บทที่ 59
สามนายบ่าวพ่วงด้วยหนึ่งสุนัขใช้ดวงตาสีดำกระจ่างใสสี่คู่มองคนตรงหน้าประตูที่เหมือนเพิ่งก้าวออกจากห้องอาบน้ำอย่างอึ้งๆ หลังประจันหน้ากันเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ เจียงจื้ออีก็เอ่ยขึ้นอย่างลังเล “นี่ท่าน…”
สีหน้าของหยวนเช่อดูไม่เป็นธรรมชาตินักเมื่อชี้ไปยังสุนัขที่นางอุ้มอยู่ “เช่นเดียวกับมัน ข้าเปียกฝน”
เด็กสาวก้มหน้าลงมองสุนัขทีหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองเขาใหม่ “ที่ท่านตัวเปียกเป็นเพราะเปียกฝนหรือ”
เขากระแอมเบาๆ พลางพยักหน้า
เจียงจื้ออีอุ้มสุนัขเดินเข้าไปใกล้ แล้วหรี่ตาพินิจพิจารณาไอขาวที่ลอยเหนือศีรษะอีกฝ่ายอย่างคลางแคลงใจ “มันหนาวจนตัวสั่น แต่เหตุใดท่านถึงได้มีไอร้อนลอยขึ้นมาจากกระหม่อมเล่า”
หยวนเช่อ “…”
นึกแล้วเชียวว่ามู่ซินหงไว้ใจไม่ได้ สั่งให้ไปยกน้ำมาถังหนึ่งก็เหมือนกลัวเขาจะจับไข้ล้มป่วย เลยเอาน้ำร้อนสำหรับอาบมาให้
“คราวก่อนขนาดท่านเดินตากฝนตั้งสองชั่วยามยังไม่เป็นเช่นนี้เลย คิดจะหลอกใครมิทราบ…”
“ก็ไม่ใช่เพราะคราวก่อนมีคนคอยเช็ดหน้าให้ข้า แต่คราวนี้ไม่มีหรอกหรือ” หยวนเช่อจ้องนางเขม็ง
“…”
คนอีกสองคนกับสุนัขหนึ่งตัวในห้องเบนสายตาไปมองเจียงจื้ออีช้าๆ
นางอุ้มลูกสุนัขหันหลังให้เขาอย่างประหม่า “สมน้ำหน้าแล้วที่ไม่มี”
“ไม่เช็ดหน้าให้ ขอเพียงหลบฝนคงได้กระมัง”
“ฝนหยุดไปนานแล้ว ท่านยังจะหลบอะ…” ลมหนาวหลังฝนตกพัดกรูเกรียวเข้ามาจากประตูเรือนที่เปิดอ้า เจียงจื้ออียังพูดไม่ทันจบก็ต้องหนาวสะท้านเสียก่อน
หยวนเช่อรีบก้าวเข้ามาในห้องอย่างว่องไวแล้วปิดประตูตาม
“เป็นขโมยหรือไร ใครให้ท่านเข้ามา” นางขมวดคิ้วถลึงตาใส่
“เปิดประตูไว้เช่นนี้ เจ้าหนาวไม่ใช่หรือ”
“ท่านปิดประตูจากข้างนอกก็ได้นี่”
“ข้าก็หนาวเช่นกัน”
“…” ตอนเดือนสองยังพูดอยู่แท้ๆ ว่า ‘ฝนแค่นี้เรียกว่าฝนได้ด้วยหรือ’ พอเดือนสามกลับพูดว่า ‘ข้าก็หนาวเช่นกัน’ ดินฟ้าอากาศยังแปรปรวนสู้เขาไม่ได้เลย
เพิ่งจะพูดกันแค่ไม่กี่คำ น้ำที่หยดจากร่างเปียกชุ่มของคนตรงหน้าก็ขังเป็นแอ่งอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว
“เนื้อตัวท่าน…” เจียงจื้ออีมองความเลอะเทอะนั้นอย่างหงุดหงิดใจ แล้วเอ่ยเร่งสาวใช้ “พวกเจ้าสองคนรีบมาจัดการซิ น้ำจะท่วมเรือนข้าอยู่แล้ว”
กู่อวี่กับจิงเจ๋อปรี่เข้าไปอย่างว่องไว คนหนึ่งเช็ดพื้น อีกคนส่งผ้าเช็ดตัวให้หยวนเช่อ
คนเช็ดพื้นเพิ่งจะเช็ดน้ำแห้งไปแอ่งหนึ่ง พริบตาเดียวก็มีแอ่งใหม่ผุดมาอีก
คนส่งผ้าเช็ดตัวเห็นว่าผืนนี้เปียกจนชุ่มก็ส่งผืนที่สองให้
เจียงจื้ออีอุ้มลูกสุนัขนั่งถอนหายใจอยู่บนตั่งหญิงงาม “ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าจะแห้งได้อย่างไรเล่า เรือนข้าไม่มีเสื้อผ้าของท่านหรอกนะ กลับเรือนตนเองโน่นไป…”
พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นก้อนอะไรดำๆ แวบเข้ามา “แม่ทัพน้อย!”
หยวนเช่อเอื้อมมือออกไปรับเสื้อคลุม
เจียงจื้ออีหันไปมองบานหน้าต่างที่เปิดแง้มและมู่ซินหงที่ผลุบออกไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว “…”
หยวนเช่อว่า “เช่นนั้นข้าจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย”
“ยังจะกล้าทำห้องชั้นในข้าเปียกอีกหรือ เปลี่ยนมันตรงนี้เลยเถิด เปลี่ยนเสร็จก็รีบไป” นางอุ้มลูกสุนัขเดินเข้าห้องชั้นใน โดยมีสาวใช้สองคนตามไปด้วยเพื่อให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า
พอเข้ามาถึงห้องชั้นใน เจียงจื้ออีก็ลูบหัวลูกสุนัขเหมือนอย่างที่เคยทำกับเจ้าเสือน้อย “กินข้าวหรือยังหือ?”
ห่างออกไปชั่วบานประตูกั้น หยวนเช่อที่กำลังถอดแถบรัดเอวชะงัก แล้วเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ “ยัง”
นางค่อยๆ หันไปมองประตูด้านหลังที่หับไว้อย่างหมิ่นๆ “ข้าถามสุนัข ใครถามท่านกัน”
ข้างนอกเงียบไป ครู่หนึ่งเสียงตะขอโลหะกระทบพื้นก็ดังกังวานมาเข้าหูเมื่อแถบรัดเอวร่วงลงพื้น
ใบหูของเจียงจื้ออีร้อนวาบ ราวกับเห็นแถบรัดเอวเส้นนั้นตกลงพื้นต่อหน้าต่อตาก็มิปาน นางกระแอมอย่างเกร็งๆ แล้วส่งเสียงถามออกไปข้างนอก “สุนัขของท่านชื่ออะไร”
หยวนเช่อตอบ “รอให้เจ้าตั้ง”
เห็นแก่ที่วันนี้ลูกสุนัขต้องตากฝนเพราะตนเอง เจียงจื้ออีเลยใคร่ครวญอย่างตั้งใจ แต่ยังคิดชื่อความหมายดีๆ ไม่ออก ในเมื่อใครต่อใครพูดกันว่าสุนัขเหมือนเจ้าของ…เช่นนั้นมิสู้…
“ท่านชื่อ…เสิ่นอะไร”
คนข้างนอกนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ข้าบอกแล้วนี่ว่าเจ้าเรียกข้าเสิ่นหยวนเช่อได้”
“ครอบครัวใครเขาตั้งชื่อได้ประหลาดเยี่ยงนี้เล่า ให้สองคนพี่น้องใช้ชื่อเดียวกัน…ไม่อยากบอกก็ช่างเถิด”
“ข้าชื่อหยวนเช่อ”
เจียงจื้ออีชะงัก “หยวนเช่อ…จากเสิ่นหยวนเช่อน่ะหรือ”
เด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไรอีก
นางกะพริบตาปริบๆ แล้วพลันนึกถึงรายละเอียดหยุมหยิมบางอย่างขึ้นมาได้
วันที่อาการเท้าแพลงหายดีแล้ว นางกับเขาไปเดินเที่ยวเล่นในตลาดตะวันตกด้วยกัน นางเกิดหึงหวงเขาเพราะเผยเสวี่ยชิงเป็นเหตุ จึงบังคับให้เขาสาบานว่าไม่เคยหว่านเสน่ห์ผูกสัมพันธ์กับหญิงอื่น ดูเหมือนเขาจะสาบานด้วยชื่อ ‘หยวนเช่อ’ แต่พอสาบานว่าเขาจะไม่ลาจากไม่ทอดทิ้งนาง เขากลับสาบานด้วยชื่อ ‘เสิ่นหยวนเช่อ’
“ขนาดสาบานยังเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก เห็นตรงที่ใดมีช่องโหว่เป็นต้องมุดเข้าไปตรงนั้น ช่างมีอุบายแยบยลเสียจริงนะ” นางแค่นยิ้ม
หยวนเช่อก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้เช่นกัน “ภายหลังเจ้าให้สาบานด้วยชื่อหยวนเช่อ ข้าก็สาบานซ้ำอีกครั้งไม่ใช่หรือ”
…ดูเหมือนจะใช่ ข้าด่วนโมโหเร็วเกินไป
ไม่สิ ข้าจะโมโหด้วยเหตุอันใดกัน ในเมื่อบัดนี้ข้าไม่ใช่ ‘อีอี’ ในเรื่องเล่าอีกแล้ว จะอยากได้คำสาบานเหลวไหลเยี่ยงนี้ไปไย
เจียงจื้ออีขมวดคิ้ว แล้วก้มหน้าลงมองเจ้าก้อนกลมสีขาวที่ขดตัวซุกอกตนเองอีกครั้ง ครุ่นคิดเล็กน้อยก็บอกมันว่า “ข้าแค่ให้เจ้าพักหลบฝนชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าต้องไปอยู่กับเจ้าของเจ้าเหมือนเดิม ในเมื่อเจ้าของเจ้าแซ่หยวน เจ้าก็ชื่อเจ้าก้อนหยวนแล้วกัน”
หยวนเช่อที่อยู่ข้างนอกได้ยินแล้วก็เน้นเสียงทีละคำเพื่อขอคำยืนยัน “ก้อน…หยวน?”
พอได้ยินเสียงเรียกของเจ้าของ เจ้าก้อนหยวนขนตั้งทั้งตัว แล้วกระโจนลงจากวงแขนของเจียงจื้ออีวิ่งออกไป
“นี่!” เด็กสาววิ่งตามด้วยอารามตกใจ พอออกมาถึงห้องชั้นนอก สิ่งที่วาบเข้ามากระทบสายตามีทั้งตัวขาวๆ ของเจ้าก้อนหยวนและผิวขาวๆ ของหยวนเช่อ
นางค่อยๆ เหลือบตาขึ้นมอง เห็นเขายืนกึ่งเปลือยอยู่ตรงนั้น เนื้อตัวยังเปียกอยู่เล็กน้อย ไหล่กว้างเอวสอบ กล้ามเนื้อได้สัดส่วนงดงาม น้ำหยดใสไหลกลิ้งตามมัดกล้ามจากแผงอกลงไปข้างล่าง ก่อนจะหายเข้าไปในขอบกางเกง…
เจียงจื้ออีร้อนซู่ขึ้นไปถึงกระหม่อม รู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ขณะกะพริบตาปริบๆ “หะ…หันไปเลยนะ!”
นางพูดพลางหมุนตัวหันหลังให้เช่นกัน
หยวนเช่อชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันหลังให้ แล้วก้มหน้าลงมองตนเอง “ไม่ได้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเสียหน่อย”
“ข้าเคยเห็นเมื่อใดกัน”
“ถูกเจ้าเห็นตั้งแต่วันแรกที่เข้าเมืองหลวงแล้ว”
ดูเหมือนจะมีเรื่องเช่นนี้จริงๆ แต่นางจำได้ว่าครานั้นนางเข้าไปเจอเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดี ดูเหมือนเขาไม่มีความคิดจะปิดบังเรือนร่างตนเองแต่อย่างใด
“แสดงว่าท่านกับพี่ชายหน้าตาเหมือนกัน แม้แต่…รูปร่างก็ด้วย?”
“อะไรกัน จะทำเหมือนมองข้าเท่ากับมองพี่ใหญ่หรือ”
“…”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องผิดหวังแล้ว พวกเรารูปร่างไม่เหมือนกัน” หยวนเช่อโยนผ้าที่ใช้เช็ดตัวทิ้งลงพื้น
“ไม่เหมือนแล้วไม่เผยพิรุธออกมาบ้างหรือ” นางถามอย่างกังขา
“ขอเพียงมีรูปร่างใกล้เคียงกัน ผ่านไปสามปีจะแข็งแรงกำยำขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอำพราง อะไรที่ควรซ่อนข้าก็ซ่อนไว้เป็นอย่างดีแล้ว”
“ตรงที่ใดเล่าที่ควรซ่อน”
“รอยแผลตรงปลายคางที่ได้มานาน ไตสากกร้านบนมือที่หนาเกินไป”
เจียงจื้ออีเงยหน้ามองคันฉ่องสำริดที่ตั้งอยู่ตรงข้าม บานคันฉ่องสะท้อนภาพแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นขรุขระน่ากลัวของเด็กหนุ่มอายุสิบเก้าปี นางมิอาจบอกได้ว่าเป็นรอยแผลที่เกิดจากอาวุธประเภทใด อาจเป็นดาบหรือกระบี่ แต่ก็อาจเป็นหอกหรือทวนได้เช่นกัน
ดังนั้นเขามีรอยแผลเป็นเหล่านี้ แต่เสิ่นหยวนเช่อไม่มี
นางจ้องมองอย่างนิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ “…แต่แผลตามตัวท่านก็ยังมีอยู่นี่”
“รอยแผลเป็นที่ได้มานานย่อมลบทิ้งไปไม่ได้ ต้องทำให้เป็นรอยแผลใหม่ ดูเผินๆ เหมือนพี่ใหญ่เพิ่งได้รับบาดเจ็บมาไม่นานก็พอ”
“ทำให้เป็นรอยแผลใหม่ได้อย่างไร…” เจียงจื้ออีเผยอริมฝีปาก คิดเท่าไรก็นึกออกเพียงวิธีเดียวเท่านั้น แต่ว่า…
“กรีดรอยแผลเดิมซ้ำทั้งหมดอีกรอบหนึ่งก็เรียบร้อยแล้ว” หยวนเช่อตอบง่ายๆ
เจียงจื้ออีสั่นสะท้าน ลมหายใจติดขัด ต้องยันโต๊ะเครื่องแป้งไว้ด้วยมือสั่นเทา ภาพผิวเนื้ออาบเลือดเหวอะหวะน่ากลัวเหมือนปรากฏขึ้นตรงหน้า
มิน่าเล่า ตอนอยู่ในเมืองหลวงเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถึงมองว่านางตกใจจนเกินเหตุ
หยวนเช่อคล้ายจะรับรู้ ถึงได้หันมามองแผ่นหลังแข็งทื่อของนาง แล้วเลิกคิ้วน้อยๆ “ไม่ได้กรีดบนร่างเจ้าเสียหน่อย จะกลัวไปไย”
เด็กสาวคลายอาการเกร็งเครียด กลืนน้ำลายลงคอ ตั้งสติถามต่อ “แล้วท่านได้แผลพวกนี้มาอย่างไร”
นางเดาได้ว่าผู้บัญชาการเสิ่นน่าจะเลี้ยงดูบุตรชายที่ให้ใครรู้ไม่ได้ผู้นี้ที่เหอซี ในเมื่อร่างกายของหยวนเช่อเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่า ก็แสดงว่าเขาเป็นทหารตั้งแต่เด็กอย่างนั้นหรือ
“บางส่วนได้มาหลังจากเข้าร่วมกองทัพตอนอายุสิบขวบ บางส่วนได้มาระหว่างฝึกยุทธ์สมัยเด็กๆ”
“ฝึกยุทธ์ก็บาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ได้มีอาจารย์คอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนในสำนักศึกษาหรือไร”
“หากฝึกยุทธ์ที่มีดีเพียงท่วงท่าสง่างามแต่มิอาจใช้งานจริง แล้วจะรบชนะได้อย่างไรเล่า” หยวนเช่อใส่เสื้อนอก คาดแถบรัดเอว แล้วหมุนตัวกลับมา “อีกอย่างข้าเคยไปเรียนในสำนักศึกษาที่ใดกัน”
เจียงจื้ออีหันมามองเขา “เช่นนั้นท่านเรียนวรยุทธ์ที่ใด”
“ที่ที่ไม่มีผู้ใดเห็น”
“บาดแผลส่วนใหญ่ของท่านอยู่บนแผ่นหลัง แสดงว่าต่อให้ฝึกยุทธ์เป็นการลับก็ยังมีคนลอบจู่โจมจากข้างหลังอย่างนั้นหรือ”
“ในสมรภูมิมี ยามฝึกซ้อมก็ต้องมีอยู่แล้ว” เขายังคงตอบเหมือนเป็นเรื่องสามัญธรรมดา
นางยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ตกตะลึงกับชีวิตอันชวนระทึกที่ไม่เคยพบเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อน ภายหลังเมื่อคิดตามโดยละเอียดก็ให้รู้สึกหนาวสะท้านหายใจไม่ออกราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
คู่แฝดที่มีชาติกำเนิดเยี่ยงนี้ คนน้องต้องใช้นามเดียวกับแฝดผู้พี่ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาตั้งแต่เด็ก เติบใหญ่มากับการฝึกฝนอันโหดร้ายทารุณชนิดต้องห้ำหั่นกันเพื่อความอยู่รอด ใช้ชีวิตกลางสมรภูมิ รายล้อมด้วยอันตรายเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ เช่นนั้นทุกคืนวัน…
เพราะเหตุนี้ตอนนั้นเขาถึงได้พูดว่า ‘ทีหลังอย่าเข้ามาใกล้เวลาข้าหลับ’
เพราะเหตุนี้วันนั้นเขาถึงเพิ่งเคยเดินเที่ยวตลาดกลางคืนเมืองกูจังอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
“ท่านสมัครใจทำเรื่องพวกนี้หรือ” นางถามอย่างเหลือเชื่อ
หยวนเช่อกะพริบตา ดูเหมือนไม่เคยถูกถามเช่นนี้มาก่อน และคาดไม่ถึงว่าความอยากรู้อยากเห็นของนางจะมากล้นถึงขั้นเอ่ยถามคำถามนี้ออกมา
“…คงใช่กระมัง” ผ่านไปอึดใจหนึ่งเขาก็ตอบง่ายๆ แล้วเก็บเสื้อผ้าที่เปียกขึ้นจากพื้น “หากไม่เต็มใจต้อนรับก็ขอลา”
“อ้อ…” เจียงจื้ออีพยักหน้า จังหวะที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูก้าวออกจากห้อง นางพลันส่งเสียงเรียกเขาไว้ “หยวนเช่อ”
เท้าที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูชะงักกึก หยวนเช่อหันมามอง ท่าทางอึ้งตะลึงไปเล็กน้อย
ระหว่างอยู่ในฉางอัน ใช่ว่าไม่เคยมีใครเรียกเขาเช่นนี้ แต่ทุกคนล้วนเรียกพี่ใหญ่ทั้งสิ้น น้อยเต็มทีและนานนักหนาแล้วที่ไม่มีผู้ใดเรียกเขาผู้นี้ด้วยนาม ‘หยวนเช่อ’ จริงๆ
ตัวเจียงจื้ออีเองเมื่อเปล่งเสียงออกจากปากแล้วก็ผงะไปเช่นกัน พอเรียกเช่นนี้ก็รู้สึกแปลกอย่างไรชอบกล คล้ายกับว่านางเรียกเสิ่นหยวนเช่ออย่างสนิทสนม แต่ใครใช้ให้เขาชื่อนี้กันเล่า…
“มีอะไร” หยวนเช่อถามเสียงพร่าพลางทอดสายตามอง ดึงดูดสายตาอีกฝ่ายให้เหลือบมาสบประสานกัน
เด็กสาวเบนสายตาไปทางอื่นเล็กน้อย แล้วชี้ไปทางเตาดินเผาสีแดงเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง “จะเอาน้ำขิงกลับไปดื่มสักถ้วยหรือไม่…”
เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่เจียงจื้ออีนั่งกินอาหารเช้าอยู่ในเรือน จิงเจ๋อก็รายงานว่าเผยเสวี่ยชิงมาที่จวนตั้งแต่ฟ้าสาง
“มาคนเดียวหรือ” นางกินโจ๊กพร้อมเหลือบตาถาม
สาวใช้คนสนิทตอบ “เจ้าค่ะ แต่หากท่านหญิงประสงค์จะฝากจดหมายถึงคุณชายเผยก็น่าจะได้ เท่าที่บ่าวสังเกต แม่ทัพน้อยเสิ่นไม่คิดจะปิดบังเรื่องที่แม่นางเผยมาแต่อย่างใด”
“กล้าปิดหรือ ในเมื่อข้าเคยหึ…”
จิงเจ๋อชะงัก “ ‘หึ’ อะไรหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร” ผู้เป็นนายดวงตาเป็นประกายวาบ ก้มหน้าก้มตากินโจ๊กอีกหลายคำ “ตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องใดจะฝากถึงเผยจื่อซ่งเพิ่มเติม แต่ก็ควรไปขอขมาเผยเสวี่ยชิงเสียหน่อย หากไม่ใช่เพราะข้า หยกประดับของนางก็คงไม่แตก ไม่รู้ว่าภายหลังหยวนเช่อคืนหยกให้นางหรือยัง…”
“เช่นนั้นบ่าวจะออกไปเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ เวลานี้นางอยู่ในเรือนใหญ่ของแม่ทัพน้อยเสิ่น”
เจียงจื้ออีรีบกินอาหารเช้าจนเสร็จแล้วบ้วนปาก แต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อย จากนั้นก็ออกจากเรือนชั้นใน นึกไม่ถึงว่าเพิ่งเดินใกล้ถึงเรือนใหญ่ก็เห็นเผยเสวี่ยชิงเดินออกมาจากข้างในพอดี
เจ้าตัวยังคงสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อนทั้งชุด สวมหมวกม่านแพรปิดบังใบหน้า พอเห็นเจียงจื้ออีก็หยุดเดินแล้วย่อตัวค้อมกายให้ “ท่านหญิง”
ครั้งก่อนที่ได้เห็นภาพเช่นนี้คือในเดือนหนึ่ง ช่วงเวลาห่างกันไม่นาน ทว่ากลับแตกต่างอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ให้ความรู้สึกราวกับอยู่คนละชาติภพ เหมือนนางมีชีวิตมาสองชาติอย่างไรอย่างนั้น
เจียงจื้ออีเดินเข้าไปหา “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าเพิ่งมาถึง จะกลับเสียแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้ายังเสียมารยาทขอให้แม่ทัพน้อยเสิ่นพาข้าไปไหว้…”
เผยเสวี่ยชิงไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่แค่เห็นกล่องอาหารสีขาวที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือเจียงจื้ออีก็เข้าใจ การเซ่นไหว้เสิ่นหยวนเช่อน่าจะเป็นเป้าหมายหลักที่เผยเสวี่ยชิงดั้นด้นรอนแรมนับพันหลี่มาที่เหอซี
ชะรอยเผยเสวี่ยชิงจะได้ฟังจากหยวนเช่อว่านางรู้ความจริงแล้ว เวลานี้ทั้งสามคนสามารถเปิดใจพูดได้ตรงๆ โดยไม่ต้องปิดบังกัน “จะเสียมารยาทได้อย่างไร สมควรแล้ว แต่เขาปล่อยให้เจ้าไปคนเดียวเช่นนี้หรือ…”
“ที่นั่นหายาก ข้าจะนำทางนางไป” เพราะจับน้ำเสียงติเตียนของเจียงจื้ออีได้ หยวนเช่อที่เปลี่ยนมาสวมชุดลำลองสบายๆ เดินมาจากทางด้านหลัง
“อ้อ” พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเด็กหนุ่ม ภาพเขาที่ไม่สวมเสื้อเมื่อคืนก็ผุดวาบขึ้นในความทรงจำ เจียงจื้ออีส่งเสียงรับรู้อย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก
หยวนเช่อเหลือบมองนางอย่างหยั่งเชิง “จะไปเหมือนกันหรือ หากอยากไปก็ไปด้วยกัน ข้าจะได้ไม่ต้องนำทางสองเที่ยว”
เจียงจื้ออีขยับปากหมายจะตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่แล้วก็คิดได้ว่า ไม่รู้จะได้เจอเผยเสวี่ยชิงอีกครั้งเมื่อใด หากอีกฝ่ายกลับเมืองหลวงทันทีที่เซ่นไหว้เสร็จเล่า นางใคร่ครวญเล็กน้อยจึงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นับข้าเข้าไปด้วย ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับแม่นางเผยอยู่พอดี”
ถ้าอย่างนั้นก็ได้? พูดได้ฝืดฝืนดีแท้ อยู่ต่อหน้าคนรักตัวจริงของพี่ชายข้าแล้วช่างหาข้ออ้างได้เก่งเหลือเกินนะ
หยวนเช่อมองเจียงจื้ออีด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะพาพวกนางออกจากจวน
เนื่องจากต้องเก็บสถานที่ตั้งป้ายวิญญาณเป็นความลับ ทั้งเจียงจื้ออีและเผยเสวี่ยชิงจึงไม่ได้พาสาวใช้ไปด้วย นอกจากหยวนเช่อแล้วก็มีเพียงซานชีผู้มารับหน้าที่เป็นสารถีบังคับรถม้าธรรมดาๆ ที่ไม่สะดุดตาให้พวกนาง
รถม้าแล่นออกจากเมืองกูจัง มุ่งหน้าไปยังภูเขาไม่รู้ชื่อที่อยู่นอกเมือง
เจียงจื้ออีที่นั่งประจันหน้ากับเผยเสวี่ยชิงในรถม้าพูดขึ้นมาว่า “แม่นางเผย ข้าเพิ่งรู้ต้นสายปลายเหตุเมื่อไม่นานนี้เอง ข้าอยากขอโทษเจ้า หากไม่เกิดเหตุยุ่งเหยิงวุ่นวายเพราะข้า หยกประดับของเจ้าก็คงไม่แตก มิหนำซ้ำก่อนหน้านี้ข้ายังพูดจาเช่นนั้นใส่เจ้าไปด้วย ทำให้เจ้าต้องคับอกคับใจไม่น้อยจริงๆ”
ฝ่ายตรงข้ามส่ายศีรษะด้วยสีหน้าละอายใจ “แม่ทัพน้อยเสิ่นอธิบายให้ข้าฟังแล้ว ท่านหญิงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้าจะตำหนิท่านได้อย่างไร หากข้าตำหนิท่าน เช่นนั้นตัวข้าเองก็ทำให้ท่านต้องคับอกคับใจไม่น้อยเช่นกัน ท่านจะตำหนิข้าก็ควรแล้ว อีกประการหนึ่งก่อนหน้านี้ข้ายังช่วยแม่ทัพน้อยเสิ่นหลอกท่านด้วย ความจริงข้าอยากขอโทษท่านมาโดยตลอด…”
หยวนเช่อที่นั่งชันเข่าอยู่ด้านหน้าประทุนรถหันมาบอก “ไม่ต้องตำหนิใครทั้งนั้น ตำหนิข้าคนเดียวพอ”
“แอบฟังผู้อื่นคุยกันได้อย่างไร” เจียงจื้ออีส่งเสียงเอ็ดเบาๆ ไปข้างนอก
“แล้วไยไม่ถามประตูรถเล่าว่าเหตุใดมันถึงไม่เก็บเสียง”
เผยเสวี่ยชิงอมยิ้มมองเด็กสาวอีกคนที่เถียงกลับไม่ออก
นั่งหัวสั่นหัวคลอนบนรถม้าที่แล่นไปตามถนนขรุขระบริเวณชานเมืองอยู่ร่วมครึ่งชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็จอดลงตรงตีนเขา
เจียงจื้ออีค้อมตัวออกจากรถม้าก่อน พอมาถึงประตูรถ กำลังหลุบตาลงหาว่าควรหย่อนเท้าลงบนพื้นดินตรงจุดใดดี ท่อนแขนคู่หนึ่งก็โอบรอบต้นขานางพาลงมาเสียก่อน
เด็กสาวเกือบกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่นึกขึ้นได้ว่าเผยเสวี่ยชิงยังอยู่ทางด้านหลัง จะเสียกิริยาไม่ได้ นางจึงกลืนเสียงที่แล่นขึ้นมาถึงริมฝีปากแล้วกลับลงคอ เมื่อลงมาถึงพื้นดิน นางเกาะเอวหยวนเช่อทรงตัวยืนให้มั่นคง แววตาวูบไหว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
พริบตาต่อมาเผยเสวี่ยชิงก็เกาะแขนซานชีก้าวลงจากรถม้า แล้วเอ่ยขอบคุณเด็กหนุ่ม
ซานชีรับกล่องอาหารในมือนางมาถือให้ “แม่นางเผยอย่าได้เกรงใจ ยังต้องเดินขึ้นเขาอีกไกลขอรับ ขอเพียงแม่นางเผยไม่รังเกียจก็สามารถทำเสมือนผู้น้อยเป็นเด็กรับใช้ เกาะผู้น้อยเดินได้เลยขอรับ”
“จะรังเกียจได้อย่างไร เช่นนั้นตอนขึ้นเขาต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
ซานชีบังคับรถม้าไปแอบในที่ลับตาคน จากนั้นก็นำบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีขึ้นเขา
เจียงจื้ออีค่อยๆ หันหน้าไปมองคนที่เหลือ เช่นนั้นเด็กรับใช้ของข้าคือ…
หยวนเช่อถาม “รังเกียจหรือ”
“ข้าไม่ได้พูดเสียหน่อย” นางเบนสายตาไปอีกทาง
“จะให้ข้าแบกเจ้าขึ้นหลังก็ได้ ถึงอย่างไรก็เป็น ‘เด็กรับใช้’ นี่”
“ไม่ต้องหรอก” เจียงจื้ออีหมุนตัวเดินตามเผยเสวี่ยชิงกับซานชีไป แต่พอก้มหน้าไปเจอทางลาดอันแสนชันเข้าก็ต้องชะงักเท้าหยุดยืนอยู่กับที่
มือคุ้นเคยข้างหนึ่งยื่นเข้ามาในระยะสายตา
นางเกาะแขนหยวนเช่อเงียบๆ เริ่มไต่ทางลาดอย่างเปลืองแรง
ภูเขาแห่งนี้เวิ้งว้างแทบไม่เห็นร่องรอยของมนุษย์ ทางขึ้นเขาเดินลำบากยิ่งยวด ขนาดวันนี้อากาศแจ่มใส ดินใต้เท้าแห้งสนิท และซานชีที่เดินเบิกทางอยู่ข้างหน้าคอยแหวกหญ้าสูงและถางหนามให้ ขณะที่ข้างกายนางก็มีหยวนเช่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ กระนั้นเจียงจื้ออีก็ยังเดินอย่างทุลักทุเล เดินได้ไม่ทันไรก็หอบแฮก แข้งขาอ่อนปวกเปียกไปหมด
ครั้นเงยหน้ามองไปข้างหน้า ทั้งที่เผยเสวี่ยชิงก็หอบหายใจเสียงดังไม่ต่างกัน ทว่าอีกฝ่ายกลับพยายามเอาชนะอุปสรรค เดินอย่างแน่วแน่ในทุกย่างก้าว
แน่ล่ะสิ กับการไปเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณเสิ่นหยวนเช่อน่ะ ข้าจะไปแข่งความมุ่งมั่นกับเผยเสวี่ยชิงได้อย่างไร
พอเห็นเจียงจื้ออีหยุดพักเอามือยันเอวมองทางดินกลางพงหญ้ารกเรื้อที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุดข้างบนอย่างลังเล หยวนเช่อที่ช่วยพยุงต้นแขนเล็กก็เหลือบมองนาง “เดินไม่ไหวแล้วหรือ เมื่อครู่เห็นกระตือรือร้นออกอย่างนั้น”
เจียงจื้ออีลดเสียงลง “ข้าไม่รู้นี่ว่าจะเป็นเช่นนี้…”
“หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้จะไม่อยากมา?” เขามองเข้าไปในดวงตาฝืนใจของอีกฝ่าย
เด็กสาวมิได้เอ่ยตอบทางวาจา ทว่าแววตาฟ้องความคิดออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“เจียงจื้ออี นับว่าวันนี้ข้าได้ประจักษ์แล้ว” หยวนเช่อยกมือกอดอกจ้องหน้านาง
“ประ…ประจักษ์อะไร”
“เจ้าชอบพี่ชายข้าไม่เท่าเผยเสวี่ยชิงเลยสักนิด” เขากระดกปลายคางบุ้ยใบ้ไปทางเผยเสวี่ยชิง
เจียงจื้ออีถูกจ้องจนต้องเบนสายตาหนีด้วยความร้อนตัว “ก็คนเขาเป็นคู่รักกันนี่ ข้ามิใช่…”
พูดยังไม่ทันจบประโยคสายตาก็พลันเหลือบเห็นตัวอะไรนิ่มๆ ลายๆ สีเขียวเลื้อยผ่านพงหญ้าตรงปลายเท้าไป
หยวนเช่อก้มหน้ามองตาม กำลังจะดึงนางออกมา เจียงจื้ออีก็กรีดร้องเสียงหลงพลางกระโดดพรวดเสียก่อน
ในเวลาเพียงเสี้ยวพริบตานางขึ้นมาเกาะอยู่บนร่างหยวนเช่อทั้งตัว สองแขนกอดคอเขาไว้แน่น สองขาก็พันเอวเขาไม่ยอมปล่อย
หยวนเช่อยกนางขึ้นเบาๆ แล้วอุ้มให้มั่นคงขึ้น จากนั้นก็มองพงหญ้า “แค่งูสิงหางลายเท่านั้น มันไปแล้ว”
เจียงจื้ออีหอบหายใจ หน้ามืดวิงเวียนไปหมด ขณะก้มหน้ามองเขา “แค่งูสิง…หางลาย…เท่านั้น? ช่างพูดง่ายเหลือเกิน…”
เขาเลิกคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้น “เช่นนั้นก็…ช่างเหลือเชื่อนักที่ภูเขาลูกนี้มีงูด้วย”
“ก็ต้องเหลือเชื่ออยู่แล้วสิ! จะไม่เหลือเชื่อได้อย่างไร!” เด็กสาวผู้หน้าตาซีดเผือดดึงมือข้างหนึ่งมาทาบหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่งของตนเอง
“เหลือเชื่อจริงๆ” หยวนเช่อพยักหน้าอย่างเห็นพ้องเต็มที่ “เจ้ามาเซ่นไหว้พี่ชายข้า เหลือเชื่อที่เขาใช้งูมาแกล้งให้เจ้าตกใจกลัว แต่ไม่ยักแกล้งเผยเสวี่ยชิง บ่งบอกว่าทั้งตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และตอนตายจากไปแล้ว พี่ใหญ่ก็เลือกเพียงคนเดียวมาตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้น…”
“ดะ…ดังนั้น?” เจียงจื้ออีหลุบตาลงมองอย่างอึ้งๆ
“ดังนั้น…” เขาเหลือบตาขึ้นมองนางพลางยิ้ม “เลิกชอบพี่ใหญ่ได้แล้ว มาชอบข้าดีกว่า”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 6 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.