X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 2

พระจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิโผล่ขึ้นมาจากด้านหลังสวนดอกไม้ริมน้ำที่มีหมอกควันสีม่วงสลัวราง เงาจันทร์สะท้อนอยู่บนผิวน้ำคล้ายดังแผ่นหยก สายหมอกยามราตรีไหวพลิ้ว คูน้ำในวังหลวงมีคราบแป้งชาดที่หญิงชาววังล้างออกมาในเวลาพลบค่ำ สายน้ำเป็นสีเขียวครึ่งหนึ่งและขุ่นครึ่งหนึ่ง ไหลเงียบๆ ติดต่อกันไม่ขาดสายท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่สูงตระหง่าน ก่อนจะไหลไปบรรจบกับลำธารอันมืดมิดของสวนดอกไม้ ส่งกลิ่นหอมรวยรินไปทั่วทั้งสวน

พระจันทร์บนท้องฟ้าเหนือสระน้ำแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าหญิงงามในชุดชาววัง ความงามเพริศพริ้งของนางเหนือกว่าแสงจันทร์นวล

พร้อมกับสายลมยามราตรีที่พัดโชยผ่านป่า มีเสียงกระซิบดังมาจากสถานที่ลึกลับมืดมิดซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด คราแรกเสียงนี้ดูเลื่อนลอยไม่นิ่ง ฟังไม่ชัดว่าคือเสียงอะไร คล้ายเสียงดนตรีเซียนที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างงดงามในวังหลวง และคล้ายเสียงทอดถอนใจกับเสียงสั่งกำชับที่ออกมาจากริมฝีปาก เสียงนั้นลอยล่องไปตามสายลมยามราตรีในวังหลวง ลอยอยู่เหนือกำแพงวัง ผ่านคูน้ำในวัง ลอยไปทางสระน้ำ แล้วในที่สุดก็ลอยมาเข้าหูเยี่ยซวี่อวี่

อย่ากลับไป

อย่ากลับไป

อย่ากลับไป

เยี่ยซวี่อวี่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงกระซิบร้อนรนชัดเจนนั่น นางนอนเงียบๆ ต่อไปในความมืด กระทั่งหลุดออกจากความฝันเกี่ยวกับสวนดอกไม้ในวังหลวงอย่างสิ้นเชิง ข้างหูไม่มีเสียงของหญิงงามดังวนเวียนอยู่อีกจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางหันหน้ามองแสงจันทร์นอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

นางมาถึงที่นี่ได้สองสามวันแล้ว ครั้นตื่นขึ้นมาจากความฝันตอนกลางดึก ขณะสะลึมสะลือยังเข้าใจว่าตนเองยังคงอยู่ข้างกายท่านปู่

ผู้ว่าการเขตคนนี้ดีต่อนางมากจริงๆ เหมือนนางยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นนั้น ถามไถ่ด้วยความห่วงใยเอาใจใส่ กลัวว่านางจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย สาวใช้ที่เกล้าผมได้ผู้นั้นมีนามว่าจู๋เอ๋อร์ แม้จะมีความหวาดกลัวเฮ่อซื่ออยู่บ้าง แต่ก็มีอุปนิสัยร่าเริง ยามอยู่ลับหลังเฮ่อซื่อจะพูดเก่งมาก เพียงวันที่สองก็คุ้นเคยกับเยี่ยซวี่อวี่แล้ว บอกว่าตนเองก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ไม่นาน

ฟังจากคำพูดของจู๋เอ๋อร์ ชีวิตประจำวันของเผยจี้นั้นเรียบง่ายมาก จวนผู้ว่าการเขตที่กว้างใหญ่เพียงนี้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างบ่าวรับใช้ทั้งหมดรวมกันแล้วไม่ถึงสิบคน ล้วนเป็นกำลังคนที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของนางถึงได้ซื้อจู๋เอ๋อร์มาให้นางเรียกใช้สอย

นอกจากนี้ในจวนแห่งนี้เหมือนแต่ไรมาจะมีเพียงผู้ว่าการเขตกับคุณชายเผยสองคนที่เป็นเจ้านาย ครั้งนี้ก็เพื่อเยี่ยซวี่อวี่จึงได้ซื้อเครื่องประดับแป้งชาดและสิ่งของอื่นๆ ที่หญิงสาวมักใช้จากพ่อค้าชาวหู ที่เดินทางผ่านมาทางนี้ไว้โดยเฉพาะ

นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เยี่ยซวี่อวี่พบว่าในที่พักของนางยังจัดให้มีสถานที่สำหรับวาดภาพด้วย ผ้าไหม กระดาษ และพู่กันขนาดต่างๆ ไม่ต้องพูดถึง ยังมีสีต่างๆ เช่น ผงแป้งชาด ชิงไต้ฉือหวงรวมถึงหวาสือ เถ้าสีดำจากการเผาไม้สนที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็จัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน เห็นได้ชัดถึงความตั้งอกตั้งใจ

ทั้งหมดนี้ทำให้เยี่ยซวี่อวี่รู้สึกออกจะรับมือไม่ทัน

ตั้งแต่มาถึง สองสามวันมานี้นางคิดจะหาโอกาสพูดถึงความคิดของตนออกมาหลายครั้ง กลับจนแล้วจนรอดก็เอ่ยปากไม่ออก

นางไม่ใช่คนไม่รู้ดีชั่ว

สามปีก่อน เพราะตากฝนที่หนาวเย็นครั้งหนึ่ง นางจึงล้มป่วยหนักมีไข้ กระทั่งสลบไสลไม่ได้สติ ผ่านไปหลายวันถึงค่อยๆ หายเป็นปกติ หลังจากนั้นเหตุการณ์ในอดีตที่เดิมวนเวียนอยู่ในใจนางราวกับหมอกเลือนรางมาหลายปีก็แปรเปลี่ยนเป็นชัดเจนขึ้น เพียงแต่นางยังไม่กล้าแน่ใจทั้งหมด ต่อมานางก็เริ่มฝันเช่นนี้อยู่ตลอด

คืนนี้นางตื่นจากความฝันที่ปรากฏขึ้นอยู่หลายครั้งเช่นเคย รอบด้านเงียบสงัด ความคิดของนางกลับยิ่งทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้นในเวลานี้เองที่ด้านนอกก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังแว่วมาจากทางลานด้านหน้า ดูเหมือนกำลังจะมีคนกลับมาในเวลาค่ำคืน ทำให้ทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ในจวนตื่นขึ้นมา

นางรู้ว่าเป็นใคร

วันนี้ตอนกลางวันจู๋เอ๋อร์ก็เคยเอ่ยถึง นายน้อยของที่นี่ คนที่มีนามว่าเผยเซียวหยวนผู้นั้นไม่นานก็จะกลับมาแล้ว

 

ยามไฮ่ นายทหารเฝ้าประตูเมืองถูกเสียงกีบเท้าม้านอกเมืองที่ดังจากไกลเข้ามาใกล้ทำให้ตกใจตื่น วิ่งขึ้นไปสังเกตการณ์บนกำแพงเมืองก็เห็นคนและม้ากลุ่มใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาที่ประตูเมือง เสียงกีบเท้าม้าประดุจพายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำในค่ำคืนฤดูร้อน เสียงม้าร้อง เสียงสะบัดแส้ เสียงดาบเสียงธนูบนร่างของคนที่อยู่บนหลังม้ากระทบกัน ระหว่างนั้นยังมีเสียงร้องตะโกนโหวกเหวกของชาวหูราวกับกระแสน้ำไหลบ่ามาที่ประตูเมือง

สายลมยามราตรีพัดพาเมฆดำกลุ่มหนึ่งบนท้องฟ้าออกไป แสงจันทร์ส่องกระทบคนที่ย่ำราตรีกลับมากลุ่มนี้

ที่นำอยู่ด้านหน้าสุดเป็นม้าตัวสูงแข็งแรงสองตัวที่ห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มคน คนบนหลังม้าทั้งสองล้วนเป็นบุรุษหนุ่มที่แต่งกายคล้ายกัน ชุดคลุมยาวคอกลมที่คล่องแคล่วปราดเปรียว เสื้อบุฝ้ายกันลม ที่เอวคาดสายรัดเตี๋ยเซี่ย ห้อยกระบี่และกระบอกหนังที่มีลูกธนูขนนกใส่อยู่เต็ม เมื่อมาถึงหน้าประตูเมืองบุรุษทั้งสองก็หยุดม้า ชายหนุ่มคนหนึ่งชี้ไปข้างหน้าไม่รู้พูดอะไรสองสามคำ อีกคนหนึ่งพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หันมองขึ้นมาบนกำแพงเมือง

นี่เป็นใบหน้าที่หล่อเหลาและหนุ่มแน่นดวงหนึ่ง แสงจันทร์เหนือศีรษะผสมผสานกับสีสันยามราตรีที่อยู่รอบด้าน ส่องสะท้อนดวงตาสงบนิ่งของเขาจนแลเหมือนมีแสงจันทร์เยียบเย็นอยู่ในดวงตา

นายทหารเฝ้าประตูเมืองจำได้ในทันที ผู้มาคือเผยเซียวหยวน นายกองร้อยอวิ๋นฉี ที่ออกจากเมืองไปนาน เขารีบตะโกนบอกลูกน้องให้เปิดประตูเมือง รับพวกเขาทั้งกลุ่มเข้ามาข้างใน

เมื่อวานเผยเซียวหยวนได้พบกับเหอจิ้นที่มารับระหว่างทาง ได้ทราบว่าท่านลุงเผยจี้มีเรื่องเร่งด่วนต้องการพบตน เขาถามเหอจิ้นว่าเป็นเรื่องอันใด เหอจิ้นกลับพูดได้ไม่ชัดเจน เพียงบอกว่าผู้ว่าการเขตดูร้อนใจมาก เขากลัวจะทำให้เสียงานจึงชี้แจงกับเฉิงผิงสองสามคำแล้วเร่งเดินทางไม่เถลไถลอีก ในที่สุดคืนนี้ก็อาศัยแสงจันทร์เดินทางในยามค่ำคืนจนมาถึงแล้ว

เนื่องจากเฉิงผิงเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้ได้นำสิ่งของบรรณาการมาด้วยมากมาย รวมทั้งม้าฝีเท้าดีจำนวนสองร้อยตัว นอกจากนี้ยังมีขุนนางพร้อมองครักษ์และบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาด้วยรวมแล้วหลายร้อยคน คนและขบวนรถม้าทั้งหมดหยุดรวมกันอยู่นอกประตูเมือง อึกทึกวุ่นวายมิใช่น้อย ดีที่ทางนี้ได้รับทราบข่าวล่วงหน้าจึงเตรียมการไว้แล้ว ค่ายที่พักสำหรับผู้ติดตามถูกจัดตั้งอย่างรวดเร็ว

เดิมเผยเซียวหยวนจะเชิญเฉิงผิงไปพักที่เรือนรับรองในจุดพักม้า ที่นั่นได้จัดเตรียมการต้อนรับองค์ชายกับขุนนางที่ติดตามไว้แล้ว เฉิงผิงกลับไม่ยอม เมื่อครู่ตอนอยู่นอกเมืองก็บอกกับเขาว่าน่าเบื่อเกินไป จะตามเขาไปพักที่จวนผู้ว่าการเขตด้วยกัน หลายปีก่อนตอนทั้งสองเข้าร่วมทำศึกกับซีฟานก็เคยดื่มร่วมถ้วย เคยนอนในกระโจมเดียวกัน ครั้งนี้แค่พักอยู่ในเรือนเดียวกัน เผยเซียวหยวนย่อมไม่ว่าอะไร พาองค์ชายกลับไปที่จวนด้วย

เผยจี้ได้รับรายงานล่วงหน้าแล้วและออกมาต้อนรับด้วยตนเอง

เฉิงผิงนิสัยแข็งกร้าวอารมณ์ร้อน แต่กับเผยจี้อดีตขุนนางที่มีชื่อเสียงของราชสำนักผู้นี้เขาไม่กล้าวางโตอย่างยิ่ง สมัยเด็กเขาเคยถูกส่งไปเป็นตัวประกันในเมืองหลวง เคยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี ได้เรียนรู้ถึงหลักการวางตนในสังคมของชาวฮั่น เมื่อได้พบเผยจี้ เขาก็มีท่าทีนอบน้อม เปิดปากก็บอกตนเป็นคนคุ้นเคยและเป็นชนรุ่นหลัง เกรงจะรบกวนเผยจี้ เดิมจะไปพักที่จุดพักม้า แต่จนใจที่เผยเอ้อร์เอ่ยปากเชิญตนมาพักด้วยกัน เขายากจะบอกปัดจึงจำต้องมารบกวน

เผยเซียวหยวนมองอีกฝ่ายปราดหนึ่ง เฉิงผิงไม่แม้แต่จะกะพริบตาสักครั้ง มองเผยจี้อย่างเคร่งขรึมจริงจัง

เผยจี้ย่อมบอกว่าดีไม่ขาดปาก ก่อนเรียกคนส่งแขกไปพักผ่อน

รอจนเฉิงผิงจากไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้ว เผยเซียวหยวนก็ชี้แจง “ข้าไม่ทราบว่าท่านลุงมีธุระ เดินทางกลับมากับเฉิงผิงก็หยุดเป็นระยะทำให้เสียเวลา หาไม่ครึ่งเดือนก่อนก็คงกลับมาถึงแล้ว”

เผยจี้บอกว่าไม่เป็นไร อาศัยแสงโคมเห็นหลานชายดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทั้งยามนี้ก็ดึกมากแล้ว จึงบอกให้เขาไปพักผ่อน

เผยเซียวหยวนกลับไม่ขยับ

“ท่านอาเหอบอกว่าท่านลุงต้องการพบข้าเพราะมีธุระสำคัญ ข้าไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย”

เผยจี้จึงพาเขาเข้าไปในห้องหนังสือแล้วปิดประตู แต่กลับเพียงมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เอ่ยปากอะไร

ตอนแรกเผยเซียวหยวนเข้าใจว่ามีสถานการณ์ทางทหารกะทันหัน แต่ตอนนี้ได้พบหน้ากันแล้ว ดูจากท่าทางของท่านลุงก็เห็นชัดว่าไม่ใช่ เมื่อถูกอีกฝ่ายมองเช่นนี้ หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง ต่อให้มีความอดทนมากเพียงใดก็ทนไม่ไหว เขาจึงเอ่ยถามอีกครั้ง

“ถ้าท่านลุงมีเรื่องอะไรก็พูดออกมาได้เลยขอรับ”

เมื่อครู่เพราะได้เห็นหลานชาย เผยจี้จึงนึกไปถึงเรื่องเก่าในตอนนั้น

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้บ้านเมืองกว่าครึ่งพลิกคว่ำ ราษฎรนับพันนับหมื่นตกอยู่ในความทุกขเวทนา เขาเองก็สูญเสียพี่น้องและบุตรชาย ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่เสียดแทงเข้าไขกระดูก ถึงวันนี้พอคิดขึ้นมาก็ยังคงยากที่จะสงบใจลงได้ ดีที่ยังมีเรื่องให้น่าปลื้มใจ ตอนนี้หลานชายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว รออีกฝ่ายแต่งงานมีครอบครัว ตนก็นับว่าจัดการเรื่องใหญ่ในใจเสร็จสิ้นแล้ว

“เซียวหยวน เจ้ารู้จักเยี่ยจงหลีในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้หรือไม่” ในที่สุดเผยจี้ก็เปิดปากแล้ว

เยี่ยจงหลีเป็นจิตรกรในราชสำนักของอดีตฮ่องเต้เมื่อหลายสิบปีก่อน ว่ากันว่าเขามีชาติกำเนิดต่ำต้อย ตอนเด็กมีพู่กันด้ามหนึ่ง กระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ท่องเที่ยวไปทั่วทุกหนแห่ง ต่อมาเขาเข้าใจถึงศิลปะการวาดภาพจากวิถีกระบี่และมีชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้า ภูเขา แม่น้ำ บุคคล ความเชื่อ ไม่มีภาพใดไม่ยอดเยี่ยมเลิศล้ำ อดีตฮ่องเต้ได้ยินชื่อเสียงของเขาจึงเรียกตัวเข้าวังมอบตำแหน่งขุนนางและให้ตามเสด็จ ในเวลานั้นไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จักชื่อของเขา วัดวาและอารามของเต๋าหลายแห่งมองว่าการเชิญเขามาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังให้เป็นเกียรติอย่างสูง สถานที่ที่มีภาพเทพเซียนพระพุทธองค์บนจิตรกรรมฝาผนังที่เขาวาดให้ก็มีชื่อเสียงเช่นกัน ชาวบ้านชิงกันเข้าออกมาจุดธูปเทียนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างรุ่งเรืองเฟื่องฟู

และผลงานที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือการรับพระบัญชาให้วาดภาพเทพบนสรวงสวรรค์และทัศนียภาพของเมืองหลวงยาวต่อเนื่องกันที่ตำหนักหย่งอันในวังวั่นซุ่ยเมื่อสามสิบปีก่อน ว่ากันว่าเพื่อจิตรกรรมฝาผนังภาพนี้เขาได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ รอบเมืองหลวงจนทั่วก่อน รอจนเขามีภาพที่สมบูรณ์ในใจแล้วก็ปิดประตูวาดภาพ ลืมกินลืมนอน ไม่แบ่งกลางวันกลางคืน และวาดเสร็จในเวลาหนึ่งเดือน

แต่ก็น่าจะเป็นเพราะการวาดภาพนี้สิ้นเปลืองกำลังกายใจมากเกินไป หลังจากเสร็จสิ้นนิ้วมือกระทั่งพู่กันก็ถือไม่อยู่ ร่วงหล่นลงกับพื้น คนก็กระอักโลหิตในที่นั้น วันปีใหม่ของปีถัดมาอดีตฮ่องเต้ได้จัดงานเลี้ยงในตำหนักหย่งอันที่เพิ่งสร้างเสร็จเพื่อต้อนรับชนต่างเผ่าต่างแคว้นจากทั่วทุกแห่งที่มาเข้าเฝ้า เมื่อภาพวาดผลงานชิ้นเอกบนผนังตำหนักทั้งสามด้านปรากฏออกมาต่อหน้า ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นแม้แต่เหล่าขุนนางที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาเป็นเวลานานไม่มีใครไม่ตื่นตะลึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชนต่างเผ่าต่างแคว้น

จากความทรงจำของคนในวังหลวงที่โชคดีได้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น จิตรกรรมฝาผนังนั่นสูงกว่าสามจั้ง ยาวกว่าสิบจั้ง เต็มผนังด้านตะวันออก ตะวันตก และเหนือของตำหนัก จากพื้นขึ้นสูงเสียดฟ้า มองดูแล้วไม่ใช่จะสร้างได้ด้วยมือของคนธรรมดาทั่วไป รูปภาพแบ่งเป็นสวรรค์และแดนมนุษย์สองส่วน สวรรค์มีเทพเจ้าเจ็ดสิบสององค์ ต่างอยู่ในที่ของตน แต่ละองค์ห้อมล้อมไปด้วยบ่าวรับใช้ชายหญิงและเทพเซียนบริวารที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างกันหลายร้อยองค์ รวมถึงนกกระเรียน ดอกบัว และมวลหมู่เมฆลอยเป็นเกลียว เหล่าทวยเทพมีรูปร่างหน้าตากระฉับกระเฉงปราดเปรียวดุจมีชีวิต เสื้อผ้าที่ทอจากขนนกปลิวไสว ท่าทางคล้ายกำลังก้มมองแดนมนุษย์ เหยียบเมฆจะลงมา ส่วนล่างของภาพเป็นทัศนียภาพของเมืองหลวงยาวจากตะวันตกไปตะวันออก แสดงให้เห็นถึงทิวเขาที่ทอดยาวสูงตระหง่านสง่างาม สายน้ำที่คดเคี้ยว ประตูเมืองที่สูงโดดเด่น วังหลวงและอุทยานโอ่อ่างดงาม ถนนการค้าที่รุ่งเรืองคึกคัก ผู้คนบนท้องถนนที่เดินไปมาขวักไขว่ตามลำดับ บนล่างสองส่วน แดนสวรรค์และแดนมนุษย์รวมเป็นหนึ่ง ดุจม้วนภาพจากสวรรค์ ค่อยๆ ปรากฏออกมาสู่สายตาทุกคน

ถ้าไม่ใช่สมบัติล้ำค่าของสวรรค์และราชวงศ์ จะมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่น่าเกรงขามที่สามารถสั่นคลอนใจผู้คนดุจประกายแสงที่พุ่งกระทบดาวเชียนหนิวและดาวเป่ยโต้ว ได้อย่างไร ความรู้สึกหวั่นไหวสั่นสะเทือนที่กดทับลงมาเหนือศีรษะทำให้ทุกคนในที่นั้นอดที่จะคุกเข่าลงกราบกรานไม่ได้ ส่งเสียงแซ่ซ้องทรงพระเจริญต่ออดีตฮ่องเต้ เหล่าชนต่างเผ่า ฟานอ๋อง และทูตทุกคนยิ่งนัยน์ตาพร่าลายตื่นตาตื่นใจ อุทานด้วยความตื่นตะลึงกับความเข้มแข็งเกรียงไกรและความโอ่อ่าสง่างามของแว่นแคว้น ต่างหมอบร่างลงกับพื้นเป็นนานไม่ลุกขึ้น

เหตุการณ์ในวันนั้นแม้จะผ่านมานานแล้วก็ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนในเมืองหลวงภาคภูมิใจ ต่อมาเมื่อเจริญรุ่งเรืองถึงจุดสูงสุดก็เสื่อมถอยลง เมืองหลวงแตก บ้านเมืองผจญกับภาวะวิกฤต ทั้งหมดนี้ยิ่งกลายเป็นการหวนรำลึกถึงอดีตของผู้คน น่าเสียดายที่แม้ภาพวาดนี้จะมีชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้า เป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้ ในใต้หล้าไม่รู้มีผู้คนมากมายเพียงใดที่ปรารถนาจะได้เห็นภาพวาดที่แท้จริง แต่ถึงที่สุดแล้วแก้วเจียระไนก็เปราะบางแตกง่าย วังวั่นซุ่ยถูกเผาท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหลตอนเมืองแตกครั้งนั้น ภาพต่อเนื่องบนฝาผนังที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและการทุ่มเทของเยี่ยจงหลีก็ถูกทำลายด้วยไฟที่แผดเผาเช่นกัน เหมือนดอกถานบานให้เห็นเพียงครู่เดียว นับแต่นั้นก็ไม่ดำรงอยู่ในแดนมนุษย์อีก

เผยเซียวหยวนไม่สนใจเรื่องภาพวาดมากนัก ตอนเยี่ยจงหลีมีชื่อเสียงโด่งดังเขายังไม่เกิด แต่ชื่อนี้เป็นตำนานมาก เขาย่อมเคยได้ยิน

ปีนั้นหลังจากผ่านวันปีใหม่ไปแล้วเยี่ยจงหลีแจ้งว่าป่วยและออกจากวัง นับแต่นั้นก็เป็นดั่งนกกระเรียนเข้าป่าเขา หายตัวไปไร้ร่องรอย จากนั้นก็เกิดเหตุจลาจลจากการก่อกบฏที่น่าตื่นตระหนกตกใจขึ้น ชีวิตมนุษย์ต่ำต้อยดุจมด หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเยี่ยจงหลีอีกเลย คาดการณ์ว่าคงเสียชีวิตจากความวุ่นวายของภัยสงครามไปแล้ว

ทว่าแม้คนจะจากไป ภาพวาดที่รวมผลงานชิ้นเอกของเขาซึ่งคู่ควรที่จะสืบทอดต่อไปนับร้อยปีก็ถูกทำลายจากไฟสงครามไปแล้ว แต่เนื่องจากรูปแบบการวาดภาพของเขาได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ช่างวาดในกลุ่มชาวบ้านต่างเลื่อมใสเขาดั่งเทพเจ้า มาถึงทุกวันนี้หลังจากผ่านมาหลายสิบปีเขาก็ได้รับการกล่าวขานถึงราวกับจะเป็นเทพเซียนแล้ว ผู้คนกล่าวว่าเยี่ยจงหลีวาดมังกร สามารถเรียกเมฆเรียกหมอกได้ วาดภาพพระพุทธองค์ก็สามารถแสดงธรรมให้เวไนยสัตว์ได้

“เคยได้ยินชื่อของเขาขอรับ น่าจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว น่าเสียดายยิ่ง”

ท่านลุงร้อนใจเรียกเขากลับมา ทว่าที่พูดกลับเป็นเรื่องของบุคคลในอดีตผู้หนึ่งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย เผยเซียวหยวนรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา รู้ว่าน่าจะมีคำพูดตามมาจึงตอบไปเช่นนี้

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: