X
    Categories: ตำนานรักฉบับท่านหญิงทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 62

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 62

พะ…พาข้าไปที่ใดนะ

เจียงจื้ออีนึกสงสัยว่าตนเองหูเฝื่อน แต่ยังไม่ทันได้ถามให้แน่ใจก็ถูกหยวนเช่อดึงวิ่งย้อนกลับไปทางเดียวกับขามา

คนที่อยู่ด้านหน้าจูงนางมือหนึ่ง อีกมือถือดาบที่มีใบดาบแคบยาวหนึ่งฉื่อตวัดออกไปแล้วปาดฉับ เพียงเท่านั้นนักฆ่าหน้าลายอีกคนก็ล้มลงแทบเท้าเขาและนาง

เด็กสาวกรีดร้องสะดุ้งโหยงกระโดดข้ามศีรษะศพตรงปลายเท้า ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยก้าวเท้ายาวถึงเพียงนี้มาก่อน

หยวนเช่อหัวเราะเสียงดังกังวาน ก่อนจะถือดาบตะลุยไปข้างหน้าต่อ

ดาบเรียวเล็กหมุนคว้างระหว่างปลายนิ้วดุจพู่กัน เงาสะท้อนจากคมอาวุธสาดประกายวูบวาบเหมือนหิมะโปรยปราย ชวนให้ตาพร่าอย่างยิ่ง

เพิ่งเคยเห็นคนถูกไล่ฆ่าแล้วไม่หันหลังหนี แต่กลับพุ่งเข้าใส่ ข้าเจอคนบ้าคลั่งเข้าให้แล้วจริงๆ…

เจียงจื้ออีหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกลนลานระหว่างถูกฉุดให้วิ่งไปข้างหน้า ตลอดทางนอกจากจะหลบซ้ายหลบขวา เขายังฟันดาบไม่ยั้ง

นักฆ่าดาหน้าเข้ามาเดี่ยวๆ ก็ฟันทิ้งคนเดียว ดาหน้าเข้ามาเป็นคู่ก็ฟันทิ้งทั้งคู่ ชั่วระยะที่ตวัดดาบขึ้นลง หยวนเช่อยังแบ่งสมาธิมาคอยช่วยดึงยามที่นางก้าวไม่พ้น เจียงจื้ออีไม่รู้ว่าตนเองด้านชาจนไม่รู้สึกรู้สาหรือว่าอุ่นใจกันแน่ ถึงได้ลืมกลัวไปทีละน้อย

เมื่อก้มหน้าลงมองมือใหญ่ที่จับนางไว้แน่น ฟังเสียงหัวใจที่เต้นดุจรัวกลองอยู่ในอก เหล่านี้ทำให้นางเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ว่านี่ไม่ใช่การสู้ยิบตา แต่เป็นการหนีตามกันไปไกลจนสุดขอบฟ้า

สูงขึ้นไปจากถนนที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายคือแสงโคมพรายพร่าง สายลมอุ่นเบาๆ แห่งฤดูใบไม้ผลิรำเพยผ่านผิวแก้ม พัดผมยาวของทั้งคู่ให้ปลิวพลิ้ว เขาพานางวิ่งฝ่าคลื่นมนุษย์หนาแน่น ผ่านตรอกซอกซอยเรียงราย ผ่านริ้วทะเลดาวระยิบระยับเหนือกระหม่อม ราวกับจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆ สู่เบื้องหน้าอันแสนไกลที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด…

นางมองใบหน้าด้านข้างที่ฉายแววรื่นรมย์ของคนตรงหน้า แล้วสลัดศีรษะแรงๆ เพื่อระงับความคิดพิกลนี้

ไม่รู้ว่านักฆ่าล้มลงไปทั้งหมดกี่คน กว่าที่ถนนทั้งสายจะสงบเงียบในที่สุด

ซานชีย่ำศพระเกะระกะบนพื้นวิ่งมาหา แล้วถือกระบี่ประสานมือคำนับ “เรียนแม่ทัพน้อย มีคนรอดชีวิตเพียงคนเดียว นอกเหนือจากนั้นถูกจัดการหมดแล้วขอรับ”

เจียงจื้ออีที่หอบแฮกหยุดเท้าลงพร้อมกับหยวนเช่อ ค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะปกติ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเลือดหยดติ๋งๆ จากปลายกระบี่ของซานชีนางก็หน้ามืดทันควัน สองขาที่อ่อนเปลี้ยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วซวนเซเจียนล้ม

หยวนเช่อเอี้ยวตัวบังสายตานางไว้ พร้อมบีบมือนางแน่น “ติดตามรับใช้ฮูหยินน้อย ต้องฆ่าคนอย่างสง่างามสักหน่อย”

นางเพิ่งนึกออกตอนนี้เองว่าตลอดทางที่ผ่านมาเห็นเพียงนักฆ่าล้มลง แต่ไม่เห็นเลือดสักหยด เลือดของนักฆ่ายังไม่ทันได้ไหล บุรุษที่เหมือนสติวิปลาสผู้นี้ก็พานางวิ่งเข้าใส่นักฆ่าคนถัดไปแล้ว ตอนนี้พอลองสังเกตดูดีๆ ดาบในมือหยวนเช่อว่องไวเสียจนมีคราบแดงๆ ติดอยู่เพียงไม่กี่หยด

ที่แท้ การฆ่าคนอย่างสง่างามก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

ซานชีก้มหน้า “แม่ทัพน้อยสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ คืนนี้หากแม่ทัพน้อยไม่บังเอิญมาตลาดพอดีแล้วล่อนักฆ่าไปจากผู้น้อยล่ะก็…ผู้น้อยขอถวายชีวิตให้แม่ทัพน้อยขอรับ!”

“ไม่บังเอิญหรอก” หยวนเช่อปรายตามองเจียงจื้ออี “มีบุรุษข้างนอกมาเดินตลาดกับฮูหยินน้อย ข้าเลยมาตามฮูหยินน้อยกลับบ้าน”

เจียงจื้ออี “…”

เผยจื่อซ่งแค่มารับน้องสาวเท่านั้น…นี่เขาฉวยโอกาสที่ข้ายังหายใจจนพูดไม่ทันเอ่ยวาจาเหน็บแนมข้าสินะ

เด็กสาวถลึงตาใส่อีกฝ่าย เมื่อปรับลมหายใจได้แล้วก็หันไปพูดกับซานชี “อย่าได้ตำหนิตนเองเลย หากไม่ได้เจ้าคอยต้านไว้ข้างหน้า นักฆ่าเหล่านั้นคงไม่หลุดไปหาพวกเราทีละคนหรอก หากมาพร้อมกันทีละมากๆ…”

“ผลก็ยังเหมือนเดิม” หยวนเช่อขัดจังหวะความกังวลของนางอย่างหนักแน่นมั่นใจ

เจียงจื้ออีสะอึกแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตน อยากพูดอะไรกับเขาสักอย่าง แต่พลันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พอหลุบตาลงมองถึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายยังจับมือนางไว้อย่างมั่นคง มิหนำซ้ำนางเองก็จับมือเขาตอบเสียด้วย

นางรีบปล่อยมือทันควันพร้อมเหลือบมองหยวนเช่อด้วยแววตาไหวระริก จากนั้นก็เช็ดเหงื่อบนฝ่ามือ

เขาเดาะลิ้นเบาๆ เหมือนคาดเดาได้อยู่แล้ว

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าร้อนรนพลันดังขึ้นทางด้านหลัง “น้องจื้ออี เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

พอหันไปมองก็พบว่าสองพี่น้องสกุลเผยหลุดจากฝูงชนอันโกลาหลตามมาสมทบในที่สุด

“ข้าปลอดภัยดี ทั้งสองคนเล่า”

เผยเสวี่ยชิงชี้พี่ชาย “พี่ใหญ่ได้แผลที่มือเล็กน้อย ข้าพันแผลให้ลวกๆ แล้ว”

เจียงจื้ออีตกอกตกใจ “ถูกดาบฟันตอนดึงข้าออกมาเมื่อครู่อย่างนั้นหรือ”

“ถูกบาดเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เป็นไรมากหรอก” เผยจื่อซ่งส่ายหน้า

“แต่นี่มือขวาที่บัณฑิตอย่างเจ้าใช้เขียนหนังสือนะ…” เจียงจื้ออีปรี่เข้าไปหาเมื่อเห็นว่ามือที่พันผ้าไว้หลายทบของเขาเป็นมือข้างขวา

หยวนเช่อมองแผ่นหลังนางพร้อมขยับปาก แต่แล้วก็หุบปากลงดังเดิม ก่อนจะโยนดาบในมือทิ้งเหมือนหมดแรงเสียอย่างนั้น

ซานชีมองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผู้บังคับบัญชา มีแต่เด็กที่ร้องไห้เป็นเท่านั้นถึงจะได้กินลูกอม มีแต่เด็กที่ได้แผลเท่านั้นถึงจะมีคนสงสาร ดูท่าแม่ทัพน้อยสู้รบเก่งกาจเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก…

คิดแล้วเขาก็ปาดเลือดจากกระบี่ที่ถืออยู่อย่างว่องไว แล้วใช้มือเปื้อนเลือดข้างนั้นกุมเข้าที่ท้องของหยวนเช่อ “อ๊ะ แม่ทัพน้อย เหตุใดถึงได้เลือดออกเยอะเพียงนี้เล่าขอรับ!”

หยวนเช่อ “…”

เจียงจื้ออีที่จวนจะเดินถึงตัวเผยจื่อซ่งอยู่แล้วชะงักเท้า หันขวับมามองทันที แล้วร้องด้วยความตกใจ “…เหตุใดท่านถึงบาดเจ็บด้วยเล่า!”

 

สามเค่อให้หลัง ทหารสองนายหามแคร่เข้ามาในเรือนใหญ่ของจวนสกุลเสิ่น โดยมีซานชีเดินตามอยู่ข้างๆ เอามือกดท้องหยวนเช่อไว้ตลอดเวลา หยวนเช่อที่นอนตัวตรงบนแคร่ยกมือปิดตา ส่วนเจียงจื้ออีนำทางอยู่ข้างหน้า ปากก็คอยกำชับพวกเขา “ระวังๆ หน่อย ตรงนี้มีบันได อย่าทำแม่ทัพน้อยของพวกเจ้าตกนะ…”

หยวนเช่อส่งสายตาคมกริบที่ฆ่าคนได้ผ่านง่ามนิ้วไปมองซานชีอย่างเยียบเย็น

ซานชีนึกไม่ถึงเช่นกันว่าเหตุการณ์จะออกมาในลักษณะนี้ แรกเริ่มเดิมทีเขาเพียงอยากให้ฮูหยินน้อยหันมาใส่ใจแม่ทัพน้อยบ้างก็เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าเลือดเท่านี้จะเยอะเกินไปมากสำหรับฮูหยินน้อยจนนางแตกตื่นวุ่นวายกันไปหมดเช่นนี้ ขนาดแม่ทัพน้อยบอกว่าตนเองเดินไหว ฮูหยินน้อยยังไม่เชื่อ บังคับให้เจ้าตัวขึ้นนอนบนแคร่หามให้ได้

เจ็บน้อยไม่ขอห่างแนวหน้า เจ็บหนักไม่ขอขึ้นแคร่หาม หากไม่ร่อแร่เจียนตาย ไม่มีบุรุษคนใดในกองทัพเสวียนเช่อเต็มใจถูกหามเยี่ยงนี้หรอก ควรแล้วที่แม่ทัพน้อยจะเอามือปิดตาไม่ขอรับรู้อะไรทั้งสิ้นมาตลอดทาง

ในห้องนอน หลี่ต๋าเฟิงถือล่วมยามาคอยท่าอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงก็รีบเดินออกมา กำลังจะอ้าปากถามไถ่อาการก็ก้มลงไปเห็นคราบเลือดแห้งกรังบนฝ่ามือซานชีเสียก่อน

“หืม?” เขาประสานเข้ากับสายตากระดากใจของทหารหนุ่ม ก่อนจะมองอาการอยากมุดแผ่นดินหนีของหยวนเช่อ จากนั้นกะพริบตาช้าๆ พร้อมนึกถึงข่าวที่ได้รับเมื่อครู่ “ได้ยินว่าเจ้า…เสียเลือดมาก?”

หยวนเช่อ “…”

เจียงจื้ออีที่นำทางอยู่ข้างหน้าเพิ่งจะรูดม่านหน้าเตียงให้พวกเขาพาหยวนเช่อขึ้นมาไว้บนที่นอน พอได้ยินอย่างนั้นก็หันมามองอย่างกังขา

ซานชีรีบบอก “ไม่ทราบว่าจะรบกวนฮูหยินน้อยออกไปสั่งให้คนต้มน้ำร้อนได้หรือไม่ขอรับ”

“เช่นนั้นพวกเจ้าก็รีบหามเขาขึ้นไปไว้บนเตียงเร็ว หมอหลี่ ทางนี้ฝากด้วยนะ” นางหมุนตัวเดินออกจากห้องนอนอย่างรีบร้อน

ทันทีที่ประตูปิดลง หยวนเช่อก็ตวัดกายลงจากแคร่หาม แล้วหรี่ตามองซานชี “เจ้าเห็นว่าข้าอายุยืนเกินไปใช่หรือไม่”

“พอแม่ทัพน้อยได้ประโยชน์แล้วก็มาโทษกันเช่นนี้ได้หรือขอรับ ถึงอย่างไรฮูหยินน้อยก็เป็นห่วงเป็นใยท่านไม่ใช่หรือ…”

“หากนางรู้เข้า…” หยวนเช่อหลับตาลงแล้วชักดาบที่ห้อยเอวทหารมาจ่อท้องตนเอง

“อ๊ะ!” ซานชีรีบรั้งเจ้าตัวไว้ “ไม่ได้ขอรับแม่ทัพน้อย ไม่ได้ ไม่ต้องแทงจริงเพื่อเล่นละครหรอกขอรับ ถ้าอย่างไรให้ท่านหมอหลี่พันผ้าพันแผลให้ท่านสักหน่อย พอพันผ้าแล้วมีแผลหรือไม่ก็ไม่แตกต่าง…”

แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจหนักๆ แล้วถอดเสื้อขึ้นไปนั่งบนเตียง

หลี่ต๋าเฟิงพัน ‘แผล’ ที่ท้องให้หยวนเช่ออย่างคล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะหิ้วล่วมยาขึ้นมาแล้วส่ายหน้า “อยู่กับเจ้ามีงานให้เหนื่อยไม่รู้จบ ข้าไปแล้ว”

หยวนเช่อเลิกเปลือกตาขึ้นมอง จังหวะที่หมอทหารเปิดประตูห้อง เขาพลันร้องเรียกเจ้าตัวไว้เพราะนึกอะไรได้ “หลี่ต๋าเฟิง”

เจ้าของชื่อหันมามอง “ยังไม่หมดเรื่องอีกหรือ”

คนที่อยู่บนเตียงยกยิ้มตรงมุมปาก “บางที…เจ้าอาจเคยถูกเรียกว่า ‘พี่’ กระมัง”

ดวงตาของหลี่ต๋าเฟิงหยีโค้ง “บางที…เจ้าอาจรู้ว่าข้าจะไปทำอะไรหลังจากนี้กระมัง”

“…”

“ทำตามคำสั่งท่านหญิง ไปทำแผลให้คุณชายเผยที่นางห่วงใยอย่างยิ่ง”

ประตูห้องปิดลงดังปัง หยวนเช่อนั่งบนเตียงด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก ทว่ามือที่วางอยู่บนหัวเข่าค่อยๆ กำหมัดแน่น

 

ตอนสั่งการบ่าวรับใช้เสร็จแล้วกลับมา เจียงจื้ออีก็พบว่าทั้งหลี่ต๋าเฟิงและซานชีไม่ได้อยู่ในห้องนอนแล้ว มีเพียงหยวนเช่อที่เปลี่ยนเสื้อคลุมตัวใหม่ยืนอยู่หน้าเตียงตามลำพัง กำลังคาดแถบรัดเอว

“พันแผลเสร็จเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ” นางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าประหลาดใจ “น้ำยังไม่ทันเดือดด้วยซ้ำ…”

มือที่กำลังคาดแถบรัดเอวชะงัก หยวนเช่อหลบสายตาที่พิศมองอย่างจริงจังของนาง “เดิมทีก็เป็นเพียงแผลเล็กๆ เท่านั้น”

“เลือดออกเยอะถึงเพียงนั้นยังว่าแผลเล็กอีกหรือ” เห็นเขาคาดแถบรัดเอวอย่างคล่องแคล่วเหมือนสบายดีแล้วจริงๆ ใจที่เต้นไม่เป็นส่ำของเจียงจื้ออีถึงค่อยสงบลง แล้วนึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนที่เขาได้แผลบริเวณข้อศอกเพราะจัดฉากเล่นงานสกุลจงกับสกุลจั๋ว พอพันผ้าพันแผลเสร็จแล้วก็ยังเคลื่อนไหวติดขัดอยู่บ้าง

นางขมวดคิ้วก้มหน้าในท่ายืน สอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ “เช่นนั้นคราวก่อนที่ท่านเอาคืนให้ข้า เลือดไหลไปเท่าใดกันแน่…”

เห็นเด็กสาวท่าทางหม่นหมอง แววตาของหยวนเช่อก็ชะงักค้างไปชั่วครู่ ไม่นึกเลยว่ายามรื้อฟื้นเรื่องเก่า นางไม่ได้โมโหเป็นอย่างเดียว กลับยังเศร้าเป็นอีกด้วย หลังนิ่งชะงักไปเล็กน้อย เขาก็ตอบอย่างลังเล “ก็…ไม่มากเท่าใด”

“เช่นนั้นคราวก่อนท่านพันแผลเสร็จแล้ว ข้ายังได้กลิ่นคาวเลือดอยู่เลย เหตุใดคราวนี้ถึงไม่มี!” เจียงจื้ออีเม้มปาก

แม้จะถามอย่างติดใจ แต่นางแค่ติดใจที่เขาไม่เห็นอาการบาดเจ็บอยู่ในสายตา ติดใจที่คราวก่อนเขาเสียเลือดมากกว่านี้ แต่นางไม่ได้ระแวงสงสัยเลยสักนิดว่าแผลของเขาคราวนี้เป็นแผลปลอม เหมือนอย่างทุกครั้งที่นางถูกเขาหลอกก่อนหน้านี้นั่นล่ะ

“เอาล่ะๆ ยังไม่พูดถึงเรื่องเก่าก็ได้” เจียงจื้ออีเข้ามาพยุงแขนเขา “รีบนั่งพักก่อนเถิด วันนี้ไม่ต้องอาบน้ำนะ พรุ่งนี้หากไม่ต้องออกไปค่ายได้ก็ไม่ต้องไป…”

หยวนเช่อถูกรุนให้เดินไปที่เตียง ทว่าสองเท้าเหมือนต่อต้านเล็กน้อย ครู่หนึ่งเขาก็หยุดยืนหน้าเตียงนอน ปลดแถบรัดเอวที่เพิ่งคาดเสร็จ แล้วแก้สายผูกเสื้อตัวนอก

เจียงจื้ออีรีบหันหลังให้

“เป็นห่วงอาการบาดเจ็บของข้าไม่ใช่หรือ หันมาสิ ข้าจะให้ดู”

“จุดที่ท่านได้แผลน่ะ ข้า…ข้าไม่สะดวกจะดู ท่านไม่เป็นไรก็…” ยังไม่ทันพูดจบนางก็ถูกดึงให้หมุนตัวกลับไป ผ้าพันแผลสะอาดสะอ้านร่วงลงพื้นตรงหน้า เรือนร่างที่ไม่มีส่วนใดบุบสลายปรากฏสู่สายตา

นางผงะอึ้ง เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งแล้วแหวกสาบเสื้อ ก่อนเอื้อมมือไปลูบท้องเขาอย่างฉงนสงสัย “ผะ…แผลเล่า เมื่อครู่ได้แผลตรงนี้ไม่ใช่หรือ”

หน้าท้องของหยวนเช่อหดเกร็ง แข็งทื่อไปทั้งร่าง “ซานชีหลอกเจ้า และนับได้ว่าข้า…หลอกเจ้าเช่นกันกระมัง”

เจียงจื้ออีกะพริบตาอย่างอึ้งงัน แล้วเงยหน้าขึ้นทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่ที่พวกเขาทำตัวลับๆ ล่อๆ นางยังนึกว่าคนเหล่านี้เป็นห่วงว่านางกลัวเลือดจึงไม่ให้อยู่ใกล้เสียอีก…

มือเล็กที่แนบอยู่ข้างลำตัวค่อยๆ กำเป็นหมัด เค้นเสียงลอดไรฟัน “หยวน…เช่อ!”

เจ้าของนามใช้ข้อนิ้วถูปลายจมูก

เจียงจื้ออีทรวงอกสะท้อนขึ้นลง หมุนตัวจะเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว

หยวนเช่อดึงนางกลับมา “ข้าเคยได้แผลตรงนี้จริงๆ ตอนเฉือนปานทิ้งเมื่อปีกลาย ซ้ำยังเจ็บมากด้วย ถ้าอย่างไรเจ้ามองว่าเป็นแผลที่ข้าถูกฟันมาในวันนี้ได้หรือไม่”

“ใช้แผลเมื่อปีกลายมาหลอกความรู้สึกของข้าในวันนี้ ข้าช่าง…” เด็กสาวพูดไปได้ครึ่งทางก็ชะงัก แล้วค่อยๆ ก้มหน้าลงมองข้างเอวด้านซ้ายของเขา “ท่านว่าอย่างไรนะ แต่เดิมตรงนี้ของท่านเคยมี…ปาน?”

เขาพยักหน้า “พี่ใหญ่ไม่มี ดังนั้น…”

“ปานลักษณะอย่างไร” นางพลันถามแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้สนอกสนใจนัก หยวนเช่อก็ยังรั้งขอบกางเกงลงเล็กน้อย เผยรอยแผลเป็นจากการเฉือนปานทิ้งให้นางดู

เจียงจื้ออีในเวลานี้ลืมสิ้นซึ่งความโกรธที่ถูกหลอก และลืมอาการใบหน้าร้อนผ่าวในสถานการณ์เช่นนี้ไปโดยสิ้นเชิง นางเอาแต่จ้องรอยแผลนูนขรุขระเป็นทางยาวนั่นเขม็ง แล้วนึกทบทวนอะไรบางอย่าง

“แต่เดิมปานตรงนี้ของท่านเป็นสีแดง…และมีลักษณะคล้ายงูใหญ่ใช่หรือไม่”

แววตาของหยวนเช่อเปลี่ยนไปทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เด็กสาวเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง

นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ…ก็เพราะ ‘ตำนานอีอี’ กล่าวไว้อย่างไรเล่า

เหตุใดหนังสือเรื่องเล่าเล่มนี้ถึงได้เขียนตรงหมดทุกอย่าง สอดคล้องกับความจริงหมดทุกเรื่อง

นางเหม่อลอยไปชั่วขณะ แล้วก็นึกถึงคืนส่งท้ายปีขึ้นมา เนื่องจากพี่อาเช่อในหนังสือเรื่องเล่าไม่กินเนื้อวัว นางเลยนึกว่าหยวนเช่อไม่กินเช่นกัน ปรากฏว่าพอพูดออกไปกลับถูกเขาปฏิเสธ…

“เช่นนั้นท่าน…ไม่กินเนื้อวัวใช่หรือไม่”

หยวนเช่อดึงสาบเสื้อมาทบกัน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างลังเล

นางเอามือยันขอบเตียงอย่างเหม่อลอยแล้วทรุดตัวลงนั่ง

ตั้งแต่หยกประดับของเผยเสวี่ยชิง ความทุกข์ทนของเสิ่นหยวนเช่อที่ต้องแสร้งสวมบทคุณชายจอมเสเพล มาจนถึงปานและอาหารต้องห้ามของหยวนเช่อ…

บังเอิญเรื่องเดียวยังเรียกว่า ‘บังเอิญ’ แต่บังเอิญมากปานนี้นางทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ

เหตุวุ่นวายที่เกิดจากความเข้าใจผิดของนางกับหยวนเช่อมีจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือเล่มนี้ หากการมีอยู่ของมันไม่ใช่ความบังเอิญ เช่นนั้นใครกันแน่ที่เป็นคนเขียนเรื่องเล่าและมีจุดประสงค์ใด

คนเขียนรู้ความลับมากมาย แต่มิได้เปิดโปงว่าสกุลเสิ่นมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง เพียงแต่ดัดแปลงความลับเหล่านี้ให้เป็นเรื่องเล่ารักๆ ใคร่ๆ แล้วส่งมาให้นาง…อย่าบอกนะว่าเพื่อให้ข้ากับหยวนเช่อรักใคร่ชอบพอกัน

“บอกข้าทีซิ มีใครรู้ทั้งเรื่องที่ท่านไม่กินเนื้อวัว ทั้งเรื่องรอยปานบนตัวท่านบ้าง” เจียงจื้ออีถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เห็นนางนิ่งคิดอยู่นานก็ยังไม่คลายความกังขา ซ้ำยังดูร้อนรนเหมือนต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง หยวนเช่อจึงระงับความสงสัยของตนเอาไว้ชั่วคราว แล้วตอบกลับไปว่า “หลี่ต๋าเฟิง มู่ซินหง และแม่เลี้ยงของข้า”

“แค่สามคนนี้?”

“แค่สามคนนี้”

“เช่นนั้นท่านลองคิดดูซิ ในบรรดาคนที่รู้ความลับทั้งสองเรื่อง มีใครที่ปรารถนาให้ท่านกับข้ารักใคร่ชอบพอกันจนได้ตกล่องปล่องชิ้นกันหรือไม่” เจียงจื้ออีใช้ความคิดเล็กน้อยก็เสริมว่า “ข้าหมายถึงปรารถนาอย่างแรงกล้า พยายามคิดทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความปรารถนานี้กลายเป็นจริง”

คำถามนี้ช่างแปลกใหม่ยิ่งนัก หยวนเช่อใคร่ครวญโดยละเอียดพลางตอบอย่างจริงจัง “คนที่…ปรารถนาให้เจ้ากับข้ารักใคร่ชอบพอกันจนได้ตกล่องปล่องชิ้นกัน ปรารถนาอย่างแรงกล้า พยายามคิดทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความปรารถนานี้กลายเป็นจริง ซ้ำยังรู้ว่าข้าไม่กินอะไร…และรู้ว่าข้ามีปานบนร่าง?”

นางพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “รีบคิดเร็วเข้าว่ามีใครเป็นเช่นนี้หรือไม่”

“มี”

“ผู้ใดกัน”

หยวนเช่อผายมือออก “คนผู้นั้นก็อยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่หรือ”

“…”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: