บทที่ 55
ฉินเฮ่อคิดได้ดังนี้ก็กดข่มความโกรธไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า กล่าวกับวั่นเหลียนซือด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อครู่ข้าขาดสติเสียกิริยาไป ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
วั่นเหลียนซือเข้าใจศิษย์น้องผู้นี้ของตนเป็นอย่างดี
หากเปรียบเทียบกับตัวเขาที่ต้องมุดหัวเป็นสุนัขรับใช้อยู่ในวังอ๋องเช่นนี้แล้ว ตลอดหลายปีมาฉินเฮ่อก็มีชีวิตประดุจเทพเซียนก็ว่าได้ ดั่งคำที่ว่า ‘พอได้กินเนื้อดีๆ ไม่กี่วันก็ลืมไปว่าตนเองเป็นสุนัขเหมือนกัน’ เมื่อครู่เจ้าศิษย์น้องถึงกับกล้าทำสายตาขึ้งเคียดใส่เขา
ดังนั้นหลังจากวั่นเหลียนซือได้ยินฉินเฮ่อเอ่ยขออภัยก็แค่นเสียงฮึหัวเราะเยาะหยัน “ศิษย์น้อง ข้ารู้สิ่งที่เจ้าคิดอยู่ในใจดี คนเป็นประมุขหอเจ้าสำนักนิกายเช่นเจ้า การไม่ต้องฟังคำสั่งของผู้ใดย่อมอยู่อย่างสุขสบายกว่าเป็นไหนๆ แต่เจ้าอย่าลืมว่าชีวิตนี้ของเจ้า เจ้านายให้เจ้า ‘ยืม’ มาใช้ หากไม่มีพระองค์เจ้าก็ไม่อาจมีชีวิตได้แม้แต่วันเดียว…ในเมื่อไม่มีกิจธุระอะไรแล้วเจ้าก็รีบกลับไปเสียเถิด จำเอาไว้ว่าต้องทำให้ชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวฉาวโฉ่ไปทั่ว เคราะห์ภัยที่นางต้องเผชิญข้ามผ่านจะขาดไปมิได้แม้แต่อย่างเดียว!”
ถ้อยคำที่คนทั้งสองพูดคุยกันเมื่อครู่เข้าหูของชุยเสียวเสี่ยวโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว นางฟังแล้วพาให้รู้สึกอื้ออึงอยู่ในสมอง
ชั่นอ๋องผู้นั้น…รู้เรื่องที่ข้ารับเคราะห์ชะตาถูกมารครอบงำแทนเว่ยเจี๋ยด้วยรึ!
มิหนำซ้ำยังจะกระพือลมโหมไฟ* ให้เรื่องที่จะกลายเป็นมารกลายเป็นเรื่องจริงเสียให้ได้?
ชุยเสียวเสี่ยวสามารถด่าอีกฝ่ายให้ไม่ซ้ำคำออกมาได้หนาพอๆ กับตำราลับของสำนักยันต์คาถาเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
นางมั่นใจขึ้นกว่าเดิมว่าสมุดบันทึกเป็นตายหน้านั้นที่ท่านย่าเว่ยเล่าถึงจะต้องตกอยู่ในมือของชั่นอ๋องเป็นแน่
หน้าสมุดบันทึกเป็นตายนี้ก็เหมือนกับตัวนาง ต่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในภพอดีตสองร้อยปีนี้
ชั่นอ๋องทรงคิดอ่านลึกซึ้งสุดหยั่งถึง หากทรงมีสิ่งนี้อยู่ในมือก็สร้างความปั่นป่วนโกลาหลไปทั่วหล้าได้จริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทรงเก็บหน้าสมุดขาดแหว่งนั้นไว้ที่ใดกัน
ฝ่ายเว่ยเจี๋ยขณะที่ได้ยินว่าคนเหล่านี้สมคบคิดวางแผนกันทำลายชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวเพื่อบีบให้นางกลายเป็นมารแล้ว เขาก็กำหมัดแน่นอยู่เงียบๆ
เขากำลังคิดว่าหากวันใดนางกลายเป็นมารขึ้นมาจริงๆ และกลายเป็นศัตรูของคนทั่วหล้า แล้วตัวเขายังปล่อยมือไม่เหลียวแลนางอีก เช่นนั้นจะมีใครอยู่เคียงข้างคอยปกป้องนางได้เล่า
เว่ยเจี๋ยนึกภาพที่นางนั่งอยู่บนขอบหน้าผาเพียงลำพังคนเดียวขึ้นมา ช่างทับซ้อนกับภาพที่ตัวเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างกลางสายลมราตรีคืนแล้วคืนเล่าเหล่านั้นจริงๆ
เขาคุ้นเคยกับความเหน็บหนาวเช่นนั้นยิ่งนัก แต่ไม่อาจทนเห็นเด็กสาวบอบบางผู้นี้แบกรับไว้ตามลำพังเช่นเดียวกับเขา…
ครั้นคิดถึงความเจ็บปวดรวดร้าวนั้น เขาก็เผลอบีบกระชับมือของชุยเสียวเสี่ยวที่จับจูงอยู่แน่นโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้เขาลืมไปจนหมดสิ้นแล้วว่าตนเองกำลังทำปั้นปึ่งใส่ชุยเสียวเสี่ยวอยู่ ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะหมางเมิน ไม่ทำตัวเป็นยาขี้ผึ้งหนังสุนัขเกาะติดนางอีกต่อไปแล้ว
เขาออกแรงมากเกินไปจนนางรู้สึกเจ็บขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เพราะนางกลัวจะถูกคนจับได้ จึงได้แต่ปล่อยให้เขาบีบมือไปเช่นนั้น
คนทั้งสองกำลังเร้นกายล่องหน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เห็นกันและกัน เพื่อไม่ให้พลัดหลงพวกเขาจึงจับจูงมือกันอยู่ตลอดเวลา…แต่เขาไม่เห็นจะต้องบีบมือแน่นเช่นนี้เลย หรือจงใจจะกลั่นแกล้งกันนะ?
หลังจากวั่นเหลียนซือแอบมาพบศิษย์น้องของตนเรียบร้อยแล้วก็เดินไปยังโถงหน้าอีกครั้ง
ชุยเสียวเสี่ยวและเว่ยเจี๋ยจับจูงมือกันตามไป แต่ไม่กล้าเข้าใกล้อีกฝ่ายมากนัก ดังนั้นจึงรอเวลาชั่วครู่หนึ่งถึงค่อยวกกลับไปที่โถงหน้า
เวลานี้ภายในห้องโถงใหญ่กำลังครึกครื้นคึกคัก จอกชามกลาดเกลื่อนบนโต๊ะสำรับ นางระบำกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าพลิ้วบางร่ายรำภายในงานเลี้ยงรับรอง
อาจเป็นเพราะยาลูกกลอนที่วั่นเหลียนซือใส่ลงในน้ำแกงเม็ดนั้นเริ่มออกฤทธิ์แล้ว รัชทายาทจึงทรงโงนเงนจนชายารองทางด้านข้างยังประคองไม่อยู่ แต่พระองค์ก็ยังทรงร่ำร้องเสียงอู้อี้ว่าจะดื่มสุราอีก
ชั่นอ๋องแย้มสรวลแล้วสั่งให้วั่นเหลียนซือจัดแจงบ่าวรับใช้นำทาง พารัชทายาท บรรดาชายา และนางกำนัลทั้งหลายไปพักผ่อน
ครั้นแขกเหรื่อแยกย้ายไปจนหมด เหลือแต่เพียงกลิ่นสุราและเงาจากแสงของตะเกียง รอยยิ้มบนพระพักตร์ของชั่นอ๋องก็จางหายไปเช่นกัน
ชั่นอ๋องทรงย้อนนึกถึงท่าทางเสเพลที่รัชทายาทประพฤติต่อหน้าพระองค์เมื่อครู่นี้ แววตาก็หม่นขรึมและกระเพื่อมไหวในที
เวลานี้เองวั่นเหลียนซือก็กลับมารายงานผล หลังจากจัดการคณะของรัชทายาทเรียบร้อยแล้ว
เมื่อชั่นอ๋องทรงได้ยินว่ารัชทายาทเสด็จเข้าที่ประทับแล้วก็แค่นเสียงฮึเย็นชาคราหนึ่ง “บิดามันส่งให้มันมาที่นี่เพื่อตรวจตรากำลังพลและพลาธิการของสามดินแดนสำคัญ แต่มันกลับเที่ยวเล่นสนุกสนานตลอดทาง ลืมหน้าที่รับผิดชอบของตนเสียสิ้น ขบวนยอดบุปผาในเมืองนั่นก็เป็นพวกที่มันสั่งให้ขุนนางท้องที่จัดหามาใช่หรือไม่”
วั่นเหลียนซือค้อมศีรษะตอบ “ไม่รู้ว่าผู้ใดทูลต่อเบื้องพระพักตร์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะว่านางขับร้องซือหลิงมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง รัชทายาทจึงรับสั่งให้ขุนนางท้องที่เรียกตัวนางมา แต่ซือหลิงหนีหายไม่รู้ไปทางใดตั้งนานแล้ว ขุนนางพวกนั้นหมายจะประจบสอพลอรัชทายาทจึงได้จัดหายอดบุปผามาในคืนนี้อย่างเอิกเกริก เพียงแต่ตอนนี้รัชทายาททรงเป็นเช่นนี้แล้ว หลายวันหลังจากนี้ก็คงจะลุกไม่ขึ้นเช่นกัน กระหม่อมได้สั่งคนไปไล่ขบวนรถยอดบุปผาเหล่านั้นให้รีบออกจากเมืองไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชั่นอ๋องตรัสเสียงเรียบนิ่ง “ที่เมืองลั่วอี้ประกาศห้ามออกจากเคหสถานยามวิกาลในหลายวันมานี้ก็เพราะเกรงว่าจะมีคนอาศัยความชุลมุนวุ่นวายลักลอบเข้ามา แต่กลับเกือบพังด้วยน้ำมือของเจ้าถุงสุรากระสอบข้าวผู้นี้เสียแล้ว สองวันนี้มีใครรายงานว่าเจอคนน่าสงสัยแอบเข้าเมืองมาบ้างหรือไม่”
วั่นเหลียนซือรีบเอ่ยปลอบว่า “พระองค์วางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตาข่ายยันต์โลหิตของกระหม่อมกางครอบทั่วทั้งเมือง หากมีคนข้ามกำแพงเข้ามาไม่ว่าจะมีพลังตบะสูงสักเพียงใดก็ล้วนถูกยันต์โลหิตทำเครื่องหมายไว้หมด ล้างอย่างไรก็ล้างไม่ออกแน่ ส่วนที่ประตูเมืองก็มีคนตางูคอยเฝ้าดูอยู่ ต่อให้เป็นเทพหรือมารก็ไม่มีทางซ่อนเร้นแฝงตัวได้ ถ้าเป็นผู้อื่นอาจบอกได้ยาก แต่ชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยสองคนนั้นไม่มีวันเล็ดลอดเข้ามาได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจหาหมู่บ้านที่พวกนั้นไปพักอยู่พบแล้ว รอให้พ้นคืนนี้ไปจะส่งคนไปกวาดล้างหมู่บ้านทันที ถึงตอนนั้นสำนักฝ่ายธรรมะทั่วทุกหัวระแหงก็คงจะมาถึงและจับตัวนางมารไปได้พอดี…”
ชั่นอ๋องทรงพยักหน้า ก่อนจะหลับตาลงครุ่นคิด ทว่าไม่ทันเท่าไรด้านนอกก็เกิดเสียงโวยวายดังขึ้นมา
พระองค์ทรงยืนขึ้น ก่อนก้าวออกจากห้องโถงหน้า ทอดพระเนตรมองดวงดาวบนท้องฟ้ากว้างไกล แต่หูกลับได้ยินเสียงเครื่องสายเครื่องเป่าบรรเลงมาจากเรือนที่ประทับของรัชทายาท
เพียงไม่นานก็มีคนเข้ามาทูลชั่นอ๋องว่าแม้รัชทายาทจะทรงเมามายหนัก แต่ยังติดนิสัยต้องมีดนตรีขับกล่อมเข้าบรรทมไม่แปรเปลี่ยน ดังนั้นในลานเรือนที่ประทับจึงมีวงขับร้องบรรเลงเพลงไพเราะคลอไปในยามค่ำคืน
ชุยเสียวเสี่ยวเร้นกายอยู่ในเงามืดลับตา นางมองเห็นใบหน้าที่นับว่ายังเรียบเนียนและสดใสเปล่งปลั่งของชั่นอ๋องได้อย่างชัดเจน แต่จู่ๆ ก็เหมือนท้องทะเลกลายเป็นผืนนา ใบหน้านั้นกลับเผยแววหม่นหมองโรยราไม่เข้ากับอายุของพระองค์เลย
สีหน้าของชั่นอ๋องดูอิดโรยหมองหม่นอย่างบอกไม่ถูก แหงนมองดวงดาวอันพร่างพรายบนฟากฟ้า เนิ่นนานกว่าจะตรัสขึ้นว่า “เดิมทีข้าไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตามาตลอด แต่พอลองมองรัชทายาทแห่งต้าฉีผู้นี้แล้ว…ถ้ามอบแผ่นดินให้อยู่ในมือของคนหยิบโหย่งเช่นนี้จะดำรงสืบต่อไปได้อีกนานเพียงใดกัน”
ขณะที่ชั่นอ๋องตรัสคำพูดนี้ ชุยเสียวเสี่ยวแฝงตัวเร้นกายอยู่ไม่ไกลจากพระองค์พอดีจึงมองเห็นแววตายามกล่าวถึงราชวงศ์สกุลซย่าแห่งต้าฉีได้ชัดถนัดตาว่าทรงแค้นเหล็กที่ไม่เป็นเหล็กกล้า ความอ้างว้างห่างเหินในน้ำเสียงนั้นชวนให้คนฟังรู้สึกสะท้านสะเทือนใจอย่างห้ามไม่อยู่
คนที่ผิดหวังเสียใจและห่วงใยโลกหล้าถึงเพียงนั้น หาใช่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลซย่าเป็นแน่
เดิมทีนางคิดเดาว่าชั่นอ๋องผู้นี้จะต้องแอบอ้างสวมรอยมาแทนแน่ๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าทุกข์ตรมที่ยากจะปิดซ่อนของเขาในตอนนี้แล้วก็ดูไม่เหมือนคนที่จะเป็นตัวปลอมไปได้
ดังนั้นชุยเสียวเสี่ยวจึงจมอยู่ในภวังค์ความคิด…ตกลงแล้วท่านอ๋องผู้นี้เป็นชั่นอ๋องตัวจริงหรือไม่กันแน่ หรือก่อนหน้านี้ข้าจะพิเคราะห์ผิดพลาดไป?
นางนึกถึงเรื่องราวตามรอยทางเดิมขึ้นมาได้ว่าหลังจากชั่นอ๋องถวายอสูรรู้แจ้งแด่จักรพรรดิแล้วกลับนำพาภัยแล้งยิ่งใหญ่มาสู่บ้านเมือง เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วจนทำให้บัลลังก์ของจักรพรรดิสั่นคลอน
แต่ก่อนนางหลงคิดไปว่าชั่นอ๋องทรงหมายปองบัลลังก์กระหายอำนาจจักรพรรดิ แต่ภายหลังก็ทรงเลือกให้โอรสที่ยังเยาว์วัยและเล่าลือกันว่าเป็นโอรสบุญธรรมที่รับจากคนร่วมสกุลเดียวกันให้มาขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน โดยไม่ทรงเป็นจักรพรรดิเอง ผิดวิสัยของผู้มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างยิ่ง
ทว่าชุยเสียวเสี่ยวเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงอำนาจของจักรพรรดิเมื่อครั้งอดีตสองร้อยปีก่อนนั้น อาจเป็นเพราะรัชทายาทองค์นี้ทรงสร้างความไม่พอใจให้ชั่นอ๋องจนท่านอ๋องทรงก่อการครั้งใหญ่ แม้แต่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันและพระโอรสทั้งหลายก็สูญเสียบัลลังก์กันทั้งหมด
ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ กลยุทธ์ของชั่นอ๋องผู้นี้จะเลิศล้ำเพียงใด เจ้าครองเมืองศักดินาอันห่างไกลองค์หนึ่งเช่นเขาถึงสามารถกุมราชวงศ์ทั้งหมดไว้ในกำมือได้…
เมื่อคำนวณดูแล้ว สองร้อยปีให้หลังก็คือเวลาที่ดวงชะตาจักรพรรดิของราชวงศ์สกุลซย่าจะถึงคราวอวสานพอดี เพียงแต่ตอนที่ชุยเสียวเสี่ยวทะลุมิติย้อนเวลากลับมาบ้านเมืองยังคงสงบสุขราบรื่นดีนี่นา…
ทันใดนั้นจู่ๆ เว่ยเจี๋ยก็ดึงตัวนางไปทางเรือนปีกตะวันออก
ครั้นถึงที่เปลี่ยวคนชุยเสียวเสี่ยวก็ถามขึ้นว่า “เจ้าลากข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด”
เว่ยเจี๋ยเอ่ยเสียงเร่งร้อน “เรือนแห่งนี้มีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงเป็นพิเศษ…”
เขาอาศัยอยู่ที่เขาฉีเหล่ามาตั้งแต่เด็ก ติดตามคนสกุลเว่ยไปล่าสัตว์อสูรที่หลบหนีมาจากยมโลกเป็นประจำ จึงสัมผัสรับรู้กลิ่นเลือดของอสูรร้ายจากยมโลกได้ไวยิ่งนัก
ตั้งแต่เข้ามาในวังอ๋องเมื่อครู่เขาก็ได้กลิ่นบางอย่างผิดปกติแล้ว แต่เพราะในวังจุดกำยานอยู่ทั่วทุกหนแห่ง กลบกลิ่นคาวเลือดไปได้ไม่น้อย ทำให้เขาแยกแยะตำแหน่งของกลิ่นได้ไม่ชัดเจน
เวลานี้หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง บรรดาสาวใช้ต่างพากันเก็บกระถางกำยานออก เขาจึงจับกลิ่นเลือดของสัตว์อสูรได้ถนัดถนี่จนสิ้นความสงสัย
กระทั่งทั้งสองคนคลำทางมาถึงเรือนที่ดูเหมือนห้องหนังสือ เว่ยเจี๋ยก็สูดจมูกดมหา ก่อนจะยืนยันมั่นเหมาะว่ากลิ่นมาจากใต้ดินของห้องหนังสือนี้
หากบอกว่าเป็นสวนลับที่เก็บสัตว์ส่วนพระองค์ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะชั่นอ๋องทรงดูเหมือนจะลุ่มหลงในการสะสมสัตว์วิเศษล้ำค่าสัตว์อสูรหายาก
แต่ใต้ห้องหนังสือที่ใช้อ่านตำราเขียนอักษรแห่งนี้กลับมีกลิ่นคาวเลือดของสัตว์อสูรจากยมโลกคละคลุ้ง นี่ออกจะเข้าใจยากเกินไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้นกลิ่นนี้ก็ถูกปิดซ่อนอยู่แค่ชั้นใต้ดิน หากไม่ใช่จมูกสุนัขอย่างเว่ยเจี๋ย คนทั่วไปก็ไม่อาจได้กลิ่น ไม่รู้ว่าชั่นอ๋องกำลังคิดทำการสิ่งใดอยู่กันแน่
เว่ยเจี๋ยกระซิบว่า “สมุดบันทึกเป็นตายเล่มนั้นเป็นของที่มาจากยมโลกจะแปดเปื้อนปราณหยางของโลกมนุษย์มิได้เด็ดขาด ดูท่าทางชั่นอ๋องไม่ใช่คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์อะไรนัก แต่กลับทุ่มเทกำลังทรัพย์ตั้งมากมายซื้อหาสัตว์ประหลาดมหัศจรรย์ชนิดต่างๆ ไว้ บางทีสิ่งที่เขาต้องการก็คือเลือดของสัตว์อสูรเหล่านั้น เอาไว้ใช้หล่อเลี้ยงหน้าสมุดขาดแหว่งก็เป็นได้”
เขากล่าวมีเหตุมีผลยิ่ง นั่นก็หมายความว่าหน้าสมุดขาดแหว่งแผ่นนั้นอยู่ใต้พื้นดินของห้องหนังสือ แต่จะเข้าไปในห้องลับใต้ดินได้อย่างไรเล่า
เว่ยเจี๋ยมองดูชั่นอ๋องเสด็จมาแต่ไกลแล้วเอ่ยว่า “ตามเขาไปย่อมต้องเข้าไปได้แน่”
หลังจากเว่ยเจี๋ยได้ฟังคำพูดที่ไร้ที่มาที่ไปของวั่นเหลียนซือเมื่อครู่นี้ คิ้วของเขาก็พันกันยุ่ง
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนพวกนี้ถึงจ้องโจมตีชุยเสียวเสี่ยวนัก ถึงขนาดสิ้นเปลืองกำลังกายใจจะทำลายเจ้าสำนักเล็กๆ ที่มิได้ร้ายกาจอะไรต่อพวกเขาให้ได้เชียวหรือ
พึงรู้ว่าสำนักที่ชื่อสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานนี้ คนที่บอกได้ว่ามีตัวตนอยู่จริงก็มีแต่ชุยเสียวเสี่ยวคนเดียวเท่านั้น นอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครคนอื่นเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
สำนักนิกายอ่อนหัดที่วันๆ เอาแต่กินๆ ดื่มๆ ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรนิดๆ หน่อยๆ ตามแต่โอกาสเช่นนี้จะไปเป็นอุปสรรคขวางทางใครเขาได้
แต่ชั่นอ๋องกลับให้ความสำคัญกับนางยิ่งนักจนเขารู้สึกเหมือนการฆ่าไก่ด้วยดาบพิฆาตมังกร อ๋องทรราชผู้นี้คิดอ่านกระทำการลึกลับซับซ้อน ที่ทรงทำเช่นนี้จะต้องมีเหตุผลบางอย่างเป็นแน่
เว่ยเจี๋ยรู้แก่ใจดีว่าอาจารย์ของเขาเองก็เหมือนมีความลับมากมายซ่อนอยู่ แต่การจะอ้าปากนางนั้นก็ยากพอๆ กับการแงะฝาหอย หากนางไม่อยากพูด ทำอย่างไรก็ไม่อาจง้างปากเปิดได้
เว่ยเจี๋ยรู้สึกว่าถ้าหน้าสมุดขาดแหว่งเผยความลับของชั่นอ๋องออกมาเมื่อใด ไม่แน่ว่าก็อาจจะเฉลยความเป็นมาเป็นไปของอาจารย์ตัวน้อยผู้นี้ออกมาพร้อมกัน เขาจึงอยากจะหาหน้าสมุดขาดแหว่งนั้นกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด
ชั่นอ๋องทรงก้าวไม่ไวนัก เมื่อรอบข้างปราศจากผู้คนจังหวะก้าวของพระองค์ก็คล้ายจะช้าลงมาก ชุยเสียวเสี่ยวเห็นท่าทางชั่นอ๋องไพล่พระหัตถ์ไว้ด้านหลังขณะเดินไป หากมิได้มองพระพักตร์ก็คงคิดว่าเป็นผู้เฒ่าแก่ชรางกๆ เงิ่นๆ ผู้หนึ่ง
ชั่นอ๋องเสด็จไปเช่นนี้ครู่หนึ่งแล้วพลันหยุดลงตรงหน้าโคมตะเกียงที่แขวนสูงข้างประตูห้องหนังสือ
โคมดวงนี้แตกต่างจากโคมชาววังใหม่เอี่ยมดวงอื่นๆ ในวังอ๋อง ตัวโคมให้สีเหลืองสลัวเหมือนผ่านกาลเวลามายาวนาน หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีลวดลายเส้นสายสีแดงปกคลุมรอบโคมด้วย
ชั่นอ๋องเอื้อมพระหัตถ์ไปปรับความสูงของโคมตะเกียง จากนั้นก็เผลอปรายพระเนตรไปทางด้านหลังแวบหนึ่ง ครั้นแน่พระทัยแล้วว่าไม่มีผู้ใดก็เข้าไปในห้องหนังสือ ก่อนจะเปิดทางลับเข้าไปเพียงลำพัง
จังหวะที่ชุยเสียวเสี่ยวเดินผ่านโคมดวงนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแหงนมองคราหนึ่ง นางตกใจเมื่อพบว่าลวดลายสีแดงบนโคมก็คือ…เส้นโลหิตที่แผ่ยื่นเกาะยึดตัวโคมไว้ และดูเหมือนว่ายังมีเลือดไหลเวียนอยู่ภายใน…
โคมตะเกียงนี้…มีชีวิตอย่างนั้นหรือ
นางไม่ทันได้สังเกตอย่างถี่ถ้วนก็ถูกเว่ยเจี๋ยดึงให้ตามเข้าไปในประตูทางลับ แต่กลับพบว่าด้านในมืดสนิท แม้ชุยเสียวเสี่ยวจะมีสายตาอันน่าทึ่งก็ยังต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาให้คุ้นเคยและค่อยๆ มองเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจน
ทว่าเวลานี้ชั่นอ๋องหายตัวไปไม่เห็นเงาแล้ว เว่ยเจี๋ยและนางได้แต่จับจูงมือกันคลำหาทางในความมืดอยู่พักใหญ่ ถึงค่อยได้ยินเสียงฝีเท้าของชั่นอ๋องอีกครั้ง
ดีที่หลังจากเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าวบนผนังของช่องทางลับก็เริ่มฝังมุกราตรีที่เรืองแสงได้ เมื่อมีโคมตะเกียงดวงหนึ่งส่องแสงผ่านไปก่อนหน้า มุกราตรีก็เปล่งแสงอ่อนละมุนออกมา
ชั่นอ๋องเสด็จอยู่ในอุโมงค์ลับเพียงลำพังองค์เดียว ฝีก้าวมิได้ว่องไวแต่อย่างใด แต่ภายในช่องทางลับไขว้ตัดสลับซับซ้อนซับยิ่ง หากมิได้ติดตามชั่นอ๋องให้ดีคงจะหลงทางอยู่ในอุโมงค์ลับที่เปรียบเสมือนเขาวงกตนี้
แต่ทั้งคู่กลัวว่าจะถูกชั่นอ๋องจับได้จึงคอยรักษาระยะห่างจากพระองค์ไว้ช่วงหนึ่ง
ชุยเสียวเสี่ยวเหลือบตาขึ้นมองแผ่นหลังของคนเบื้องหน้า แม้จะมีเงาร่างและเสื้อผ้าอาภรณ์เหมือนเดิม แต่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างแตกต่างออกไปเล็กน้อย…
ครั้นเดินมาถึงช่องทางที่เล็กแคบช่วงหนึ่ง จู่ๆ ชั่นอ๋องก็ทรงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนแทบกลายเป็นวิ่ง
เว่ยเจี๋ยหรี่ตาลง รู้ตัวว่าอ๋องทรราชคงจะจับสังเกตได้แล้ว เขามือไม้ว่องไว ชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าว รีบพุ่งไปประชิดด้านหลังแล้วบีบพระศอของชั่นอ๋องไว้มั่น “อยู่นิ่งๆ อย่าขยับ!”
เว่ยเจี๋ยเคลื่อนไหวรวดเร็วว่องไว ไม่งุ่มง่ามเงอะงะเลยแม้แต่น้อย ชั่นอ๋องถูกบีบพระศอไว้ แค่คิดจะร้องโวยวายตื่นกลัวก็ยังไม่อาจทำได้
แต่จังหวะที่มือของเว่ยเจี๋ยกุมคอของคนผู้นี้ ใจของเขาก็หล่นวูบลงทันใด!
เพราะสัมผัสของคอนี้ไม่ชอบมาพากล! ความรู้สึกหยาบกร้านเช่นนั้นคือผิวของหน้ากากเนื้อหยาบที่ชาวยุทธ์มักใช้ปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของตนอย่างง่ายๆ
เว่ยเจี๋ยรีบหมุนตัวชั่นอ๋องให้หันมาทันทีแล้วยื่นมือออกไปกระชากออก…บนใบหน้าของคนผู้นี้คือหน้ากากหนังเทียมจริงๆ!
ชุยเสียวเสี่ยวอาศัยแสงจากมุกราตรีในอุโมงค์มืดเพ่งมองดู เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของคนเบื้องหน้าก็รู้ว่าไม่ใช่ชั่นอ๋อง แต่เป็นคนที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกันเท่านั้น มิน่าเล่าเมื่อครู่นี้นางถึงรู้สึกว่าท่าทางการเดินของเขาดูเปลี่ยนไป…
แย่แล้ว พวกข้าถูกหลอกจนได้
ชุยเสียวเสี่ยวร้องขึ้นทันใด “รีบถอยเร็ว!”
น่าเสียดายที่สายเกินไป ชั่วขณะที่ชุยเสียวเสี่ยวเปล่งเสียงเผยร่องรอย ลูกกรงเหล็กอุกกาบาตก็ตกลงมาดักหน้าดักหลังพวกนางไว้โดยพลัน กักขังคนทั้งสามเอาไว้ด้วยกัน
ในตอนที่หล่อลูกกรงเหล็กอุกกาบาตเหล่านี้ขึ้นมาได้ผสมผงกระดูกของมังกรเหล็กเข้าไปเพื่อเสริมความแข็งแกร่งที่ไม่อาจทำลายได้ แม้แต่กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ ถ้าหากผู้ใช้มีปราณแท้ไม่ลึกล้ำกล้าแกร่งพอก็อาจจะฟันไม่ขาด
ทันใดนั้นเองจู่ๆ ชั่นอ๋องตัวปลอมก็มีสีหน้าเจ็บปวดทรมาน เขากุมท้องตนเอง ท่าทางทุรนทุรายเจียนตายพลางร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง “ไม่นะ!”
ชุยเสียวเสี่ยวร้องไม่ได้การในใจ รีบคีบยันต์กางโล่วารีขึ้นครอบร่างของนางกับเว่ยเจี๋ยไว้
ชั่วครู่เดียวท้องของชั่นอ๋องตัวปลอมก็ป่องขึ้นทันตา จากนั้นก็ระเบิดเสียงดังปัง เลือดพิษสาดกระเซ็นใส่ผนังหินและกัดกร่อนเกิดเป็นเสียงฉู่ฉ่า
หากเมื่อครู่พวกนางทั้งสองถูกเลือดของคนผู้นั้นกระเด็นใส่ ผลจะเป็นเช่นไรไม่อยากคาดคิดเลย
ทว่าการที่ชุยเสียวเสี่ยวกางโล่วารีออกมาอย่างกะทันหันทำให้ไม่อาจรวบรวมพลังจิตต่อได้ ร่างของนางจึงปรากฏให้เห็น
เวลานี้เองเสียงหัวเราะก้องกังวานก็ดังมาจากทางเดินในอุโมงค์ลับ “ข้าผู้เป็นอ๋องยังคิดอยู่ว่าผู้ใดกันถึงอาจหาญกล้าบุกเข้ามาในถิ่นของข้า แม่นางชุย เจ้าช่างขวัญกล้าสมเป็นผู้มีวิชาสูงส่งเสียจริง!”
ชั่นอ๋องปรากฏตัวบนทางลับพร้อมกับเสียงหัวเราะร่วน ดวงตาเปี่ยมประกายแรงกล้าจดจ้องอาจารย์และศิษย์แห่งสำนักยันต์คาถาคู่นี้
แม้เว่ยเจี๋ยจะถูกกักขัง แต่ในใจไม่ครั่นคร้ามเลยสักนิด เพียงเหยียดยิ้มมุมปากกล่าวกับชั่นอ๋องว่า “วิธีต้อนรับแขกผู้มาเยือนของชั่นอ๋องช่างใส่ใจถ้วนทั่วถึงเพียงนี้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าทรงค้นพบพวกเราสองคนตั้งแต่เมื่อไร”
ชั่นอ๋องแย้มพระสรวลเล็กน้อยแล้วชี้ไปยังโคมตะเกียงสลัวรางดวงนั้นที่บ่าวรับใช้ข้างกายพระองค์กำลังถืออยู่ “นัยน์ตานาคาแห่งเป่ยเจ๋อมีอยู่ด้วยกันหนึ่งคู่ ดวงหนึ่งอยู่ที่ปากประตูเมือง ส่วนอีกดวงก็อยู่บนโคมนี้ ยันต์เร้นกายของพวกเจ้าทั้งสองร้ายกาจยิ่งนัก แสงโคมธรรมดาคงไม่อาจจับเงาได้ แต่ตอนที่พวกเจ้าผ่านประตูห้องหนังสือเมื่อครู่ก็ถูกโคมนัยน์ตานาคานี้ส่องเห็นเงาเข้าจนได้…”
ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจในทันใด ที่แท้ตอนที่ชั่นอ๋องหยุดอยู่ใต้โคมตะเกียงครู่ใหญ่นั้น เพราะเห็นพวกนางผ่านโคมนัยน์ตานาคาที่มีเส้นเลือดคอยหล่อเลี้ยงนี่เอง
ดูท่าพอชั่นอ๋องทรงพบว่ามีคนน่าสงสัยคิดจะแฝงตัวเข้ามาในห้องหนังสือจึงใช้แผนซ้อนแผน อาศัยตอนที่อยู่ในอุโมงค์ลับจัดแจงให้คนที่โดนเพาะพญาพิษไว้ในท้องมาสวมรอยแทนเพื่อล่อพวกนางมายังที่นี่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็เอ่ยถามให้รู้เรื่องรู้ราว “ท่านอ๋องทรงจับตัวพวกเราไว้ คิดจะจัดการเช่นไรกันแน่”
ชั่นอ๋องพิจารณาบุรุษหล่อเหลาสตรีพริ้มเพราตรงเบื้องพระพักตร์คู่นี้ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงเสียดาย “หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นข้าผู้เป็นอ๋องคงจะยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่นึกเสียดายเพื่อรับยอดอัจฉริยะทั้งคู่มาอยู่ด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่ดวงชะตาของเจ้ากับข้าถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นได้เพียงศัตรูคู่อริเท่านั้น…ชุยเสียวเสี่ยว ตอนนี้เจ้าถูกมารครอบงำจนชื่อเสียงเหม็นโฉ่ขจรขจายไปไกล สำนักนิกายทั้งหลายทั่วสารทิศล้วนต้องการจับตัวเจ้า ข้าผู้เป็นอ๋องไม่อยากเข้าไปแทรกขัดกับสำนักบำเพ็ญเซียน ได้แต่ส่งตัวพวกเจ้าไปให้สำนักฝ่ายธรรมะเหล่านั้น…”
มีแต่การทำให้ชุยเสียวเสี่ยวประสบเคราะห์ภัยที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนผู้คนพากันประณามหยามเหยียดเท่านั้นถึงจะสามารถเร่งเร้ามารในตัวนางให้สำแดงฤทธิ์ที่ร้ายกาจที่สุดออกมาได้ ในเมื่อนางมารับดวงชะตาแทนเว่ยเจี๋ยก็ย่อมต้องได้รับเคราะห์ภัยของเขาไปทั้งหมดเช่นกัน
ชุยเสียวเสี่ยวหัวเราะออกมาครู่หนึ่ง “โคลนสกปรกที่สาดไปทั่วเหล่านั้นเป็นมาเช่นไร ท่านอ๋องน่าจะรู้แก่พระทัยดีที่สุด เหตุใดจะต้องเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ด้วยเล่า อีกอย่างถ้าสำนักฝ่ายธรรมะทั่วหล้ารู้ว่าในมือของพระองค์มีหน้าสมุดขาดแหว่งอยู่แผ่นหนึ่งและทรงวางแผนการอะไรไว้ คิดว่าพวกเขาจะปล่อยพระองค์ไปหรือไม่เพคะ”
ดูเหมือนว่าคืนนี้ชั่นอ๋องจะทรงนึกอยากสนทนาเล่นกับสองคนนี้เป็นพิเศษ พระองค์ประทับลงบนเก้าอี้ที่บ่าวรับใช้ยกมาถวาย น้ำเสียงอารมณ์ดี “พวกเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือ ดูท่าคนสกุลเว่ยจะหมดสิ้นหนทางแล้วถึงได้บอกทุกอย่างกับพวกเจ้าจนหมดเปลือก เพียงแต่หากพวกเจ้าไม่สนใจความเป็นความตายของคนสกุลเว่ย จะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปก็ไม่เป็นไรหรอก”
ชั่นอ๋องทรงรู้ชนักที่ติดหลังสกุลเว่ยอยู่จริงๆ จึงใช้มาบีบคั้นกดดันอย่างไม่กลัวเกรง พระองค์ทรงมั่นใจมากว่าเว่ยเจี๋ยกับชุยเสียวเสี่ยวจะไม่บอกเรื่องสมุดบันทึกเป็นตายแก่สำนักนิกายฝ่ายธรรมะแน่นอน
ส่วนข่าวที่ชุยเสียวเสี่ยวถูกมารครอบงำนั้นเป็นเรื่องจริงดั่งตอกตะปูบนแผ่นไม้ อยู่แล้ว หากปรักปรำความผิดให้นางเพิ่มอีกสักสองสามคดีจะเป็นไรไปเล่า
เว่ยเจี๋ยเดินไปที่ริมลูกกรงแล้วถามอย่างคลางแคลงใจ “พระองค์คอยแต่จ้องใส่ร้ายชุยเสียวเสี่ยว ทรงมีเจตนาอะไรกันแน่ นางถูกมารครอบงำแล้วดีต่อพระองค์อย่างไร”
ชั่นอ๋องเหลือบมองเว่ยเจี๋ยอย่างไม่ใส่พระทัย เวลานี้ดวงชะตาที่เจ้าหนุ่มนี่จะกลายเป็นจอมมารได้ย้ายไปอยู่ที่ตัวชุยเสียวเสี่ยวแล้ว
ดังนั้นสำหรับชั่นอ๋องแล้ว เว่ยเจี๋ยก็เป็นเพียงตัวหมากที่หมดประโยชน์ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าตั้งแต่ปรากฏตัวออกมาเขาไม่เคยปล่อยมือน้อยๆ ของชุยเสียวเสี่ยวเลย อีกทั้งพอย้อนคิดถึงเรื่องที่วั่นเหลียนซือเคยเล่าให้ฟังว่าทั้งสองคนเคยกอดจูบกันในป่าต่อหน้าผู้คนราวกับว่าเป็นคู่รักที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักลึกซึ้ง…
ชายหนุ่มและหญิงสาวมีฐานะเป็นศิษย์และอาจารย์กัน เป็นเรื่องผิดวิสัยวางใจมิได้อยู่แล้ว พวกเขาอยู่ด้วยกันทุกเช้าค่ำเช่นนี้จะไม่เกิดเป็นความรักขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อชั่นอ๋องทรงคิดถึงข้อนี้ พระเนตรก็วาวประกายขึ้นทันใด…ตามหลักแล้วช่วงเวลาที่ชุยเสียวเสี่ยวเผชิญกับเคราะห์ภัยที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี นางก็ควรจะประสบกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียมารดาไปพร้อมกัน และเพราะสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักจึงได้กลายเป็นคนเย็นชาหัวใจตายด้าน
แต่เสียดายที่ก่อนหน้านี้พระองค์เคยให้ฉินเฮ่อเลียบเคียงถามฉินหลิงเซียวได้ความว่าดูเหมือนชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้จะไม่มีญาติพี่น้องที่ใด เป็นเพียงเด็กกำพร้าตัวคนเดียวลำพัง
การจะทำให้เด็กสาวซึ่งไม่รู้ที่มาที่ไปเผชิญกับความเจ็บปวดเสียใจที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชั่นอ๋อง
ทว่าตอนนี้ถ้าชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยแอบรักใคร่ชอบพอกันจนยากจะแยกจากพลัดพรากก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกันแล้วไม่ใช่หรือ
ขอเพียงชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยผูกสมัครรักใคร่กันลึกซึ้ง แล้วให้เว่ยเจี๋ยถูกสังหารตายต่อหน้านางก็เท่ากับได้เผชิญเคราะห์ภัยครั้งที่สี่อย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วกระมัง
ชั่นอ๋องคิดถึงตรงนี้ก็แย้มสรวลอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตรัสถามหยั่งเชิง “เห็นทั้งสองคนผูกพันแน่นแฟ้น คงจะตกล่องปล่องชิ้นเป็นคู่บำเพ็ญเซียนกันแล้วใช่หรือไม่ ช่างน่ายินดี ยินดีด้วยจริงๆ”
ชุยเสียวเสี่ยวก้มมองมือที่จับกันแน่นของตนกับเว่ยเจี๋ยแล้วรีบสะบัดมือออกพลางหลุดหัวเราะแก้เก้อ “จะเป็นไปได้อย่างไร หม่อมฉันกับเขาเป็นแค่อาจารย์และศิษย์กันเท่านั้น พระองค์อย่าตรัสเหลวไหลอะไรเช่นนี้”
เว่ยเจี๋ยเองก็ขมวดคิ้วแววตาเย็นชา ปล่อยให้ชุยเสียวเสี่ยวสะบัดมือออกโดยไม่มีท่าทีต่อต้านแต่อย่างใด ดูไปแล้วก็เหมือนคนเป็นอาจารย์และศิษย์ธรรมดาทั่วไป
ชั่นอ๋องทรงเข้าใจโดยพลัน “ที่แท้ทั้งสองยังมีหน้าต่างกระดาษกั้นกลางอยู่ชั้นหนึ่งไม่เคยเปิดถึงกันเลยสินะ เช่นนั้นจะดีไปได้อย่างไร”
ทันใดนั้นวั่นเหลียนซือซึ่งยืนอยู่ข้างกายชั่นอ๋องก็เข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหู
ชั่นอ๋องทรงขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่าไม่ยี่หระนัก ครั้นแล้วก็ทรงลุกขึ้นยืน ตรัสกับวั่นเหลียนซือด้วยเสียงอ่อนโยน “ท่านผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสองนี้มาเยี่ยมเยือนวังอ๋องทั้งทีก็ต้องต้อนรับแขกให้เหมือนดั่งอยู่บ้านของตน ที่เหลือ…ก็จัดการตามที่เจ้าว่าแล้วกัน…”
ชั่นอ๋องตรัสจบก็ก้าวหายไปอีกปลายทางด้านหนึ่งของอุโมงค์ลับ
วั่นเหลียนซือยิ้มชั่วร้ายขณะมองมายังคนทั้งคู่ที่อยู่ด้านหลังลูกกรงเหล็กอุกกาบาต รอยยิ้มนั้นยิ้มที่ปากแต่ไปไม่ถึงดวงตา “ท่านอ๋องทรงห่วงว่าเจ้าสำนักชุยตัวคนเดียวโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีญาติพี่น้องครอบครัวให้พึ่งพิง โบราณว่า ‘เลือกหาวันไม่สู้เผชิญวัน’* แม้ที่วังอ๋องแห่งนี้จะไม่วิจิตรงดงาม แต่ก็สามารถเตรียมห้องหอเทียนมงคลให้ท่านทั้งสองได้ และข้าก็จะเป็นสักขีพยานให้ พวกท่านจะได้ตบแต่งเป็นสามีภรรยากันในเร็ววัน”
เขาพูดจบก็ยิ้มเย้ยเยาะพลางโบกมือ ฉับพลันนั้นปล้องไผ่เล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนก็ยื่นออกมาจากผนังหินของอุโมงค์ลับ จากนั้นหมอกควันสีชมพูก็พ่นออกมาจากปล้องไผ่เหล่านั้น ปกคลุมไปทั่วทางเดิน ขณะที่วั่นเหลียนซือหัวเราะลั่นพร้อมเดินนำบ่าวรับใช้ออกจากอุโมงค์ไป
ในบรรดาคนประหลาดมหัศจรรย์ที่ชั่นอ๋องทรงเลี้ยงไว้ มีหลายคนที่เพาะพญาพิษเลี้ยงสัตว์ร้าย วั่นเหลียนซือเคยพบเห็นมานักต่อนัก และรู้ว่าพญาพิษที่ดีที่สุดจะต้องสิ้นเปลืองเลือดเนื้อกายใจมากกว่าปกติในการบ่มเพาะหล่อเลี้ยงและต้องอดทนรอคอยให้มันค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นทีละน้อยๆ
แต่ครั้งนี้เจ้านายต้องการเพาะเลี้ยงมารปีศาจให้เป็นจอมมารแห่งยุคที่ผ่านพ้นความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของมนุษย์จนจิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอาฆาตคั่งแค้น
เคราะห์ภัยอันแสนลำบากยากเข็ญของมนุษย์โลกที่ชุยเสียวเสี่ยวต้องข้ามผ่านครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ความทรมานแสนสาหัสทั้งหมดเขาจะเป็นคนทำให้แม่นางน้อยผู้นี้ได้ประสบพบเจอทีละขั้นทีละตอนเอง
ครั้นคิดถึงตรงนี้วั่นเหลียนซือก็หัวเราะดังลั่นขึ้นอีก แล้วเร่งฝีเท้าออกจากทางลับที่มีหมอกควันพิษฟุ้งตลบไปทั่ว
กล่าวถึงคนสองคนซึ่งถูกกักขังอยู่ในกรงเหล็ก เว่ยเจี๋ยเห็นโลกมามากรอบรู้กว้างขวาง เมื่อเห็นควันสีชมพูพุ่งกระจายออกมาก็รู้ทันทีว่าไม่ชอบมาพากลแล้ว
หมอกควันนี้…ใช้ผงที่บดจาก ‘แมลงงุ่นง่าน’ แห่งทะเลสาบหนานเจ๋อนำมาผสมกับกลิ่นชะมดเชียงแล้วจุดไฟให้เกิดควัน
แมลงงุ่นง่านที่ว่านี้มีความหมายตามชื่อของมันคือแมลงชนิดหนึ่งที่ติดสัดงุ่นง่านอยู่ตลอดทุกวี่วัน คนที่นำแมลงชนิดนี้มาปรุงเป็นยาย่อมมุ่งหวังในทางต่ำช้าเสื่อมทราม ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ไม่ว่าจะเด็กน้อยหรือเฒ่าชรา ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็ล้วนสามารถถูกหมอกควันนี้ปลุกกำหนัดให้เกิดความกระสันจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้มิได้สูดดมเข้าไป เพียงแค่ถูกละอองผงของมัน ยาก็ออกฤทธิ์ให้ผลได้เช่นกัน
แม้เว่ยเจี๋ยจะกลั้นหายใจทัน แต่ผิวหนังของเขากลับเปื้อนละอองผงของแมลงนี้อยู่ไม่น้อย
ฝ่ายชุยเสียวเสี่ยวเอง ถึงแม้นางจะสังหรณ์ใจและกางโล่วารีขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็เผลอสูดดมเข้าไปบ้างแล้ว
แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย แต่ผงแมลงงุ่นง่านกลับทำให้นางรู้สึกแขนขาอ่อนแรงลงกะทันหัน ในใจพลันรู้สึกว้าวุ่นสับสน โล่วารีที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พังทลายลงจนไม่อาจต้านทานหมอกควันสีชมพูนั้นได้เลย
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ก.พ. 69
Comments
comments
No tags for this post.