บทที่ 7
เจ้าสำนักอ่อนหัดจากสำนักเถื่อนลัทธินอกเช่นชุยเสียวเสี่ยว ฝีมือความสามารถไม่อาจนับเป็นอะไรได้เลย ยิ่งไม่น่าช่วยเหลือฉินหลิงเซียวในการฝึกบำเพ็ญใดๆ ได้ ฉินหลิงเซียวเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญที่เห็นอิสตรีแล้วจะลุ่มหลงเลอะเลือน
หลิงจื่อซานคิดได้เช่นนี้ค่อยรู้สึกวางใจลงได้บ้าง
หลังออกจากโรงเลี้ยงไหมมา เจี่ยงเจิ้งศิษย์คนโตก็กล่าวอย่างขัดเคืองใจ “เป็นเพราะนักพรตลวงโลกพวกนั้นมาขัดขวางแผนการใหญ่ของท่านปรมาจารย์ไว้แท้ๆ ให้ข้าไปจัดการพวกเขา…”
ฉินหลิงเซียวกลับเอ่ยขัดขึ้นว่า “ไม่ต้องแล้ว ถึง ‘ลูกแก้ววิเศษ’ จะมีตำหนิ แต่ก็ใช่ว่าใช้ไม่ได้…”
เขาพูดแล้วก็ยกมือลูบกระเป๋าเสื้อที่เก็บลูกแก้วปีศาจไว้ แต่กลับพบว่าข้างในว่างเปล่า ลูกแก้วปีศาจหายไปอย่างไร้ร่องรอย…
ฉินหลิงเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า…เมื่อครู่เด็กสาวที่ชื่อชุยเสียวเสี่ยวนั่นก้าวเข้ามาพูดกับเขาใกล้ๆ
หรือนางขโมยไป? แต่เมื่อครู่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยพลังตบะของเขาไม่น่าจะถูกใครปล้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวสิ!
ดูท่าฤทธิ์มารที่ย้อนกลับมากลืนกินร่างกายจะทำให้เขาเชื่องช้าลงไปไม่น้อย…
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเมื่อเขาได้กลิ่นเลือดของชุยเสียวเสี่ยว แม้เพียงชั่วขณะเดียวนั้นพลังบำเพ็ญมารที่เขาสูบรับมาก็คล้ายกับจมดิ่งสู่ใต้น้ำแล้วนิ่งสงบลงทันใด เหมือนว่ากำลังถูกชำระล้างให้หมดจด
แม้ในครานั้นฉินหลิงเซียวจะได้ชื่อว่าสังหารอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรมและเพียงลงมือปลิดชีพคราวเดียวก็สูบรับพลังตบะของเว่ยเจี๋ยมาได้เกือบทั้งหมด กลายเป็นผู้โดดเด่นในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ฤทธิ์มารจากเว่ยเจี๋ยที่ย้อนกลับมากลืนกินในกายเขาก็รุนแรงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ฉินหลิงเซียวคิดถึงตรงนี้ก็อดยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตนไม่ได้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้เหตุผลในการปกปิดรอยตราปทุมแดงดีที่สุด
เมื่อเขาเดินออกจากโรงเลี้ยงไหมก็ปลีกตัวจากผู้คนมายืนอยู่บนสะพานหิน มองลงไปด้านล่าง แสงจันทร์ส่องสะท้อนผิวน้ำ เห็นเงาของรัศมีขุนพลสวรรค์ที่เปล่งออกมาจากตัวเขาจางๆ ด้วยเช่นกัน
เขายกมือขึ้นเช็ดกลางหน้าผากของตนเองเพียงครั้งหนึ่ง รอยตราปทุมแดงที่ซ่อนพรางไว้ก็ปรากฏขึ้นทันที…เส้นรากฐานของดอกบัวสองเส้นในบรรดาแปดเส้นนั้นค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเข้มกลายเป็นสีดำไปเสียแล้ว
หากรอยตราปทุมแดงเปลี่ยนสีไปทั้งดอกก็หมายความว่าเขาถูก ‘ฤทธิ์มารย้อนกลืน’ แปรเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลานั้นสติรับรู้ของเขาก็จะถูกกลืนกินไปจนหมดเช่นกัน และพลังตบะตลอดหลายปีของเขาก็จะถูกทำลายลงไม่มีเหลือ
ด้วยเหตุนี้ฉินหลิงเซียวจึงพยายามดิ้นรนหาทางจัดการมันมาโดยตลอด
กระทั่งเมื่อสามปีก่อน จู่ๆ ก้อนหินยักษ์บนเขาจิ่วลู่ก็แตกทลาย ลูกแก้วปีศาจ ‘โลภะ’ และ ‘โทสะ’ ที่ถูกสะกดผนึกอยู่ภายในจึงหลุดมาสู่โลกหล้าและเริ่มก่อปัญหานับจากนั้น
หากฉินหลิงเซียวค้นหาลูกแก้วปีศาจทั้งสองนี้พบและใช้พลังของพวกมันได้อย่างดีก็จะยับยั้งฤทธิ์มารที่พลุ่งพล่านในร่างกายของเขาได้ชั่วเวลาหนึ่ง เพราะลูกแก้วปีศาจคือสิ่งที่แยกตัวออกมาจากไอปีศาจของเว่ยเจี๋ยจึงทำได้เพียงใช้พิษต้านพิษไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ลูกแก้วปีศาจที่สร้างความปั่นป่วนในอำเภอเฟ่ยเซี่ยนนี้ แท้จริงแล้วก็คือ ‘โลภะ’ หนึ่งในลูกแก้วปีศาจสองลูกนั้นนั่นเอง
คิดไม่ถึงว่ามันจะฝังอยู่ในกายของสตรีผู้หนึ่ง บางทีอาจเป็นเพราะหนอนไหมมีนิสัยพิเศษ กัดกินใบหม่อนทั้งวันทั้งคืนด้วยความละโมบไม่หยุด เข้ากับจิตของ ‘ลูกแก้วปีศาจโลภะ’ ครั้นเมื่อสตรีผู้นั้นแฝงฝังอยู่ในโรงเลี้ยงไหมก็หลอมรวมกับหนอนไหมและเริ่มกินคน
แต่ไม่ว่าลูกแก้วปีศาจจะใช้ดีเพียงใดก็เป็นเหมือนการดื่มพิษดับกระหาย ชะลอเวลากลายเป็นมารได้ชั่วคราวเท่านั้น วิธีขจัดฤทธิ์มารในร่างกายเขาที่ดีที่สุดก็คือหาดาวข่มของเว่ยเจี๋ยมาปราบมัน
ข้อนี้มีเพียงคนที่มี ‘โลหิตยอดอิน’ คือมีพลังธาตุอินสูงสุดเท่านั้นจึงจะทำได้ แต่ผู้ที่เข้าลักษณะเช่นนี้มักมีอายุขัยสั้น ตายกันตั้งแต่ยังเล็กแล้ว ทว่าแม่นางน้อยผู้นั้นดูเหมือนจะอายุสิบหกสิบเจ็ดปี โชคดีเติบใหญ่มาจนป่านนี้ได้ นับเป็นหนึ่งในหมื่นโดยแท้
ครั้งนั้นที่เขาไปเข้าพวกเป็นศิษย์ในสำนักของเว่ยเจี๋ยก็เคยได้ยินศิษย์ร่วมสำนักเล่าว่าดวงชะตาของเว่ยเจี๋ยมีดวงพิฆาตเพียงอย่างเดียวคือจะพบพานคนที่มีดวงอับแสงไม่ได้
แต่ผู้ที่มีดวงชะตาเช่นนี้ได้จะต้องเกิดในช่วงที่ดวงดาวบนฟ้าโคจรมาบรรจบตกฤกษ์ลักษณ์อินทั้งหมด
รอบโคจรนั้นใช้เวลาเจ็ดร้อยปีจึงจะบรรจบกันสักครั้ง ว่ากันว่าเว่ยเจี๋ยเฝ้าตามหาทั่วหล้า หมายกำจัดคู่พิฆาตแบบถอนรากถอนโคน แต่เพราะผู้มีดวงชะตาเช่นนี้มักเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่อาจอยู่รอดมาจนโตได้ เว่ยเจี๋ยจึงไม่เคยหาตัวพบเลยสักคน
ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ ว่าหลังจากจิตปฐมของเว่ยเจี๋ยดับสลายไปแล้วสองร้อยปี ถึงค่อยปรากฏผู้มีดวงชะตาพิเศษอัศจรรย์เช่นนี้ขึ้น!
ฉินหลิงเซียวคิดถึงตรงนี้ สายตาก็ยังคงทอดตามแผ่นหลังแบบบางซึ่งค่อยๆ กลืนหายไปกับแสงจันทร์…
ชุยเสียวเสี่ยว…ติ้วเสี่ยงทายน้อย? น่าสนใจทีเดียว
กล่าวถึงศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งสำนักยันต์คาถา หลังจากผ่านเรื่องสยองขวัญในโรงเลี้ยงไหมมาก็พอจะนับว่าหนีรอดมาได้อย่างครบสามสิบสอง
จะมีก็เพียงจีอู่ชีที่น่าเวทนาอยู่บ้าง ทั่วร่างถูกไฟไหม้ลวกเป็นตุ่มพองมีหนองเลือด แม้เขาจะท่อง ‘คาถาเยียวยา’ หลังเกิดเรื่อง แต่ก็บรรเทาความเจ็บปวดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่หากเทียบกับความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายแล้ว เขารู้สึกประหลาดใจกับนางโจรน้อยที่ตนเองดูถูกดูแคลนมาตลอดมากกว่า
ใครจะคิดเล่าว่าการฝ่าอันตรายหลายครั้งหลายคราในคืนนี้ สุดท้ายกลับต้องพึ่งเจ้าครึ่งพวง ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยมาได้
ฝ่ายเด็กหนุ่มอาอี้ไม่เคยปิดบังซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมาแต่ไหนแต่ไร บนใบหน้าจึงมีแต่ความชื่นชมยกย่อง “ศิษย์น้องเจ้าสำนัก เจ้าอาศัยเพียงคำบอกเล่าของผู้อื่นไม่กี่ประโยคก็สามารถสรุปต้นสายปลายเหตุออกมาได้ทั้งหมด ร้ายกาจจริงๆ! ข้าเห็นยันต์ที่เจ้าวาดนั่นแล้ว ที่จริงล้วนวาดผิดทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถปราบปีศาจได้ มหัศจรรย์ยิ่งนัก!”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินคำเตือนจากศิษย์น้องเล็กก็รีบหยิบดูยันต์ที่ตนเก็บไว้ในอกเสื้อทันที…โอ้ ไม่จริงกระมัง เดิมทีคิดจะวาดยันต์ขจัดปัดเป่ามาร แต่เพราะเมื่อครู่รีบร้อนมากคงจะวาดผิดไปหลายขีด
ครั้นนางเปิดตำราออกมาเทียบดู…โอย ยันต์นี้คือ…ยันต์เสน่หารัญจวน!
ตามบันทึกในตำราลับที่อาจารย์มอบให้ยันต์นี้ยังเป็นเครื่องรางขายดีที่สุดในสำนักเมื่อครั้งอดีตอีกด้วย แม้แต่ไม้ใกล้ฝั่งเฒ่าชรา หากได้ครอบครองยันต์นี้ก็สามารถเป็นเจ้าบ่าวได้ทุกเมื่อ
เพียงแต่ยันต์เทพไม่อาจวาดเยอะ ปีปีหนึ่งอาจารย์วาดออกมาได้เพียงสองใบเท่านั้น ถึงกระนั้นเขาก็ยังกอบโกยเงินได้เต็มอ่างเต็มโถ เลี้ยงดูเหล่าศิษย์ภายในสำนักให้อยู่รอด กล่าวได้ว่ายันต์นี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่สร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานเลยทีเดียว
พอลองย้อนนึกดูถึงตอนที่สุนัขแก่จี๋เสียงวิ่งปรี่ไปกัดคอปีศาจ ทั้งยังเกาะติดไม่ห่าง…
ชุยเสียวเสี่ยวเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุใดปีศาจตนนั้นถึงเหม่อคว้างใจลอยไป ทั้งยังจับตัวจี๋เสียงไว้แน่น ก่อนจะระเบิดอารมณ์โกรธเกรี้ยวอับอายออกมา…
ที่แท้ที่ลูกแก้วปีศาจเกิดตำหนิแปดเปื้อนก็มีสาเหตุมาจากนางจริงๆ…ยันต์นี้เลวร้ายเกินไปแล้ว!
นางคิดจะอธิบายความจริงให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังว่าแม่นางน้อยเช่นนางมิได้เจตนาจะวาดยันต์คาถาพิเรนทร์เช่นนั้น ทว่าตอนนี้เองนางกลับพบว่าสุนัขแก่จี๋เสียงยังมีทีท่ากระสันครั่นตัวและกำลังกระดิกหางไล่ต้อนสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งในที่นั้นอยู่…
เจียงหนานมู่เห็นท่าทางชุยเสียวเสี่ยวจับๆ ผมหางม้ายาวพลางยิ้มเก้อเขิน นางก็นึกสะท้อนใจขึ้นมาเช่นกัน
ท่านอาจารย์ถังโหย่วซู่ผู้ล่วงลับอุทิศกำลังหมดทั้งชีวิตของเขาเพื่อสร้างสำนักยันต์คาถาให้รุ่งเรืองโดยแท้
อนิจจา เขามักกล่าวว่าปัญญาความสามารถของตนไม่สูงส่ง ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามสุดกำลังก็ไม่อาจไปถึงขั้นบำเพ็ญสูงสุดของ ‘ยันต์คาถา’
กระทั่งท้ายที่สุดถังโหย่วซู่ก็ไม่อาจบรรลุขั้นข้ามผ่านด่านเคราะห์เหินสู่แดนเซียน ได้แต่เพียงครองชีวิตยืนยาวสองร้อยยี่สิบกว่าปี
ทว่าเมื่อครั้งได้พบกับชุยเสียวเสี่ยว ท่านอาจารย์ผู้เห็นโลกมามากกลับตื่นเต้นยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ราวกับคนขุดทองที่ค้นพบทองในก้อนกรวด ทั้งบอกอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเด็กสาวผู้นี้คือคนที่สวรรค์ประทานมาเพื่อให้สำนักยันต์คาถาเจริญรุ่งเรือง
เมื่อก่อนเจียงหนานมู่ไม่เข้าใจคำพูดของท่านอาจารย์เลย แต่พอเห็นฉากปราบปีศาจหนอนไหมยักษ์ในคืนนี้แล้วก็ทำให้นางเชื่อคำของอาจารย์ผู้ล่วงลับมากขึ้นอีกสามเท่า
ไม่ต้องเอ่ยถึงปัญญาความสามารถของชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้เลย นางอาศัยเพียงตำราเก่าขาดเมื่อครั้งแรกเข้าสำนักเพียงเล่มเดียวก็วาดยันต์อันเป็นสมบัติก่อตั้งสำนักในปีนั้นออกมาได้แล้ว เช่นนี้จะไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ทางอักขระยันต์ไปได้อย่างไร
บางทีอาจเป็นดังคำที่อาจารย์ว่าไว้ ความหวังของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานล้วนต้องฝากไว้ที่แม่นางน้อยอายุเยาว์ผู้นี้ทั้งหมด
อย่างน้อยที่สุดแค่เรื่องข้าวปลาอาหารของผู้คนบนเขาหลิงซานก็อัตคัดพอดูแล้ว
เนื่องจากมีแผ่นหนังขนาดใหญ่ของปีศาจหนอนไหมเป็นหลักฐานอวดผลงาน ชาวบ้านน้อยใหญ่ในอำเภอจึงมองพวกของชุยเสียวเสี่ยวเหมือนเห็นเทพเซียนลงมาจากสรวงสวรรค์
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาเทพเซียนเหล่านี้ยังประเสริฐเลิศล้ำ เห็นเงินทองเป็นดั่งมูลดิน ปฏิเสธเงินรางวัล ขอรับเพียงอาหารสำหรับหนึ่งเดือนกว่าและที่ฝังศพเล็กๆ เพื่อทำสุสานให้แก่แม่นางเคราะห์ร้ายผู้นั้นเท่านั้น
แต่ในขณะที่ฝังร่างของแม่นางผู้นั้น บ่าวรับใช้สกุลจิ้นกลับเข้ามาขัดขวาง เขม้นตาจ้องพลางกล่าวว่าหากฝังนางปีศาจเช่นนี้ไว้ในอำเภอเฟ่ยเซี่ยน ชาวบ้านในท้องที่จะอยู่อย่างไม่เป็นสุข
จีอู่ชีทนดูคนเหล่านี้ไม่ได้จึงกล่าวว่านี่คือที่ดินที่นายอำเภอมอบให้ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ยุ่มย่าม!
ทว่าบ่าวรับใช้สกุลจิ้นกลับนำจดหมายทางการที่นายอำเภอเขียนขึ้นมาประกาศ “ ‘ข้าเพิ่งรู้ว่าศพที่พวกท่านต้องการฝังคือสตรีซึ่งประพฤติผิดจารีตประเพณีผู้นั้น จึงมีคำสั่งให้ยึดที่ดินคืน!’ ใครเล่าไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้ไม่รักษาคุณธรรมจรรยาของสตรี หลอกล่อยั่วยวนนายท่านของข้า นางยังฆ่าผู้คนไปมากมาย ต่อให้พวกท่านฝังศพไว้ พวกเราก็จะขุดนางขึ้นมาป่นกระดูกโปรยทิ้งเป็นฝุ่นผงอยู่ดี!”
จีอู่ชีคิดจะเอ่ยต่อ แต่ชุยเสียวเสี่ยวดึงแขนเสื้อของเขาไว้ “ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าถกเถียงกันเลย ที่พวกเขาพูดก็มีเหตุผล แม้จะฝังร่างลงแล้ว แต่ก็ไม่อาจรับรองได้ว่านางจะได้หลับสงบในสุสาน”
จีอู่ชีสงสารนางที่ต้องพบเจอกับชะตากรรมเช่นนี้จริงๆ กล่าวอย่างขัดเคืองว่า “แล้วจะทำเช่นไร ให้ทิ้งศพนางบนเขารกร้างอย่างนั้นหรือ”
ชุยเสียวเสี่ยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ขอเพียงร่างได้คืนสู่ห้าธาตุก็ถือว่าได้ทำพิธีศพ ส่งนางให้หลับสงบได้แล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ ต้องรบกวนท่านใช้คาถาอัคคีทำพิธีเผาศพให้นางที”
จีอู่ชีเข้าใจสิ่งที่นางบอกดีและคิดว่านี่เป็นทางออกที่ไม่เลว เขาจึงหยิบยันต์คาถาอัคคีขึ้นมาเพื่อเสกเพลิงสำหรับทำพิธีศพแม่นางผู้นั้น
เพียงไม่นานความทุกข์กังวลทางโลกทั้งหมดของหญิงสาวก็สลายไปในเปลวเพลิง เหลือแต่เถ้ากระดูกที่ถูกใส่ลงในโถกระเบื้องเล็กๆ ใบหนึ่ง
ชุยเสียวเสี่ยวนำเถ้ากระดูกของนางไปลอยในแม่น้ำสายหลักของอำเภอเฟ่ยเซี่ยนเป็นขั้นตอนสุดท้าย
แม่น้ำสายนี้ทอดยาวและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ท้องที่ ในเมื่อคนบางกลุ่มไม่ให้อภัยหญิงสาวผู้มีชะตาน่าขมขื่นนี้ได้ก็ให้เถ้ากระดูกของนางกระจายไปทั่วทุ่งนาป่าเขาในอำเภอเฟ่ยเซี่ยนเถิด
ฝ่ายอาอี้หลังจากได้รู้ถึงสิ่งที่สตรีผู้นี้ประสบพบเจอ จิตใจก็ห่อเหี่ยวลงเช่นกัน เขากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คนบริสุทธิ์ถูกบังคับให้เป็นปีศาจมาร แต่คนทำชั่วลับหลังกลับใช้ชีวิตกินอยู่อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน นี่สมเหตุสมผลอะไรกัน”
ชุยเสียวเสี่ยวเพียงยืนมองแม่น้ำไหลรินคดเคี้ยวแล้วขยับคอไปมา ก่อนจะพูดอย่างเกียจคร้าน “จะอะไรกันเล่า ในโลกหล้านี้มีเรื่องอยุติธรรมตั้งมากมาย อาจารย์เคยสอนไว้ว่าบำเพ็ญตนให้เป็นเซียนนั้นไม่ยาก สิ่งที่ยากก็คือการประพฤติตนเป็นมนุษย์ให้สุขสำราญโดยไม่ละเมิดกฎเกณฑ์นี่ล่ะ หากเป็นมนุษย์แล้วยังใช้ชีวิตแบบที่ต้องละอายใจรู้สึกผิดต่อตนเอง ต่อให้บรรลุเซียนสำเร็จก็ไม่มีทางอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ขึ้นมาได้…พวกท่านอยากใช้ชีวิตสุขสำราญกับข้าสักหน่อยหรือไม่เล่า”
คนที่เหลือต่างมองหน้าสบตากัน เพราะตอนท่านอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ก็พูดจาทำนองนี้จริงๆ ผู้อาวุโสเช่นอาจารย์มักกล่าวว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นไม่ยาก แต่ธรรมดาแล้วเขามีเรื่องที่อยากทำมากมายจึงแบ่งความสนใจไปจนเกินควรทำให้ยากจะบรรลุวิถีธรรมแท้แห่งการบำเพ็ญเพียร
ว่าแต่ความสุขสำราญที่เจ้าสำนักคนใหม่ผู้นี้เอ่ยถึงคืออะไรกันแน่…
เพียงไม่นานพวกเขาก็เข้าใจว่าความสุขสำราญของศิษย์น้องเจ้าสำนักหมายถึงอะไร
คืนหนึ่งจิ้นโหย่วเต๋อกอดอนุภรรยาคนงามหลับฝันหวานอยู่ในบ้านของตนเองแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่ากำลังนอนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยอยู่บนเตียงใหญ่ของท่านเจ้าเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงหลายร้อยหลี่
ยิ่งไปกว่านั้นนายท่านสกุลจิ้นผู้นี้ยังดูคล้ายคนเสียสติ กอดก่ายท่านเจ้าเมืองผู้มีตอหนวดขึ้นเต็มหน้าพลางลูบไล้ไปมาอย่างลุ่มหลง
เวลานั้นบ่าวรับใช้ได้ยินเสียงท่านเจ้าเมืองร้องขอความช่วยเหลือก็รีบบุกเข้าประตูมาทันที ภาพที่เห็นนี้หากหวนนึกขึ้นมาเมื่อใดก็พลอยให้รู้สึกสะอิดสะเอียนกินข้าวไม่ลงเลย
แม้จิ้นโหย่วเต๋อจะมีอำนาจในอำเภอเฟ่ยเซี่ยนถึงขนาดสามารถใช้มือเดียวปิดฟ้า ได้ แต่คนที่เขานอนด้วยครั้งนี้คือท่านเจ้าเมืองเชียวนะ!
ท่านเจ้าเมืองรู้สึกเสียหน้าและขยะแขยงจนทนไม่ไหว สั่งให้จับเจ้าคนบ้านี้กดไว้กับลานเรือน แล้วประเคนด้วยไม้ตะบองคำรบหนึ่ง
ไม่ว่าจิ้นโหย่วเต๋อจะอธิบายอย่างไรก็ยังถูกโบยตีจนปางตาย กระดูกขาแทบหักทั้งหมด ครั้นคนที่บ้านของเขามาแบกพากลับมาอย่างยากเย็นก็กลับพบว่าเพียงชั่วข้ามคืนเงินทองในคลังของบ้านสกุลจิ้นซึ่งร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดในอำเภอเฟ่ยเซี่ยนอันตรธานหายไปหมดโดยไม่รู้สาเหตุ แม้แต่โฉนดที่ดินก็กลายเป็นเถ้าธุลี
จิ้นโหย่วเต๋อตกใจตาเหลือกค้าง หมดสติไปในทันที…เรื่องพิลึกพิลั่นนี้พาให้คนสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของลูกสะใภ้สกุลไป๋ที่ตายไป
กระทั่งเขาฟื้นขึ้นมาก็รีบให้คนไปเชิญแม่นางเซียนแซ่ชุยมา แต่กลับพบว่าบรรดา ‘เทพเซียน’ เหล่านั้นขี่กระเรียนเหาะหายไปทางใดแล้วก็ไม่รู้ ทั้งยังได้ยินมาอีกว่าบันทึกสำนวนคดีเก่าเกี่ยวกับสกุลไป๋ถูกผู้ใดไม่อาจทราบได้ส่งไปให้ท่านเจ้าเมืองผู้ยังโกรธกริ้วไม่หายด้วย
ผลก็คือจิ้นโหย่วเต๋อเพิ่งพักหายใจได้ไม่ทันไรก็ถูกเจ้าหน้าที่มือปราบจับกุมตัวขึ้นรถม้าไปอีกครั้งแล้ว
กล่าวถึงพวกชุยเสียวเสี่ยว ขณะที่พวกเขาออกมาจากอำเภอเฟ่ยเซี่ยน บรรดาศิษย์ร่วมสำนักทุกคนต่างก็สะบัดแขนเหยียดไหล่ที่เมื่อยล้า
เหตุเพราะต้องไล่ลูบจับเงินทองของล้ำค่าในคลังสมบัติบ้านสกุลจิ้นกันทั้งคืน ไม่ใช่เรื่องสบายอะไรเลย
ตอนที่ท่านอาจารย์ร่าย ‘คำสาปสลายทรัพย์’ ใส่พวกเขาคงไม่คาดคิดกระมังว่ามีสร้างประโยชน์เลิศล้ำเช่นนี้ด้วย
เปลี่ยนเงินทองให้กลายเป็นเถ้าธุลีก็เป็นเรื่องสนุกสนานอย่างหนึ่งเช่นกัน ในเมื่อคนแซ่จิ้นนั่นสร้างตัวด้วยวิธีไม่ชอบธรรม เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าสมบัติหายไปในชั่วคืนอย่างไม่เป็นธรรมก็แล้วกัน
บทที่ 8
ฝ่ายคนแซ่จิ้นผู้นั้น หลังจากทรัพย์สมบัติอันตรธานหายไปจนเกลี้ยง ซ้ำยังไปล่วงเกินท่านเจ้าเมืองเข้า อีกทั้งเมื่อก่อนเคยรังแกบุรุษข่มเหงสตรี เบียดเบียนผู้คนในหมู่บ้านชนบทไว้มาก เมื่อหมดเงินไร้อำนาจทางการให้พึ่งพา โชควาสนาของเขาก็นับว่ามาถึงสุดทางแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักยันต์คาถาจึงคร้านจะอยู่รอดูชมบทสุดท้ายของเขา
แม้พวกเขาจะได้ลงโทษคนน่ารังเกียจนั่นระบายความเจ็บแค้นออกไปได้บ้าง…แต่หนทางข้างหน้าของเหล่าศิษย์สำนักยันต์คาถาก็ยังมืดสลัว
หลังจากกินขนมแป้งเปี๊ยะทอดกรอบ ชิ้นสุดท้ายที่พกมาจากอำเภอเฟ่ยเซี่ยนหมด จีอู่ชีก็เรอทีหนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม “คำสาปนี้ของท่านอาจารย์โหดร้ายรุนแรงเกินไป ไม่รู้ว่าจะคลายได้เมื่อไร”
อาอี้นั่งอยู่ด้านหลังจีอู่ชีช่วยทาสีผึ้งแก้แผลไหม้บนคอให้ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันไปถามชุยเสียวเสี่ยว “ศิษย์น้องเจ้าสำนัก ต่อไปเราจะไปเขตเมืองที่คึกคักหน่อยใช่หรือไม่ รสชาติของความหิวโหยช่างทรมานเหลือเกินแล้ว”
ชุยเสียวเสี่ยวกำลังจุ่มพู่กันลงในหมึกสีชาดเพื่อวาดยันต์ นางได้ยินคำถามแต่ไม่ตอบรับ เพียงกลั้นหายใจจดจ่อสมาธิแล้วลากเส้นตามภาพในตำราลับของสำนักอาจารย์ ตั้งใจถอดแบบไม่ให้ผิดเพี้ยน
กระทั่งชุยเสียวเสี่ยววาดยันต์สองสามแผ่นเสร็จก็นำมาเทียบกับในตำราอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าพึงพอใจ อย่างน้อยตอนนี้นางก็สามารถวาดอักขระยันต์ได้อย่างถูกต้องแล้ว
ยันต์ที่นางวาดครั้งนี้คือยันต์เสกวารีซึ่งเป็นวิชาแรกเข้าสำนักยันต์คาถา เป็นการใช้ยันต์ดึงดูดน้ำที่อยู่ในห้าธาตุออกมา แม้แต่ในอากาศที่ว่างเปล่าก็สามารถเสกน้ำค้างออกมาได้ หากต่อไปเจอภัยจากอัคคี นางก็ชูยันต์ขึ้นช่วยคนดับไฟได้แล้ว
ครั้นแล้วนางก็วางพู่กันลง โบกยันต์ในมือกลางอากาศพลางท่องคาถางึมงำ หมายจะเสกให้ยันต์กลายเป็นฝน
ศิษย์พี่ทั้งสามต่างปากอ้าตาค้างไปพร้อมๆ กัน อยากจะเห็นเจ้าสำนักคนปัจจุบันสำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง
อนิจจา กระดาษแผ่นนั้นลอยไปในอากาศแล้วก็ตกลงอย่างช้าๆ โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
ชุยเสียวเสี่ยวไม่เชื่อเรื่องดวงเคราะห์จึงหยิบยันต์อีกสองแผ่นขึ้นมา แต่ผลก็ยังคงเป็น ‘กระดาษฟางเหลืองเช็ดก้น’ ปลิวร่วงหล่นลงมาเช่นเดิม
เจียงหนานมู่อดถอนหายใจผิดหวังออกมาไม่ได้ จีอู่ชีหัวเราะลั่น กล่าวว่า “ข้าก็หลงคิดว่าเจ้ามีความสามารถจริงๆ แล้วเสียอีก มาดูตอนนี้เห็นทีเมื่อคืนนั้นคงเป็นแค่แมวตาบอดพบหนูตาย เสียมากกว่า”
ชุยเสียวเสี่ยวเม้มริมฝีปาก ขจัดความรู้สึกไม่พอใจออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยขัดคอขึ้นว่า “ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ในตำราลับว่าถิ่นฐานเดิมของสำนักยันต์คาถาเราไม่ใช่เขาหลิงซาน เมื่อก่อนนั้นท่านอาจารย์เคยมีวาสนายิ่งใหญ่ได้รู้จักกับปรมาจารย์เว่ยเจี๋ยของเขาที่สระพญาหงส์ บนเขาฉีเหล่า และยังได้เข้าใจแก่นธรรมของวิชายันต์คาถา ณ ที่แห่งนั้นด้วย หากพวกเราอยากจะพัฒนาตบะของตนเองก็ควรจะไปที่สระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่าดูสักครั้ง”
เมื่อเจ้าสำนักออกปาก เหล่าศิษย์ร่วมสำนักที่เหลือก็ย่อมต้องเชื่อฟังทำตาม ชุยเสียวเสี่ยวลุกขึ้นเตรียมจะไปเก็บเตรียมข้าวของ แต่กลับมีลูกแก้วลูกหนึ่งหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของนาง
เจียงหนานมู่ก้มลงเก็บมันขึ้นมา พลันพบว่ามันคือลูกแก้วปีศาจที่เปื้อนตำหนินั่นเอง
ลูกแก้วนี้สีหม่นมัวยิ่งกว่าในคืนนั้นและดูเป็นลูกหินที่ไม่สะดุดตาเสียมากกว่า
ชุยเสียวเสี่ยวรับลูกแก้วไปพลิกๆ ดู นางนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าลูกแก้วนี้มาอยู่ในกระเป๋าของตนเองได้อย่างไร
อาจเพราะชุยเสียวเสี่ยวติดตามบิดาบุญธรรมท่องไปทั่วยุทธภพตั้งแต่ยังเด็ก นางไม่เพียงแต่หลอกลวงผู้คนเก่ง แต่ยังมีฝีไม้ลายมือการลักขโมยที่น่าทึ่งอีกด้วย
ทว่าครั้งนี้นางไม่อาจยอมรับ แม้ตนเองจะมีส่วนร่วมในการปราบปีศาจตนนั้น แต่นางเก็บเพียงเปลือกของดักแด้มาเท่านั้น ไม่ได้คิดอยากจะหยิบลูกแก้วปีศาจเจ้าปัญหานี้มาเลยสักนิด!
แต่จีอู่ชีกลับปักใจเชื่อว่าชุยเสียวเสี่ยวเป็นคนหยิบมาเองแน่ เขาทำสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม “สันดานสุนัขกินอาจมไม่เปลี่ยน เสียทีที่เจ้าสาบานเป็นมั่นเหมาะต่อหน้าอาจารย์ว่าจะกลับตัวกลับใจเดินสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร ยังไม่วายหยิบฉวยไม่บอกไม่กล่าว”
ชุยเสียวเสี่ยวเถียงค้านจริงจัง “ท่านคิดว่าข้าจะขโมยของมาจากกระเป๋าของยอดอัจฉริยะผู้นั้นได้หรือ เขาเก่งกาจถึงขั้นใช้กระบี่เดียวปลิดชีพปีศาจได้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกแก้วนี้มาโผล่ในกระเป๋าตนเองได้อย่างไร!”
จีอู่ชีชะงัก รู้สึกว่าที่นางพูดก็มีเหตุผล ครั้นจึงพึมพำกับตนเองว่า “ถ้านางไม่ได้ขโมยมา แล้วลูกแก้วนี่วิ่งมาอยู่ในกระเป๋านางเองอย่างนั้นรึ”
คนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของเขาก็เลื่อนสายตาไปมองลูกแก้วปีศาจด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่เจ้าลูกสีเทาตุ่นเหมือนก้อนหินลูกนี้ดูไม่ตอบสนองอะไรเลย เพียงนิ่งอยู่บนโต๊ะไม่ขยับเขยื้อน จึงทำให้ความกลัวของพวกเขาหายไปในเวลาอันรวดเร็ว
สุดท้ายจีอู่ชีก็ได้ข้อสรุปว่าลูกแก้วปีศาจซึ่งมีจิตโลภะนี้คงจะชอบคนจำพวกละโมบโลภมาก น่าเสียดายที่ในบรรดาผู้คนในโรงเลี้ยงไหมนั้นมีเพียงนางโจรน้อยผู้นี้เท่านั้นที่นิสัยบกพร่องที่สุด การที่ลูกแก้วปีศาจถูกชุยเสียวเสี่ยวดึงดูดมาจึงมีเหตุที่เข้าใจได้
ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่แนะนำให้คืนลูกแก้วปีศาจนี้แก่เจ้าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไป แต่ชุยเสียวเสี่ยวไม่อยากติดต่อกับคนของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอีกเลย
ฉินหลิงเซียวผู้นั้นพูดจาไม่เข้าหู ถึงกับกล้าทำนายชะตาของนาง อย่าคิดว่ารูปร่างหน้าตาหล่อเหลาแล้วจะขุดคุ้ยเปิดแผลของผู้อื่นอย่างหน้าไม่อายได้นะ!
นางไม่รู้หรอกว่าของสิ่งนี้มีประโยชน์เลิศล้ำเช่นไร แต่ก็คงไม่อาจวางทิ้งส่งเดชได้ ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้บริสุทธิ์เช่นลูกสะใภ้สกุลไป๋ต้องถูกทำลายชีวิตอีกแน่
ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงตรงนี้ก็พลิกเปิดห่อผ้าแล้วหยิบกล่องไม้สะกดวิญญาณที่ท่านอาจารย์ให้นางไว้ก่อนตายออกมา
ว่ากันว่ากล่องไม้นี้ทำจากไม้ต้นอู๋ถง ในป่าจูว่อ ที่พญาหงส์ลงมาเกาะพักพิง พญาหงส์ก็คือวิหคซึ่งอยู่กลางเปลวเพลิง ต้นอู๋ถงที่มันเคยเกาะพำนักจึงเป็นสิ่งที่มีพลังธาตุหยางสูงสุด เรียกว่า ‘ยอดหยาง’ สามารถกักขังปีศาจมารขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้
หลังจากชุยเสียวเสี่ยวนำลูกแก้วปีศาจเก็บไว้ในกล่องไม้สะกดวิญญาณก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย นางคิดด้วยว่าเมื่อกลับไปถึงเขาหลิงซานแล้วจะหาภาชนะในหอภาชนะเวทของสำนักยันต์คาถามาแก้คลายบาปมารในลูกแก้วปีศาจนี้
แต่นางไม่รู้เลยว่าชั่วพริบตาขณะกล่องไม้ปิดลง ลูกแก้วซึ่งเดิมเป็นสีหม่นมัวนั้นพลันเรืองแสงสีน้ำเงินเข้มออกมา…
ทิวทัศน์ระหว่างทางไปสระพญาหงส์งดงามตระการตา เพียงแต่หลังจากเดินได้ไม่นานพวกเขาก็ได้พบกับศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอีกครั้ง
หัวหน้าของศิษย์สำนักกระบี่มอบเทียบเชิญเรียบง่ายแต่หรูหราแผ่นหนึ่งให้แก่ชุยเสียวเสี่ยว
ชุยเสียวเสี่ยวไม่รู้ว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร เจี่ยงเจิ้งผู้รับสารมาจึงทำสีหน้าหยิ่งยโสใส่ “ท่านปรมาจารย์เชิญเจ้าสำนักชุยไปยังศาลาริมน้ำด้านหน้าเพื่อสนทนาสักครู่”
ชุยเสียวเสี่ยวไม่อยากไปเลย นางรู้ว่านี่อาจเป็นเพราะฉินหลิงเซียวพบแล้วว่าลูกแก้วปีศาจหายไปและสงสัยว่าจะเป็นฝีมือนางจึงได้มาตามหาเรื่อง
น่าโมโหตรงที่จีอู่ชีบอกไว้ว่าเขาใช้ ‘ยันต์ลบร่องรอย’ อำพรางรอยทางของพวกเขามาตลอดทางแล้ว แต่เหตุใดศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าถึงยังตามเจอได้เล่า
ชุยเสียวเสี่ยวอยากจะบอกว่าไม่ไป แต่ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไม่เกรงใจ สร้างกระบี่ปราณออกมาพาดคอนางเสียก่อนแล้ว
พวกของจีอู่ชีเตรียมปะทะกับศิษย์สำนักกระบี่ ชุยเสียวเสี่ยวจึงรีบห้ามปรามพวกเขา แล้วตกลงที่จะไปหาฉินหลิงเซียวเพียงลำพัง
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวมาถึงริมลำธารก็เห็นฉินหลิงเซียวกำลังนั่งขัดสมาธิควบคุมกระบี่ปราณอยู่ในศาลาริมน้ำ กระบี่ปราณเจ็ดเล่มส่องแสงสีทองเรื่อเรือง บินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือศีรษะเขา
ครั้นเขาเห็นชุยเสียวเสี่ยวเดินเข้ามาหาถึงค่อยกรีดนิ้วแผ่วเบาเพื่อเก็บกระบี่ปราณกลับ จากนั้นก็ตบโต๊ะหยกด้านข้างเบาๆ เป็นเชิงให้นางนั่งลงร่วมดื่มกับเขา
การที่ผู้สูงส่งเช่นเจ้าสำนักกระบี่อันดับหนึ่งลดตัวเชิญสำนักเถื่อนลัทธินอกมาร่วมดื่มชาด้วย สำหรับผู้อื่นแล้วคงจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยินดียิ่ง
แต่ชุยเสียวเสี่ยวรู้ว่านี่คืองานเลี้ยงหงเหมิน* จึงไม่ยอมนั่งลงเด็ดขาด นางเพียงยิ้มประกาศอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา “เจ้าสำนักฉินต้องการเจรจาขอของบางอย่างกระมัง…ลูกแก้วปีศาจนั้นข้าเองก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของข้าได้เช่นไร หากว่ากันตามหลักข้าก็มีส่วนร่วมในการปราบปีศาจเช่นกัน ดังนั้นที่ลูกแก้วปีศาจมาอยู่กับข้าก็ไม่นับว่าเกินไป แต่ถ้าเจ้าสำนักฉินต้องการ ข้าก็เข้าใจและยินดีมอบให้แก่ท่าน เพื่อไม่ทำลายความสมัครสมานสามัคคีระหว่างสำนักทั้งสองของเรา”
วาจาท่าทางที่ไหลลื่นแคล่วคล่องนี้ล้วนแล้วแต่อาศัยประสบการณ์ที่ชุยเสียวเสี่ยวสั่งสมมาเมื่อครั้งพเนจรอยู่ในยุทธภพ
นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจต่อกรกับกระบี่ปราณของฉินหลิงเซียว เมื่อถูกดักหน้าประตู ก็ย่อมต้องแสดงเจตนาดี รีบส่ง ‘เทพดาวหายนะ’ ไปให้พ้นตัวถึงจะถูก
ฉินหลิงเซียวได้ฟังชุยเสียวเสี่ยวแล้วกลับแค่นยิ้มอย่างไม่เชื่อคำพูดนาง เอ่ยลากเสียงยานคาง “เจ้าไม่ได้เอาไปรึ”
นับตั้งแต่ปราบปีศาจในโรงเลี้ยงไหมเสร็จ ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าก็ตามสืบประวัติความเป็นมาของเจ้าสำนักคนใหม่แห่งสำนักยันต์คาถาผู้นี้ แล้วนำมารายงานต่อฉินหลิงเซียวทั้งหมด
นางโจรหญิงที่โลดโผนไปทั่วมานานหลายปี บอกว่าตนเองมิได้ขโมยของไป พูดแล้วใครจะไปเชื่อ!
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้า แม้จะมิได้หวังว่าเจ้าสำนักฉินผู้นี้เชื่อถือ แต่ความจริงก็เป็นเช่นนี้
นางหยิบกล่องไม้สะกดวิญญาณออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งคืนให้แก่ฉินหลิงเซียว หมายจะจบเรื่องขัดแย้งให้เร็วที่สุด
ทันทีที่มือของฉินหลิงเซียวสัมผัสกับกล่องไม้ กล่องไม้สะกดวิญญาณก็ลุกเป็นไฟในพริบตา
ฉินหลิงเซียวตระหนกตกใจ รีบโคจรปราณคิดจะซัดใส่กล่องไม้นั้น
ทว่าชั่วขณะนี้เองแสงสว่างสายหนึ่งส่องวาบออกมา ลูกแก้วปีศาจซึ่งแต่เดิมเคยหม่นมัวกลับกลายเป็นสุกสกาววาวแววราวกับดูดซับพลังมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
มันหลบหลีกมือของฉินหลิงเซียวที่พยายามจับคว้าอยู่หลายครั้ง ปราดเปรียวว่องไวดุจลูกศรแหวกเมฆา แต่ดูเหมือนมันจะเปลี่ยนใจกะทันหัน พลันวกกลับพุ่งหาชุยเสียวเสี่ยวที่ยืนอยู่ด้านข้าง
ชุยเสียวเสี่ยวไม่ทันตั้งตัวถูกลูกแก้วปีศาจพุ่งใส่จนล้มลงกับพื้น นางรู้สึกว่ามีไอร้อนแผ่มาจากตรงข้อมือ จากนั้นก็รู้สึกแสบร้อนในทรวงอก ขณะที่ลูกแก้วปีศาจสลายหายไปไม่เห็นเงา
ครั้นนางกำลังจะลุกขึ้น ฉับพลันนั้นฉินหลิงเซียวก็เข้ามาคว้าข้อมือนางแล้วถกแขนเสื้อออกดู ปรากฏว่าบนข้อมือชุยเสียวเสี่ยวจู่ๆ ก็เกิดลวดลายอักขระยันต์คดเคี้ยวคล้ายกับตัวงูขึ้นมา
“นี่คืออะไร” ชุยเสียวเสี่ยวเก็บกลั้นอาการเจ็บแสบหน้าอกพลางเอ่ยถาม
สีหน้าท่าทางของฉินหลิงเซียวดูซับซ้อนหลากอารมณ์จนอธิบายไม่ถูก เขาจ้องชุยเสียวเสี่ยวเขม็ง ทำหน้าประหนึ่งกลืนมูลสุนัขลงไป ไม่อาจทนรับได้
สุดท้ายเขาก็คล้ายจะตัดสินใจบางอย่างได้ ค่อยๆ เงยขึ้นช้าๆ มองหน้าชุยเสียวเสี่ยวก่อนถามว่า “ดูท่าเจ้าคงรู้ดีเช่นกันว่าข้าขาดลูกแก้วปีศาจนี้ไม่ได้…ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้เป็นไปตามที่เจ้าปรารถนาเถิด ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้เจ้าได้เลือกคู่บำเพ็ญเพียรไว้แล้วใช่หรือไม่”
หา? ชุยเสียวเสี่ยวคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ฉินหลิงเซียวจะถามคำถามที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยสักนิดเช่นนี้ออกมา
แต่ฉินหลิงเซียวกลับทำเหมือนไม่ต้องการได้ยินคำตอบของชุยเสียวเสี่ยว ชิงพูดเองว่า “คงจะไม่มี ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดวางแผนเล่นเล่ห์กับข้า ไม่ว่าจะฝึกบำเพ็ญวิชาสำนักใด หากพบพานคู่ฝึกบำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมกัน แค่ลงแรงครึ่งเดียวก็บรรลุผลเท่าทวีแล้ว ข้าผนึกโอสถทองสำเร็จมาเนิ่นนาน ขาดเพียงกำเนิดร่างปฐม ข้ามผ่านด่านเคราะห์ และเหินสู่แดนเซียน ถ้าเจ้าได้เป็นคู่บำเพ็ญของข้าก็เท่ากับร่นระยะทางทนทรมานฝึกฝนลงได้เป็นร้อยปี…เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าทางลัดเช่นนี้มิได้ตกไปถึงเจ้าได้ง่ายๆ ถึงได้ใช้อุบายหลอมรวมลูกแก้วปีศาจไว้ในตัวทำให้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามที่เจ้าต้องการ…เพียงแต่เรื่องแต่งงานต้องเรียบง่าย เพราะข้าไม่ต้องการให้อื้ออึงไปทั้งโลกหล้า”
ขณะฉินหลิงเซียวพูดถ้อยคำเหล่านี้ น้ำเสียงของเขาเหมือนถูกบังคับให้กินอาจม ส่วนชุยเสียวเสี่ยวเองก็มิได้รู้สึกว่าการแต่งงานกับฉินหลิงเซียวเป็นเรื่องน่ายินดีเหมือนได้กินโสมคนล้ำค่าเลยแม้แต่น้อย
นางเบิกตากว้าง ถามอย่างฉงนสงสัย “เจ้าสำนักฉิน…ลมปราณของท่านวิปริตแปรปรวนไปแล้วหรือ ข้ามียันต์เย็นชื่นใช้ดับคลายร้อนได้ ท่านอยากได้สักแผ่นไปแปะศีรษะสักหน่อยหรือไม่”
ฉินหลิงเซียวรู้สึกขัดเคืองอยู่บ้าง แต่เพียงพูดเสียงเรียบๆ ว่า “เจ้าจงใจเอาลูกแก้วปีศาจไป แล้วยังใส่ในร่างกายของตนเอง จะไม่คิดวางแผนให้ได้แต่งงานอย่างนั้นหรือ…สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าของข้ายึดถือเรื่องชื่อเสียงเป็นสำคัญมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมต้องรับผิดชอบต่อเจ้าอย่างดีที่สุด เพียงแต่ผลแตงที่ฝืนเด็ดนั้นไม่หวาน* ถ้าแม่นางน้อยเล่นแง่เช่นนี้ก็อย่านึกเสียใจภายหลัง…”
ตอนนี้เขาต้องการลูกแก้วปีศาจอย่างเร่งด่วนเพื่อมาปราบฤทธิ์มารในตัวเขา แต่ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้จงใจสูบรับลูกแก้วเข้าไป มีเจตนาร้ายยิ่งนัก!
หากเขาต้องการดึงลูกแก้วปีศาจออกมาใช้ก็ต้องฆ่าชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้ทิ้งเสีย หรือไม่ก็ต้องร่วมลงสระเยียบเยือกกับนาง ชายหญิงอยู่เคียงคู่ โคจรพลังปราณไปพร้อมกันเจ็ดวันเจ็ดคืนในที่นั้นตามลำพัง
แม้สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจะไม่ใช่สำนักนิกายใหญ่ แต่ก็มุ่งมั่นปราบมารกำจัดปีศาจอย่างเต็มกำลังเสมอมา นับว่าเป็นสำนักฝ่ายธรรมะเช่นกัน หากเขาสังหารแม่นางน้อยมากเล่ห์เพทุบายนี้ไปเฉยๆ จะต้องเสื่อมเสียไปถึงชื่อเสียงของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอย่างแน่นอน
แต่การร่วมลงแช่ในสระเยียบเยือกนั้น พูดง่ายแต่ไม่น่าฟังเลย เกรงแต่ว่าคนของสำนักยันต์คาถาพวกนั้นจะนำไปเล่าลือกันทั่วว่าเขาใคร่สตรีใฝ่เสน่หา แต่กลับไม่ยอมปกป้องดูแลชื่อเสียงของแม่นางน้อย
ขืนไม่ตบแต่งทำพิธี หากข่าวลือแพร่กระจายไปเขาไม่กลายเป็นโจรราคะหลอกลวงสตรีหรอกหรือ
แผนเฉพาะหน้าในยามนี้คือขอเพียงได้แต่งงานเคียงคู่กับนางไปก่อนชั่วคราวเพื่อสูบรับลูกแก้วปีศาจมาอย่างชอบธรรม…นอกจากนี้เลือดในกายของแม่นางน้อยผู้นี้ยังเป็นดาวข่มของพลังปีศาจมารที่เขาสูบรับมา หากเขาค้นพบวิธีใช้ที่เหมาะสม ไม่แน่ว่าอาจจะกำจัดภัยที่จะเกิดกับเขาในภายหน้าได้อย่างราบคาบ
เมื่อนางกลายเป็นภรรยาของเขาก็ยังป้องกันคนที่คิดร้ายดึงตัวนางไปเพื่อเล่นงานเขาได้ด้วย
ฉินหลิงเซียวเคยพบเจอสตรีที่คลั่งไคล้ใหลหลงตัวเขาเช่นนี้มาไม่รู้กี่มากน้อยแล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้เขาจะถูก ‘ลูกเจี๊ยบน้อย’ จิกตา หลอกเข้าจนได้
ฉินหลิงเซียวรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ได้แต่คิดปลอบใจตนเอง…ดวงชะตาของหญิงผู้นี้พิเศษยิ่งนัก โลหิตยังสามารถใช้ปราบฤทธิ์มารของเว่ยเจี๋ยได้ด้วย บางทีการแต่งงานกับนางอาจไม่เสียเปรียบจนเกินไปนัก
ครั้นคิดได้ดังนี้อารมณ์ของฉินหลิงเซียวก็ค่อยๆ สงบลง ความไม่พอใจก็ลดลงไปหลายส่วน รอเพียงให้เจ้าสำนักหญิงอ่อนหัดแห่งสำนักเถื่อนลัทธินอกตอบรับเรื่องแต่งงานด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจน้ำตาเอ่อนอง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 15 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.