X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 3

“เจ้ายังจำนายช่างใหญ่ที่เคยมาช่วยข้าสร้างป้อมปราการเมื่อราวสิบปีก่อนได้หรือไม่”

นั่นเป็นเรื่องตอนเผยเซียวหยวนอายุสิบสามสิบสี่ปี ตอนนั้นสถานการณ์รอบด้านยังไม่สงบ เผยจี้ไปสำรวจพื้นที่ พบว่าห่างจากที่นี่ออกไปหลายร้อยหลี่* มีช่องแคบระหว่างเชิงเขากับร่องน้ำของแม่น้ำอยู่แห่งหนึ่ง เป็นชัยภูมิทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม จึงคิดจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เช่นนี้สร้างป้อมปราการ อาศัยชัยภูมิธรรมชาติที่เต็มไปด้วยอันตรายต่อต้านข้าศึก ทว่าภูมิประเทศโดยรอบสูงชันและอันตราย คิดจะสร้างป้อมปราการที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเคยหาช่างฝีมือมาหลายคน แต่พวกเขาทั้งหมดกลับอับจนหนทาง

ต่อมามีคนผู้หนึ่งมาที่นี่ คนผู้นั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านลุง รูปร่างหน้าตาธรรมดา ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายุ่งเหยิง ทั้งชอบดื่มสุรามาก ห้อยน้ำเต้าใส่สุราไว้ที่เอวตลอดทั้งวัน นัยน์ตาปรือด้วยความเมามาย หลังจากมาถึงก็เดินขึ้นภูเขาลงหุบเขา เดินวนเวียนอยู่รอบๆ บริเวณเป็นเวลาเจ็ดวัน จุดเทียนอยู่โต้รุ่งหลายคืน จากนั้นก็หยิบภาพป้อมปราการที่มีโครงสร้างประณีตงดงามเป็นหนึ่งไม่มีสองออกมาและควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง

ท่านลุงระดมทหารและพลเรือนในท้องที่หลายหมื่นคนเข้าร่วมก่อสร้างป้อมปราการ หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งปีป้อมปราการอิงภูมิประเทศดังกล่าวก็สร้างขึ้นอย่างราบรื่น แข็งแรงมั่นคงยากแก่การทำลาย หลังจากงานสำเร็จลุล่วงนายช่างใหญ่ผู้นั้นก็จากไปและไม่ปรากฏตัวอีกเลย เนื่องจากเหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง พอเผยจี้เอ่ยขึ้นมาในเวลานี้ เผยเซียวหยวนจึงจำได้ทันที

“จำได้ขอรับ ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านลุงกับนายช่างใหญ่ผู้นั้นน่าจะรู้จักกันมานานแล้ว”

“ไม่ผิด หลายปีก่อนหน้านี้ข้าก็รู้จักเขาที่เมืองหลวงแล้ว ในตอนนั้นเขากำลังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วใต้หล้า ในฉางอันไม่มีใครไม่รู้จักเขา”

เผยเซียวหยวนงงงัน พลันคิดโยงไปถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเผยจี้และตระหนักขึ้นมาในทันที “หรือว่าเขาก็คือ…”

นี่ออกจะเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เขาลังเลอยู่ชั่วขณะ ไม่ได้พูดสิ่งที่ตนคาดเดาออกมา

เผยจี้พยักหน้า “เจ้าคาดเดาได้ไม่ผิด เขาก็คือเยี่ยจงหลี”

“เขาเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานอย่างแท้จริง ไม่เพียงมีฝีมือในการวาดภาพ ยังเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างอีกด้วย หลังจากเข้าวังแล้วเขายังเคยรับตำแหน่งนายช่างใหญ่เจียงจั้ว ของราชสำนัก รับพระบัญชาให้ซ่อมแซมวังและสุสานหลวง วังวั่นซุ่ยที่ถูกเผาก็เป็นภาพวาดของเขา

เขาไม่คบหากับใครอย่างลึกซึ้ง ในชีวิตนอกจากการวาดภาพแล้วเขาก็ชอบดื่มสุรา อดีตฮ่องเต้พระราชทานของขวัญมากมายให้เขาอยู่เสมอ แต่เขามีจิตใจของผู้กล้าที่ผดุงคุณธรรม ไม่ระมัดระวังเรื่องเงิน ใช้จ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก มักจะให้ความช่วยเหลือบรรดาช่างวาด ช่างหิน หรือช่างแกะสลักชาวบ้านที่ทำงานร่วมกับเขาในถ้ำและวัดวาอารามเหล่านั้น บางครั้งก็ทำให้ตนเองต้องประสบปัญหาด้านการเงิน แม้แต่เงินจะซื้อสุราดื่มก็ไม่มี ข้ามีความเลื่อมใสเขาอยู่ในใจ จงใจเข้าหาเขาด้วยสุราเลิศรส โชคดีที่เขาให้ความสำคัญแก่ข้ามากกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย ดังนั้นจึงไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง วันเวลาที่ได้คบค้าสมาคมไปมาหาสู่กันช่วงนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมีอิสระที่สุดในชีวิตของข้าแล้ว”

นับเป็นครั้งแรกที่เผยเซียวหยวนได้ฟังท่านลุงพูดถึงเรื่องเก่าในอดีตเหล่านี้ของตนเอง จึงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“คนเราอาศัยอยู่ในใต้หล้านี้ก็ไม่ต่างจากฝุ่นที่ถูกลมพัดขึ้นมา” เผยจี้ทอดถอนใจออกมาเบาๆ “หลังจากนั้นหลายปีข้าก็ถูกลดขั้นเป็นนายอำเภอ ต้องย้ายบ่อยครั้ง มีอยู่ปีหนึ่งระหว่างเปลี่ยนเส้นทางเพื่อจะหลบฝน ได้บังเอิญผ่านศาลกษัตริย์เล็กๆ ไร้นามแห่งหนึ่งในชนบท เห็นบนผนังมีภาพวาดพระเจ้าเหยาสละราชบัลลังก์ พระเจ้าซุ่นไถนา พระเจ้าทังอธิษฐานขอฝน และต้าอวี่แก้ปัญหาอุทกภัย สี่ภาพ ลายเส้นเค้าโครงของภาพมีจิตวิญญาณและเต็มไปด้วยท่วงทำนองภาพวาดของเยี่ยจงหลี ทำให้ตื่นตะลึงอย่างมาก

ตอนนั้นห่างจากครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พบเขาในเมืองหลวงเกือบยี่สิบปี ถ้าไม่ใช่ว่าน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ข้าต้องเข้าใจว่านี่คือผลงานของเขาจริงๆ แต่ถึงจะไม่ใช่ ใต้หล้านี้มีจิตรกรจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลอกเลียนภาพวาดของเขาทั้งวันทั้งคืน ฝึกฝนลีลาการใช้พู่กันของเขา สามารถเลียนแบบได้ถึงขั้นนี้จนพูดได้ว่าใช้ของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริง และไม่ใช่ฝีมือธรรมดาอย่างแน่นอน ข้าเห็นว่าสีที่ภาพวาดยังแห้งไม่สนิท น่าจะเพิ่งวาดเสร็จได้ไม่นาน จึงอยากไปพบคนวาดภาพนี้…”

เขาสอบถามคนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงและได้รู้ว่าท้องถิ่นนี้มีชื่อเสียงในด้านการกลั่นสุรา สุราที่กลั่นออกมามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งใกล้ไกล เมื่อไม่กี่วันก่อนครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านได้จัดงานแต่งงานบุตรสาวและได้นำสุรานารีแดง สิบกว่าไหที่ฝังอยู่ใต้ต้นไม้ถึงสิบแปดปีออกมา ชั่วขณะนั้นกลิ่นหอมของสุราขจรขจายไปทั่ว มีชายชรากับเด็กหนุ่มเดินทางผ่านมาพอดีก็ไม่เดินทางต่อแล้ว น่าจะอยากขอสุราแต่ก็ไม่สะดวกจะเอ่ยปากขอ พอได้ยินมาว่าศาลในหมู่บ้านกำลังต้องการช่างวาดจึงได้เสนอตนเองทันที ชาวบ้านไม่เชื่อเขา ตอนแรกก็หัวเราะเขาว่าบ้า แต่เขาไม่สนใจ เรียกเด็กหนุ่มให้ยืนที่ข้างผนังและผสมสี ส่วนตนเองดื่มสุราไปกาหนึ่งและไม่สนใจว่าชาวบ้านที่ห้อมล้อมดูจะจับผิดอย่างไร สะบัดพู่กันวาดภาพด้วยท่าทางเมามาย วาดอย่างไหลลื่นดุจเมฆที่ล่องลอยสายน้ำที่ไหลรินจนเสร็จในคราเดียว กษัตริย์ทั้งสี่ดูปราดเปรียวดังมีชีวิต ชาวบ้านต่างเลื่อมใสชื่นชม แซ่ซ้องบอกว่าเทพเซียนอาวุโสมาแล้ว คุกเข่าลงกราบกรานภาพวาดบนฝาผนังที่เขาวาดไว้ ในที่สุดเขาก็ได้สุรานารีแดงมาไหหนึ่ง แล้วอุ้มไหสุราออกจากหมู่บ้านไป

เผยจี้หวนนึกถึงเรื่องในอดีต ใบหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ

“เยี่ยจงหลีในสมัยหนุ่มเคยเป็นจอมยุทธ์เร่ร่อน นิสัยหุนหันกล้าได้กล้าเสียไม่ชอบถูกผูกมัด ข้าถามชาวบ้านถึงรูปร่างหน้าตาของผู้วาดภาพคนนั้น แม้รูปร่างหน้าตาของเขาจะต่างจากเมื่อก่อนมาก แต่พฤติกรรมกลับคล้ายเขาอย่างมาก ข้าจึงไล่ไปตามทิศทางที่พวกเขาชี้ให้ สวรรค์ไม่ทำให้ผู้มีความตั้งใจจริงต้องผิดหวัง ไม่กี่วันต่อมาข้าก็ไล่ตามไปจนเจอคน ปรากฏว่าเป็นเขาจริงๆ เขาไม่ได้ตายในสงครามอย่างที่ผู้คนเล่าลือกัน เพียงแต่หลายปีมานี้เขาปิดบังชื่อแซ่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น ต่อมาเมื่อข้าย้ายมารับตำแหน่งที่นี่ ประสบปัญหาความยากลำบากในการสร้างป้อมปราการจึงนึกถึงเขา และส่งจดหมายไปตามที่นัดหมายกันไว้ในตอนนั้น เชิญเขามาที่นี่”

เผยเซียวหยวนฟังเรื่องในอดีตที่เหมือนตำนานเรื่องเล่าท่อนนี้จบก็มีสีหน้าประทับใจเล็กน้อย แต่ยังคงมีความไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน

“เพราะเหตุใดท่านลุงจึงเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ข้าฟังหรือขอรับ”

“ปีนั้นที่ข้าเชิญเยี่ยจงหลีมาสร้างป้อมปราการ เขาได้พาหลานสาวมาด้วย ตอนนั้นที่นี่ยังไม่ค่อยสงบ มีความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่หยุด ข้ากลัวนางจะเกิดเรื่องจึงสั่งกำชับไม่ให้ออกไปข้างนอก นางก็อยู่ในจวนตลอด ว่านอนสอนง่ายยิ่ง เจ้ายังจำได้กระมัง” ในที่สุดเผยจี้ก็พูดเข้าประเด็นสำคัญ

เผยเซียวหยวนครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าจะมีความทรงจำเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก เพียงจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหญิงที่แต่งกายเป็นเด็กชาย ส่วนหน้าตาเป็นอย่างไรเขาลืมไปนานแล้ว ดูเหมือนตอนนั้นท่านลุงยังบอกให้เขาคอยดูแลอีกฝ่ายให้มากหน่อย นางจะได้ไม่เหงา แต่เขาในตอนนั้นเป็นช่วงวัยที่อยากจะออกไปข้างนอกขี่ม้าทั้งวัน จะเอาใจใส่เด็กหญิงคนหนึ่งได้อย่างไร กลัวจะถูกพันพัวกวนใจ นอกจากตอนนางเพิ่งมาถึง เขาถูกท่านลุงพาไปพบเยี่ยจงหลีและได้พบหน้านางแวบหนึ่งแล้ว ถัดจากนั้นตลอดช่วงเวลาครึ่งปีกว่าที่นางอยู่ที่นี่เขาก็ไม่เคยสนใจนางอีกเลย

เขาเหลือบตาขึ้น สบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยการเฝ้ารอคอยของท่านลุงที่มองตนอยู่ จู่ๆ ในใจเขาก็กระตุกวาบโดยไม่มีเหตุผล รู้สึกมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตอบอย่างคลุมเครือ

“เหมือนจะจำได้…ว่านอนสอนง่ายยิ่งจริงๆ เพราะเหตุใดท่านลุงจึงต้องเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้เล่า”

เผยเซียวหยวนถามอีกครั้ง ฉับพลันนั้นเขาก็นึกถึงคำพูดที่เหอจิ้นเคยพูดต่อหน้าเขาคำหนึ่ง ตอนเขาไม่อยู่เหอจิ้นออกไปรับแม่นางน้อยคนหนึ่งกลับมาที่บ้าน เป็นเรื่องไม่กี่วันมานี้เอง

ราวกับได้กรอกสติปัญญาเข้าไปในสมอง เผยเซียวหยวนพลันเงยหน้าขึ้นมา “หรือว่าแม่นางน้อยที่ท่านอาเหอไปรับมาในครั้งนี้ก็คือหลานสาวผู้นั้นของเยี่ยจงหลี?”

เผยจี้มองหลานชายพลางพยักหน้าเล็กน้อย แววตามีประกายชมเชย

“ใช่! นางมีนามว่าเยี่ยซวี่อวี่ เป็นคนที่ข้าหมั้นหมายให้กับเจ้า”

ไม่ว่าเผยเซียวหยวนจะสุขุมคัมภีรภาพเพียงใด ฟ้าร้องหูแทบหนวกก็สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้กลับยากจะปิดบังความประหลาดใจไว้ได้ พอได้สติคืนมาก็รีบร้อนจะเปิดปาก

เผยจี้โบกมือ “เจ้าฟังข้าพูดก่อน นี่เป็นเรื่องเมื่อปีที่แล้วหลังจากเจ้าจากไปแล้ว วันนั้นจู่ๆ ข้าก็ได้รับข่าวจากเยี่ยจงหลี ห่างจากครั้งก่อนที่ส่งจดหมายถึงกันราวสองสามปี ตอนนั้นเขาเร่งรีบเดินทางเพราะเรื่องส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ทำให้เยี่ยซวี่อวี่ล้มป่วยหนักจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เขารู้สึกผิดอย่างยิ่ง หลังจากหลานสาวหายจากอาการป่วยแล้วเขาจึงตั้งใจปักหลัก เดิมข้าเข้าใจว่าเขาคงจะอยู่ในป่าเขาไปตลอดชีวิต ไม่เดินทางไปทั่วทุกหัวระแหงอีก จะอย่างไรเขาก็ชราแล้ว ก่อนหน้านี้ยังมีโรคที่เกิดจากการวาดภาพอยู่ในตัว คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้ได้รับข่าวจากเขาอีกครั้ง สถานการณ์กลับแตกต่างไปจากที่ข้าคิดไว้

ในจดหมายเขารู้สึกว่าร่างกายของตนนับวันยิ่งเสื่อมโทรม อายุขัยอาจจะใกล้สิ้นสุด เกรงจะเหลือเวลาอีกไม่มาก ชีวิตนี้เขาได้พบเห็นและผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมาย เขาไม่กลัวความตาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องอาศัยช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่เดินทางไปสักครั้ง หาไม่เขาก็ไม่อาจสงบใจได้ และสงสารเยี่ยซวี่อวี่ที่ตัวคนเดียว ไม่อาจวางใจเรื่องนาง คิดไปคิดมาก็มีเพียงข้าที่เขาเชื่อถือไว้วางใจ จึงเขียนจดหมายมาด้วยความจริงใจไหว้วานให้ข้าช่วยดูแล วันหน้าหากมีคนที่เหมาะสมค่อยจัดการแต่งงานให้กับนาง”

เผยจี้ไม่มีบุตรสาว ตอนเด็กที่เยี่ยซวี่อวี่มาที่นี่ในครั้งนั้นเขารักและเอ็นดูนางมาก ตอนจะแยกจากไป เมื่อใคร่ครวญถึงว่าเยี่ยจงหลีไม่มีที่อยู่อาศัยแน่นอน ทั้งเยี่ยซวี่อวี่ยังเด็ก อยู่กับท่านปู่อาจไม่ค่อยสะดวก เขาจึงเอ่ยปากถามว่าให้นางอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ เขาจะปฏิบัติต่อนางอย่างมีเมตตา

ตอนนั้นเยี่ยจงหลีได้ถามเยี่ยซวี่อวี่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่นางไม่สมัครใจ บอกว่าจะอยู่ข้างกายท่านปู่ ไม่รู้สึกลำบากอะไรกับการระเหเร่ร่อน เผยจี้ในตอนนั้นรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้เพียงล้มเลิกไป คิดไม่ถึงว่ามาบัดนี้หลังจากผ่านไปหลายปีเยี่ยจงหลีจะฝากฝังนางกับเขาอย่างเป็นทางการ

เผยจี้มีหรือจะไม่รับปาก ให้คนขี่ม้าเร็วส่งจดหมายตอบไปทันที บอกว่าเขาตั้งใจจะขอหมั้นหมายนางให้แต่งงานกับหลานชายของเขา ถ้าเยี่ยจงหลีเห็นดีเห็นงามด้วยก็นับเป็นโชควาสนาของสกุลเผย ต่อมาเยี่ยจงหลีก็มีจดหมายตอบกลับมาว่าตนเองก็ชื่นชอบหลานชายของเผยจี้มาก และรู้ว่าหลานชายผู้นี้จะไม่ปฏิบัติต่อหลานสาวของตนอย่างขาดตกบกพร่อง ครั้นแล้วเรื่องการแต่งงานจึงถูกกำหนดลงเช่นนี้

ในช่วงท้ายเยี่ยจงหลียังกำชับเผยจี้ว่าห้ามบอกเรื่องความกังวลเกี่ยวกับอายุขัยของเขากับเยี่ยซวี่อวี่เพื่อที่นางจะได้ไม่ทุกข์ใจ จากนั้นเผยจี้ก็ทำตามที่ตกลงไว้ รีบมอบหมายให้เหอจิ้นไปรับคนมา

“แม้เรื่องจะฉุกละหุกไปสักหน่อย แต่ทันทีที่ข้าได้รับจดหมายก็นึกถึงเจ้าทันที ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนฟ้าลิขิต พวกเจ้าสองคนเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ตอนนั้นเจ้าก็ไม่อยู่จึงไม่ทันบอกให้เจ้ารู้ล่วงหน้า ข้าเป็นคนตัดสินใจกำหนดเรื่องทั้งหมด ไม่กี่วันก่อนนางก็มาถึงโดยราบรื่นแล้ว เพียงแต่เพิ่งมาถึงน่าจะยังมีความรู้สึกขัดเขิน หญิงสาวผิวหน้าบาง หลายวันมานี้ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งงานต่อหน้านาง อยากจะรอให้นางจิตใจสงบลงสักหน่อยค่อยเลือกวันที่ดีไปถามความคิดเห็นของนาง”

สีหน้าท่าทางของเผยจี้ดูมีความสุขมาก เขาไม่เคยพูดมากเท่านี้มาก่อน

จากนั้นก็เอ่ยต่อ “เรื่องวันเวลาก็ไม่ต้องให้เจ้าเป็นห่วง ความจริงข้าก็คิดไว้พอสมควรแล้ว ไม่สู้เลือกช่วงเวลาหลังจากนี้อีกสามเดือน เป็นช่วงต้นฤดูร้อนพอดี หรีดหริ่งเรไรกำลังส่งเสียงร้อง อากาศอบอุ่นสบาย สรรพสิ่งกำลังเจริญเติบโต เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการแต่งงาน…ดียิ่งนัก! ดียิ่งนัก! ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน!”

เผยจี้ยิ่งคิดวางแผนเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่าดี จิตใจจมดิ่งอยู่ในภวังค์ไม่อาจถอนตัวออกมาได้ ทว่าเป็นนานกลับไม่ได้ยินเสียงตอบ คราวนี้จึงรู้สึกได้ถึงการดำรงอยู่ของหลานชาย เขาเหลือบตาขึ้นเอ่ยถาม

“จริงสิ เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

เผยเซียวหยวนยังคงไม่ได้เอ่ยตอบ นิ่งเงียบไม่กล่าววาจาแม้แต่คำเดียว

เผยจี้ลูบเคราพลางหัวเราะหึๆ ยากนักที่จะพูดหยอกล้อหลานชาย “เหตุใดเจ้าจึงไม่พูดจา หรือกลัวข้าจะหัวเราะ บุรุษก็ต้องแต่งงาน การแต่งภรรยาสร้างครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของบุรุษที่ต้องทำเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พูดมาตามตรง ไม่ต้องเขินอาย”

เผยเซียวหยวนชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาด้วยความปีติยินดีของเผยจี้ เขาเปิดปากอย่างยากลำบากเล็กน้อย

“ท่านลุงคิดเพื่อหลานในทุกเรื่อง หลานซาบซึ้งใจยิ่ง เพียงแต่…เพียงแต่เรื่องนี้ออกจะกะทันหันเกินไป…”

เขาคล้ายไม่รู้ควรพูดต่อไปอย่างไร ใบหน้ามีแววลำบากใจ หยุดพูดไปชั่วขณะ

รอยยิ้มบนใบหน้าเผยจี้พลันชะงักค้าง ห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเปลวเทียนบนโต๊ะที่พลิ้วส่ายไม่อยู่นิ่ง ทำให้เงาคนบนหน้าต่างพลอยสั่นไหวตาม

จิตใจที่เต็มไปด้วยความเบิกบานของเผยจี้เพราะการมาถึงของหญิงสาวในช่วงหลายวันมานี้ ยามนี้ในที่สุดก็ค่อยๆ เย็นยะเยือกลงจากท่าทีตอบสนองของหลานชาย

เขามองชายหนุ่ม ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะเอ่ยถาม “หรือเจ้าไม่พอใจในชาติกำเนิดของนาง?”

แม้สกุลเผยจะไม่สูงส่งเท่าสกุลชุย หลู เจิ้ง แต่ก็เป็นครอบครัวขุนนางตระกูลใหญ่ พูดถึงในสายของเผยจี้ บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางระดับสูงที่มีชื่อเสียง ตัวเขาเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเคยเป็นอัครเสนาบดี เป็นขุนนางมีชื่อเสียงผู้กอบกู้บ้านเมือง เผยกู้บิดาของเผยเซียวหยวนก็ไม่ธรรมดา เคยเป็นแม่ทัพรักษาการณ์เขตเหอตง ผู้บัญชาการใหญ่กองกำลังเสินหู่ บัญชาการกองกำลังเสินหู่ที่มีทหารสิบหมื่นนาย สร้างความดีความชอบอย่างใหญ่หลวงในการปราบปรามจลาจล มาบัดนี้แม้บ้านสกุลเผยจะถูกขับออกจากราชสำนักโดยสิ้นเชิง แต่อำนาจของพวกเขาก็บอกไม่ได้ว่าจะหายไปทั้งหมด

กลับมาดูทางสตรีสกุลเยี่ย ไร้รากไร้ฐาน เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เยี่ยจงหลีเก็บมาเลี้ยงและรับนางเป็นหลานสาวของตนเท่านั้น…ความจริงแล้วแม้เยี่ยจงหลีเองเมื่อหลายสิบปีก่อนจะมีชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้าก็ตาม และครั้งหนึ่งก็เคยเป็นราชบัณฑิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ คนในสมัยนั้นต่างสรรเสริญเยินยอ แต่หากพูดอย่างถึงแก่นแล้วเขาก็เป็นเพียงจิตรกรและขุนนางฝ่ายช่างคนหนึ่ง

“ท่านลุงเข้าใจผิดแล้ว!” เผยเซียวหยวนรีบบอก “ดังคำกล่าวที่ว่าแมลงเม่าโผล่ออกมาจากรู สวมเสื้อป่านเรืองรองดุจหิมะ มาถึงวันนี้ถ้าแม้กระทั่งฐานะวงศ์ตระกูลชาติกำเนิดข้ายังปล่อยวางไม่ได้ ก็นับว่ามีชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่ามาเป็นเวลาหลายปี เมื่อก่อนเยี่ยจงหลีมาที่นี่เพื่อสร้างป้อมปราการ ข้าก็เคยช่วยอยู่ด้านข้าง ตอนนั้นยังชื่นชมความสามารถและสติปัญญาของเขาอย่างมาก เพียงแต่ตอนนั้นข้าโง่เขลาเกินไป ไม่รู้ถึงตัวตนของเขา ข้ามีคุณธรรมความสามารถอะไรถึงกล้าดูถูกหลานสาวของเขาเล่าขอรับ”

คำพูดเหล่านี้พูดได้อย่างนอบน้อมจริงใจยิ่ง สีหน้าของเผยจี้จึงได้ผ่อนคลายลง “ข้าคิดว่าเจ้าก็ไม่ใช่คนเช่นนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใดจึงบอกปัดด้วยข้ออ้างต่างๆ”

“ข้าไม่ได้บอกปัด เพียงแต่…กังวลว่าข้าโง่เขลา ไม่คู่ควรกับแม่นางน้อยเยี่ย ทำให้นางต้องเสียเวลาในชีวิต…”

เผยจี้ไม่พอใจอีกครั้ง ตัดบทหลานชายที่ยังคงไม่ได้กล่าวจากใจจริง “เจ้าบอกกับข้ามาตามตรง เจ้ามีคนที่ชอบแล้วใช่หรือไม่ หรือเจ้าปิดบังข้า ลอบไปหมั้นหมายกับผู้อื่นแล้ว?”

เขารู้ว่าองค์ชายอาสื่อน่าผู้นั้นเจ้าชู้ยิ่ง หลานชายใกล้ชิดสนิทสนมกับอีกฝ่าย ไม่แน่อาจติดนิสัยมาบ้าง

เผยเซียวหยวนปฏิเสธอย่างเฉียบขาด “แต่ไรมาข้าไม่เคยมีแก่ใจคิดถึงเรื่องนี้ จะลอบไปหมั้นหมายกับผู้อื่นได้อย่างไร ท่านลุงเป็นห่วงมากเกินไปแล้ว”

เผยจี้รู้ว่าแต่ไรมาหลานชายรอบคอบระมัดระวังยิ่ง ในเมื่อพูดเช่นนี้แล้วก็ต้องไม่มีจริงๆ

เขาวางใจลง พยักหน้าน้อยๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ นี่เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง เพราะเหตุใดเจ้าจึงไม่รับปาก เจ้าก็อย่าดึงดันจะอธิบายอีกเลย ข้าเห็นเจ้าเติบโตมา ในใจเจ้าคิดอะไรข้าอาจไม่รู้ทั้งหมดก็จริง แต่เรื่องนี้ที่แท้แล้วเจ้าสมัครใจหรือไม่ ข้ายังคงพอมองออกหลายส่วน”

เผยเซียวหยวนไร้คำพูดจะโต้ตอบอีกครั้ง

เผยจี้รู้จักหลานชายผู้นี้ดี แม้จะเคารพตนดุจบิดาแท้ๆ ยามปกติก็ดูเป็นกระบี่ไม่เผยคม แต่จริงๆ แล้วเขามีนิสัยเด็ดขาด แข็งกร้าวอย่างที่สุด ทำอะไรมีความคิดของตนเอง ไม่ใช่ว่าตนพูดอะไรเขาก็จะเชื่อฟังและปฏิบัติตาม

สีหน้าของเผยจี้เปลี่ยนเป็นยิ่งเคร่งขรึม

“คำพูดมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง อย่าว่าแต่หลายปีก่อนเยี่ยจงหลีเคยช่วยข้าไว้ มาวันนี้ไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ ข้าแค่รับปากเขาเรื่องการแต่งงาน เขาก็เชื่อใจข้า และพึงพอใจในตัวเจ้าอย่างมาก ยินดีฝากฝังเรื่องสำคัญในชีวิตของหลานสาว มาบัดนี้เรื่องกลับไม่สำเร็จ ข้าไม่มีเจตนาจะตำหนิเจ้า เป็นข้าที่ตอนแรกไม่ได้ใคร่ครวญให้รอบคอบ ทว่านับแต่นี้ผิดคำพูดกับผู้อื่น ทำให้สหายเก่าต้องผิดหวัง นี่เป็นเรื่องหนึ่ง

บิดามารดาของเจ้าจากไปหลายปีแล้ว เวลานี้เจ้าก็อายุไม่น้อย กลับมาเสียเวลาอยู่ที่นี่กับข้า เรื่องการแต่งงานจนบัดนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ถ้าหาคู่ครองที่คู่ควรเหมาะสมให้เจ้าไม่ได้ วันหน้าเมื่อไปสู่ปรภพข้าจะชี้แจงกับบิดามารดาของเจ้าอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องที่สอง” พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ส่ายหน้าไปมา

ในห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ผ่านไปครู่หนึ่งในดวงตาของเผยจี้มีแววผิดหวังวาบขึ้นมา

“ช่างเถิด! ถ้าเจ้าไม่อยากรับการแต่งงานครั้งนี้จริงข้าก็ไม่อาจฝืนใจบังคับเจ้าให้พยักหน้า กับเยี่ยซวี่อวี่ก็ไม่ใช่เรื่องดี พรุ่งนี้ข้าจะหาข้ออ้าง ยอมรับนางเป็นคนในครอบครัว นางจะได้รั้งอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ เจ้ากับนางอายุไล่เลี่ยกันและไม่มีลำดับศักดิ์ให้พูดถึง ต่อไปก็เรียกกันเป็นพี่ชายน้องสาว จะได้พบหน้ากันสะดวก” เขาโบกมือพลางพูด “ดึกแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด”

เผยเซียวหยวนยังคงยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมตัวทำความเคารพผู้เป็นลุงแล้วหมุนตัวเดินออกไปข้างนอกเงียบๆ

เผยจี้มองเงาด้านหลังของหลานชาย หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย

เดิมเขาตั้งใจว่ารอหลานชายกลับมา หลังจากพูดคุยกันแล้วค่อยเปิดเผยเรื่องการแต่งงาน กลับคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้

โชคดีที่ยังไม่ได้บอกเยี่ยซวี่อวี่ คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีไม่มาก มีเพียงเฮ่อซื่อกับสาวใช้และหญิงสูงวัยที่อยู่ข้างกายนางช่วยจัดเตรียมเรื่องแต่งงานที่ไม่อาจปกปิด

พรุ่งนี้ต้องสั่งกำชับเฮ่อซื่อแต่เช้า ให้นางกำชับคนข้างกายนางที่รู้เรื่องให้ดีว่าอย่าได้พูดเรื่องนี้ออกไป เยี่ยซวี่อวี่จะได้ไม่เสียหน้า ไม่ยอมรั้งอยู่ที่นี่

ขณะเผยจี้กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็เห็นหลานชายเดินไปถึงประตูแล้วหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาค้อมคำนับตนอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้น

“ท่านลุงโปรดอภัย ขอให้ท่านลุงถอนคำสั่งคืนได้หรือไม่ ข้ายินดีแต่งสตรีสกุลเยี่ยเป็นภรรยา”

เผยจี้มองหลานชาย อดแปลกใจไม่ได้ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เมื่อครู่ไม่ใช่บอกไม่ยินดีหรือ”

“ข้ายินดี ท่านลุงโปรดวางใจ เมื่อครู่เพียงเพราะเรื่องฉับพลันกะทันหันเกินไป ในเวลาอันสั้นข้าจับต้นชนปลายไม่ถูก” น้ำเสียงของเขาจริงจังยิ่ง

เผยจี้พินิจพิจารณาหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดี! ดี! เช่นนี้ก็ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”

เผยเซียวหยวนมองสีหน้าปลาบปลื้มยินดีอย่างยากจะปิดบังของท่านลุง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกเสียใจ

“เป็นหลานที่อกตัญญู จนบัดนี้ยังต้องให้ท่านลุงสิ้นเปลืองสมองเพื่อข้าไปเสียทุกเรื่อง ขอบคุณท่านลุงที่ช่วยจัดการทุกอย่าง ข้าจะปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ” เขาจ้องมองจอนผมสองข้างของเผยจี้ที่มีสีขาวแซมภายใต้แสงไฟ “อีกทั้งท่านลุงสองปีนี้ดูชราลงไปไม่น้อย สุขภาพสำคัญยิ่ง อย่าทำงานหนักเกินไปนะขอรับ มีอะไรก็สั่งให้ข้าไปทำเถิด”

เผยจี้ได้รับความห่วงใยก็ยิ้มพลางรับปาก มองหลานชายเดินจากไป ครั้นนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็รีบเรียกเขาไว้

“ช้าก่อน!”

เผยเซียวหยวนหันหน้ามา

“เมื่อครู่ลืมบอกกับเจ้า เยี่ยซวี่อวี่ไม่เพียงอ่อนหวานละมุนละไม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม รูปร่างหน้าตาก็ดียิ่ง นางเป็นคนใจกว้างสุภาพเรียบร้อย ถ้าเจ้าอยากพบ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเรียกนางมา พวกเจ้าสองคนก็นับว่าได้พบหน้ากันอย่างเป็นทางการ” เขาพูดพลางหัวเราะ

เผยเซียวหยวนยกยิ้มเล็กน้อย “นางเพิ่งมาถึง ไม่จำเป็นต้องตั้งใจให้มาพบหน้ากัน ข้าไม่รีบร้อน วันเวลายังอีกยาวไกล”

เผยจี้พยักหน้าติดๆ กัน “ก็ดี เช่นนั้นทำตามที่เจ้าว่า นางจะได้ไม่อึดอัด”

เผยเซียวหยวนค้อมคำนับ “ท่านลุงพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวก่อน”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 5 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: