X
    Categories: ตำนานรักฉบับท่านหญิงทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 63

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 63

“พวกคนใจคอคิดคด ผู้อื่นใช้แผนเจ็บตัวยังยอมเจ็บตัวจริง แต่นี่เขากลับจับเสือมือเปล่า ข้าหรือสู้อุตส่าห์วิ่งวุ่นดูแลเขาแทบตาย สุดท้ายเขากลับบอกว่าขอใช้แผลเมื่อปีกลายแทนได้หรือไม่ เหตุใดไม่พูดว่าขอใช้แผลที่ได้มาเมื่อชาติก่อนแทนได้หรือไม่เลยเล่า” หนึ่งเค่อให้หลัง เจียงจื้ออีกลับเข้าเรือนชั้นในมานั่งเท้าคางบนตั่งหญิงงาม ยิ่งใคร่ครวญก็ยิ่งรู้สึกว่าเหลือเชื่อเหลือเกิน

เมื่อครู่ยังตั้งใจจะอยู่พูดคุยกับเขาต่อเพื่อไถ่ถามเรื่องปาน ปรากฏว่าเขาพูดจายียวนพาออกนอกเรื่องเสียนี่ แต่เห็นเขาทำท่าจริงจังขึงขัง นางก็นึกหาคำพูดมาตอบโต้ไม่ออก ได้แต่สะบัดหน้ากลับเรือนชั้นในด้วยความโมโห

ปรากฏว่าหนังสือเรื่องเล่าคู่รักพิสดารนี้ดันถูกใจเขา แต่ไม่ถูกใจนาง!

“เหตุใดแม่ทัพน้อยเสิ่นถึงได้หลอกท่านหญิงอีกแล้วเล่า ทำเกินไปจริงๆ โชคดีที่ท่านหญิงไหวพริบดี รู้ทันเล่ห์กลของเขานะเจ้าคะ!” กู่อวี่ที่อยู่ข้างๆ พลอยเป็นเดือดเป็นแค้นและประจบเจ้านายไปพร้อมกัน

เจียงจื้ออีเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าข้ารู้ทันหรอก…”

“เช่นนั้น?”

“เขาเกิดจะเป็นคนดีขึ้นมา เลยบอกข้าเอง”

“อ้อ แสดงว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นก็พอจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นบ้างแล้ว”

ผู้เป็นนายร้องหึแล้วเอ่ยงึมงำ “คนชั่วที่ทำเรื่องเลวทรามเพียงปรับปรุงตัวเล็กน้อยก็เรียกว่า ‘ดี’ ได้แล้วหรือ วิเศษวิโสตรงที่ใดกัน…”

จิงเจ๋อยกน้ำแกงที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายอารมณ์เข้ามาในจังหวะนั้นเอง “ท่านหญิงอย่าเสียอารมณ์กับแม่ทัพน้อยเสิ่นเลยเจ้าค่ะ คืนนี้ท่านทั้งเหนื่อยทั้งเสียขวัญ บ่าวจะป้อนน้ำแกงผ่อนคลายอารมณ์แล้วนวดให้นะเจ้าคะ มิเช่นนั้นประเดี๋ยววันพรุ่งนี้ท่านจะลุกเดินไม่ไหว”

เห็นหรือไม่ คนที่รู้ใจว่าตอนนี้ข้าต้องการอะไรมากที่สุดต่างหากถึงจะเป็นคนที่รักและดีต่อข้าอย่างแท้จริง

เจียงจื้ออีค่อยอารมณ์ดีขึ้นบ้าง นางนอนคว่ำบนตั่งหญิงงาม ให้จิงเจ๋อนวดคลายกล้ามเนื้อให้ ฉากนองเลือดที่ยังติดอยู่ในสมองค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย ความง่วงงุนคืบคลานเข้ามาแทนที่

ระหว่างกำลังหลับตาอย่างเกียจคร้าน เสียงเคาะประตูห้องพลันดังขึ้น ซานชีทำหน้าหนาส่งเสียงถามเข้ามาจากข้างนอก “ฮูหยินน้อย แม่ทัพน้อยถามว่าคืนนี้ท่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อยากให้แม่ทัพน้อยมาช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนให้หรือไม่ นอกจากนี้ท่านยังเสียขวัญ ไม่รู้ว่าจะหลับลงหรือไม่ ต้องการให้แม่ทัพน้อยมานอนเป็นเพื่อนอย่างใกล้ชิดหรือไม่ขอรับ”

“…”

ดูท่าทางคงต้องยกระดับของคำว่า ‘ดี’ กับนางให้สูงกว่านี้เสียแล้ว

จิงเจ๋อกับกู่อวี่เหลือบสายตาไปสบประสานกัน คล้ายนึกสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นนายกับเสิ่นหยวนเช่อก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนหรือไร

เจียงจื้ออีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องตอบกลับไป “บอกเขาว่าอย่าเหนื่อยเลย สาวใช้ประจำตัวข้าทำได้ดีกว่าเขามาก!”

เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงจื้ออีตื่นจากหลับลึก

หลังจากดื่มน้ำแกงช่วยผ่อนคลายอารมณ์ไปเมื่อคืน นางก็ไม่ได้ฝันร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับฝันเห็นหยวนเช่อปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนตอนกลางดึก มายืนถามซ้ำๆ ข้างเตียงว่า ‘เจ้าไม่ต้องการให้ข้านอนเป็นเพื่อนจริงหรือ’

ตัวนางในความฝันง่วงนอนเสียจนสมองไม่ทำงาน ตอบกลับไปว่า ‘นอกจากสาวใช้ก็มีแต่ขันทีเท่านั้นที่จะนอนเป็นเพื่อนข้าอย่างใกล้ชิดได้ ท่านจะนอนเป็นเพื่อนก็ไปอยู่ไกลๆ หน่อย’

อีกฝ่ายถามว่า ‘ต้องไกลเพียงใดถึงจะนับว่าไกล’

นางทำตาปรือยกมือชี้ส่งๆ เพราะรำคาญเต็มที จากนั้นก็หลับไปอีกครั้ง…

คราวนี้หลับยาวจนฟ้าสว่าง หลังล้างหน้าแต่งตัวเสร็จและกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เจียงจื้ออีเพิ่งก้าวออกจากห้องนอนก็พลันได้ยินเสียงจิงเจ๋อที่อยู่ข้างหลังเอ็ดขึ้นว่า “นั่นใคร!”

เจียงจื้ออีมองตามสายตาสาวใช้คนสนิทขึ้นไปข้างบน แล้วเห็นใครบางคนนอนเหยียดยาวอยู่บนสันหลังคาเรือนตนเอง นางสูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตระหนก จิงเจ๋อเองก็ชักกระบี่ออกมาเตรียมป้องกันทันที

ทว่าทหารที่อารักขาอยู่รอบเรือนไม่ขยับเขยื้อนตัวสักนิด ระหว่างนึกสงสัยว่าคนเหล่านี้ตาบอดหรืออย่างไร ร่างดำๆ บนสันหลังคาก็ลืมตาแล้วดีดตัวขึ้น จากนั้นกระโจนลงมาข้างล่างอย่างคล่องแคล่ว

เจียงจื้ออีเบิกตากว้างมองคนที่ทะยานลงมาจากฟ้าพร้อมถอยหลังกรูด จนส้นเท้าชนผนังนางถึงได้ชะงักกึก แล้วเอียงคอเพ่งมอง…แล้วก็เห็นดวงหน้าที่อ่อนเพลียและง่วงงุนเล็กน้อยของหยวนเช่อ

หางตานางกระตุกริกๆ “ทะ…ท่านขึ้นไปทำอะไรบนหลังคาเรือนข้าแต่เช้า”

หยวนเช่อหมุนไหล่ให้เลือดลมไหลเวียน “เจ้าเป็นคนให้ข้าขึ้นไปนอนบนหลังคาเองไม่ใช่หรือ”

“…”

เด็กสาวทบทวนความฝันเมื่อคืนเงียบๆ แสดงว่าข้าไม่ได้ฝันไป?

ที่ข้าชี้ส่งๆ ปรากฏว่าชี้ขึ้นไปบนหลังคา?

เขาอยู่บนหลังคาเรือนข้าเช่นนี้มาทั้งคืน หลับตาเอนตัวลง…นอนเอาแรงบนนั้น?

“ข้าง่วงจนไม่มีสติ แต่ท่านไม่มีสติด้วยหรือไร ข้าจะให้ท่านขึ้นไปนอนบนหลังคาทำอันใด”

“ข้าจะไปรู้หรือ” หยวนเช่อนวดต้นคอพลางเดินมาหา “ถึงอย่างไรอยู่บนหลังคาก็ได้ยินเสียงเช่นกัน”

แววตาที่เจียงจื้ออีมองเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ท่านจะฟังเสียงอะไร กระทั่งเสียงข้าละเมอยังจะแอบฟังหรือ”

อีกฝ่ายหยุดเท้ายืนตรงหน้า แล้วหลุบตาลงมองนาง “เสียงกรีดร้องยามเจ้าฝันร้าย หรือไม่ก็เสียงเจ้าสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายแล้วปัดถ้วยกระเบื้องล้ม”

ความรู้สึกต่อต้านไม่ไว้ใจในแววตาเจียงจื้ออีลดลงเล็กน้อย นางกระแอมเบาๆ พิงหลังเข้ากับผนัง มองร่างที่ในอดีตเคยโอบกอดตนไว้ยามฝันร้าย ดวงตากะพริบปริบๆ พร้อมกับที่ฉายประกายวูบไหว “ตอนนี้ข้าผ่านอะไรมามาก ไม่ฝันร้ายง่ายๆ อีกแล้ว…”

“นั่นสิ ข้ามันไร้ประโยชน์เอง กลายเป็นส่วนเกินไปแล้วเสียนี่” หยวนเช่อเบือนหน้าไปอีกทางพลางร้องหึเบาๆ

เด็กสาวเหลือบตาขึ้นมองเสื้อคลุมยับยู่ยี่ที่ถูกกระเบื้องมุงหลังคากดจนเป็นรอยของเขา…

“เอ่อ…ท่านอยู่บนหลังคาอาจมีประโยชน์เล็กน้อยก็ได้ ใครต่อใครเขาพูดกันว่าหาเครื่องรางขับไล่สิ่งชั่วร้ายมาวางไว้ข้างหมอนจะไม่ฝันร้ายมิใช่หรือ มิน่าเล่าเมื่อคืนข้าถึงได้นอนหลับสนิทดีจริง”

เจ้าไม่ต้องใจดีเปรียบเทียบเช่นนี้เสียยังดีกว่า

“ข้าขับไล่สิ่งชั่วร้าย?” หยวนเช่อหัวเราะอย่างฉุนๆ

“ก็ใช่น่ะสิ โลกนี้ยังมีสิ่งใดร้ายยิ่งกว่าท่านอีกเล่า ขนาดฆ่าคนยังทำเหมือนเล่นสนุก…”

เขาหลุบตาลงมองนาง “เช่นนั้นหลังจากที่ข้าช่วยให้เจ้านอนหลับเต็มอิ่มแล้ว เจ้าจะออกไปที่ใดแต่เช้าเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าจะไปเยี่ยมใครบางคนที่เป็นแผลเล็กน้อยเสียจนหลี่ต๋าเฟิงยังคร้านจะใส่ใจ”

เจียงจื้ออีสะอึก เป็นเพราะเมื่อคืนหยวนเช่อ ‘เลือดไหลไม่หยุด’ อย่าว่าแต่จะไปดูอาการบาดเจ็บของเผยจื่อซ่งเลย แค่จะขอบคุณเขานางยังลืมไปเสียสนิทเนื่องจากมัวแต่รีบร้อนกลับจวน วันนี้ย่อมต้องไปเยี่ยมเยือนอีกฝ่ายอยู่แล้ว

“หลี่ต๋าเฟิงคร้านจะใส่ใจบาดแผลของเผยจื่อซ่ง? ไม่ใช่คร้านจะใส่ใจท่านหรอกหรือ” เจียงจื้ออีกระดกปลายคางเรียวเล็กของตนชี้ไปที่ท้องของเขา

หยวนเช่อยกมือป้องปากกระแอม

“นักฆ่ากลุ่มนี้หมายหัวท่านกับข้า สองพี่น้องสกุลเผยพลอยโดนลูกหลงไปด้วย ไม่ว่าจะบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดก็ต้องไปขอบคุณ” นางเดินไปข้างหน้าหนีการตอแยของเขา

“วันพรุ่งนี้ข้าจะไปกับเจ้า” หยวนเช่อผินหน้าไปเรียกนางไว้ “วันนี้ข้างนอกปิดถนน อยากไปก็ไปไม่ได้หรอก”

…เช่นนั้นเหตุใดไม่บอกแต่แรกว่าปิดถนนเล่า จะพูดเรื่องพวกนั้นก่อนไปไยกัน

เจียงจื้ออีหันมาถามอย่างกังขา “เหตุใดถึงปิดถนน”

“ใช้กฎอัยการศึกทั่วเมือง ให้เฉพาะคนเดินเท้าสัญจร ห้ามรถม้าแล่น ทั้งนี้เพื่อค้นหาคนน่าสงสัยให้พบ”

“ข้างนอกยังมีนักฆ่าอีกหรือ” เด็กสาวหน้าเปลี่ยนสี รีบวกกลับมาทันควัน แล้วพยักหน้าพลางพึมพำกับตนเอง “เช่นนั้นไว้ค่อยเอาท่านออกไปข้างนอกวันหลังแล้วกัน…”

…ทำเหมือนข้าเป็นเครื่องรางจริงๆ เสียด้วย

หยวนเช่อมองท่าทางวิตกกังวลของนางแล้วนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้ม “ถือโอกาสที่วันนี้ข้าเองก็ไม่ได้ออกไปที่ใด อยากเรียนวิชาป้องกันตัวจากข้าสักหน่อยหรือไม่เล่า”

 

เมื่อหยวนเช่อล้างหน้าบ้วนปากเสร็จและเปลี่ยนไปสวมชุดทะมัดทะแมงคล่องตัวเรียบร้อยแล้ว เจียงจื้ออีก็เดินตามเขาไปยังลานฝึกยุทธ์ในจวน มองเขาหยุดยืนข้างราวแขวนอาวุธด้วยท่าทางประหนึ่งอยู่ในดินแดนใต้อาณัติ แล้วชี้ไปยังอาวุธเหล่านั้น “อยากเรียนอะไร เจ้าเลือกได้ตามใจชอบเลย ข้าสอนได้ทุกอย่าง”

นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามมืออีกฝ่ายแล้วไล่สายตาไปตามอาวุธแต่ละชนิด ตั้งแต่ดาบ กระบี่ ทวน หรือทวนวงเดือนที่พบเห็นได้ดาษดื่น ไปจนถึงขวานสั้น ง่าม แส้ ค้อน กระบอง หลาวยาวที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ตลอดจนอาวุธไม่ทราบชื่อลักษณะพิลึกพิลั่นดูน่ากลัวที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ

อาวุธสิบแปดชนิด เขาสอนได้ทุกชนิด

แต่เคยคิดบ้างหรือไม่ว่านางถือไม่ไหวแม้แต่ชนิดเดียว

เห็นเด็กสาวกวาดตามองจนครบด้วยสีหน้าเหม่อลอย หยวนเช่อก็พยักหน้า “คงไม่รู้สินะว่าอาวุธเหล่านี้มีวิธีใช้อย่างไร ข้าจะสาธิตแต่ละชนิดให้เจ้าดูก่อน”

พูดพลางเอื้อมมือไปคว้าทวนยาวมาเดาะน้ำหนักเบาๆ แล้วเดินไปยังลานโล่งด้านข้าง

เจียงจื้ออียังไม่ทันหลุดจากภวังค์ก็ได้ยินเสียงลมหวีดหวิว หยวนเช่อจับทวนด้วยสองมือ มือหลังบิดพลิก มือหน้าสะบัด ทวนยาวพุ่งตัวดุจมังกรเหิน ปัด…รวบ…แทง…อย่างละที จากนั้นเขาก็ถือทวนโผนทะยานจากพื้นแล้วบิดตัวควงทวนเบาๆ ก่อนจะปล่อยทวนให้หลุดจากมือกลางอากาศ เมื่อร่างร่อนลงพื้นแผ่วพลิ้วดุจนางแอ่น ทวนก็กลับมาอยู่ในมืออีกครั้งอย่างมั่นคง

ศีรษะของเจียงจื้ออีกระดกขึ้นๆ ลงๆ หันซ้ายหันขวาตามทิศทางของปลายทวนจนตาลายไปหมด หยวนเช่อจับทวนไพล่หลัง แล้วเชิดคางขึ้นใส่นาง “เป็นอย่างไรบ้าง”

แม้ไม่ค่อยเข้าใจกระบวนท่าเหล่านี้นัก ทว่าดูแล้วเลิศล้ำมากทีเดียว เสียแต่ว่า…

“นี่น่ะหรือวิชาป้องกันตัวของท่าน”

“ข้าถามเจ้าว่าข้ารำทวนเป็นอย่างไรบ้าง”

มุมปากของเจียงจื้ออีกระตุกริกๆ “รำได้…ชวนให้ต้นคอเลือดลมไหลเวียนดี”

“ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ”

เจียงจื้ออีมองร่างที่ยืนตัวตรงถือทวนใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิ ปล่อยให้แขนเสื้อปลิวพลิ้วในสายลม จากนั้นก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า “ไม่ว่าใครก็รำทวนได้ทั้งนั้น ที่สำนักศึกษาก็มีสอนนี่”

ก่อนหน้านี้คนที่เมาสุราแล้วร่ำร้องอยากดูข้ารำทวนไม่ใช่เจ้าหรือไร

หยวนเช่อเดินกลับไปที่ราวแขวนอาวุธ โยนทวนในมือทิ้ง ตวัดสายตามองกราด ก่อนจะหยุดสายตาที่แส้เก้าข้อ “เช่นนั้นข้าจะใช้อาวุธที่ไม่ว่าเผยจื่อซ่งหรือพี่ใหญ่ของข้าก็ใช้ไม่เป็นให้เจ้าดู…”

“พอทีๆ ข้ารู้แล้วว่าท่านเก่ง!” นางกระทืบเท้า “พวกเขายังใช้ไม่เป็น แล้วข้าจะเรียนได้จากที่ใดกันเล่า ช่วยสอนอะไรที่มีประโยชน์สักหน่อยได้หรือไม่”

หยวนเช่อมองอาวุธอีกสิบเจ็ดชนิดที่ยังไม่ได้อวดโฉมด้วยความเสียดาย หลังใช้ความคิดเล็กน้อยก็หยิบธนูเบาขึ้นมาคันหนึ่ง “เช่นนั้น…ก็เอาที่คราวก่อนตอนอยู่ในสำนักศึกษาเรียนไปได้เพียงครึ่งทางแล้วกัน”

 

หนึ่งเค่อให้หลัง เจียงจื้ออีถือคันธนูยืนหน้าเป้ายิงเป็นครั้งที่สองของชีวิต

ผ่านมาหลายเดือนนางลืมท่าทางการยิงธนูหมดสิ้นแล้ว ต้องให้หยวนเช่อสอนอีกรอบหนึ่ง เนื่องจากคราวนี้ซ้อมยิงในจวน เขาจึงนำแหวนหยกวงหนามาให้นางสวมใส่ที่นิ้วโป้ง บอกว่าเป็นแหวนที่เขาเคยใช้สมัยเด็กๆ ป้องกันไม่ให้สายธนูบาดมือ นางสวมแล้วลองน้าวสายด้วยตนเองได้

เด็กสาวจับสายธนูหลุบตาลงมองแหวนหยกที่เริ่มเป็นสีเหลืองบนนิ้วโป้งตนเอง ผิวหยกถึงขั้นมีรอยแตกเล็กๆ ทั้งที่ของเก่าปานนี้แล้วเขาก็ยังเก็บไว้ ไม่รู้ว่าแหวนวงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับเขาหรือไม่

นางใจลอยเงียบๆ ได้สักพักก็พลันสัมผัสได้ถึงลูกธนูที่สอดเข้ามาระหว่างปลายนิ้ว พร้อมกับที่เสียงของหยวนเช่อดังขึ้น “สอนสิ่งที่มีประโยชน์ให้แล้วก็ไม่เห็นเจ้าจะตั้งใจเรียนเลย”

“ใครว่าเล่า ข้าแค่กำลังบ่มเพาะความรู้สึกเท่านั้น” นางใช้มือจับสายธนู ยืนตั้งท่าหันหน้าไปทางเป้ายิง “คราวนี้จะต้องยิงเข้าเป้าให้ได้!”

แผงอกแข็งแรงอบอุ่นเข้าประชิดแผ่นหลังนางในจังหวะนั้นเอง ไม่ต่างจากที่สำนักศึกษาเมื่อหลายเดือนก่อน คราวนี้หยวนเช่อก็เข้ามายืนข้างหลังแล้วจับมือนางไว้

ปลายคางที่เสียดสีกระหม่อมเบาๆ ทำให้เจียงจื้ออีรู้สึกชาวาบบนหนังศีรษะ ร่างกายที่ผ่อนคลายในตอนแรกเกร็งเครียดขึ้นทันที นางอยากหันไปมอง แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าพอหันไปแล้วจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมายเหมือนครั้งก่อน เลยได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ จ้องเป้ายิงที่อยู่ด้านหน้าเขม็ง “ไหนว่าคราวนี้ข้าน้าวสายธนูเองได้อย่างไรเล่า…”

“ข้าช่วยเล็งเป้าให้” หยวนเช่อหรี่ตาขณะจับมือนางกระดกปลายลูกธนูเล็งหามุมยิง

เจียงจื้ออีมองเป้ายิงอย่างคลางแคลงใจ “เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่าท่านเล็งไม่ตรงกันนะ เหมือนเล็งไปด้านหลังเป้ายิง”

“ข้าบอกว่ายิงเข้าก็ต้องยิงเข้าสิ”

คราก่อนก็ไม่เห็นจะยิงเข้าเลย…นางเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “แล้วตอนนี้น้าวสายธนูได้แล้วกระมัง”

“รอก่อน”

นางถามด้วยความงุนงง “ยังต้องรออะไรอีก”

ก็เขาเล็งเป้าแล้วไม่ใช่หรือ

หยวนเช่อไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยืนเงียบข้างหลังนางอยู่อย่างนั้น

เจียงจื้ออีรอจนร้อนใจ เอ่ยถามซ้ำอีกครั้งอย่างหมดความอดทน เขาถึงได้จับมือนางน้าวสายธนูโดยแรง “ยิง”

เด็กสาวปล่อยมือ ได้ยินเสียงสายธนูดีดผึงเหมือนฟ้าฟาด ลูกธนูหลุดออกจากสาย พุ่งตัวแหวกอากาศหมุนติ้วข้ามเป้ายิงทะยานเข้าใส่ต้นซิ่งที่อยู่ด้านหลัง

คมลูกธนูปักโคนต้นไม้ดังฉึก

พริบตาต่อมาสายลมพลันรำเพยมาแต่บูรพา ดอกซิ่งปลิดปลิวตามแรงสะเทือนของลูกธนูแล้วร่ายระบำอยู่ในอากาศ

เจียงจื้ออีพลันตระหนักเอาตอนนี้เองว่าเมื่อครู่…เขารอลม

ขนนกที่หางลูกธนูสั่นเบาๆ กลีบดอกซิ่งปลิวว่อนเต็มฟ้า

นางแหงนหน้ามองฝนดอกซิ่ง ทันใดนั้นภาพหนึ่งก็ฉายซ้อนขึ้นตรงหน้า เป็นภาพหิมะโปรยปรายกลางเดือนสิบสองเมื่อปีก่อน แพขนตางอนยาวไหวระริก นางค่อยๆ หันไปข้างหลังอย่างเชื่องช้า

หยวนเช่อมองฝนดอกซิ่งสีขาวโพลนที่ปลิวฟุ้งอยู่ตรงหน้า ก่อนลดคันธนูลง แล้วคลี่ยิ้ม “เช่นนี้สิถึงจะเรียกว่า…ลมเดือนสองโชยมาแต่บูรพา กลีบบุปผาดอกซิ่งปลิวดั่งฝน พัดอกข้าไหวหวั่นสั่นกมล เฝ้าเวียนวนคิดถึงแต่อีอี”

ในช่องอกสั่นสะท้าน เจียงจื้ออีกลั้นหายใจ

ลมหายใจยังพอกลั้นได้ ทว่าหัวใจในยามนี้กลับเป็นดั่งม้าพยศหลุดสายบังเหียนที่วิ่งโลดอย่างบ้าคลั่ง

หยวนเช่อยืนประกบแนบแผ่นหลัง สัมผัสได้ว่าหัวใจของนางดีดตัวแรงจนสะเทือนมาถึงอกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ “เจียงจื้ออี เจ้าพูดไม่ผิด ได้ยินจริงๆ”

“ได้ยินอะไร…”

เขาหลุบตาลงมองนาง “ได้ยินว่า…ใจเจ้าก็มีข้าเช่นกัน”

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมีนาคม 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: