บทที่ 61
จวบจนกลางเดือนสาม ฤดูใบไม้ผลิถึงค่อยเผยโฉมให้เห็นในกูจังเสียที หลังฝนอุ่นๆ ระลอกหนึ่ง สีเขียวขจีก็เริ่มผลิบานสะพรั่งขึ้นภายในสวน ดอกซิ่งสีขาวและดอกท้อสีชมพูทยอยกันขยายกลีบเบ่งบาน ดวงอาทิตย์เยี่ยมหน้าส่องแสงแห่งฤดูวสันต์เอิบอาบพิภพ ทั่วทั้งสวนมีแต่ความสดชื่น
นับตั้งแต่ไม่มีคนคอยเฝ้าดูในเรือนและอากาศอบอุ่นขึ้นทีละน้อย ทุกครั้งที่ตื่นจากนอนกลางวัน เจียงจื้ออีเป็นต้องออกไปเดินเล่น มีอยู่วันหนึ่งนางตื่นขึ้นมาพบว่ามีชิงช้าสูงตั้งอยู่ในสวน คงเพราะรู้ว่าเจ้าของเรือนพิถีพิถันเรื่องความเป็นอยู่ เสาชิงช้าจึงเป็นไม้ทาสีแดง เชือกแขวนเนียนลื่นไม่บาดมือ แผ่นที่นั่งแข็งแรงทนทาน ต่อให้ยืนโล้ชิงช้าก็ยังมั่นคงยิ่งนัก
บ่ายวันนี้เจียงจื้ออีอุ้มเจ้าก้อนหยวนไปนั่งชิงช้าอาบแดดในสวน กู่อวี่ที่คอยไกวชิงช้าให้ข้างหลังพูดกับนางว่าจดหมายของคุณชายเผยถูกส่งออกไปหลายวัน เท่าที่ลองคำนวณเวลา หากท่านโหวตอบจดหมายก็น่าจะมาถึงแล้ว เหตุใดป่านนี้ยังเงียบกริบอยู่อีก
เจียงจื้ออีกำลังเล่นกับลูกสุนัขที่อุ้มอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็หุบยิ้ม แล้วเหยียดริมฝีปาก “ควรมีจดหมายตอบนะ”
“บ่าวว่าช่วงนี้แม่ทัพน้อยเสิ่นดูไม่ดุดันเท่าแต่ก่อนแล้ว หากท่านโหวเขียนจดหมายตอบก็น่าจะรับจดหมายได้กระมังเจ้าคะ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ จิงเจ๋อก็วิ่งหน้าตาเบิกบานเข้ามาในสวนพร้อมโบกมือให้เจ้านายแต่ไกล “ท่านหญิง มีจดหมายจากทางฉางอันเจ้าค่ะ!”
เจียงจื้ออียกมือปรามให้เลิกไกวชิงช้า แล้วขยับตัวนั่งตรงมองไปที่สาวใช้อย่างยินดี “สองฉบับเลยหรือ”
“เจ้าค่ะ ฉบับหนึ่งของท่านโหว อีกฉบับขององค์หญิงเป่าจยา”
นางรีบส่งเจ้าก้อนหยวนไปให้กู่อวี่ แล้วรับซองจดหมายทั้งสองมาพลิกดูอีกด้าน ตราครั่งบนนั้นยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้ถูกแกะเปิด “นับว่ายังมีความเป็นคนอยู่บ้างที่ไม่ได้แอบเปิด…”
จิงเจ๋อทำหน้าตาตื่นจะร้องเตือน ทว่าเสียงบุรุษก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน “อุตส่าห์ขี่ม้ากลับจวนนำจดหมายมาให้เจ้าโดยเฉพาะ แต่กลับเจอประโยค ‘นับว่ายังมีความเป็นคน’ จากเจ้าน่ะหรือ”
เจียงจื้ออีเงยหน้า เห็นผู้มาใหม่ปัดฝุ่นดินออกจากหัวไหล่พร้อมเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่รื่นรมย์
…ข้าไม่กระดากอายหรอกนะ เจียงจื้ออีผู้นี้พูดถึงคนอื่นลับหลังอย่างไร ต่อหน้าก็พูดแบบเดียวกัน
“มีคนให้ใช้สอยตั้งมากมายแท้ๆ ไม่รู้ท่านกลับจวนเพื่อนำจดหมายมาให้ข้าหรือเพื่อมาอ่านจดหมายกันแน่” นางร้องหึอย่างเย็นชา แล้วนั่งแกะจดหมายอยู่บนชิงช้า ไม่คิดจะใส่ใจเขา
นับแต่ความทรงจำฟื้นคืนก็ฉลาดขึ้นเชียวนะ หยวนเช่อเดาะลิ้นเบาๆ “จดหมายขององค์หญิงเจ้าอ่านคนเดียวได้ แต่ในเมื่อจดหมายของท่านโหวเป็นเรื่องการแต่งงานของพวกเราสองคน ข้าจึงต้องการรู้ผลด้วย”
“อันใดกัน ยังวาดหวังว่าท่านลุงจะเขียนจดหมายมาปลอบให้รอมชอมหรือ ท่านลุงตอบจดหมายข้า ไม่ตอบท่าน เท่านี้ยังไม่รู้ผลชัดเจนอีกหรือไร”
“ในเมื่อเจ้ามั่นใจนักหนา ข้าอ่านหน่อยเดียวย่อมเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของท่านโหวไม่ได้หรอก” หยวนเช่อทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนชิงช้าอย่างผึ่งผาย
หน้าด้านหน้าทน เจียงจื้ออีถลึงตาใส่ แต่เพราะอยากอ่านจดหมายเต็มทีจึงคร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย ได้แต่ปล่อยให้เขานั่งลงข้างๆ แล้วดึงกระดาษจดหมายสามแผ่นจากในซองมาคลี่ออก
แผ่นแรกเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ท่านลุงเป็นห่วงว่านางเดินทางปลอดภัยดีหรือไม่ ได้กินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ ซูบผอมลงมากน้อยเพียงใด จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่าที่บ้านสงบสุขเรียบร้อยดีทุกอย่าง ขอให้นางไม่ต้องเป็นห่วง
เด็กสาวอมยิ้มไล่อ่านทีละตัวอักษร แล้วพลิกไปยังแผ่นที่สอง…
‘ลุงได้อ่านจดหมายที่คุณชายใหญ่สกุลเผยเขียนแทนเจ้าแล้วให้รู้สึกปวดใจนัก สามีภรรยาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนานเข้าย่อมกระทบกระทั่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดั่งคำกล่าวว่าไว้ ‘สะสมผลบุญร้อยปีกว่าจะได้ร่วมลงเรือข้ามนที สะสมผลบุญพันปีถึงจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอน’ หากการแต่งงานที่สำเร็จได้อย่างยากเย็นนี้ต้องภินท์พังเพราะเหตุขุ่นข้องหมองใจทั่วไปก็น่าเสียดายนัก อีกประการหนึ่งลุงได้อ่านจดหมายที่หลานเขยส่งมาแล้ว ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ ดูเหมือนจะสำนึกผิดอย่างแท้จริง ลุงขอให้เจ้าใคร่ครวญให้มาก อย่าได้ด่วนตัดสินใจเป็นอันขาด มิเช่นนั้นเมื่อนึกเสียใจในภายหลังจะสายเกินไป…’
มุมปากของเจียงจื้ออีแข็งค้าง รอยยิ้มอันตรธานไปโดยสิ้นเชิง
พอเหลือบตามองก็เห็นหยวนเช่อหันหน้าชะเง้อคอเข้ามาอ่านจดหมายอย่างออกอรรถรส และริมฝีปากที่หยักยกมุมปากขึ้นของนางก็ย้ายไปอยู่บนใบหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว
นางข่มโทสะดึงสายตากลับมา แล้วเปิดไปที่กระดาษจดหมายแผ่นที่สาม…
‘ไม่รู้ว่าเมื่อจดหมายของลุงส่งไปถึง เจตนาของเจ้าจะเป็นเช่นไร หากเปลี่ยนความตั้งใจแล้ว เมื่อคนที่ลุงส่งไปเดินทางถึงเหอซีก็ให้พวกเขาอยู่กับเจ้าที่กูจัง วันหน้าเมื่อเจ้ามีปากเสียงกับหลานเขยอีกจะได้รู้สึกมั่นคงขึ้นบ้าง แต่หากยังยืนกรานว่าจะถอนหมั้นลุงก็มีคำแนะนำให้ ลุงกลัวว่าเมื่อเจ้าถอนหมั้นแล้วจะหาคู่ครองไม่ได้ในทันที เห็นคุณชายใหญ่สกุลเผยลายมืองดงามกว่าหลานเขย คนเป็นเช่นไร ลายมือย่อมเป็นเช่นนั้น ใช้วัดนิสัยใจคอกันได้ ในเมื่อเจ้าฝากฝังเรื่องสำคัญให้เขาเป็นธุระเช่นนี้ก็เชื่อว่าจะต้องสนิทสนมกับเขาพอตัว ถ้าอย่างไรเมื่อถอนหมั้นแล้วลองพิจารณาเจรจาคุณชายใหญ่สกุลเผยดู หากเจ้าเห็นชอบ ลุงจะคืนของหมั้นให้สกุลเสิ่นทันที แล้วเจรจาเรื่องแต่งงานของเจ้ากับสกุลเผย’
หยวนเช่อ “…”
ตอนแรกเจียงจื้ออีกำลังอึ้งตะลึงด้วยความตกใจที่ผู้เป็นลุงกลับคำกะทันหัน แต่พอหันไปเห็นเด็กหนุ่มข้างๆ ตีหน้าขรึมก็หัวเราะพรวดออกมา
แม่ทัพหนุ่มหรี่ตาลงอย่างน่ากลัว “ขำมากหรือไรเจียงจื้ออี”
“อะไรกัน แต่ก่อนผู้น้อยเขียนจดหมายถึงพ่อตาเช่นนี้เป็นต้องสำเร็จร้อยทั้งร้อย แต่เหตุใดถึงไม่ได้ผลกับหย่งเอินโหวกัน อีกประการหนึ่งหย่งเอินโหวผู้นี้มีหลานเขยให้เลือกเหลือเฟือเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง ท่านยังไม่ทันได้ถอนหมั้นแท้ๆ ก็หาคู่ครองใหม่ให้ท่านหญิงแล้วหรือ”
ครึ่งชั่วยามให้หลัง หยวนเช่อกลับค่ายเสวียนเช่อไปยืนเอามือไพล่หลังบนยกพื้นสูง ดูการฝึกซ้อมทหารบนลานฝึกยุทธ์เบื้องล่าง มองมู่ซินหงที่เอาแต่ร้องว่า ‘ไม่น่าเป็นเช่นนี้นะ’ ซ้ำๆ พลางเดินกลับไปกลับมาตรงหน้าเขา
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเยือกเย็น
ก็ไม่น่าเป็นเช่นนี้น่ะสิ หากไม่เพราะพี่ใหญ่ต้องทำตัวเป็นคุณชายจอมเสเพลให้คนอื่นดู เขาก็ไม่ต้องเลียนแบบลายมือของเจ้าตัว ซึ่งหากบรรยายให้น่าฟังสักหน่อยคือ ‘หงส์ร่อนมังกรรำ’ แต่หากบรรยายให้ระคายหูต้องเรียกว่า ‘หวัดเป็นไก่เขี่ย’ จนพ่ายแพ้ให้เผยจื่อซ่งเยี่ยงนี้
“เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าคนของจวนโหวก็จะเดินทางมาถึงเหอซี พวกเราทำได้เพียงใช้เวลาระหว่างนี้ทำให้ฮูหยินน้อยเปลี่ยนใจให้ได้เท่านั้น…” มู่ซินหงวิเคราะห์สถานการณ์ที่แม้ไม่ต้องวิเคราะห์ก็ชัดเจนพออยู่แล้ว พอเห็นหลี่ต๋าเฟิงเดินเอื่อยๆ ขึ้นมาบนยกพื้นก็รีบกวักมือเรียก “ท่านหลี่มาได้จังหวะดีแท้ รีบช่วยออกความคิดให้แม่ทัพน้อยสักหน่อยเร็ว เรื่องเอาใจสตรีน่ะ ท่านน่าจะมีวิธีการดีๆ กระมัง”
หลี่ต๋าเฟิงส่ายหน้า “ข้าไร้ประสบการณ์โดยสิ้นเชิง ช่วยแม่ทัพน้อยไม่ได้หรอก”
หยวนเช่อปรายตามอง “เจ้าไร้ประสบการณ์? เช่นนั้นเหตุใดจดหมายที่องค์หญิงทรงส่งมาหานางในวันนี้ถึงเอาแต่พูดถึงเจ้าไปครึ่งหนึ่งเล่า”
แน่นอนว่าหยวนเช่อไม่ได้อ่านจดหมายที่สตรีเขียนถึงกัน แต่เขาเห็นว่าหลังอ่านจดหมายจบ เจียงจื้ออีก็ทำท่าน้อยอกน้อยใจ บอกว่านางมีพื้นที่ในใจพี่หญิงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
หลี่ต๋าเฟิงไหวไหล่ “อาจเพราะข้าเป็นคนดี ไม่เหมือนอย่างเจ้า คนดีมักเป็นฝ่ายถูกตามฝากรักเสมอ”
“…”
มู่ซินหงเห็นหยวนเช่อสะอึกอึ้งจนพูดไม่ออกแล้วทนรอไม่ไหว สมแล้วที่เป็นหมอประจำกองทัพ จะโรยเกลือแต่ละทีก็เลือกโรยใส่รอยแผลเสมอ
หยวนเช่อยกมือกอดอกอย่างเย็นชา แล้วเชิดคางใส่หลี่ต๋าเฟิง “ช่วงนี้คงว่างงานมากสินะ ให้ข้าหาอะไรให้ทำดีหรือไม่เล่า”
“เหตุใดแม่ทัพน้อยถึงได้กล่าวเช่นนี้” หลี่ต๋าเฟิงกะพริบตาปริบๆ อย่างใสซื่อ
หยวนเช่อขยับต้นคอซ้ายทีขวาที “เวลาคนเลวอารมณ์ไม่ดีก็มักชอบทรมานทหารตนเองเสมอ”
ในเมื่อ ‘คนเลว’ เป็นใหญ่ เสียงทหารซ้อมรบในค่ายใหญ่ของกองทัพเสวียนเช่อจึงดังแก๊งๆ ไปอีกนาน จวบจนยามซวีถึงค่อยเงียบเสียงลง
กลุ่มทหารใหม่ที่ยังอายุน้อยลากร่างที่แทบแยกจากกันเป็นส่วนๆ ออกจากลานฝึกซ้อมภายใต้ผืนฟ้ารัตติกาล พอเหลือบไปเห็นแม่ทัพน้อยที่ยืนอยู่เบื้องบนมองกราดลงมาด้วยสายตาเย็นเยียบ ไม่รู้คิดอยากจับใครให้อยู่ฝึกต่อหรือไม่ ทุกคนก็ก้มหน้างุด เร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้นราวกับติดปีกบิน
หยวนเช่อแค่นหัวเราะ กำลังคิดจะให้พวกที่เผ่นหนีเร็วกว่าใครอยู่ฝึกต่อ ก็พลันเห็นทหารที่ทิ้งไว้ให้เฝ้าอยู่ที่จวนวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาบนยกพื้น แล้วรายงานอย่างเร่งร้อน “เรียนแม่ทัพน้อย ครึ่งชั่วยามก่อนฮูหยินน้อยออกไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนกับแม่นางเผยขอรับ!”
“ปล่อยให้นางทำตามใจชอบ ขอเพียงมีองครักษ์ติดตามไปก็พอ” เขาหันกลับไปชี้นิ้วหมายเรียกทหารต่อ มิได้ใส่ใจนัก
“ซานชีตามไปอารักขาฮูหยินน้อยแล้วขอรับ แต่…” พลทหารตอบอย่างลังเล “แต่คุณชายเผยตามมาอารักขาแม่นางเผยด้วยเช่นกัน ยังจะปล่อยให้ฮูหยินน้อยทำตามใจชอบอยู่หรือไม่ขอรับ”
“…” นิ้วที่กำลังจะชี้เรียกทหารงอกลับมา หยวนเช่อหมุนตัวลงจากยกพื้นทันที
มู่ซินหงที่อยู่ข้างหลังตะโกนถามให้แน่ใจ “แม่ทัพน้อย ไม่ฝึกทหารแล้วหรือขอรับ!”
“ให้ทุกคนแยกย้ายได้!” แม่ทัพหนุ่มเดินลิ่วๆ ลงจากยกพื้น แล้วตวัดตัวขึ้นหลังม้า
หากยังไม่แยกย้าย ครอบครัวข้านี่ล่ะที่จะแยกไปคนละทิศละทาง
เวลาเดียวกัน บนถนนในตลาดกลางคืนของเมืองกูจัง เจียงจื้ออีกำลังคล้องแขนเผยเสวี่ยชิงเดินหัวเราะพูดคุยกันไปตามทาง
ค่ำวันนี้เผยเสวี่ยชิงมาที่จวนสกุลเสิ่นเพื่อถามนางว่าได้รับจดหมายที่หย่งเอินโหวส่งมาหรือไม่ ที่แท้ท่านลุงเห็นว่านางไหว้วานให้เผยจื่อซ่งเขียนจดหมายแทน ก็นึกระแวงว่าหยวนเช่อจะดักจดหมาย จึงเขียนส่งมาให้เผยจื่อซ่งอีกฉบับหนึ่ง ประการแรกเพื่อแสดงความซาบซึ้งที่เขาช่วยส่งจดหมายให้ ประการที่สองเพื่อขอให้เขาช่วยยืนยันว่านางได้รับจดหมายตอบกลับของตนหรือไม่
เจียงจื้ออีเห็นว่าเผยเสวี่ยชิงอุตส่าห์มาเยือนด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะและประจวบเหมาะกับได้เวลาอาหารพอดี จึงชักชวนอีกฝ่ายให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน หลังอาหารเย็นผ่านพ้น เดิมทีนางตั้งใจจะให้คนไปส่งเจ้าตัวกลับโรงเตี๊ยมเลย แต่นึกได้ว่าทางไปโรงเตี๊ยมต้องผ่านตลาดกลางคืนพอดี จึงตัดสินใจออกมาด้วยกัน
ระหว่างทางก็พบกับเผยจื่อซ่งที่มารับน้องสาว เลยกลายเป็นเดินตลาดด้วยกันสามคน
เพราะสัมผัสได้ถึงสายตาแสนจะซับซ้อนที่มองมาจากทางด้านหลัง เจียงจื้ออีจึงหันไปมองเผยจื่อซ่ง
เผยเสวี่ยชิงปิดปากสนิทเรื่องความลับของสกุลเสิ่น กระทั่งบิดาและพี่ชายยังไม่บอกให้รู้ เผยจื่อซ่งอ่านสีหน้าท่าทางเก่ง เห็นน้องสาวไม่อยากพูดก็ไม่บังคับ แต่เชื่อว่าในใจน่าจะพอคาดเดาได้แต่แรก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในฉางอัน เผยเสวี่ยชิงพยายามสืบเรื่องของหยวนเช่ออยู่หลายครั้ง ซ้ำยังป่วยหนักหลังจากหยวนเช่อหมั้นหมาย เมื่อหยวนเช่อออกเดินทางมาเหอซี เผยเสวี่ยชิงก็เดินทางตามมาติดๆ คราวก่อนที่มาหาหยวนเช่อนางยังร้องไห้จนตาบวมกลับไป…เผยจื่อซ่งต้องคิดเป็นแน่ว่าน้องสาวรักหยวนเช่ออย่างลึกล้ำ ลึกล้ำจนถึงขั้นรู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายมีคู่หมั้นแล้วก็ยังไม่ยอมตัดใจ
แต่ตอนนี้ได้เห็นพวกนางสองคนมีความสัมพันธ์เช่นนี้ ซ้ำยังสนิทสนมกันดี ความรู้สึกต่างๆ ในใจคงตีกันวุ่นวายไปหมด
เจียงจื้ออีเอ่ยกับเขาว่า “คุณชายเผยไม่ต้องเป็นห่วง ก่อนหน้านี้ข้ากับพี่เสวี่ยชิงมีเหตุให้เข้าใจผิดกันเล็กน้อย แต่เวลานี้ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว”
เผยเสวี่ยชิงพยักหน้าให้พี่ชายบ้าง “ใช่แล้วเจ้าค่ะพี่ชาย น้องจื้ออีดีกับข้ายิ่งนัก ท่านอย่าได้คิดมากเลย”
เผยจื่อซ่งคลี่ยิ้มให้ทั้งคู่อย่างอ่อนโยน ได้ยินพวกนางเรียกกันเป็นพี่เป็นน้องแล้วความรู้สึกในแววตาก็ยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม
เจียงจื้ออีกับเผยเสวี่ยชิงเดินคล้องแขนกันไปตามถนนสายยาว ทันใดนั้นเสียงกลองกล่องไม้และเสียงพิณพระจันทร์ตลอดจนเสียงร้องเอื้อนยาวพลันดังมาเข้าหู พอมองไปข้างหน้าก็เห็นว่าทางนั้นมีคนกลุ้มรุมแน่นขนัด กลางกลุ่มคนคือคณะงิ้วที่กำลังทำการแสดง บังเอิญยิ่งนักที่ร้องงิ้วฉางอันพอดี
“ที่นี่มีงิ้วปังจื่อให้ดูด้วย” เด็กสาวสองคนต่างประหลาดใจ พากันเดินตามเสียงไป
ซานชีเห็นว่าพวกนางอยากดูงิ้วจึงกระวีกระวาดไปเปิดทางให้ทั้งสองเดินแทรกเข้าไปอยู่หน้ากลุ่มคน
ตรงกลางวงล้อมผู้ชม ทหารเครายาวหน้าแดงสวมเสื้อคลุมสีเขียวถือดาบปลอมขนาดใหญ่ ย่างเท้าตึงๆ เป็นวงกลมตามจังหวะดนตรี มือถือดาบตวัดขวับ หยุดอยู่ในท่าก้าวเท้าอันหนักแน่นทรงพลัง
“ยอดเยี่ยม!”
ผู้ชมที่รายล้อมเป็นคนพื้นที่เสียส่วนใหญ่ ฟังบทร้องของงิ้วฉางอันไม่ออก ทว่าได้ดูท่วงท่าขึงขังเฉียบขาดแล้วต่างปรบมือร้องชมด้วยความสนใจ
คนในคณะงิ้วถือจานฆ้องเดินขอเงินรอบวง เจียงจื้ออีเห็นว่าคนฉางอันเหล่านี้ต้องจากบ้านจากเมืองมาทำการแสดงในต่างถิ่น จึงแบมือขอเงินจากซานชีที่อยู่ด้านหลัง
ทหารหนุ่มล้วงเงินในถุงส่งให้ เนื่องจากเกรงว่าจะรบกวนนางที่กำลังดูงิ้ว เลยหันไปถามเผยจื่อซ่งที่อยู่ข้างๆ แทน “คุณชายเผย บทงิ้วร้องว่าอะไรหรือขอรับ ผู้น้อยฟังไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว”
เผยจื่อซ่งตะแคงหูฟังอยู่สักพักก็อธิบาย “บทงิ้วเรื่องนี้เกี่ยวกับบิดาที่ล้างแค้นให้บุตรชาย บุตรชายของตนเองถูกสหายร่วมสำนักศึกษาฆ่าตาย ผู้เป็นบิดาต้องการล้างแค้นให้ จึงจัดการสหายร่วมสำนักผู้นั้นเสีย ใครเลยจะรู้ พอแก้แค้นเสร็จกลับพบว่าเล่นงานผิดคน แท้ที่จริงแล้วคนที่ฆ่าบุตรชายของเขาคืออีกคนต่างหาก คนร้ายหลังม่านผู้นี้ฉลาดแยบยล ยืมมีดฆ่าคนอย่างเดียวไม่พอ ตนเองยังลอยนวลไร้ความผิด บัดนี้คนเป็นบิดากำลังตามหาคนร้ายตัวจริงเพื่อสะสางบัญชีหนี้แค้นอยู่…”
ซานชีเอ่ย “คนร้ายหลังม่านนี้ช่างใจคออำมหิตเหี้ยมเกรียมโดยแท้ หากไม่ชำระแค้นนี้ก็เสียทีที่เกิดเป็นบิดาคนแล้ว!”
ตอนแรกเจียงจื้ออีแค่มาดูงิ้วให้ครื้นเครงเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจฟังบทร้อง พอได้ยินสองคนที่อยู่ด้านหลังพูดคุยกันเรื่องบทงิ้ว นางก็ผงะไปทันที แล้วหันไปถาม “พวกเจ้าคุยอะไรกัน”
ซานชีสรุปคำอธิบายของเผยจื่อซ่งให้นางฟังคร่าวๆ
เสียงดนตรีที่เคยดังสนั่นหวั่นไหวจนหูแทบดับ บัดนี้กลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ดังแว่วเลือนลอยอยู่ไกลๆ ในใจนางเอาแต่ครุ่นคิดว่า…เหตุใดเรื่องนี้ถึงได้ฟังดูคุ้นหูนัก
บุตรชายถูกสหายร่วมสำนักศึกษาทำร้าย ผู้เป็นบิดาแก้แค้นให้บุตรทว่าเล่นงานผิดคน เมื่อแก้แค้นแล้วถึงได้ตระหนักว่าผู้ร้ายตัวจริงยืมมีดฆ่าคน…
เด็กสาวพลันเงยหน้าพรวด
เรื่องราวนี้สอดคล้องกับที่หยวนเช่อยืมมือสกุลจั๋วโค่นสกุลจงเลยไม่ใช่หรือ คนเหล่านี้มาจากฉางอัน ซ้ำยังร้องบทงิ้วเช่นนี้ในเมืองกูจัง นี่เป็นเพียงความบังเอิญ หรือว่า…
เจียงจื้ออีมองไปยังคณะงิ้วอีกครั้ง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ นางถึงได้รู้สึกว่าใบหน้าเขียนสีวาดลวดลายเหล่านั้นดูถมึงทึงน่ากลัวขึ้นมา ไม่ว่าเรื่องนี้…
“ซานชี” นางรีบลดเสียงลงพูดกับทหารหนุ่ม “ส่งข่าวไปให้แม่ทัพน้อยของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้เลย…”
พูดยังไม่ทันจบเผยเสวี่ยชิงก็กรีดร้องเสียงหลง ในขณะที่เผยจื่อซ่งตะโกนว่า “ระวัง!” พร้อมดึงเจียงจื้ออีออกมา
นางเซแซ่ดๆ ตามแรงดึง เมื่อหลุบตาลงมองก็พบว่าปลายดาบเล่มหนึ่งคลาดเอวตนเองไปอย่างเฉียดฉิว หากใกล้กว่านี้อีกเพียงนิ้วมือเดียวก็จะแทงลงมาบนร่างนาง
เพียงชั่วพริบตา คนในคณะงิ้วทุกคนสลัดชุดงิ้วออกจากตัว เผยให้เห็นชุดทะมัดทะแมงสีดำที่อยู่ข้างใต้ ชักดาบจริงออกจากเอวกระโจนเข้าใส่
ซานชีชักกระบี่พุ่งเข้าไปด้วยสีหน้าดุดัน ผู้ชมที่ยืนมุงดูงิ้วกรีดร้องวิ่งหนีกันโกลาหล
เจียงจื้ออียังไม่ทันได้หายขวัญหนีดีฝ่อ พริบตาต่อมาก็ถูกเผยจื่อซ่งลากให้หนีไปด้านหลัง ปะปนอยู่ในฝูงชนอันสับสนอลหม่าน
บนถนนมีแต่คนวิ่งกันกระเจิดกระเจิง แผงขายของล้มระเนระนาด เผยจื่อซ่งคนเดียวต้องคุ้มครองถึงสองคน พาเด็กสาวทั้งสองหลบอย่างทุลักทุเล
ทันใดนั้นฝูงชนก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างชุลมุน เจียงจื้ออีถูกคนกระแทกชนข้างหลังจนหลุดออกจากมือเผยจื่อซ่ง พลัดหลงกับสองพี่น้องสกุลเผยไปทั้งอย่างนั้น
นางหันกลับไปมองก็ไม่เห็นทั้งคู่แล้ว กลับเห็นนักฆ่าหน้าตาถมึงทึงฝ่าฝูงชนไล่ตามมาแทน
นางออกวิ่งอย่างสิ้นหวังแล้วชนร่างที่วิ่งสวนฝูงชนออกมา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นดวงหน้าอันแสนเคยคุ้น เด็กสาวรู้สึกเหมือนพ้นเคราะห์ ละล่ำละลักบอกไปว่า “พี่อาเช่อ ดะ…ดูเหมือนเซวียนเต๋อโหวจะส่งคนมาแก้แค้น!”
ดวงตาของหยวนเช่อไหววาบ มือหนึ่งดึงนางไปไว้ด้านหลัง อีกมือชักมีดสั้นออกมา
ปลายมีดสั้นแหวกอากาศปักฉึกเข้าไปในเนื้อเหมือนลูกศรแหลมคม เจียงจื้ออีที่แอบอยู่ด้านหลังเขาเห็นนักฆ่าคนนั้นถูกแทงเข้ากลางหัวใจ แล้วค่อยๆ ตัวอ่อนล้มลงกับพื้น
หยวนเช่อหันมามองคนที่กำลังอกสั่นขวัญผวา แล้วกะพริบตาทีหนึ่ง “เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่าอย่างไร”
“อะไรนะ!” เจียงจื้ออีเงยหน้าขึ้นอย่างงงงัน สมองปั่นป่วนยุ่งเหยิง
เมื่อครู่ตอนกำลังร้อนรนนางเรียกเขาว่าอย่างไร อย่าบอกนะว่า…
ไม่สิ นี่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้หรือไรเล่า
ทั้งที่เห็นว่านักฆ่าไล่ตามมาอีกระลอกแล้ว หยวนเช่อกลับยังเป็นเสมือนขุนเขาที่รอคำตอบจากนางอย่างไม่หวั่นไหว เจียงจื้ออีร้อนใจเสียจนเลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง ชาหนึบขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม “พี่อาเช่อ! พี่อาเช่อ!”
หยวนเช่อใช้ปลายรองเท้าตวัดดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้ในมือ ส่วนมืออีกข้างจูงนางพลางยกยิ้มตรงมุมปาก “มา ‘พี่อาเช่อ’ จะพาเจ้าไปฆ่าคน”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.