บทที่ 54
นางระบำสองคนเห็นว่าชุยเสียวเสี่ยวยังมิได้ประทินโฉมและทำผมจึงกุลีกุจอหยิบแป้งทาหน้ากับชาดทาปากออกมาช่วยผัดแต่งให้นาง
แต่ไม่รู้ว่าพวกนางกลัวชุยเสียวเสี่ยวจะงามโดดเด่นสะดุดตาจนแย่งความสนใจไปจากพวกตนหรืออย่างไร ตอนชุยเสียวเสี่ยวส่องคันฉ่องดูตนเอง ดวงตาถึงได้แทบถลนออกมา
การประทินโฉมเช่นนี้…คิ้วเป็นคิ้ว ตาเป็นตา แต่ละส่วนไม่มีอะไรเข้ากันเลย! ดูไปแล้วเหมือนเด็กน้อยแอบขโมยแป้งชาดของมารดามาเล่นอย่างไรอย่างนั้น
คิ้วสองข้างดำหนาและพวงแก้มแดงเป็นปื้นนั้นช่างขัดตาขัดใจเหลือเกิน
ทว่าชุยเสียวเสี่ยวพอใจการประทินโฉมครั้งนี้ยิ่งนัก
นางมิได้อยากไปเป็นยอดบุปผาให้ใครเลือกเสียหน่อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าการประทินโฉมสะเปะสะปะเช่นนี้จะรอดพ้นดวงตางูทรงอิทธิฤทธิ์นั่นได้หรือไม่
ว่าแต่ตัวนางแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมพรักเช่นนี้ แล้วทางเว่ยเจี๋ยเล่าจะตบตาผู้อื่นไปได้อย่างไร
กระทั่งรถม้ามาต่อแถวรอเข้าเมืองที่ข้างประตู นางก็ได้รู้คำตอบนี้
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินนางขับร้องสองสามคนที่ลงจากรถม้าไปก่อนส่งเสียงอุทานออกมา นางจึงยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ครั้นแล้วก็สูดลมหายใจเข้าเงียบๆ คราหนึ่ง
ที่แท้เว่ยเจี๋ยก็แต่งตัวเลียนอย่างนักระบำ!
เพราะในหอดนตรีมิได้มีเพียงแค่นางขับร้องและนางระบำเท่านั้น ที่นี่ยังต้องการนักระบำชายมาเพิ่มสีสันด้วยเช่นกัน
เพียงแต่นักระบำและนักขับร้องที่เป็นบุรุษไม่อาจสะดุดตาได้เทียบเท่าสตรี เป็นแค่เพียงใบไม้เขียวประดับเสริมหมู่มวลดอกไม้เท่านั้น
ทว่าความหล่อเหลางดงามจนไม่อาจแยกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีของเว่ยเจี๋ยนี้จะถูกบดบังกลบรัศมีลงง่ายๆ ได้อย่างไร
เว่ยเจี๋ยสวมใส่กางเกงขาพองกับเสื้อตัวสั้นรัดรูปซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชาวดินแดนตะวันตกเช่นกัน เพียงแต่ต้นแขนกับแผงอกกำยำแข็งแรงและสมส่วนงดงามนั้นล้วนโผล่พ้นออกมานอกเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อให้เข้ากับการแห่ขบวนรถยอดบุปผาในคืนนี้ เขาจึงใช้สีทาวาดลวดลายรูปพยัคฆ์ดุร้ายไว้บนกล้ามเนื้อที่เผยอยู่นั้น แม้แต่ใบหน้าก็ยังวาดเส้นสายเป็นลายที่เข้ากัน
สีสันอันสดเข้มฉูดฉาดช่างสมกับกล้ามเนื้อหนั่นแน่นของแขนเรียวยาว ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นพยัคฆ์ร้ายโผล่พุ่งออกมาจริงๆ
ไม่รู้เช่นกันว่าเขาใช้วิธีใดซ่อนพรางดวงตาสีม่วงของตนให้กลืนไปกับลวดลายบนใบหน้า ขณะเดียวกันก็ดูรูปลักษณ์เดิมของเขาไม่ออกเลย…
เหล่านางระบำต่างมีประสบการณ์มากล้น แค่เห็นนักระบำชายคนใหม่ก็พากันทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ชมเขาว่าองอาจงดงามแปลกตา แต่เสียดายที่วาดตัวทาสีจนหนาเตอะไม่อาจเห็นหน้าค่าตาที่แท้จริงของเขาได้ถนัดถนี่
ฝ่ายเว่ยเจี๋ยก็เห็นชุยเสียวเสี่ยวซึ่งประทินโฉมอย่าง ‘พิถีพิถัน’ แล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถึงกับอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองวาดหน้าทาตาได้อัปลักษณ์ยิ่ง นางคร้านจะฟังคำเยาะเย้ยถากถางของเว่ยเจี๋ยจึงทำหน้ายู่ใส่เขา
หากเป็นยามปกติเว่ยเจี๋ยคงหัวเราะขบขันเพราะถูกอาจารย์ผู้ซุกซนแกล้งใส่ไปนานแล้ว แต่ครั้งนี้เห็นชุยเสียวเสี่ยวทำหน้ายู่ยับย่นเขากลับมีสีหน้าเย็นชา เพียงหันไปทางอื่นไม่มองชุยเสียวเสี่ยวอีก
ดูท่าถ้อยคำที่นางปฏิเสธเขาอย่างตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าก่อนหน้านี้คงทำลายศักดิ์ศรีของบุรุษคนหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็คงไม่อยากจะพูดคุยกับนางอีกแล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกขุ่นเคืองในใจ ครั้นกำลังจะเข้าไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องก็มีทหารห้าหกนายถูกเสียงจ้อกแจ้กของสตรีเหล่านี้ดึงดูดใจให้เดินมาหาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
ทหารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มปรายตาทำท่าทำทางบอกว่าระยะนี้ประตูเมืองตรวจตราเข้มงวด ถ้าแม่นางทั้งหลายต้องการเข้าเมืองก็ต้องให้พวกเขาตรวจค้นตัวทีละคนอย่าง ‘ละเอียดถี่ถ้วน’ จึงจะผ่านไปได้
สตรีทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็รู้หน้าที่เช่นกัน พวกนางปรี่เข้าไปคล้องแขนทหารกลุ่มนี้อย่างหน้าชื่นตาบานพลางถามเสียงออดอ้อนว่าจะต้องละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
ระหว่างพูดจาหยอกล้อกระเซ้าเย้าแหย่ พวกนางก็ปล่อยให้พวกเขาจับนู่นจับนี่หาเศษหาเลย
ชุยเสียวเสี่ยวเห็นทหารเหล่านั้นลูบคลำสตรีมาตลอดทาง คนหนึ่งในนั้นกำลังจะโอบเอวบางของนางเข้าแล้ว เด็กสาวพลันพลิ้วกายหลบเลี่ยงด้วยชั้นเชิงอันแพรวพราวพลางโปรยยิ้มหวานพูดชักชวน “ใต้เท้าทั้งหลายคงจะเหน็ดเหนื่อยกันไม่น้อย อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะเข้าเมืองกันแล้ว เช่นนั้นก็ขึ้นรถขบวนแห่ร่ายระบำให้ใต้เท้าที่นี่ชมดูกันสักครู่ดีหรือไม่”
นางว่าจบก็พลิ้วกายอย่างปราดเปรียวขึ้นไปบนรถยอดบุปผาที่พ่วงอยู่ด้านหลังรถม้า จากนั้นบรรดาแม่นางทั้งหลายก็หัวเราะคิกคักพากันตามขึ้นไปบนรถบ้าง
ส่วนเว่ยเจี๋ยก็กระโดดขึ้นไปอยู่ด้านหลังชุยเสียวเสี่ยว พร้อมหยิบไม้กลองขึ้นมาเริ่มตีให้จังหวะ
การตีกลองบนรถยอดบุปผาไม่ใช่แค่เคาะๆ ตีๆ อย่างเดียวก็เป็นอันใช้ได้เช่นนั้น แต่ผู้ตียังต้องโยกตัวหมุนกาย กระโดดโลดเต้น และควงไม้ไปตามจังหวะลีลาไม่หยุดด้วย
ท่ามกลางเสียงกลองระรัว ตัวมือกลองผู้สะบัดไม้โผนบรรเลงก็คือส่วนหนึ่งของการแสดงร่ายรำด้วยเช่นกัน จนกระทั่งผู้คนที่ออกมาจากเมืองเริ่มเข้ามาล้อมวงชมดู สตรีบางคนก็พากันซุบซิบชื่นชมแผ่นหลังบั้นเอวของมือกลองหนุ่มว่าโค้งเว้านูนลาดปานประหนึ่งทิวเขาไกลลิบตา
‘ภาพทิวทัศน์งดงาม’ ที่แข็งแกร่งแน่นหนั่นนี้ต้องสั่งสมบุญหรือเพียรจุดธูปขอพรตั้งเท่าไรกว่าจะได้เห็นกับตาเล่า
ระหว่างที่เว่ยเจี๋ยตีกลอง ยังมีเสียงเพลงบรรเลงจากนักดนตรีทางด้านข้างดังคู่กันไปด้วย บรรดานางระบำเหล่านั้นก็เริ่มออกท่าทางร่ายรำพลิ้วพราย
แม้รูปร่างของชุยเสียวเสี่ยวจะถูกขับเน้นให้เด่นชัด แต่เมื่อเทียบกับนางระบำท่าทางเย้ายวนพวกนั้นแล้ว ระบำจิ้งจอกน้อยที่เพียงหมุนไปหมุนมาของนางก็ดูไม่ค่อยสะดุดตาจูงใจผู้คนนัก
นางถูกกลืนไปในหมู่แม่นางที่ส่ายเอวบิดสะโพกอยู่เต็มรถ ทั้งยังน่าจดจ้องไม่สู้มือกลองหนุ่มลายพยัคฆ์ผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ายคนประหลาดตาสองสีก็ถูกการแสดงบนรถยอดบุปผาดึงดูดความสนใจเช่นกัน เพียงแต่เขามิได้มีเวลาว่างมาชมดูนักระบำชายตีกลองอะไรเช่นนั้น ที่เขาหรี่ตาเพ่งมองก็เพื่อจ้องดูท่วงท่าของนางระบำทุกคนอย่างละเอียดโดยไม่วางตา ทั้งยังได้เห็นเรียวน่องขาวดุจหิมะที่โผล่วอมแวมออกมานอกระบายกระโปรงขณะเต้นโดยมิได้ตั้งใจด้วย…
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คาดคิดว่านางมารที่ถูกประกาศจับไปทั่วจะหาญกล้ามาปรากฏตัวอยู่บนรถยอดบุปผาและร่ายระบำปะปนในกลุ่มนางระบำฐานะต่ำต้อยเช่นนี้แน่
ไม่รู้ว่าเว่ยเจี๋ยไปเรียนตีกลองมาจากที่ใดถึงตีได้สมจริงเหมือนผู้ชำนาญ ทั้งยังเป็นจุดสนใจที่สุดบนรถยอดบุปผาอีกด้วย
การแสดงของเขาช่างน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังวาดตัวด้วยสีสันฉูดฉาดละลานตาทำให้ผู้คนจดจ่อชื่นชมท่าทางร่ายรำอันแข็งแกร่งผาดโผนและงดงามน่ามอง จนมิได้ไปสังเกตลักษณะหน้าตาของเขามากนัก
นี่เป็นวิธีการพรางตาแบบ ‘เงามืดใต้ตะเกียงไฟ’ ที่ล้ำเลิศที่สุดจริงๆ
แต่ในสายตาของบุรุษที่ผ่านไปผ่านมา ไม่ต้องกล่าวถึงมือกลองหนุ่มผู้นี้เลย เพราะไม่ว่าบรรดาสตรีที่อยู่บนรถยอดบุปผานี้จะหน้าตาเป็นเช่นไรก็ไม่สำคัญเท่าต้นขาขาวๆ และทรวดทรงอวบอิ่มของพวกนาง
ฝ่ายคนประหลาดตาสองสีผู้นั้นสำรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าบนรถมิได้มีคนแอบแฝงมา สายตาพลันเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มพลางคลอเสียงตามทำนองเพลงและมองส่งขบวนรถยอดบุปผาที่ปล่อยให้เข้าเมืองมาได้จนลับตา
ชุยเสียวเสี่ยวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและรู้สึกว่าเว่ยเจี๋ยช่างเข้าใจความคิดของบุรุษด้วยกันดีเหลือเกิน
กลวิธี ‘ล่อตัณหาพรางตา’ นี้หาใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มจิตใจใสซื่อจะคิดขึ้นมาได้
หลังจากที่ขบวนรถยอดบุปผาเข้ามาในเมืองและแห่ไปตามถนนใหญ่ได้รอบหนึ่งก็มาหยุดที่ข้างสะพานสดับเดือนริมแม่น้ำกลางเมืองชั้นใน
อีกครู่หนึ่งยอดบุปผาอันดับหนึ่งของแต่ละที่ทั้งในและนอกเมืองก็จะมารวมตัวกันบนสะพานเพื่อรอให้แขกผู้สูงศักดิ์เปี่ยมชื่อเสียงของเมืองมาพิศชมรูปโฉมและตัดสินชี้เลือกผู้ชนะป้ายอันดับหนึ่งออกมา
ได้ยินว่าหลายวันก่อนหน้านั้นในเมืองประกาศห้ามผู้คนออกจากเคหสถานในยามวิกาล แต่เพราะมีแขกสูงศักดิ์มากเกียรติมาเยือนถึงได้กลับมาคึกคักครึกครื้นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง บางคนยืนยันกันเสียงแน่นหนักว่าอาคันตุกะผู้นี้ก็คือรัชทายาทซึ่งเสด็จมาเยี่ยมเยียนโดยปิดบังฐานะตัวตน
ว่ากันว่ารัชทายาทองค์นี้ทรงชมชอบแหล่งสำเริงสำราญของชาวบ้านทั่วไปเป็นที่สุด แต่น่าเสียดายที่ในเมืองหลวงพระองค์ไม่อาจเสด็จไปเสพสำราญได้ ดังนั้นเหล่าขุนนางแต่ละท้องที่จึงกุลีกุจอจัดหายอดบุปผางามเลิศล้ำในถิ่นของตนส่งเข้าเมืองลั่วอี้ถวายแด่รัชทายาทได้ทรงสำเริงสำราญ ภายในเมืองช่วงสองสามวันมานี้จึงมีขบวนรถของบุปผางามคับคั่งจอแจ
เว่ยเจี๋ยและชุยเสียวเสี่ยวอาศัยจังหวะที่ผู้คนไม่ทันรู้ตัวแอบหลบออกมาจากขบวนรถ
กระทั่งพวกเขาเข้าไปในตรอกและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำอำพรางกายเรียบร้อย ม่านราตรีก็ครอบคลุมทั่วฟ้าแล้ว ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างก็หลั่งไหลไปที่สะพานสดับเดือน
ชุยเสียวเสี่ยวเห็นว่าปกเสื้อของเว่ยเจี๋ยเบี้ยวเอียงไม่เข้าที่จึงยื่นมือไปคิดจะช่วยจัดให้เรียบร้อย คิดไม่ถึงว่าเขากลับถอยตัวเบี่ยงหลบ ท่าทางเหมือนไม่ต้องการให้นางช่วย
ไม่ต้องการก็ไม่ต้องการสิ ไฉนจะต้องชำเลืองมองมาด้วยหางตาด้วยเล่า ท่าทางบึ้งตึงเช่นนั้นผู้ใดเห็นเป็นต้องโมโหด้วยกันทั้งสิ้น
ชุยเสียวเสี่ยวถูกเขายั่วโมโหเข้าแล้ว นางผูกสายรัดเอวของตนเองพลางบ่นปอดแปด “บุรุษอย่างพวกเจ้าจิตใจคับแคบเช่นนี้ทุกคนหรือไม่ พอถูกคนเขาปฏิเสธก็เอาแต่ทำหน้าบูดหน้าบึ้ง…”
ที่จริงนางเพียงบ่นพึมพำเบาๆ แต่เว่ยเจี๋ยกลับได้ยินคำสำคัญนั้น เขาจึงผินหน้ามาน้อยๆ พร้อมชายตามองชุยเสียวเสี่ยว “เจ้ากำลังเอาข้าไปเทียบกับฉินหลิงเซียวรึ?”
ชุยเสียวเสี่ยวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงดังขึ้น “ไม่ใช่เสียหน่อย ท่านประมุขน้อยฉินจิตใจกว้างขวางกว่าเจ้าเสียอีก ไม่เห็นหรือ เขายังซื้อขนมเปี๊ยะมาฝากข้าเลย”
เว่ยเจี๋ยเหยียดปากยิ้มเยาะหยัน “เช่นนั้นรึ ถูกปฏิเสธแล้วยังสามารถหน้าด้านหน้าทนมาตามตื๊อต่อ หนังหน้าหนาเพียงนั้นก็นับว่าน่ายกย่องนับถือได้เหมือนกัน”
เพียงแต่เมื่อเห็นเว่ยเจี๋ยเป็นเช่นนี้แล้ว ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไม่ตามตื๊ออย่างเอาเป็นเอาตายของเขาช่างแตกต่างจากจากประมุขน้อยฉินประหนึ่งจิงเว่ยแยกชัด*
เป็นเช่นนั้นจริงนั่นแล ตามที่ท่านอาจารย์ถังโหย่วซู่เขียนบรรยายไว้ หลังจากเว่ยเจี๋ยกลายเป็นมารแล้วก็มีนิสัยเย็นชามาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเขาเย่อหยิ่งดูถูกผู้อื่น แต่เพราะเขาหลงเหลือความเป็นมนุษย์น้อยลงต่างหาก
แม้สาเหตุของการกลายเป็นมารแต่เดิมนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับนิสัยชิงชังผู้คนโกรธแค้นโลกหล้า จนไม่ปรารถนาจะใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ใดเลยก็ตาม
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางโผล่มาปั่นป่วนภพอดีตนี้หรือไม่ เว่ยเจี๋ยในเวลานี้จึงไม่มีวี่แววของจอมมารผู้เกลียดชังโลกหล้าอยู่เลย แต่เป็นเพียงแค่ชายหนุ่มหล่อเหลาท่าทางมาดร้ายนิสัยพาลเกเรคนหนึ่งเท่านั้น
เพียงแต่การที่เขาทำหน้าบึ้งตึงใส่ชุยเสียวเสี่ยวคงจะเป็นเพราะความสัมพันธ์อันคลุมเครือในช่วงที่ผ่านมานี้ไม่สามารถถลำลึกเลยเถิดต่อไปได้อีกแล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา นางส่งยันต์เร้นกายที่ตนเองใช้แผ่นเงินวาดขึ้นมาให้เว่ยเจี๋ย หลังจากทั้งสองแปะยันต์เร้นกายอำพรางลมหายใจเรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าไปยังวังชั่นอ๋อง
เมื่อยืนมองลงไปจากบนยอดไม้สูง ภูมิลักษณ์ของวังชั่นอ๋องยังคงเป็นลักษณะกักเก็บรวมพลังเช่นเดียวกับที่เคยเห็นเมื่อคราก่อน
แต่คราวนี้เมื่อชุยเสียวเสี่ยวนึกได้ว่าท่านอาจารย์ถังโหย่วซู่ของนางเคยวิเคราะห์ไว้ว่าที่แห่งนี้จัดภูมิลักษณ์ไว้เพื่อปล้นชิงพลังของผู้อื่นมารวมไว้ที่ตนฝ่ายเดียว นางก็ได้แต่พยักหน้าลอบนับถือชื่นชมอยู่ในใจ
อาจารย์ก็คืออาจารย์ สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์แห่งศาสตร์ภูมิลักษณ์ผู้งำประกายไม่เปิดเผยตัว
สกุลซย่าเรียกได้ว่าเป็นพวกที่เสียรู้ถูกเอาเปรียบเป็นร้อยๆ ปี จากเดิมที่มีชะตาจักรพรรดิห้าร้อยปีอยู่ดีๆ กลับถูกผู้อื่นโกงเอาดวงชะตาไปถึงสองร้อยปี
ครั้นคิดถึงว่าสกุลซย่าถูกเทพสวรรค์หลอกปล้นเอาดวงชะตาไป ถึงขั้นเหลืออยู่เพียงไม่เท่าไร ราวกับโดนปล้นแม้แต่กางเกงตัวใน…
หากชั่นอ๋องในฐานะอนุชนรุ่นหลังของราชวงศ์สกุลซย่าทรงรู้เหตุผลที่มาที่ไปนี้จากสมุดบันทึกเป็นตายก็คงไม่อาจสงบใจนิ่งเฉยได้ และคิดจะวาดน้ำเต้าตามแบบลักขโมยเอาพลังโชคภูมิลักษณ์ของผู้อื่นมาเสริมเติมส่วนที่ขาดพร่องไปของตนเอง
แต่ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวไม่มีเวลาคิดถึงความต่ำช้าของชั่นอ๋องมากนัก เพราะบนยอดหอสูงของวังอ๋องมีรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ของเซี่ยจื้อซึ่งสามารถหยั่งรู้จิตใจคนคอยสกัดกั้นผู้บุกรุกที่มีเจตนาร้ายต่อเจ้าของวังไม่ให้เข้าไปได้
นางเองก็ไม่รู้ว่ายันต์เร้นกายที่นางสร้างจากแผ่นเงินจะใช้ได้ผลกับเซี่ยจื้อหรือไม่
ชั่วขณะที่ติดยันต์เร้นกาย นางรู้สึกได้ทันทีว่าลมหายใจของตนเหมือนถูกบดบังซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด อิทธิฤทธิ์ของยันต์เร้นกายเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลแล้วจริงๆ
เพียงแต่ยันต์เร้นกายนี้ก็ยังมีกำหนดเวลาอยู่เช่นกัน พวกนางจะต้องเข้าไปในวังชั่นอ๋องให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งชั่วยาม มิเช่นนั้นทั้งคู่ก็จะเผยร่างออกมาให้เห็นทันที
ครั้นแล้วทั้งสองก็อาศัยจังหวะตอนที่ประตูใหญ่ของวังชั่นอ๋องเปิดกว้างเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน เดินตามขบวนรถม้าของแขกสูงศักดิ์ผู้นั้นเข้าวังชั่นอ๋องไปอย่างผ่าเผย
เซี่ยจื้อซึ่งมีอำนาจสูงส่งนั้นประดับอยู่บนยอดหอสูงที่สุด ดูเหมือนว่ามันจะจับสังเกตอะไรมิได้ ยังคงนิ่งเฉยเหมือนเป็นเพียงรูปสลักธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง
ได้ยินว่าแขกสูงศักดิ์ที่เข้าวังอ๋องมาครั้งนี้ก็คือหลานชายของชั่นอ๋อง หรือก็คือรัชทายาทองค์ปัจจุบันนั่นเอง
พระองค์ทรงพาขุนนางคนสนิทมาด้วยหลายคน พระชายาเอกและเหล่าพระชายารองก็ตามเสด็จมาปฏิบัติราชกิจแถวๆ เมืองลั่วอี้ด้วยเช่นกัน จากนั้นก็ถือโอกาสล่องเรือมาพำนักที่วังของเสด็จอา
แม้ชั่นอ๋องจะทรงเป็นผู้อาวุโส แต่ด้วยบรรดาศักดิ์ที่ต่ำกว่าก็ต้องออกมารับเสด็จด้วยองค์เอง
ว่ากันว่ารัชทายาทมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับชั่นอ๋อง เมื่อยังพระเยาว์ทั้งสองพระองค์ก็เล่นสนุกในวังด้วยกัน แม้จะเรียกว่าเป็นอาหลาน แต่แท้จริงแล้วก็เหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า
แต่ต่อมาหลังจากอดีตจักรพรรดิมีพระอาการประชวรหนักจนเสด็จสวรรคตลง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันก็ขึ้นครองราชย์ต่อและอวยยศให้พระอนุชาผู้ยังเยาว์วัยพระองค์นี้ขึ้นเป็นอ๋องครองเมืองลั่วอี้ตามพระราชประสงค์สุดท้ายของอดีตจักรพรรดิ
นับแต่นั้นมารัชทายาทก็ทรงมิได้พบหน้าเสด็จอาเล็กองค์นี้อีกเลย
จวบจนวันนี้เวลาล่วงเลยไปสิบกว่าปีแล้ว สองอาหลานได้มาพบหน้ากันอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปนานย่อมต้องมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย
ทว่าเมื่อรัชทายาทเสด็จลงจากรถม้าและเห็นชั่นอ๋อง พระองค์ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทรงหัวเราะลั่น “เสด็จอา ท่านดูแตกต่างจากตอนเป็นเด็กยิ่งนัก”
ชั่นอ๋องทรงยิ้มเล็กน้อย ยังไม่ทันเอ่ยถวายพระพรรัชทายาทจบก็ถูกอีกฝ่ายคว้าตัวไว้หมับ ทั้งโอบไหล่ลูบหลังพลางพาเดินไปข้างหน้า
ชุยเสียวเสี่ยวและเว่ยเจี๋ยแฝงตัวล่องหนอยู่บนระเบียงยาวที่มุ่งหน้าสู่ห้องโถงรับรองแขก ตามหลังสองอาหลานที่เดินพูดคุยกันไปโดยห่างเพียงไม่กี่ก้าว
ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตเห็นว่าวั่นเหลียนซือยังคงแต่งตัวเป็นพ่อบ้านติดตามข้างกายชั่นอ๋องมิได้ห่าง ส่วนบาดแผลบนใบหน้าของเขาที่โดนกระบี่ผจญสวรรค์กรีดนั้นรักษาหายเกือบสนิทแล้ว เหลือเพียงรอยแดงเส้นหนึ่งเท่านั้น ทำให้ชุยเสียวเสี่ยวประหลาดใจยิ่งนัก
พึงรู้ว่ากระบี่เล่มนั้นเปี่ยมด้วยพลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ หากถูกมันกรีดฟันลงไป ใช่ว่าจะรักษาให้หายได้ง่ายๆ เหมือนแผลจากคมกระบี่ทั่วๆ ไป ดูท่าวั่นเหลียนซือจะมีวิชาปีศาจร้ายกาจจริงๆ
ทันใดนั้นเองรัชทายาทตรัสถามชั่นอ๋องด้วยท่าทางตื่นเต้นคึกคัก “เสด็จอายังทรงจำเจ้าขุนศึกขนดำที่ท่านเลี้ยงเมื่อตอนเด็กๆ ได้หรือไม่ มาครานี้เรา* พาตัวที่เก่งกว่าเจ้าตัวนั้นของท่านมาด้วย ไม่รู้ว่าในวังของท่านยังมีตัวน่าสนใจอยู่อีกบ้างหรือไม่”
ชั่นอ๋องอมยิ้ม ขณะฟังก็หรี่พระเนตรลงครุ่นคิด ก่อนตรัสถามหยั่งเชิง “รัชทายาทตรัสถึงสุนัขล่าเนื้อหลังดำที่เสด็จปู่พระราชทานให้ตัวนั้นหรือ ในวังกระหม่อมมีสุนัขสำหรับเฝ้าวังอยู่สองสามตัว แต่เกรงว่าคงไม่อาจเทียบสุนัขทรงโปรดของพระองค์ได้เป็นแน่…”
รัชทายาทโบกพระหัตถ์พลางยิ้มระอา “เสด็จอา แม้แต่เรื่องนี้ก็ทรงลืมสิ้นเลยหรือ ตอนนั้นเสด็จปู่ไม่รู้ว่าท่านกลัวสุนัขจึงจะพระราชทานสุนัขล่าเนื้อเป็นรางวัลแก่ท่านเสียให้ได้ ปกติแล้วแม้แต่มองท่านยังไม่มองเลย ทั้งยังร้องไห้ขอแลกกับนกแก้วที่ท่องบทกวีได้ของเราด้วยซ้ำ แต่เจ้าขุนศึกขนดำที่เราพูดถึงคือจิ้งหรีดหนวดยาวตัวสีดำที่ท่านเลี้ยงไว้ ตัวที่กัดจิ้งหรีดของเราตายไปตั้งห้าตัวนั่นอย่างไรเล่า”
หลังจากได้ฟังเช่นนี้ชั่นอ๋องถึงมีท่าทางเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ทรงยิ้มน้อยๆ รีบพยักหน้ารับทันใด “เป็นของเล่นยามว่างสมัยเด็กๆ นั่นเอง ตอนนี้กระหม่อมไม่ใคร่ได้เล่นของพวกนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ…”
รัชทายาททรงนิ่งคิดครู่หนึ่งก็รู้สึกเห็นด้วยจริงดังนั้น เพราะเวลาผ่านพ้นมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว จากต้นถั่วงอก กระจ้อยร่อยในวันวานได้เติบใหญ่เป็นบุรุษวัยกลางคนที่เปี่ยมพละกำลังกันหมดแล้ว
เช่นเสด็จอาผู้นี้ หากไม่เพราะทรงมีจมูกคิ้วตาคล้ายอดีตจักรพรรดิและยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ในตอนนี้ รัชทายาทก็คงไม่ทรงกล้ายืนยันว่าเป็นเขา
เพียงแต่ความจำของเสด็จอาช่างไม่ดีเอาเสียเลย ตลอดทางเดินที่รัชทายาทตรัสถึงเรื่องสนุกในวัยเด็กของทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น ชั่นอ๋องกลับถามคำตอบคำพยายามผสมโรงอย่างแกนๆ แต่ส่วนใหญ่ล้วนจำเรื่องเหล่านั้นไม่ได้นัก
เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางบรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นเงียบลง รัชทายาทเองก็ทรงหมดความคึกคักร่าเริง คร้านจะตรัสถึงความสนุกสนานในวัยเด็กอีก
เมื่อคนทั้งกลุ่มเข้าไปในห้องโถง ชุยเสียวเสี่ยวซึ่งฟังการสนทนาของพวกเขามาตลอดเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกบางอย่างขึ้นในใจคล้ายกับมีอะไรบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
ทันใดนั้นเองเว่ยเจี๋ยซึ่งจับจูงมือนางเดินมาด้วยกันพลันกระตุกมือนางไว้
ที่แท้เพราะเว่ยเจี๋ยเห็นวั่นเหลียนซือผละจากชั่นอ๋องเดินแยกไปทางโรงครัวที่เรือนด้านหลังกะทันหัน
เว่ยเจี๋ยกับชุยเสียวเสี่ยวจึงสะกดรอยตามไป เห็นวั่นเหลียนซือตรงเข้าไปในห้องครัวแล้วสั่งให้แม่ครัวที่กำลังปรุงอาหารอยู่ออกไป จากนั้นเขาก็หยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หย่อนลงในน้ำแกงใสสีเหลืองทองโถหนึ่ง
หลังจากยาลูกกลอนละลายในน้ำแกงพระกระโดดกำแพงจนหมดแล้ว วั่นเหลียนซือค่อยหันกลับมาสั่งผู้ติดตามซึ่งมีลักษณะเหมือนเด็กรับใช้คนหนึ่งทางด้านหลังว่า “เจ้าให้คนยกน้ำแกงโถนี้ไปถวายที่โต๊ะของรัชทายาท”
เด็กรับใช้ผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นลูกศิษย์ของวั่นเหลียนซือ เขากระซิบว่า “ท่านอาจารย์ หากมีเรื่องผิดคาดเกิดขึ้นกับรัชทายาทในวังชั่นอ๋อง ท่านกับข้าคงหนีไม่พ้นตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแน่”
วั่นเหลียนซือแค่นหัวเราะคราหนึ่ง “เจ้าใช้สมองบ้างหรือไม่ ข้าแค่ใส่ลูกกลอน ‘เมามายเจ็ดวัน’ ลงไปเม็ดเดียว รัชทายาทเสวยลงไปก็จะเพียงเมาพับเหมือนคนเมาสุราหนักเท่านั้น พระองค์ทรงพูดมาก ท่านอ๋องไม่ทรงอยากต้อนรับขับสู้นัก ลูกกลอนเม็ดนี้เม็ดเดียวจะทำให้หลายวันต่อจากนี้รัชทายาททรงลุกจากเตียงไม่ขึ้น เจ้าไปได้แล้ว”
เมื่อศิษย์ผู้นั้นได้ฟังแล้วก็ไม่กล้ารีรออีก รีบยกโถน้ำแกงที่เติมสิ่งปลอมปนไว้ไปทันที
หลังจากวั่นเหลียนซือสั่งการเสร็จ เขาก็หันกายกลับไปยังอุทยานตะวันตกอีกครั้ง
ชุยเสียวเสี่ยวและเว่ยเจี๋ยรอจนวั่นเหลียนซือแยกไปก็พากันมายังอุทยานดอกไม้ด้านหลังเปลี่ยวร้างคน ชุยเสียวเสี่ยวมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นว่ามีผู้ใดแล้วจึงกระซิบกับเว่ยเจี๋ย “ถึงแม้รัชทายาทจะทรงพูดมากจนอาจทำให้ผู้ที่มีความคิดลึกซึ้งแยบยลเช่นชั่นอ๋องวางยาให้พระองค์หยุดวาจา แต่ชั่นอ๋องก็ไม่น่าจะทรงหงุดหงิดรำคาญง่ายดายเพียงนั้นกระมัง เจ้าว่าเป็นเพราะอะไรกัน”
เว่ยเจี๋ยเองก็กำลังคิดถึงข้อนี้เช่นกัน เพราะอีกฝ่ายคือรัชทายาทผู้สูงส่ง ต่อให้เจ้าครองศักดินาเช่นชั่นอ๋องจะทรงเบื่อหน่ายที่ต้องถวายการต้อนรับอย่างไรก็คงไม่ถึงขั้นปิดปากรัชทายาทอย่างอุกอาจหยาบคายเช่นนี้…เว้นแต่ว่าชั่นอ๋องจะทรงเกรงว่ารัชทายาทตรัสถามสิ่งที่พระองค์ตอบมิได้ต่ออีก
เว่ยเจี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “เจ้าว่าเมื่อครู่นี้รัชทายาทตรัสอะไรที่เป็นเรื่องสลักสำคัญหรือไม่”
ชุยเสียวเสี่ยวคิดตริตรอง…รัชทายาทผู้นั้นมิได้ตรัสเรื่องอะไรที่สลักสำคัญเลย ล้วนมีแต่เรื่องเล่นสนุกกับชั่นอ๋องเมื่อครั้งยังเด็ก ชั่นอ๋องทรงหงุดหงิดรำคาญที่รัชทายาทตรัสถึงเรื่องสนุกสนานในวัยเด็กจริงๆ อย่างนั้นหรือ
เดิมทีการเสวนาพาทีต้อนรับแขกผู้มาเยือนเช่นนี้ไม่น่าจะเปลืองแรงอะไรเลย แต่พอย้อนคิดดูดีๆ แล้ว ท่าทางชั่นอ๋องกลับดูเหมือนรู้สึกรับมือไม่ถูก ตอบคำถามใดๆ ก็ผิดร่ำไป กระทั่งพยายามเปลี่ยนเรื่องพูดคุยอยู่หลายครั้งอย่างชัดเจน…
เป็นเพราะเหตุนี้เองหรือที่ชั่นอ๋องถึงกับต้องให้รัชทายาทเสวยลูกกลอนเมามายเจ็ดวัน หวังให้เมาหัวราน้ำไปเลย?
เว่ยเจี๋ยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้นเสียงเคร่งขรึม “เว้นเสียแต่ชั่นอ๋องผู้นี้…จะไม่ใช่ชั่นอ๋องที่เคยกัดจิ้งหรีดกับรัชทายาทเมื่อตอนเด็ก”
ชุยเสียวเสี่ยวสูดลมหายใจเย็นเยือกเข้าไปคราหนึ่ง ที่จริงข้อนี้นางเองก็คิดคล้ายๆ กับเว่ยเจี๋ยโดยมิได้พูดคุยมาก่อนเช่นกัน
ได้ยินมาว่าหลังจากชั่นอ๋องผู้นี้ทรงย้ายมาประทับที่เมืองลั่วอี้ก็เก็บตัวอยู่อย่างสันโดษแต่ในวัง ไม่ออกมาพบเจอผู้ใดเลยเป็นสิบปี ว่ากันว่าเพราะประชวรหนัก แต่ตอนนี้เมื่อมองดูชั่นอ๋องอีกครั้ง พระพักตร์อิ่มเอิบสดใสดุจคนหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปี ไม่เหมือนคนที่ล้มป่วยจนต้องพักรักษาตัวนานเป็นสิบปีเช่นนั้นเลยสักนิด
ดูท่าชั่นอ๋องผู้นี้จะมีเรื่องแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งแล้ว
หลังจากคนทั้งสองพูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็สังเกตเห็นวั่นเหลียนซือเดินไปทางด้านหนึ่ง พวกนางจึงตามเขาไปเพื่อดูว่าปรมาจารย์สำนักภูตผีผู้นี้จะเล่นลูกไม้อะไรอีก
ภายในเรือนปีกข้างของอุทยานตะวันตก วั่นเหลียนซือกำลังพบปะกับคนคุ้นเคยกันมานมนาน
เวลานี้ฉินเฮ่อผู้ซึ่งควรจะกลับไปยังหอเทียบเมฆากำลังโต้เถียงกับวั่นเหลียนซืออยู่
บาดแผลของฉินเฮ่อที่ถูกชุยเสียวเสี่ยวตะปบเมื่อครั้งก่อนยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เขาจึงจำต้องมายังวังชั่นอ๋องอย่างจนใจ
เขาจ้องมองวั่นเหลียนซือศิษย์พี่ใหญ่ของตนด้วยสายตาขึ้งเคียด จากนั้นก็ก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย “ตอนอยู่ในป่าท่านเอาแต่ใช้ข้าเป็นโล่กำบัง ท่านมีเจตนาใดกันแน่!”
วั่นเหลียนซือกลับทำสีหน้าเอือมระอา เขาดึงคอเสื้อที่ถูกฉินเฮ่อยึดกุมกลับคืนแล้วแค่นเสียงฮึคราหนึ่ง “ตอนนั้นถ้าข้าไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเจ้าและข้าคงตายกลายเป็นศพเฝ้าป่าไปแล้ว ตัวข้าตายไปนั้นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเจ้าตายไปด้วยกันกับข้า ชื่อเสียงของเจ้าหลังจากนั้นคงจะไม่ดีนัก”
ฉินเฮ่อยังคงโกรธกรุ่น มองศิษย์พี่ใหญ่ด้วยสายตาแค้นเคือง แต่มิได้พูดอะไรอีก ดูท่าคงจะถูกจี้ใจดำเข้าพอดี
เขาแตกต่างจากวั่นเหลียนซือ ชื่อเสียงในตอนนี้ของเขาบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทิน มีภรรยาและบุตรเป็นครอบครัวสมบูรณ์พร้อมหน้า หากมิได้ถูกบังคับควบคุมโดยชั่นอ๋อง ไม่รู้ว่าเขาจะกลายเป็นยอดฝีมือแห่งการบำเพ็ญเซียนที่ใครต่อใครต่างอิจฉาชื่นชมสักเพียงใด เขาจึงไม่อาจตายไปพร้อมกับวั่นเหลียนซือในสถานที่เดียวกันได้จริงๆ
วั่นเหลียนซือกลอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยปลอบเสียงอ่อนโยน “อันที่จริงเจ้ากับข้าก็ล้วนต้องโทษมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ บาดแผลของข้าสาหัสรุนแรงกว่าเจ้าเสียอีก แต่ตอนนี้ก็หายดีแล้วไม่ใช่หรือ อีกครู่หนึ่งรอเจ้านายกลับมาจากรับรองแขกแล้วคงจะช่วยรักษาให้เจ้าเช่นกันแน่ เจ้าไม่เห็นหรือว่าจอมมารที่พระองค์ทรงตามหาอยู่ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ครั้งนี้เจ้ากับข้าต้องสร้างผลงานให้เต็มที่แล้วล่ะ”
ฉินเฮ่อไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป กระซิบเสียงค่อยว่า “แต่…แต่ว่าเหตุใดถึงกลายเป็นนางเด็กชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นไปได้เล่า มีอะไรผิดพลาดไปหรือไม่”
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินเจ้านายเล่าว่าเว่ยเจี๋ยผู้นั้นจะกลายเป็นจอมมารในภายภาคหน้า กล่าวถึงเรื่องทำนายอนาคต ชั่นอ๋องผู้เป็นเจ้านายของเขาไม่เคยผิดพลาดมาก่อน เหตุใดครานี้ถึงได้เปลี่ยนเป็นนางจอมมารไปได้
วั่นเหลียนซือไม่อยากใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้วุ่นวาย เพียงกระซิบบอกฉินเฮ่อว่า “ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้นี่ล่ะที่สำคัญยิ่งนัก เพียงแต่ถ้าอยากให้นางถูกมารครอบงำดำดิ่งลึกซึ้งกว่านี้ก็ต้องทำลายชื่อเสียงของนางให้ฉาวโฉ่ ตอนนี้ในหมู่บ้านของตำบลละแวกใกล้เคียงกระพือข่าวลือว่าสำนักยันต์คาถาทำร้ายผู้คนไปทั่ว ยิ่งรวมกับมีเงินรางวัลนำจับสูง เกรงว่านางคงกลายเป็นเป้าหมายของพวกสำนักพรรคฝ่ายธรรมะที่มีชื่อชั้นไปเสียแล้ว”
ฉินเฮ่อนึกย้อนไปถึงการเผชิญหน้ากับชุยเสียวเสี่ยวในป่า เขายังรู้สึกขยาดกลัวไม่หาย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเฮ่อก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ อย่างนึกหวาดระแวงคล้ายกับพะวงว่านางมารผู้นั้นจะล่องหนลอบซุ่มแฝงกายอยู่
วั่นเหลียนซือเห็นฉินเฮ่อมีท่าทีระแวงสงสัยไปทั่วก็แค่นหัวเราะออกมาคราหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ “วางใจเถิดน่า นางเข้ามาในวังอ๋องไม่ได้หรอก หรือต่อให้มีปัญญาเล็ดลอดเข้ามาได้จริงๆ แต่ยันต์เร้นกายอ่อนด้อยของนางคงจะเผยออกมาแน่ ยื้ออยู่ได้ไม่นานหรอก สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานอะไรนั่นดูแมวแล้ววาดเสือลอกเลียนยันต์ของข้า แต่กลับเลียนแบบไม่ถึงที่ใด ก็สมควรแล้วที่สำนักของนางจะล่มจม…ตอนที่มารสำแดงฤทธิ์เจ้าก็ให้ศิษย์สาวกเป็นพยาน อย่าลืมเปิดโปงเรื่องที่ชุยเสียวเสี่ยวกลายเป็นมารให้พวกสี่ยอดสำนักใหญ่รู้ ยิ่งนางถูกผู้คนประณามหยามเหยียดมากเท่าไร ฤทธิ์มารก็จะยิ่งเกาะกินฝังลึกมากขึ้นเท่านั้น”
ความจริงแล้วเรื่องทำลายชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวไม่จำเป็นต้องให้วั่นเหลียนซือสั่งกำชับ ฉินเฮ่อก็พร้อมทุ่มกำลังทำอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวตะครุบกระดูกของเขาแค่ครั้งเดียว ถึงแม้บาดแผลที่ผิวหนังชั้นเนื้อจะผสานบ้างแล้ว แต่เขาก็สูญเสียพลังตบะไปกว่าครึ่ง
ความแค้นครั้งนี้หากมิได้ชำระสะสาง เขาสาบานว่าจะไม่ขออยู่เป็นคน!
ที่น่าโมโหที่สุดก็คือฉินหลิงเซียวบุตรชายของเขาดันไปหลงใหลนางเด็กเร่ร่อนผู้นั้น ทั้งแอบหนีออกไป คงจะไปตามหาชุยเสียวเสี่ยวเป็นแน่ ถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าลูกตัวดีเลย
ฉินเฮ่อรู้ดีว่าบุตรชายของตนยึดถือเรื่องชื่อเสียงหน้าตายิ่งนัก ขอเพียงชุยเสียวเสี่ยวมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ต่อให้บุตรชายเขาจะชอบนางมากเพียงใดก็คงยอมตัดขาดความรักครั้งนี้แน่
ฉินเฮ่อคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเบาใจลงได้เล็กน้อย แค่รอให้ชั่นอ๋องเสด็จมาประทานการรักษาให้ตนก็พอแล้ว
เขาก็เป็นเช่นเดียวกับวั่นเหลียนซือ ต่างได้รับความช่วยเหลือจากชั่นอ๋องจึงโชคดีหนีรอดจากเคราะห์ภัยที่ถึงแก่ชีวิต ยืดอายุขัยของพวกตนได้ยาวนานขึ้นอีกหน่อย
ชั่นอ๋องเคยตรัสไว้ว่าในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นคนที่สมควรตายไปแล้วก็จำต้องปิดซ่อนฐานะตัวตนหรือเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ ดังนั้นในเวลานี้ศิษย์พี่ใหญ่วั่นเหลียนซือจึงไม่อวดศักดาเผยอำนาจ ส่วนตัวเขาผู้เป็นศิษย์น้องก็เปลี่ยนชื่อเป็นฉินเฮ่อ แล้วสร้างตัวตนขึ้นใหม่
นับแต่นั้นมาวั่นเหลียนซือก็กลายเป็นพ่อบ้านประจำวังอ๋อง ฝ่ายฉินเฮ่อเข้าไปเป็นศิษย์ของหอเทียบเมฆา จากนั้นก็แต่งงานกับบุตรสาวของอดีตประมุขของสำนัก ทำให้เพียงก้าวธรรมดาก็ถึงเมฆาคราม
จากเดิมที่ควรจะตายไปนานแล้วกลับโชคดีมีชีวิตรอดต่อมาได้ นอกจากต้องแฝงชื่อเร้นแซ่หลบซ่อนให้พ้นจากดวงตาสวรรค์เบื้องบนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจห่างร้างว่างเว้นได้ก็คือโลหิตของชั่นอ๋องที่ช่วยต่อชีวิตให้พวกเขา
ทว่าฉินเฮ่อนั้นแตกต่างจากวั่นเหลียนซือ เพราะแท้จริงแล้วเวลานี้เขาเบื่อหน่ายวันเวลาที่ต้องถูกผู้อื่นควบคุมบงการแล้ว
ตอนนี้เขาเป็นถึงประมุขแห่งหอเทียบเมฆา มีภรรยาและบุตรพร้อมหน้า ชื่อเสียงขจรขจาย ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย แม้สุดท้ายจะไม่อาจบรรลุเป็นเซียน แต่ได้มีชีวิตอิสระสุขสบายก็เพียงพอแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ฉินเฮ่อต้องคอยฟังคำสั่งของชั่นอ๋องอยู่เรื่อยไป ครั้นคิดถึงสถานะที่ต้องเป็นคนสองหน้าของตนเองแล้ว เขาก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างทุกข์ระทม
ถึงตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ ดูไปทีละขั้น หวังว่าหลังจากที่ชั่นอ๋องทรงควบคุมนางมารผู้นั้นได้แล้วจะคืนอิสระแก่เขาในเร็ววัน…
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.