บทที่ 56
ชุยเสียวเสี่ยวฝืนกำลังหยิบใบหญ้าที่สามารถอุดไอพิษได้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตน ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วยัดใส่จมูก
แต่ฤทธิ์ในการมอมเมาตัณหาของหมอกควันนี้ร้ายกาจรุนแรงยิ่งกว่ายันต์เสน่หารัญจวนของสำนักยันต์คาถาของพวกนางเสียอีก
เพียงไม่นานชุยเสียวเสี่ยวก็ร้อนรุ่มจนทนไม่ไหว ยกมือที่สั่นเทาขึ้น คิดจะปลดคลายเสื้อผ้าให้รู้สึกเย็นลงสักหน่อย
หากเปรียบเทียบกับคนทั่วไป พลังสมาธิของนางน่าจะแข็งแกร่งกว่าอยู่บ้าง เพราะนางคือคนที่มีลูกแก้วปีศาจสิงอยู่ในกาย จึงต้องคานพลังควบคุมฤทธิ์มารอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นเมื่อนางหลับตาลงกำหนดลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งรู้สึกว่าตนเองพอจะรับมือได้แล้วก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น จากนั้นก็มองไปทางเว่ยเจี๋ย
สองมือของเว่ยเจี๋ยจับราวลูกกรงแน่น เขาหลับตาปี๋ขมวดคิ้วมุ่น คงจะกำลังพยายามข่มอาการขณะที่ยาออกฤทธิ์เช่นเดียวกับนาง…
ภายในกรงขังมีที่เท่าลูกปืนใหญ่* ความจริงแล้วนางอยู่ใกล้กับเขาเพียงนิดเดียว ใกล้เสียจนนางได้กลิ่นหอมสุราอ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ติดตัวเขา
เมื่อกลิ่นอายอันแสนคุ้นเคยอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบก็เหมือนกลายเป็นกลิ่นที่อันตรายยิ่งกว่าผงแมลงงุ่นง่านผสมชะมดเชียงนั่นเสียอีก
ทว่ากลิ่นอายนี้มิได้สัมผัสดมทางจมูก แต่เพียงแค่เห็นแผ่นหลังกว้างและกล้ามแขนแน่นหนั่นที่จับลูกกรงอยู่ของเขา ชุยเสียวเสี่ยวก็ผุดภาพทรงจำทั้งหมดที่ตนเคยอิงแอบแนบชิดกับเขาขึ้นมาทันที…
แม้ในจมูกจะมีหญ้าเขียวบดสกัดกั้นกลิ่นไว้ก็ไร้ผล ชั่วพริบตานั้นราวกับกระท่อมมุงจากเก่าคร่ำถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟพึ่บเป็นเพลิงโหมขึ้นไปถึงฟ้า
ร่างกายของชุยเสียวเสี่ยวสั่นเทิ้มและเกิดความคิดอยากจะกระโจนโถมทับบุรุษตรงหน้าลงกับพื้น
ส่วนที่ว่าหลังจากโถมเข้าใส่แล้วจะทำอะไรต่อ ความจริงชุยเสียวเสี่ยวเองก็ไม่รู้แน่ชัด เพียงแต่ท่าทางที่คิ้วดกเข้มของบุรุษผู้นี้ขมวดแน่นและขนตายาวหลุบลงเล็กน้อยนั้นช่างมีเสน่ห์เย้ายวนใจเหลือเกิน…
จิตใจของนางในยามนี้เตลิดเปิดเปิงดั่งใจลิงจิตม้า ในบางขณะก็รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก นางไม่อยากให้ตนเองกับเว่ยเจี๋ยถูกขังอยู่ในกรงเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานที่รอผสมพันธุ์ตามแต่มนุษย์จะจัดแจงเตรียมการไว้ให้!
ครั้นคิดถึงสิ่งนี้นางก็รีบปิดปากปิดจมูก เอื้อมมือไปตบหลังเว่ยเจี๋ย คิดจะถามว่าเขามีวิธีใดเอาชนะหมอกเสน่ห์ผงแมลงงุ่นง่านได้หรือไม่
แต่ทันทีที่นางสัมผัสถูกตัวเว่ยเจี๋ย ถึงเพิ่งรู้สึกว่าตัวของเขาร้อนรุ่มมากเพียงใด ลายภาพพยัคฆ์บนร่างกายของเขายังไม่ทันได้ล้างออกดี กล้ามเนื้อที่เกร็งปูดแน่นแข็งประหนึ่งเหล็ก ยิ่งเขาออกแรงทั้งร่างกำยึดราวลูกกรงแน่นก็ยิ่งดูเหมือนสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรงขัง
ชั่วขณะที่มือของชุยเสียวเสี่ยวตบหลังของเขาเบาๆ ช่างดูเหมือนสัตว์บรรพกาลที่หลับใหลอยู่ตนหนึ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยพลัน
เว่ยเจี๋ยหันหน้ามาช้าๆ ภายใต้ปอยผมที่ปรกหน้าคือดวงตาสีม่วงซึ่งวาวประกายปรารถนาอันรุนแรงจนยากจะดับคลายลงได้ ดวงตาคู่นั้นมองมายังเด็กสาวทางด้านหลัง เห็นแววตาของนางกระเพื่อมไหวดุจคลื่นธาราและพวงแก้มแดงซ่านดั่งไฟรุม…
ฉับพลันนั้นบุรุษหนุ่มก็ระเบิดเสียงคำรามก้องขึ้นคราหนึ่งแล้วโถมร่างใส่ชุยเสียวเสี่ยวพาล้มลงกับพื้น นางเม้มริมฝีปากแน่นสนิท แต่ก็ถูกบุรุษผู้นั้นประกบจูบอีกจนได้ มือทั้งสองข้างของนางก็ถูกเขารวบยึดตรึงไว้เหนือศีรษะด้วย
ขนาดเวลาที่ชุยเสียวเสี่ยวต้องต่อสู้กับฤทธิ์มารของลูกแก้วปีศาจในร่างกายตนยังไม่ทรมานเท่าในเวลานี้เลย
สัมผัสร้อนเร่าบนริมฝีปากแผ่ซ่านไปทั่วอย่างรวดเร็ว ขณะที่เปลวไฟร้อนรุ่มในใจก็แผดเผาสติที่หลงเหลืออยู่ ท่ามกลางหมอกควันสีชมพูชุยเสียวเสี่ยวแทบไร้หนทางที่จะต้านทานแรงจู่โจมของบุรุษเหนือร่างต่อไปได้อีก
แขนนางกระหวัดเกี่ยวโน้มคอของชายหนุ่มเอาไว้ แม้สติรู้ตัวที่ยังกระจ่างชัดในใจจะร้องตะโกนลั่นว่าอย่า!
ทว่ายามเมื่อเสียงร่ำร้องแผดกล้าพลุ่งโพล่งออกมาจากปากกลับกลายเป็นเสียงเครือครางดั่งเสียงแมว “อย่า…”
ชุยเสียวเสี่ยวนึกโกรธตนเองที่ไร้กำลังสามารถ หยดน้ำตาหลั่งรินลงมาจากสองตาที่ปิดแน่นอย่างห้ามไม่อยู่
หยาดน้ำตาไหลชุ่มเปื้อนใบหน้าของเว่ยเจี๋ยทำให้เขาพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะของตนเองกลับคืนมาและยังทำให้เขานึกขึ้นได้ว่านางมิได้ชมชอบเขา…
น้ำตาเย็นเยียบทำให้เว่ยเจี๋ยที่เกือบสูญเสียสติรู้ตัวหยุดการกระทำได้ในที่สุด
เขาใคร่ครวญอย่างหนัก…ถ้าตอนนี้ปล่อยใจทำตามปรารถนา เกรงว่าชุยเสียวเสี่ยวคงจะเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ…
จะว่าไปแล้วถึงแม้ข้าจะอยากร่วมอภิรมย์กับนางจริงๆ แต่จำเป็นต้องพึ่งเจ้ายาชั่วร้ายอะไรนี่ด้วยหรือ
เขากัดลิ้นตนเองแรงๆ ใช้ความเจ็บปวดข่มไฟปรารถนาที่ลุกโหมในใจลง ทันใดนั้นเขาก็แผดเสียงคำรามก้องขึ้นอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ชักกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ที่ชุยเสียวเสี่ยวทับอยู่ออกมาและกรีดคมกระบี่ขวับลงบนฝ่ามือตนเอง
เมื่อกระบี่ทัณฑ์สวรรค์กรีดผ่านส่วนใดก็ล้วนเจ็บปวดทรมานปานประหนึ่งโดนไฟแผดเผา แต่ก็ทำให้เว่ยเจี๋ยดึงสติกลับมาได้โดยสมบูรณ์
เวลานี้เองเว่ยเจี๋ยเปลี่ยนมาใช้มือข้างที่มีเลือดหยาดหยดกุมกระชับกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ไว้แน่น แล้วดึงพลังของโอสถทองภายใน รวบรวมปราณแท้ทั้งหมดมาไว้บนตัวกระบี่ที่เกรอะกรังสนิมเขรอะเล่มนี้
เว่ยเจี๋ยคือยอดอัจฉริยะแห่งการฝึกบำเพ็ญเซียนโดยกำเนิด ผู้มีธาตุเซียนเช่นนี้ต่อให้เป็นพันปีก็ยากจะพบเจอสักคนหนึ่ง ยิ่งได้น้ำพุวิเศษของเผ่าจิ้งจอกเสริมอิทธิฤทธิ์เข้าไปยิ่งทำให้เขาผนึกโอสถทองภายในได้รวดเร็ว แม้เขาจะมิได้กลายเป็นจอมมารเหมือนอย่างรอยทางเดิมในชาติภพก่อน แต่โอกาสวาสนาของเขาก็ช่างชวนให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายรู้สึกอิจฉาตาร้อนเหลือเกิน
เพียงแต่เขาผู้นี้มีนิสัยเรื่อยเฉื่อย ยามปกติก็ใช้พลังปราณเพียงแค่สามส่วนเพิ่มพูนพลังตบะ ส่วนเวลาที่เหลือก็คอยแต่ยั่วเย้าแกล้งอาจารย์ของตนไปวันๆ เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้แม้เขาจะผนึกโอสถทองภายในได้ตั้งนานแล้ว แต่ก็มิได้มานะพยายามจะก้าวขึ้นอีกขั้นดังเช่นผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ที่บากบั่นพากเพียรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทว่าในยามนี้เขากับชุยเสียวเสี่ยวถูกขังอยู่ในอุโมงค์ลับซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเสน่ห์นี้ไว้ด้วยกัน แล้วก็ถูกหมอกเสน่ห์ปลุกเร้าจนแทบขาดสติอยู่แล้ว
เว่ยเจี๋ยเป็นคนหนุ่มพลังเยอะอารมณ์พลุ่งพล่านได้ง่าย ทั้งยังมีสาวงามที่เขาหมายปองอยู่ตรงหน้านี้อีก จะให้เขาอดทนข่มกลั้นอยู่ได้อย่างไรเล่า
ถ้าแหกกรงออกไปมิได้เขาคงจะพลาดพลั้งก่อเรื่องที่ทำร้ายทำลายชุยเสียวเสี่ยวเป็นแน่
ช่วงเวลานี้ทรมานยิ่งกว่าถูกมารครอบงำเสียอีก ทว่าในยามคับขันประหนึ่งถอยร่นจนสุดปากเหวเช่นนี้กลับเป็นแรงกระตุ้นเร้าให้รุดหน้า
พลังที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวทั้งหมดของเว่ยเจี๋ยแผ่คลุมห้อมล้อมจิตปรารถนาที่ยากจะควบคุม ซ้ำยังมีความเจ็บปวดแสบร้อนตรงแผลกลางฝ่ามือคอยปลุกจี้ให้ตื่นพล่าน
กอปรกับมีกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกลิขิตให้เป็นของเขามาแต่เดิม พลังแห่งโอสถทองภายในก็ผนึกรวมไว้ที่ปลายกระบี่ ครั้นแล้วตัวกระบี่เหล็กทั้งเล่มก็เหมือนถูกเลี่ยมหุ้มด้วยทองคำอีกชั้นหนึ่ง
เว่ยเจี๋ยตวัดกระบี่ฟันฉับ บริเวณใดก็ตามที่ประกายกระบี่พาดผ่านพลันเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว ลูกกรงซึ่งหล่อด้วยเหล็กอุกกาบาตและผสมผงมังกรเหล็กอย่างพิถีพิถันก็ขาดออกทันใด!
เมื่ออากาศบริสุทธิ์สายหนึ่งถ่ายเทเข้ามาในอุโมงค์ลับที่เกิดรอยปริแยก หมอกควันสีชมพูหนาก็เจือจางเบาบางลงไปมาก
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าอาการอ่อนระโหยโรมแรงบรรเทาเบาบางลงไปไม่น้อยด้วยเช่นกัน ในที่สุดก็พอมีแรงตะกายลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง
แต่ชั่วขณะที่เว่ยเจี๋ยฟาดฟันกระบี่เมื่อครู่นั้น ท่วงท่าช่างดุดันปานประหนึ่งเทพโบราณ จังหวะที่ผมยาวสยายพลิ้วพัด คิ้วคมดุจเรียวกระบี่และดวงตาสีม่วงเผยแววสุขุมเยือกเย็นเช่นเดียวกับท่าทางพาให้หัวใจนางไหวสั่นสะท้านขึ้นอีกครั้งจริงๆ
ชุยเสียวเสี่ยวเริ่มฝึกบำเพ็ญเซียนล่าช้าเกินไป แม้จะได้รับโอกาสวาสนามหัศจรรย์หลายครั้งหลายครา แต่กลับไม่อาจเทียบได้กับผู้ที่ฝึกบำเพ็ญมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเหล่านั้น
ยิ่งในเวลานี้ท่าทางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงของนางยิ่งเผยถึงพื้นฐานอันตื้นเขิน เรียกได้ว่าเมื่อโดนผงแมลงนี้ออกฤทธิ์เล่นงานก็สูญสิ้นพลังสมาธิไปไม่เหลือหลอ
ทันทีที่นางยืนขึ้น มองดูการเคลื่อนไหวอันเย้ายวนใจของเว่ยเจี๋ย อีกทั้งเห็นแผ่นหลังกว้างใหญ่ นางก็อดใจไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปเกาะตัวศิษย์ผู้หล่อเหลาและแนบแก้มถูไถกับแผ่นหลังนั้น
อาจารย์หญิงออดอ้อนน่าเอ็นดูราวกับแมวเหมียวตัวหนึ่ง หากเป็นยามปกติบุรุษเช่นเขาคงไม่อาจทานทนไหว แต่ยามนี้สถานการณ์วิกฤตหนักหนาสาหัส ย่อมไม่เหมาะจะพะเน้าพะนอเอาใจผู้เป็นอาจารย์ได้
ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เว่ยเจี๋ยกัดฟันแหงนหน้าขึ้นสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มลงประทับจุมพิตบนริมฝีปากผลอิงของชุยเสียวเสี่ยวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบาว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน รอให้ออกไปได้ก่อน ข้าจะสนองให้เจ้า…” จากนั้นก็ฉุดพานางวิ่งออกไป
ชุยเสียวเสี่ยวถูกลมเย็นโชยปะทะเข้าหน้าก็รู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่นางยังเรียกสติกลับมาไม่ครบถ้วน…เว่ยเจี๋ยบอกว่าจะสนองให้ข้า? เขาจะสนองสิ่งใดให้ข้ากันเล่า
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)
Comments
comments
No tags for this post.