X
    Categories: ทดลองอ่านผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมารมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 1

ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนมิได้ขาด

แต่ตอนนี้ถนนหนทางที่มุ่งสู่ตัวอำเภอกลับเงียบเหงาวังเวง แม้แต่สุนัขจรจัดที่มักตามขออาหารยังไม่มีให้เห็นสักตัว

เมื่อเข้าเขตเมือง บ้านแต่ละหลังปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท หอสุราโรงน้ำชาล้วนคลุมปิดป้ายหน้าร้าน มีเพียงธงปักเรียกลูกค้าไม่กี่คันที่ห้อยตกทิ้งตัวอย่างเหี่ยวเฉาท่ามกลางไอแดดร้อนระอุไร้ลมโชยในเดือนสี่

บนถนนร้านรวงซึ่งควรจะหอมกลิ่นสุราอาหารขจรขจายไปทั่วกลับเงียบสงัดถึงเพียงนี้ ย่อมพาให้ลูกค้าแขกเหรื่อรู้สึกผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งทำให้ผู้ที่หิวโซมาสามวันสามคืนแล้วหดหู่สิ้นหวังเหลือเกิน

บุรุษสตรีสี่คน รวมทั้งสุนัขแก่ขนแหว่งอีกหนึ่งตัวพากันเดินมาตามย่านตลาด ด้วยต้องการอาหาร

คนกลุ่มนี้เดินอยู่บนถนนโล่งว่างพลางสังเกตดูบานประตูที่ปิดสนิทบานแล้วบานเล่าอย่างฉงนสงสัย

คล้ายมีเงาคนวูบไหวอยู่ด้านหลังประตูเหล่านี้ แต่กลับไม่เห็นใครออกมาเลย จนได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลลอยอวลไปทั่ว

คนแปลกถิ่นเหล่านี้เคาะประตูร้านรวงเป็นครั้งคราวเพื่อขอโจ๊กขอน้ำมาเติมท้องสักหน่อย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงตวาดไล่อย่างหยาบคาย ในน้ำเสียงเหล่านั้นยังแฝงด้วยความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

เด็กหนุ่มผอมแห้งผิวคล้ำผู้หนึ่งพูดอย่างสิ้นหวัง “ศิษย์น้องเจ้าสำนัก! เจ้าบอกว่าพอมาถึงที่นี่แล้วจะขอข้าวกินได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดที่นี่ถึงเหมือนเมืองร้างอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่น้ำล้างผักล้างจานยังไม่มีเลย!”

เด็กหนุ่มไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาหลายวันเสียงจึงแหบแห้ง อีกทั้งยังอ่อนระโหยโรยแรง พาให้คนฟังทดท้อจนทนไม่ไหว

บุรุษสตรีสองคนซึ่งอายุมากกว่าเขาเล็กน้อย ได้ยินคำพูดนั้นแล้วยังทรุดนั่งจ่อมลงกับพื้นอย่างหมดแรง ไม่ยอมเดินหน้าต่อ

เวลานี้เองคนร่างเล็กผู้ยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ลดหมวกของเสื้อคลุมลงเผยให้เห็นผมยาวสีดำขลับรวบขึ้นเป็นหางม้าและเห็นดวงตาสดใสระยิบระยับคู่หนึ่ง ที่หางตาข้างนั้นยังมีไฝสีแดงเม็ดหนึ่ง ดูขี้เล่นซุกซนยิ่ง

ผู้สวมเสื้อคลุมนี้เป็นหญิงงามหมดจดวัยแรกแย้ม เพียงแต่เพราะความหิวโหยทำให้ใบหน้าซูบตอบจนดวงตาที่กระจ่างใสคู่นั้นดูโตลึกยิ่งกว่าเดิม ผิวซึ่งเดิมขาวอมชมพูระเรื่อก็ดูซีดเซียวลงเล็กน้อย

นางแสร้งทำเป็นร่าเริง “พวกท่านลืมคำที่อาจารย์สั่งสอนก่อนจะจากโลกไปแล้วหรือ การงดเว้นธัญญาหาร ยังประโยชน์โพดผลมหาศาลแก่ผู้บำเพ็ญพรต การกินธัญพืชทั้งห้ามากๆ มีแต่จะเพิ่มแก่นหยาบมากขึ้น แปดเปื้อนไปถึงชีพจรวิเศษและเชื้อเซียน เวลานี้งดเว้นธัญญาหารมาได้สามวัน ข้าเริ่มค่อยๆ ซึมซาบคำที่ท่านผู้อาวุโสสอนบ้างแล้ว สัมผัสได้จริงๆ ว่ายิ่งก้าวย่างก็ยิ่งรู้สึกเบา ยามหายใจเข้าออกก็สัมผัสได้ถึงความหลุดพ้น”

หลังจากฟังคำพูดปลุกกำลังใจของแม่นางน้อยซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อยแล้ว เด็กหนุ่มผู้นั้นก็เข่าอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น พูดอย่างสิ้นหวัง “เจ้าสำนัก เจ้าแน่ใจหรือว่าสภาพพวกเราเช่นนี้จะได้ขึ้นเป็นเซียน ไม่ใช่หิวตายอยู่ข้างถนนหรอกหรือ”

แม่นางน้อยผู้นั้นพยักหน้ายืนยันมั่นเหมาะ “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของพวกเรามิใช่พวกดีแต่ชื่อนะ! จะหิวตายเพียงเพราะอดข้าวไม่กี่มื้อไปได้อย่างไร”

แม่นางน้อยเพิ่งพูดจบ ท้องก็พลันส่งเสียงครวญครางราวกับน้ำหลากทะเลแปร ฟังจากเสียงนั้นดูเหมือนจะยังอาลัยอาวรณ์ในทางโลกไม่หาย แสดงชัดว่านางก็หิวเกินจะทนแล้วเช่นกัน

ชุยเสียวเสี่ยวมองดูสายตาแฝงความนัยของเหล่าผู้ร่วมสำนักทั้งสามที่มองมา จึงได้แต่อาศัยความสามารถในการหลอกลวงที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ฉีกยิ้มผ่าเผย “ได้ยินหรือไม่ นี่ก็คือเสียงท้องไส้ที่กำลังหลุดพ้นจากปกติวิสัย อยู่ห่างจากขั้นขึ้นโถงใหญ่เข้าห้องใน อีกไม่กี่ก้าวแล้ว…”

บุรุษวัยสามสิบกว่าที่นั่งลงกับพื้นอยู่ก่อน เหยียดปากเบ้เยาะหยัน แล้วหันไปมองสุนัขแก่ซึ่งนอนหมอบอยู่ข้างเท้าของชุยเสียวเสี่ยว พูดเสียงกระแทกกระทั้นว่า “ข้ามิได้มีตบะแก่กล้าเช่นเจ้าสำนักนี่! ถ้าทำไม่ได้จริงๆ อีกเดี๋ยวก็จุดไฟจับเจ้าหมาแก่นั่นย่างกินก็แล้วกัน!”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวผู้เพิ่งได้รับตำแหน่งเจ้าสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานมาหมาดๆ ก็กางเสื้อคลุมปกป้องสุนัขแก่ที่ติดตามนางมาหลายปีพลางถลึงตากลมโตจ้องบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้นั้น กล่าวเสียงเคร่งเครียด “ท่านกล้ารึ!”

ฝ่ายสุนัขแก่ชื่อจี๋เสียงโผล่หัวออกมาจากหลังชายเสื้อคลุมโดยไม่ส่งเสียงอะไร เพียงแยกเขี้ยวยิงฟันใส่บุรุษวัยฉกรรจ์อย่างดุร้าย ดวงตาซึ่งซ่อนอยู่ใต้หนังตายับย่นนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารแรงกล้า

หญิงซึ่งนั่งข้างชายฉกรรจ์มองดูผู้ร่วมสำนักกำลังจะเปิดศึกตีกันเอง แต่แล้วกลับถูกป้ายประกาศข้างทางดึงดูดสายตา นางลุกขึ้นไปอ่านดู จากนั้นก็ร้องตื่นเต้นยินดี “โอ้โฮ มีข้าวให้กินแล้ว พวกท่านรีบมาดูนี่สิ!”

คนทั้งกลุ่มเลิกโต้เถียงแล้วพากันไปมุงดู…ที่แท้ก็เป็นประกาศที่ทางอำเภอแปะแจ้งไว้

บนใบประกาศบอกว่ามีวิญญาณปีศาจไอชั่วร้ายออกอาละวาดโรงเลี้ยงไหมในอำเภอ คนเลี้ยงไหมในโรงเพาะเลี้ยงล้มตายไปทีละคน แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปเฝ้าเวรกลางคืนก็ล้วนถูกเล่นงานอย่างโหดเหี้ยม ตอนนี้นายอำเภอจึงกำลังเกณฑ์ผู้เก่งกล้าสามารถผิดธรรมดามาเฝ้าคุ้มกันโรงเลี้ยงไหมและช่วยไขคดีปริศนา

หากเป็นคนธรรมดาได้ฟังข่าวการตายด้วยฝีมือภูตผีปีศาจนี้เข้า เพียงได้ยินเสียงลมพัดก็คงเผ่นหนีแล้ว แต่สำหรับผู้สืบทอดสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน การปราบปีศาจกำจัดมารถือเป็นกิจของพวกเขาโดยตรง

ดูเงินรางวัลในประกาศเยอะไม่เบา หากรับทำงานนี้ก็จะมีกินมีดื่มอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าๆ เลย

ทว่าชุยเสียวเสี่ยวกลับทำสีหน้าฉงนสงสัย รีรอไม่ยอมตอบรับ

ชายฉกรรจ์ผู้คิดจะฆ่าสุนัขแก่อยู่เมื่อครู่มีชื่อว่าจีอู่ชี เวลานี้เขาเยี่ยมหน้ามองชุยเสียวเสี่ยวอย่างแฝงนัย “ชุยเสียวเสี่ยว เจ้า…คงจะมิได้เกรงกลัวจนไม่กล้ารับงานนี้หรอกกระมัง”

ชุยเสียวเสี่ยวไม่ตอบ ดวงตากลมโตดำขาวกระจ่างชัดคู่นั้นเพียงจดจ้องใบประกาศแน่วนิ่ง

หญิงร่างสูงด้านข้างเอ่ยปากกระซิบกระซาบกับจีอู่ชี “ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าเสียมารยาทกับศิษย์น้องเจ้าสำนักสิ! ถึงแม้นางจะเข้าสำนักได้ไม่นาน แต่ก่อนอาจารย์จะจากไปก็มอบหมายให้นางเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานนะ! พวกเราล้วนสาบานตนแล้วว่าจะติดตามนาง…”

จีอู่ชีฟังคำพูดของศิษย์น้องรองเจียงหนานมู่แล้วหุบปากอย่างขัดเคือง ไม่กล่าววาจาเหน็บแนมอีก

ทั้งที่ในใจของเขาไม่ยอมรับเลยสักนิด…เห็นๆ อยู่ว่าข้าเป็นศิษย์คนโตที่อาจารย์แสนภาคภูมิ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ ก่อนตายท่านอาจารย์กลับรับชุยเสียวเสี่ยวนางโจรลวงหลอกผู้นี้ให้เป็นศิษย์รับช่วงสืบทอดมอบทั้งตำราที่บันทึกเคล็ดวิชาลับของสำนักและตำแหน่งเจ้าสำนักให้แก่นาง

ดูท่าทางสูงส่งที่นางดีแต่เสแสร้งแกล้งทำนั่นสิ! คงจะถูกใบประกาศทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้ารับทำเลยกระมัง

ใช่แล้ว ชุยเสียวเสี่ยวเพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งเจ้าสำนักแทนอาจารย์ ไม่มีพื้นฐานบำเพ็ญพรตอะไรแม้แต่น้อย เป็นแค่คนจรร่อนเร่เที่ยวหลอกลวงไปทั่ว จะไปปราบมารกำจัดปีศาจได้อย่างไร

แต่ในตอนนี้เองชุยเสียวเสี่ยวดึงใบประกาศมาด้วยท่าทางดั่งในใจมีไผ่พร้อม พลางเรียกพรรคพวกของตน “ไปเถอะ! ไปกินข้าวที่ที่ว่าการอำเภอก่อนค่อยว่ากัน”

จีอู่ชีแค่นเสียงกระแทกกระทั้น “เจ้ามีฝีมืออะไร ถึงกับกล้ารับงานนี้รึ”

ตราบใดที่เขาไม่ได้พูดถึงการฆ่าสุนัขเอามาเคี่ยวเนื้อ ชุยเสียวเสี่ยวก็ยังวางสีหน้ายิ้มแย้มได้ ต่อให้ต้องเผชิญกับความไร้มารยาทของศิษย์พี่ใหญ่ นางก็ยังคงกล่าวยิ้มๆ “ข้าทำไม่ได้หรอก แต่พวกท่านสามคนล้วนมีความสามารถแท้จริง ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดจึงจะดึงใบประกาศมาไม่ได้เล่า”

ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ก็ยังเป็นเวลากลางวัน จึงพอมีเวลาอีกชั่วระยะหนึ่งกว่าจะถึงตอนเฝ้าเวรกลางคืนที่โรงเลี้ยงไหม ท่านนายอำเภอคงต้องเลี้ยงอาหารผู้เก่งกล้าสามารถผิดธรรมดาสักมื้อก่อนค่อยเจรจาพาทีกระมัง

คนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน

จะว่าไปที่พวกเขาทุกข์เศร้าเช่นนี้ก็เพราะรู้สึกอาลัยต่ออาจารย์ที่จากไป ก่อนจะสิ้นใจอาจารย์ถึงกับร่ายคำสาปใส่เหล่าลูกศิษย์เช่นพวกเขาว่า ‘หากเป็นเงินทองที่ผ่านมือมาเข้าตนเองหรือเป็นอาหารที่ซื้อหามาก็ขอให้กลายเป็นเถ้าธุลีในบัดดล’ ทั้งนี้เพื่อทดสอบพลังความสามัคคีระหว่างเจ้าสำนักคนใหม่กับผู้ร่วมสำนักด้วยกัน

อาจารย์เคยกล่าวว่าถ้าอยากกินข้าวก็ทำได้เพียงลงเขาไปจาริกขอบุญ รับเอาอาหารจากที่ผู้อื่นบริจาคให้เท่านั้น

ส่วนเรื่องที่คำสาปจะคลายลงเมื่อไร ท่านผู้อาวุโสยังไม่ทันได้เฉลยความก็สิ้นลมสู่แดนสุขาวดีไปเสียก่อน

เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะกลัวพวกเขาจะอุดอู้เกียจคร้านอยู่แต่บนเขาหลิงซาน ถึงได้บีบให้เหล่าศิษยานุศิษย์ต้องลงเขามาฝึกฝนเคี่ยวกรำไปพร้อมกัน

หลังจากล่าสัตว์มาเป็นอาหารจนหมดภูเขาแล้ว คนทั้งกลุ่มก็จำต้องทำตามคำสั่งเสียของอาจารย์ ลงเขามาขอบุญเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง พร้อมกับช่วยกันคิดหาวิธีแก้คำสาปให้หมดไป

น่าเสียดายที่ระหว่างทางไม่มีงานอะไรให้ทำแลกข้าวเลย ยิ่งไม่มีสัตว์ให้ล่ามาเติมท้องด้วย

อีกทั้งพวกเขายังไม่อาจด้านหน้าไปแย่งชิงกับขอทานตัวจริง จนเกือบต้องหิวตายเพราะคำสาปต้องห้ามของท่านอาจารย์แล้ว

หลายวันมานี้พวกเขาได้แต่อาศัยผักและผลไม้ป่าประทังชีวิตถึงอยู่รอดมาได้

 

เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอเห็นกลุ่มคนที่อ้างตนว่าเป็นผู้มีวิชาสูงส่งของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานก็ไล่สายตามองขึ้นมองลงอย่างดูแคลน ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ท่าทางดูไม่มีสง่าราศี ไม่น่าไว้ใจเลย ขอทานยังไม่มาขอข้าวกินง่ายๆ เช่นนี้ จะหิวไม่หิวก็เรื่องของพวกเจ้า เทียบกับเรื่องคอขาดบาดตายได้รึ ถ้าหากคิดจะมาหลอกกินดื่มก็รีบไปให้พ้นๆ เสีย! งานนี้มิใช่ใครจะรับไปทำได้ง่ายๆ…”

ชุยเสียวเสี่ยวหันกลับมามองพิจารณาผู้ร่วมสำนัก…อืม ผมเปื้อนฝุ่นหน้าเปรอะดินดูไม่ต่างจากขอทานเลยจริงๆ ไม่แปลกที่นายอำเภอจะไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา

ครั้นเห็นมือปราบสองสามคนไล่ต้อนพวกตนออกไปด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง ชุยเสียวเสี่ยวจึงหันไปสั่งเด็กหนุ่มซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม “อาอี้ แสดงฝีมือให้พวกเขาดูซิ!”

อาอี้ถูกพวกมือปราบดูหมิ่นดูแคลนจนนึกโกรธจึงไม่ปิดบังอารมณ์ความรู้สึกเช่นกัน เขาแค่ฉีกมุมชายเสื้อแล้วกัดปลายนิ้วเอาเลือดตนเองวาดอักขระยันต์หวัดไปหวัดมาบนผ้า จากนั้นก็ชูมือขึ้นโบก เกิดเป็นเปลวเพลิงขึ้นทันใด แถบผ้าเผาไหม้กลายเป็นขี้เถ้าลอยฟุ้งไปในอากาศ

เศษขี้เถ้าที่มิได้สลายไปรวมตัวก่อเป็นรูปร่าง กลายเป็นนกเหยี่ยวตัวหนึ่ง มันกู่เสียงยาวแหลมบาดหู ก่อนจะโผบินไปทางนายอำเภอซึ่งนั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์ แล้วโฉบจิกเอาหมวกแพรโปร่งของเขาขึ้นไปบนขื่อคานของห้อง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วอึดใจ พาให้ผู้คนในที่ว่าการอำเภอตื่นตะลึงตาค้าง

อาอี้เชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าสาสมใจ

ฝ่ายนายอำเภออึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสติกลับมาได้อย่างช้าๆ แล้วเดินอ้อมโต๊ะพิจารณาคดีมาหาอย่างตื่นเต้นยินดี ประสานมือคารวะชุยเสียวเสี่ยวเป็นการใหญ่ “แม่นางเซียนผู้นี้ ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่ ถึงได้มองไม่เห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของพวกท่านทั้งหลาย ลบหลู่พวกท่านแล้ว ลบหลู่พวกท่านแล้ว ถ้าหากได้พวกท่านช่วยเหลือ อาถรรพ์วิญญาณร้ายที่โรงเลี้ยงไหมจะต้องถูกพวกท่านขจัดปัดเป่าจนหมดสิ้นเป็นแน่…”

“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!”

บรรดาคนของสำนักยันต์คาถาฟังคำเยินยอจากนายอำเภอยังไม่หนำใจ จู่ๆ ก็มีคนสาดน้ำเย็น ใส่เสียก่อน

ชุยเสียวเสี่ยวหันขวับไปมอง ดวงตาพลันวาวประกายขึ้นเมื่อเห็นตรงปากประตูมีกลุ่มชายหนุ่มรูปงามสะท้านใจ สวมชุดสีขาวพลิ้วไหวเดินเข้ามาเป็นขบวน

ผู้เป็นหัวหน้าคือบุรุษร่างผอมเพรียว ท่าทางสุขุมเถรตรง บนกลางหน้าผากของเขามีรอยตราเส้นสีแดงสี่เส้นโยงเชื่อมกันเป็นรูปดอกบัว

ส่วนคนที่ตามหลังเขามาสิบกว่าคนก็ล้วนมีรอยตราดอกบัวแดงซึ่งเกิดจากสามเส้นบ้าง สองเส้นบ้างแตกต่างกันไปไม่เท่ากัน

คนชุดขาวกลุ่มนี้ล้วนก้าวเดินแผ่วพลิ้ว เท้าแทบไม่แปดเปื้อนฝุ่นดินใดๆ ท่วงทีเปี่ยมด้วยไอเซียนยิ่งนัก

หลังจากเจียงหนานมู่เห็นรอยตรารูปดอกบัวบนหน้าผากของพวกเขาอย่างชัดเจนก็อดกระซิบถามไม่ได้ว่า “คนพวกนี้…เป็นศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามิใช่หรือ”

ผู้มาใหม่ปรายตามองเหล่า ‘ขอทาน’ จากสำนักยันต์คาถาคราหนึ่ง ก่อนผู้เป็นหัวหน้าจะเอ่ยปากเสียงแข็งกับนายอำเภอ “ตัวข้าคือศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ได้รับคำสั่งจากปรมาจารย์ให้มาปราบปีศาจที่นี่”

ทันทีที่ถ้อยคำนี้กล่าวออกมา สีหน้าของจีอู่ชีและพรรคพวกก็เปลี่ยนไป

สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามีประวัติความเป็นมายิ่งใหญ่ คงต้องกล่าวถึงตั้งแต่ปรมาจารย์เจ้าสำนัก นั่นก็คือ…ฉินหลิงเซียว

ในหมู่ผู้บำเพ็ญพรตมีใครบ้างไม่เคยได้ยินชื่อฉินหลิงเซียว

เจ้าสำนักกระบี่ผู้นี้เป็นผู้ปราดเปรื่องเปี่ยมพรสวรรค์ เมื่อครั้งนั้นเขายอมศิโรราบกราบเป็นศิษย์จอมมารเว่ยเจี๋ย ทนนอนฟืนแข็งชิมดีขม* กระทั่งเว่ยเจี๋ยฝึกฝนวิชามารจนธาตุไฟแทรกมารครอบงำ เขาก็ปลิดชีวิตผู้เป็นอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรม พร้อมทั้งสูบพลังตบะที่จอมมารเว่ยเจี๋ยบำเพ็ญมาเกือบร้อยปีเข้าสู่กายตนทำให้พลังยุทธ์สั่งสมเพิ่มพูนจนพุ่งทะยานก้าวล้ำ

ปัจจุบันฉินหลิงเซียวน่าจะสำเร็จขั้นผนึกโอสถทองและเข้าสู่ขั้นกำเนิดร่างปฐมแล้ว คงอยู่ห่างจากขั้นข้ามผ่านด่านเคราะห์และขั้นเหินสู่แดนเซียนอีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

ส่วนสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่ฉินหลิงเซียวก่อตั้งขึ้นด้วยตนเองก็โดดเด่นล้ำหน้าบรรดาสำนักบำเพ็ญเซียนด้วยกัน ศิษย์ในสำนักมากมายนับไม่ถ้วน เจริญรุ่งเรืองจนไม่อาจประมาณ

นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่นานอำเภอเฟ่ยเซี่ยนเล็กๆ แห่งนี้จะมีเหล่าคนจากสำนักบำเพ็ญเซียนอันยิ่งใหญ่มาเยือนถึงที่ ช่างไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

ทว่านายอำเภอผู้นั้นมิใคร่รู้ประสีประสา เขาไม่รู้ถึงชื่อเสียงเกริกก้องของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า เพราะเห็นศิษย์ของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน ‘เสกเหยี่ยวคาบหมวกขุนนาง’ ก็เหมือนมีไข่มุกดวงมณีอยู่ตรงหน้าแล้ว นายอำเภอจึงไม่เชื่อว่าบรรดาศิษย์สำนักกระบี่เหล่านี้จะมีความสามารถอื่นใดโดดเด่นกว่านี้ได้

ชุยเสียวเสี่ยวเองก็เพิ่งมาเป็นเจ้าสำนักยันต์คาถาได้ไม่ถึงเดือน ก่อนถังโหย่วซู่ผู้เป็นอาจารย์จะรับนางเข้าสำนัก นางเป็นแค่คนจรร่อนเร่เที่ยวหลอกลวง มิได้มีความรู้เรื่องหลักบำเพ็ญเซียนอะไรเลย

ถึงแม้นามฉินหลิงเซียวจะเลื่องชื่อลือชา แต่ชุยเสียวเสี่ยวกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นเดียวกับนายอำเภอ เมื่อนางได้ยินคำพูดของผู้มาใหม่ ความคิดแรกของนางคือ…คนพวกนี้คิดจะแย่งงานสำนักยันต์คาถารึ!

ครั้นแล้วนางก็เม้มริมฝีปากอวบอิ่มดุจผลอิง ก่อนกล่าวขออภัยศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า “ธรรมดาโลกล้วนถือลำดับมาก่อนมาหลัง งานครั้งนี้พวกเราสำนักยันต์คาถารับไว้แล้ว เชิญพวกท่านไปหางานที่อื่นทำเถิด!”

ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ากลับหัวเราะลั่นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เจี่ยงเจิ้งหัวหน้าคณะศิษย์แห่งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไล่มองพิจารณาดรุณีน้อยผอมบางเบื้องหน้าผู้นี้ด้วยสายตาเหยียดหยัน ก่อนจะเอ่ยเย้ยเยาะอย่างอดไม่ได้ “พวกสำนักเถื่อนลัทธินอก ถึงกับกล้ามาเปรียบกับสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าของข้าเชียวรึ ช่างชวนให้อยากหัวเราะจนฟันร่วงเสียจริง เจ้าคิดว่าพวกข้ามาของานทำเหมือนพวกเจ้าอย่างนั้นรึ”

ศิษย์ด้านข้างเขาผู้หนึ่งเหยียดยิ้มเย้ยหยันเช่นกัน “อาจารย์ของพวกเจ้าคือถังโหย่วซู่มิใช่หรือ เขาเคยอยู่สำนักเดียวกับอาจารย์ของพวกเราด้วยนี่! สำนักยันต์ตดสุนัขอะไรกัน แค่ฝึกฝนวิชายันต์ไม่เข้าท่าได้อย่างเดียวก็มีหน้าบุกเบิกภูเขาตั้งสำนักเองแล้ว สุดท้ายก็แก่ตายอยู่บนเขาหลิงซาน ช่างน่าขายหน้าเหลือเกินจริงๆ พวกเจ้ารีบไปให้พ้นๆ เถอะ อย่ามาวุ่นวายให้เสียเรื่องดีกว่า”

บทที่ 2

คำเยาะเย้ยอาจารย์ถังโหย่วซู่นี้ช่างเจ็บแสบเหลือเกิน!

บรรดาศิษย์สำนักยันต์คาถาล้วนเก็บสีหน้าอาการไม่อยู่ จีอู่ชีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันคิดจะโต้เถียงคนพวกนั้น

เวลานี้เองเด็กหนุ่มสำนักกระบี่ผู้มีรอยตราดอกบัวจากลายเส้นคดโค้งสองเส้นบนหน้าผากพลันก้าวออกมาจากแถว ชูนิ้วชี้นิ้วกลางชิดคู่ ตวัดร่ายเสกเป็นกระบี่ปราณ แล้วปล่อยพุ่งไปโจมตีนกเหยี่ยวบนขื่อคาน

เสียงแผดร้องบาดแหลมของเหยี่ยวดังขึ้นพร้อมสลายร่างหายไปกับตา ทิ้งไว้เพียงกระดาษยันต์สีเหลืองหนึ่งแผ่นค่อยๆ ลอยร่วงตกลงมา

นายอำเภอสะดุ้งจับบนศีรษะของตนเอง แล้วพบว่าหมวกขุนนางยังสวมอยู่บนนั้นอย่างแน่นหนาราวกับว่าไม่เคยถูกจิกชิงไปมาก่อนเลย…

“ฮึ สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานอะไรกัน ก็แค่วิชาลวงตานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น ไม่อาจขึ้นโถงใหญ่อันสง่างามได้ง่ายๆ หรอก!” เด็กหนุ่มเก็บกระบี่ปราณกลับพลางกล่าวดูหมิ่นดูแคลน

ในบรรดาวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร การฝึกปราณผนึกโอสถจากภายในถือเป็นอุตตมยาน* คือพาหนะอันเลิศล้ำสูงสุด ดังเช่นที่สำนักกระบี่ใช้ปราณควบคุมกระบี่ จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ล้ำเลิศและมีโอกาสวาสนา

วิถีอันจัดเป็นมัชฌิมยานจำพวกการเสพสูบเสริมพลังจากผู้อื่นและการหลอมปรุงยาอายุวัฒนะนั้น หากบังเอิญมีวาสนาเซียนก็อาจก้าวเดียวถึงฟ้า**

ส่วนการฝึกฝนวิชายันต์คาถาถือเป็นวิธีนอกลู่นอกทางที่สุดและออกจะเป็นสำนักเถื่อนลัทธินอกซึ่งฝืดฝืนดำรงอยู่ แม้ภายนอกดูแล้วน่าตื่นตา แต่ยากจะก้าวหน้าขึ้นโถงใหญ่บำเพ็ญเพียรได้จริงๆ

ตลอดเวลาหนึ่งร้อยปีมานี้ตำหนักสำนักบำเพ็ญเซียนต่างๆ มีผู้มากสามารถขนาดเหินสู่แดนเซียนได้หลายคน แต่ไม่เคยได้ยินว่าสำนักยันต์คาถาจะมีใครสำเร็จมรรคผลจริงๆ เลยสักคน

ยามนี้สำนักยันต์คาถาเล็กๆ แห่งหนึ่งกลับปากพล่อยเอ่ยไล่ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ช่างน่าขันสิ้นดี

เดิมทีชุยเสียวเสี่ยวไม่เข้าใจข้อนี้ แต่เมื่อถูกหยามหมิ่นสำนักก็กระจ่างแจ้งว่าที่แท้สำนักที่ตนรับสืบทอดมาต่ำต้อยเสียจนไม่คู่ควรแม้แต่จะเฉียดกรายผ่านหน้าสำนักใหญ่เหล่านี้ด้วยซ้ำ

แต่นางมิได้นึกโกรธเคือง แม้วาจาของอีกฝ่ายจะถากถางถึงอาจารย์และสำนัก นางก็เพียงกะพริบตาสดใสกลมโตคู่นั้นแล้วเหลือบมองบรรดาศิษย์ของฝ่ายตนเงียบๆ

ครั้นนายอำเภอเห็นว่าสองฝ่ายไม่ยอมลงให้กันก็รีบไกล่เกลี่ยประนีประนอม “พวกท่านทั้งหลายล้วนเป็นหงส์วัยอ่อนมังกรซุ่มหลับ* มาเยี่ยมเยือนถึงอำเภอข้า นับเป็นโชคดีของชาวบ้านยิ่งนัก เช่นนี้ดีหรือไม่ พวกท่านพำนักอยู่ที่นี่ก่อน ผู้ใดก็ตามที่คลี่คลายคดีปีศาจพิลึกพิลั่นที่โรงเลี้ยงไหมได้ ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงามทั้งนั้น เป็นอย่างไร”

เจี่ยงเจิ้งศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าแค่นยิ้มกล่าวว่า “พวกข้ามากำจัดปีศาจก็ด้วยรับคำสั่งมาจากท่านปรมาจารย์ หาใช่เพื่อล่ารางวัลไปทั่วกระไรไม่ เพียงแต่ใบประกาศของพวกท่านดึงดูดสำนักเถื่อนลัทธินอกมามากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องที่อาจลุกลามบานปลาย…ขอใต้เท้าอย่าได้ส่งใครอื่นไปเลย ยกเรื่องนี้ให้พวกข้าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเป็นธุระจัดการเถิด แต่หากมีผู้ใดทะเล่อทะล่าไม่เจียมตัวก็อย่าหาว่าข้าไม่ติงเตือนแต่แรกเล่า การถูกปีศาจฆ่าตายมิได้สบายเหมือนแก่ตายเองหรอก”

ประโยคสุดท้ายที่เขากล่าว ชัดเจนว่าตั้งใจบอกแก่ศิษย์สำนักยันต์คาถาเหล่านั้น

นายอำเภอถูกแดกดันจนพูดไม่ออกและไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร ซ้ำยังถูกรัศมีกดดันจากผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้พาให้ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่หันไปมองทางศิษย์สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานอีกรอบ

ชุยเสียวเสี่ยวมิได้วางท่าทีสูงส่งสง่างามเช่นสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า รีบพูดทันทีว่า “พวกข้าก็ไม่ต้องการเงินทองเช่นกัน ที่มาก็เพื่อปราบมารกำจัดปีศาจ ทั้งหมดก็เพื่อชาวบ้าน…เพียงแต่…ถ้าหากใต้เท้ายินดีเลี้ยงอาหารพวกข้าสักสองสามมื้อ ข้ากับศิษย์ร่วมสำนักก็จะซาบซึ้งยิ่ง”

คาถาสาปแช่งของอาจารย์ยังไม่ถูกแก้คลาย ต่อให้มีเงินทองมากองเป็นภูเขาพวกนางก็ไม่อาจหยิบจับได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นข้าวปลาอาหารถึงจะได้ประโยชน์กว่า

นายอำเภอได้ฟังดังนั้นก็เห็นทางออกบ้างแล้ว ใบหน้าพลันยิ้มแย้มเบิกบาน เขารู้สึกว่าผู้มีอิทธิปาฏิหาริย์จากสำนักยันต์คาถาเหล่านี้น่าคบหากว่าลูกหลานของสำนักกระบี่น่ารำคาญพวกนั้นเสียอีก

ครั้นเจี่ยงเจิ้งได้ยินคำกล่าวซึ่งไม่ใคร่ได้รับการสั่งสอนของพวกสำนักเถื่อนลัทธินอกนี้ก็คร้านจะพูดให้เสียปากต่อ เพียงแค่นเสียงฮึดฮัดแล้วหันกายเดินนำบรรดาศิษย์สะบัดแขนเสื้อจากไป

อาจเพราะศิษย์ของสำนักกระบี่มีพลังปราณมากเกินไป ยามพวกเขาเดินผ่านจึงคล้ายกับมีลมหมุนพัดวนอยู่รอบกาย ยิ่งแขนเสื้อยาวสะบัดพลิ้ว ชายชุดปลิวไสว เหล่าคนซอมซ่อของสำนักยันต์คาถาพากันถอยร่นไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว

มีเพียงชุยเสียวเสี่ยวที่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์ของสำนักกระบี่

ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่มองตามสายตาของนางไป…นั่นคือบุรุษหนุ่มผมดำคลุมไหล่ สวมชุดขาวทั้งกาย ร่างสูงใหญ่ บ่ากว้างเอวคอด

ยามเมื่อเขาผู้นั้นเดินผ่านมาชวนให้คนต้องสะกดจดจ้องดวงตาคมคิ้วเรียวชี้คู่นั้นอย่างห้ามไม่อยู่

ช่างเป็นดรุณวัยที่งดงามหมดจดจริงๆ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่นางน้อยวัยแรกแย้มเช่นชุยเสียวเสี่ยวจะอดไม่ได้ จ้องมองเขานิ่งนานเช่นนั้น

เพียงแต่เมื่อเทียบกับรอยตรารูปดอกบัวบนหน้าผากของศิษย์สำนักกระบี่คนอื่นๆ แล้ว บุรุษหนุ่มรูปงามผู้นั้นกลับมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาแตกต่างออกไป ดูท่าคงจะเป็นศิษย์ใหม่เพิ่งเข้าสำนัก ยังไม่ได้ฝึกฝนบำเพ็ญใดๆ กระมัง

เจียงหนานมู่รู้ตัวเสมอมาว่าตนเองไม่เคยใหลหลงในรูปโฉมหน้าตา แต่ก็ยังส่งสายตามองตามหนุ่มรูปงามผู้นั้นไปไม่ต่างจากศิษย์น้องเจ้าสำนัก ทั้งยังเหม่อคิดอยู่นานสองนาน

ผู้คนล้วนกล่าวกันว่าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเป็นที่รวมผู้งามสง่าปราดเปรื่องในโลกหล้าไว้มากมาย วันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วจริงๆ

ชุยเสียวเสี่ยวและพวกรอจนคนของสำนักกระบี่ไปหมดแล้วก็ทำหน้าหนา รั้งกินอาหารให้อิ่มสักมื้อก่อนค่อยว่ากัน

 

สี่คนหนึ่งสุนัขได้รับการต้อนรับจากนายอำเภอให้เข้าไปกินข้าวถึงห้องอาหารในที่ว่าการอำเภอ ถือเป็นอาหารร้อนๆ มื้อแรกในรอบหลายวันของพวกเขา

ทว่ากินไปได้แค่ครึ่งทางที่ว่าการอำเภอก็มีแขกสูงศักดิ์มาเยือนหาอีกแล้ว เป็นชายวัยกลางคนแต่งตัวอย่างพ่อค้าวานิชผู้มั่งมี เดินเข้ามาพร้อมกับนายอำเภอพลางพูดจาสรวลเสเฮฮามาตลอดทาง

ดูท่านายท่านผู้นี้จะมีฐานะไม่ธรรมดา ขนาดนายอำเภอยังต้องคอยก้มศีรษะโค้งเอวให้เขา

ได้ยินพ่อครัวที่ยกอาหารมาเล่าว่านายท่านผู้นั้นแซ่จิ้น นามโหย่วเต๋อ เขาเป็นพ่อค้าไหมเจ้าใหญ่ที่สุดในถิ่นนี้ โรงเลี้ยงไหมไร่ป่าหม่อนรอบรัศมีนับร้อยหลี่ล้วนเป็นกิจการของเขาทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเปิดร้านแลกเงินและโรงน้ำชาอีกไม่น้อย

โรงเลี้ยงไหมที่มีปีศาจออกอาละวาดนั้นคงจะเป็นของเขาด้วยเป็นแน่

เวลานี้โรงเลี้ยงไหมเกิดเรื่องขึ้นย่อมกระทบต่อกิจการของเขาอย่างมาก นอกจากร้านไหมแต่ละที่จะไม่มารับสินค้าแล้ว กิจการโรงน้ำชาและร้านแลกเงินของเขาก็พลอยฝืดเคืองไปด้วย

จิ้นโหย่วเต๋อวิตกกังวลยิ่งนักจึงได้มาดูว่าผู้สูงส่งที่จะมาปราบมารกำจัดปีศาจนั้นมีความสามารถจริงหรือไม่

จีอู่ชีปรี่นำข้ามหน้าชุยเสียวเสี่ยวไปก่อนเพื่อทักทายพ่อค้าแซ่จิ้นผู้นั้น

จิ้นโหย่วเต๋อมีดวงตาดอกท้อแม้เขาจะกำลังพูดคุยอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ แต่สายตากลับคอยชำเลืองไปทางสตรีสองคนที่โต๊ะอาหารทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ สุดท้ายก็จับจ้องที่ตัวชุยเสียวเสี่ยว

จุๆๆ ช่างงดงามจริงๆ!

ถึงแม้แม่นางน้อยผู้นี้จะสวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อธรรมดาๆ และนั่งตรงทื่ออยู่กับโต๊ะอาหารเฉยๆ แต่ไฝแดงที่หางตาเม็ดนั้นช่างทำให้คนมองตาลุกวาวได้โดยแท้

และแม้จะไม่ได้ผัดแป้งวาดคิ้วก็ยังดูออกว่านางนั้นมีใบหน้างดงามผุดผาด บริสุทธิ์ราวกับดอกพุดตานที่เพิ่งต้องหยาดน้ำค้าง หากได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์พลิ้วบาง รวบผมเกล้ามวยหลวมๆ และขยับยักย้ายเอวคอดอยู่หน้าเชิงเทียนหลังฉากบังตาคงจะรัญจวนยวนเย้าสุดพรรณนา…

จิ้นโหย่วเต๋อมองแล้วมองเล่า สายตาแฝงเลศนัยคิดเลยเถิดไปไกล

ขณะจิ้นโหย่วเต๋อจ้องมองมา ชุยเสียวเสี่ยวก็มิได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใด ริมฝีปากผลอิงเพียงขยับน้อยๆ ตามจังหวะเคี้ยวข้าวและมองตอบเขาเพียงผาดผ่าน

จีอู่ชีเห็นการโต้ตอบทางสายตาระหว่างบุรุษสตรีคู่นี้แล้วอดแค่นยิ้มไม่ได้…ดูท่าว่าหากเจ้าสำนักคนใหม่ของพวกเราตกอยู่ในบ่วงทางโลกขึ้นมาก็ยังอาจเลี้ยงตนเองรอดได้ด้วยอาศัยรูปโฉมที่งดงามอยู่บ้าง

หลังจากโอภาปราศรัยกันเสร็จเรียบร้อย ในที่สุดพ่อค้าไหมแซ่จิ้นก็ตามหลังนายอำเภอเดินจากไปด้วยทีท่าอาลัยอาวรณ์

ชุยเสียวเสี่ยวเองก็ดูเหมือนว่าถูกพ่อค้าผู้นี้ดึงดูดใจไปเช่นกัน ขนาดผู้มาเยือนจากไปแล้ว นางก็ยังอยากสืบถามความเป็นมาของจิ้นโหย่วเต๋อให้มากสักหน่อย

เมื่อจีอู่ชีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ชุยเสียวเสี่ยวก็ยกชามใบใหญ่มานั่งยองๆ อยู่ตรงปากประตู กินข้าวไปพลางพูดคุยกับยามเฝ้าประตูไปพลาง

เดิมทีนางก็เป็นแม่นางน้อยตัวผอมเล็กมากอยู่แล้ว ยิ่งผ่านการร่อนเร่พเนจรมาหลายวันก็ยิ่งดูอ่อนแอบอบบางลงกว่าเดิม กอปรกับใบหน้าที่หมดจดงดงามจึงกระตุ้นความสงสารเห็นใจจากบุรุษได้ง่ายดาย นางพูดจาไม่กี่คำ ยามเฝ้าประตูก็คล้อยตามโดยไม่ขัดข้องอะไรเลย

ฟังจากยามเฝ้าประตูเล่าว่าโรงเลี้ยงไหมที่เกิดเรื่องนั้นแรกเริ่มก็มิได้มีเหตุผิดประหลาดอะไร แต่เมื่อสองเดือนก่อนจู่ๆ คนงานที่เคยเฝ้าเวรยามกลางคืนก็หายตัวไป หะแรกคิดกันไปว่าอาจเป็นเพราะคนหนุ่มจิตใจคึกคะนอง แอบหลบออกไปเที่ยวเล่นกินดื่มหาความสำราญ

ทว่าผ่านไปแล้วห้าวันก็ยังไม่เห็นคนกลับมา

ต่อมาน้าสะใภ้บ้านหนึ่งกำลังปัดกวาดทำความสะอาดโรงเรือน บังเอิญเงยหน้าขึ้นมาพบก้อนขาวๆ ใหญ่ๆ พันห้อยอยู่บนขื่อคาน

เมื่อนางเพ่งดูจนรู้ชัดก็ตกใจเป็นลมจนสิ้นใจ ที่แท้ ‘ก้อนรังไหม’ ขนาดยักษ์บนขื่อคานนั้นมีใบหน้าซีดเซียวของคนผู้หนึ่งโผล่ออกมาด้วย

คนที่ถูกเส้นไหมพันรอบตัวผู้นั้นก็คือคนงานโรงเลี้ยงไหมที่หายตัวไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ตอนชาวบ้านพบตัวเขา เจ้าตัวก็คล้ายกับถูกปีศาจร้ายสักอย่างสูบเลือดเนื้อไปจนแห้ง เหลือเพียงผิวหนังและกระดูก ไม่มีเลือดให้เห็นเลยสักหยด

ในตอนนั้นที่ว่าการอำเภอได้รับรายงานคดีไปก็ส่งคนมาเฝ้าระวังทันที ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทางการสองคนก็ถูกจับพันติดกับขื่อคานไปพร้อมกับคนงานที่อยู่เฝ้าเวรด้วยอีกหนึ่งคน ล้วนเสียชีวิตน่าสยดสยองไม่ต่างจากคนงานเลี้ยงไหมคนก่อน มีเพียงคนหนึ่งที่เคราะห์ดีหนีรอดมาได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ขวัญผวาจนตายตามไป

เวลานี้ข่าวเรื่องหนอนไหมกลายเป็นปีศาจแพร่สะพัดไปทั่ว นอกจากโรงเลี้ยงไหมจะถูกปิดแล้ว ร้านค้าในอำเภอและตำบลในปกครองต่างก็ทยอยปิดทำการไปด้วย

ชาวบ้านซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ได้แต่โปรยผงกำมะถันแดงไปรอบบ้านเพื่อขับไล่วิญญาณร้ายสิ่งอัปมงคลตามความเชื่อ ทุกบ้านทุกเรือนต่างปิดประตูแน่น ไม่ยอมออกมา รอจนกว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะแก้ไขคลี่คลายคดีอาถรรพ์โรงเลี้ยงไหมได้เสียก่อน

ชุยเสียวเสี่ยววางท่าอย่างผู้สืบทอดสำนัก แย้มยิ้มตั้งใจฟังยามเฝ้าประตูตลอดจนจบ ในระหว่างที่ไม่รู้จะพูดอะไรนี้ยังขอใบยาสูบห่อหนึ่งมาจากคนเฝ้าประตูที่กำลังสูบกล้องยาปล่องน้ำด้วย

จีอู่ชีไม่ชอบท่าทางเช่นนี้ของนางยิ่งนัก ไม่ว่าไปที่ใดนางก็ดีแต่หลอกลวง ฉวยโอกาสเอาเปรียบ แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ไม่เว้น ช่างต่ำช้าเหลือเกินจริงๆ!

กระทั่งชุยเสียวเสี่ยวไม่รู้จะซักถามอะไรต่ออีก นางก็กลืนข้าวคำสุดท้ายลงคอแล้วกลับไปที่โต๊ะอาหาร กระซิบกับศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามว่า “งานนี้ตึงมือยิ่งนัก พวกเราอาจจะรับไม่ไหว พอกินข้าวมื้อนี้เสร็จแล้วเราก็ถอนตัวกันเถิด…”

จีอู่ชีทนดูนิสัยปลิ้นปล้อนของเจ้าสำนักคนใหม่นี้ไม่ได้ ถึงกับวางชามวางตะเกียบแล้วเขม้นมอง “เจ้าคิดว่าพวกเราเป็นโจรเที่ยวหลอกหากินไปทั่วเหมือนอย่างเจ้าหรือ ในเมื่อรับปากมาแล้ว กินข้าวของผู้อื่นไปแล้ว ต่อให้ต้องตายก็หดหัวล่าถอยไม่ได้เป็นอันขาด!”

ฝ่ายเจียงหนานมู่ศิษย์พี่รองและอาอี้ศิษย์น้องเล็กฝ่ายชายต่างพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ในบรรดาสำนักบำเพ็ญเซียนด้วยกัน สำนักยันต์คาถานับเป็นพวกนอกคอกที่สุดและมักถูกสำนักอื่นดูถูกดูแคลน

ถึงแม้ผู้สืบต่อสำนักเช่นพวกเขาไม่กี่คนจะเปรียบดั่งแสงของหิ่งห้อย แต่ก็ไม่อาจทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของสำนักอาจารย์ได้

ชุยเสียวเสี่ยวมองพิจารณาพวกเขาพลางเม้มปากครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยว่า “ดี ในเมื่อพวกท่านยืนหยัดมุ่งมั่นเช่นนี้ คืนนี้ก็ลองดูสักตั้งเถิด…”

ครั้นพูดจบนางก็ล้วงหยิบตำราเก่าคร่ำหน้าปกขาดแหว่งเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อ ตั้งใจแล้วว่าเมื่อศึกมาก็ต้องลับอาวุธผุๆ** เสียหน่อย ศึกษาเคล็ดวิชาสักเล็กน้อย เปิดพลิกตำราอ่านดูอย่างจริงจัง

ตำราเล่มนี้เป็นตำราลับที่ถังโหย่วซู่ผู้ก่อตั้งสำนักยันต์คาถามอบให้ชุยเสียวเสี่ยวก่อนจะสิ้นใจ

ศิษย์อีกสามคนนั้นไม่สนใจ ‘ตำราลับ’ เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย

แม้อาจารย์จะเอ่ยอ้างว่าตำรานี้คือหัวใจแห่งการฝึกฝนยอดวิชาเลิศล้ำของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน ซึ่งจะส่งต่อให้แก่เจ้าสำนักรุ่นต่อไปเท่านั้น…

แต่เมื่อแรกครั้งที่พวกจีอู่ชีมากราบอาจารย์ขอเข้าสำนักก็ได้รับความรักความเมตตาจากอาจารย์จนได้รับ ‘ข้อยกเว้น’ เคยเปิดตำรานี้อ่านกันแล้วทั้งนั้น

สิ่งที่บันทึกไว้ในตำรานอกจากคาถาและอักขระยันต์ง่ายๆ พื้นๆ สำหรับศิษย์แรกเข้าสำนักแล้ว ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือประวัติอันลำบากยากเข็ญในการบุกเบิกภูเขาตั้งสำนักและการติดตามปรมาจารย์เว่ยเจี๋ยของถังโหย่วซู่เอง

บางทีอาจเป็นเพราะอาจารย์กลัวว่าหลังจากตายไปแล้ว ศิษย์สาวกรุ่นลูกรุ่นหลานจะลืมความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของตนจึงตั้งใจเขียนตำราเล่าตำนานก่อนจะเสียชีวิตไป โดยตั้งชื่อว่าเป็นตำราลับเพื่อให้ศิษย์สำนักไม่แพร่งพรายไปที่อื่นและรีบอ่านศึกษาดูสักหน

ส่วนการฝึกบำเพ็ญขั้นที่สูงขึ้นลึกซึ้งขึ้นหลังจากเข้าสำนักแล้ว…ท่านผู้อาวุโสเคยบอกไว้ว่าการเข้าสู่การฝึกตนได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละคน…ทั้งหมดล้วนต้องดูจากปัญญาความสามารถของแต่ละคนนั่นเอง

ความจริงท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งที่เรียกว่ายันต์คาถาเป็นเพียงสื่อนำให้พลังของผู้ใช้ยันต์ทรงอำนาจขึ้นเท่านั้น

แผ่นยันต์แบบเดียวกันเมื่ออยู่ในมือของผู้มีพรสวรรค์ไม่เหมือนกันย่อมให้ผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในสายตาของจีอู่ชีเห็นว่าหญิงกเฬวรากไร้หลักไร้ฐานเช่นชุยเสียวเสี่ยวนั้น ต่อให้ครอบครองยันต์วิเศษที่อาจารย์เขียนด้วยตนเองก็ไร้ประโยชน์ไม่ต่างจากถือกระดาษเช็ดก้นเลย

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 12 .. 69

 

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: