X
    Categories: ทดลองอ่านผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมารมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 5-6

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 5

 

ด้านชุยเสียวเสี่ยวให้อาอี้ศิษย์น้องเล็กตักน้ำผสมยาสูบไปให้ฉินหลิงเซียวถังหนึ่ง

“เจ้าสำนักฉิน ท่านราดน้ำนี้ลงบนเปลือกรังไหมสิ บางทีอาจจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้เจ้าปีศาจออกมาได้!” ชุยเสียวเสี่ยวตะโกนเสียงดัง

ฉินหลิงเซียวรู้ว่าปีศาจนี้มีฤทธิ์มารแปลกพิสดาร ถึงแม้วิธีการของชุยเสียวเสี่ยวจะดียิ่ง แต่อาจเป็นเพราะคำพูดนางที่ดูหมิ่นศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเมื่อครู่ทำให้เขาขุ่นเคืองใจจึงไม่ยื่นมือออกไปรับน้ำยาสูบ กลับเสกกระบี่ปราณในมืออีกครั้งแล้วเหินร่างขึ้นไป เตรียมจะผ่าเปิดรังไหมออก

ครานี้เมื่อกระบี่ปราณของฉินหลิงเซียวโจมตีไปที่รังไหม กรงเล็บสีดำมะเมื่อมซึ่งซุ่มเงียบอยู่ในรังนั้นมาตลอดก็ยื่นออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่กลัวแสงกระบี่แม้แต่น้อย มันคว้าจับกระบี่ปราณของฉินหลิงเซียวไว้หมับ ขณะเดียวกันดักแด้ในรังก็พ่นพุ่งเส้นไหมปีศาจออกมาอีกครั้งแล้วพันห่อฉินหลิงเซียวซึ่งอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นหนา

เวลานี้เกราะหมอกปราณบนร่างของเขาใช้ไม่ได้ผลเลย เขา ‘จมหาย’ เข้าไปในใจกลางเส้นไหมละเอียดเล็กเหล่านั้น

ชุยเสียวเสี่ยวร้องขึ้นอย่างร้อนรน “แย่แล้ว…”

หากนางคาดไม่ผิด เจ้าปีศาจนั่นช่างเล่ห์ร้ายเหลือเกิน การที่ฉินหลิงเซียวฟันทำลายเส้นไหมปีศาจได้ก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วก็คือแผนแสร้งอ่อนแอหลอกศัตรูให้ตายใจของเจ้าปีศาจนั่นเอง

เจ้าปีศาจตนนี้เหมือนกับหมีจำศีลที่ตื่นขึ้นมาหิวโซจนอยากเขมือบกินทุกสิ่ง หลังจากมันแหวกรังออกมาได้ก็ต้องการเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าทันที

เพียงแต่เลือดเนื้อของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจสนองความอยากของมันได้ ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรจนเก่งกาจสามารถเช่นฉินหลิงเซียวนี้กลับเป็นอาหารบำรุงชั้นดีชนิดที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้เลย

ดังนั้นแล้วการที่มันจงใจแสดงความอ่อนแอเมื่อครู่ก็เพื่อหลอกให้ฉินหลิงเซียวเข้าไปใกล้รังไหม จากนั้นจึงค่อยตะครุบรวบทันใด หวังจะกลืนกินฉินหลิงเซียวในคราวเดียว

อาอี้เห็นดังนั้นก็รีบสาดน้ำทั้งถังในมือตนเองออกไปอย่างรวดเร็ว

แต่เวลานี้เจ้าปีศาจได้โผล่หัวออกมาจากรังไหมและเผยให้เห็นใบหน้าแปลกประหลาดที่ดูเหมือนมนุษย์ก็ไม่ใช่ แมลงก็ไม่เชิงออกมา แม้น้ำยาสูบนี้จะทำให้มันคำรามไม่พอใจ แต่กลับก็ไม่อาจหยุดมันไม่ให้ลากฉินหลิงเซียวไปได้

และเพราะอาอี้อยู่ใกล้เกินไป ขาทั้งคู่ของเขาจึงถูกเส้นไหมปีศาจพันยึดจนล้มลงกับพื้นและถูกลากตัวเข้าไปหาเจ้าปีศาจนั่นเช่นกัน

เหตุพลิกผันนี้ทำให้เด็กหนุ่มตกใจร้องเสียงดัง กระดาษยันต์สีเหลืองกระจัดกระจายจากอกเสื้อราวกับเป็นของแจก ฉับพลันนั้นก็กระดาษยันต์ก็กลายร่างเป็นนกเหยี่ยว กระต่าย และนกกระจอกกระโจนบินไปทั่วอากาศ แต่กลับไร้หนทางพลิกคืนคลื่นคลั่งใดๆ ได้เลย

จีอู่ชีอยากไปช่วยศิษย์น้องเล็ก แต่อนิจจาเขาถูกไฟไหม้ไปทั่วทั้งร่าง ขยับเพียงเล็กน้อยก็เจ็บปวดทรมานแสนสาหัสแล้ว ฝ่ายศิษย์น้องรองเจียงหนานมู่ก็ตกใจกลัวถอยห่างไปไกล ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

ท่ามกลางอันตรายที่โถมใส่ในคราเดียว ชุยเสียวเสี่ยวคลำควานเจอกระดาษฟางเหลืองเหมือนที่ใช้ในห้องน้ำในกระเป๋าเสื้อของตนเองจึงรีบชูขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วกัดนิ้วตนเองเพื่อวาดยันต์ลงบนกระดาษนั้น ก่อนแปะลงบนหลังของสุนัขแก่ซึ่งติดตามนางมาตลอด จากนั้นก็ส่งกระดาษยันต์อีกแผ่นให้สุนัขแก่คาบไว้ พร้อมสั่งว่า “จี๋เสียง เอายันต์นี่ไปแปะบนตัวแมลงยักษ์นั่น!”

อาจารย์เคยบอกว่าเลือดของนางพิเศษเฉพาะ หากใช้เลือดเขียนยันต์จะผนึกรวมจิตได้ดีกว่า อักขระยันต์ที่นางตรากตรำร่ำเรียนตลอดทั้งคืน ผนวกกับพลังจากเลือดนี้เข้าไปอีก จะแพ้หรือชนะก็วัดกันที่ครานี้แล้ว!

บางทีอาจเป็นเพราะความตื่นเต้นบีบคั้นช่วยทะลวงชีพจรปราณในการบำเพ็ญเพียรของนางพอดี หลังจากเจ้าสุนัขแก่จี๋เสียงติดแผ่นยันต์โลหิต ร่างของมันจึงคล้ายกับระเบิดพลังในทันใด มันแยกเขี้ยวยิงฟันแหลมคมท่าทางดุดันพุ่งไปยังเจ้าปีศาจซึ่งกำลังจะออกมาจากรังไหมยักษ์อยู่รอมร่อแล้ว

พลังจิตของเจ้าปีศาจนั้นมัวแต่มุ่งไปบนร่างของเหยื่อทั้งสอง อีกทั้งเจ้าสุนัขแก่ยังเคลื่อนไหวว่องไวยิ่ง เจ้าปีศาจจึงไม่ทันระวังตัว ถูกปากงับเข้าตรงส่วนคอ ในเวลาเดียวกันนั้นยันต์ในปากเจ้าสุนัขแก่ก็ฝังติดลงบนผิวหนังของมันตามแรงกดของเขี้ยวฟัน

เจ้าสุนัขแก่จี๋เสียงท่าทางตื่นเต้นดีใจเหลือกำลัง มันกัดงับปากคาไว้ไม่ปล่อย ถึงขั้นนั่งขี่อยู่บนร่างของเจ้าปีศาจและกระดิกหางอย่างเอาเป็นเอาตาย

ฝ่ายเจ้าปีศาจท่าทางงงงันเหม่อคว้าง ก่อนจะหันช้าๆ กลับมามองสุนัขที่กำลังกัดคอมัน แต่แล้วก็เรียกสติตนเองกลับมาได้บ้างอย่างรวดเร็วและพยายามจะฉุดกระชากเจ้าสุนัขแก่ออกอย่างโกรธเกรี้ยว

จังหวะที่เจ้าปีศาจงุนงงอยู่นั้นเอง ฝ่ายฉินหลิงเซียวซึ่งถูกห่อพันแน่นกลับแน่นิ่งไม่ไหวติง ปานประหนึ่งน้ำมันหมดตะเกียงมอด ครั้นแล้วร่างกายสูงใหญ่ของเขาก็กลายเป็นเกล็ดละอองหมอกน้ำค้าง สลายหายไปในอากาศราวกับว่าถูกสูบปราณแท้ไปจนแห้งเหือดอย่างไรอย่างนั้น…

บรรดาศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่กำลังเหินร่างเข้าไปช่วยอาจารย์ต่างตระหนกตกใจร้องเสียงหลง “ท่านปรมาจารย์!”

เวลานี้เองในอากาศพลันเกิดลมพัดกระโชก เงาร่างคนชุดขาวผู้หนึ่งเหยียบกระบี่ปราณเหาะลงมาจากเบื้องบนราวกับเทพเซียนลอยลงมาจากสวรรค์ แท้จริงแล้วเขาก็คือฉินหลิงเซียวผู้หายไปกลางอากาศเมื่อครู่นั่นเอง

ท่วงทีสูงส่งสง่างามของเขาทำให้ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่รู้สึกตราตรึงใจอีกครั้งแล้ว นางกล่าวด้วยสีหน้าลุ่มหลง “ฉินหลิงเซียวคนเมื่อครู่นี้…แท้จริงเป็นเพียงร่างจำแลงที่สร้างขึ้นจากปราณแท้ของเขาสินะ ช่างร้ายกาจเหลือเกินจริงๆ”

ชุยเสียวเสี่ยวเพิ่งตระหนักได้เช่นกัน มิน่าเล่าเมื่อครู่ตอนมองฉินหลิงเซียวถึงได้รู้สึกเหมือนมีหมอกห่อหุ้มคลุมพรางอยู่ตลอด ที่แท้ไม่ใช่เกราะหมอกปราณปกป้องกาย แต่เป็นร่างจำแลงที่เสกขึ้นมาทั้งร่างต่างหาก…

นี่คือวิชามายาร่างจำแลงที่มีแต่ผู้เก่งกาจถึงขั้นผนึกโอสถทองสำเร็จเท่านั้นจึงจะทำได้ เพราะจะต้องใช้ปราณแท้ที่แข็งแกร่งประคองให้มั่นคง ขณะเดียวกันก็ต้องใช้พลังสมาธิอันแก่กล้าบังคับควบคุมให้เป็นดังใจไปด้วยเช่นกัน

แม้เจ้าปีศาจจะเฉลียวฉลาดมากเล่ห์ แต่คู่ต่อสู้ที่พบเจอและพันรัดมากลับเป็นเพียงร่างจำแลงเท่านั้น

ตอนนี้ฉินหลิงเซียวปรากฏกายขึ้นกะทันหัน ทั้งยังไม่ใช้กระบี่ปราณ เพียงชักกระบี่เก่าสนิมเขรอะที่ฝังหินแก้วดำ ไว้เต็มออกมา แล้วเงื้อกระบี่ขึ้นฟันฉับลงไปที่เจ้าปีศาจซึ่งกำลังจะออกมาจากเปลือกรังของมัน

เดิมทีชุยเสียวเสี่ยววางแผนว่าจะราดน้ำยาสูบลงไปบนตัวเจ้าปีศาจเพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันออกมาจากรัง จากนั้นค่อยปราบให้มันสยบยอมแล้วจับมันทั้งเป็น

เมื่อนางเห็นฉินหลิงเซียวจะลงมือฆ่าอย่างโหดเหี้ยมจึงรีบตะโกนอย่างร้อนรน “เจ้าสำนักฉิน โปรดออมมือเหลือเมตตาด้วย…”

ฉินหลิงเซียวจะฟังนางได้อย่างไร กระบี่เก่าสนิมเขรอะเล่มนั้นฟันใส่เจ้าปีศาจไปแล้ว รังไหมสีดำแตกระเบิดเพราะการโจมตีนี้แล้วเช่นกัน

สายตาของชุยเสียวเสี่ยวดีเลิศถึงขนาดสังเกตเห็นว่าบนด้ามกระบี่ที่เขาถือนั้นมีรอยสลักรูปดอกบัวเก้ารากที่บานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรอยสนิมหรือไม่ ดอกบัวดอกนั้นดูเหมือน…ไม่ใช่สีแดง แต่เป็นสีดำสนิทมืดมิดน่าสะพรึงกลัว…

นางไม่มีเวลาครุ่นคิด รีบหันไปมองเจ้าปีศาจซึ่งล้มลงกับพื้นตนนั้น

เนื่องจากมันไม่ได้ออกจากรังไหมด้วยตัวมันเอง การเปลี่ยนรูปร่างลักษณะของมันจึงสำเร็จเพียงครึ่งเดียว ส่วนครึ่งล่างนั้นยังเป็นดักแด้อยู่ และเพราะไม่อาจทานรับตบะปราณกระบี่ของฉินหลิงเซียวได้ ท้องของมันจึงระเบิดแตก ส่งเสียงกรีดร้องพลางกระดืบดิ้นอยู่กับพื้น หายใจรวยรินใกล้ตาย

ฉินหลิงเซียวไม่แยแสเจ้าปีศาจอีก เพียงสะบัดแขนเสื้อสลัดน้ำเมือกซึ่งสาดกระเด็นมาจากดักแด้ออกแล้วก้าวฉับมาเบื้องหน้า มองหาลูกแก้วขนาดผลลิ้นจี่ลูกหนึ่งในกองน้ำเมือกบนพื้นนั้น

หะแรกลูกแก้วยังคงเรืองแสงริบหรี่ แต่เมื่อฉินหลิงเซียวหยิบขึ้นมาไว้ในมือแสงนั้นก็หม่นลง ลูกแก้วพลันเปลี่ยนเป็นสีเขม่าในชั่วพริบตา

ใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลิงเซียวฉาบฉายแววโกรธเคือง เขาตวัดสายตาจ้องมาทางชุยเสียวเสี่ยว “เจ้าใช้ยันต์อะไร เหตุใดมันจึงกลายเป็นเช่นนี้”

ชุยเสียวเสี่ยวก้มลงลูบตัวสุนัขแก่จี๋เสียงที่วิ่งกลับมาหาแล้วแกะยันต์โลหิตของตนออกให้มันพลางกล่าวไปตามเรื่อง “ก็แค่ยันต์ขจัดมารธรรมดาๆ ของศิษย์แรกเข้าสำนัก…เจ้าสำนักฉิน ถึงแม้ข้าจะช่วยท่านไว้ แต่ท่านก็มิต้องเกรงใจจนเกินไปนักหรอก”

เห็นได้ชัดว่าแม่นางน้อยผู้นี้พูดประชดประชันเขา เพราะน้ำเสียงที่ฉินหลิงเซียวพูดกับนางนั้นไม่สุภาพเกรงใจแม้แต่น้อย

เจี่ยงเจิ้งศิษย์คนโตของฉินหลิงเซียวกล่าวอย่างโมโห “ปรมาจารย์ของข้าดั้นด้นเดินทางนับพันหลี่มาเพื่อปราบมาร แต่กลับถูกสำนักเถื่อนเช่นเจ้าทำลูกแก้วปีศาจแปดเปื้อน เจ้าสมควรรับโทษเช่นไร”

ชุยเสียวเสี่ยวถูกศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าว่าให้โกรธ แต่กลับยิ้มเยาะตอบ “ข้าแค่ใช้ยันต์ขจัดมารธรรมดาๆ ปีศาจนั่นปรมาจารย์ของพวกท่านเป็นผู้ฟันกระบี่ฆ่ามันเอง หากท่านกล่าวว่าข้าเป็นผู้ทำก็มองข้าสูงส่งเกินไปแล้ว ที่จริงเป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะปรมาจารย์ของพวกท่านมิได้เช็ดกระบี่ให้สะอาด ปล่อยให้ขึ้นสนิมเขรอะ”

ฉินหลิงเซียวท่าทางคล้ายไม่อยากให้ใครสังเกตกระบี่คร่ำคร่าของตนจึงรีบเก็บกระบี่กลับเข้าฝักเร็วไว ทั้งยังพันห่อด้วยผ้าขาวอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะส่งให้สตรีชุดดำด้านข้าง

จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วมองดูลูกแก้วปีศาจที่เปื้อนตำหนิอีกครั้ง ก่อนจะเก็บลูกแก้วปีศาจนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อ

สุดท้ายฉินหลิงเซียวก็เงยหน้าขึ้นมองจ้องยันต์ที่อยู่ในมือของชุยเสียวเสี่ยว

ยันต์นี้ไม่ได้เขียนด้วยหมึกสีชาด แต่ดูเหมือนจะเขียนด้วยโลหิต…

ปลายนิ้วมือของชุยเสียวเสี่ยวยังมีเลือดหยดซึม ฉินหลิงเซียวสูดลมหายใจเบาๆ เพื่อดมกลิ่น ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนสี หากไม่เพราะสตรีงามเพริศพริ้งข้างกายจับรั้งไว้ เขาก็เกือบจะปรี่หาชุยเสียวเสี่ยวแล้ว

ฉินหลิงเซียวปิดจมูกพลางโพล่งถามกะทันหัน “ชะตาแปดอักษร* ของเจ้าตกฤกษ์ใด”

ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มหวาน ไฝแดงตรงหางตาของนางดูเฉิดฉายยิ่งกว่าเก่า ทันใดนั้นนางก็เดินเข้าไปหาฉินหลิงเซียวราวกับจะบอกความลับบางอย่าง

ชุยเสียวเสี่ยวตอบด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบอย่างที่สุด “ฤกษ์ชะตาของข้า เกี่ยวอันใดกับท่าน…หรือเจ้าคะ”

แม่นางน้อยผู้มีท่าทีคล้ายไร้ซึ่งโทสะอันใด ครั้นปล่อยเล่ห์เหลี่ยมออกมาในฉับพลันก็พาให้คนอึ้งงัน เรียกสติกลับมาได้อย่างเชื่องช้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับฉินหลิงเซียวผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจนเปรียบประดุจดวงเดือนรายล้อมด้วยหมู่ดาว ย่อมมิได้ถูกหักหน้าต่อหน้าธารกำนัลมานานแล้ว

ฉินหลิงเซียวถูกรวนให้สะอึกจนต้องหรี่ตาเพ่งมองพลางดมกลิ่นเลือดจางๆ ในอากาศ หลังจากสงบใจลงแล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้าข้าเดาไม่ผิด ชะตาแปดอักษรของแม่นางน้อยคงจะเป็นลักษณ์อินทั้งหมด ตกฤกษ์ดวงอับแสงที่พบเห็นได้ยากยิ่งเป็นแน่…ผู้ที่ตกฤกษ์ชะตาเช่นนี้ ข่มดวงบิดามารดา วาสนาครอบครัวน้อยนิด…เจ้าคงเป็นลูกกำพร้ากระมัง”

คราวนี้รอยยิ้มเย้ยเยาะบนใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยวพลันมลายหายไปทันที

เพราะฉินหลิงเซียวพูดถูกเผง ธรรมดาแล้วผู้ที่เข้าใจศาสตร์ทำนายดวงชะตาแม้เพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นฤกษ์ชะตาของนางแล้วก็พากันส่ายหัวทั้งนั้น

ชุยเสียวเสี่ยวเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก เดิมทีเกิดในครอบครัวพ่อค้าฐานะมีกินมีใช้ มารดารู้หนังสือแตกฉานอักษร อีกทั้งบิดายังเปิดกิจการขายภาพพู่กันอักษรศิลป์ นับว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขครอบครัวหนึ่ง

แต่เพราะบิดาประสบเหตุไม่คาดฝัน ถูกโจรปล้นฆ่าตายระหว่างเดินทางกลับจากค้าขายตั้งแต่ตอนที่นางยังอยู่ในครรภ์มารดา หลังจากมารดาให้กำเนิดนางกิจการของครอบครัวก็ตกต่ำยากจะสืบทอดดำเนินต่อ แต่ละวันอาศัยการจำนำสมบัติในบ้านเพื่อยังชีพ

ต่อมามารดายังล้มป่วยเป็นฝีในท้อง พอล้มหมอนนอนเสื่อก็ไม่อาจเยียวยาฟื้นคืน กลายเป็นน้ำมันหมดตะเกียงมอดในที่สุด

น้าชายผู้มักมาหลอกเอาเงินมารดานางอยู่เนืองๆ เคยเชิญนักพรตลวงโลกผู้หนึ่งมาให้ โดยบอกว่าดวงชะตาของชุยเสียวเสี่ยวนั้นมีพื้นดวง ‘สิบสูญเสีย’ ซึ่งหาได้ยากยิ่ง

พื้นดวงชะตาที่เรียกว่า ‘สิบสูญเสีย’ ก็คือเสียบิดา เสียมารดา เสียมือเท้า เสียสามี เสียบุตรชาย เสียบุตรสาว เสียวาสนาครองคู่ เสียลู่ทางมั่งมี เสียอายุขัย และเสียฤกษ์โชคหนุนนำ

หากเก็บบุตรสาวที่มีฤกษ์ดวงอับแสงชะตาสิบสูญเสียเช่นนี้ไว้ในบ้าน ไม่เพียงเป็นภัยต่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเท่านั้น ต่อให้ฝืนรั้งอยู่ไปเด็กหญิงผู้นี้ก็ต้องประสบชะตาโดดเดี่ยวพลัดพรากชั่วชีวิตอยู่ดี

เมื่อน้าชายได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ สายตาที่มองชุยเสียวเสี่ยวหลานสาวตัวน้อยเหมือนกับกำลังเห็นสัตว์ร้ายกินคนอย่างไรอย่างนั้น

สุดท้ายน้าชายผู้ขลาดเขลาถึงกับยุยงให้มารดาของชุยเสียวเสี่ยวขายนางไปเป็นสาวใช้ที่อำเภอใกล้เคียงแลกกับเงินเพียงสองสามตำลึงเท่านั้น

ครานั้นชุยเสียวเสี่ยวยังเล็กนัก นางกอดมารดาไม่ยอมปล่อย แต่มารดาของนางยัดขนมวอวอโถว ของกินที่ทั้งบ้านเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวใส่ในอกเสื้อนางทั้งน้ำตา ก่อนจะตัดใจผลักนางออกนอกประตูไป

ตอนเด็กหญิงชุยเสียวเสี่ยวตัวน้อยถูกโยนขึ้นรถม้า นอกจากขนมวอวอโถวที่ถูกทับบี้แตกเป็นผุยผงอยู่ในอกเสื้อแล้วก็มีเพียงลูกสุนัขจี๋เสียงซึ่งชอบตามติดนางไม่ห่างอีกตัวหนึ่ง

มันดื้อดึงเบียดขึ้นมาบนรถม้าและแยกเขี้ยวกัดงับคนที่ยื่นมือมาเพื่อปกป้องชุยเสียวเสี่ยวอย่างสุดกำลัง

หนึ่งคนหนึ่งสุนัขจึงถูกขายให้แก่ครอบครัวเศรษฐีมั่งมีครอบครัวหนึ่งในอำเภอใหญ่ไปเช่นนี้เอง

แต่บางทีชุยเสียวเสี่ยวอาจจะมีดวงเคราะห์ร้ายหนักเกินไป ไม่กี่วันต่อมาครอบครัวเศรษฐีที่รับซื้อนางไว้จึงเกิดเหตุไฟไหม้คฤหาสน์กลางดึก ทั้งยังมีโจรกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปปล้นชิงสมบัติ ชุยเสียวเสี่ยวจับพลัดจับผลูถูกโจรพวกนั้นจับพาตัวมา

นางเกือบถูกโจรร้ายขายให้หอนางโลม เคราะห์ยังดีที่โจรเฒ่าผู้หนึ่งในบรรดาพวกมันยังมีมโนธรรมไม่เหือดหาย ช่วยเหลือชุยเสียวเสี่ยวไว้ เพราะครั้งยังหนุ่มเขาสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไป เมื่อเห็นหน้าชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกว่านางช่างเหมือนบุตรสาวของตนยิ่งนักจึงเกิดความเอ็นดูสงสารนางขึ้นหลายส่วน ครั้นแล้วก็พานางแอบหนีออกมาและเลี้ยงดูนางมานับแต่นั้น

จากนั้นเป็นต้นมาชุยเสียวเสี่ยวก็เดินบนเส้นทางหลอกลวงคนตามโจรเฒ่า ใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรมาตลอดเก้าปีกว่า จนกระทั่งได้พบกับถังโหย่วซู่เจ้าสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานคนก่อน

ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวได้เติบโตขึ้นกลายมาเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง ส่วนลูกสุนัขจี๋เสียงที่ติดตามนางมาตลอดก็โรยรากลายเป็นสุนัขแก่แล้ว

ทว่าบาดแผลในใจนั้นดูเหมือนจะมิได้ประสานรอยจางหายไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย

 

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ฉินหลิงเซียวก็รู้สึกเหมือนตนเองคาดเดาความลับเรื่องฤกษ์ชะตาซึ่งชุยเสียวเสี่ยวไม่ปรารถนาจะขุดคุ้ยขึ้นมาได้

บทที่ 6

 

เพราะคำพูดของฉินหลิงเซียวล่วงเกินชุยเสียวเสี่ยว รอยยิ้มซึ่งแขวนประดับบนใบหน้าของนางอยู่เป็นนิจจึงหายไปทันตา นางกล่าวกับฉินหลิงเซียวด้วยเสียงเย็นชา “ในเมื่อปีศาจสิ้นฤทธิ์แล้ว หากท่านเจ้าสำนักฉินไม่มีธุระอันใดก็เชิญพาศิษย์ทั้งหลายไปตามสะดวกเถิด”

นางพูดจบก็ไม่สนใจสีหน้าอาการของบรรดาผู้เก่งกาจจากสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอีก แต่เดินตรงไปยังเจ้าปีศาจซึ่งยังหายใจรวยรินอยู่บนกองหนองเลือดสีเขียวแล้วยื่นมือไปแหวกผมยาวยุ่งเหยิงของปีศาจนั้นออกเบาๆ

ในขณะที่เจ้าปีศาจดูเหมือนกับกำลังจะตาย ฤทธิ์มารสลายหายไปมาก ส่วนหัวและใบหน้าลอกคราบออกจนเปลี่ยนเป็นดูคล้ายหญิงสาวมากกว่าเดิม

ตอนมันเงยหน้าขึ้นจะเห็นได้ว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งล้วนมีแต่รอยแผลเป็นเดิมซึ่งเกิดจากไฟไหม้

ชุยเสียวเสี่ยวพิจารณาอาการบาดเจ็บของ ‘นาง’ แล้วก็รู้แก่ใจว่าไร้กำลังจะเยียวยาให้ฟื้นคืน

ชุยเสียวเสี่ยวถอดชุดคลุมตัวนอกของตนเองที่รมกลิ่นยาสูบเอาไว้ออก บนตัวท่อนบนสวมเพียงเสื้อบุนวมบางหลวมๆ จากนั้นนางก็ตักน้ำสะอาดจากโอ่งอีกใบมาล้างหน้าและลำคอ เมื่อดมๆ ดูว่าบนตัวของตนเองไม่ค่อยมีกลิ่นยาสูบหลงเหลืออยู่แล้ว ถึงได้กลับมานั่งยองๆ ลงเบื้องหน้าเจ้าปีศาจอีกครั้ง “ข้าเพิ่งเข้าสำนักยันต์คาถาได้ไม่นานนัก คาถาอื่นๆ ล้วนสวดไม่เก่ง มีเพียงคาถาชำระวิญญาณที่ท่องแม่นแล้ว ข้าจะส่งวิญญาณเจ้าเดินทางครั้งสุดท้าย ปลดปล่อยความทุกข์ในใจเจ้า มอบความสงบสุขสุดท้ายให้แก่เจ้าเอง…”

กล่าวจบนางก็หยิบยันต์ซึ่งวาดเป็นลวดลายกลีบดอกไม้ออกมาแผ่นหนึ่ง วางลงบนตำแหน่งหน้าผากของปีศาจสาวผู้นั้น จากนั้นจึงท่องคาถางึมงำ

หะแรกปีศาจสาวนั้นทำท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แต่แล้วจิตสังหารในแววตาของนางก็ค่อยๆ มลายหายไป ท่าทางนางดูเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันอันยาวนาน แววตาเผยความสับสนงุนงงไม่รู้สิ้น

นางพึมพำด้วยความเจ็บปวด “ข้าถูกเจ้าไป๋โหย่วเต๋อนั่นสร้างเรื่องใส่ร้าย ข้ามิได้ประพฤติผิดคุณธรรมจรรยา…”

ถึงตอนนี้เจียงหนานมู่และศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน

เหตุเพราะพวกนางนึกขึ้นได้ว่าตอนกินข้าวอยู่ ชุยเสียวเสี่ยวได้ซักไซ้ไต่ถามยามเฝ้าประตูถึงที่มาที่ไปของคนตระกูลนั้น

เมื่อพูดถึงลูกสะใภ้ของคนสกุลไป๋ก็ต้องพูดถึงจิ้นโหย่วเต๋อผู้นั้นกันก่อน ว่ากันว่าเขาก็คือบุตรชายของสกุลไป๋ที่ทำกิจการเลี้ยงไหมของอำเภอนี้มาแต่เดิม

แต่ถึงกล่าวว่าเป็นบุตรชาย แท้จริงแล้วคือบุตรบุญธรรมที่ติดตามมารดาม่ายมาแต่งงานใหม่เข้าตระกูลนี้ เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลไป๋จึงเปลี่ยนแซ่จากเดิมแซ่จิ้น ใช้ชื่อใหม่ว่าไป๋โหย่วเต๋อ

น่าเสียดาย ทายาทโทนซึ่งเกิดแต่ภรรยาหลวงที่ตายจากไปร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะ หลังจากแต่งงานได้ไม่นานก็ลาจากโลกไปอีกคน เหลือเพียงภรรยาสาวที่กำลังตั้งครรภ์เท่านั้น

เล่าลือกันว่าสะใภ้ผู้กำลังตั้งครรภ์อยู่นี้ประพฤติตนไม่ใคร่เหมาะสมสำรวม มักเล่นหูเล่นตากับน้องบุญธรรมของสามี ลือกระทั่งว่าเลือดเนื้อเชื้อไขในครรภ์นั้นก็มีที่มาไม่ชอบมาพากล

เมื่อเรื่องอัปยศนี้ถูกเปิดโปงล่วงรู้ นายท่านผู้เฒ่าไป๋ย่อมรับไม่ได้ แต่เมื่อลูกสะใภ้ถูกไฟคลอกตายในโรงเก็บฟืนไปอย่างน่าพิศวง เขาก็ปล่อยให้แล้วแล้วไป ไม่รื้อฟื้นขุดคุ้ยต่อ

แต่เมื่อนายท่านผู้เฒ่าไป๋กำลังคิดจะจัดการบุตรบุญธรรม จู่ๆ ก็ล้มป่วยกะทันหันและจากโลกไปเสียก่อน

ฝ่ายไป๋โหย่วเต๋อบุตรบุญธรรมได้ช่วยดูแลกิจการของบิดาบุญธรรมมานาน ลูกมือน้อยใหญ่ที่ช่วยงานเขาก็ล้วนเป็นคนจากตระกูลฝั่งมารดาทั้งสิ้น นับว่าควบคุมกิจการของสกุลไป๋มาเนิ่นนานแล้ว

รอจนบิดาบุญธรรมตาย ‘คุณชายจิ้น’ ก็อาศัยสายสัมพันธ์ที่ตนผูกไว้กับคนของทางการ แยกตัวออกจากสกุลไป๋อย่างเปิดเผย เปลี่ยนกลับมาใช้แซ่เดิมและสร้างครอบครัวใหม่

สกุลไป๋ที่น่าสงสารจึงเหลือเพียงเปลือกว่างเปล่า ล่มสลายลงไม่มีชิ้นดี ขณะที่กิจการของสกุลจิ้นกลับเฟื่องฟูมั่งคั่ง กลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งในท้องที่

ที่แท้ปีศาจตนนี้ก็คือลูกสะใภ้สกุลไป๋ที่เล่าลือว่าถูกไฟคลอกตายไปนั่นเอง!

ชุยเสียวเสี่ยวเลียบเคียงถามอย่างอ่อนโยน “ตอนนั้นเจ้ามิได้ถูกไฟคลอกตาย แต่หนีออกมาได้ใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นปีศาจฆ่าคนได้เล่า”

ลูกสะใภ้สกุลไป๋หอบหายใจอย่างทรมาน ครั้นมองแม่นางน้อยผู้มีดวงตากระจ่างใสเบื้องหน้าท่าทีก็เหมือนจะสงบลงไม่น้อย แล้วจึงเอ่ยต่อ “ข้า…ข้าทำร้ายคนหรือ ข้าไม่รู้อะไรเลย รู้แต่มีคนชุดดำสวมหน้ากากมาช่วยข้าออกไปและบอกว่าหากอยากหายจากแผลไฟไหม้ตามร่างกายก็ให้กินลูกกลอนวิเศษเม็ดหนึ่งเข้าไป หลังจากนั้น…ข้า…ข้าก็จำอะไรไม่ได้เลย…”

นางเล่าจบ ใบหน้าก็นองน้ำตา แววตาของนางสั่นกระเพื่อมอย่างฉงนสงสัย “ข้า…ข้าฆ่าคนไป…ข้านึกว่าทั้งหมดนั้นคือความฝัน…ไม่ใช่เรื่องจริง…”

ดูท่าความทรงจำช่วงที่นางกลายเป็นปีศาจทำร้ายผู้คนจะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาแล้ว นางจึงจมอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างสุดแสน

ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจแล้วว่าก่อนหน้านี้หญิงสาวถูกปีศาจมารครอบงำฝังลึก เดิมทีความคิดจิตใจนางควรจะถูกกัดกินไปจนหมดแล้ว แต่เมื่ออายุขัยใกล้สิ้นสุดนางกลับฟื้นคืนความเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้ไม่น้อย

ชุยเสียวเสี่ยวประทับยันต์ชำระวิญญาณลายกลีบดอกไม้กับหน้าผากอีกฝ่ายพลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าเข้าใจแล้ว หลับให้สบายเถิด ปีศาจที่ทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นไม่ใช่ตัวเจ้า ขอให้ในภพหน้าเจ้าไม่ต้องเจอคนชั่วช้าอีก และมีชีวิตที่สงบสุขเถิด…”

แต่เมื่อหญิงสาวได้ยินคำพูดนี้ก็ยังคงหลั่งน้ำตานองหน้า “ข้าโกรธแค้นยิ่งนัก ข้าโกรธแค้นเหลือเกิน…”

หญิงสาวผู้นี้ถูกปีศาจครอบงำฝังลึกเกินไป ตอนนี้ยังถูกปราณกระบี่ของฉินหลิงเซียวทำร้ายบาดเจ็บ กระทั่งตายก็ต้องเจ็บปวดไปถึงหัวใจด้วยปราณกระบี่นั้น ช่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ทว่า ‘กลีบบุปผาส่งวิญญาณ’ เหล่านี้ของชุยเสียวเสี่ยวเป็นสิ่งที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ จะต้องให้ความสงบสุขสุดท้ายแก่นางได้อย่างแน่นอน

กลีบดอกไม้นั้นผสานลงสู่หน้าผากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว คิ้วของนางผ่อนคลายลง สีหน้าดูไม่ทุกข์ทรมานอีกแล้ว และเปลือกตาก็ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ

เพียงแต่ในเสี้ยวขณะสุดท้ายของชีวิต ตรงหางตาของนางก็ยังปริ่มน้ำตาราวกับมีเรื่องคับข้องใจอยู่นับหมื่น

 

ฉินหลิงเซียวมิได้จากไปที่ใด แต่ยืนอยู่ด้านหลังชุยเสียวเสี่ยวอยู่ตลอด กระทั่งปีศาจตนนั้นสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย เขาจึงได้เอ่ยขึ้น “เหตุใด…เจ้าถึงได้รู้จักปีศาจตนนี้”

ชุยเสียวเสี่ยวลุกขึ้นยืน นางเก็บชุดตัวนอกบนพื้นขึ้นสวมอีกครั้ง หลุบตาลงพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าได้ฟังเรื่องของลูกสะใภ้ของอดีตเจ้าของโรงเลี้ยงไหม ครั้งหนึ่งนางเคยถูกขังอยู่ในโรงเก็บฟืนซึ่งเก็บใบยาสูบไว้เต็มทั่วและถูกไฟคลอกทั้งเป็น กลิ่นยาสูบโชยฟุ้งรุนแรง นานหลายวันก็ไม่จางหาย โรงเก็บฟืนที่เกิดเรื่องนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงเลี้ยงไหมแห่งนี้ และปีศาจหนอนไหมตนนี้ก็บังเอิญเกลียดกลิ่นของยกสูบมากจึงทำให้ข้าพอจะเดาได้หลายส่วน อาจารย์เคยสอนว่าปีศาจมารในโลกส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความโกรธแค้นและความคิดชั่วร้ายของมนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์กับปีศาจมักมีเส้นแบ่งบางๆ เช่นนี้เอง ข้าก็เลยคิดว่าปีศาจที่โผล่มาอาละวาดในโรงเลี้ยงไหมอย่างไม่มีที่มาสาเหตุจะเกี่ยวข้องกับลูกสะใภ้ที่หายตัวไปอย่างลึกลับของสกุลไป๋หรือไม่ เมื่อได้ฟังคำพูดของนางในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

ฉินหลิงเซียวเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุใดชุยเสียวเสี่ยวถึงขัดขวางไม่ให้เขาสังหารปีศาจตนนี้มาตลอด

แต่เขาไม่คิดว่าตนเองทำกระไรผิด…คิดว่าคนที่ถูกปีศาจครอบงำยังจะสามารถช่วยชีวิตได้อย่างนั้นหรือ

เมื่อเขาคิดถึงตรงนี้ก็พูดขึ้นว่า “นางก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่าผู้คน เลวร้ายเกินอภัยได้ หากเจ้าใจอ่อนแก่ปีศาจ เกิดความเห็นอกเห็นใจ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกปีศาจย้อนเล่นงาน”

ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวเรียบๆ ว่า “วิชาสำนักแตกต่าง วิธีจัดการปีศาจก็แตกต่างเช่นกัน เจ้าสำนักฉินยึดถือวิถีปฏิบัติของสำนักตนก็ดีแล้ว”

ขณะนางพูดประโยคนี้ สายตายังคงทอดมองหญิงสาวผู้มีชะตาน่าเศร้าซึ่งดวงตาปิดสนิทลงแล้ว

ที่ตอนแรกไม่พบศพหญิงสาวในโรงเก็บฟืนน่าจะเป็นเพราะนางหนีตายออกจากที่เกิดเหตุมาได้ เพียงแต่ขณะนั้นนางตั้งครรภ์ลูกในท้อง เมื่อสูดควันไฟและถูกเผาเช่นนั้นจึงไม่อาจรักษาชีวิตเด็กไว้ได้

หากเดาไม่ผิด ยาลูกกลอนวิเศษที่ว่านั่นแท้จริงแล้วก็คือลูกแก้วปีศาจที่เปื้อนตำหนิลูกนั้นกระมัง ใครกันที่หลอกให้สตรีครองเรือนธรรมดาๆ ผู้หนึ่งกลืนลูกแก้วปีศาจลงไปได้ จงใจฝังลูกแก้วปีศาจไว้ในกายมนุษย์ เปลี่ยนคนให้เป็นปีศาจ จากนั้นก็กินคนเพื่อบ่มเลี้ยงปีศาจมาร

แผนชั่วร้ายของผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยจริงๆ!

ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงตรงนี้ก็พลันมองไปที่ฉินหลิงเซียวแล้วถามขึ้นว่า “เจ้าสำนักฉินหลีกเร้นห่างไกลเรื่องทางโลกมาตลอด เหตุใดครั้งนี้ถึงมาปราบปีศาจด้วยตนเองเล่า”

ฉินหลิงเซียวสติปัญญาปราดเปรื่องเพียงใด เขาย่อมฟังเจตนาที่ชุยเสียวเสี่ยวซักไซ้ตัวเขาออก…นางคงมิได้กำลังสงสัยว่าเจ้าสำนักกระบี่ที่ยิ่งใหญ่เช่นข้าใช้ร่างของสตรีอ่อนแอบ่มเลี้ยงปีศาจกระมัง!

ฉินหลิงเซียวคิดได้ก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ

หากเป็นก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุปราบปีศาจในที่นี้ เขาคงไม่สนใจไยดีแม่นางน้อยจรจัดที่ไม่รู้ที่มาที่ไปผู้นี้แน่

ในวงผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมีใครบ้างไม่รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเจ้าสำนักฉินนั้นเย็นชาเหินห่างและเย่อหยิ่งไม่ยุ่งเกี่ยวผู้คนเพียงใด

ทว่าเจ้าสำนักหญิงอายุเยาว์แห่งสำนักเล็กๆ ผู้นี้มีความคิดละเอียดลออ เบาะแสเพียงหนึ่งมองลึกซึ้งรอบด้าน นับว่าไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาเลย

ครั้นฉินหลิงเซียวนึกสนใจนางขึ้นมาก็ยินดีจะอธิบายแก่คนฉลาดสักเล็กน้อย “ลูกแก้วปีศาจนี้ถูกผนึกอยู่ในก้อนหินยักษ์บนเขาจิ่วลู่ หลังจากจอมมารเว่ยเจี๋ยฝึกตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาสำเร็จเมื่อสองร้อยปีก่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ก้อนหินยักษ์แตกพังทลาย ลูกแก้วปีศาจสองลูกที่ผนึกไว้ข้างในจึงหลุดหายสู่โลกหล้า ตัวข้าเคยกราบจอมมารผู้นั้นเป็นอาจารย์ รู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ที่ต้องชำระล้างความผิดพลาดที่เขาได้ก่อไว้ จึงคอยตามหามาเนิ่นนานกว่าจะพบร่องรอยของลูกแก้วปีศาจลูกหนึ่งในนั้นที่นี่”

อดีตปรมาจารย์ที่เขาเอ่ยถึงก็คือเว่ยเจี๋ยจอมมารผู้ก่อสงครามในโลกหล้าเมื่อสองร้อยปีก่อนนั่นเอง

แม้ผู้เก่งกาจสามารถมากมายในยุคนั้นจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อกล่าวถึงเว่ยเจี๋ย แต่ก็ต่างนึกเสียดายที่เขาจากไป

เว่ยเจี๋ยคือผู้ที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะฟ้าประทาน ขณะที่ฉินหลิงเซียวในเวลานั้นยังไม่คู่ควรกับคำนี้นัก

ท้ายที่สุดฉินหลิงเซียวก็ต้องชิงพลังตบะของเว่ยเจี๋ยผู้เป็นอาจารย์มาถึงจะกระโดดข้ามประตูมังกรขึ้นโถงใหญ่เข้าห้องในได้

หากดูเฉพาะที่อาศัยความสามารถของตนเองฝ่ายเดียวในการฝึกฝนบำเพ็ญพลังตบะจนแกร่งกล้าเหนือธรรมดาได้แล้ว ตลอดราวเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมาก็คงมีแต่เว่ยเจี๋ยคนเดียวเท่านั้น

เว่ยเจี๋ยในตอนนั้นคือยอดอัจฉริยะที่แท้จริง! เมื่ออายุเขายังเยาว์วัยก็บุกเข้า ‘ถ้ำนาคาคร่าวิญญาณ’ ไปเพียงลำพังและสังหารงูยักษ์สองหัวด้วยมือเปล่า

แม้ตัวเขาจะถูกพิษงูต้องทนเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แต่เขาก็สามารถนำวิถีโคจรปราณแท้ในการระงับพิษงูนี้บรรลุการฝึกปราณพรตผนึกโอสถทองมานับแต่นั้น และกำเนิดวิชาเป็นของตนเอง

แต่ก็เพราะผลจากการถูกพิษงูนี้เช่นกันที่เพิ่มความคั่งแค้นในจิตใจทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเว่ยเจี๋ยเปลี่ยนแปลงไปมาก ภายหลังเขาได้พกอาวุธบุกเดี่ยวไปยังหอเทียบเมฆาซึ่งเป็นสำนักกระบี่อันดับหนึ่งแห่งโลกหล้าในขณะนั้น เพื่อเปรียบวิชากระบี่กับเจ้าสำนัก ทั้งยังเข่นฆ่าสังหารศิษยานุศิษย์น้อยใหญ่ไปมากมาย

หลายสิบปีต่อมาพลังวัตรของเว่ยเจี๋ยลึกล้ำแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ แต่เส้นทางแห่งวิถีมารก็ทอดยาวไกลขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เขามุ่งหมายจะยึดครองโลกหล้าแต่เพียงผู้เดียว เที่ยวเข่นฆ่าผู้เก่งกาจไปทั่ว ต่อหน้าเขาไม่มีผู้ใดกล้าอวดอำนาจเรียกขานตนเองเป็นปรมาจารย์สักคนเดียว!

สุดท้ายเมื่อเว่ยเจี๋ยบรรลุวิชามาร พิษงูก็ซึมเซาะเข้าสู่ไขกระดูก เขากลายเป็นครึ่งคนครึ่งอสรพิษ ผิวหนังทั่วร่างกายล้วนเป็นแผ่นเกล็ดเช่นชาตินาคา ใบหน้าดวงตาดุร้ายโหดเหี้ยม นิสัยอารมณ์ก็ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดเช่นกัน

ทว่าฉินหลิงเซียวนายน้อยแห่งหอเทียบเมฆาผู้เคราะห์ดีรอดชีวิตมาได้เพียงลำพังในเวลานั้นเฝ้าข่มกลั้นความอัปยศอดสู แบกความแค้นใหญ่หลวง ปิดบังฐานะตัวตนมากราบขอเป็นลูกศิษย์ของศัตรูตนเองแล้วซุ่มงำแฝงเร้นอยู่ใต้อาณัติเว่ยเจี๋ยนับแต่นั้นเพื่อรอคอยโอกาสลงมือ

ในท้ายสุดท้ายขณะเว่ยเจี๋ยต้องโคจรปราณคายขับปราณพิษสูดรับพลังใหม่โดยใช้โอสถปฐมผนึกปราณพิษเป็นลูกแก้วปีศาจออกมาทุกๆ เก้าสิบเก้าปี ฉินหลิงเซียวก็อาศัยโอกาสนี้ลอบจู่โจมทำลายจิตปฐมของเว่ยเจี๋ยทิ้ง

การกระทำเพื่อผดุงคุณธรรมเช่นนี้ย่อมได้รับคำสรรเสริญแซ่ซ้องจากผู้ฝึกบำเพ็ญฝ่ายธรรมะไปทั่ว เช่นว่า ‘หากไม่ได้ฉินหลิงเซียวตอนนี้โลกหล้าก็คงยังเดือดร้อนระส่ำระสายเพราะความชั่วร้ายของจอมมารเว่ยเจี๋ย’

เมื่อชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังคำอธิบายที่มาของลูกแก้วปีศาจจากปากฉินหลิงเซียวแล้ว นางก็ทำท่าเข้าใจเรื่องราว

ที่แท้ลูกแก้วปีศาจนี้ผนึกขึ้นจากปราณพิษก่อนจอมมารเว่ยเจี๋ยจะตาย

จอมมารนั้นสมเป็นจอมมารโดยแท้ ขนาดผ่านมาเป็นร้อยๆ ปีก็ยังทิ้งชื่อเสียงเน่าเหม็นไว้อีกยาวนาน

 

หลังจากชุยเสียวเสี่ยวช่วยชำระวิญญาณและส่งวิญญาณหญิงสาวผู้นั้นไปสู่สัมปรายภพแล้ว นางก็ยกเรื่องจัดการซากศพทำพิธีฝังให้เจ้าหน้าที่มือปราบซึ่งซ่อนตัวอยู่นอกโรงเลี้ยงไหมเป็นผู้ทำต่อ ส่วนนางก็พาพวกจีอู่ชีจากไป

อาจเพราะนางผอมเกินไป ดวงตากระจ่างใสแวววาวจึงดูกลมโตโดดเด่น ตรงหางตาข้างซ้ายยังมีไฟสีแดง เวลาอมยิ้มจึงดูขี้เล่นซุกซน ยิ่งเมื่อนางแย้มยิ้มเริงร่าก็ยิ่งดูมีเสน่ห์เกินบรรยาย พาให้ผู้คนตกอยู่ในภวังค์ เผลอจ้องมองรอยยิ้มของนางอย่างควบคุมไม่อยู่

ทว่าเมื่อครู่นางมีสีหน้าเครียดขึงจริงจังตลอดเวลา ทั้งแผ่บรรยากาศเยือกเย็นนิ่งเฉยทำให้ผู้คนรู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้นาง

หลิงจื่อซานหญิงสาวรูปโฉมเพริศพริ้งผู้ยืนอยู่ข้างกายฉินหลิงเซียวก็จ้องมองแผ่นหลังของชุยเสียวเสี่ยวอย่างเงียบๆ เช่นกัน

ชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นรูปร่างเล็กบาง แต่ยามเยื้องย่างกลับดูสง่าผ่าเผยเป็นธรรมชาติ ผมหางม้ายาวซึ่งรวบขึ้นด้านหลังศีรษะยาวลงมาจรดเอวและแกว่งไกวไปมาประหนึ่งหางจิ้งจอกล่อลวงใจคน…

หลิงจื่อซานอดไม่ได้ที่จะหันมามองฉินหลิงเซียว พบว่าสายตาของเขาก็ยังคงจดจ้องไปทางเบื้องหลังของเด็กสาวผู้นั้น นางพลันเผลอกัดริมฝีปากตนเองอย่างไม่รู้ตัว

หลิงจื่อซานเป็นประมุขวังทวิลักษณ์แห่งหุบเขาโยวกู่คนปัจจุบัน ศาสตร์วิชาสร้างปราณผนึกโอสถของวังทวิลักษณ์มีชื่อเสียงไปทั่วโลกหล้า อีกทั้งยังเป็นที่รวมของบรรดาผู้บำเพ็ญพรตหญิงอีกด้วย

ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นศิษย์ของจอมมารเว่ยเจี๋ย แต่ต่อมาได้ติดตามศิษย์พี่ฉินหลิงเซียวร่วมกันทรยศต่อปรมาจารย์ ละทิ้งทางมืดมุ่งสู่ทางสว่าง ภายหลังจึงก่อตั้งวังทวิลักษณ์ซึ่งเชี่ยวชาญศาสตร์การสร้างปราณผนึกโอสถและคอยสนับสนุนฉินหลิงเซียวก่อตั้งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามาโดยตลอด

แม้ฉินหลิงเซียวจะไม่เคยตอบตกลงแต่งงานเป็นสามีภรรยาคู่บำเพ็ญเพียรกับนาง แต่ศิษย์ของทั้งสองสำนักต่างก็รู้อยู่กลายๆ ว่านางเป็นคู่เคียงข้างฉินหลิงเซียวเสมอมา ไม่ช้าก็เร็วนางก็จะแต่งงานกับเขา แล้วก็จะเหินสู่แดนเซียนไปด้วยกัน

เพียงแต่สายตาที่ฉินหลิงเซียวจ้องมองชุยเสียวเสี่ยวเมื่อครู่ช่างจดจ่อเหลือเกิน ทำให้หลิงจื่อซานรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 14 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: