ่งมาหน่อย ได้ยินว่าแม้แต่เสด็จลุงยังตรัสชมอาหารของที่นี้”

“จะให้เรียกคณะดนตรีกับนางระบำมาเพิ่มความครึกครื้นด้วยหรือไม่เจ้าคะ”

“ก็ดี” เจียงจื้ออีโบกแขนเสื้ออย่างนึกครึ้ม “จัดเตรียมทุกอย่างที่ว่ามา”

 

ระหว่างที่เจียงจื้ออีใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทางเรือนฮุ่ยเฟิงกลับเหมือนประสบคราวเคราะห์

หลายวันมานี้บ่าวรับใช้ในจวนผ่านนอกเรือนทีไรเป็นต้องค่อยๆ เดินย่อง ไม่กล้าโอ้เอ้รั้งรอ เพราะกลัวว่าความโชคร้ายของฮูหยินจะติดตัว

ได้ยินว่าคุณชายใหญ่ล้มป่วยด้วยไข้หวัด เชิญหมอมาดูอาการคนแล้วคนเล่า กระทั่งหมอหลวงจากในวังยังเคยมาตรวจให้ ยาต้มที่กินเข้าไปมากมายเหมือนน้ำหลาก กระนั้นคุณชายใหญ่ก็ยังไข้สูงไม่ยอมลด อาการไม่ดีขึ้นเสียที

ฮูหยินร้องไห้น้ำตารินไม่เว้นแต่ละวัน รำพันว่าบุตรชายตนเจ็บออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดา ถูกลิขิตมาให้อายุสั้น ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วตนทำบาปทำกรรมอะไรไว้ สวรรค์ถึงได้ลงโทษตนและสกุลฟางเช่นนี้

จวนโหวทั้งจวนตกอยู่ในความหม่นหมองราวกับว่าพรุ่งนี้ต้องแขวนธงงานศพประดับแพรขาว มีเพียงหอเหยากวงทางทิศตะวันตกของจวนเท่านั้นที่เหมือนอยู่กันคนละที่ มีเสียงดนตรีบรรเลงทุกคืน คณะนางระบำและคณะงิ้วใหม่ๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแสดงมอบความสำราญให้คณะแล้วคณะเล่า

“บ่าวได้ยินพวกบ่าวรับใช้ข้างนอกซุบซิบกันว่าระยะนี้ฮูหยินโมโหจนเลือดขึ้นหน้า หาว่าคุณชายใหญ่ป่วยถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ แต่ท่านหญิงกลับยังไม่ยอมไปเยี่ยม มิหนำซ้ำยังหาคนมาดีดสีตีเป่าร้องรำทำเพลง เหมือนกลัวว่าคุณชายใหญ่จะจากไปไม่เร็วพออย่างนั้น…”

บ่ายวันนี้จิงเจ๋อนำความเป็นไปในจวนมาเล่าให้เจ้านายฟัง

เจียงจื้ออีที่เอนตัวเอกเขนกอยู่บนตั่งหญิงงามลูบขนแมวในอ้อมกอดเบาๆ “ในเมื่อท่านป้าโกรธนัก เหตุใดถึงไม่มาพูดกับข้าตรงๆ เล่า”

“กล้าพูดเสียที่ใดเล่าเจ้าคะ” จิงเจ๋อยิ้มเอ่ยแล้วทำสีหน้าจริงจัง “บ่าวว่าคุณชายใหญ่ไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดอะไรนั่นหรอก แต่รู้ว่าเรื่องถูกเปิดเผยแล้ว เลยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อด้วยความร้อนตัวต่างหาก เอาแต่กินยาจะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่อฮูหยินเชื่อเรื่องคุณไสยนัก ไปเชิญหมอผีสักคนมาทำพิธีเรียกวิญญาณเสียสิ! หากฝืนสังขารต่อไม่ไหวจนต้องจากไปจริงๆ ก็ถือเป็นผลกรรมที่พวกนั้นก่อขึ้นมาเอง!”

ไม่รู้ว่าคำใดกระทบหูเข้า เจียงจื้ออีจึงหมดอารมณ์จะสนใจเรื่องคนอื่น นางขยับตัวขึ้นนั่งตรงพร้อมถาม “ข้าบอกว่าหิวแล้ว ให้กู่อวี่ออกไปซื้อขนมผลไม้ตั้งนาน จนป่านนี้แล้วเหตุใดยังไม่กลับมาเสียที”

ตรงปากตรอกฉางซิ่ง กู่อวี่ผู้หิ้วกล่องอาหารสองมือหมุนตัวทำท่าจะเดินไปทางซ้าย นักพรตตาบอดข้างเดียวตรงหน้าก็ก้าวไปทางซ้ายบ้าง พอนางหมุนตัวจะเดินไปทางขวา นักพรตสูงวัยก็ขยับมาขวางทางขวา สกัดนางไว้ไม่ยอมให้ขึ้นรถม้า

“ท่านผู้อาวุโส ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ข้าไม่ดูดวงและไม่เสี่ยงทายอะไรทั้งนั้น หากยังไม่หลีกอีกข้าจะตะโกนแล้วนะ!” กู่อวี่ตำหนิอย่างโมโห

“แม่นางน้อย” นักพรตชราถือธงหกเหลี่ยมด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างลูบเครายาวของตน “ข้าไม่คิดเงินหรอก แค่เห็นหว่างคิ้วเจ้าหมองคล้ำ กลัวว่าเจ้าจะพบกับหายนะในเร็ววัน เลยเตือนด้วยความปรารถนาดีเท่านั้นเอง!”

“หากท่านยังขวางทางข้าอย่างนี้ต่อไปต่างหากข้าถึงจะพบกับหายนะของจริง!” พอเหลือบมองสีท้องฟ้ากู่อวี่ก็ร้อนใจยิ่งกว่าเดิม แล้วรีบเดินฉับๆ อ้อมอีกฝ่ายไปที่รถม้าอย่างรวดเร็ว

“แม่นางน้อย ข้าเห็นคนในบ้านเจ้าได้รับการปกปักคุ้มครองจากองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าจนพ้นเคราะห์มาได้คราวหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ไปจุดธูปขอบคุณองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าด้วยตนเอง เกรงว่าสวรรค์จะลงทัณฑ์ให้เจอเคราะห์ซ้ำเอาได้นะ!” นักพรตผู้นั้นตะโกนไล่หลัง

“ท่านมันนักต้มตุ๋นในยุทธภพชัดๆ บ้านข้าเหลือข้าเพียงคนเดียว สวรรค์จะลงทัณฑ์ก็ไม่กลัวหรอก!” กู่อวี่หันไปถลึงตาใส่ พอจะแหวกม่านก้าวขึ้นรถม้าก็พลันชะงัก

“เหลือเจ้าเพียงคนเดียวจริงหรือ แม่นางลองคิดให้ถี่ถ้วนสักหน่อยดีกว่า…”

“แย่แล้ว!” สาวใช้นึกอะไรได้ จึงโดดขึ้นรถม้าแล้วร้องสั่งสารถี “เร็ว รีบกลับจวน!”

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ชานเมืองหลวง

ฟ้าเพิ่งจะสว่างรำไร ริ้วหมอกฤดูหนาวยังสลายไปไม่หมด เจียงจื้ออีนอนงีบอยู่บนตั่งเล็กในรถม้าที่แล่นขลุกๆ ไปตามทาง

เมื่อวานกู่อวี่กลับมาจากซื้อของแล้วเล่าคำพูดของนักพรตสูงวัยผู้นั้นให้ฟัง เจียงจื้ออีถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังแก้คุณไสยสำเร็จ ตนเองยังไม่ได้ไปจุดธูปบูชาเทพเจ้าและบริจาคเงินบำรุงอารามไท่ชิงจริงๆ จะว่าไปก็เหมือนไม่เห็นองค์ปฐมเทพแห่งเต๋าอยู่ในสายตา

แต่เรื่องแค่นี้ถึงขั้นจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ก็ร้ายแรงไปหน่อยกระมัง

คิดแล้วนางก็หมดอารมณ์จะชมการขับร้องร่ายระบำ เมื่อคืนไม่มีอะไรทำ นางเลยหยิบ ‘ตำนานอีอี’ เล่มนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ยอมข่มใจทนความทรมานที่ต้องเห็น ‘เสิ่นหยวนเช่อ’ ผู้นั้นในหนังสือ ไล่อ่านโดยละเอียดว่าหลังจากไปเสี่ยงทายที่อารามเต๋าแล้วนางเอกทำอะไรต่อบ้าง

อ่านจบก็ตัดสินใจทำตาม ออกจากจวนมาที่อารามไท่ชิงแต่เช้าเพื่อทำตามพิธีให้ครบถ้วนสมบูรณ์

ติดตรงที่ระยะนี้นางนอนตื่นสายตะวันโด่งทุกวัน พอต้องตื่นเช้าแบบปุบปับจึงยังไม่คุ้นชิน พอขึ้นรถม้ามาได้ก็หลับไปทันที

คนที่นอนอยู่บนตั่งเล็กขมวดคิ้วแน่น เหงื่อผุดซึมตามหน้าผาก ไม่รู้ฝันถึงอะไรอยู่ จิงเจ๋อเห็นแล้วจึงคว้าแพรพกขยับเข้าไปหา

ยังไม่ทันได้เช็ดหน้าผากให้ เจียงจื้ออีก็พลันลืมตาโพลงขึ้นมาเสียก่อน “พี่อาเช่อ!”

จิงเจ๋อสะดุ้งโหยง ตอนแรกตั้งใจจะถามเจ้านายว่าฝันร้ายหรือไม่ แต่ก็ต้องชะงักไปเสียก่อนจะได้เอ่ยปาก…

“เอ๊ะ?”

พะ…พี่อะไรนะ

เจียงจื้ออีหอบหายใจถี่รัวอยู่หลายครั้ง แล้วกะพริบตาปริบๆ มองเพดานรถม้าอย่างเลื่อนลอย จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นนั่งหลังตรง

“ท่านหญิง?”

“นี่ข้าอยู่ที่ใดกัน…” นางมองไปรอบตัวด้วยสายตางัวเงีย

“อยู่ระหว่างทางไปอารามไท่ชิงเจ้าค่ะ ท่านหญิง ท่านฝันถึง…แม่ทัพน้อยเสิ่นหรือเจ้าคะ”

สีหน้าสับสนเลื่อนลอยของเจียงจื้ออีค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เหลือเชื่อ และรับไม่ได้ “เมื่อครู่ข้าพูดอะไรออกมา”

“ท่านหญิงเอ่ยเรียก ‘พี่อา…’ ”

เด็กสาวยกมือขึ้นขัดจังหวะคนสนิทอย่างฉับไว สูดหายใจลึกๆ ทีหนึ่ง แล้วชี้นิ้วแข็งทื่อไปยังถ้วยชา

จิงเจ๋อกระวีกระวาดไปรินน้ำชาให้

เจียงจื้ออีรับชามาบ้วนปาก

“ถุย! ถุยๆๆ!”

ต้องโทษที่ชาติกำเนิดและชีวิตของนางเอกเรื่อง ‘ตำนานอีอี’ เหมือนนางมากเหลือเกิน ซ้ำพระเอกยังเอาต้นแบบมาจากเสิ่นหยวนเช่อ พอเปิดอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งเข้า นางเลยคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องเหมือนถูกสะกดจิต เมื่อครู่ถึงกับฝันว่าตนเองกลายเป็นอีอีในหนังสือ ผู้ที่ความคิดมีแต่ชายคนรัก อ้าปากแต่ละทีก็ ‘พี่อาเช่อ’ อย่างนั้นอย่างนี้ และพูดจาหวานเลี่ยนชวนคลื่นไส้ได้มากมาย

ตัวนางในความฝันเฝ้ารอมาสามปีจนในที่สุดคนรักก็กลับจากชายแดน แต่แล้วนางกลับพบว่าเขาทำตัวเหมือนไม่รู้จักกัน ลืมนางไปแล้วโดยสิ้นเชิง…

เจียงจื้ออียกมือขึ้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อสัมผัสถูกคราบเปียกชื้นตรงหางตา

ความเจ็บปวดสิ้นหวังที่ถูกทิ้งขว้างในความฝันสมจริงเกินไป ขนาดฉากที่เกิดเหตุยังเหมือนตอนนางมองขบวนฉลองชัยของเสิ่นหยวนเช่อจากบนโรงน้ำชาไม่ผิดเพี้ยน

พอหวนคิดเช่นนี้นางก็พลันบังเกิดความสับสนไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝันกันแน่…

เด็กสาวโคลงศีรษะอย่างมึนงง ก่อนระงับความคิดไว้เพียงเท่านั้น แล้วถามจิงเจ๋อว่า “เมื่อวานพอข้าอ่านจบแล้ว เจ้าเอาหนังสือเรื่องเล่าเล่มนั้นไปเก็บไว้ที่ใด”

“บ่าวเห็นหนังสือเรื่องเล่าเล่มนี้เจ้าปัญหานัก เก็บให้หยิบออกมายากๆ น่าจะดีกว่า เลยเอาไปใส่หีบคล้องกุญแจให้ท่านหญิงเจ้าค่ะ”

“ประเดี๋ยวพอกลับถึงจวนเอาไปเผาทิ้งเสีย เผาให้เป็นเถ้าถ่าน ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซากได้ยิ่งดีที่สุด!”

“รับทราบเจ้าค่ะ”

เจียงจื้ออีนวดคลึงขมับอันปวดรุม ความฝันนี้ทำให้นางวิงเวียน ศีรษะหนักอึ้ง ขณะที่เท้าเบาโหวง นั่งพิงหมอนอิงตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า “ถึงที่ใดแล้ว”

“ยังอีกสักพักกว่าจะถึงอารามไท่ชิงเจ้าค่ะ…”

พูดยังไม่ทันขาดคำม้าก็ร้องเสียงแหลม รถม้าหยุดลงกะทันหัน เจียงจื้ออีกรีดร้องด้วยความตกใจขณะที่ร่างคะมำไปข้างหน้า

จิงเจ๋อประคองเจ้านายไว้ได้อย่างหวุดหวิด แล้วร้องถามข้างนอกอย่างลนลาน “เกิดอะไรขึ้น”

“ม้าถูกเชือกขัดขาขอรับ มีโจรป่า คุ้มกันรถม้า!”

องครักษ์ข้างนอกพากันชักกระบี่ออกจากฝัก จากนั้นก็ได้ยินเสียงคมอาวุธกระทบกันดังเคร้งคร้าง

“ชานเมืองหลวงอยู่ใต้พระบาทโอรสสวรรค์แท้ๆ เหตุใดถึงมีโจรป่าโผล่มาได้” จิงเจ๋อแง้มมุมม่านมองออกไปข้างนอก แล้วก็เห็นกลุ่มโจรป่าถือดาบใหญ่แห่เข้ามาล้อมรถม้าไว้อย่างแน่นหนาในชั่วพริบตา

ข้าวของในรถม้าล้มระเนระนาด ภาชนะแตกกระจายเต็มพื้น เจียงจื้ออีหอบหายใจอย่างตื่นตระหนก

ยังไม่ทันที่นางจะตั้งสติได้ก็ได้ยินเสียงฉับทึบๆ ดังขึ้น เมื่อดาบใหญ่เล่มหนึ่งปลิวมาตัดกงล้อให้ทรุดลง รถม้าเอียงกระเท่เร่ทันที

เจียงจื้ออีถูกเหวี่ยงไปอีกทาง ศีรษะกระแทกเข้ากับผนังรถม้าอย่างจังเสียงดังโครม

“ท่านหญิง! อยู่ในรถม้าต่อไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ต้องลงจากรถม้า”

เจียงจื้ออีทั้งเจ็บทั้งมึนเหมือนโลกหมุน นางนิ่งงันไปพริบตาหนึ่ง หัวคิ้วขมวดแน่นด้วยความเจ็บปวด เห็นจิงเจ๋อที่อยู่ตรงหน้าขยับปากพะเยิบพะยาบแต่กลับไม่ได้ยินเสียงเลยสักคำ ระหว่างที่กำลังมึนตื้ออยู่นั้นนางก็ถูกลากลงจากรถม้า

ใต้ฝ่าเท้าคือทางกลางเขาที่เป็นหลุมเป็นบ่อ รอบตัวมีเพียงหญ้าสีเหลืองแห้งที่ส่งเสียงแซ่กซ่าในสายลม

เจียงจื้ออีอยู่กลางวงล้อมขององครักษ์ราวกับจอกแหนลอยกระเพื่อมไปตามสายน้ำ รู้สึกเหมือนท้องฟ้าและผืนดินสะเทือนโคลงเคลงไปหมด ร่างของคนรอบตัวก็เป็นเงาเลือนซ้อนวูบวาบไปมา

ศีรษะนางหนักอึ้ง ขณะที่ฝ่าเท้าเหมือนย่างย่ำบนปุยนุ่น รูหูคล้ายถูกอะไรอุดเอาไว้ ทั้งที่เสียงแผดตะเบ็งรอบตัวอยู่ใกล้แสนใกล้ แต่นางกลับฟังแล้วเหมือนห่างไกลประหนึ่งอยู่คนละยอดเขา

แสงสะท้อนจากคมอาวุธวูบวาบอยู่เหนือศีรษะ เจียงจื้ออีถูกจิงเจ๋อจับมือวิ่งหลบซ้ายหลบขวามาตลอดทาง ได้ยินฝ่ายนั้นตะโกนข้างหูแว่วๆ ว่า “หลังเนิน…ให้วิ่งไป…” อะไรสักอย่าง

นางหรี่ตามองตามปลายนิ้วของจิงเจ๋อ เห็นเนินสูงลูกหนึ่งอยู่ตรงนั้น

แสงตะวันสีทองแผ่ปกคลุมยอดเขา อาบย้อมแนวป่าให้สว่างไสว ละลายหยดน้ำค้างแข็งที่เกาะอยู่ตามยอดหญ้าเหลืองแห้ง

ท่ามกลางหญ้าสูงที่บดบัง ดูเหมือนจะมีร่างของใครบางคนสูงตระหง่านอยู่บนหลังม้า หลุบตาลงมองการต่อสู้อันดุเดือดเบื้องล่างเงียบๆ

ดูลักษณะท่าทางไม่เหมือนพวกโจร

แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสายตาที่คนผู้นั้นทอดมองลงมาเย็นชาเรียบเฉยประหนึ่งมองฝูงมดปลวก

องครักษ์ข้างกายล้มลงทีละคน วงล้อมรอบตัวเล็กลงเรื่อยๆ เจียงจื้ออีมองคนผู้นั้นอย่างมึนงง แล้วพลันถูกจิงเจ๋อผลักโดยแรง

“ท่านหญิง หลังเนินเป็น…รีบไปขอความช่วยเหลือเร็วเจ้าค่ะ!”

ศีรษะหนักอึ้งวิงเวียน สมองของนางทึ่มทื่ออยู่ชั่วขณะหนึ่งถึงค่อยประมวลความเข้าใจได้ แล้ววิ่งโซเซขึ้นเนิน

ทางกลางเขาและต้นไม้ที่เห็นเบื้องหน้าสั่นสะเทือนโคลงเคลงไม่หยุด ดวงตะวันยามเช้าบนท้องฟ้าฉาบประกายแสงลงบนใบหน้าเด็กหนุ่มชุดดำบนหลังม้าที่อยู่ไกลออกไป ทำให้ร่างนั้นดูราวกับอยู่ในความฝัน

เสียงรองเท้าหุ้มแข้งย่ำพื้นข้างหลังกระชั้นใกล้เข้ามาทุกที เจียงจื้ออียกมือกุมหัวใจที่แทบกระดอนขึ้นมาอยู่ในลำคอพลางตะโกนบอกผ่านเสียงหอบ “ช่วย…ช่วย…”

เด็กหนุ่มบนหลังม้าหันมามอง

ดวงหน้าคมคายซ้อนทับกับใบหน้าที่ปรากฏขึ้นในความฝันเมื่อครู่ได้อย่างสนิท

ในที่สุดเจียงจื้ออีก็ตระหนักได้ จิงเจ๋อพูดว่า…‘หลังเนินเป็นที่ตั้งค่ายของกองทัพเสวียนเช่อ’

“เสิ่น…เสิ่นหยวนเช่อ…” ลมหนาวพัดกรูผ่านลำคอทะลุทะลวงเข้าไปในปอด นางสำลักเสียจนตาลาย กระนั้นก็ยังวิ่งขึ้นเนินสุดแรง ศีรษะหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่าเท้าโหวงหวิวขึ้นทุกที พอใกล้จะวิ่งถึงคนบนหลังม้า เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนปวกเปียกจนนางทรุดฮวบลงบนพื้น

เจียงจื้ออีข่มกลั้นความเจ็บปวดเงยหน้าขึ้น ขยับปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าทำอย่างไรก็เปล่งเสียงไม่ออก นางมองเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ใกล้แค่คืบ พยายามเอื้อมมือออกไปอย่างยากลำบาก แล้วคว้าชายเสื้อตัวนั้นไว้ราวกับคนจมน้ำคว้าฟาง

คนบนหลังม้าขมวดคิ้วหลุบตาลงตวัดมองนาง ปลายนิ้วที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนจับชายเสื้อคลุมฝั่งนั้นไว้ เขาค่อยๆ ดึงออกจากมือนางอย่างไม่รีบร้อน

มือเล็กขาวเนียนดุจหิมะถูกสลัดจนตกลงบนพื้นดินอีกครั้ง

พวกโจรป่าที่ไล่กวดมาจากข้างหลังตามมาถึงในจังหวะนั้นเอง

เจียงจื้ออีรู้สึกสิ้นหวังเหมือนกลับไปอยู่ในความฝันเมื่อครู่นี้อีกครั้ง นางหมอบอยู่บนพื้น หันไปมองดาบใหญ่ชุ่มเลือดข้างหลังอย่างลนลาน ในที่สุดแสงเบื้องหน้าก็หม่นมืด หมดสติไปทั้งอย่างนั้น

ก่อนที่สติจะขาดหาย ในหัวนางเหลือเพียงความคิดเดียว…

หากวันนี้ข้าต้องตายอยู่ที่นี่ ต่อให้เป็นผีก็จะไม่ยอมละเว้นเสิ่นหยวนเช่ออย่างแน่นอน!

บทที่ 6

ครึ่งชั่วยามให้หลัง ในค่ายทหารอันอลหม่าน ไพร่พลแห่แหนกันมายืนล้อมกระโจมใหญ่อย่างแน่นหนา พยายามชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในกันทุกคน

“เกิดอะไรขึ้น ไหนบอกว่าท่านหญิงไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างไรเล่า”

“เฮ้อ ชนชั้นสูงน่ะขวัญอ่อน ตอนนั้นแม่ทัพน้อยไม่ได้พูดเสียหน่อยว่าจะไม่ช่วย ท่านหญิงก็เสียขวัญจนสลบไปเสียแล้ว”

“แต่ก็ไม่ควรสลบนานถึงเพียงนี้นี่ ระหว่างทางที่แม่ทัพน้อยจับพาดหลังม้าพาตัวกลับมา คงไม่ใช่กระเทือนจนมีอะไรบุบสลายเข้าหรอกนะ”

“ได้ยินว่าท่านหญิงหย่งอิ๋งเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าองค์หญิงในราชวงศ์เสียอีก หากมีอันเป็นไปในพื้นที่ของพวกเรา ศีรษะทหารทั้งค่ายจะพอให้ตัดหรือไม่นะ”

ทุกคนพากันกลืนน้ำลายอย่างหวาดๆ

ภายในกระโจมใหญ่ มู่ซินหงยืนถูมืออยู่หน้าเตียงอย่างร้อนใจพลางสังเกตสีหน้าของหมอประจำกองทัพไปด้วย “เป็นอย่างไร”

หมอปล่อยนิ้วสามนิ้วที่จับชีพจรออก “เท่าที่ตรวจชีพจรดูไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เวลานี้ควรต้องฟื้นแล้วถึงจะถูก ไม่รู้ว่าท่านหญิงได้รับบาดเจ็บร้ายแรงที่ใดหรือไม่…”

มู่ซินหงทำสีหน้าลำบากใจ

แม่นางน้อยที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงมีใบหน้าซีดเผือด ชุดกระโปรงสีชมพูเลื่อมวาวที่สวมอยู่เปื้อนคราบโคลนเป็นปื้น ลักษณะเหมือนหกล้มมา ทว่าตอนที่เกิดเหตุเขาไม่ได้อยู่ด้วย จึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรแน่

แม่ทัพน้อยก็เหลือเกิน จับนางพาดหลังม้ากลับมาราวกับเป็นสิ่งของอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังไม่อยู่รอดูอาการว่านางบาดเจ็บหรือไม่ กลับออกไปดูศพพวกนั้นแทน

ทั้งค่ายมีแต่บุรุษกำยำ กระทั่งสุนัขล่าเนื้อยังเป็นตัวผู้ ใครเล่าจะกล้าแตะเนื้อต้องตัวสตรีสูงศักดิ์เช่นนาง ยิ่งให้ลงมือตรวจดูอาการบาดเจ็บยิ่งไม่ต้องพูดถึง

รองแม่ทัพเดินกลับไปกลับมาอย่างร้อนรน ทันใดนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่นอกกระโจมก็พลันเบาลงมาก พลทหารที่ยืนเบียดเสียดแน่นหนาจนน้ำแทบซึมผ่านไม่ได้แหวกออกเป็นสองข้าง เว้นที่ว่างตรงกลางเป็นทางเดิน

เสิ่นหยวนเช่อถือกระบี่เดินผ่านกลุ่มทหารเข้ามาในกระโจม

มู่ซินหงร้อง “แม่ทัพน้อยกลับมาได้เสียที! หากยังไม่มาอีก อาการบาดเจ็บของท่านหญิง…”

“น่าจะรักษาเรียบร้อยแล้วกระมัง” เด็กหนุ่มโยนกระบี่ไปให้

มู่ซินหงรับกระบี่ไปวางไว้บนฐานวางลวกๆ “ยังไม่ฟื้นขอรับ เมื่อครู่ท่านเห็นหรือไม่ว่าท่านหญิงล้มกระแทกตรงส่วนใดบ้าง”

คนถูกถามหรี่ตาทบทวนความทรงจำถึงท่าล้มของเจียงจื้ออีในตอนนั้น แล้วแนบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าด้วยกัน ชี้ไปยังข้อศอกซ้าย ข้อมือขวา และหัวเข่าซ้ายของร่างบนเตียงจากไกลๆ

“เช่นนั้นก็ไม่ใช่จุดสำคัญ ทั้งยังไม่มีร่องรอยหักร้าว อาจจะเสียขวัญมากเกินไปจนทำให้หมดสติขอรับ” หมอประจำกองทัพวินิจฉัย

มู่ซินหงซักต่อ “แล้วต้องทำเช่นไรถึงจะฟื้นขึ้นมาได้”

“เอ่อ…วิธีน่ะมีอยู่ แต่เกรงว่าคงไม่สง่างามนัก…”

“ยังต้องสง่างามอีกหรือ” เสิ่นหยวนเช่อเหลือบมองเด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมที่นอนอยู่บนเตียงตน แล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้หลีก

มู่ซินหงหลบไปอีกทางอย่างหวาดหวั่น “ท่านยั้ง…ยั้งแรงสักหน่อย ผิวเนื้อบอบบางเช่นนี้ทำหนักมือไม่ได้หรอกนะ…”

ความรำคาญวาบขึ้นในดวงตาเสิ่นหยวนเช่อ เขายกมือขึ้นขยับสาบเสื้อให้หลวม ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง วางนิ้วโป้งลงบนร่องเหนือริมฝีปากนาง แล้วกดลงไปอย่างคล่องแคล่ว

ร่างบนเตียงสูดหายใจดังเฮือกเหมือนคนจมน้ำได้อากาศ เรียวคิ้วขมวดมุ่นด้วยความเจ็บ เปลือกตาสั่นระริกปรือขึ้น

แววตาเลื่อนลอยของเจียงจื้ออีมองไปมาในความว่างเปล่า คล้ายยังตั้งสติจากอาการเสียขวัญไม่ได้ พักใหญ่ทีเดียวถึงค่อยๆ เหลียวมองตามมือที่อยู่ตรงหน้า พอเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงก็เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายขึ้นแวบหนึ่ง

เขาประสานสายตากับนาง นึกถึงนิสัยเจ้าปัญหาน่ารำคาญของเจ้าตัว เสิ่นหยวนเช่อก็เลิกคิ้วพลางชักมือกลับ

ปรากฏว่าพริบตาต่อมาดวงตาของเจียงจื้ออีพลันแดงระเรื่อ แพขนตาดกหนาสั่นระริกขณะกลั่นน้ำใสออกมาหยดหนึ่ง

กดแรงนิดเดียว ไม่น่าถึงขั้นนี้นี่

เสิ่นหยวนเช่อถูปลายนิ้วตนเอง แล้วขมวดคิ้วพลางกวักมือเรียกหมอให้มารับช่วงต่อ จังหวะที่เขายันเข่าลงบนเตียงทำท่าจะลุกขึ้น…

ร่างท่อนบนพลันถูกคนโถมแรงใส่ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกแน่นที่เอวเพราะถูกเรียวแขนกลมกลึงคู่หนึ่งกอดรัด

ศีรษะที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นซุกเข้าหาอกเขา “พี่อาเช่อ!”

“…”

เสิ่นหยวนเช่อถูกโถมกอดจนหงายหลัง สองมือชูสูงขึ้นเหนือศีรษะ

เสียงสูดหายใจเฮือกด้วยความตระหนกดังขึ้นรอบตัวอย่างนับไม่ถ้วน เด็กหนุ่มชูมือสูง จ้องมองผ้ากระโจมสีขาวตรงหน้าอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้มหน้าลงมองมือที่กอดรัดอยู่รอบเอวตนเอง

“เจ้า…เรียกใครกัน”

ดูเหมือนเจียงจื้ออีจะไม่ได้ยิน ยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อย ร้องไห้น้ำตารินพูดเองเออเองไปเรื่อย “พี่อาเช่อ เมื่อครู่ข้าตกใจแทบตายจริงๆ นะ ดาบของพวกโจรนั่นใหญ่เหลือเกิน ข้านึกว่า…นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นท่านแล้ว…”

“…”

มือที่ชูสูงค่อยๆ กำเป็นหมัด เสิ่นหยวนเช่อกลั้นหายใจ

“เมื่อครู่ข้าฝันร้าย น่ากลัวเป็นที่สุด ข้าฝันเห็นตนเองล้มแล้วเอื้อมมือไปดึงท่านไว้ แต่ท่านกลับสลัดมือข้าออกอย่างรังเกียจ ยังดี…ยังดีที่เป็นเพียงความฝัน…”

“…”

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่อาเช่อไม่มีทางไม่ช่วยข้าหรอก” เจียงจื้ออีพูดพลางกระชับวงแขนกอดแน่นขึ้นอีก ถูแก้มกับสาบเสื้อเขาเหมือนคิดแล้วยังกลัวไม่หาย “นึกแล้วเชียวว่าใจท่านต้องมีข้า!”

“…”

“พี่อาเช่อ เหตุใดถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า” นางสะกดน้ำตาเอาไว้ แหงนหน้าขึ้นสบประสานกับสายตาตกตะลึงของเสิ่นหยวนเช่อ

“นี่เจ้า…” แผ่นหลังของเด็กหนุ่มแอ่นโค้งเหมือนคันธนู ร่างแข็งเกร็งราวกับแผ่นเหล็ก “พูดกับข้าอยู่หรือ”

“ข้าไม่พูดกับพี่อาเช่อแล้วจะพูดกับใครได้เล่า” เจียงจื้ออีกะพริบตาอย่างกังขา

พี่…อาเช่อ?

เสิ่นหยวนเช่อเบนสายตาไปอีกทางอย่างตะลึงพรึงเพริด

เหล่าไพร่พลหน้ากระโจมที่ยืนนิ่งอึ้งเป็นท่อนไม้อยู่นานรีบหมุนตัวเป็นพัลวัน บ้างทำเป็นตั้งสมาธิจดจ่อกับอะไรสักอย่าง บ้างยกมือปิดหู

พอมองตามสายตาเขาไปเห็นกลุ่มคนแน่นขนัด เจียงจื้ออีก็ปล่อยมือทันที ดึงผ้าห่มขึ้นสูงพลางกระถดตัวไปข้างหลัง มองเสิ่นหยวนเช่อด้วยแววตาไหวระริก ใบหน้าซีดขาวเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาทีละน้อย

มู่ซินหงบังคับตนเองให้ดึงสติกลับมาจากภาพตรงหน้า แล้วเดินไปไล่เหล่าคนมุงดูที่หน้ากระโจม “ไม่อยากเก็บลูกตาไว้แล้วหรือไร! ไปๆๆ แยกย้ายๆ!”

ทุกคนวิ่งกรูหายลับไปในพริบตา ทหารนายสุดท้ายวิ่งออกไปสามสี่ก้าวแล้วนึกอะไรขึ้นได้ จึงย้อนกลับมาปิดประตูกระโจมให้อย่างใส่ใจ

กระโจมใหญ่อันวังเวงเงียบสงัดราวกับป่าช้า คนสองคนที่สบตากันอยู่บนเตียงนั้น คนหนึ่งตัวแข็งทื่อราวกับกิ่งไม้แห้งๆ ส่วนอีกคนหนึ่งหน้าแดงระเรื่อ

เจียงจื้ออีทำสีหน้าละอาย “ขออภัย พี่อาเช่อ ข้าไม่ทันสังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย…”

ขอโทษเป็นด้วยหรือ

ไม่สิ…ที่นางขอโทษเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ

“เอ่อ…ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย จะไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ!” มู่ซินหงดึงหมอประจำกองทัพที่กำลังเงอะงะทำอะไรไม่ถูก “แม่ทัพน้อย พวกผู้น้อยก็จะออกไปเช่นกัน…”

“ไม่ใช่พวกเจ้า” เสิ่นหยวนเช่อยกมือขึ้นปรามอีกฝ่าย มองเด็กสาวที่พวงแก้มแดงก่ำซึ่งอยู่ตรงหน้าพลางใช้เข่ายันเตียงลุกขึ้นช้าๆ “แต่เป็นข้า”

“เอ๊ะ?” เจียงจื้ออีเอื้อมมือออกมาคว้ามือเขาไว้ทันที

ความกดดันอันนุ่มละมุนเหมือนจะจู่โจมเขาอีกครั้ง เสิ่นหยวนเช่อหลุบตาลงมองมือขาวเนียนที่จับนิ้วก้อยเขาไว้ ร่างกายแข็งเกร็งไล่เป็นทางตั้งแต่ปลายนิ้วลงไปจนถึงส้นเท้า

“พี่อาเช่อ ให้พวกเขาออกไปก็พอแล้ว ท่านจะออกไปด้วยเหตุใดกัน”

เขามองดวงตาที่กะพริบปริบๆ ของนาง แล้วเค้นประโยคสั้นๆ ลอดไรฟัน “จะไปหารือกับหมอเรื่องสมอง…เอ้อ…อาการบาดเจ็บของเจ้า”

“แต่หากท่านไป ข้าก็ต้องอยู่คนเดียว ข้ากลัว…” นางเบะปากเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“เช่นนั้น…” มืออีกข้างที่แนบอยู่กับลำตัวของเสิ่นหยวนเช่อกำแน่น ขณะดึงปลายนิ้วก้อยของตนเองออกมาเบาๆ “ก็กลัวไปแล้วกัน”

 

นอกกระโจม เสิ่นหยวนเช่อเอามือไพล่หลังตากลมบนลานโล่ง ดูท่าทางภายนอกสงบเยือกเย็นเหมือนน้ำนิ่ง…

หากมู่ซินหงไม่เห็นนิ้วก้อยที่กระดกขึ้นมาท้าลมเพียงลำพังเหมือนตัดสัมพันธ์กับนิ้วอื่น…ที่เจ้าตัวไพล่หลังไว้เสียก่อนล่ะก็…

กลิ่นหอมหวานยังคงกระทบจมูกเป็นพักๆ ไม่ยอมหายไปเสียที เสิ่นหยวนเช่อขมวดคิ้ว พอได้ยินเสียงคนเดินตามมาข้างหลังก็หันไปชี้กระโจมใหญ่พลางถามด้วยน้ำเสียงมั่นคง “นางไข้ขึ้นจนสมองเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่”

หมอประจำกองทัพนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอ่อ…ท่านหญิงมิได้มีไข้ เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ขอรับ…”

“เช่นนั้นก็ตกใจจนสมองเลอะเลือน?”

“การตื่นตระหนกเสียขวัญอย่างรุนแรงทำให้เกิดอาการสับสนงุนงงได้จริงๆ แต่ท่านหญิงพูดจาคล่องแคล่ว ชัดถ้อยชัดคำ กิริยาอาการก็ไม่ต่างจากคนปกติ เท่าที่เห็นขยับตัวเมื่อครู่ดูคล่องแคล่วว่องไวยิ่งกว่าแม่ทัพน้อยเสียด้วยซ้ำ…”

“…”

มู่ซินหงยกมือเกาศีรษะ แล้วเอ่ยกระซิบกระซาบ “เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านหญิงยังหมายตากระบี่ของท่าน เลยแสร้งเล่นละครเพื่อล่อพวกเราออกจากกระโจม”

เสิ่นหยวนเช่อพยักหน้า จากนั้นก็เงี่ยหูฟังอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วแง้มม่านประตูมองเข้าไปข้างใน

เจียงจื้ออียังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียงแต่โดยดี นางกำลังถอนหายใจเฮือกๆ อย่างน่าสงสาร พอมองผ่านม่านหน้ากระโจมที่เผยอขึ้นมาเจอสายตาเขา ดวงตาก็เป็นประกายทำท่าจะลงจากเตียง

แม่ทัพหนุ่มปิดม่านหน้ากระโจมทันควัน

“ไม่ใช่หรือ” มู่ซินหงมองสีหน้าเคร่งเครียดของผู้บังคับบัญชาแล้วเกาศีรษะต่อ “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะ…”

เสิ่นหยวนเช่อยกมือเป็นเชิงปรามให้ยุติการคาดเดาไว้เพียงเท่านี้ “ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด รีบส่งนางกลับจวนหย่งเอินโหวโดยเร็วเป็นดี”

ระหว่างรอให้ทางจวนโหวส่งคนมารับ ค่ายทหารทั้งค่ายก็ตกอยู่ในบรรยากาศพิลึกพิลั่น

เท่าที่สายตามองเห็น ทุกคนเดินย่องเงียบกริบ กระซิบกระซาบคุยกันราวกับเป็นหัวขโมยก็มิปาน ทหารยามเดินตรวจตราผ่านกระโจมใหญ่คราใดจะมองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ทั้งยังเร่งฝีเท้าเดินเร็วราวกับติดปีกบิน ด้วยเกรงว่าหากมัวโอ้เอ้อยู่ในบริเวณนั้นจะได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า

แม้ความจริงแล้วนับตั้งแต่เดินออกจากกระโจมใหญ่ เสิ่นหยวนเช่อจะยังไม่เคยกลับเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

มู่ซินหงติดตามแม่ทัพน้อยผู้มี ‘กระโจม’ แต่กลับไม่ได้เดินวนอยู่ในค่ายไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร ในที่สุดรถม้างามหรูคันหนึ่งก็แล่นมาจอดหน้าค่ายเสียที

หญิงแต่งงานแล้วในเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรานางหนึ่งลงจากรถม้าอย่างรีบร้อน เป็นจงซื่อฮูหยินของหย่งเอินโหวนั่นเอง

มู่ซินหงรู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก รีบต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน แล้วเดินไปที่กระโจมใหญ่

เสิ่นหยวนเช่อยืนอยู่หน้าประตูกระโจมที่ปิดสนิท มือจับมุมหนึ่งของม่านไว้

นับแต่เดินเข้ามาในค่าย จงซื่อก็ถามโน่นถามนี่อย่างร้อนใจมาตลอดทาง มาถึงตรงนี้ก็เห็นแม่ทัพน้อยจับขอบม่านแน่นจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปน แต่ไม่ยอมเปิดเสียที คล้ายกำลังบ่มความรู้สึกอยู่…

จงซื่อยกมือแตะขมับ ยืนโงนเงนเหมือนจะล้มพับ “แม่ทัพน้อยเสิ่น จื้ออีของเราเป็นอะไรไปใช่หรือไม่”

มู่ซินหงรีบคลี่คลายสถานการณ์ “มิได้ๆ ไม่ใช่ขอรับ…”

คนที่เป็นอะไรน่าจะไม่ใช่ท่านหญิงหรอก…

เสิ่นหยวนเช่อเปิดม่านพึ่บ แล้วเอามือไพล่หลังเบี่ยงตัวเชิญจงซื่อเข้าไปข้างใน

กระโจมใหญ่สงัดเงียบ เจียงจื้ออีกำลังนั่งกอดเข่าก้มหน้างุดอยู่บนเตียง นางเงยหน้าขึ้นอย่างยินดีเมื่อได้ยินเสียง กำลังจะอ้าปากก็เห็นป้าสะใภ้ที่เดินนำเสิ่นหยวนเช่อเข้ามาเสียก่อน จึงทำหน้าม่อย หุบยิ้มลงทันที

“โถ จื้ออี ไม่ได้เห็นกันแค่ตอนเช้า เหตุใดเจ้าถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้!” จงซื่อถลาไปข้างหน้าเมื่อก้าวเข้ามาในกระโจม ทว่าพูดได้เพียงเท่านั้นก็สำลักอะไรสักอย่างจนต้องยกแพรพกขึ้นปิดปากไอโขลก

“เหตุใดถ่านที่จุดไฟในกระโจมถึงได้ฉุนเช่นนี้” นางมองตามควันไปยังกระถางไฟที่วางอยู่ข้างเตียง “จื้ออีของพวกเราใช้แต่ถ่านไหมเงิน* มาแต่ไหนแต่ไร พวกเจ้าทำเช่นนี้เท่ากับเหยียบย่ำนาง…”

พูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าเจียงจื้ออีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ไม่แม้แต่จะย่นจมูกด้วยซ้ำ

ก่อนจะมองถ้วยดินเผาเนื้อหยาบแทบบาดมือที่วางอยู่ข้างตัวเด็กสาว น้ำชาในนั้นถูกดื่มจนแห้งเหือดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว

จากนั้นก็มองผ้าห่มเนื้อแข็งกระด้างระคายผิวที่ห่อร่างเจ้าตัวเอาไว้

ไม่เพียงจงซื่อที่ตกตะลึง มู่ซินหงก็เบิกตากว้างด้วยความแปลกใจเช่นกัน

ชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายทหารหยาบกร้าน เดิมทีเขาไม่คาดหวังว่าท่านหญิงผู้ที่แม้แต่จะเดินบนพื้นดินยังต้องปูพรมจะยอมใช้ข้าวของที่หยิบฉวยมาแก้ขัดเหล่านี้

คิดไม่ถึงเลยว่าเจียงจื้ออีไม่ใช่เพียงยอมใช้ ยังไม่มีท่าทางรังเกียจแต่อย่างใด โดยเฉพาะผ้าห่มของแม่ทัพน้อยที่นางดูเหมือนจะโปรดปรานและหวงแหนเป็นพิเศษ

“จื้ออี?” หากบอกว่าหิมะตกในเดือนหก จงซื่อยังคิดว่าน่าเชื่อกว่าเจียงจื้ออียอมทนใช้ของคุณภาพแย่พวกนี้ด้วยซ้ำ นางตกใจแล้วตกใจอีก ก่อนจะยื่นมือไปโบกตรงหน้าอีกฝ่ายสองที “เกิดอะไรขึ้น ผู้ใดรังแกเจ้าอย่างนั้นหรือ”

เจียงจื้ออีเงยใบหน้าละห้อยของตนขึ้นมองไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคนถาม

เสิ่นหยวนเช่อ “…”

“มะ…ไม่ใช่นะขอรับ ฮูหยินท่านโหวโปรดอย่าได้เข้าใจผิดเป็นอันขาด! แม่ทัพน้อยกับท่านหญิงไร้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง มิได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย!” มู่ซินหงพูดจบก็รู้สึกว่าตนเองใช้คำพูดน่าสงสัย เหมือนพยายามกลบเกลื่อนไปข้างๆ คูๆ จึงเสริมขึ้นว่า “สิ่งสำคัญตอนนี้คือทำแผลภายนอกให้ท่านหญิง ฮูหยินรีบรับท่านหญิงกลับจวนโดยเร็วดีกว่า…”

“นี่คือความประสงค์ของแม่ทัพน้อยเสิ่นอย่างนั้นหรือ” จู่ๆ เจียงจื้ออีก็ถามแทรกขึ้นมา แล้วเม้มปากมองเสิ่นหยวนเช่ออย่างไม่พอใจ

แม่ทัพหนุ่มตอบ “แน่นอน หรือท่านหญิงคิดจะปักหลักพักฟื้นอยู่ในค่ายของผู้น้อย?”

เด็กสาวสูดลมหายใจลึกๆ คล้ายสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง “เช่นนั้นแม่ทัพน้อยเสิ่นเองก็คิดว่าระหว่างข้ากับท่านไร้ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง มิได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อยเช่นกัน?”

เสิ่นหยวนเช่อกะพริบตาตอบอย่างเฉยชา “ผู้น้อยควรเกี่ยวข้องกับท่านหญิงอย่างไรเล่า”

เจียงจื้ออีพยักหน้าอย่างแช่มช้าสองที ดวงตารูปเมล็ดซิ่งกะพริบเบาๆ น้ำใสไหลกลิ้งลงมาหยดหนึ่ง

เสิ่นหยวนเช่อ “…”

“ในเมื่อไม่เกี่ยวข้อง วันนี้ท่านจะช่วยข้าไว้ด้วยเหตุใดกัน” นางถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้ทั้งที่เสียงสั่นเครือ

“จุดที่ท่านหญิงล้มลงวันนี้อยู่ในพื้นที่ของค่ายทหารพอดี หาไม่ผู้น้อยก็ไม่ไปยุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก”

เจียงจื้ออีสำลักอากาศ ตัวสั่นระริกเหมือนหายใจไม่ทันพลางมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา น้ำใสร่วงเผาะจากดวงตาหยดแล้วหยดเล่าเหมือนสร้อยมุกสายขาด

จงซื่อที่ดูอยู่ข้างๆ ทั้งงุนงงทั้งตื่นตระหนกจนอกสั่นขวัญแขวน รีบเกลี้ยกล่อมเด็กสาวว่า “จื้ออี กลับจวนกับป้าก่อนดีกว่า แผลภายนอกนี้หากไม่ใส่ยาให้ทันท่วงทีจะเหลือรอยแผลเป็นได้นะ!”

“เหลือรอยแผลเป็นก็เหลือไปสิ ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็เป็นเพียง ‘เรื่องชาวบ้าน’ ไปแล้วนี่!”

เสิ่นหยวนเช่อ “…”

จงซื่อท้วง “เป็นสตรีจะมีรอยแผลเป็นได้อย่างไร วันหน้าพอออกเรือนสามีจะเห็นเอานะ!”

“ข้ากลายเป็น ‘เรื่องชาวบ้าน’ ไปแล้ว ยังจะออกเรือนกับผู้ใดได้…”

เสิ่นหยวนเช่อ “…”

มู่ซินหงที่ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับอยู่ข้างหลังผู้บังคับบัญชาขยับปากเบาๆ “ฟังที่ท่านหญิงพูด หรือว่าท่านควรแต่งงานกับนาง?”

เสิ่นหยวนเช่อมองเด็กสาวที่กำลังร้องไห้น้ำตารินด้วยสีหน้าเฉยเมย “เจ้าถามข้า แล้วข้าถามผู้ใดได้เล่า”

เสียงสะอึกสะอื้นจนแทบหายใจไม่ทันก้องสะท้อนอยู่ในกระโจม สั่นสะเทือนรูหูครั้งแล้วครั้งเล่าจนเส้นเลือดตรงขมับเขาเต้นตุบๆ

เสิ่นหยวนเช่อใช้นิ้วกดหูพลางหลับตาลง หันหน้าไปทางจงซื่อ “ฮูหยินท่านโหว?”

หญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเบิกค้าง

สวรรค์รู้ดีว่านับแต่เด็กคนนี้เข้ามาอาศัยอยู่ในจวนโหวก็ยังไม่เคยร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่นางที่เป็นป้าสะใภ้ก็เพิ่งเคยเผชิญหน้ากับเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ครั้งแรกเช่นกัน

นางยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “พูดอย่างไรเด็กคนนี้ก็ไม่ยอมกลับจวนเสียที…แม่ทัพน้อยเสิ่นพอจะมีวิธีหรือไม่”

ความอดทนของเสิ่นหยวนเช่อพลันหมดลง เขาเดินหน้าบึ้งไปคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนขอบเตียง แล้วโน้มตัวลง สอดแขนเข้าไปใต้ผ้าห่ม เตรียมจะอุ้มเจียงจื้ออีขึ้นมาทั้งผ้าห่ม…

เสียงร้องไห้ของเจียงจื้ออีเงียบหาย นางสะอึกสะอื้นทีหนึ่งพร้อมเงยหน้าขึ้น

เสิ่นหยวนเช่อหันไปเจอสายตาเศร้าหมองที่ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรคู่นั้น

ดวงตายังร่ำไห้ ทว่าร่างกายเหมือนถูกเปิดสลัก แขนทั้งสองข้างเอื้อมออกมาคล้องรอบลำคอเขาไว้อย่างเงอะงะ

“…”

นิ่งไปครู่หนึ่ง แม่ทัพหนุ่มก็ค่อยๆ ชักมือที่สอดเข้าใต้ผ้าห่มออกมาแล้วสับสันมือลงไป

จากนั้นก็จับคนที่สลบล้มพับแบกพาดบ่าเดินดุ่มๆ ออกจากกระโจมท่ามกลางสายตาตกตะลึงของจงซื่อและมู่ซินหง

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)

 

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: