บทที่ 58
ประโยคถัดไปที่แล่นมาถึงริมฝีปากแล้วพลันสะดุดกึก เจียงจื้ออีมองหยวนเช่อตัวแข็งทื่อ กะพริบตาปริบๆ สองที
คนที่จังหวะหายใจหนักแน่นสม่ำเสมออยู่เป็นนิตย์เพราะฝึกยุทธ์ เวลานี้แผ่นอกกลับสะท้อนขึ้นลงน้อยๆ สันกรามขบแน่นจนปลายคางเป็นเส้นตรงแข็งเกร็ง ร่างทั้งร่างเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวจนตึงอย่างที่สุด
ผ่านไปครู่ใหญ่นางก็เอ่ยขึ้นตะกุกตะกัก “ท่านพะ…พิลึกนัก มีใครชอบสตรีแล้วจับนางกักบริเวณเหมือนนักโทษบ้าง ซ้ำยังขู่จะมัดมือมัดเท้านางอีก”
“ข้าอย่างไรเล่า”
ทำตัวพิลึกพิลั่นแล้วยังยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานได้อีกนะ
จะว่าไปเช่นนี้ต่างจากโจรป่าที่ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านกลับรังไปเป็นภรรยาในหนังสือเรื่องเล่าตรงที่ใดกัน
เด็กสาวมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ พอเห็นเขามองตนเองตาไม่กะพริบ นางก็เบนสายตาออกมาช้าๆ “เจรจากับคนไร้เหตุผลนี่พูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้จริงๆ” นางหันไปเอ่ยกับบ่าว “จิงเจ๋อ กู่อวี่ ไปกันเถิด!”
พูดพลางโบกมือเบาๆ แล้วพาสาวใช้ออกจากโรงน้ำชา
ทิ้งคนที่ลำคอแห้งผากเอาไว้ในห้องพิเศษเพียงลำพัง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็หยิบถ้วยชาของนางขึ้นมาแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมด
หลังนั่งรถม้ากลับเข้าเรือนชั้นในของจวนสกุลเสิ่น เจียงจื้ออีก็เดินกลับไปกลับมาอยู่ในเรือนอย่างกระสับกระส่าย
สวรรค์มีตาส่งเผยจื่อซ่งมาให้นาง…เขาอยู่ในฐานะที่มีความสำคัญมากพอ แต่เพราะครานี้มิใช่การเดินทางมาด้วยงานราชการ จึงไม่มีประกาศแจ้งกำหนดการล่วงหน้า หากแม้แต่เผยจื่อซ่งยังช่วยนางไม่ได้ เกรงว่าคงไม่ต้องหวังถึงอิสรภาพกันแล้ว
สาวใช้สองคนก็ยืนกระซิบกระซาบกันอีกด้านอย่างเป็นกังวล
กู่อวี่ถาม “พี่จิงเจ๋อ แม่ทัพน้อยเสิ่นคงไม่ขวางกระทั่งจดหมายของอัครมหาเสนาบดีจริงๆ หรอกนะเจ้าคะ”
จิงเจ๋อส่ายหน้า “คงไม่หรอก ท่านหญิงอุตส่าห์ไว้หน้าบอกไปว่าอยากกลับเมืองหลวงไปถอนหมั้นเพราะมีเรื่องระหองระแหงกัน หากแม่ทัพน้อยเสิ่นทำเรื่องราวใหญ่โตเพื่อจดหมายฉบับนี้ กลับจะเผยให้เห็นด้วยซ้ำว่าเขาอยากแต่งงานกับท่านหญิงเพราะมีเจตนาแอบแฝง และจะส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง…”
แม้พูดเช่นนั้น แต่สามนายบ่าวยังคงกระวนกระวายจนจะนั่งจะยืนก็ไม่เป็นสุขสักอย่าง
จวบจนฟ้าเริ่มมืดลง ใกล้ถึงเวลาจุดโคม ท่วงทำนองเพลงพิณก็ดังแว่วเข้าหูมา
เจียงจื้ออีที่กำลังนั่งพักบนตั่งหญิงงามหลังจากเดินจนเหนื่อยลุกพรวดขึ้นทันควัน ก่อนสั่งให้สาวใช้สองคนเปิดประตูหน้าต่างแล้วชะโงกตัวออกไปเงี่ยหูฟัง พบว่าเป็นเพลง ‘อวี๋ป๋อหยาอาลัยจงจื่อชี’ จริงๆ ดูเหมือนจะดังมาจากทางลานด้านหลังของจวนสกุลเสิ่น
เด็กสาววิ่งผลุนผลันออกไป ทว่าตอนที่ใกล้ถึงประตูหลังก็เผชิญหน้ากับผู้ที่สวมรองเท้าหนังหุ้มแข้งสีดำคู่หนึ่ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหยวนเช่อที่ตามเสียงมาเช่นกัน
สายตาสองคู่…คู่หนึ่งร้อนรน คู่หนึ่งเคร่งเครียด…ประสานกันในอากาศเหมือนฟ้าแลบฟ้าร้อง พริบตาต่อมาเจียงจื้ออีก็รั้งชายกระโปรงวิ่งหน้าตั้งไปทางประตูหลัง
หยวนเช่อสาวเท้ายาวๆ ตามไป เพียงไม่กี่ก้าวก็ไล่ตามนางทัน
รับรู้ได้จากเสียงว่าคนที่อยู่ด้านหลังไม่ต้องวิ่งด้วยซ้ำ เพียงก้าวเดียวของเขาก็เท่ากับสามก้าวของนางแล้ว เจียงจื้ออีร้อนรนจนเสียหลักสะดุดเท้ากับขั้นบันได
หยวนเช่อที่เพิ่งจะแซงนางไปเล็กน้อยเลิกคิ้ว หันกลับมาประคองร่างแบบบางไว้
เด็กสาวเซแซ่ดๆ ขณะเกาะแขนเขาไว้แน่น แล้วเหลือบตาขึ้นอย่างเสียขวัญ “ข้าเป็นเพียงหญิงอ่อนแอ ท่านทำเช่นนี้แม้เอาชนะข้าได้ก็ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
เขาหรี่ตาเอ่ย “หญิงอ่อนแอเยี่ยงเจ้ายังรู้จักใช้เสียงเพลงส่งสาส์นกับผู้อื่น ช่างเก่งกาจเสียเหลือเกินนะ”
เจียงจื้ออีย้อนอย่างไม่เข้าใจ “หากไม่เป็นเพราะตอนนั้นท่านไม่อยากจับคู่กับข้า แล้วยัดเยียดเผยจื่อซ่งมาให้คู่กับข้าแทน แล้วจะมีวันนี้หรือ รับกรรมที่ตนเองก่อไว้เองแท้ๆ ยังจะโทษคนอื่นอีก!”
หลังจ้องตากันอยู่สักพัก ต่างคนก็ต่างสะบัดหน้าไปคนละทาง
เสียงเพลงจบลง จากนั้นก็ดังขึ้นอีกรอบ เจียงจื้ออีที่ร้อนใจดั่งไฟลนกระแอมเบาๆ “ค้างคาอยู่เช่นนี้ก็เปล่าประโยชน์ ขอข้าหายใจให้หายเหนื่อยก่อนค่อยออกวิ่งกันใหม่ ใครช้าใครเร็วขึ้นอยู่กับความสามารถตนเอง”
ไม่รู้ใครกันที่ต้องมาหยุดเพราะนาง หากไม่ต้องมัวพยุงนางอยู่ตรงนี้ เขาคงเปิดประตูเสร็จไปแปดบานแล้ว
หยวนเช่อยืนอยู่ที่เดิมอย่างเยือกเย็น ให้นางเกาะแขนพยุงตัวพักให้หายเหนื่อย
เจียงจื้ออีเกาะอีกฝ่ายพลางหอบหายใจอยู่หลายครั้ง ทันใดนั้นนางก็ปัดมือเขาออกแล้วรีบเดินขึ้นบันได ถอดดาลประตูถลาออกไปข้างนอก
หยวนเช่อ “…”
เขาก้มหน้ามองมือของตนเองที่ถูกนางปัดออก แล้วแค่นยิ้มอย่างฉุนๆ พลางเดินตามไป ก้าวข้ามธรณีประตู
พอข้ามธรณีประตูออกมาข้างนอก ปลายเท้าของทั้งคู่ก็ชะงักพร้อมกัน
ข้างนอกนั่นไม่ใช่เผยจื่อซ่ง แต่เป็นนักดนตรีหญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งดีดพิณเจ็ดสายอยู่หน้าประตู
เบื้องหน้าคือคู่หนุ่มสาวที่แย่งกันวิ่งออกมาเป็นคนแรกราวกับแย่งกันมาจองที่ซื้อขายสินค้า นักดนตรีหญิงเห็นดังนั้นก็ชะงักมือที่ขยับพลิ้วบนสายพิณ เงยหน้าขึ้นมองหยวนเช่ออย่างอึ้งตะลึง จากนั้นก็มองเจียงจื้ออี ก่อนจะอุ้มพิณลุกขึ้นมาย่อกายคำนับเด็กสาว “แม่นาง คุณชายท่านหนึ่งให้ข้าน้อยนำความมาแจ้ง ว่าเรื่องที่ท่านฝากฝัง เขามิได้ทำให้ท่านผิดหวัง ขอให้ท่านรอฟังข่าวดีอย่างสบายใจเถิด”
เจียงจื้ออีได้ยินดังนั้นก็อุ่นใจ นางพรูลมหายใจอย่างโล่งอก เอ่ยขอบคุณนักดนตรีหญิงยิ้มๆ แล้วก็เห็นหยวนเช่อที่ยืนข้างกันเบือนหน้าไปทางอื่นคล้ายไม่อินังขังขอบกับข่าวนี้แต่อย่างใด…
นั่นสินะ จดหมายของเผยจื่อซ่งถูกส่งออกไป หยวนเช่อซึ่งเป็น ‘ผู้ปกครอง’ แห่งเหอซีย่อมต้องรู้อยู่แล้ว คงคิดว่าเสียแรงที่อุตส่าห์แข่งกับนาง ออกมาแล้วดันจับเผยจื่อซ่งไม่ได้ ทั้งยังได้ฟังประโยคเหลวไหลพรรค์นี้อีก
แต่ตอนอยู่ในโรงน้ำชา เขาแสดงอาการตอบสนองรุนแรงถึงเพียงนั้น ภายหลังจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้นจริงหรือ
ราวกับอ่านใจนางได้ หยวนเช่อแค่นหัวเราะดังหึ “ตราบใดที่ไม่ได้ถอนหมั้น ตราบนั้นเจ้าก็จะยังเป็นคู่หมั้นของข้า เจ้าส่งจดหมายไปให้หย่งเอินโหวได้ ข้าก็ทำได้เช่นกัน”
ที่แท้เขาลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว ตระหนักว่าการสกัดจดหมายของเผยจื่อซ่งดูน่าสงสัย จึงเปลี่ยนแผนการมาทางนี้แทน
“ท่านจะบิดเบือนความจริงอย่างไรก็ช่าง คิดว่าท่านลุงจะเชื่อท่านมากกว่าข้าหรือ” เจียงจื้ออีแค่นหัวเราะ แล้วชี้ท้องฟ้าเหนือกระหม่อม “นี่ก็มืดแล้ว รีบกลับไปเขียนจดหมายของท่านเสียสิ ‘อดีต คู่ หมั้น’ ในเร็วๆ นี้”
“…”
“ไม่ๆๆ จะใช้คำเรียกขานห่างเหินอย่าง ‘หวังว่าหย่งเอินโหวจะเปิดจดหมายฉบับนี้ด้วยตนเอง’ ได้อย่างไรขอรับ” หนึ่งเค่อให้หลัง ภายในห้องหนังสือของเรือนใหญ่ มู่ซินหงยืนค้อมตัวอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือขณะช่วยผู้บังคับบัญชาวางกลยุทธ์
“เช่นนั้นให้เขียนอย่างไร”
“ปกติเวลาภรรยาอยากกลับไปอยู่บ้านตนเองเช่นนี้ พวกเราทำได้เพียงประจบเอาใจพ่อตาเท่านั้น ผู้น้อยจะเขียนว่า…‘หวังว่าท่านพ่อตาจะเปิดอ่านจดหมายฉบับนี้ด้วยตนเอง’ ตลอดขอรับ”
“…”
“แม่ทัพน้อยก็ปรับสักหน่อย เขียนเป็น…‘หวังว่าท่านลุงภรรยาจะเปิดอ่านจดหมายฉบับนี้ด้วยตนเอง’ สิขอรับ”
ทว่าจนแล้วจนรอดเด็กหนุ่มก็ยังไม่ยอมจรดปลายพู่กันเสียที มู่ซินหงจึงเอ่ยเตือนอย่างจริงใจ “แม่ทัพน้อย ท่านต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกนะขอรับ จดหมายของฮูหยินน้อยได้เผยจื่อซ่งช่วยเขียนแทน ท่านคิดว่าท่านโหวได้รับจดหมายแล้วจะคิดเช่นไร ก็ต้องคิดว่าท่านขัดขวางไม่ให้ฮูหยินน้อยเขียนจดหมายอยู่แล้ว หากท่านไม่เขียนให้รื่นตาสักหน่อยจะผ่านด่านนี้ไปได้หรือ”
หยวนเช่อถอนหายใจอย่างหนักหน่วง แล้วจรดปลายพู่กัน
มู่ซินหงมองอีกฝ่ายค่อยๆ เขียนจดหมายด้วยความปลาบปลื้ม ปากยังคงพูดฉอดๆ ไม่หยุด “นอกจากนั้นตามความคิดของผู้น้อย วันนี้ฮูหยินน้อยมีโอกาสเปิดโปงท่านแท้ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำ แสดงว่าความรักที่นางมีต่อคุณชายใหญ่นั้นลึกล้ำอย่างแท้จริง ขนาดถูกท่านทำถึงขั้นนี้ก็ยังไม่อยากเห็นสกุลเสิ่นตกที่นั่ง…”
ปลายพู่กันของหยวนเช่อชะงักกึก “เรื่องนี้ต้องให้เจ้าบอกด้วยหรือ พูดอะไรที่มีประโยชน์หน่อย”
“ท่านฟังต่อไปก่อน ผู้น้อยคิดว่าในเมื่อฮูหยินน้อยมีน้ำใจเช่นนี้ แสดงว่านางเป็นคนเยี่ยงไร”
เด็กหนุ่มหลับตาสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง “เป็นคนที่รักพี่ชายข้าอย่างเหลือล้นน่ะสิ”
“…อย่าหาว่าผู้น้อยว่าท่านเลย เหตุใดพอเกิดหึงหวงขึ้นมาทีไรความคิดของท่านจะต้องเหมือนผีก่อกำแพง* ทุกที ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วฮูหยินน้อยเป็นคนใจอ่อนมีเมตตาต่างหากเล่า”
“แล้วอย่างไร” หยวนเช่อเลิกเปลือกตามองอีกฝ่าย “นางไม่ได้ใจอ่อนมีเมตตาต่อข้าเสียหน่อย”
“แม่ทัพน้อยของผู้น้อยขอรับ คนปากคมเป็นมีดแต่ใจอ่อนเป็นเต้าหู้เยี่ยงนี้ใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้ไม้อ่อน ฮูหยินที่บ้านผู้น้อยก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ผู้น้อยขึ้นเสียงใส่นางทีไร นางจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟคว้ามีดทำครัวตีหน้ายักษ์ใส่เสมอ แต่พอผู้น้อยคุกเข่าให้เท่านั้น นางก็ใจอ่อนทันที ดังนั้นใช้ไม้อ่อนย่อมได้ผลดีกว่าไม้แข็ง ขอผู้น้อยพูดจาล่วงเกินสักหน่อยเถิด ท่านควรทำเหมือนว่าตนเองเป็นสุนัขที่ไม่มีผู้ใดต้องการ แสร้งทำตัวน่าสงสารใส่ฮูหยินน้อย…”
หยวนเช่อขมวดคิ้ว “ทำไม่ได้”
เพราะเผยจื่อซ่งบอกให้ ‘รอฟังข่าวดี’ คืนนี้เจียงจื้ออีจึงนอนหลับสบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความทรงจำฟื้นคืน เมื่อตื่นนอนขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นยังกินโจ๊กมากกว่าปกติถึงครึ่งถ้วย
หลายวันที่ผ่านมาเจ้านายซูบผอมลง ในที่สุดก็ยอมกินอะไรเสียที จิงเจ๋อเห็นดังนั้นแล้วเบาใจนัก รอจนนางกินอาหารเช้าเสร็จก็นำข่าวดีมารายงาน “ท่านหญิง ชะรอยแม่ทัพน้อยเสิ่นคงเชื่อว่าท่านจะไม่แพร่งพรายความลับจริงๆ วันนี้พอบ่าวตื่นนอนมองออกไป องครักษ์ในเรือนลดจำนวนลงกว่าครึ่งเลยเจ้าค่ะ เหลือเท่าในยามปกติแล้ว อีกอย่างเด็กหนุ่มนามซานชีผู้นั้นยังเอาสุนัขพันธุ์จิงปาตัวหนึ่งมาให้ท่านหญิง บอกเห็นว่าตอนอยู่ที่ฉางอันท่านหญิงเลี้ยงแมวตัวหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่ได้พามันเดินทางมาด้วย เลยจะให้สุนัขพันธุ์จิงปาตัวนี้คลายเหงาให้ท่านหญิงแทน”
เพิ่งพูดขาดคำ กู่อวี่ก็อุ้มสุนัขตัวเล็กจ้อยขนสีขาวฟูฟ่องเป็นเงาวับเข้ามา “ท่านหญิง ดูสิเจ้าคะ เจ้าสุนัขตัวนี้หน้าตาดูซื่อบื้อนัก น่ารักน่าชังจริงเชียว ได้ยินว่าถูกจับอาบน้ำก่อนเอามาให้ท่านด้วย สะอาดมากเลย ท่านอยากอุ้มดูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงจื้ออีเหลือบตามอง แล้วร้องหึเบาๆ “ดีไม่ดีลับหลังอาจกำลังใส่ไฟข้าให้ท่านลุงฟังอยู่แท้ๆ จะเอาสุนัขมาเป็นของขวัญปิดปากเพื่ออันใดกัน อีกอย่างรู้ทั้งรู้ว่าข้าเลี้ยงแมวยังจะส่งสุนัขมาให้อีก เอาออกไป”
“งี้ด…” เจ้าสุนัขครางเสียงสั่นคล้ายรู้ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องใจเจ้าของ ก่อนจะทำหน้าหงอยหันไปมองกู่อวี่
กู่อวี่ลูบลูกสุนัขที่อุ้มอยู่ ท่าทางลังเลไม่อยากให้มันไป
จิงเจ๋อส่งสายตาให้นางอุ้มสุนัขออกไป
เดิมทีทั้งสองเห็นว่าท่านหญิงอยู่ที่นี่รู้สึกอุดอู้เบื่อหน่าย จึงอยากหาอะไรมาสร้างความรื่นเริงให้เจ้านายได้เพลิดเพลิน แม้จะเป็นของที่ ‘ศัตรู’ ส่งมาให้ก็ช่างเถิด แต่ในเมื่อท่านหญิงไม่ชอบ เห็นแล้วรังแต่จะยิ่งอารมณ์เสีย เช่นนั้นมิสู้ส่งมันคืนกลับไปดีกว่า
กู่อวี่ถาม “แต่ซานชีไปไกลแล้ว บ่าวควรเอาสุนัขตัวนี้ไปส่งที่ใดเล่าเจ้าคะ”
จิงเจ๋อแนะ “ให้มันรออยู่ในสวนไปพลางๆ ก่อน แล้วส่งจดหมายให้คนมารับมันกลับไป เอาไปไว้ไกลๆ เสียหน่อยเล่า ประเดี๋ยวจะระคายเคืองสายตาท่านหญิงเข้า”
กู่อวี่รับคำแล้วนำสุนัขออกไป ไม่นึกว่าพอนำออกไปแล้วถึงไม่ระคายสายตาก็จริง แต่กลับระคายหูแทน
เจ้าลูกสุนัขตัวเล็กนิดเดียว แต่เสียงกลับไม่เล็กตามตัวเลย มันเอาแต่ส่งเสียงร้องงี้ดๆ อย่างน่าเวทนาอยู่ในสวนตลอดทั้งเช้า เนื่องจากเห็นว่าเจ้านายรำคาญ ซ้ำยังไม่มีใครมารับมันกลับไปเสียที กู่อวี่จึงต้องแข็งใจเอามันออกไปให้พ้นจากเรือนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ได้สบายหูเสียที ซ้ำตอนกลางวันหยวนเช่อยังไม่อยู่ในจวน พอตกบ่ายเมื่อเจียงจื้ออีนอนกลางวันจนเต็มอิ่ม สาวใช้ทั้งสองก็พานางออกไปเดินเล่นในสวนพร้อมตากแดดในเดือนสาม
เสียดายสวรรค์ไม่เป็นใจ เดินเล่นไปได้แค่ครึ่งทางท้องฟ้าก็มืดครึ้ม ฝนทำท่าจะตกอยู่รอมร่อ จิงเจ๋อกับกู่อวี่จึงประคองเจ้านายกลับไป เข้าเรือนทันก่อนฝนเทลงมาอย่างหวุดหวิด
ฝนนึกจะตกลงมาก็ตก ไม่เพียงฝน สายฟ้าในฤดูใบไม้ผลิยังสำแดงเดชอีกด้วย รอบตัวมืดครึ้ม จิงเจ๋อรีบจุดเทียนใส่โคมช่อ ให้ทั้งห้องชั้นนอกและชั้นในของห้องนอนถูกแสงโคมส่องสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน
กู่อวี่ที่ช่วยจุดเทียนถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดต้องจุดเสียสว่างถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ”
“ท่านหญิงกลัวฟ้าผ่า โชคดีที่มีโคมช่อพวกนี้ มิเช่นนั้นต้องออกไปหาเทียนกันอีก”
ทั้งคู่หันไปมองระหว่างสนทนากัน เห็นเจ้านายเอนกายซบตั่งหญิงงาม ดวงตาหลุบลง ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
จิงเจ๋อถาม “ท่านหญิงเป็นอะไรไป ยังกลัวอยู่หรือ”
กู่อวี่ดึงอีกฝ่ายแล้วกระซิบกระซาบ “พี่จิงเจ๋อยังไม่รู้อะไร คราวก่อนที่ฝนตกฟ้าร้องเช่นนี้ แม่ทัพน้อยเสิ่นแบกท่านหญิงเดินข้ามเขาไปที่จุดพักม้า ท่านหญิงอาจนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเราอย่าไปรบกวนเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”
จิงเจ๋อขมวดคิ้วมองผู้เป็นนาย ก่อนจะหันกลับไปจุดเทียนต่อ
จังหวะนั้นเองเสียงงี้ดพลันดังขึ้นข้างนอกเหมือนวิญญาณรังควาน
เจียงจื้ออีได้สติหลุดจากภวังค์ความคิดในหัว นางกะพริบตาอย่างไม่แน่ใจ “ข้าหูเฝื่อนอย่างนั้นหรือ ไหนว่าเอาสุนัขตัวนั้นออกจากเรือนไปแล้วอย่างไรเล่า เหตุใดมันถึงยังร้องอยู่”
“บ่าวเอาออกไปแล้วนะเจ้าคะ…” กู่อวี่ที่ประหลาดใจไม่แพ้กันรีบเปิดหน้าต่างมองออกไป
พอมองไปก็เห็นสุนัขตัวนั้นหมอบอยู่ตัวเดียวเปล่าเปลี่ยวตรงลานโล่งกลางแจ้ง เปียกฝนจนชุ่มโชก กำลังขดตัวสั่นระริก ทั้งที่ด้านข้างมีเฉลียงทางเดินให้หลบฝนได้แท้ๆ เจ้าสุนัขซื่อบื้อตัวนั้นกลับไม่เดินไปหลบ
กู่อวี่รีบนำความเป็นไปข้างนอกมาเล่าให้เจ้านายฟัง
เจียงจื้ออีลุกเดินไปดูตรงหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว “บอกให้คนมารับกลับไปแล้วนี่ เหตุใดจนป่านนี้ถึงยังไม่มาอีก”
กู่อวี่ปวดใจด้วยความสงสาร “ท่านหญิง สุนัขตัวนี้ถูกส่งไปส่งมาช่างน่าเวทนาออกนะเจ้าคะ พวกเราให้มันเข้ามาหลบฝนข้างในก่อนเถิด ถึงอย่างไรมันก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย”
เจียงจื้ออีโบกมือให้กู่อวี่ไปจัดการ
ในสวน หยวนเช่อที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาข้างในข้างหนึ่งเห็นฉากที่กู่อวี่ออกมาอุ้มลูกสุนัขเข้าพอดี
มู่ซินหงที่กางร่มให้อยู่ข้างหลังกล่าว “เห็นหรือไม่ขอรับแม่ทัพน้อย ผู้น้อยว่าแล้วเชียวว่าสุนัขตัวนี้จะต้องพิชิตใจท่านหญิงได้ภายในหนึ่งวันอย่างแน่นอน นิสัยท่านหญิงน่ะชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง สุนัขยังรู้เลย แล้วท่านยังไม่ทราบอีกหรือขอรับ”
หยวนเช่อค่อยๆ หันไปมองคนพูดด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
รองแม่ทัพหดคอทันที “ผู้น้อยพลั้งปากไป จะไปรับไม้ลงทัณฑ์ตามกฎทหารเดี๋ยวนี้ ขอทิ้งร่มไว้กับ…”
“ยังจะทิ้งไว้ทำอันใดอีก” เด็กหนุ่มเอ่ยแทรกขึ้นอย่างเย็นชา
“หา?”
หยวนเช่อถอนหายใจหนักๆ “เอาร่มแสนเกะกะของเจ้าไปด้วย”
มู่ซินหงผงะไปเล็กน้อยก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายจะตามรอย ‘บรรพสุนัข’ นี่เอง เขาจึงรีบดึงร่มออกโดยไม่รอช้า
พอดึงร่มออกห่าง ฝนห่าใหญ่ราวกับฟ้ารั่วที่คาดไว้กลับไม่ยอมเทลงมา เหนือกระหม่อมมีฝนตกเปาะแปะเพียงไม่กี่เม็ด และอึดใจให้หลังกระทั่งเม็ดฝนเปาะแปะที่ว่าก็หายวับไปเช่นกัน
ทั้งสองคนที่ยืนอยู่กลางแจ้งเงยหน้าขึ้น…
ฝนหยุดแล้ว?
“…”
เมฆดำมลายหาย ท้องฟ้าสงบไร้ลมแรง มู่ซินหงเห็นดังนั้นก็หัวเราะเจื่อนๆ คลี่คลายบรรยากาศ “แม่ทัพน้อย จะทำศึกต้องพิจารณาเวลา ภูมิประเทศ และปัจจัยด้านคน คืนนี้ดูเหมือนเวลาจะไม่เป็นใจเท่าใดนัก…ไว้ครั้งหน้าก็แล้วกันขอรับ ถึงอย่างไรเวลานี้พวกเราก็รู้เคล็ดลับแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าครั้งหน้าจะไม่สำเร็จ!”
“หากข้าจะทำศึก ไม่มีคำว่า ‘เวลาไม่เป็นใจ’ หรอก”
“ยามท่านทำศึก หากฝนตกใช้กลยุทธ์ยามฝนตก หากฝนแล้งใช้กลยุทธ์ยามฝนแล้ง หากไม่ไหวจริงๆ ก็ยังสู้ศึกต้านลมได้ แต่เวลาเช่นนี้ไม่มีฝน จะเอาอะไรมาเปียก จะสั่งให้สวรรค์บันดาลฝนให้ท่านอีกสัก…”
“ไปเอาน้ำมาถังหนึ่ง”
“…”
เวลาเดียวกัน ภายในห้องนอน สาวใช้สองคนใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดลูกสุนัขจนแห้ง เจียงจื้ออีเห็นเจ้าสุนัขแหงนหน้ามองตนตาละห้อยพลางร้องงี้ดๆ ก็ก้มลงไปอุ้มมันขึ้นมา แล้วถอนหายใจ “เจ้าว่าเจ้าชะตาอับโชคหรือไม่ถึงต้องมามีเจ้าของใจร้ายใจดำ ส่งเจ้ามาที่นี่แล้วไม่ดูดำดูดี ประเดี๋ยวคราวหน้าพอเจอเขาเจ้าก็กัดเลยนะ เข้าใจหรือไม่”
ขนเปียกชื้นของสุนัขตัวน้อยขดเป็นลูกคลื่น เผยให้เห็นพุงสีชมพูนุ่มนิ่ม มันร้องงี้ดๆ แล้วเข้ามาซุกอกนาง ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่
ช่างเถิด มันตัวเล็กกระจ้อยร่อยเกินไป ถึงกัดเจ้าตัวร้ายที่สามารถกระชากผ้าสิบทบขาดผู้นั้นไปก็ไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก
กำลังคิดเช่นนั้น เสียงเคาะประตูก๊อกๆ ก็ดังขึ้นสองที
สาวใช้ทั้งสองที่กำลังสาละวนเก็บกวาดห้องเงยหน้าขึ้น พอเห็นเงาร่างสูงโปร่งทาบอยู่บนบานประตูก็หันไปมองเจ้านายอย่างรอคำสั่ง
“เปิดประตู ให้เขามาเอาสุนัขกลับไป” เจียงจื้ออีกระดกปลายคางอนุญาต
กู่อวี่เดินไปดึงประตูให้เปิดออก
เจียงจื้ออีช้อนตาขึ้นกำลังจะอ้าปาก…แล้วก็ได้เห็น ‘สุนัขตกน้ำตัวที่สอง’ ของค่ำคืนนี้ที่เปียกชุ่มโชกตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตรงกระหม่อมยังมีไอลอยเป็นสาย ไม่รู้ว่าเป็นไอหนาวหรือไอร้อนกันแน่
“…”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 2 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.