บทที่ 60
เจียงจื้ออีมองเข้าไปในดวงตาของหยวนเช่อที่เหลือบขึ้นมองนาง ก่อนเห็นสีหน้าว้าวุ่นลนลานในยามนี้ของตนเองสะท้อนอยู่ในแววตาเขา
งูสิงหางลายตัวนั้นเลื้อยไปไหนต่อไหนแล้วแท้ๆ หัวใจนางกลับเต้นระรัวยิ่งกว่าตอนตกใจเมื่อครู่นี้ คล้ายร้อนตัวที่ความจริงนางไม่ได้ชอบเสิ่นหยวนเช่อ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนมาจากสาเหตุอื่น
ความรู้สึกนี้ช่างแสนเคยคุ้น เช่นเดียวกับหลายเดือนผ่านมาที่นางยังเป็น ‘อีอี’ ในเรื่องเล่า เวลาอยู่ใกล้เขาคราใด…
เพียงพริบตาเดียวเจียงจื้ออีก็ได้สติ แล้วก้มหน้ามองท่วงท่าในตอนนี้ของทั้งคู่
ท่านี้สนิทสนมและใกล้เกินไปแล้ว!
พอหลุบตาลงมองถึงเพิ่งเห็นมือตนเองที่โอบรอบลำคออีกฝ่าย ไหนจะขาที่กระหวัดพันรอบเอว เจียงจื้ออีเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา พร้อมกับรีบปล่อยมือปล่อยขาออกทันทีเหมือนโดนของร้อน
ทว่ามือปล่อยแล้ว ขาก็ปล่อยแล้ว แต่นางยังคงห้อยค้างอยู่บนตัวเขา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ปล่อยข้าลงสิ” เจียงจื้ออีหายใจกระชั้นพลางผลักไหล่อีกฝ่าย
“ใช้เสร็จก็ถีบหัวส่งจริงๆ” หยวนเช่อถอนหายใจแผ่วจนแทบไม่สังเกตเห็น มือใหญ่ที่รั้งบั้นเอวคอดกิ่วลูบไล้เล็กน้อยด้วยความอาวรณ์ พอจะปล่อยนางลงเท่านั้น…
เจียงจื้ออีเสียววาบตรงรอยบุ๋มบนบั้นเอว แล้วสั่นสะท้านเหมือนชักกระตุกด้วยความจั๊กจี้ นางกรีดร้องด้วยความตกใจ จวนเจียนจะพลัดตกอยู่รอมร่อ
ดูเหมือนเขาจะสัมผัสโดนแอ่งชีพจรบนร่างนางเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ หยวนเช่อเองก็ผงะไปเช่นกัน เขาโอบนางให้กระชับขึ้นก่อนจะวางให้ยืนบนพื้นราบ พอก้มหน้าลงมองก็เห็นเด็กสาวกำลังลูบรอยบุ๋มบนบั้นเอวด้วยท่าทางประดักประเดิด พวงแก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อ
“ตรงนั้น…” เขามองนางพลางกะพริบตา “เป็นจุดจั๊กจี้ของเจ้าหรือ”
“ไม่ใช่นะ!” เจียงจื้ออีถลึงตาใส่แล้วออกเดินไปข้างหน้า สองขาอ่อนปวกเปียกเหมือนตีกันเอง เดินไปได้สองก้าวก็หันมามอง พบว่าดูเหมือนเขาจะยังครุ่นคิดถึงท่าทางตลกๆ ของนางเมื่อครู่อยู่ “ไปเซ่นไหว้พี่ชายเจ้าได้แล้ว สำรวมหน่อย”
หลังจากที่เดินลัดเลี้ยวโค้งแล้วโค้งเล่าขึ้นไปเรื่อยๆ ไอร้อนผ่าวบนผิวแก้มของเจียงจื้ออีก็ค่อยๆ เลือนหาย และหยวนเช่อที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้หยอกล้อนางอีก
ตอนอยู่บริเวณตีนเขาเมื่อครู่ยังไม่ทันรู้สึก แต่ยิ่งปีนสูงขึ้นเท่าใดก็ยิ่งได้เห็นว่าเขาลูกนี้รกชัฏจนน่าตกใจ เจียงจื้ออีลืมสิ้นซึ่งความน่ากลัวของสัตว์เลื้อยคลานกับแมลงและความสกปรกของพื้นดิน รับรู้ได้เพียงแต่ไอหนาวยะเยือกที่โชยมาเป็นระลอก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ
มองไปทางใดก็เห็นแต่เพียงความเวิ้งว้างเปลี่ยวเหงา ทว่าภาพที่ผุดขึ้นในหัวกลับเป็นภาพเสิ่นหยวนเช่อที่สวมชุดแพรทั้งชุดแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ นานาระหว่างขี่ม้าไปตามท้องถนนในฉางอันตามอำเภอใจ เด็กหนุ่มผู้แต่งกายหรูหรานั่งอย่างสง่างามบนหลังม้าเยี่ยงนั้นกลับต้องลาลับในวัยที่ร้อนแรงที่สุดของชีวิต พลีชีพในสงครามปกปักพิทักษ์แผ่นดินเกิด แต่เมื่อตายแล้วอย่าว่าแต่จะได้รับคำสดุดีในฐานะวีรบุรุษเลย กระทั่งจะฝังศพในสุสานประจำตระกูลยังทำไม่ได้ ต้องมาหลับใหลอยู่ในที่เปลี่ยวร้างเยี่ยงนี้…
ครั้นพอมาถึงจุดหมายแล้วเห็นป้ายหน้าหลุมฝังศพที่ไม่แม้แต่จะสลักชื่อ เจียงจื้ออีก็เหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นดินทั้งตัว มิอาจย่างเท้าไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว ได้แต่ยืนนิ่งงันมองหลุมฝังศพที่ทำขึ้นหยาบๆ และป้ายไม้เอียงกระเท่เร่เหมือนปักไว้แบบขอไปที
“เหตุใดถึงได้ฝังเขาลวกๆ เช่นนี้…”
หยวนเช่อที่ยืนข้างกายนางมองป้ายหน้าหลุมศพด้วยแววตาเหม่อลอยเล็กน้อย ขณะตอบเบาๆ “ต้องฝังลวกๆ นี่ล่ะถึงจะไม่ถูกรบกวน”
เจียงจื้ออีกระจ่างแจ้งโดยพลัน ภูเขาลูกนี้ไม่มีคนคอยเฝ้าเหมือนอย่างสุสาน หากหลุมฝังศพประณีตเกินไปจะสะดุดตาโจรผู้ร้ายได้ง่าย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นหากหลุมฝังศพหรูหราทั้งที่ป้ายไร้ชื่อก็จะสะกิดใจให้ผู้คนสงสัยว่าคนในหลุมคือใคร เชื่อว่าตอนที่เสิ่นหยวนเช่อตายในสนามรบไม่นาน คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะปิดเรื่องฝาแฝดสำเร็จหรือไม่ กลัวว่าหากใครเกิดสงสัยอาจตามสืบถึงขั้นขุดหลุมเปิดโลงเพื่อพิสูจน์ตัวตน จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทว่าแม้แต่นางที่เห็นภาพนี้ยังทำใจรับไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยเสวี่ยชิง
บุตรสาวอัครมหาเสนาบดียืนนิ่งไม่ขยับเบื้องหน้าป้ายหน้าหลุมศพอยู่นาน เจียงจื้ออีเห็นแล้วเบือนหน้าหนีอย่างสุดกลั้น ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปรบกวนเพื่อให้อีกฝ่ายได้พูดจากับเสิ่นหยวนเช่อเต็มที่
หยวนเช่อเองก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพื่อมอบช่วงเวลานี้ให้เผยเสวี่ยชิง…แม้หลุมฝังศพจะทำขึ้นอย่างหยาบๆ ทว่าหญ้าบนหลุมเพิ่งจะถูกแผ้วถางไปได้ไม่นาน เจียงจื้ออีเดาว่าวันแรกๆ ที่กลับถึงเหอซีเขาก็ได้มาเซ่นไหว้พี่ชายแล้ว
นางยืนอยู่ห่างๆ มองเผยเสวี่ยชิงที่คุกเข่าบนพื้นเปิดฝากล่องอาหารด้วยมือที่สั่นเทาอย่างควบคุมตนเองไม่อยู่ ความคิดหนึ่งพลันวาบเข้ามากระทบใจ เผยเสวี่ยชิงมุ่งมั่นเดินทางกว่าพันหลี่เพื่อมาเซ่นไหว้ชายคนรัก แสดงว่าแต่ก่อนเสิ่นหยวนเช่อน่าจะดีกับเจ้าตัวมากกระมัง
ยามอยู่กับเผยเสวี่ยชิง เสิ่นหยวนเช่อคงดูเป็นคนละคนกับยามอยู่ต่อหน้าข้าเลยใช่หรือไม่
เศษเสี้ยวความทรงจำสะเปะสะปะที่หลายวันมานี้ไม่ทันได้ใคร่ครวญโดยละเอียดผุดพรายขึ้นในใจช้าๆ เจียงจื้ออีพลันนึกได้ว่าเดือนสิบสองปีกลายนางดูหยวนเช่อลงสอบทักษะขี่ม้ายิงธนูในสำนักศึกษาเทียนฉง เมื่อการสอบสิ้นสุดลง นางบอกเขาว่า ‘เพิ่งเคยดูท่านยิงธนูเป็นครั้งแรก ข้ายังดูไม่จุใจเลย’
ดูเหมือนหยวนเช่อจะย้อนถามนางว่า ‘เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรก?’
นางตอบไปว่า ‘ก็ใช่น่ะสิ แต่ก่อนยามอยู่ในสนามยิงธนูท่านต้องแสร้งทำเป็นฝีมือต่ำต้อยไม่ใช่หรือ จะนับได้อย่างไรเล่า’
ตอนนั้นหยวนเช่อเหมือนจะยอมรับในสิ่งที่นางพูดเงียบๆ
แต่ที่นางพูดเช่นนั้นก็เพราะ ‘พี่อาเช่อ’ ในหนังสือเรื่องเล่าไม่ได้เป็นคุณชายจอมเสเพลจริงๆ แต่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเพราะอยู่ในฐานะตัวประกันในเมืองหลวง
เช่นนั้นการที่หยวนเช่อยอมรับคำพูดของนางระหว่างที่สวมบทบาทเป็นพี่ชาย แสดงว่าการ ‘เก็บงำประกาย’ ของพระเอกในเรื่องเล่าก็เป็นความจริงใช่หรือไม่
“ตอนอยู่ในเมืองหลวง พี่ชายท่านมีวรยุทธ์ติดตัวและเคยศึกษาตำราพิชัยสงครามมาก่อนใช่หรือไม่” จู่ๆ นางก็หันไปถามเขาอย่างไม่มีที่มาที่ไป
คำถามนั้นทำให้หยวนเช่อผงะไปเล็กน้อย “เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วไม่ใช่หรือ”
เจียงจื้ออีชะงัก แสดงว่า…แม้แต่เรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้ก็ตรงกับความจริงทั้งที่เป็นเรื่องแต่งอย่างนั้นหรือ
เช่นนั้นหากเสิ่นหยวนเช่อแสร้งทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย แล้วสิ่งเลวร้ายที่เขาทำกับข้าในอดีตเล่า…
ยังไม่ทันคิดโดยละเอียด จู่ๆ เผยเสวี่ยชิงที่อยู่ทางนั้นก็เซวูบ
ซานชีทำท่าจะก้าวไปหา แต่เห็นเจ้าตัวโงนเงนเพียงวูบเดียวก็กลับมาคุกเข่าตัวตรงได้อีกครั้ง
“ข้าไปเอง สตรีด้วยกันสะดวกกว่า” เจียงจื้ออีรั้งชายกระโปรงเดินลิ่วเข้าไป ก่อนโน้มตัวลงถาม “แม่นางเผยรู้สึกไม่สบายหรือไม่”
เผยเสวี่ยชิงก้มหน้าปาดน้ำตา จากนั้นก็เหลือบดวงตาแดงช้ำคู่นั้นขึ้นมอง “ข้าไม่เป็นไร”
“ข้ากับแม่ทัพน้อยเสิ่นอยู่ข้างหลังนี่เอง หากรู้สึกไม่สบายตรงที่ใดก็บอกพวกเรานะ”
“หากท่านหญิงไม่รังเกียจว่าพื้นดินสกปรกก็นั่งกับข้าสักพักหนึ่งได้หรือไม่” อีกฝ่ายชี้เบาะรองนั่งบนพื้น
เจียงจื้ออีมองใต้เท้า หากเป็นแต่ก่อนนางคงรู้สึกรังเกียจจริงๆ แต่เมื่อได้มาเห็นภูเขาเวิ้งว้างและหลุมฝังศพเดียวดายในวันนี้แล้ว…
สิ่งสกปรกในใต้หล้านี้ใช่พื้นดินที่ใดกันเล่า เป็นใจคนที่ทำให้ผู้กล้าต้องมาฝังร่างกลางเขาเปลี่ยวร้างไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันต่างหาก
“สถานที่ฝังศพวีรบุรุษจะมีอะไรสกปรกได้เล่า หากเจ้าไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน เช่นนั้นข้าจะนั่งเป็นเพื่อนเจ้าเอง” เจียงจื้ออีทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า
“จะรบกวนได้อย่างไร วันนี้ท่านหญิงอุตส่าห์มาที่นี่เป็นเพื่อน ความจริงแล้วข้าก็มีคำที่อยากพูดกับท่านแทนเขาอยู่พอดี” เผยเสวี่ยชิงชี้ป้ายหน้าหลุมศพรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
“คำอะไรกัน” เจียงจื้ออีถามด้วยความฉงน
“ก่อนหน้านี้เขาทำเรื่องไม่สมควรและกล่าววาจารุนแรงกับท่านหญิงไว้มาก อันที่จริงภายหลังเขาอยากขอโทษท่านมาโดยตลอด”
นางผงะ ก่อนจะกะพริบตาอย่างประหลาดใจ “ขอโทษ?”
“เขาเล่าให้ข้าฟังว่าวันที่บาดหมางกับท่านเป็นครั้งแรก ความจริงแล้วจิ้งหรีดตัวนั้นกระโดดไปเกาะท่านโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ทว่าเขาทำตัวเกเรมาจนชินจึงต้องวางท่าเกเรต่อไป แต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะให้คนกระทืบจิ้งหรีดของเขาตาย แท้ที่จริงแล้วเขามิได้ทะนุถนอมจิ้งหรีดตัวนั้นนักหนาหรอก เพียงแต่ตอนเห็นท่านโบกมือชี้ชะตาจิ้งหรีดตัวนั้นแล้วก็นึกไปถึงฮ่องเต้ผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายพระองค์นั้น ผู้ที่ทำให้เขาต้องถูกขังอยู่ในเมืองหลวง”
ลำคอของเจียงจื้ออีตีบตันทันที
“ดังนั้นตอนแรกเขาจึงเข้าใจท่านหญิงผิดไปมาก นึกว่าในเมื่อท่านเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ตั้งแต่เด็ก ก็คงเป็นคนใจดำอำมหิต ใช้ความเป็นความตายของผู้อื่นมาสร้างความรื่นเริงใจเหมือนอย่างชนชั้นสูงเหล่านั้น ไหนๆ เขาต้องทำตัวเป็นคุณชายเสเพลให้คนนอกดูพอดี จึงเริ่มหาโอกาสขัดแย้งกับท่านทุกทางนับแต่นั้น…
จวบจนมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงแล้วบังเอิญเจอท่านคุยกับสาวใช้ตรงทางเดิน สาวใช้ถามท่านว่าวันนี้ครบรอบวันวายชนม์ของหนิงกั๋วกง เหตุใดท่านถึงยังต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มในวังหลวงด้วย ท่านตอบว่าเพราะเป็นวันครบรอบวันวายชนม์ของท่านพ่อน่ะสิถึงจะทำสีหน้าบูดบึ้งในวังหลวงมิได้ หาไม่ฮ่องเต้จะนึกสงสัยว่าท่านยังฝังใจที่ท่านพ่อของท่านพลีชีพเพื่อราชบัลลังก์ของฮ่องเต้
สาวใช้ถามต่อไปว่าบริสุทธิ์ใจเสียอย่างจะกลัวอะไร ท่านตอบว่าเป็นเพราะในใจท่านยังคิดแค้น มิได้บริสุทธิ์ใจนี่สิ”
ดูเหมือนข้าจะเคยพูดเช่นนั้นจริงๆ แต่เจียงจื้ออีแทบจะลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว และไม่ได้รับรู้เลยว่าในตอนนั้นเสิ่นหยวนเช่อมาได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี
เผยเสวี่ยชิงส่ายหน้ากึ่งหัวเราะกึ่งทอดถอนใจ “วันนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนักว่าที่แท้ท่านก็ไม่ต่างจากเขา เป็นคนไร้อิสรภาพเหมือนกัน เขานึกเสียใจเหลือเกินที่เคยกล่าววาจาเชือดเฉือนเหล่านั้นใส่ท่าน แต่คุณชายจอมเสเพลคนหนึ่งจะเอ่ยปากขอโทษคนที่ตนเองเคยทำร้ายได้อย่างไร เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อไรถึงจะมีโอกาสได้เอ่ยคำว่าขอโทษกับท่านสักครั้ง…”
เจียงจื้ออีนิ่งอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่ เหม่อมองป้ายหน้าหลุมศพไร้นามตรงหน้าเนิ่นนานก็ยังไม่ได้สติกลับมา
เพราะเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้ล่าสุดนี้ผิดแผกไปจากสิ่งที่นางเคยสัมผัสมาโดยสิ้นเชิง ความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนของเสิ่นหยวนเช่อจึงเหมือนถูกหลุมฝังศพอันเดียวดายและสิ่งที่ได้เห็นได้ยินหน้าหลุมฝังศพนี้พลิกกลับด้าน
มิน่าเล่า…ช่วงสุดท้ายก่อนไปออกรบ เสิ่นหยวนเช่อถึงได้ไม่มาหาเรื่องนางอีกเลย งานเลี้ยงใดมีนาง เขาจะไม่เข้าร่วม เหมือนชังน้ำหน้าจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ แน่นอนว่าพอนางเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ไม่ยอมลงให้เหมือนกัน ที่ใดมีเขาอยู่ ไม่มีเสียหรอกที่นางจะย่างเท้าเหยียบ
ภาพต่างๆ ผุดพรายขึ้นมาในสมอง ทว่ารางเลือนจนเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแสนนาน
ตอนนี้พอมองหลุมฝังศพที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ หากให้นางหวนคิดว่าในอดีตเขาร้ายกาจเพียงใด ทำตัวเป็นอริกับนางอย่างไรบ้าง และพูดจาทำร้ายจิตใจกันว่าอะไร นางล้วนนึกไม่ออกแม้แต่น้อย
หลังความเงียบอันยาวนานผ่านพ้น เจียงจื้ออีก็ได้สติกลับมา หลุดจากภวังค์เพราะเสียงร้องของนกที่กระพือปีกบินผ่านไปเหนือศีรษะ
หากไม่มีเหตุเข้าใจผิดเหนือความคาดหมายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เกรงว่านางคงไม่ได้ฟังความจริงไปชั่วชีวิต
บัดนี้ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้นางได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ตรงหน้าหลุมฝังศพของเสิ่นหยวนเช่อ และได้รับคำขอโทษที่เขาไม่มีวันได้เอ่ยออกมาอีกแล้ว นางก็จะปิดบัญชีหนี้แค้นแต่หนหลังลงเสียที
เจียงจื้ออีนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกาสุราที่อยู่ใกล้มือขึ้นมารินใส่จอก จากนั้นก็ค่อยๆ คว่ำจอกเทสุราลงตรงหน้าหลุมฝังศพ
“เสิ่นหยวนเช่อ สุราจอกนี้…ข้าขอขมาที่เคยทำตัวเอาแต่ใจใส่ท่าน”
เสร็จแล้วก็เทอีกจอก…
“จอกนี้…ข้าอภัยให้ท่าน”
เมื่อรินสุราจอกที่สาม เจียงจื้ออียกจอกคารวะนกที่กระพือปีกบินอยู่ไกลลิบบนผืนนภาสีครามเหนือศีรษะ แล้วดื่มเสียเอง…
“จอกสุดท้าย…ขอให้ชาติหน้าพวกเราได้เป็นคนที่มีอิสรเสรีในชีวิตเถิดนะ”
ระหว่างทางขากลับภายในรถม้าเงียบกริบ เจียงจื้ออีกับหยวนเช่อพาเผยเสวี่ยชิงไปส่งยังโรงเตี๊ยมที่เจ้าตัวพักอยู่ในเวลานี้ จากนั้นก็กลับจวน
เมื่อเผยเสวี่ยชิงลงไปแล้ว หยวนเช่อที่อยู่ข้างนอกก็เปิดประตูเข้ามานั่งลงตรงข้ามเจียงจื้ออี เห็นนางก้มหน้าด้วยท่าทางซึมเซาก็ถามว่า “เมื่อครู่เผยเสวี่ยชิงพูดเรื่องเศร้ากับเจ้าหรือ”
นางถามอย่างประหลาดใจ “ท่านไม่ได้แอบฟังหรือไร”
“ข้ายังพอเคารพพี่ใหญ่อยู่บ้างหรอก” หยวนเช่อมองเด็กสาว นึกถึงตอนที่ใช้สุราสามจอกคารวะ นางดูเคร่งขรึมอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เจียงจื้ออีปรายตามองอีกฝ่าย ตั้งใจจะเหน็บแนมสักประโยค แต่แม้ปากเขาจะพูดหยอกล้อ ทว่าแววตากลับหม่นหมองไร้ประกาย เห็นดังนั้นนางจึงยั้งวาจาเอาไว้
แม้เขาเพิ่งเซ่นไหว้พี่ชายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เชื่อว่าต่อให้เซ่นไหว้สักกี่ครั้งก็ยังเศร้าเสียใจอยู่ดี เหมือนอย่างทุกครั้งที่นางไปหาหลุมฝังศพของบิดามารดาในช่วงสิบเอ็ดปีที่ผ่านมานั่นล่ะ เจียงจื้ออีตัดสินใจว่าวันนี้นางจะเห็นแก่คำว่า ‘ขอโทษ’ ของเสิ่นหยวนเช่อ สงบศึกกับน้องชายของเจ้าตัวสักวัน
“แต่ก่อนท่านกับพี่ชายแยกกันอยู่คนละทิศละทาง แล้วรักใคร่กลมเกลียวกันมาตลอดหรือไม่”
หยวนเช่อหรี่ตาลง “เจ้าช่างใส่ใจพี่ชายข้าเสียจริงนะ”
เจียงจื้ออีอึ้งงันไปชั่วขณะ “ข้าถามเกี่ยวกับพวกท่านทั้งสองคนไม่ใช่หรือไร ไฉนหูท่านถึงได้ยินเพียงพี่ชายคนเดียวเล่า หากจะบอกว่าใส่ใจ เท่ากับว่าข้าก็ใส่ใจ…”
“ใส่ใจผู้ใด” เด็กหนุ่มยกยิ้มตรงมุมปาก เร่งเร้าให้นางพูดต่อเหมือนหลอกล่อ
“ไม่มีผู้ใดทั้งนั้น ไม่อยากตอบก็ช่างเถิด ข้ามิได้ใส่ใจถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” เจียงจื้ออีร้องหึพลางส่ายหน้า
หยวนเช่อไม่เคยเปิดใจพูดเรื่องนี้กับใครมาก่อน เลยไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปอย่างไรดี หลังนิ่งคิดเล็กน้อย เขาก็ย้อนถาม “หากเป็นเจ้า เจ้าต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากที่ชายแดน ถูกทุบตีให้ฝึกฝน แต่น้องสาวของเจ้าที่เกิดจากภรรยาเอกกลับได้ใช้ชีวิตหรูหราในเมืองหลวง เจ้าจะรักใคร่กลมเกลียวกับนางหรือไม่”
เจียงจื้ออีกะพริบตาอย่างใคร่ครวญ ใช้ความคิดอย่างสัตย์ซื่อ
“แน่นอนว่า…คงจะไม่กระมัง” หาใช่เพียง ‘ไม่รักใคร่’ นางคิดว่าตนเองอาจถึงขั้นริษยาและชิงชังน้องสาวก็เป็นได้
“ดังนั้น…”
หยวนเช่อไม่ได้พูดต่อ แต่นางฟังแค่นั้นก็เข้าใจ
“ภายหลังเหตุใดท่านถึงได้ไม่คิดแค้นเขาแล้วเล่า เป็นเพราะรู้ว่าเขาอยู่ในฉางอันก็ทรมานไม่ต่างกันหรือ”
ครั้นหวนคิดถึงเรื่องเก่าเหล่านั้น หยวนเช่อเองก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน บางทีคงเป็นอย่างที่นางกล่าว นั่นคือเป็นเพราะเขาได้รู้ว่าที่แท้พี่ใหญ่ก็ไร้อิสรภาพไม่ต่างกัน บางทีอาจเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างฝาแฝดที่แม้ได้พบพานครั้งแรกก็เหมือนคุ้นเคยกันมานาน หรือบางที…
“อาจเป็นเพราะ…” เหมือนหาเหตุผลที่สำคัญที่สุดได้แล้ว หยวนเช่อหลุบตาลง “เขาเป็นคนแรกในโลกนี้ที่ทนเห็นข้าเลือดตกยางออกไม่ได้ และขอให้ข้าทะนุถนอมตนเองกระมัง”
เจียงจื้ออีเพียงถามด้วยความอยากรู้ นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้
“คนแรก?” นางพึมพำทวนคำนั้นอย่างตกตะลึง แสดงว่าบิดาฝึกฝนเขาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เยาว์วัย ไม่เคยแสดงความใส่ใจหรือความสงสารต่อเขาแม้แต่น้อยเลยหรือ
หยวนเช่อพลันเงยหน้าขึ้นมาพูดยิ้มๆ “เจ้าเป็นคนที่สอง”
เด็กสาวผงะ นึกได้ว่าสองครั้งที่เขาบาดเจ็บตอนอยู่ในฉางอัน นางร้อนใจห่วงใยเขาจนร้องไห้ทุกครั้ง…
แต่นั่นไม่ใช่นางเสียหน่อย เป็นตัวปลอมที่สมองเลอะเลือนเพราะศีรษะถูกกระแทก…
เจียงจื้ออีอยากอธิบายเพื่อเตือนสติอีกฝ่าย แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในดวงตาคู่นั้นก็ต้องชะงักไปโดยพลัน เพราะนึกไปถึงหลุมฝังศพอ้างว้างเดียวดายที่ไม่อาจมีคนมาไถ่ถามเขาว่าเจ็บหรือไม่ ไม่อาจขอให้เขาทะนุถนอมตนเองได้อีกต่อไป
นึกถึงวันนั้นที่เขาถามนาง…‘ไหนบอกว่า…ข้าเป็นคนที่สะอาดที่สุดในโลกนี้อย่างไรเล่า’
ตอนนั้นนางปฏิเสธได้ทันควัน ทว่าตอนนี้ทำอย่างไรก็พูดไม่ออก
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.