บทที่ 95
ผู้ดูแลผู้นั้นเมื่อเห็นเหล่าบุรุษสตรีที่มีรูปโฉมโดดเด่นไม่ธรรมดาย่อมยินดีปรีดาจนออกนอกหน้า
ผู้ดูแลรีบเรียกชาวบ้านต่างถิ่นที่จ้างมาต่างหากสองสามคนให้ลงเรือ แล้วเริ่มกางใบเรือเตรียมตัวออกเดินทางราวกับกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ
เมื่อลงเรือแล้ว ในที่สุดพวกชุยเสียวเสี่ยวก็ได้พบกับเจ้าของเรือเสียที
เจ้าของเรือผู้นี้อายุประมาณสามสิบกว่าปี ดูแล้วท่าทางเหมือนพวกพ่อค้าจริงๆ เพียงแต่บ่าวรับใช้ข้างกายสองสามคนมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุดัน ร่างกายเผยกลิ่นอายเฉกเช่นชาวยุทธภพ ดูไม่เหมือนบ่าวไพร่ของพ่อค้าทั่วไป
เมื่อใบเรือถูกชักขึ้น ชุยเสียวเสี่ยวก็ทอดสายตามองออกไป พบว่าเบื้องหลังของนางมีเรืออีกลำแล่นตามมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
สายตาของนางดีเกินไปจึงมองเห็นพ่อลูกสกุลฉินแห่งหอเทียบเมฆาได้ในทันที
เมื่อนางกระซิบบอกเว่ยเจี๋ย หน้าตาอันหล่อเหลาของเว่ยเจี๋ยก็พลันบึ้งตึง “พวกชาติสุนัข! ไม่กล้าเผชิญหน้าเข้ามาใช้ไม้แข็ง เอาแต่คอยติดตามราวกับหางสุนัข สำนักใหญ่ทั้งสี่ตกต่ำกันหมดแล้ว…สำนักพรรค์นี้น่ะหรือที่จะได้เป็นสำนักกระบี่อันดับหนึ่งของใต้หล้าในอีกสองร้อยปีให้หลัง พวกเจ้าสองร้อยปีหลังจากนี้ไม่มีคนเก่งกล้าสามารถแล้วหรือไร”
บัดนี้ชุยเสียวเสี่ยวเชี่ยวชาญการปลอบใจจอมมารที่กำลังเกรี้ยวกราดแล้ว นางรีบเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ “มิใช่เป็นเพราะเจ้านี่ขโมยพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าไปหรือ หากไม่ใช่เพราะมีตบะของเจ้าเป็นรากฐาน เขาจะช่วงชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งในใต้หล้าไปได้อย่างไร”
คำป้อยอนี้ตรงใจพอดี สีหน้าของเว่ยเจี๋ยคลายลงเล็กน้อย ทว่าเมื่อคิดถึงว่าเจ้าคนผู้นี้ขโมยตบะบำเพ็ญเพียรของเขาไป แล้วยังมีหน้ามาขอชุยเสียวเสี่ยวแต่งงานอีก เว่ยเจี๋ยพลันรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายขึ้นมาทันใด
หากมิใช่เพราะเขารับปากกับชุยเสียวเสี่ยวแล้วว่าจะควบคุมฤทธิ์มารเอาไว้ ไม่เอะอะก็เข่นฆ่าสังหารใครล่ะก็ เวลานี้เขาคงได้กระโดดไปที่เรือของฉินหลิงเซียว แล้วลงไม้ลงมือใส่เจ้าศิษย์อกตัญญูต่ออาจารย์นั่นให้ตายเสีย!
ชุยเสียวเสี่ยวเองก็รู้สึกว่าการที่ให้คนเช่นนี้ติดตามมาเป็นเรื่องเลวร้ายเกินไป ดังนั้นนางจึงร่ายวิชาเรียกลม ไม่นานก็มีสายลมกรรโชกพัดอยู่กลางอากาศ พัดใบเรือของพวกเขาเสียงดังพึ่บพั่บ เรือแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ทิ้งห่างเรือของสองพ่อลูกสกุลฉินไปไกล
เหล่าชายฉกรรจ์ร่างกำยำบนเรือที่ในตอนแรกร้องเอะอะให้ถังโหย่วซู่และคนของเผ่าจิ้งจอกมาช่วยกันดึงใบเรือและพายเรือพลันพบว่ามีสายลมกรรโชกพัดมา เรือลำนี้ประหนึ่งว่ามีคนกำลังผลักให้แล่นไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาต่างงุนงง คิดว่าวันนี้เดินเรือได้ราบรื่นยิ่งนัก ช่วงเวลาต่อจากนั้นสายลมก็ช่างรู้ความเสียเหลือเกิน คอยแต่จะพัดพาพวกเขามุ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา
เหล่าชายฉกรรจ์เห็นดังนั้นก็ไม่กังวลเรื่องการเดินเรืออีกต่อไป ต่างหันกลับมา แล้วเริ่มเข้ามาตีสนิทแม่นางน้อยทั้งสองที่ลงเรือมา
ทว่าอวี๋หลิงเอ๋อร์และเผ่าจิ้งจอกตนอื่นต่างกำลังทนทรมาน เผ่าจิ้งจอกอาศัยอยู่กลางป่าเขา ไม่เคยลงเรือออกทะเลมาก่อน เมื่อเรืออยู่ท่ามกลางคลื่นลมก็โยกไกวจนเผ่าจิ้งจอกวิงเวียนศีรษะ ผลก็คืออวี๋หลิงเอ๋อร์และเผ่าจิ้งจอกทั้งหมดเริ่มกระโดดขึ้นไปบนกราบเรือแล้วอาเจียนพุ่งใส่ทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นสูง
เมื่อเจ้าของเรือแซ่จย่าผู้นั้นเห็นเข้าก็เพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา เอ่ยกับผู้ดูแลที่อยู่ข้างกายเสียงเบาว่า “คนพวกนี้ทั้งที่ท่าทางดูกำยำล่ำสัน กลับทำงานไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้ แต่เพื่อความเรียบร้อย ประเดี๋ยววางยาสลบใส่ในอาหารของพวกเขาเสีย จะได้ไม่ต้องทรมานจนอิดโรย รอให้ไปถึงแล้วก็โยนพวกเขาเอาไว้บนเกาะพอ”
แม้อวี๋หลิงเอ๋อร์จะกำลังอาเจียน ทว่าใบหูจิ้งจอกตั้งตรง นางได้ยินคำพูดของเจ้าของเรือในทันที
ดูท่าคุณชายถังจะกล่าวเอาไว้ไม่ผิด เรือลำนี้เป็นเรือคนชั่ว!
ส่วนผู้ดูแลเมื่อได้ฟังคำสั่งเจ้าของเรือแล้วก็เหลือบแลสายตาไปทางชุยเสียวเสี่ยวและอวี๋หลิงเอ๋อร์ผู้เป็นแม่นางน้อยวัยขบเผาะ แล้วหันไปออกคำสั่งกับชายฉกรรจ์ด้านหลังสองสามประโยค
หญิงสาวที่ดีถึงเพียงนี้ไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก วันนี้กลับมาให้พบเห็นถึงสองนาง ผิวพรรณหญิงสาวที่เปล่งปลั่งราวกับคั้นแล้วจะมีน้ำไหลออกมาเช่นนี้ หากไม่ชื่นชมดีๆ จะไม่เสียทีที่ลงเรือของพวกเขามาหรือ
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นอาเจียนกันจนหมดไส้หมดพุงก็รู้ว่าเป็นพวกไม่เอาไหน ดังนั้นผู้ดูแลก็แทบทนรอไม่ไหวที่จะวางยาสลบในอาหารของพวกเขา เตรียมที่จะพาชุยเสียวเสี่ยวมาที่ห้องของเขาเสียก่อน
การเล่นกับสตรีนั้นย่อมต้องกระทำตอนมีสติแจ่มชัดสิถึงจะสนุก! ชายฉกรรจ์ที่เจ้าของเรือจ้างมาเหล่านี้ล้วนเป็นพวกโจรป่าทั้งสิ้น แต่ละคนโฉดชั่วฆ่าคนปล้นชิง ถือโอกาสในขณะที่ยังไม่ถึงที่หมายหาเรื่องสนุกทำสักหน่อย ทุกคนจะได้ชุ่มชื่นหัวใจกันบ้าง…
ดังนั้นหลังจากที่ผู้ดูแลและชายฉกรรจ์หยาบกระด้างเหล่านั้นกระซิบกระซาบกันแล้วก็มานั่งกล่าวกับชุยเสียวเสี่ยวและอวี๋หลิงเอ๋อร์ว่า “แม่นางทั้งสองจะไปพักผ่อนที่ห้องของผู้ดูแลสักหน่อยหรือไม่ เตียงที่ห้องของเขาทั้งใหญ่ทั้งนุ่ม พูดคุยกับพวกเรา ทำเรื่องสนุกๆ กัน รับรองว่าจะดึงความสนใจจนไม่เมาเรืออีกเลย!”
ยามที่พวกเขากล่าวเช่นนี้ สีหน้าก็เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเขามาหาแม่นางสองคนนี้เพราะคิดมิดีมิร้ายอย่างแน่นอน
ยังไม่ทันที่เว่ยเจี๋ยจะลงมือด้วยความโมโหโทโส อวี๋หลิงเอ๋อร์ที่เพิ่งรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้นก็ชิงกล่าวว่า “พวกเขากล่าวมีเหตุผล หากข้ายังไม่หาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจอีก แม้แต่น้ำดีก็จะอาเจียนออกมาด้วยแล้ว! ไม่ได้การ พวกเราไปที่ห้องนั้นกันก่อนเถิด!”
เมื่อกล่าวจบไม่ต้องให้ใครมาฉุดดึง นางก็ยกชายกระโปรงแล้วรีบร้อนไปที่ห้องของผู้ดูแลทันที
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นไม่เคยเห็นสตรีที่เป็นฝ่ายมอบกายให้เช่นนี้มาก่อนจึงพากันหัวเราะโห่ร้องด้วยความดีใจ ไม่สนใจจะฉุดดึงชุยเสียวเสี่ยว และพากันไปมุงดูโฉมสะคราญที่หน้าประตูห้องของผู้ดูแล
ทว่าทันใดนั้นเองภายในห้องของผู้ดูแลก็มีเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสะพรึงกลัวดังออกมา
หลังจากนั้นก็เห็นผู้ดูแลร่างอ้วนที่ยังไม่ทันได้ถกกางเกงขึ้นตื่นตกใจจนตาเหลือก ร้องเสียงดังว่า “ปี…ปีศาจ! มีปีศาจ!”
จากนั้นก็เห็นจิ้งจอกขาวราวหิมะสามหางกระโดดพรวดออกมาจากภายในห้อง
เนื่องจากเคยมีศิลาวิเศษสิงร่าง สองหางของอวี๋หลิงเอ๋อร์จึงกลายเป็นสามหาง รูปร่างใหญ่โตกว่าแต่ก่อนมาก ยามแยกเขี้ยวยิงฟันก็ทำให้ชายฉกรรจ์เหล่านั้นขวัญหนีดีฝ่อในทันที
ในเวลานี้เองเจ้าของเรือแซ่จย่าที่ออกมาเพราะได้ยินเสียงก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ลนลานร้องเสียงดังว่า “ยังไม่รีบไปหยิบดาบอีก ฟันเจ้าเดรัจฉานนี่เสีย!”
เมื่อชายฉกรรจ์เหล่านั้นถูกตวาดใส่ก็ได้สติกลับมา รีบชักดาบแล้วพุ่งเข้าหาจิ้งจอกขาวสามหางตัวนั้น
น่าเสียดายที่ในสายตาของจ้าวจิ้งจอกตนใหม่นั้น คนเหล่านี้ยังไม่มากพอให้ยาไส้
ยามที่สัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นขึ้น ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจากการเมาเรือก็ลดทอนหายไปกว่าครึ่ง เมื่อปีศาจจิ้งจอกสามหางหอน “วู้ว” ออกมาก็ตะปบไปบนใบหน้าและทรวงอกของชายฉกรรจ์เหล่านั้นอย่างดุร้าย จนคนเหล่านั้นเลือดตกยางออก ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ส่วนจิ้งจอกขาวกลับเลียโลหิตที่ติดอยู่บนอุ้งเท้าด้วยความพึงพอใจ พลันร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี “ตายแล้ว ที่แท้โลหิตมนุษย์ก็มีสรรพคุณหยุดอาเจียนได้ด้วย ทุกคนมาลองกันเร็วเข้า!”
จากนั้นผู้ดูแลผู้นั้นและเหล่าชายฉกรรจ์ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ มองเหล่าบุรุษที่พากันอาเจียนจนโงหัวไม่ขึ้น กลายร่างเป็นจิ้งจอกหลากสีสัน พากันกรูเข้ามาหาพวกเขาอย่างดุร้าย!
มารดามันเถอะ! ครั้งนี้พวกเขาจ้างตัวอะไรลงเรือมาด้วยล่ะนี่
คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ปล่อยมือจากใบพายก็ถูกเหล่าจิ้งจอกตัวใหญ่ขย้ำฉีกทึ้งจนโลหิตและเนื้อหนังเละเทะ
ชุยเสียวเสี่ยวนั่งสบายๆ อยู่บนหีบที่วางอยู่บนกราบเรือ ส่วนเว่ยเจี๋ยนั่งอยู่ข้างกายนางด้วยสีหน้าหงุดหงิด เขาดึงผ้าคลุมกันลมผืนหนึ่งขึ้นมาคลุมบนศีรษะของนาง ป้องกันลมทะเลและแสงอาทิตย์แยงตา
ชุยเสียวเสี่ยวมองดูเรื่องสนุกที่เผ่าจิ้งจอกไล่กัดคนพลางรับสุราร้อนที่ถังโหย่วซู่ยกมาให้นางอย่างผ่อนคลาย ยกขาข้างหนึ่งวางบนหีบไม้ เส้นผมยาวพลิ้วไปตามสายลม ท่าทางราวกับเจ้าแม่นาวา
เมื่อเห็นเจ้าของเรือแซ่จย่าที่เป็นชายวัยฉกรรจ์ถูกจิ้งจอกสีดำตัวหนึ่งฉุดกระชากมา นางก็เอ่ยเสียงเนิบช้าว่า “เจ้าเลือกเอาว่าจะบอกจุดประสงค์ของเรือนี้แต่โดยดี หรือจะกลับไปเป็นอาหารให้จิ้งจอกต่อ”
เจ้าของเรือแซ่จย่าถูกกัดจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้าอาบด้วยโลหิต ตกใจร้องไห้น้ำตาไหล “เจ้าแม่โปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าพูดแล้ว ข้ายอมพูดแล้วขอรับ”
ที่แท้เจ้าของเรือแซ่จย่าก็เป็นพ่อค้าที่ซื้อขายเครื่องกระเบื้องจริงๆ
ครั้งหนึ่งมีสหายที่ไม่ได้พบกันนานเชิญให้ไปเดินเรือเที่ยวเล่น และพบกับเกาะแห่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ
เกาะแห่งนั้นเป็นดั่งแดนฝันสุขาวดี มีศาลาหอสูงหลากหลายละลานตา แล้วยังมีทาสหญิงงามคอยขับกล่อมอยู่บนหอสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบ่อนพนันอยู่แห่งหนึ่งเพื่อให้คนที่ไปถึงเกาะนั้นได้สนุกสนานผ่อนคลาย
ในตอนแรกเขาเพียงแต่มองดูสหายผู้นั้นและคนอื่นๆ เที่ยวเล่นกัน แต่แล้วก็ดูจนติดพนันขึ้นมา และเข้าร่วมความครึกครื้นด้วยเช่นกัน
ในตาแรกๆ เขามือขึ้นเป็นอย่างมาก จับได้ไพ่ดีไปเสียทุกตา เพียงค่ำคืนเดียวเงินที่ได้มาก็มากกว่าเงินที่ขายเครื่องกระเบื้องมาทั้งปีเสียอีก
คราวนี้ยิ่งทำให้เขาติดพนันหนักขึ้น
ทว่าสายลมก็เปลี่ยนทิศ หลังจากหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเขาก็ไม่มีดวงอีกต่อไป ทำอย่างไรก็ไม่ได้ไพ่ดีๆ เสียที เมื่อเป็นเช่นนี้เขาไม่เพียงค่อยๆ สูญเสียเงินที่เพิ่งหามาได้ไปจนหมด แม้แต่เงินทุนทำการค้าของเขาก็พลอยสูญสิ้นไปด้วย
เมื่อใดที่ติด ‘พนัน’ เข้าแล้วก็มักจะทำให้คนคลุ้มคลั่งและเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าตนเองจะสามารถแผ้วถางอุปสรรคที่มาขวางกั้นโชคลาภ แล้วดึงเงินทุนกลับคืนมาได้
เมื่อไม่มีเงินเขาก็นำป้ายหยกและแหวนทองของตนเองมาจำนำ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงแพ้พนันอยู่วันยังค่ำ
เมื่อหมดหนทางเจ้าของบ่อนก็เสนอว่า ‘หากไม่มีเงินทองก็สามารถเอาชีวิตมาพนันได้’
ในตอนนั้นเหล่านักพนันที่นั่งอยู่ต่างตกตะลึงพรึงเพริด คิดว่าการพนันด้วยชีวิตหมายความว่าหากแพ้ก็ต้องปลิดชีพตนเอง
คิดไม่ถึงว่าเจ้าของบ่อนจะหัวเราะคิกคัก กล่าวว่า ‘ชีวิตคนเรายาวสั้นไม่เท่ากัน บางคนมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ถึงเก้าสิบปี บางคนก็อายุยืนอยู่ได้เป็นร้อยปี ทว่าหากมีชีวิตอยู่นานจนเกินไป วันเวลาที่สามารถเสพสุขได้จริงๆ นั้นกลับมีเพียงไม่กี่สิบปี หากจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากแร้นแค้นแล้ว มิสู้ใช้อายุขัยที่ต้องอยู่ต่อไปอย่างเสียเปล่ามาแลกกับความเจริญรุ่งเรืองในเวลานี้เสียดีกว่า ทุกท่านเพียงแค่เขียนลงบนกระดาษว่าจะจำนำอายุขัยก็จะแลกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเล่นพนันจำนวนไม่น้อยได้ก้อนหนึ่ง’
ในตอนนั้นเมื่อนักพนันเหล่านั้นได้ฟังก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล จำนำอายุขัยอะไรกัน ของพรรค์นั้นเขียนลงบนกระดาษก็สามารถนำมาจำนำได้แล้วหรือ เสียเวลาตั้งใจฟังจริงๆ!
แต่ในเมื่อมีคนยินดีจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ มีหรือที่พวกเขาจะไม่รับ
เจ้าของบ่อนถึงขั้นใจดีนำกระดาษที่มีรายชื่อและอายุขัยของพวกเขาเขียนอยู่เต็มหน้ากระดาษออกมาให้พวกเขาเขียนอายุขัยของตนเองลงไป
นักพนันร่างผอมหนึ่งในนั้นเห็นว่าที่ชื่อของตนเขียนเอาไว้เพียงสามสิบปีก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง กล่าวว่าปีนี้ตนเองอายุยี่สิบเก้าปีแล้ว ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัยเบียดเบียน แล้วจะมาตายจากไปเร็วเช่นนั้นได้อย่างไร
เขาไม่เชื่อหรอก แต่ก็อยากจะยืมเงินให้มากสักหน่อย จึงใช้อายุขัยที่เหลือเพียงหนึ่งปีจำนำเอาไว้ทั้งหมด ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้เห็นเป็นจริงเป็นจังสักเท่าใด จึงจำนำอายุขัยของตนเท่าที่จะมากได้ใช้แลกกับเงินทุน
ส่วนเจ้าของเรือลำนี้ก็ไม่เชื่อเรื่องเหลือเชื่อนี้เช่นกัน เขาเห็นว่าตนเองมีอายุขัยเจ็ดสิบปี ส่วนตนเองอายุยังไม่ถึงสามสิบปี ดังนั้นจึงตกปากรับคำจำนำอายุขัยไปยี่สิบปีทันที
ผลก็คือพวกเขาได้รับเงินก้อนใหญ่จริงๆ ส่วนนักพนันร่างผอมผู้นั้นก็ใช้เงินก้อนนี้ชนะพนันได้ตาหนึ่งและได้เงินทุนคืนกลับมาทันที
แต่แล้วในขณะที่เขากำลังหัวเราะร่ารับเงินอยู่นั่นเอง จู่ๆ สองตาก็เหลือกขึ้น ก่อนล้มตึงลงไปกับพื้นหมดลมหายใจไปเสียอย่างนั้น คราวนี้คนอื่นๆ ที่เหลือต่างนิ่งอึ้ง ตอนนี้พวกเขาถึงเพิ่งจะรู้ว่าอายุขัยที่เขียนจำนำอยู่บนกระดาษนั้นมีผลจริง
บางคนที่จำนำอายุขัยไปเป็นจำนวนมากก็ตกใจจนไม่กล้าเล่นพนันอีก เอาแต่โวยวายจะขอคืนเงิน ทว่าเจ้าของบ่อนกลับกล่าวว่า ‘อายุขัยที่จำนำไว้ไม่อาจแลกคืนกลับไปได้ ในเมื่อพวกเขาใช้อายุขัยจำนำมาแล้ว เช่นนั้นก็ใช้ช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตให้สุขสมอารมณ์หมายเสียจะดีกว่า’
ในขณะนั้นทุกคนล้วนกำลังเอะอะโกลาหล ทว่าเพียงพริบตาเดียวเกาะทั้งเกาะก็หายวับไป พวกเขาตกลงไปในน้ำ มีเสียงดังมาจากขอบฟ้า กล่าวว่า ‘หากพวกท่านต้องการอายุขัยคืน เช่นนั้นก็ให้นำชีวิตของผู้อื่นมาจำนำ ใช้ชีวิตแลกชีวิต’
เจ้าของเรือลำนี้เพิ่งจะเข้าใจ มิน่าเล่าสหายที่พาเขาเข้ามาที่เกาะนี้ถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ที่แท้สหายก็หลอกเขามาแลกอายุขัยที่พนันเอาไว้คืน
ระหว่างทางกลับเนื่องจากมีพายุฝนรุนแรง พวกเขายังพบอุปสรรคที่ทำให้ชักช้าอีกหลายวัน ยามมาขึ้นฝั่งก็มีหลายคนที่อายุขัยที่จำนำไว้ถึงกำหนด ร่างแข็งทื่อล้มลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หมดลมหายใจในทันควัน
ในเวลานี้เจ้าของเรือตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเขาจะเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ เหลืออายุขัยให้ตนเองสิบปี ทว่าการที่จะได้มีชีวิตอยู่ถึงเจ็ดสิบปี บัดนี้กลับเหลือเพียงสิบปีนั้น เขาจะยอมรับได้อย่างไร
เพราะเหตุนี้เขาจึงทำตามสหายของเขา หลอกให้คนเรือที่ยากจนขึ้นเรือแล้วล่องไปที่เกาะแห่งนั้น
เพียงแต่จำนวนเงินพนันนั้นมีดอกเบี้ยสูงมาก อายุขัยที่จะต้องชดใช้นั้นราวกับขนมชั้นที่ถูกม้วนไว้ ทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ
เขาหลอกคนเรือมาได้สองคน แต่กลับได้อายุขัยของตนกลับมาเพียงสองปี เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงได้แต่ต้องจ้างพวกโจรสลัดด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงเพื่อจัดการกับคนบนฝั่งที่ตามหาญาติพี่น้องของตน อีกด้านก็หลอกลวงคนให้ขึ้นเรือต่อไป
ผลก็คือเมื่อถึงเรือรอบที่สาม คนที่หลอกขึ้นมากลับเป็นจิ้งจอกกินคนทั้งลำ
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังเรื่องราวจนจบก็พลันเกิดความคิดขึ้นมา กล่าวกับถังโหย่วซู่ว่า “ข้าจำได้ว่าในตำราลับเขียนเอาไว้ว่าเว่ยเจี๋ยพนันกับคนที่เขาจางเหว่ย จึงชนะได้เพลิงเก้าอินมามิใช่หรือ ท่านว่าเกาะนักพนันนั่นจะเกี่ยวข้องกับเขาจางเหว่ยหรือไม่”
ถังโหย่วซู่กล่าวว่า “ตอนนั้นข้าไม่ได้เดินทางติดตามไปกับท่านปรมาจารย์ เป็นเรื่องที่ได้ยินเขาเล่าในภายหลัง ตอนนั้นท่านปรมาจารย์เป็นคนพูดน้อย จึงไม่ได้เล่ารายละเอียดของเรื่องนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้าเพื่อบอกว่าเข้าใจ เพราะตอนนี้เว่ยเจี๋ยก็เป็นเช่นนี้ นอกจากจะพูดกับชุยเสียวเสี่ยวมากเป็นพิเศษแล้ว เขาก็ไม่พูดไม่จากับคนอื่นๆ เลย
ในเวลานี้อวี๋หลิงเอ๋อร์กลับร่างมาเป็นมนุษย์แล้ว นางทิ้งกายนอนแผ่หราอยู่บนร่างของถังโหย่วซู่
ถังโหย่วซู่เห็นสภาพเหงื่อท่วมศีรษะของอวี๋หลิงเอ๋อร์ก็เช็ดเหงื่อให้นางด้วยความสงสาร “คนเหล่านั้นเนื้อหยาบหนังหนา เจ้าเจ็บฟันหรือไม่”
จิ้งจอกน้อยเลือกกินเป็นทุนเดิม จะกินเนื้อไก่ก็เลือกกินเฉพาะส่วนเนื้ออก นางเพิ่งจะกัดคนไปมากมายถึงเพียงนั้น ประเดี๋ยวต้องปวดฟันเป็นแน่!
ตาเฒ่าถังเพียงคิดว่าตนเองเป็นปู่แก่ๆ ที่เอ็นดูลูกสุนัขด้วยความห่วงใย
ทว่าอวี๋หลิงเอ๋อร์กลับคิดไปว่าในใจของคุณชายถังยังมีนางอยู่จึงยิ่งทำตัวอ่อนแอ เริ่มนวดแก้มพลางร้องว่าปวดฟัน ซ้ำยังกล่าวอย่างหวาดกลัวว่า “ฟังดูแล้วเกาะแห่งนั้นน่าจะชั่วร้ายมาก พวกเราอย่าไปกันเลย ข้ากลัวเหลือเกิน!”
ชุยเสียวเสี่ยวไม่ได้สนใจความตั้งใจของเจ้าจิ้งจอกน้อย เพียงแต่นิ่งมองไปข้างหน้าพลางชี้มือชี้ไม้ “สายไปแล้วกระมัง พวกเรามาถึงกันแล้ว…”
ถังโหย่วซู่ประคองอวี๋หลิงเอ๋อร์ขึ้นมา นางใช้มือยันกราบเรือแล้วมองออกไป เห็นว่าบนผืนน้ำกว้างใหญ่ ไม่รู้ว่ามีเกาะโผล่ขึ้นมาท่ามกลางเมฆหมอกตั้งแต่เมื่อใด
เรือกำลังเข้าเทียบท่าบนเกาะ บ่าวหญิงในชุดผ้าไหมหรูหรากำลังแย้มยิ้มต้อนรับแขกคนใหม่เข้าสู่เกาะ
สตรีที่เป็นหัวหน้าซึ่งดูอายุมากกว่าผู้อื่นสักหน่อยเดินเข้ามาต้อนรับทุกคนพร้อมรอยยิ้มงดงาม เพียงแต่นางไม่เห็นเจ้าของเรือจึงเอ่ยปากถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านจย่าอยู่ที่ใดหรือ”
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ท่านจย่าเมาเรือ จำเป็นต้องนอนสักตื่นถึงจะลงจากเตียงได้ เขาให้พวกเราขึ้นมาเที่ยวเล่นบนเกาะก่อน ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไรหรือ”
สตรีผู้นี้พินิจมองคนของสำนักยันต์คาถา ก่อนจะเอ่ยช้าๆ พร้อมรอยยิ้ม “ข้าเป็นผู้ดูแลเกาะแห่งนี้ พวกท่านเรียกข้าว่า ‘แม่นางฝู’ ก็ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขอเชิญทุกท่านขึ้นมาพักผ่อนเที่ยวเล่นบนเกาะเถิด”
เป็นอย่างที่ท่านจย่าผู้นั้นกล่าวไว้ บนเกาะนี้เป็นราวกับเป็นแดนเซียน มีศาลาหอสูงไปทั่วทุกหนแห่ง ทั้งภูเขาจำลองสวนป่า ซ้ำเจ้าของเกาะยังต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี มีสาวใช้สวมเสื้อตัวบางยกอาหารรสเลิศนานาชนิดออกมาให้แขกผู้มาเยือนเกาะได้ลิ้มลอง
ทว่าพวกเขาต่างระแวงระหว่างกันอยู่แล้วจึงไม่แตะต้องอาหารบนเกาะ แม้แต่อวี๋หลิงเอ๋อร์ที่เป็นคนตะกละยังโบกมือปฏิเสธขนมอันประณีตที่เหล่าสาวใช้ยกมา
คนที่มาเยือนเกาะไม่ได้มีเรือของพวกเขาเพียงลำเดียวเท่านั้น ไม่นานก็มีเรืออีกหลายลำมาถึง
ชุยเสียวเสี่ยวตาไว เห็นได้ในทันทีว่าเรือหนึ่งในนั้นคือสองพ่อลูกสกุลฉิน
ฉินเฮ่อผู้นั้นดูอ่อนแอขึ้นมาก แก่ชราลงไปไม่น้อย ต้องอาศัยฉินหลิงเซียวคอยประคองลงจากเรือ
อันที่จริงฉินหลิงเซียวตามพวกชุยเสียวเสี่ยวมาตลอดทาง
จะทำอย่างไรได้ เขาหาชั่นอ๋องไม่เจอสักที จึงได้แต่ฝากความหวังไว้ที่ลูกแก้วปีศาจ
บัดนี้ลูกแก้วปีศาจมีสองลูก ลูกหนึ่งอยู่ในร่างของชุยเสียวเสี่ยว อีกลูกหนึ่งอยู่ในร่างของถังโหย่วซู่ เขาจำเป็นต้องคิดหาวิธีแย่งชิงลูกแก้วปีศาจมาให้ได้ลูกหนึ่ง จึงจะทำให้บิดาของเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้
เพียงแต่เมื่อมีเว่ยเจี๋ยอยู่ เขาก็ไม่กล้าเข้าไปหา ไม่รู้ว่าเว่ยเจี๋ยผู้นั้นเป็นอะไรไป นับวันฤทธิ์มารยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกทีๆ พลังตบะก็ยิ่งแกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ
ฉินหลิงเซียวได้แต่ไล่ตามก้นพวกเขามาเพื่อเฝ้าหาโอกาส
เขารู้จักนิสัยของถังโหย่วซู่ พื้นฐานเป็นคนจิตใจดี หากกล่าวกันต่อหน้าก็ยังพอจะพูดจากันได้ หากเขาใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลเกลี้ยกล่อม ไม่แน่ถังโหย่วซู่อาจจะใจอ่อนยอมมอบลูกแก้วปีศาจลูกนั้นมาก็ได้
เขาจึงเก็บความคิดนี้ไว้ แล้วไล่ตามพวกชุยเสียวเสี่ยวมาตลอดทาง
ทว่าหลังจากออกทะเลมาเขาก็พลัดหลงกับเรือของชุยเสียวเสี่ยว เดิมทีคิดว่าจะหาไม่พบเสียแล้ว ทว่าใบเรือกลับถูกสายลมพัดพามาถึงเกาะแห่งนี้ได้อย่างอัศจรรย์
ในขณะที่เขากำลังประคองบิดาลงจากเรือก็พบว่าพวกชุยเสียวเสี่ยวมาถึงที่เกาะก่อนแล้ว
เมื่อเห็นเว่ยเจี๋ยโอบไหล่ชุยเสียวเสี่ยวเอาไว้ ท่าทางราวกับจะบอกใครต่อใครว่า ‘นางคือทุกอย่างของข้า’ ฉินหลิงเซียวก็แค้นใจขึ้นมา
เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสองคนนี้ถึงวนเวียนมาพบกันได้อีก
สิ่งที่ทำให้ฉินหลิงเซียวยิ่งตกตะลึงมากไปกว่านั้นก็คือนัยน์ตาของเว่ยเจี๋ยที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีดำ ซ้ำบนร่างยังมีกลิ่นอายของฤทธิ์มารปรากฏขึ้น
เหตุใดชุยเสียวเสี่ยวจึงยังไม่ยอมไปจากเว่ยเจี๋ยอีก นางไม่รู้หรือว่าหลังจากเว่ยเจี๋ยถูกมารครอบงำแล้วจะน่ากลัวเพียงใด
พวกชุยเสียวเสี่ยวนั่งพิงระเบียงทางเดิน มองดูฉินหลิงเซียวและบิดาที่เกาะเกี่ยวอยู่ข้างกายเขา ไม่มีใครเอ่ยทักทายผู้แซ่ฉินสักคน รวมถึงอวี๋หลิงเอ๋อร์ด้วย
ฉินหลิงเซียวกัดฟันกรอด มองดูบิดาผู้อ่อนแอของตน ก่อนจะกล่าวกับชุยเสียวเสี่ยวกับถังโหย่วซู่ว่า “พวกเจ้าน่าจะรู้จุดประสงค์การมาของข้า ท่านพ่อของข้าใกล้จะไม่ไหวแล้ว หากพวกเจ้าสามารถช่วยชีวิตของเขาได้ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตของข้ามาแลกเปลี่ยน ข้าก็ยอม…” เขาหันไปพูดกับถังโหย่วซู่ต่อ “ศิษย์พี่ใหญ่คงไม่ถึงกับเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยกระมัง”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้คิ้วของถังโหย่วซู่ก็ขมวดเข้าหากัน แต่กลับเอ่ยถ้อยคำรุนแรงต่อว่าคนตรงหน้าไม่ลง
แม้ในตอนนั้นเว่ยเจี๋ยจะถูกใส่ความสารพัด ทว่าภายหลังเมื่อไม่อาจควบคุมฤทธิ์มารได้แล้วก็เคยกระทำบาปหนักฆ่าล้างชีวิตมากมายมาก่อน
ส่วนฉินหลิงเซียวที่สังหารอาจารย์กลับได้รับคำสรรเสริญแซ่ซ้องจากทั่วทั้งใต้หล้า แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังไม่อาจเอ่ยปากด่าทอที่อีกฝ่ายสังหารอาจารย์ได้อย่างตรงไปตรงมา
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ห่างเหินกัน ฉินหลิงเซียวผู้นั้นไม่เคยเรียกถังโหย่วซู่ว่า ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ต่อหน้าผู้คนอีกเลย
ถังโหย่วซู่ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาเหน็บแนม แต่ชุยเสียวเสี่ยวกลับทนฟังฉินหลิงเซียวพูดจากดดันถังโหย่วซู่ไม่ได้
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับถังโหย่วซู่ในตอนนี้จะน่าอึดอัด แต่นางไม่มีทางยอมให้ผู้อื่นมารังแกอดีตอาจารย์หัวทื่อของนางได้เป็นอันขาด!
ดังนั้นนางจึงหัวเราะเสียงเย็นเอ่ยว่า “คำพูดท่อนแรกของเจ้ายังพอฟังเป็นผู้เป็นคนได้บ้าง ทว่าครึ่งหลังที่กล่าวว่าศิษย์พี่ใหญ่นั้นมาจากที่ใดกัน ข้าจะบอกให้รู้ไว้ ชาตินี้เจ้าไม่เคยกราบไหว้ขอเข้ามาอยู่ภายใต้สำนักของเว่ยเจี๋ยมาก่อน พวกเขาทั้งสองย่อมไม่มีความข้องเกี่ยวกับเจ้า!”
ฉินหลิงเซียวนิ่งอึ้ง ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวไม่ผิด ชาตินี้ที่เขากลับชาติมาเกิดไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของเว่ยเจี๋ยอีกแล้ว ย่อมไม่อาจนับถังโหย่วซู่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง แม้จะพยายามตีสนิทเพียงใดก็มิอาจถือเป็นจริงเป็นจังได้
เขาหยิ่งผยองมาทั้งชีวิต มีเพียงยามที่ต้องกราบขอเป็นศิษย์ของเว่ยเจี๋ยเท่านั้นที่เขาต้องถูกดูหมิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครจะคิดว่าเมื่อกลับชาติมาเกิดอีกครั้งจะเลวร้ายยิ่งกว่าชาติก่อนเสียอีก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ฉินหลิงเซียวก็ทิ้งตัวคุกเข่าหันหน้าไปทางถังโหย่วซู่ “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าของสิ่งนั้นอยู่ในร่างของท่าน เขากับท่านก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด มิสู้มอบมันให้ข้าดีกว่า ช่วยชีวิตท่านพ่อของข้าด้วยเถิด!”
เมื่อชาติก่อนเพื่อแก้แค้นให้บิดาแล้วเขาต้องจำยอมคุกเข่าให้เว่ยเจี๋ย คิดไม่ถึงว่าในชาตินี้เพื่อชีวิตของบิดา เขาก็ยังต้องคุกเข่าเพื่อขอร้องผู้อื่นอีก หรือนี่จะเป็นโชคชะตาที่มิอาจปัดให้พ้นไปได้!
ยังไม่ทันที่ถังโหย่วซู่จะเอ่ยปาก ผู้ดูแลที่ถูกเรียกว่า ‘แม่นางฝู’ ก็นำสาวใช้หลายคนเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ปรากฏตัวเข้ามาอีกด้านพร้อมรอยยิ้มหวาน กล่าวกับฉินหลิงเซียวว่า “คุณชายท่านนี้ หากมีสิ่งใดที่ท่านปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดต้องมาขอร้องอ้อนวอนผู้อื่นอย่างขมขื่นด้วยเล่า หรือว่าท่านไม่ทราบว่าเกาะแห่งนี้ขอเพียงมีฝีมือในการพนันโดดเด่นเหนือผู้ใด ท่านก็จะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านต้องการ”
ฉินหลิงเซียวรู้สึกว่าหญิงผู้นี้กำลังกล่าวไปเรื่อยเปื่อย มิได้รู้ตื้นลึกหนาบางเลยสักนิด จึงกล่าวเสียงเย็นชาว่า “สิ่งที่ข้าปรารถนามิใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะล่วงรู้ได้”
แม่นางฝูกลับหัวเราะร่วน นิ้วมือเรียวงามที่ทาสีแดงเอาไว้วนลงบนฝ่ามืออีกข้างเบาๆ จากนั้นก็มีลูกแก้วลูกหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง
ลูกแก้วลูกนั้นเป็นสีม่วงแปลกประหลาด เปล่งแสงรัศมีรายรอบ เป็นลูกแก้วปีศาจลูกหนึ่ง!
“จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ ท่านดูลูกแก้วบนมือของข้าสิ ใช่สิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่”
ฉินหลิงเซียวตื่นตะลึง เมื่อครู่นี้ระหว่างที่เขาสนทนากับชุยเสียวเสี่ยวก็ไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ ว่าเขาต้องการสิ่งใด
เหตุใดแม่นางฝูผู้นี้จึงสามารถทายออกได้ในทันทีว่าเขาต้องการลูกแก้วปีศาจเล่า
มิหนำซ้ำทั่วทั้งร่างของแม่นางฝูก็ไร้ซึ่งปราณแท้ฐานจิต ดูแล้วเหมือนหญิงวัยกลางคนทรงเสน่ห์ผู้หนึ่งเท่านั้น นางมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ เหตุใดจึงหยิบลูกแก้วปีศาจออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ในเวลานี้เองแม่นางฝูก็หัวเราะคิกคักกล่าวต่อว่า “ลูกแก้วปีศาจลูกนี้เป็นลูกแก้วที่องค์เทพเวยเฟิ่งบรรจุเอาไว้ในร่างของเจ้าเมืองปีศาจในคราวที่นางยกทัพไปปราบเมืองปีศาจเมื่อห้าร้อยปีก่อน ก่อนที่เจ้าเมืองแห่งนั้นจะถูกสังหาร ได้เห็นเผ่าปีศาจรวมทั้งภรรยาและบุตรสาวถูกสังหารฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เด็กและสตรี แม้เวลาจะผันผ่านไป ทว่าพลังของลูกแก้วปีศาจลูกนี้ก็มิได้ลดลงเลย นี่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่เก็บกักไว้เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าผู้ใดได้ครอบครองลูกแก้วปีศาจนี้จะต้องเป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก พละกำลังเพิ่มเท่าทวีคูณ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.