X
    Categories: ทดลองอ่านผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมารมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 13-15

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 13

 

อาอี้ถูกศิษย์พี่ใหญ่ตวาดใส่เช่นนี้ก็รีบหยิบยันต์ปราบมารมือพัลวัน แล้วตามศิษย์พี่ใหญ่พุ่งไปหาชุยเสียวเสี่ยว

ชุยเสียวเสี่ยวเพ่งสมาธิจดจ่อเพื่อรวบรวมพลังมาตลอดและสามารถควบคุมวารีได้คล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่นางกำลังควบคุมสายน้ำได้อย่างเยี่ยมยอดกลับต้องตกใจเสียงตะคอกขู่ของศิษย์พี่ใหญ่

ผลคือน้ำที่นางควบคุมล้วนไม่สูญเปล่าแม้แต่หยดเดียว พวกมันร่วงหล่นจากอากาศตกลงกระแทกพื้นแล้วสาดกระเซ็นใส่ใบหน้าและเนื้อตัวของศิษย์พี่ทั้งสองจนเปียกปอนเป็นไก่ตกน้ำแกง*

ชุยเสียวเสี่ยวสะบัดแขนที่ปวดเมื่อยครู่หนึ่ง ยิ้มให้พวกศิษย์พี่ทั้งสองอย่างรู้สึกผิด “โธ่ ข้าขออภัย แต่พวกท่านยังมิได้อาบน้ำล้างหน้าไม่ใช่หรือ ถือเสียว่าได้ล้างหน้าล้างตัวพอดีเลย…”

กระทั่งจีอู่ชีพิจารณาจนแน่ใจแล้วว่าชุยเสียวเสี่ยวมิได้ถูกปีศาจมารครอบงำจริงๆ แต่เป็นเพราะนั่งทำสมาธิเมื่อคืนจนบรรลุเคล็ดวิชาควบคุมวารีสำเร็จ ดวงตาของเขาก็เบิกจ้องจนปูดโปนเป็นลูกกระพรวน

“เป็นไปไม่ได้! เห็นๆ อยู่ว่าเมื่อคืนเจ้าเข้านอนไปแล้ว จะฝึกพลังจนก้าวล้ำเช่นนี้ได้อย่างไร”

ดวงตาของศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่ก็เบิกกว้างเช่นกัน ยิ่งเมื่อรู้ว่าเมื่อครู่ชุยเสียวเสี่ยวมิได้ใช้ยันต์ใดๆ เลย เพียงท่องคาถาควบคุมวารีเงียบๆ ลูกตาของนางก็แทบถลนออกมา

พึงรู้ว่าการใช้พลังวิชาของสำนักยันต์คาถานั้นล้วนอาศัยยันต์เป็นสื่อนำ เช่นเดียวกับคนขึ้นเขา ถ้าใช้ไม้เท้าช่วยค้ำเดินย่อมเหมือนลงแรงครึ่งเดียวบรรลุผลเท่าทวี

แท้จริงแล้วนี่เป็นเพราะพลังจิตไม่เข้มแข็งพอ จำเป็นต้องใช้สิ่งยึดเหนี่ยวภายนอกแสดงออกมา และเพราะการใช้ยันต์นี้เองทำให้ตำหนักสำนักอื่นดูถูกดูแคลนว่า…ผู้ฝึกฝนวิชายันต์คาถาล้วนอ่อนด้อยไร้สามารถมาแต่เกิด ไม่เหมาะจะฝึกบำเพ็ญเพียรแต่แรกแล้ว

ช่างเปรียบเหมือนคนร่างกายอ่อนแอ ขาแข้งไม่อำนวยแต่กลับอยากใช้ไม้เท้าปีนเขาสูง ฝืนปีนไปได้ระยะหนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่วกวนอยู่ตรงไหล่เขาเท่านั้น

เพราะข้อจำกัดเรื่องพรสวรรค์นี้ สำนักวิชาเช่นสำนักยันต์คาถาจึงยากจะเกิดยอดอัจฉริยะที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทิศ

ส่วนผู้ที่ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรไปจนถึงขั้นควบคุมธาตุทั้งห้าได้โดยไม่ต้องใช้ยันต์เลยนั้น ในบรรดาสำนักยันต์คาถาแห่งต่างๆ ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะไม่เคยได้ยินว่ามี

เหตุว่าเมื่อไม่มียันต์ก็จำเป็นต้องใช้พรสวรรค์และการสั่งสมพลังตบะที่สูงส่งยิ่ง หากใช้ไม้เท้าค้ำยันเช่น ‘ยันต์’ นี้จนเคยชินเสียแล้วก็มีน้อยคนนักที่จะสละมันทิ้งแล้วกลับมาเดินธรรมดาอีกครั้ง

ทว่าตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวแห่งสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของพวกเขา…สามารถทำได้แล้ว! ปัญญาความสามารถของนางสูงส่งกว่าพวกเขาเพียงใดกัน

เมื่อได้ยินเจียงหนานมู่บอกว่าชุยเสียวเสี่ยวมิได้ใช้ยันต์เสกวารีแต่อย่างใด จีอู่ชีก็ยังไม่เชื่อ

ชุยเสียวเสี่ยวมิได้พูดอะไรมาก เพียงชูนิ้วเรียวยาวขึ้นมาสองนิ้วแล้วดึงน้ำเป็นสายเล็กๆ จากในลำธารขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งใส่ใบหน้าคร้ามเข้มของศิษย์พี่ใหญ่อย่างไม่เกรงใจ “เป็นอย่างไรบ้าง เช่นนี้ท่านเชื่อแล้วใช่หรือไม่”

จีอู่ชีเช็ดหน้าที่เปียกแฉะ ไร้คำจะเอ่ยต่อโดยแท้

โลกของผู้บำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้เอง นอกเหนือแบ่งแยกระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายมารชั่วแล้ว พรสวรรค์และพลังตบะก็กดข่มทุกสิ่งได้จริงๆ

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จีอู่ชีจะดูถูกชุยเสียวเสี่ยวไว้เพียงใด แต่ตอนนี้นางได้ใช้ความสามารถของตนเองพิสูจน์แล้วว่าในบรรดาศิษย์สำนักยันต์คาถาทั้งหมด นางมีพรสวรรค์สูงสุด อาจารย์มิได้ดูคนผิดเลย

ชุยเสียวเสี่ยวย่อมรู้สาเหตุที่ทำให้พลังตบะของตนสูงขึ้นเป็นอย่างดี แต่นางไม่อาจอธิบายให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังโดยละเอียดได้ ไม่เช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่จะต้องคิดว่านางถูกปีศาจครอบงำเป็นแน่

ระหว่างเดินทางกันต่อชุยเสียวเสี่ยวครุ่นคิดชั่วขณะหนึ่งว่าหะแรกลูกแก้วปีศาจในร่างกายตนคงจะอยากบังคับควบคุมตัวนาง โดยปลุกความคับแค้นในใจของนางแล้วดึงนางสู่ด้านชั่วร้าย เพื่อให้มันเข้าควบคุมครอบงำเช่นเดียวกับที่ทำกับสะใภ้สกุลไป๋

ใครเล่าจะคิดว่าโลหิตยอดอินของนางจะใช้ประโยชน์ได้ในยามคับขัน สามารถโจมตีขับไล่ปีศาจมารนั้นได้ จนตอนนี้นางกับลูกแก้วปีศาจสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างพอเหมาะพอดี ตราบใดที่ภาวะอันเหมาะควรนี้ไม่ถูกทำลายลง นางก็คงอยู่อย่างไร้ทุกข์ภัยได้ชั่วคราว

เพียงแต่เมื่อปีศาจโลหิตหรือลูกแก้วปีศาจนั้นพบว่านางรอดพ้นจากการควบคุมของมันก็บอกว่านางเป็นคนที่สองที่ทำเช่นนี้ได้

ชุยเสียวเสี่ยวจึงสนใจใคร่รู้ว่าคนแรกที่รอดพ้นจากการควบคุมของลูกแก้วปีศาจ…คือใครกัน

สิ่งที่ชุยเสียวเสี่ยวไม่มีทางรู้เลยก็คือภาพเหตุการณ์ที่นางควบคุมสายน้ำนั้นได้ปรากฏแก่สายตาฉินหลิงเซียวประหนึ่งว่าเกิดขึ้นต่อหน้าเขาจริงๆ

 

ในเวลานี้ฉินหลิงเซียวกลับมาถึงเขาจิ่วเสวียนเจี้ยนแล้ว แต่ก่อนจะผละมาเขาได้สั่งให้ลูกศิษย์คอยสะกดรอยตามชุยเสียวเสี่ยวไปตลอดทาง

ข้างสระเยียบเยือกบนเขาจิ่วเสวียนเจี้ยน เขาใช้ ‘วิชารวมจิต’ เพ่งผ่านดวงตาของศิษย์ในสำนักที่แอบติดตามไปสังเกตการณ์ จึงสามารถเห็นว่าเวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวทำอะไรอยู่ที่ใดได้อย่างชัดเจน

…นางมีพลังปาฏิหาริย์จริงๆ! จำได้ว่าตอนที่พบนางก่อนหน้านี้ที่จุดตันเถียนของนางยังว่างเปล่าไร้พลังปราณอยู่เลย เหตุใดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็บรรลุถึงขั้นนี้ได้

หรือ…นางใช้ลูกแก้วปีศาจเพิ่มพลังตบะของตนเองได้ นี่ไม่เท่ากับว่านางกำลังดำเนินรอยตามจอมมารเว่ยเจี๋ยหรอกหรือ

ฉินหลิงเซียวลืมตาพึ่บและผุดลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว แต่กลับพบว่าศิษย์น้องหลิงจื่อซานเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าเขายังตำหนักในนี้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร

“หลิงเซียว…หน้าผากของท่าน…” หลิงจื่อซานเพิ่งสังเกตเห็นว่ารอยตราปทุมบนหน้าผากของฉินหลิงเซียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำจึงปรี่ก้าวเข้าไปใกล้เขาอย่างอดไม่ได้

ฉินหลิงเซียวยกมือขึ้นลูบคลำเพื่อปิดบังรอยตราบนหน้าผากของตน ก่อนจะเอ่ยกับหลิงจื่อซานราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าให้เจ้าตามหาลูกแก้วปีศาจ ‘โทสะ’ มีเบาะแสอะไรแล้วหรือ”

หลิงจื่อซานรู้ว่าเขาไม่ต้องการอธิบายจึงได้แต่เก็บกลั้นความห่วงกังวลของตนไว้ กล่าวว่า “ข้าพบแล้ว โทสะสิงอยู่ในตัวพยัคฆ์ดุร้ายบนเขาเหมาซาน มันโกรธเกรี้ยวอาละวาดทั้งวี่วันและกินคนสัญจรไม่หยุด ข้ากำลังจะพาศิษย์ไปปราบพยัคฆ์ปีศาจแล้วเก็บลูกแก้วปีศาจกลับมานี่ล่ะ…ได้ยินว่าท่านไปพบชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นเพียงลำพังมา ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

ฉินหลิงเซียวไม่อยากตอบคำถามนี้เช่นกัน เพราะเขาเป็นฝ่ายไปเอ่ยปากขอแต่งงาน แต่กลับถูกเจ้าสำนักหญิงอ่อนหัดผู้นั้นปฏิเสธกลับมา จึงไม่มีอะไรน่ากล่าวถึง

เขาหลับตาอีกครั้ง กล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าอยากโคจรปราณฝึกบำเพ็ญต่อ ถ้าเจ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็ไปเถิด”

ต่อหน้าผู้บำเพ็ญพรตชายคนอื่น หลิงจื่อซานประมุขวังทวิลักษณ์ผู้สูงส่งยากไขว่คว้ามักจะวางตัวเย็นชาประหนึ่งดอกบัวน้ำแข็งแต่ต่อหน้าฉินหลิงเซียวศิษย์พี่ของนาง หญิงสาวกลับเชื่อเชื่องราวกระต่ายขาวตัวน้อย

นางดูออกว่าฉินหลิงเซียวกำลังอารมณ์ไม่ดีและดูเหมือนว่าคนที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ก็คือชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้น

หญิงสำนักเถื่อนลัทธินอกผู้หนึ่งมีพลังปีศาจอะไร ถึงชักจูงความรู้สึกของศิษย์พี่ได้

นางรู้ดีแก่ใจว่าไม่อาจถามออกไป ทำได้เพียงมองดูใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลิงเซียวอย่างทั้งรักทั้งชัง ก่อนจะหันกายออกจากตำหนักใหญ่แห่งสำนักกระบี่ไป

หากต้องการเอาชนะใจของฉินหลิงเซียวก็ต้องมีปัญญาความสามารถพอจะสนับสนุนปณิธานของเขา

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือจะต้องเก็บลูกแก้วปีศาจโทสะกลับมาให้จงได้ ส่วนเรื่องของชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้น หลิงจื่อซานตั้งใจแล้วว่าจะไปพบนางดูสักครั้ง…

กล่าวถึงคณะของสำนักยันต์คาถา พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าคอยตามเฝ้าอยู่ห่างๆ มาตลอด

ในที่สุดวันนี้พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาฉีเหล่า ที่ตั้งของสระพญาหงส์

เมื่อเข้าสู่เขตเขาฉีเหล่าต้นหญ้าเขียวชอุ่มรอบข้างก็ค่อยๆ บางตาลงเรื่อยๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต้นไม้ใหญ่อะไรเลย

ภูเขาทั้งลูกเห็นแต่ดินเหลืองไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ผิดจากภูเขาแห้งแล้งลูกหนึ่ง บนเนินด้านหนึ่งมีแผ่นหินตั้งเรียงรายราวกับซากแผ่นป้ายสุสานปรักหักพังอย่างไรอย่างนั้น

ชุยเสียวเสี่ยวสายตาดียิ่ง นางรู้สึกว่าเดิมป้ายศิลาเหล่านั้นน่าจะสลักอักษรไว้เต็มทั่ว เพียงแต่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน หินกร่อนพังเสียหายไปมาก ข้อความจึงเลือนหายจนแทบดูไม่ออกแล้ว

ศิษย์พี่รองเคยได้ฟังท่านอาจารย์เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับปรมาจารย์ของเขาอยู่เสมอ รวมถึงเรื่องป้ายศิลาที่กลาดเกลื่อนเต็มภูเขานี้ นางก็รู้ดีประหนึ่งเป็นนิ้วตน

“อาจารย์เคยเล่าว่าป้ายศิลาเหล่านี้เป็นศิลาเชิดชูคุณธรรมสดุดีคุณูปการที่สี่ยอดสำนักใหญ่แกะสลักจากกระดูกของมังกร เพียงแต่เมื่อสองร้อยปีก่อนถูกเว่ยเจี๋ยตวัดแส้ฟาดทำลาย คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านมานานถึงเพียงนี้จะยังหลงเหลือซากอยู่”

ชุยเสียวเสี่ยวก็เคยอ่านเจอเรื่องนี้ในตำราลับเช่นกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุการณ์ช่วงที่จอมมารเว่ยเจี๋ยถูกสี่ยอดสำนักใหญ่รุมไล่ล่า ก่อนเขาจะตกลงไปในถ้ำนาคาคร่าวิญญาณเสียอีก

เส้นทางสู่การเป็นจอมมารของเขาก็เริ่มต้นจากถ้ำนาคาคร่าวิญญาณในหุบลึกของเขาฉีเหล่านี่เอง

เมื่อสองร้อยปีก่อน ทั่วบริเวณเขาฉีเหล่ากินพื้นที่เป็นร้อยหลี่ยังคงร่มรื่นเขียวขจี แต่หลังจากเว่ยเจี๋ยกลายเป็นจอมมาร เลือดก็อาบนองไปทั่วสี่ยอดสำนักใหญ่ อีกทั้งเขายังคิดเปิดประตูยมโลกซึ่งซ่อนเร้นอยู่บนเขาฉีเหล่า สร้างความปั่นป่วนสะท้านสะเทือนถึงทวยเทพ สุดท้ายคล้ายว่าเกิดสงครามบนเขาฉีเหล่าขึ้นอีกครา นำมาสู่เพลิงศักดิ์สิทธิ์แผดผลาญ กลายเป็นสถานที่ที่ต้นไม้ใบหญ้าไม่อาจงอกขึ้นอีกเลย

ปกติแล้วศิษย์พี่รองมักชอบอ่านตำนานขึ้นชื่อของสำนักนิกายต่างๆ นางจึงแทบทนรอไม่ไหวที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ไก่อ่อนเพิ่งหัดบำเพ็ญเพียรผู้นี้ฟัง

หะแรกชุยเสียวเสี่ยวก็ยิ้มฟังขณะเดินขึ้นเขา แต่พอเดินไปๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันตา จู่ๆ นางก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอกแล้วแผ่ลามไปตามแขนขาและกระดูกทั่วสรรพางค์กาย

หลายวันมานี้ชุยเสียวเสี่ยวอยู่ร่วมกับลูกแก้วปีศาจในร่างกายอย่างสงบไร้เรื่องกวนใจ นางจึงหลงคิดว่าไปว่าโลหิตยอดอินของตนคงจะสะกดลูกแก้วปีศาจเอาไว้ได้

แต่ตอนนี้นางเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองดีใจเร็วเกินไปจริงๆ

เมื่อมาอยู่ข้างๆ เนินตรงเชิงเขาฉีเหล่าซึ่งเต็มไปด้วยซากศิลาจารึกแห่งนี้ ในที่สุดพิษลูกแก้วปีศาจในตัวชุยเสียวเสี่ยวก็เริ่มแผลงฤทธิ์ขึ้นแล้ว

เป็นดังที่ฉินหลิงเซียวเคยกล่าวไว้ เมื่อพิษอินออกฤทธิ์ชุยเสียวเสี่ยวก็เจ็บปวดไปทั่วทุกอณูในร่างกาย เจ็บเหมือนดั่งมีลูกศรนับหมื่นเล่มทิ่มแทงทะลุหัวใจ ทรมานจนต้องกลิ้งลงกับพื้น

ศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามอยากจะช่วยแบกนางขึ้นมาวางบนหินก้อนใหญ่ด้านข้าง แต่ทันทีที่สัมผัสถูกตัวชุยเสียวเสี่ยว นางก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าว แม้แต่เสื้อผ้าที่เสียดสีบนตัวนางยังทำให้เจ็บแสบจนทนไม่ไหว เหงื่อแตกพลั่กพาให้จอนผมเปียกแฉะ ผมเผ้าลุ่ยยุ่งและชุ่มเหงื่อจนแนบติดสองข้างแก้มของนาง

เจียงหนานมู่เห็นนางเป็นเช่นนี้พานร้อนรนจนอยากจะร้องไห้ ได้แต่พึมพำว่า “จะทำอย่างไรดี”

ในมือจีอู่ชีถือยันต์ปราบมารเตรียมไว้แล้ว แต่จะแปะก็ไม่แปะเสียที

 

แม้เขามักจะเยาะหยันศิษย์น้องเจ้าสำนักด้วยถ้อยคำรุนแรงอยู่เนืองๆ แต่เมื่อเห็นแม่นางน้อยวัยสิบหกสิบเจ็ดปีผู้นี้เจ็บปวดทรมานจนหน้าซีดขาวราวกระดาษ เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรไปชั่วขณะหนึ่ง

สุดท้ายจีอู่ชีก็ขยำกระดาษยันต์สีเหลืองพลางกระทืบเท้าคราหนึ่งแล้วโยนมันทิ้งไปอีกด้าน

ขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังอับจนหนทาง ศิษย์สาวกสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าหลายคนก็ขี่กระบี่ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งราวกับนัดแนะเวลาไว้

เจี่ยงเจิ้งศิษย์เอกของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไล่มองชุยเสียวเสี่ยวซึ่งกำลังกลิ้งทุรนทุรายไปมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ครั้นดูเรื่องตลกจนหนำใจแล้วถึงค่อยเอ่ยปากสบายอารมณ์ว่า “ท่านปรมาจารย์คาดเดาชะตากรรมของเจ้าสำนักชุยในเวลานี้ไว้ก่อนแล้วจึงได้สั่งให้พวกข้ามาที่นี่เพื่อรับเจ้าสำนักชุยไปพบ ทั่วโลกหล้านี้คนที่ช่วยท่านได้มีเพียงปรมาจารย์ของพวกข้าเท่านั้น เจ้าสำนักชุย เชิญ!”

ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่ได้ยินเช่นนี้พลันรีบพยักหน้า เตรียมจะช่วยศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าพยุงชุยเสียวเสี่ยวขึ้น

แต่ชุยเสียวเสี่ยวจิกยึดพื้นดินไว้แน่น พร้อมผงกศีรษะขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวยังดิ้นพล่านอยู่ ดวงตาคู่สวยโผล่เผยผ่านช่องระหว่างปอยผมที่ปรกบังหน้าตา ไฝแดงตรงหางตาดูเข้มขึ้นประหนึ่งว่าจะหยาดเลือดลงมาเสียให้ได้ ยิ่งขับเน้นให้สายตาของนางดุร้ายขึ้นหลายส่วน

“…ขอบคุณความหวังดีของเจ้าสำนักฉิน แต่น้ำใจของเขา ข้าแม่นาง ไร้โชควาสนาเชยชื่น ขอรับไว้แค่ใจก็พอ!”

ชุยเสียวเสี่ยวรู้ว่าฉินหลิงเซียวจงใจคาดเดาเวลาส่งคนมา ‘เชิญ’ นางไว้พอดิบพอดี

เขาคงมั่นใจว่าเมื่อนางทุกข์ทรมานจากพิษอินก็จะสิ้นศักดิ์ศรี ขอร้องอ้อนวอนให้เขาช่วยเหลือ ทว่ายิ่งฉินหลิงเซียวตั้งใจไล่ต้อนกันเช่นนี้ ชุยเสียวเสี่ยวก็ยิ่งไม่อยากทำตามที่เขาต้องการมากขึ้นเท่านั้น

คนที่ระเหเร่ร่อนกินนอนอยู่ในตลาดย่านร้านมาแต่เล็ก หากไม่มีจิตใจฮึกห้าวเหี้ยมหาญเสียเลย ไม่ต้องคอยยอมจนแม้แต่สุนัขจรจัดก็เข้ามารังแกเอาได้หรอกหรือ

ภายนอกชุยเสียวเสี่ยวอาจดูเหมือนอะลุ้มอล่วยประนีประนอม แต่บทจะโหดเหี้ยมเด็ดขาดขึ้นมา แม้แต่ชีวิตนางก็ไม่เสียดาย!

บทที่ 14

 

ในเมื่อชุยเสียวเสี่ยวเคยเอาชนะอำนาจของลูกแก้วปีศาจมาได้หลายครั้งและพลังตบะของนางก็สูงขึ้นบ้างแล้ว เช่นนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่นางต้องยอมจำนนต่อพิษอินง่ายๆ

ยามที่พิษอินจากลูกแก้วปีศาจออกฤทธิ์ย่อมทำให้เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แต่เมื่อพิษไหลเวียนไปตามเส้นเลือดมุ่งสู่จุดตันเถียนก็พาให้สัมผัสเส้นชีพจรต่างๆ ได้ชัดเจนทั่วทุกที่

นอกจากความเจ็บปวดแล้ว ชุยเสียวเสี่ยวยังได้ค้นพบทางโคจรของเส้นชีพจรในร่างกายตนที่แต่ก่อนไม่เคยเข้าใจ ด้วยการนำของพิษร้ายนางถึงกับตื่นรู้ได้ในฉับพลัน

พึงรู้ว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรนั้นไม่ว่าจะมุ่งเน้นฝึกปราณ ผนึกโอสถ หรือวาดยันต์ ก้าวแรกก็ล้วนต้องเปิดเชื่อมเส้นชีพจรในร่างกายตนและเรียนรู้จักโคจรลมปราณให้เป็นเสียก่อน ขอเพียงใช้ลมปราณได้อย่างแคล่วคล่องจึงนับได้ว่าขึ้นโถงใหญ่เข้าห้องในสำเร็จ

แต่ก่อนชุยเสียวเสี่ยวนั่งสมาธิล้วนรู้สึกแต่ปวดหลังเมื่อยเอวทุกครั้ง ไม่อาจสงบนิ่งกำหนดสมาธิได้เหมือนศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ เลย สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะเช่นนี้

ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าบนเส้นทางของการบำเพ็ญเพียรอาจต้องอาศัยพรสวรรค์และปณิธานของมนุษย์ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ ‘โอกาสวาสนา’ นั้นกลับเป็นสิ่งที่จะประสบพบเจอเองแม้มิได้ร้องขอ

ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าบางครั้งโอกาสวาสนาก็มิได้สดสวยดั่งบุปผาพราวพรั่งเสมอไป แต่มักมาพร้อมกับหนามแหลมคมด้วยเช่นกัน

ครั้งนี้นางถูกพิษอินทรมาน แต่ก็ไม่ถึงขั้นสูญสิ้นสติสัมปชัญญะจนกลายร่างเป็นปีศาจเหมือนสะใภ้สกุลไป๋ เหตุก็เพราะมีโลหิตยอดอินช่วยยับยั้งไว้

หากอดทนฝืนกลั้นความทรมานต่อไปได้ก็อาจก้าวข้ามเขตกั้นอันสูงล้ำระหว่างคนธรรมดากับผู้บำเพ็ญเพียรได้เร็วขึ้น

นางอยากจะรู้นักว่าระหว่างตัวนางกับฉินหลิงเซียว สุดท้ายใครต้องเป็นฝ่ายขอร้องใครกันแน่!

เหล่าศิษย์สำนักกระบี่คล้ายกับไม่คาดคิดว่าจนถึงขั้นนี้แล้วชุยเสียวเสี่ยวจะยังไม่รู้ดีรู้ชั่ว พาให้พวกเขาอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี

 

ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ตำหนักใหญ่บนเขาจิ่วเสวียนเจี้ยน ฉินหลิงเซียวซึ่งนั่งสมาธิเข้าสู่ห้วงอนัตตากำลังใช้วิชารวมจิตเพ่งผ่านดวงตาของศิษย์ผู้หนึ่ง มองดูภาพฉากที่ชุยเสียวเสี่ยวปฏิเสธเสียงแข็ง

ฉินหลิงเซียวฝึกปราณกระบี่ถึงขั้นแปดจึงมิได้โมโหโกรธามาเนิ่นนาน แต่ครานี้เขาถูกชุยเสียวเสี่ยวยั่วโทสะจนเกือบกระโดดผลุงขึ้นมาจริงๆ แล้ว

ไม่สำนึกดีชั่วเกินไปแล้ว!

เสียแรงที่เขาคิดถึงชื่อเสียงแทนนางตั้งมากมาย กระทั่งจะมอบเกียรติยศแก่นางด้วย ใครเลยจะรู้ว่าเป็นการเล่นพิณให้ควายฟัง นางไม่เห็นค่าความปรารถนาดีของเขาแม้แต่น้อย

พิษอินปราณปีศาจระดับนั้น ต่อให้เป็นเทพเซียนแดนสวรรค์ต้าหลัวเทียน ก็ทนดื่มได้แค่กาเดียว แม่นางน้อยมีเอ็นกระดูกเป็นปุถุชนเช่นนางจะมีปัญญาความสามารถอะไรไปต้านทานไหว

หรือนางคิดไปว่าการที่คนเช่นเขาเอ่ยปากขอแต่งงานก่อนเป็นเพราะหลงใหลในความงามของนางจนอยากเอาเปรียบนางอย่างนั้นรึ

เดิมทีคิดว่านางอวดกล้าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินหนา ฉินหลิงเซียวจึงจงใจรอสักหน่อย ให้ถึงเวลาที่พิษอินออกฤทธิ์ก่อนค่อยหาบันไดลงให้นาง

ตอนนี้ดูท่าศิษย์ที่เจ้าถังโหย่วซู่สั่งสอนมาจะทึ่มทื่อเร่อร่า ทั้งดื้อด้านดักดานจริงๆ

ทว่าชุยเสียวเสี่ยวอาจไม่กลัวตายและอดทนยื้อเวลาได้ แต่ฉินหลิงเซียวกลับรั้งรอมิได้แล้ว

เป็นดังที่ชุยเสียวเสี่ยวคิด เขาหาใช่วิญญูชนเปี่ยมล้นคุณธรรมที่จะปรี่เข้าช่วยชีวิตใครไม่ เขาเองก็จำเป็นต้องใช้พิษของลูกแก้วปีศาจมาล้างฤทธิ์มารย้อนกลืนในร่างกายของตนเช่นกัน

ไม่เช่นนั้นหากฤทธิ์มารเข้ามามีอำนาจเหนือเขาเมื่อใด การสู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาเป็นร้อยปีของเขามิต้องพังทลายลงในพริบตาหรอกหรือ

ครั้นนึกถึงสิ่งนี้ฉินหลิงเซียวก็รีบใช้วิชาแพร่เสียงพันหลี่เพื่อออกคำสั่งศิษย์สาวกเหล่านั้น “ไม่ต้องสนใจว่าชุยเสียวเสี่ยวจะพูดอะไร รีบพานางกลับเขาจิ่วเสวียนเจี้ยนโดยเร็วที่สุด!”

เมื่อวานหลิงจื่อซานเพิ่งส่งข่าวมาว่านางเก็บลูกแก้วปีศาจ ‘โทสะ’ มาได้แล้ว ขาดแค่เพียง ‘โลภะ’ ลูกนี้เท่านั้น แต่ ‘โลภะ’ กลับอยู่ในร่างของชุยเสียวเสี่ยวจึงต้องสิ้นเปลืองกำลังอยู่เช่นนี้

ฉินหลิงเซียวตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าในเมื่อชุยเสียวเสี่ยวไม่แยแสการเป็นคู่สามีภรรยากับเขา เช่นนั้นเขาก็จะไม่สนใจชื่อเสียงของนางและไม่จำเป็นต้องมอบเกียรติศักดิ์ศรีใดๆ ให้นางอีกต่อไป

ให้พาตัวนางมาแล้วแช่สระเยียบเยือกเพื่อขับพิษอินออกมาก่อนค่อยว่ากัน

ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยชีวิตนางด้วยเช่นกัน ส่วนนางจะซาบซึ้งหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ในเวลานี้ศิษย์สำนักกระบี่หลายคนที่ตีนเขาฉีเหล่าล้วนได้ยินเสียงท่านปรมาจารย์ออกคำสั่ง พวกเขาต่างมองหน้าสบตากัน ก่อนจะขยับก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวพลางยื่นมือออกไปทางชุยเสียวเสี่ยวซึ่งฟุบอยู่กับพื้น

ชั่วขณะที่มือของพวกเขากำลังเข้าไปใกล้ ชุยเสียวเสี่ยวก็ได้ผ่านความเจ็บปวดแรกจากการถูกพิษอินโจมตีมาได้แล้ว

เป็นดังที่นางคาดไว้ ร่างกายของนางเริ่มโคจรพลังจากจุดตันเถียนเองโดยไม่รู้ตัวเพื่อต่อต้านพิษอินเมื่อครู่

เมื่อพิษหยุดออกฤทธิ์ชั่วคราว จุดตันเถียนของนางก็รู้สึกถึงพลังอย่างหนึ่งถาโถมเข้ามาอย่างที่ไม่เคยสัมผัส

ชุยเสียวเสี่ยวใช้ประโยชน์จากพลังปราณที่จุดตันเถียนอันไม่อาจระงับยับยั้งนี้ หยิบยันต์วารีที่วาดไว้แล้วออกมา ขณะกางแขนออกก็ท่องคาถาไปด้วย

ระหว่างท่องคาถาครานี้ เสียงเล็กๆ ทว่าสงบนิ่งของนางคล้ายกับดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท เส้นชีพจรทุกส่วนต่างสั่นสะท้านตามจังหวะของถ้อยคำคาถา

ทันใดนั้นท้องฟ้าแดดแผดร้อนเหนือที่รกร้างก็พลันพร่างพรมหยาดฝนโปรยปราย

แม้แต่จีอู่ชีก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก แม้เขาจะเข้าเป็นศิษย์ในสำนักก่อนใคร ทั้งยังได้รับคำชมจากอาจารย์ว่ามีพรสวรรค์ไม่เลว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาถึงแปดปีกว่าจะเข้าใจวิถีแห่งวารีและอัคคี

คิดไม่ถึงว่าชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้เพิ่งเข้าสำนักมาเพียงเดือนกว่าๆ ก็ก้าวทะยานรุดหน้าถึงขั้นนี้แล้ว…

คราวนี้ชุยเสียวเสี่ยวเรียกฝนได้สำเร็จ และขณะหยาดฝนโปรยปรายลงมาพวกมันก็กลายเป็นกองกำลังพันไพร่พลหมื่นอาชาคอยต้านทานศัตรูให้แก่นาง

ชุยเสียวเสี่ยวกางแขนเรียวเล็กออกอีกครั้ง เพียงโบกสะบัดมือสายฝนนับพันหมื่นก็รวมร่างกันเกิดเป็นนาคาวารี จากนั้นก็พุ่งเข้าโจมตีศิษย์สำนักกระบี่จนกระเด็นไป

นางเช็ดแก้มที่เปียกแฉะของตนพลางกล่าวเสียงเย้ยเยาะถากถาง “สำนักหลักฝ่ายธรรมะอันเลื่องชื่อของพวกท่านเชื้อเชิญแขกเช่นนี้หรอกหรือ”

ภาพฉากที่ชุยเสียวเสี่ยวควบคุมสายน้ำโจมตีศิษย์สำนักกระบี่จนล่าถอยล้วนปรากฏแก่สายตาของฉินหลิงเซียวซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปเป็นพันหลี่เช่นกัน

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คราแรกเมื่อครั้งพบกันที่โรงเลี้ยงไหม ชุยเสียวเสี่ยวมิได้ดูมีความสามารถถึงเพียงนี้เลย!

วิชาควบคุมวารีไม่ใช่ศาสตร์พิสดารพันลึกแต่อย่างใด แต่ในยุคนี้ผู้ที่ใช้สายน้ำไล่ศัตรูได้ปราดเปรียวดั่งใจเช่นนี้ก็มีไม่มากนักเช่นกัน

ชุยเสียวเสี่ยวมีพลังตบะพลังวัตรถึงเพียงนี้? ก่อนหน้านี้นางซุ่มซ่อนเก็บงำไว้อย่างนั้นหรือ

ความอดทนของฉินหลิงเซียวถูกแม่นางน้อยดื้อรั้นประหนึ่งเอ็นวัวผู้นี้พังทลายลงสิ้น

เวลานี้ตัวของเขาอยู่ที่เขาจิ่วเสวียนเจี้ยนซึ่งห่างไกลกันถึงพันหลี่ จึงไม่อาจไปถึงเขาฉีเหล่าได้ในเวลาเพียงชั่วครู่

ทว่าเขาเชี่ยวชาญวิชารวมจิตยิ่ง เพียงเพ่งจิตแบ่งภาควิญญาณก็ส่งร่างจำแลงออกไปไกลนับพันหลี่ได้ในพริบตา

ในเมื่อเจี่ยงเจิ้งไร้สามารถไม่อาจ ‘เชิญ’ ชุยเสียวเสี่ยวมาได้ เช่นนั้นเขาจึงได้แต่ออกโรงด้วยตนเองเพื่อไป ‘เชิญ’ นางกลับมายังเขาจิ่วเสวียนเจี้ยนให้จงได้

ฉินหลิงเซียวใช้เวลาแค่ชั่วร่ายท่าดัชนีก็แยกวิญญาณออกจากร่าง แล้วจำแลงกายไปปรากฏตัวต่อหน้าบรรดาศิษย์สำนักยันต์คาถาบนเขาฉีเหล่าในทันที

หลังจากชุยเสียวเสี่ยวใช้พลังออกมาแล้ว สองขาก็อ่อนทรุดและกำลังจะซวนเซไปด้านหลัง ร่างจำแลงของฉินหลิงเซียวก็ปรากฏขึ้นอย่างเหมาะเจาะ คว้าเอวบางของนางไว้ทันพอดี

หญิงผู้นี้แม้จะดูผอมแห้ง แต่องค์เอวอ่อนนุ่ม ไม่ทิ่มแทงมือเลยสักนิด…

 

ขณะฉินหลิงเซียวแยกวิญญาณแบ่งภาคไป สตรีชุดดำอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังเร่งเดินทางมาจากที่ไกลๆ

ที่แท้หลังจากหลิงจื่อซานเก็บลูกแก้วปีศาจ ‘โทสะ’ กลับมาได้ นางกลับรู้สึกไม่วางใจฉินหลิงเซียว

นางรู้ดีว่าฉินหลิงเซียวต้องทนทุกข์ทรมานจากฤทธิ์มารย้อนกลืนมาตลอดหลายปี ดูจากรอยตราบนหน้าผากที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ คาดว่าอีกไม่นานก็คงยับยั้งฤทธิ์มารไว้ไม่อยู่

ตอนที่อยู่ในโรงเลี้ยงไหมดูเหมือนว่าลูกแก้วปีศาจ ‘โลภะ’ ลูกนั้นจะถูกชุยเสียวเสี่ยวเอาไปและยังมิได้คืนมาอีกเลย แต่ฉินหลิงเซียวกลับมีเมตตาใจอ่อนให้หญิงผู้นั้น

หลิงจื่อซานกลับมาจากเขาเหมาซานครั้งนี้ได้วางแผนแล้วว่าจะนำ ‘โลภะ’ กลับไปพร้อมกันอีกลูกด้วย นางไม่มีทางปรานีกับแม่หนูน้อยผู้แฝงมารยาประหนึ่งนางจิ้งจอกเช่นนั้นแม้แต่น้อย

คาดไม่ถึงว่าเมื่อนางพาศิษย์แห่งวังทวิลักษณ์เร่งมาถึงกลับได้เห็นภาพฉากร่างจำแลงของฉินหลิงเซียวกำลังกอดชุยเสียวเสี่ยวเข้าพอดี

หลิงจื่อซานโกรธจนมือไม้สั่น นางยกมือโคจรปราณซัดกระบี่วิเศษไปทางศีรษะของชุยเสียวเสี่ยวทันที

แต่เพราะนางออกท่ารุนแรงเกินไป กล่องที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของจึงถูกหลุดกระเด็นลอยตามไปด้วย

ครั้นกระบี่วิเศษพุ่งมาใกล้คนทั้งสอง ร่างจำแลงของฉินหลิงเซียวก็กางโล่วิเศษขึ้นขวางกั้นได้ทัน

พลังวิเศษสองสายปะทะกัน สะท้อนถูกกล่องใบนั้นแตกกระจาย ลูกแก้วปีศาจ ‘โทสะ’ หลุดจากพันธนาการกระเด็นออกมาโดยพลัน

พอฉินหลิงเซียวเห็นก็ตระหนกตกใจ ลูกแก้วปีศาจนี้ผ่านกาลเวลามาเป็นร้อยๆ ปีย่อมมีปราณวิเศษ ถ้าหากมันหลบหนีไปก็ไม่รู้อีกนานเพียงใดถึงจะหาเจอ

ถึงตอนนี้เขาก็ไม่สนใจชุยเสียวเสี่ยวอีกต่อไป รีบเหินร่างไปคว้าลูกแก้วปีศาจที่กำลังจะหลบหนี

ทว่าชั่วพริบตาที่เขาจับลูกแก้วปีศาจลูกนั้นได้ ห่อผ้าด้านหลังจีอู่ชีก็เกิดไฟลุก รูปสลักในกล่องไม้ใบนั้นพลันหลุดจากพันธนาการ ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศ

จังหวะเดียวกันนั้นเองชุยเสียวเสี่ยวและร่างจำแลงของฉินหลิงเซียวพลันเปล่งประกายแสงสีแดงและสีฟ้าออกมาคนละสาย ส่งตรงไปยังเบ้าตากลวงโบ๋สองข้างของรูปสลักนั้น

หลังจากนั้นกลางท้องฟ้าพลันเกิดรอยแยกเป็นทาง ก่อนจะม้วนตัวเป็นกระแสวนหอบรูปสลักไม้ ชุยเสียวเสี่ยว และร่างจำแลงของฉินหลิงเซียวเข้าไปใจกลางพร้อมกันแล้วหายวับไปกับตา…

ขณะที่ชุยเสียวเสี่ยวถูกดูดเข้าไปในกระแสลมหมุน นางไม่ทันตั้งตัวใดๆ เลย เพียงรู้สึกหายใจไม่ออกและหมดสติไปในที่สุด

ครั้นนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกเหมือนว่าร่างกายกำลังลอยอยู่ในน้ำ เมื่อได้สติแล้วนางก็เงยหน้าพึ่บพลางวาดแขนตะเกียกตะกายสุดชีวิต และพบว่าตนตกลงมาในสระธารแห่งหนึ่ง

นางกระเสือกกระสนจนขายืนในน้ำได้ จากนั้นจึงมองไปรอบๆ อย่างมึนงง ไม่รู้ว่าตนถูกพายุคลั่งหอบพัดมาตกลงข้างหน้าผาแห่งใด เห็นเพียงต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าขึ้นเบียดแน่นหนาปิดบังฟ้ากว้าง

ชุยเสียวเสี่ยวจำได้แม่นว่าศิษย์พี่รองเคยเล่าถึงสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่า ที่นั่นเป็นสถานที่ที่เว่ยเจี๋ยถูกฉินหลิงเซียวสังหารชีวิตเมื่อสองร้อยปีก่อนเช่นกัน

เมื่อครั้งนั้นเว่ยเจี๋ยดึงดันจะเปิดประตูยมโลกให้ได้ เคราะห์ดีที่ฉินหลิงเซียวขัดขวางไว้ แต่เวลานั้นเองมีพญาหงส์ห้าตัวบินวนเวียนอยู่เหนือฟ้าเบื้องบนไม่ยอมไปที่ใด ท้ายที่สุดไม่รู้ว่าพญาหงส์สีชาดตามตำราซึ่งเป็นหัวหน้าฝูงเกิดเจ็บแค้นโกรธเคืองอะไรขึ้นมาจึงแผดร้องพ่นไฟเผาป่าทั่วรัศมีร้อยหลี่รอบสระพญาหงส์จนราบสูญ

บางทีอาจเป็นเพราะถูกเพลิงศักดิ์สิทธิ์แผดเผาครานั้นถึงทำให้ตลอดสองร้อยปีมานี้รอบบริเวณสระพญาหงส์ไม่มีต้นหญ้างอกเงยขึ้นอีกเลย ทุกหัวระแหงมีแต่ความรกร้างแห้งแล้งไปทั่ว

ชุยเสียวเสี่ยวคิดเดาว่าตนเองคงถูกพายุหอบพัดมาตกยังที่ห่างไกลจากเขาฉีเหล่า เวลานี้มีต้นไม้ใบหญ้าห้อมล้อมรอบด้าน นางรู้สึกงุนงง ไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ที่ใดกันแน่

ใจนางนึกอยากร้องเรียกพวกศิษย์พี่รอง แต่ก็เกรงว่าเสียงตะโกนจะชักพาฉินหลิงเซียวและหญิงบ้าหลิงจื่อซานผู้นั้นมา นางจึงทำได้เพียงลองปีนเขาข้างลำธารขึ้นไปดูก่อน

บางทีศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามของนางอาจกำลังเตรียมลงมาตามหานางอยู่ก็เป็นได้

ชุยเสียวเสี่ยวตัดสินใจได้แล้วก็บีบน้ำออกจากชายเสื้อผ้าของตน ตอนนี้นางยังควบคุมอัคคีไม่เป็น แต่ถ้าอยากจะให้เสื้อผ้าแห้งไวๆ ก็ง่ายดายยิ่ง

เด็กสาวหลับตาลงท่องคาถาควบคุมวารีงึมงำ หยดน้ำบนร่างกายพลันเหือดแห้งไปในชั่วพริบตา

กระทั่งเสื้อผ้าแห้งสะอาด ชุยเสียวเสี่ยวก็ค้นหาจนพบเถาวัลย์ใหญ่หนาเส้นหนึ่งตรงข้างหน้าผา นางดึงกระตุกทดสอบความแข็งแรงคงทนของมันก่อน จากนั้นจึงเริ่มปีนขึ้นไป

ชุยเสียวเสี่ยวเรียนวิชาหมัดมวยเพื่อป้องกันตัวมาจากบิดาบุญธรรมตั้งแต่นางยังเด็ก มือเท้าปราดเปรียวแคล่วคล่องพอตัว ใช้เวลาชั่วพักหนึ่งก็ปีนไปถึงยอดผาแล้ว

แต่เมื่อนางปีนไปถึงยอดสุดแล้วค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนช้าๆ ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง

มองลงไปจากตรงนี้มีเนินเขากว้างใหญ่ลูกหนึ่ง…เหตุใดถึงมีป้ายศิลามากมายเหมือนที่เชิงเขาฉีเหล่าเลยล่ะ เพียงแต่ถึงแม้ที่ตรงนี้จะมีป้ายศิลาตั้งเรียงรายเต็มทั่ว แต่ทั้งหมดล้วนยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่มีเสียหาย

ชุยเสียวเสี่ยวค่อยๆ เดินไปช้าๆ เห็นป้ายศิลาเหล่านั้นยังดูใหม่มากจริงๆ รอยสลักอักษรก็ชัดเจนยิ่ง เช่นนี้แล้วที่นี่ย่อมไม่ใช่เขาฉีเหล่าเป็นแน่

เพียงแต่นางไม่รู้เลยว่าเมื่อนางเดินผ่านหลักศิลาบอกเขตหลักหนึ่งก็เกิดลมโหมพัดทำให้ต้นหญ้าที่สูงกว่าครึ่งตัวลู่ลงต่ำ เผยให้เห็นตัวอักษรใหญ่ๆ สามตัวบนหลักเขตนั้นว่า

 

เขาฉีเหล่า

 

ชุยเสียวเสี่ยวมองไปรอบทิศอย่างงงงัน พอแน่ใจแล้วว่าปราศจากผู้คนก็เม้มริมฝีปาก ก่อนจะร้องตะโกนอย่างห้ามไม่อยู่ “ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่รอง! พวกท่านอยู่ที่ใด”

เสียงนางใสกังวานดังสะท้อนก้องไปทั่วที่เนินกว้างแห่งนี้ แต่นอกจากนกไม่กี่ตัวที่พากันบินตื่นตระหนกก็ไม่มีผู้ใดตอบสนองอีกเลย

ชุยเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วคิดในใจ หรือว่า…พวกเขาถูกศิษย์สำนักกระบี่จับตัวไปหมดแล้ว?

นางได้แต่รีบลงจากเนินเขาเพื่อตามหาร่องรอยพรรคพวกของตนต่อไป

ทันใดนั้นเองที่เชิงเขาพลันเกิดเสียงหินแตกพังทลาย ชุยเสียวเสี่ยวรวบรวมสติเพ่งมองไปจึงพบว่าด้านบนศิลาจารึกแผ่นที่สูงที่สุดมีบุรุษร่างสูงเพรียวผู้หนึ่งนั่งอยู่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด

เวลานี้เขากำลังนั่งหันหลังให้ชุยเสียวเสี่ยว บนร่างสวมชุดสีดำทั้งตัว ชายเสื้อตัวยาวโบกสะบัด เส้นผมดำสนิทพลิ้วไสวอยู่ด้านหลัง ขาเรียวยาวยกขึ้นเหยียบป้ายศิลา มือข้างหนึ่งกระดกขวดน้ำเต้าสุราขึ้นกรอกใส่ปากอึกแล้วอึกเล่า

หลังจากดื่มสุราจนหนำใจแล้วเขาก็ตวัดข้อมือเบาๆ ทว่าแส้ยาวในมือสะบัดแรงฟาดถูกป้ายศิลาจารึกข้างตัวจนแตกเป็นเสี่ยงๆ…

ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตบุรุษผู้นั้นจากไกลๆ เห็นเขาทำลายป้ายศิลารอบตัวหลายแผ่นพังทลายลงในพริบตา

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้นถึงดูคล้ายกับแผ่เผยความเศร้าสร้อยหงอยเหงาออกมา แผ่นหลังอันกว้างใหญ่กลับอวลไอโดดเดี่ยวอ้างว้างไม่สิ้นสุด…

บทที่ 15

 

ชุยเสียวเสี่ยวถอนสายตากลับมาก้มมองป้ายศิลาที่อยู่ใกล้ตนเองที่สุด

คำที่สลักบนป้ายศิลาแผ่นนี้อ่านง่าย ชุยเสียวเสี่ยวอ่านดูสองสามบรรทัดก็เข้าใจเหตุผลว่าเพราะเหตุใดถึงมีป้ายศิลามาตั้งเรียงรายอยู่ ณ ที่นี้

เพียงแต่…เหตุใดเรื่องที่บันทึกอยู่บนป้ายศิลานี้…จึงเหมือนกับตำนานเขาฉีเหล่าที่ศิษย์พี่รองเพิ่งเล่าให้ฟังตอนมาถึงเขาฉีเหล่าได้เล่า

 

ในอดีตนั้นด้านล่างสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่าเป็นที่ตั้งศิลาจารึกกระดูกมังกรซึ่งจารคำเชิดชูคุณูปการของสี่ยอดสำนักใหญ่ที่ร่วมกันล้อมปราบสกุลเว่ยแห่งเขาฉีเหล่า

เขาฉีเหล่ายังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยมโลกกับโลกมนุษย์ มีสกุลเว่ยผู้ปราบปีศาจมารคอยเฝ้าคุ้มกันมาโดยตลอด

อนิจจาที่เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนในรุ่นของเว่ยจิ้งหลิง เขาไม่พอใจที่ตนเองและคนในตระกูลต้องทนเหนื่อยยากเฝ้าอยู่ในที่แห่งนี้เพื่อแบกภาระต่อจากบรรพบุรุษ จึงแอบปล่อยปีศาจมารหญิงงามเลิศล้ำตนหนึ่งออกมาและใช้นางก่อเรื่องปั่นป่วนระบายความคับแค้นใจของเขาเอง

เดิมทีนางมารตัณหาจำพวกนี้ก็คือภูตผีปีศาจที่เชี่ยวชาญการกลั่นแกล้งบุรุษยิ่ง เมื่อสบโอกาสจึงพลิกจากเบี้ยล่างเป็นเบี้ยบน ล่อลวงให้เว่ยจิ้งหลิงลุ่มหลงจนลืมหน้าที่ของสกุลเว่ยไปจนหมดสิ้น

สุดท้ายเขาไม่เพียงให้กำเนิดสายเลือดชั่วช้ากับนางมารตัณหาตนนั้นออกมาผู้หนึ่ง แต่ยังลอบปล่อยสามปีศาจอสูรจากยมโลกออกมาสร้างหายนะยังโลกมนุษย์อีกด้วย

เหล่านักพรตฝ่ายธรรมะผู้มีหน้าที่ปราบปีศาจกำจัดมารจะทนยอมรับได้อย่างไรกัน ครั้นแล้วพวกเขาจึงร่วมมือกันเข้าปราบปรามสกุลเว่ย หมายบีบบังคับให้พวกเขาส่งมอบนางมารตัณหาและสายเลือดชั่วช้านั้นออกมา

ไม่รู้ว่าเว่ยจิ้งหลิงตกอยู่ใต้มนตร์เสน่ห์ของนางมารตัณหาหรืออย่างไร ให้ตายเขาก็ไม่ยอมส่งคนไป แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นในสกุลเว่ยพลอยเดือดร้อนไปด้วย เขาจึงลงจากเขา เผชิญหน้ารับศึกจากสี่ยอดสำนักใหญ่เพียงลำพัง

ท้ายที่สุดเว่ยจิ้งหลิงรู้ตัวว่าตนเองหมดกำลังจะต่อสู้แล้วจึงปลิดชีวิตตนเองด้วยกลัวโทษทัณฑ์ จากนั้นก็ตกลงสู่บ่อขุมแห่งยมโลก

สี่ยอดสำนักใหญ่ที่เข้าร่วมการล้อมปราบสกุลเว่ยต่างพากันตั้งป้ายศิลาน้อยใหญ่ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนลูกหลานของสกุลเว่ย ขณะเดียวกันก็ได้สรรเสริญแซ่ซ้องคุณงามความดีของพวกตนด้วย

แต่ต่อมาป้ายศิลาเหล่านี้ก็ถูกคนผู้หนึ่งทำลายเสียหายทั้งหมด และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้าคนที่ไร้ชื่อเสียงไม่รู้ที่มานี้ก็เริ่มข่มขวัญสะท้านสะเทือนทั่วหล้าและค่อยๆ ก้าวเข้าสู่สายตาสำนักบำเพ็ญเซียนทั้งหลาย…

เรื่องราวในอดีตส่วนนี้มิต้องให้ศิษย์พี่รองบอกเล่า ชุยเสียวเสี่ยวก็รู้อยู่แล้ว เพราะท่านอาจารย์ได้เล่าไว้ในบันทึกเรื่องเบ็ดเตล็ดในตำราลับนั่นเอง

คนที่ทำลายศิลาจารึกบนเชิงเขาฉีเหล่าด้านล่างสระพญาหงส์ในตอนนั้นก็คือผู้ก่อเหตุนองเลือดไปทั่วปฐพีในเวลาต่อมา…จอมมารเว่ยเจี๋ย

พงศาวดารชาวบ้านบางตำนานกล่าวว่าอักษร ‘เว่ย’ ของเว่ยเจี๋ยกับ ‘เว่ย’ ของเว่ยจิ้งหลิง นั้นออกเสียงเหมือนกัน เว่ยเจี๋ยจึงอาจเป็นบุตรชายของเว่ยจิ้งหลิงที่เกิดแต่นางมารตัณหาตนนั้น ในครานั้นเขาถึงได้กระทำการฮึกห้าวเพียงนี้ ต่อมาเมื่อเขาสำเร็จวิชามารแล้วจึงชำระหนี้เลือดกับหอเทียบเมฆาและบุกเดี่ยวท้าทายสี่ยอดสำนักใหญ่เพื่อล้างแค้นให้บิดา

แต่…ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว

เหตุใดตอนนี้จึงมีคนโผล่มาตวัดแส้ฟาดป้ายศิลาเลียนอย่างเว่ยเจี๋ยเมื่อครานั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นสี่ยอดสำนักใหญ่ฝักใฝ่ลุ่มหลงในชื่อเสียงเกียรติยศถึงเพียงนี้เชียวหรือ นอกจากบนเขาฉีเหล่าแล้ว ที่แท้พวกเขายังตั้งศิลาจารึกบนเขาลูกอื่นด้วย

ชุยเสียวเสี่ยวมองแล้วมองเล่าพลางคิดเวียนวนเท่าไรก็ไม่อาจเข้าใจ

พิจารณาจากลักษณะของป้ายศิลาเหล่านี้น่าจะเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่กี่ปี สี่ยอดสำนักใหญ่เมื่อสองร้อยปีก่อนก็ถูกเว่ยเจี๋ยเข่นฆ่าสังหารไปจนเกือบหมดสิ้น ไม่รู้ว่าศิษย์สาวกของพวกเขาคนใดที่เหลือรอดมาสร้างศิลาจารึกเหล่านี้ไว้

ชุยเสียวเสี่ยวยังไม่ทันดึงสติตนเองออกจากห้วงคิด บุรุษที่ยืนอยู่บนป้ายศิลาผู้นั้นก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของนาง เขาพลันผินหน้ามาเล็กน้อย แส้ยาวในมือตวัดฟาดมาทางชุยเสียวเสี่ยวทันที

ชุยเสียวเสี่ยวหยิบยันต์เสกวารีออกมาอย่างว่องไว แล้วดึงสายน้ำมาสร้างเป็นโล่วารีได้ทันควัน

ทว่าโล่วารีซึ่งใช้พลังปราณวิเศษนี้ไม่อาจขวางกั้นแส้ยาวอันร้ายกาจเหลือกำลังได้ ปลายสายแส้ซึ่งมีเข็มเหล็กสามเล่มเจาะทะลวงผ่านโล่วารีพุ่งมาที่ใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยว

นางร้องผวาคราหนึ่ง อุทานในใจว่าแย่แล้ว และทำได้เพียงหลับตารอรับความเจ็บปวดที่กำลังมาเยือน

ใครเลยจะคิดว่าเมื่อบุรุษผู้นั้นได้ยินเสียงนางร้อง เขาพลันพลิกมือเก็บแส้กลับคืนในชั่วขณะสุดท้ายพอดี จากนั้นก็กระโดดผลุงมายังเบื้องหน้านางแวบวาบราวกับสายฟ้าสีดำ

ชั่วขณะที่เขาหันกายมาเมื่อครู่ก็ปิดพรางใบหน้าด้วยผ้าโปร่งดำก่อนแล้ว เห็นเพียงเรียวคิ้วดกดำเฉียงชี้ดั่งกระบี่และดวงตาสีดำคู่หนึ่ง…วาวประกายสีม่วงจางเปี่ยมเสน่ห์ชวนหลงใหล

ชุยเสียวเสี่ยวไม่เคยพบเห็นดวงตาที่มีเสน่ห์น่าใหลหลงเช่นนี้ ครั้นจ้องมองนานเข้าก็คล้ายถูกดูดดึงวิญญาณ พาให้ลืมไปว่าจะพูดอะไร…

เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าคนที่มารบกวนเขาเป็นแม่นางหน้าตาน่าเอ็นดูอายุยังน้อยนิด เดิมทีก็ไม่คิดจะสนใจ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขากลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “เจ้าใช้ยันต์เก่งเอาการ เป็นศิษย์สำนักใด”

ชุยเสียวเสี่ยวอึ้งตะลึงไป แต่น้ำเสียงของเขาฟังดูนุ่มนวล ทั้งยังหยุดมือได้ทันเวลา มิได้ทำร้ายนางบาดเจ็บ ดังนั้นนางจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องแสร้งทำเป็นใบ้ ครั้นแล้วนางก็ประสานหมัดเอ่ยหยั่งเชิงว่า “ข้าเป็นศิษย์แห่งสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน…ไม่ทราบว่าคุณชายเคยได้ยินชื่อบ้างหรือไม่”

บุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วเข้มหนาน่ามองขึ้นคล้ายกับกำลังคิดทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนจะเอ่ย “สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน? ไม่เคยได้ยินมาก่อน…แต่เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”

ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ความรู้ออกจะคับแคบตื้นเขิน แม้สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจะไม่อาจเทียบเทียมสำนักใหญ่เหล่านั้น แต่ถังโหย่วซู่อาจารย์ของนางก็หาใช่ผู้ไร้ชื่อเสียงตัวตน อีกทั้งยังอาจนับว่ามีชื่อลือชาอยู่บ้าง

บุรุษผู้นี้ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยจริงๆ หรือ

นางกะพริบตาปริบๆ ไม่ตอบคำ แต่กลับย้อนถาม “ท่านคอยแต่ถามข้า ให้ข้าถามท่านบ้างเถิด เหตุใดท่านจึงทำลายป้ายศิลาเหล่านี้เล่า”

บุรุษผู้นั้นคงเป็นคนขี้เมา เขาผินหน้าไปด้านหนึ่งขณะเลิกผ้าโปร่งพรางหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วยกขวดน้ำเต้าเทสุราไม่กี่หยดสุดท้ายดื่มลงไปจนเกลี้ยง จากนั้นจึงเขย่าดูด้วยท่าทียังไม่หนำใจ ก่อนจะชี้ไปยังป้ายศิลาแผ่นหนึ่งในบรรดานั้นพลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ป้ายนี้ทำจากกระดูกมังกรใช่จะพบเห็นกันได้ง่ายๆ แต่มังกรเป็นสัตว์เทพทะยานฟ้าทะลวงดิน พำนักนอนเหนือเมฆา หลับใหลใต้มหานที อิสรเสรีเป็นที่สุด สัตว์วิเศษแสนสง่างามเช่นนี้ พอตายลงกระดูกขาวกลับถูกสร้างเป็นป้ายศิลาจารึกเพียงเท่านั้น อักษรที่จารอยู่บนป้ายมิได้ใช้ลายอักษรเฉ่าซู* ที่พลิ้วไหวอิสระ จำต้องตอกตราให้เรียงตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย อักษรแต่ละตัวแข็งทื่อ ลายอักษรเข้มขรึมขึงขังราวกับเกรงว่าคนจะอ่านไม่เข้าใจอย่างไรอย่างนั้น ประหนึ่งเป็นเห็บเหาที่อาศัยเกาะตามตัวมังกร ตายไปแล้วก็ยังหาความสุขมิได้ สู้เอาแส้ฟาดให้แตกไปเสีย ช่วยเกาให้กระดูกมังกรเหล่านี้หายคันสักหน่อย จะได้สบายอกสบายใจได้บ้าง!”

เขาพูดถึงตรงนี้ก็แค่นยิ้มออกมาคราหนึ่ง พร้อมทั้งตวัดแส้ฟาดป้ายศิลาหักพังลงไปอีกสองแผ่น ยามที่สายแส้ฟาดถูกตำแหน่งใดปราณแท้ก็กระเพื่อมไหวจนมองออกว่าเขาผู้นี้มีพลังตบะไม่น้อยเลย

คำกล่าวนี้ช่างอวดอ้างความชอบธรรมอย่างไร้เหตุผล เป็นคำพูดโอหังเลื่อนเปื้อนของบุรุษหนุ่มขี้เมาโดยแท้!

ทว่าชุยเสียวเสี่ยวกลับรู้สึกว่าฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง อดพยักหน้าคล้อยตามไม่ได้

ม้าพันธุ์ดีควรคู่อานชั้นดีฉันใด ป้ายจารึกที่ดีก็ควรคู่กับลายอักษรดีๆ ฉันนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์เทพเช่นมังกรเลย มันจะยินยอมให้กระดูกของตนกลายมาเป็นป้ายสรรเสริญเชิดชูมนุษย์ปุถุชนธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บุรุษหนุ่มขี้เมาผู้นี้จะเมามายขาดสติ แต่คำพูดของเขาก็ตรงไปตรงมาและนับว่ากินใจคนยิ่งนัก

ในเมื่อเขาชอบทุบทำลาย เช่นนั้นก็ทุบทำลายไปเถิด

นางไม่อยากรบกวนความสุขของผู้อื่น สู้ออกจากที่ตรงนี้โดยเร็วไวและตามหาว่าเขาฉีเหล่าอยู่ทางทิศใดจะดีกว่า

ครั้นแล้วนางจึงประสานหมัดขึ้นอีกครั้ง สอบถามว่า “ขอบังอาจถามคุณชายสักหน่อย เขาฉีเหล่าต้องเดินไปทางใดหรือ”

บุรุษหนุ่มผู้นั้นไล่สายตาขึ้นลงมองพิจารณาชุยเสียวเสี่ยว ก่อนจะกล่าวช้าๆ “ที่นี่…ก็คือเขาฉีเหล่าอย่างไรเล่า”

ชุยเสียวเสี่ยวอึ้งตะลึงงัน เหม่อมองดูต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีที่ปกคลุมเต็มเขานี้อีกครั้ง

ไม่ควรถามคนเมาเลยจริงๆ ที่นี่จะเป็นเขาฉีเหล่าที่ฝุ่นดินเหลืองตลบไปทั่วได้อย่างไรกัน

ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงกันมายังเชิงเขา คนพวกนั้นต่างขี่กระบี่มุ่งหน้ามา ดูท่าพลังตบะจะไม่ธรรมดาเลยสักคน

ชุยเสียวเสี่ยวมีสายตาล้ำเลิศยิ่ง เพียงแวบเดียวก็ดูออกว่าผู้ที่เป็นหัวหน้าในกลุ่มนั้นสวมชุดคลุมยาวแผ่ไอเซียนออกมาเนืองๆ ดูแล้วน่าจะเป็นศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ส่วนคนอื่นๆ ที่ตามหลังมานั้นไม่รู้ว่าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไปรวบรวมคนมาช่วยจากที่ใด

น่าตายนัก ลูกสมุนพวกนี้ประหนึ่งวิญญาณตามหลอกหลอนไล่ไม่ไป อุตส่าห์ไล่ตามมาถึงนี่เลยรึ!

เวลานี้เองบุรุษหนุ่มซึ่งอยู่ใกล้ๆ นางผู้นั้นพลันดึงกระบี่เก่าๆ ไร้ด้ามหุ้มเล่มหนึ่งออกมาจากข้างเอว ตรงส่วนโคนที่ควรเป็นด้ามจับนั้นคือโลหะโล้นโล่ง เขาใช้ผ้าขาดๆ ผืนหนึ่งพันส่วนด้ามไว้หลายรอบ ก่อนตั้งท่าราวกับจะต่อสู้ศึกชี้ชะตากับพวกที่มุ่งหน้ามายังเชิงเขา

ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าเรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องอะไรกับบุรุษด้านข้างจึงเอ่ยปากไปว่า “คุณชาย คนพวกนั้นตั้งใจจะมาจับข้า ไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน หากท่านไม่อยากมีเรื่องก็เชิญไปเถิด”

ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับมองนางอย่างจริงจัง ย้อนถามกลับว่า “อ้อ เหตุใดพวกเขาถึงตามล่าเจ้าเล่า”

ชุยเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วพลางก้มมองคลื่นมนุษย์คลาคล่ำเบื้องล่าง นึกสงสัยว่าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าถึงกับขนกันมาหมดรังเลยหรือ

ฉินหลิงเซียวเป็นตาเฒ่าเปล่าเปลี่ยวหาคนแต่งภรรยามิได้หรืออย่างไร ถึงต้องตามจับกันอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ด้วย!

ครั้นแล้วนางก็แค่นเสียงฮึดฮัด “มีคนคิดว่าข้าควรจะแต่งงานกับเขา เลยไล่ตามข้าไปทุกที่อย่างหน้าไม่อาย…ท่านรีบไปเถิด หากยังไม่ไปประเดี๋ยวจะไปมิได้อีกแล้ว”

บุรุษหนุ่มมองพิจารณาชุยเสียวเสี่ยวคราหนึ่ง คล้ายกับครุ่นคิดสิ่งใดในใจ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แม่นางมีหน้าตาท่าทางดีอยู่หลายส่วนจริงๆ ไม่แปลกที่จะดึงดูดพวกเติงถูจื่อมาเช่นนี้…สุราวันนี้เป็นสุราดี ผู้ที่ได้พบหน้ายังเป็นคนงามอีกด้วย ในเมื่อมีเรื่องดีเช่นนี้ข้าจะมองข้ามสุราเลิศรสนารีงดงาม ทิ้งให้เจ้าเผชิญอันตรายเพียงลำพังได้อย่างไร”

ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าคำพูดนี้แฝงน้ำเสียงแทะโลมอยู่บ้าง นางตวัดสายตาจ้องหน้าบุรุษด้านข้างอย่างเย็นชา

ทว่านางยังไม่ทันอ้าปากต่อว่า กลับเห็นบุรุษตรงหน้าผายแขนเรียวยาวชี้ไปทางกลุ่มคนที่กำลังขึ้นเขามา “แม่นางวางใจเถิด ข้าจะอยู่สู้ศึกร่วมกับเจ้า เจ้าดูสิว่าจะต้านทานลำพังคนเดียวได้สักกี่คน พวกเราแบ่งๆ กันไปก็ได้แล้ว”

ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าถึงแม้บุรุษผู้ปิดบังหน้าตาจะพูดจาไม่สำรวม แต่ทั่วร่างแผ่เผยท่วงทีอย่างผู้กล้าแห่งยุทธภพ เห็นๆ อยู่ว่าไม่ใช่ธุระกงการของตน แต่เขากลับออกปากจะร่วมต่อสู้ นางไม่เคยเห็นใครเสนอตัวมีเรื่องวิวาทเช่นนี้มาก่อน

ท่าทางของบุรุษผู้นี้ดูมิได้ล้อเล่น เขาเหินร่างขึ้นไปตรงๆ เพียงวาดมือปราณกระบี่ก็ซัดกลุ่มคนซึ่งสวมชุดคลุมยาวสีดำเหล่านั้นล้มกองกับพื้นไปหลายคน

บรรดาคนชุดดำเหมือนมิได้มีเจตนาไล่ล่าชุยเสียวเสี่ยว แต่มุ่งมาหาบุรุษหนุ่มด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวและรุมล้อมเขาไว้ชนิดน้ำไม่อาจเล็ดลอดไปได้เลยสักหยด ฉับพลันนั้นทั้งสองฝ่ายก็โรมรันพันตูกันทันที

เดิมทีชุยเสียวเสี่ยวสามารถฉวยโอกาสนี้หันหลังวิ่งหนีได้ แต่บุรุษหนุ่มผู้นี้ออกโรงแทนนางทั้งที่เมามาย หากนางทอดทิ้งไม่สนใจเขาก็ไร้คุณธรรมน้ำมิตรเกินไปแล้ว

นางคิดได้ดังนี้ก็พลิกมือข้างหนึ่งหยิบยันต์เสกวารีออกมาสี่แผ่น เพียงพริบตาก็ส่งนาคาวารีสี่ตัวออกไปโจมตีผู้คนที่กำลังขึ้นเขามาและอาศัยช่วงเวลาที่คนเหล่านั้นถูกน้ำซัดล้มลงกับพื้น รีบตะโกนบอกบุรุษหนุ่มผู้นั้น “พวกนั้นมากันเยอะเช่นนี้ ไม่อาจใช้ไม้แข็งปะทะไม้แข็งได้ เร็วเข้า! ไปกับข้า!”

ท่าทีบุรุษหนุ่มคล้ายกับไม่คิดถอยหนี เขาควงกระบี่กล่าวอย่างสบายอารมณ์ “ชาติบุรุษศีรษะจ่อฟ้าบาทาหยัดดิน จะมีเหตุผลให้วิ่งหนีไม่คิดต่อสู้ได้อย่างไร”

ชุยเสียวเสี่ยวไม่ชอบฟังถ้อยคำอวดกล้าถือดีของบุรุษเพศพรรค์นี้เป็นที่สุด

นางเดินไปคว้าแขนเสื้อของบุรุษหนุ่มแล้วออกวิ่งทันใด ขณะวิ่งไปพลางก็พูดไปพลางว่า “ชาติบุรุษสิบปีแก้แค้นไม่สาย พวกเราคนน้อยด้อยกำลัง จะฝืนสู้ให้ปลาตายตาข่ายขาดไปไยเล่า ขอเพียงเขาเขียวยังคงอยู่ มิต้องกลัวไร้ฟืนเผา จอมยุทธ์ท่านนี้ หากไม่รีบไปอีก ‘เขาเขียวฟืนงาม’ แห่งนี้ก็จะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว คิดดูดีๆ เถิด อีกเดี๋ยวขวดน้ำเต้าสุราของท่านก็อาจถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปด้วย!”

คำพูดของชุยเสียวเสี่ยวเหมือนจะทำให้บุรุษหนุ่มรู้สึกขบขัน แต่เขาก็วิ่งตามนางแต่โดยดี ขณะวิ่งไปก็พลันถามขึ้นว่า “เช่นนั้น…พวกเราควรจะซ่อนที่ใดจึงจะรักษาเขาเขียวฟืนงามนี้ไว้ได้เล่า”

ชุยเสียวเสี่ยวคิดเส้นทางหลบหนีไว้แต่เนิ่นแล้วจึงตอบโดยมิต้องกะพริบตา “เมื่อครู่ข้าเพิ่งปีนขึ้นมาจากหุบเขา ดูเหมือนที่นั่นจะมีอุโมงค์ถ้ำมากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะทะลุไปถึงที่ใดบ้าง ต้นไม้แถบนั้นกิ่งก้านหนาทึบ เหมาะแก่การซ่อนตัวที่สุด พวกเราไปหลบสักครู่ก่อน รอฟ้ามืดแล้วค่อยคิดหาทางต่อไป”

บุรุษหนุ่มคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้ากล่าวว่า “มีเหตุผล…ข้าไม่คุ้นเคยกับที่แห่งนี้ เชิญแม่นางนำทางด้วย”

ชุยเสียวเสี่ยวไม่กล้ารอช้า รีบมุ่งตรงไปยังทางที่นางเพิ่งปีนขึ้นมา ฝ่ายบุรุษหนุ่มเดินตามหลังนางไม่เร็วไม่ช้า ท่าทางสบายอารมณ์ยิ่ง เขามองดูผมหางม้าที่แกว่งไกวไปมาเบื้องหลังร่างผอมบางของเด็กสาว เหวี่ยงไปซ้ายทีขวาทีประหนึ่งภูตน้อยแห่งพงไพร…

 

เพียงไม่นานชุยเสียวเสี่ยวก็มาถึงจุดที่ตนเพิ่งปีนมา นางชี้ไปยังหน้าผาพลางกล่าวกับบุรุษหนุ่ม “ท่านจอมยุทธ์ เชิญลงก่อนเถิด”

ทว่าบุรุษหนุ่มกลับมองดูก้นหุบเหวด้วยสายตาครุ่นคิด เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ด้านล่างนี้…อย่ากระโดดลงไปเลยจะดีกว่า”

นางคิดว่าเขากลัวความสูง ทั้งคร้านจะคะยั้นคะยอเขา จึงเตรียมจะใช้วิธีการเดียวกับเมื่อครู่ หาเถาวัลย์ที่เกาะยึดกับผนังผาเพื่อไต่ปีนลงไปเองอีกครั้ง

แต่ใครเลยจะคิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นเพียงมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าคอเสื้อของชุยเสียวเสี่ยวด้วยมือเดียวแล้วพานางกระโดดลงผาไป…

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมกราคม 2569)

 

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: