บทที่ 9
ดูเหมือนเจ้าสำนักฉินจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าหากชุยเสียวเสี่ยวไม่ตอบตกลงแล้วเขาจะทำเช่นไรต่อไป
นี่ไม่ใช่เพราะฉินหลิงเซียวหลงเย่อหยิ่งทะนงตนแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะพลังตบะและโอสถทองภายในหรือรูปโฉมและชื่อเสียงภายนอกของเขาก็ล้วนทำให้คนไม่รู้สึกขัดข้องทั้งสิ้น
คนที่หวังจะแต่งงานเป็นคู่บำเพ็ญเหินสู่แดนเซียนไปพร้อมกันกับฉินหลิงเซียวนั้นใช่ว่าจะมีแค่ศิษย์น้องหลิงจื่อซานคนเดียวเท่านั้น ขอเพียงเขาประกาศหา ผู้บำเพ็ญพรตหญิงทั่วหล้าคงจะพากันมาเป็นตัวเลือกให้เขาแทบทั้งนั้น
ทว่าตอนนี้เขายอมเป็นฝ่ายเหลียวแลให้ความสำคัญเจ้าสำนักหญิงนอกคอกประหนึ่งห่อฟางผู้หนึ่ง เช่นนั้นแล้วเหตุใดชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้จะไม่ปลื้มปริ่มยินดีและตอบรับทั้งน้ำตาด้วยเล่า
ด้วยเหตุนี้เมื่อฉินหลิงเซียวได้ยินว่าชุยเสียวเสี่ยวปฏิเสธชัดถ้อยชัดคำอย่างไม่ลังเล เขาจึงเขม้นมองนางอย่างประหลาดใจ
“…ความอดทนของข้ามีไม่มากนัก เจ้าอย่าได้เล่นท่าอยู่เลย หากไม่พอใจเรื่องพิธีแต่งงานเรียบง่าย อยากจะประกาศให้เอิกเกริก เกรงว่าจะเสียแรงเปล่า เพราะข้าไม่ยินดีเรื่องทางโลกและไม่ว่างไปดื่มสุราคารวะแต่ละบ้านกับเจ้าหรอก”
ฉินหลิงเซียวเข้าใจไปเองว่าชุยเสียวเสี่ยวคิดจะถอยเพื่อรุกคืบ เล่นเล่ห์เพทุบายเพื่อจะได้เรียกร้องประโยชน์ให้ตนเองอีกหน่อย
ชุยเสียวเสี่ยวฝืนกลั้นไม่ให้ตนเองกลอกตา กล่าวอย่างเด็ดขาดชัดเจน “เจ้าสำนักฉิน ดูท่าท่านคงจะเข้าใจผิด ข้ามิได้อยากแต่งงานกับท่านเลย และไม่คิดเสียเวลาบำเพ็ญเพียรขึ้นแดนฟ้าด้วย ท่านคิดมากเกินไปแล้ว…”
ฉินหลิงเซียวเห็นแม่นางน้อยผู้นี้ไม่มีทีท่าจะคืนคำปฏิเสธก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แต่ยังคงอดทนอธิบาย “ในเมื่อเจ้าสูบรับลูกแก้วปีศาจเข้าไปแล้ว แม้จะไม่ถูกมันเปลี่ยนให้กลายเป็นปีศาจ แต่ก็ต้องได้รับความทรมานจาก ‘พิษอิน’ ของลูกแก้วปีศาจอยู่ดี หากเจ้าต้องการขับไล่มันออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุดก็มีเพียงสองวิธีเท่านั้นคือต้องสังหารเจ้าทิ้งหรือไม่เจ้าก็ต้องโคจรพลังร่วมกับข้าในสระเยียบเยือก ต้องใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนจึงจะขับลูกแก้วปีศาจออกมาได้ ระหว่างนั้นเจ้ายังต้องโคจรพลังทั้งหมดไปพร้อมกันกับข้า การแต่งงานกับเจ้าก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของเจ้าและเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชื่อเสียงของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าของข้าต้องพลอยเสื่อมเสียไปด้วย นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายแล้ว”
อะไรกัน นี่ข้าถูกพิษจากลูกแก้วปีศาจ? จะต้องแช่ตัวอยู่ในน้ำกับบุรุษตรงหน้านี้ตลอดหลายวันถึงจะกำจัดออกไปได้หมดอย่างนั้นหรือ
นี่คือวิธีที่ถูกที่ควรเพียงวิธีเดียวที่จะทำได้แล้วจริงๆ หรือ
ชุยเสียวเสี่ยวก้มลงมองข้อมือตนเอง สะกดกลั้นความวิตกกังวลในใจ แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ขอบคุณเจ้าสำนักฉินที่เตือนข้า แต่สำนักยันต์คาถาของข้าก็มีวิธีขจัดพิษขับไล่ปีศาจอยู่บ้าง ให้ข้ากลับไปปรึกษาเรื่องนี้กับพวกศิษย์พี่สักหน่อยก่อน ดูว่าจะแก้ไขกันเองได้หรือไม่ หากขับลูกแก้วปีศาจออกมาได้แล้วจะรีบนำมามอบให้เจ้าสำนักฉินอย่างแน่นอน ท่านว่าเป็นอย่างไร”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ดีว่าที่ฉินหลิงเซียวกระตือรือร้นจะช่วยนาง มิได้เป็นเพราะมีใจใฝ่ช่วยเหลือคนถึงเพียงนั้น
ดูท่าเจ้าสำนักฉินผู้นี้หมายมั่นจะครอบครองลูกแก้วปีศาจให้จงได้ กระทั่งยอมสละวาสนาครองคู่ของตนอย่างไม่นึกเสียดาย ขอแค่ให้ได้ลูกแก้วปีศาจนี้โดยเร็วที่สุด
ยังดีที่ผู้แซ่ฉินห่วงหน้าตา ยึดมั่นชื่อเสียงความชอบธรรม และตอนนี้ยังมิได้ถูกมารครอบงำ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะเลือกวิธีแรกโดยไม่ลังเล…ฆ่าไก่เอาไข่ หนึ่งกระบี่ปลิดชีพนางไปแล้วแน่ๆ…
แต่นี่ก็มิได้หมายความว่าพอนางถูกเขาขู่ให้ตกใจกลัวแล้วจะขวัญหนีดีฝ่อจนต้องทำตามที่เขาจัดแจงทุกอย่างเสียหน่อย
ขณะที่ชุยเสียวเสี่ยวขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นั้น ฉินหลิงเซียวก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้ดูไม่เหมือนจงใจวางแผนจะแต่งงานกับเขา ซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่าเมื่อแต่งงานกับเขาแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทั้งไม่รู้ถึงความร้ายแรงของพิษอินจากลูกแก้วปีศาจอีกด้วย
ในที่สุดฉินหลิงเซียวก็หลุบตาลง เอ่ยเสียงเย็นชา “ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรได้ไม่นานถึงไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าเพิ่งบอกแก่เจ้าไป ข้าจะให้เวลาเจ้าสักหน่อย เมื่อคิดดีแล้วค่อยกลับมาหาข้า แน่นอนว่าเจ้าจะต้องไม่กลายเป็นปีศาจมารไปเสียก่อน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงข้าจะจัดการกับเจ้าได้ง่ายกว่ามาก”
เมื่อเขากล่าวจบก็เห็นชุยเสียวเสี่ยวประสานมือกำลังจะลาจากไป ไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนความตั้งใจเป็นตอบตกลงแต่งงานกับเขาเลยแม้แต่น้อย พาให้เขาไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
แม้ปกติฉินหลิงเซียวจะฝักใฝ่แต่การฝึกฝนบำเพ็ญเพียร ไม่เคยเหลียวแลพวกสตรีที่มาชมชอบในตัวเขาเหล่านั้น แต่เวลานี้เจ้าสำนักหญิงนอกคอกผู้หนึ่งกลับไม่แยแสไมตรีที่เขามอบให้ ช่างน่าโมโหยิ่งนัก
เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวกระทบกระเทียบ “การฝึกบำเพ็ญเพียรหากมิได้กราบอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงก็เหมือนกับสตรีที่แต่งงานเข้าผิดตระกูลต้องสูญเสียเวลาไปชั่วชีวิต แต่ถ้าแต่งให้สามีซึ่งมีพลังตบะสูงส่งเลิศล้ำก็เหมือนกับได้ฝากตัวกับอาจารย์คนใหม่ เจ้าเคยกราบอาจารย์ผิดมาแล้ว อย่าได้พลาดโอกาสอีกเลย”
ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้คิดจะฝึกบำเพ็ญเพียร แต่กลับไปกราบถังโหย่วซู่เจ้าคนไม่เอาไหนพรรค์นั้น สุดท้ายฝึกบำเพ็ญเพียรไปก็เป็นได้เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง หากนางไม่โง่เขลาก็ควรคว้าวาสนาคู่ครองครั้งนี้เอาไว้ ให้โอกาสตนเองได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตใหม่
น่าเสียดายที่คำพูดเป็นเหตุเป็นผลชัดแจ้งเช่นนี้ของเขาใช้ไม่ได้ผลกับแม่นางน้อยที่ยังผูกผมหางม้าเป็นพวงหางจิ้งจอกผู้นี้เลย นางยังคงไม่สนใจไยดี
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินเขาเหยียดหยันว่าตัวนางเลือกกราบอาจารย์ผิดสำนัก ดวงตากลมโตของนางก็หรี่ลงเล็กน้อย มุมปากเหยียดยกเป็นรอยยิ้มเยาะ “ถึงข้าจะไม่รู้ประสีประสาเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร แต่ข้าก็เข้าใจหลักทำนองคลองธรรมไม่น้อย ข้าไม่เคยได้ยินว่าผู้เก่งกาจสามารถในสำนักบำเพ็ญเซียนใดจะมีนิสัยแต่งภรรยาที่น่าอัปยศ ท่านดูถูกดูแคลนข้าออกปานนี้ แต่กลับอยากแต่งงานกับข้า เจ้าสำนักฉิน ท่านเองก็ฝืดฝืนเกินทนเช่นกันนั่นล่ะ อีกอย่างท่านเองก็บอกว่าข้ามีดวงชะตาสิบสูญเสีย หากแต่งข้าไปแล้ว ท่านไม่กลัวว่าข้าจะพิฆาต…ให้ท่านตายหรือ”
นางพูดประโยคสุดท้ายพลางเอียงศีรษะน้อยๆ ดวงตากลมโตวาวประกายเจ้าเล่ห์ ผมหางม้ายาวซึ่งดูคล้ายพวงหางจิ้งจอกแกว่งไกวไปมาอยู่ด้านหลังช่างยั่วโทสะคนยิ่งนัก
ฉินหลิงเซียวค้นพบว่าเจ้าสำนักหญิงแห่งสำนักเถื่อนลัทธินอกนี้เป็นผู้มีจิตคิดพยาบาทอย่างแท้จริง เหตุเพราะเพียงเขาเคยกล่าวว่าดวงชะตาของนางไม่ดี ถึงกับมายอกย้อนเขาในครานี้
ชุยเสียวเสี่ยวมองใบหน้าเย็นชาปานปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งของฉินหลิงเซียวแล้วหยั่งเชิงอีกฝ่ายต่อ “สำนักของท่านทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยล้วนดูถูกสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของข้า เหตุใดท่านถึงต้องลำบากตนเองมาแต่งงานกับคนสำนักเถื่อนเช่นข้าด้วยเล่า หรือมีอะไรไม่เป็นคุณต่อตัวท่าน ท่านจะมาเสียสละเช่นนี้ด้วยเหตุใดกัน เจ้าสำนักฉิน ถ้าท่านไม่ยอมพูดความจริง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันต่อแล้วกระมัง”
หากว่ากันเรื่องพลังตบะ ชุยเสียวเสี่ยวไม่อาจเทียบชั้นกับฉินหลิงเซียวได้อย่างแน่นอน แต่หากเป็นเรื่องประเมินความคิดจิตใจของผู้คน…นางพบเห็นพวกโจรขโมยเดนคนมานักต่อนัก มากยิ่งกว่าปีศาจมารที่ผู้แซ่ฉินเคยปราบมาทั้งหมดเสียอีก
ฉินหลิงเซียวถูกแม่นางน้อยแดกดันอย่างรุนแรงอีกครั้งแล้ว การเผชิญหน้ากับสตรีที่ไร้การอบรมสั่งสอนเช่นนี้ทำให้ฉินหลิงเซียวรู้สึกเหมือนกำลังเล่นพิณให้ควายฟัง จึงคร้านจะชักจูงนางต่อ ได้แต่บอกความจริงบางอย่างแก่นางให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
“เจ้ามีโลหิตที่พิเศษ ซ้ำยังถูกพิษอินของลูกแก้วปีศาจเข้าไปอีก เกรงว่าถ้าออกฤทธิ์จะยิ่งส่งผลเลวร้ายหนักกว่าเก่า ถึงเวลานั้นเจ้าจะอยู่ไม่สู้ตาย…เจ้าสำนักชุย ระวังตนเองให้มากเถิด…”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกตกใจเกี่ยวกับเรื่องพิษอินที่เขาอธิบายจนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
นางพลันนึกถึงเรื่องที่จู่ๆ ลูกแก้วปีศาจก็มาปรากฏในกระเป๋าของตน กอปรกับเรื่องที่ฉินหลิงเซียวเล่าถึงโลหิตพิเศษของนาง หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ลูกแก้วปีศาจนั่นคอยแต่จะเข้ามาหานาง?
หากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าลูกแก้วปีศาจต้องการจะหลอมรวมให้ข้ากลายเป็นปีศาจอย่างนั้นหรือ นี่ข้าต้องเป็นเหมือนลูกสะใภ้สกุลไป๋ผู้นั้นหรือ
ฉินหลิงเซียวพูดไว้เพียงแค่นั้น เขาคร้านจะมองหน้าแม่นางน้อยปากกล้าเช่นชุยเสียวเสี่ยวอีกแม้แต่แวบเดียว
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจอีก ปล่อยให้ชุยเสียวเสี่ยวรับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานยามที่พิษลูกแก้วปีศาจออกฤทธิ์เอง ไม่เช่นนั้นแล้วแม่หนูน้อยตัวเปี๊ยกคงจะหลงคิดว่าตนเองเป็นหญิงงามล่มแคว้น ชวนให้ผู้คนหลงใหลจนต้องแต่งงานกับนางเสียให้ได้กระมัง
ฉินหลิงเซียวคิดถึงตรงนี้ก็สะบัดแขนเสื้อ เรียกกระบี่ปราณเล่มหนึ่งออกมาแล้วเหินร่างขึ้นไปบนนั้น ก่อนจะขี่กระบี่จากไปอย่างสง่างามปานประหนึ่งเทพเซียน
การขี่กระบี่เหาะเหินไปเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะได้เห็น
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกได้ถึงความห่างเหินเย็นชาในน้ำเสียงเมื่อครู่ของฉินหลิงเซียว ดูเหมือนว่าการปฏิเสธของนางจะทำให้เจ้าสำนักฉินผู้นั้นเห็นว่านางไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วเท่าใดนัก
ทว่าตอนนี้นางไม่มีเวลาสนใจความรู้สึกของยอดอัจฉริยะฟ้าประทานใดๆ แล้ว นางได้แต่จ้องมองเส้นคดเคี้ยวบนแขนของตนเองเขม็ง
หรือสิ่งที่ฉินหลิงเซียวพูดนั้นจะเป็นเรื่องจริง นางถูกพิษอินของลูกแก้วปีศาจนั่นเข้าแล้ว
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวกลับมาพบพวกศิษย์พี่และได้เล่าเรื่องที่จู่ๆ ลูกแก้วปีศาจก็มุดหายเข้าไปในร่างของนางเมื่อครู่ บรรดาศิษย์ร่วมสำนักต่างก็กระโดดหนีแตกกระเจิง
อาอี้มีไหวพริบตอบสนองว่องไวกว่าใคร รีบแปะยันต์ไล่ปีศาจบนหน้าผากเจ้าสำนักของพวกตนทันที
ชุยเสียวเสี่ยวดึงยันต์ออกแล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ข้ายังไม่กลายเป็นปีศาจเสียหน่อย!”
ศิษย์พี่รองก้าวเข้ามาอย่างรู้สึกผิด มองดูข้อมือของชุยเสียวเสี่ยว จากนั้นก็คล้ายกับนึกอะไรบางอย่างได้ แล้วบอกให้ชุยเสียวเสี่ยวรีบเปิดตำราลับของท่านอาจารย์มาดูว่าในนั้นมีวิธีแก้หรือไม่
ชุยเสียวเสี่ยวพลิกเปิดอ่านอยู่หลายรอบ เหมือนว่าจะมีส่วนที่เกี่ยวกับพิษเพียงช่วงเดียวเท่านั้น
ถังโหย่วซู่ชอบบันทึกชีวิตประจำวันในการฝึกบำเพ็ญเพียรของตนในตำราลับโดยละเอียดจนเปรียบเหมือนบันทึกประวัติส่วนตัวของตนเอง เขาเขียนเล่าเรื่องที่ไปถ้ำนาคาคร่าวิญญาณซึ่งเว่ยเจี๋ยเคยบุกไปเมื่อสองร้อยปีก่อนและได้ไปเห็นความน่าเกรงขามของนาคาคร่าวิญญาณซึ่งเป็นงูยักษ์สองหัวนี้มากับตาตนเองแล้ว
นาคาคร่าวิญญาณอาศัยอยู่ในหุบเขาลึกด้านล่างสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่า พิษของมันมีฤทธิ์ตามชื่อ หากถูกพิษเข้าไปต่อให้เป็นผู้เก่งกาจสามารถซึ่งบำเพ็ญเพียรมาเป็นร้อยปีก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานถูกพรากจิตคร่าวิญญาณได้เช่นกัน
โดยเฉพาะช่วงสามวันแรกหลังจากได้รับพิษมาใหม่ๆ เลือดในกายทั้งหมดจะเดือดพล่านจนไม่อาจรวบรวมสมาธิขับพิษออกไป ไม่ว่าจะมีพลังตบะแก่กล้าเพียงใดก็ล้วนถูกเลือดของตนเองลวกสุกอยู่ภายในถึงตายได้ทั้งนั้น สภาพอเนจอนาถเกินจะทนดูได้
ครั้งนั้นถังโหย่วซู่เห็นคนผู้หนึ่งรอดชีวิตหลังจากถูกกัดคราหนึ่งในถ้ำนาคาคร่าวิญญาณใกล้กับสระพญาหงส์มากับตา
คนผู้นั้นก็คือเว่ยเจี๋ย ปรมาจารย์ของถังโหย่วซู่ในเวลาต่อมานั่นเอง
แรกเริ่มท่านอาจารย์ก็ข้องใจว่าปรมาจารย์ของตนรอดมาได้อย่างไร
กระทั่งต่อมาท่านอาจารย์ได้ค้นพบว่าหลังจากเว่ยเจี๋ยถูกพิษงูยักษ์ครานั้นก็พยายามปราบงูนั้นอย่างสุดกำลังจนตัดหัวงูลงได้ จากนั้นก็กรีดข้อมือเพื่อถ่ายเลือดงูสองหัวมายื้อชีวิตตนเอง
วิธีเสือกกระบี่ปาดคม* นี้ทำให้เว่ยเจี๋ยพอจะรักษาชีวิตรอดมาได้ แต่เพราะการดึงเลือดจากงูยักษ์มาใส่ร่างของตนกว่าครึ่งค่อนก็ทำให้เกิดเกล็ดงูขึ้นปกคลุมไปทั่วตัวเขาในที่สุด ทั้งยังทำให้นิสัยของเขาดุร้ายอารมณ์ฉุนเฉียว ทว่าเว่ยเจี๋ยมิได้อยากให้ตนเองถูกเลือดของงูยักษ์ควบคุมบงการเลย
ดังนั้นเมื่อพลังตบะของเขาก้าวหน้าลึกล้ำขึ้นก็คิดหาวิธีแก้พิษได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือผนึกพิษอินในตัวให้กลายเป็นลูกแก้วปีศาจ แล้วจึงขับออกมาจากร่างกาย
น่าเสียดายที่ขณะทำเช่นนี้พลังตบะและทักษะฝีมือของเขาจะลดลงอย่างมากชั่วคราว และเพราะเหตุนี้เองฉินหลิงเซียวถึงได้มีโอกาสสังหารอาจารย์ของตน
ชุยเสียวเสี่ยวอ่านมาถึงตรงนี้ก็ตระหนักได้ทันทีว่าลูกแก้วปีศาจที่อยู่ในร่างของนางตอนนี้เกี่ยวพันกับนาคาคร่าวิญญาณตัวนั้นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นปราณพิษฤทธิ์มารที่เว่ยเจี๋ยขับออกมาด้วย
ดูเหมือนว่าคำพูดของฉินหลิงเซียวจะไม่ใช่แค่คำขู่ธรรมดาๆ เสียแล้ว
แต่ในตำราของท่านอาจารย์ยังกล่าวไว้ด้วยว่าในถ้ำนาคาคร่าวิญญาณมีสมุนไพรวิเศษแก้พิษได้และเคยบรรเทาพิษให้เว่ยเจี๋ยรอดชีวิตมาแล้ว
โชคดีที่พวกเขากำลังจะไปสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่าพอดี บางทีอาจจะเจอสมุนไพรมหัศจรรย์นี้ในหุบเขาด้านล่างสระก็เป็นได้
เมื่อคิดเช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกสงบใจลงได้บ้าง
แต่เมื่อศิษย์พี่รองได้ฟังเรื่องที่ชุยเสียวเสี่ยวปฏิเสธคำขอแต่งงานของฉินหลิงเซียว นางก็อดอุทานออกมาไม่ได้ “สวรรค์! ฉินหลิงเซียวถึงขนาดยอมแต่งงานกับเจ้าเพื่อช่วยเหลือเจ้า แต่เจ้ากลับปฏิเสธง่ายๆ เลยรึ!”
น้ำเสียงของเจียงหนานมู่แฝงความเสียดายยิ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่เก่งกาจและหล่อเหลาระดับฉินหลิงเซียวสามารถครองใจสตรีได้ทั่วหล้า ที่เขาเย่อหยิ่งทะนงตนถึงปานนั้นก็สมเหตุสมผลแล้ว
แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยังเห็นว่าถ้าได้แต่งงานเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับฉินหลิงเซียวพลังตบะก็จะพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ชุยเสียวเสี่ยวปฏิเสธโดยไม่แม้แต่จะคิดเช่นนี้ ไม่เพียงฝึกบำเพ็ญไม่ก้าวหน้า ยังเห็นได้ชัดว่าสติปัญญาทึบทื่ออีกด้วย
แต่จีอู่ชีก็ไม่เข้าใจความคิดอ่านของฉินหลิงเซียวนัก ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับเสนอตัวมาแต่งงานกับนางโจรน้อยเพราะคิดอยากจะช่วยเหลือนาง คงมิได้หลงเสน่ห์รูปโฉมภายนอกของชุยเสียวเสี่ยวกระมัง หากจิตใจว่อกแว่กไม่มั่นคงเช่นนี้เห็นทีด่านเคราะห์สวรรค์ด่านนั้น ผู้แซ่ฉินคงจะเหินทะยานไปไม่ถึงเสียแล้ว!
บทที่ 10
ชุยเสียวเสี่ยวมิได้อธิบายให้ศิษย์พี่ทั้งสองฟังอย่างชัดเจน กระทั่งช่วงที่ขุดเก็บผักป่าอยู่เพียงลำพังนางถึงค่อยเล่าให้ศิษย์พี่รองฟังโดยละเอียด
เมื่อเจียงหนานมู่ได้ฟังดังนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย “เจ้าว่าที่ฉินหลิงเซียวมาขอแต่งงานไม่ใช่แค่อยากช่วยแก้พิษให้เจ้าอย่างนั้นหรือ”
ชุยเสียวเสี่ยวกำลังเดินนำสุนัขแก่จี๋เสียงไปขุดผักริมทางด้านหนึ่ง นางปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางกล่าวว่า “แม้ชื่อเสียงของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าจะฟังดูประเสริฐเลิศล้ำ แต่ศิษย์ทรยศที่สามารถสังหารอาจารย์ตนเองได้จะเป็นคนดีมีคุณธรรมของโลกแบบใดกัน ถึงพลังตบะของเขาจะสูงส่ง ทว่าหากดูกันเรื่องการประพฤติตนก็นับว่าด้อยกว่าอาจารย์ของพวกเราไกลโข ข้าเคยสาบานกับท่านอาจารย์ไว้ว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ สืบทอดสำนักยันต์คาถาให้เจริญรุ่งเรือง แล้วข้าจะยอมอุทิศกายเกี่ยวดองกับสำนักใหญ่ตดสุนัขอะไรนั่นให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักยันต์คาถาเราเพียงเพราะโดนข่มขู่ได้อย่างไรกัน”
เจียงหนานมู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง หลังจากอาจารย์จากโลกไป ชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นคนละคนไปแล้วจริงๆ นางมิได้ชิงชังผู้คนโกรธแค้นโลกหล้าอีกต่อไปแล้ว นิสัยใจคอก็ดีขึ้นไม่น้อยเลย
จนอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าในช่วงเวลาสามวันสามคืนที่อาจารย์พาชุยเสียวเสี่ยวไปฝึกบำเพ็ญในถ้ำบนเขาหลิงซานก่อนหน้าที่เขาจะจากไปเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่
เหตุใดพอออกมาจากถ้ำอาจารย์จึงดูอ่อนระโหยโรยแรง ไร้กำลังวังชาอย่างรวดเร็วราวกับสูญสิ้นปราณปฐมไปจนหมด หลังจากนั้นก็สิ้นใจลงอย่างกะทันหัน ฝ่ายชุยเสียวเสี่ยวก็ดูเหมือนเปลี่ยนเป็นคนใหม่ นิสัยไม่ดื้อรั้นเหลวไหลเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ขณะที่เจียงหนานมู่คิดจะลองเลียบเคียงถาม ชุยเสียวเสี่ยวก็เม้มปาก ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ ขึ้นก่อน “ท่านเคยได้ยินเรื่อง ‘เวทย้อนทวนหวนกาล’ หรือไม่”
เจียงหนานมู่ส่ายหน้า นางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มแห้ง มิได้พูดอะไรต่อ แต่มือของนางกลับขุดผักป่าช้าลง ในใจอดนึกย้อนถึงตอนที่นางเก็บตัวอยู่ในถ้ำกับอาจารย์ก่อนวาระสุดท้ายของเขาไม่ได้…
มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าอาจารย์ถังโหย่วซู่ใช้พลังตบะที่บำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตร่ายเวทย้อนทวนหวนกาลเพียงเพื่อทำให้นางได้เห็นภาพฉากที่ไม่อาจลืมเลือนที่สุดในฝันร้ายของนางอีกครั้ง
นางหลงคิดมาเสมอว่าที่มารดาใจร้ายถึงขั้นขายบุตรสาวทิ้งก็เพราะดวงชะตาของนางเลวร้ายจึงอยากผลักไสดาวหายนะไปให้พ้นๆ
ชุยเสียวเสี่ยวยืนอยู่ข้างรถม้า เห็นกับตาว่าหลังจากรถม้าพาเด็กหญิงน้ำตาอาบแก้มจากไปแล้ว มารดาผู้ผ่ายผอมอมโรคถึงค่อยออกมาจากบ้านเก่าโทรมด้วยอาการสั่นเทิ้ม
มารดาของนางก็มีน้ำตานองหน้าเช่นกัน สายตานางทอดมองรถม้าแล่นห่างออกไปไกล
น้าชายยังบ่นมารดาด้วยว่า ‘เวลาคนเขาขายบุตรสาว ถ้าเป็นสัญญาตลอดชีวิต อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้สักสิบตำลึง แต่ท่านขายไปเพียงสามตำลึง ทั้งยังยกเงินสามตำลึงให้คนขับรถม้าอีก นี่มันเหตุผลอะไรกัน ท่านพี่ ท่านป่วยจนเลอะเลือนแล้ว!’
ดวงตาของมารดาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า ‘ถึงท่านหมอไม่บอก ข้าก็รู้ดีว่าล้มป่วยครั้งนี้ตนเองคงอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว พวกเจ้าเชื่อคำของนักพรตลวงโลกผู้นั้น ถ้าข้าไม่อยู่แล้ว พวกเจ้าก็คงไม่รับเลี้ยงเสียวเสี่ยวของข้าหรอก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่สู้หาที่ไปดีๆ มีเสื้อผ้าอาหารให้นางใช้นางกินเสียยังดีกว่า หญิงนายหน้าผู้นั้นเป็นคนในหมู่บ้าน นิสัยใจคอก็นับว่าเชื่อถือได้ ข้ารับเงินมาน้อยหน่อย นางจะได้ช่วยจัดการให้เสียวเสี่ยวไปเป็นสาวใช้ในตระกูลที่ดี ให้บุตรสาวข้ามีงานทำมั่นคง ข้าให้เงินคนขับรถม้าไปก็หวังว่าเขาจะดูแลเสียวเสี่ยวไปตลอดทาง…ที่ข้าทำสัญญาขายสิบปีก็เพื่อถึงเวลานั้น พอเสียวเสี่ยวโตแล้วจะได้ไถ่ตัวออกมามีอนาคตของตนเองได้ มารดาอย่างข้าไร้ความสามารถ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะทำเพื่อเสียวเสี่ยวของข้าแล้ว…’
มารดาพูดมาถึงประโยคสุดท้ายก็มีเสียงสะอื้นอยู่ในลำคอ ดวงตาเหม่อมองไปทางที่รถม้าแล่นจากไปไกล สีหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ชุยเสียวเสี่ยวซึ่งเติบโตขึ้นมาแล้วยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างได้แต่อึ้งตะลึงงัน
หินหนักอึ้งซึ่งถ่วงทับใจนางให้ชิงชังผู้คนโกรธแค้นโลกหล้ามาตลอดตั้งแต่ถูกมารดาทอดทิ้งในครั้งนั้นพลันถูกยกออกไปในทันใด
ที่แท้มารดาก็มิได้ทอดทิ้งนางเพราะดวงชะตาที่เลวร้ายของนาง แต่เป็นเพราะป่วยหนักไม่อาจรักษา ไร้กำลังจะดูแลนางได้จริงๆ ยิ่งรู้ว่าครอบครัวของน้าชายพึ่งพามิได้ จึงทำได้เพียงพยายามเตรียมอนาคตให้นางอย่างดีที่สุด ก่อนตนจะสิ้นลมหายใจ…
ในตอนนั้นเองเรื่องราวในอดีตที่นางจงใจลืมจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวกระจัดกระจายก็พรั่งพรูเข้ามาในใจของนางทั้งหมด
มารดาของนางช่างรักทะนุถนอมนางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แม้ครอบครัวจะยากจน ไม่อาจส่งนางเข้าโรงสอนได้ แต่มารดาผู้รู้หนังสือแตกฉานอักษรก็คอยสอนให้นางอ่านออกเขียนด้วยตนเองเสมอ…
คืนก่อนที่นางจะถูกขาย มารดาก็ตระกองกอดกล่อมนางหลับแน่นทั้งคืน ครั้นตื่นขึ้นมาเช้ารุ่งขึ้นนางก็พบว่าผมข้างแก้มของมารดาเปียกชุ่มผิดสังเกต
ชุยเสียวเสี่ยวอยากจะร้องเรียก ‘ท่านแม่’ แต่น่าเสียดายที่เสียงของนางคล้ายกับถูกสกัดกั้นไว้ มีเพียงหยดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอย่างเงียบเชียบ
เมื่อนางคิดจะขยับก้าวเข้าไปหา ภาพบ้านเรือนและผู้คนที่คุ้นตาก็พลันสลายหายไปในอากาศ
ถังโหย่วซู่สำแดงวิชาเวทย้อนทวนหวนกาลให้กลับไปเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ
ชุยเสียวเสี่ยวได้แต่เพียงมองดูประหนึ่งเป็นผู้ชมมหรสพ ไม่อาจเข้าไปพูดคุยกับคนในอดีตได้ จึงไม่อาจพบปะพร้อมหน้ากับมารดาได้จริงๆ
ท่านอาจารย์กล่าวอย่างเสียดายว่าแท้จริงแล้วมีวิชาเวทโบราณที่มหัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่าเวทย้อนทวนหวนกาลเสียอีก เพราะสามารถทำให้คนย้อนข้ามกาลเวลาเดินทางทะลุไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้
วิชาที่เขาใช้ขนาดขุดพลังตบะทั้งหมดออกมาแล้วยังทำได้เพียงฉายภาพในอดีตให้เห็น เปรียบประหนึ่งดอกถานบานให้ชมเพียงครู่เดียว แต่ไม่อาจแตะต้องเข้าไปอยู่ในที่นั้นได้จริงๆ
ส่วนวิชามหัศจรรย์พันลึกถึงขั้นคว่ำฟ้าหงายดินได้นั้นเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์ ต่อให้ขึ้นชั้นเซียนแล้วก็ใช่ว่าจะใช้เวทนี้ได้ตามอำเภอใจ ไม่เช่นนั้นจะต้องได้รับอาญาสวรรค์เป็นแน่
ถังโหย่วซู่เสียสละพลังตบะของตนเองหวนความจริงตอนที่ชุยเสียวเสี่ยวถูกขายให้นางดูเพื่อแก้ปมในใจของแม่นางน้อยแสนพยศผู้นี้
เขารู้ดีว่าชะตาชีวิตของตนมาถึงแล้ว ทั้งยังใช้พลังตบะไปจนสิ้นก็ยิ่งตัดอายุขัยให้สั้นลง ทว่าหากทำให้แม่หนูชุยเสียวเสี่ยวคลี่คลายปมในใจ มีจิตใฝ่ดีได้ ความทุ่มเทของเขาครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าแล้ว
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวนึกถึงสิ่งที่อาจารย์กล่าวไว้กับนางก่อนที่เขาจะจากไป นางก็ทอดถอนใจ
ท่านอาจารย์ไม่คิดว่าชะตาชีวิตของนางคือ ‘สิบสูญเสีย’ ตรงกันข้ามดวงอับแสงเช่นนี้แลจึงจะอยู่เหนือวิสัยของโลกิยะ หากประจวบเหมาะเคราะห์ดียังอาจได้เป็นยอดอัจฉริยะผู้เก่งกาจสามารถแห่งยุคซึ่งมิได้พบเห็นกันง่ายนัก
เดิมทีชุยเสียวเสี่ยวควรจะอายุขัยสั้น แต่นางสามารถมีชีวิตเติบโตมาถึงป่านนี้ได้ แม้จะมีชีวิตตกต่ำแร้นแค้น แต่ก็นับว่าหลบหลีกลิขิตสวรรค์มาได้
ถึงแม้คำว่า ‘ชะตาชีวิต’ จะเป็นสิ่งที่สวรรค์ลิขิต แต่ก็มีอักษร ‘คน’ อยู่เหนืออักษร ‘ปาก’ ที่ออกคำสั่ง นั่นหมายความว่าแม้สวรรค์จะกำหนดชะตาชีวิตไว้ แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์จะบากบั่นพลิกผันเองไม่ได้
น่าเสียดายที่วิชาศาสตร์โหรและวิชายันต์คาถาต่างถูกมองว่าเป็นเรื่องหลอกลวงเหลวไหลมาช้านานจนเล่าลือกันไปผิดๆ กระทั่งนำคำทำนายเลื่อนเปื้อนไปกำหนดชีวิตคนชั่วทั้งชีวิต
ตั้งแต่ชุยเสียวเสี่ยวจำความได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคนบอกว่าชะตาแปดอักษรของนางเป็นเรื่องดี
ในตอนนั้นนางสงสัยว่าถังโหย่วซู่กำลังพูดส่งๆ ไปอย่างนั้น จึงถามเขาว่าถ้าเขามองคนพลาด เห็นเทพดาวหายนะเป็นสมบัติล้ำค่าไปจะทำเช่นไร
ในสายตาของชุยเสียวเสี่ยวตั้งแต่ถังโหย่วซู่ฝืน ‘รับซื้อ’ ตัวนางจากบิดาบุญธรรมมา ร่างกายของเขาก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ นี่แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการ ‘พิฆาตคน’ ของนางไม่ใช่เรื่องที่จะดูถูกกันได้ง่ายๆ
แต่ถังโหย่วซู่กลับกล่าวยิ้มๆ ว่า ‘เวลาชีวิตของข้าเองเดินมาถึงปลายทางอยู่แล้ว เกี่ยวข้องอะไรกับแม่หนูน้อยเช่นเจ้าเล่า หนทางชีวิตของเจ้าต่อจากนี้ล้วนอยู่ที่ตัวเจ้าทั้งสิ้น แม้ผู้เป็นอาจารย์จะบอกกับพวกศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าว่าเจ้าสามารถพาให้สำนักยันต์คาถาเจริญรุ่งเรืองได้ แท้จริงแล้วก็เป็นการโน้มน้าวพวกเขาเท่านั้น สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของเรานี้เป็นเพียงสำนักเล็กๆ ที่ข้าคิดอยากก่อตั้งขึ้นมาเฉยๆ มิได้หวังให้เจริญรุ่งเรืองอะไร สรุปก็คือข้ายกสำนักยันต์คาถานี้ให้เจ้าแล้ว เจ้าอยากจะทำอะไรต่อก็ได้ทั้งนั้น แค่อย่าพาพวกศิษย์พี่ทั้งหลายไปอดตาย เท่านี้ก็ไม่เสียแรงที่อาจารย์ไหว้วานเจ้าแล้ว…เจ้าพาพวกศิษย์พี่ลงเขาไปฝึกบำเพ็ญตนเถิด แล้ว…เจ้าจะมีโชคมีชัย’
ครั้นแล้วชามข้าวขอบุญของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจึงถูกส่งต่อถึงมือชุยเสียวเสี่ยวผู้เยาว์วัยมาเช่นนี้
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงคำสั่งเสียที่อาจารย์ฝากฝังให้ดูแลสำนักยันต์คาถา นางก็หยุดนึกย้อนความหลังแล้วตั้งใจเร่งมือขุดผักป่าต่อ…อย่างน้อยตอนนี้นางต้องหาเลี้ยงศิษย์ร่วมสำนักของตนให้อิ่มท้องให้ได้
เจียงหนานมู่เห็นชุยเสียวเสี่ยวเอ่ยถ้อยคำที่ไม่มีที่มาที่ไป ทั้งยังไม่ตอบคำถามของนาง จึงถอนหายใจและไม่ถามอะไรอีก เพียงช่วยชุยเสียวเสี่ยวขุดผักป่าเงียบๆ
ตอนนี้พวกนางมาถึงสถานที่ที่เรียกว่าเมืองชื่อซี ซึ่งมีลำธารคดเคี้ยวอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ศิษย์พี่ใหญ่จึงใช้อักขระยันต์ควบคุมวารีแล้วจับปลาอ้วนพีในลำธารขึ้นมาได้หลายตัว
อาหารเย็นวันนี้มีทั้งผักมีทั้งปลาจึงกลายเป็นมื้อหรูหรารุ่มรวย ไม่เพียงแต่ทำหัวปลาต้มผักรวม ยังมีปลาย่างทั้งตัว กินกับแป้งปิ่ง* ที่นำมาจากอำเภอเฟ่ยเซี่ยน คนทั้งกลุ่มก็กินอย่างอิ่มหนำสำราญยิ่ง
ระหว่างกินอาหารศิษย์พี่ใหญ่ซึ่งมักพูดกระแทกแดกดันชุยเสียวเสี่ยวอยู่เสมอยังคีบเนื้อปลาให้ชุยเสียวเสี่ยวด้วยสีหน้าอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ถึงสองครั้ง
แต่ชุยเสียวเสี่ยวไม่ทันจะซาบซึ้ง จีอู่ชีก็พูดจาโผงผางไม่อ้อมค้อมว่านางอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน เขาเพียงทำไปเพราะนึกสงสารคนใกล้ตายเท่านั้น
วันใดที่นางกลายเป็นปีศาจก็อย่าตำหนิศิษย์พี่ใหญ่เช่นเขาที่เลือกผดุงธรรมทำลายญาติ ต้องลงมือโหดเหี้ยมกับนางก็แล้วกัน
ช่วยไม่ได้การปราบมารร้ายผดุงคุณธรรมคือสิ่งที่ผู้กล้าต้องกระทำ แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสำนักของเขาก็ไม่อาจเว้น
ชุยเสียวเสี่ยวมองดูศิษย์พี่รองและศิษย์น้องเล็กพากันหลบสายตานางอยู่ในที…คงคิดเห็นไม่ต่างกันสินะ
อันที่จริงชุยเสียวเสี่ยวเองก็กังวลเรื่องที่ตนถูกพิษลูกแก้วปีศาจเช่นกัน แต่ผ่านมานานเช่นนี้แล้วนอกจากมีรอยตราเพิ่มขึ้นมาบนข้อมือก็ไม่เห็นมีอาการผิดปกติอะไรเลย
หลังจากฟังคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ นางจึงบอกว่าต่อให้ตนกลายเป็นปีศาจก็น่าจะเป็นไก่อ่อนไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี เพราะลูกแก้วปีศาจมักสิงในร่างของคนที่มีความคั่งแค้นเกลียดชังอย่างที่สุด ถึงจะออกฤทธิ์มารได้อย่างกราดเกรี้ยวเต็มที่
ทว่าศิษย์พี่ใหญ่ชอบพูดจาไม่ดีกับนางบ่อยๆ อาจสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้นางได้ง่ายๆ ถึงเวลานั้นก็อย่าโทษว่านางไล่ตามกัดแต่จีอู่ชีคนเดียวก็แล้วกัน
จีอู่ชีเห็นว่านางยังมีแก่ใจพูดล้อเล่นก็อดถลึงตาใส่นางคราหนึ่งไม่ได้ จากนั้นค่อยก้มลงซดน้ำแกงกินเนื้อปลาต่อ
ขณะนั้นอาอี้พิจารณาแผนที่ดู พบว่าชุยเสียวเสี่ยวนำมาผิดทาง ที่ตรงนี้อยู่ห่างจากสระพญาหงส์บนเขาฉีเหล่าค่อนข้างไกล
ชุยเสียวเสี่ยวรับแผนที่มาอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก ครั้นพอดูก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ที่แท้ตอนถึงทางแยกเมื่อวาน นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เลือกมาผิดทางจนได้ เคราะห์ดีที่ไม่นับว่าไกลเกินไป พรุ่งนี้เช้าค่อยย้อนกลับไปทางเดิมใหม่ก็ใช้ได้
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จก็ถึงเวลาฝึกฝนบำเพ็ญเพียรช่วงค่ำ
แม้สำนักยันต์คาถาจะมุ่งฝึกวิชายันต์เป็นหลัก แต่หากอยากเสกยันต์วิเศษได้ก็ยังต้องฝึกปราณแท้ทุ่งโอสถที่จุดตันเถียนเพื่อสร้างพลังตบะ ถึงจะแปรเปลี่ยนรัศมีสุริยันจันทรามาใช้ได้
ดังนั้นการนั่งสมาธิใต้แสงจันทร์จึงนับเป็นวิถีที่ผู้บำเพ็ญเพียรแทบทุกคนจำต้องข้ามผ่าน
หากเปรียบเทียบกับศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคน ชุยเสียวเสี่ยวมิได้มีพื้นฐานในการนั่งสมาธิเลย ย่อมยากจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของผู้เริ่มเรียนไปได้ ผ่านไปเพียงไม่นานนางก็รู้สึกเมื่อยเอวและอยากขยับตัวสักหน่อย
ครั้นนางลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่งก็เห็นศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคนยังคงนั่งนิ่งจดจ่อ แต่สุนัขแก่จี๋เสียงซึ่งเดิมนอนหมอบอยู่แทบเท้าของนางกลับหายไปเสียแล้ว
นางเหลียวมองรอบด้านอย่างเต็มตา เห็นจี๋เสียงกำลังเดินเลียบลำธารไปยังพุ่มไม้ นางจึงรีบลุกขึ้นตามหลังไป แต่พอเดินๆ ไปรอบข้างกลับค่อยๆ เกิดหมอกบังตาและธารน้ำใสที่กำลังเหยียบย่ำอยู่พลันเปลี่ยนเป็นหนืดข้นขึ้นทันใด
ชุยเสียวเสี่ยวชะงักเท้าทันทีพลางตะโกนเรียกจี๋เสียงดังลั่น
รอบบริเวณนั้นว่างเปล่า ไม่เห็นเงาของสุนัขแก่แล้ว เวลานี้เองจู่ๆ ก็ปรากฏถ้ำดำทะมึนขึ้นตรงหน้าชุยเสียวเสี่ยว ถ้ำแห่งนี้โผล่มาอย่างกะทันหัน รูปร่างเหมือนหัวกะโหลกหัวหนึ่ง ดูช่างน่าสะพรึงกลัว
ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับ หวังจะรีบเดินหนีโดยไว นางหวงชีวิตของตนเองมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งมิได้มีใจอยากรู้อยากเห็น ยิ่งถ้ำมีหน้าตาเช่นนี้ด้วยแล้ว นางคงต้องมีน้ำเข้าสมอง เสียก่อนนั่นล่ะถึงจะอุตริคิดอยากจะเข้าไปในถ้ำ
ทว่านางเพิ่งจะหันตัวแรงสูบมหาศาลจากด้านหลังก็สูบร่างผอมเล็กของนางเข้าไปทันที
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.