บทที่ 6
ก่อนหน้านี้เผยเซียวหยวนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะได้พบกับหลานสาวผู้นั้นของเยี่ยจงหลีเข้าเช่นนี้
หลังจากพบหน้ากันโดยบังเอิญเป็นเวลาสั้นๆ คนก็จากไปแล้ว แต่เรื่องการแต่งงานที่ท่านลุงเอ่ยกับเขาเมื่อคืนนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปกลับดูเหมือนจะค่อยๆ ปรากฏภาพที่ชัดเจนขึ้น ไม่เลือนรางพร่ามัวเช่นเมื่อคืนอีกต่อไป อาจเพราะเห็นสตรีที่กำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าแล้ว เขาจึงพลันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่านี่เป็นเรื่องจริง เขากำลังจะแต่งภรรยาแล้ว
“เมื่อครู่เห็นชัดเจนแล้วกระมัง เจ้ายังคงใจแข็งเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ดุจเหล็กได้หรือ”
ข้างหูเขาเฉิงผิงยังคงส่งเสียงดังน่ารำคาญ เผยเซียวหยวนค่อยๆ ได้สติขึ้นมาจากความงงงวย มองไปยังห้องหนังสือตรงหน้า
“เจ้าไม่ใช่เตรียมของขวัญมาให้ท่านลุงของข้าหรือ ยังไม่รีบไปอีก แต่ข้าขอเตือนเจ้าอีกคำ ท่านลุงไม่มีทางรับ”
เดิมเมื่อครู่ทั้งสองออกจากประตูเมืองไปแล้ว กำลังจะออกเดินทาง เฉิงผิงพลันนึกขึ้นได้ว่าเดินทางผ่านมาครั้งนี้ได้เตรียมของขวัญมามอบให้เผยจี้เป็นพิเศษ โสมเก่าแก่สองต้น เสื้อขนสัตว์หนึ่งตัว เมื่อคืนมาถึงดึกจึงลืมไป ครั้นแล้วจึงหยิบสิ่งของและรีบย้อนกลับมา
เฉิงผิงเองก็พาตนเองออกมาจากอาการตื่นตะลึงที่ยังเหลืออยู่จากภาพที่เห็นเมื่อครู่
แม้รูปร่างหน้าตาและท่าทีที่สุภาพเยือกเย็นของสตรีผู้นั้นจะทำให้รู้สึกตื่นตะลึงในความงามอย่างมาก แต่เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้การควรไม่ควร เรื่องหยอกล้อในหมู่สหายก็ส่วนเรื่องหยอกล้อ เจ้าสาวของเผยเซียวหยวนวันหน้าเขาต้องเรียกว่าพี่สะใภ้ เขาจะกล้าไม่เคารพได้อย่างไร ได้ยินเผยเซียวหยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขาก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
“รับหรือไม่รับก็แล้วแต่เผยกง ข้าพึงแสดงถึงเจตจำนงของข้าอย่างเต็มที่ กลับเป็นเจ้า มีเรื่องดีมาถึง ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีข่าวแม้แต่น้อย ข้าไม่ได้เตรียมตัวเลย ครั้งนี้คงจัดเตรียมไม่ทันงานแต่งงานของเจ้า ข้าต้องคิดให้ดีว่าจะมอบสิ่งใดให้เจ้าเพื่อแสดงความยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้”
เสียงสนทนาของพวกเขาสองคนดังเข้าไปในห้องตั้งแต่แรกแล้ว เผยจี้ได้ยินเสียงก็เดินออกมา เห็นหลานชายกับเฉิงผิงกลับมาแล้ว ทั้งสองหยุดอยู่ที่เชิงบันได
เฉิงผิงบอกถึงจุดประสงค์ในการมา แล้วก็เป็นเช่นที่เผยเซียวหยวนพูดไว้ หลังจากถูกเผยจี้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้วเฉิงผิงจึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ
เผยเซียวหยวนบอก “ข้าขอตัวก่อน วันนี้จะพาเฉิงผิงออกไปล่าสัตว์ขอรับ”
สายตาของเผยจี้จับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของเขา ลังเลเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “เจ้าไปก่อนเถิด”
เผยเซียวหยวนพาเฉิงผิงออกจากเมือง พร้อมทั้งผู้ติดตามสิบกว่าคน ทั้งกลุ่มควบม้าออกไปล่าสัตว์
วันนี้ไม่เพียงท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศดี สวรรค์ยังช่วยดูแล สายลมในทุ่งกว้างพัดมาปะทะใบหน้า ราวกับมีสายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาพาให้รู้สึกเบิกบานใจ ความรู้สึกยามสัมผัสธนูก็ยอดเยี่ยมมาก ลูกธนูทุกดอกแทบไม่พลาดเป้า ยากนักที่จะได้ผ่อนคลายสนุกสนานเต็มที่เช่นนี้
บริเวณรอบๆ เดิมเป็นชายทุ่งเปล่าเปลี่ยวห่างไกลที่เขาไม่เคยใส่ใจ แต่มาบัดนี้ภาพที่ปรากฏต่อสายตากลับให้ความรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิมากกว่าเมื่อก่อนหลายส่วน แม้แต่ยอดหญ้าอ่อนไม่กี่พุ่มที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งที่หลงเหลืออยู่ซึ่งในปีที่ผ่านๆ มาเขาไม่เคยใส่ใจมากนักก็ยังรู้สึกว่างดงามน่ามอง
กระทั่งเย็นย่ำทั้งสองจึงกลับมาด้วยความสำราญใจยิ่ง เฉิงผิงไปที่จุดพักม้าก่อนเพื่อสั่งกำชับขุนนางผู้ติดตามให้เตรียมเรื่องการออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ส่วนเผยเซียวหยวนก็กลับไปที่จวนผู้ว่าการเขต
ชิงโถวเดิมก็เป็นเด็กรับใช้ที่ติดตามเผยเซียวหยวน ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเขาไปต่างถิ่น ชิงโถวโชคไม่ดีขาแพลงจึงไม่ได้ติดตามไปด้วย ยามนี้เห็นเขาขี่ม้ากลับมาแต่ไกลจึงวิ่งเข้าไปรับหน้าด้วยความดีใจ ปากก็ร้องตะโกน
“ขอแสดงความยินดีกับคุณชาย เรื่องดีมาแล้ว ข้ายังว่าพักนี้เหตุใดจึงเห็นนกสาลิกา เกาะอยู่บนชายคา ที่แท้ในบ้านจะมีเรื่องมงคลแล้ว”
เมื่อเช้าตอนเผยจี้พูดคุยเล่นกับผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนเขาไม่อาจข่มกลั้นความดีใจเอาไว้ได้และเผยเรื่องมงคลไปเล็กน้อยว่าหลานชายของตนกำลังจะแต่งงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดชัดเจนว่าเป็นแม่นางน้อยเยี่ยที่มาถึงจวนเมื่อไม่กี่วันนี้ แต่ทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่ หลังจากคนเหล่านั้นออกมา เพียงชั่วเวลาครึ่งวันข่าวดีเกี่ยวกับแม่นางน้อยเยี่ยกับเผยเซียวหยวนก็แพร่กระจายออกไป ทุกคนทั้งในและนอกจวนต่างรู้กันทั่ว
เผยเซียวหยวนไม่ได้พูดอะไร เพียงยิ้มบาง โยนสายบังเหียนพร้อมแส้ไปให้ชิงโถวรับไว้ แล้วเขาก็ก้าวขึ้นบันไดไม่กี่ก้าวเข้าประตูไป
เขากลับไปยังที่พัก เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นมาทั้งวันออก จากนั้นเฮ่อซื่อก็มาหา บอกว่าผู้ว่าการเขตให้เขาไปพบ
เผยเซียวหยวนรับคำแล้วถือโอกาสถาม “ท่านลุงบอกหรือไม่ว่ามีเรื่องอันใด”
เฮ่อซื่อมองเขา ลังเลเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “ท่านไปแล้วก็จะรู้เองเจ้าค่ะ”
เรื่องการแต่งงานของเขากับสตรีผู้นั้น ท่านลุงต้องบอกให้ท่านป้าเฮ่อรู้ตั้งแต่แรกแล้วเป็นแน่ เผยเซียวหยวนเห็นว่ายามนี้นางเอาแต่มองจ้องตน ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด สงสัยว่านางอยากจะพูดคุยกับตนถึงเรื่องที่จะต้องจัดเตรียมงานแต่งงานต่อไปก็อดอึดอัดขัดเขินขึ้นมาไม่ได้ แต่กลับไม่เผยสีหน้าออกมา กลัวนางจะหยอกล้อตน
ชายหนุ่มรีบร้อนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จ ก่อนจะตรงไปที่ห้องหนังสือของเผยจี้
ไม่นานก็มาถึง เขาเดินเข้าไปคารวะ “ท่านลุง เรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
เผยจี้ปิดม้วนหนังสือลงช้าๆ ไม่พูดอะไร เพียงถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง
“มีอะไรหรือ เหตุใดท่านลุงจึงถอนหายใจ”
เผยจี้ถอนหายใจอีกครั้ง “เซียวหยวน ข้าเองก็รู้ เมื่อคืนตอนพูดเรื่องแต่งงานกับเจ้า เจ้าออกจะปากไม่ตรงกับใจ เช่นนี้ก็ดี เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจตนเองเพราะข้าแล้ว”
เผยเซียวหยวนงุนงงเล็กน้อย “ท่านลุงพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“เมื่อเช้าหลังจากเจ้าออกไปได้ไม่นานเยี่ยซวี่อวี่ก็มาและบอกปฏิเสธเรื่องการแต่งงาน หลังจากเจ้าย้อนกลับมาเดิมข้าคิดจะบอกกับเจ้า แต่เห็นเจ้ากับเฉิงผิงรีบร้อนจะไปล่าสัตว์จึงไม่ได้รั้งไว้ รอตอนค่ำเจ้ากลับมาแล้วค่อยบอกก็เหมือนกัน”
ในห้องนิ่งเงียบไปทันที
ที่มุมห้อง น้ำชาที่กำลังต้มอยู่บนเตาดินเผาใบเล็กค่อยๆ เดือดพล่านขึ้นมา น้ำเดือดล้นออกจากฝา รดลงบนถ่านที่ถูกเผาจนแดงฉานดังฉี่ๆ ถ่านไฟมอดดับลง ควันที่แสบจมูกลอยขึ้นมา
เผยเซียวหยวนก้าวปราดเข้าไปหิ้วกาน้ำชาออก ครอบปิดถ่านไฟไปเสีย หลังจากดับไฟแล้วเขาลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะหันมามองเผยจี้
“นาง…เพราะเหตุใดหรือ”
เผยจี้จึงเล่าเรื่องที่ตนพบกับสตรีสกุลเยี่ยในตอนเช้าให้เขาฟังทั้งหมดรอบหนึ่ง “ที่แท้ก่อนหน้านี้ที่นางรับปากเรื่องแต่งงานก็เพียงเพื่อจะให้ท่านปู่ของนางสบายใจ เดิมทีลุงหวังว่าพวกเจ้าสองคนจะแต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คิดไม่ถึงว่ากลับคว้าน้ำเหลว ช่างเถิด ในเมื่อเจ้ากับนางต่างไม่ปรารถนาจะแต่งงาน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบีบบังคับกันได้ ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเจ้า การหมั้นหมายล้มเลิกเพียงเท่านี้ ต่อไปจะไม่พูดถึงอีก”
แม้จะพูดเช่นนี้ ในใจของเผยจี้สุดท้ายแล้วยังคงรู้สึกเสียดาย
หลังจากเผยเซียวหยวนสูญเสียมารดาไปเมื่อตอนอายุแปดขวบก็ออกจากเมืองหลวงมาอยู่ข้างกายเขา กล่าวได้ว่าเติบโตขึ้นมาในสายตาของเขา แม้ปกติลุงหลานจะไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก แต่เผยจี้ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเคารพตนดุจบิดาจากส่วนลึกของหัวใจ
ไม่เพียงเท่านั้น สิบกว่าปีมานี้ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวันหรือประสบการณ์ทางการทหารก็ได้ยืนยันถึงรูปลักษณ์ อุปนิสัย ความประพฤติ คุณธรรม หรือความสามารถของหลานชายของเขาว่าล้วนมีความโดดเด่น ไม่ใช่คนทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เผยจี้รู้สึกภาคภูมิใจเป็นเท่าทวี แต่ในเวลาเดียวกันเมื่อหลานชายอายุมากขึ้น นอกจากความภาคภูมิใจแล้ว ในใจของผู้อาวุโสท่านนี้ก็เริ่มเกิดความร้อนใจขึ้นมาจางๆ
ความมีวินัยในตนเองและความสุขุมคัมภีรภาพของหลานชายย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามากเกินไปกลับจะไม่เหมาะสม อยู่ต่อหน้าหลานชายที่พูดจามีหลักการทำอะไรจริงจังรอบคอบระมัดระวังผู้นี้ บางครั้งแม้แต่เผยจี้เองก็ไม่กล้าผ่อนคลายมากเกินไป
เผยจี้รู้ดีว่าเหตุจลาจลจากการก่อกบฏเมื่อหลายปีก่อนครั้งนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อหลานชาย ไม่ได้หมายความว่าที่เผยเซียวหยวนเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ดี แต่คนเราถ้าใช้ชีวิตเช่นนี้ตลอดไป ไม่มีความสุข ไม่มีความสนุกสนาน จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเพียงใด นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาเริ่มร้อนใจอยากจะจัดการเรื่องการแต่งงานให้หลานชายโดยเร็ว หากข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งอยู่ด้วย มีนางพูดคุยอยู่เป็นเพื่อน รู้ถึงความสุขความใกล้ชิดของสามีภรรยา อาจทำให้หลานชายของเขาสบายใจและมีความสุข เปลี่ยนแปลงนิสัยไปได้ แต่ก่อนหน้านี้หาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ไม่ง่ายเลยที่ในที่สุดครั้งนี้สวรรค์ก็ประทานโอกาสมาให้ แต่ปรากฏว่ากลับ…
เผยจี้เหลือบตาขึ้น เห็นหลานชายไม่ได้เปิดปากพูดอะไรอีก สีหน้าเป็นปกติ คิดว่าในใจคงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาก็อดถอนหายใจยาวอีกครั้งไม่ได้
เผยเซียวหยวนหิ้วกาน้ำชาเดินมา สองมือมั่นคง รินน้ำชาให้ท่านลุงถ้วยหนึ่ง
“ข้าทราบแล้ว เช่นนี้ก็ดี” น้ำเสียงของเขาราบเรียบยิ่ง
เปรียบได้กับถ่านไฟที่ถูกน้ำชารดดับไปเมื่อครู่ เผยจี้ก็ดับความหวังของตนอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้ก็ล้มเลิกเพียงเท่านี้ สายตาของเขาจับนิ่งไปที่น้ำชาร้อนกรุ่นมีไอลอยขึ้นมาในถ้วยชาที่หลานชายเพิ่งรินให้
เผยเซียวหยวนวางกาน้ำชาลง ยืนอยู่ที่ด้านข้างต่อ
“ที่เรียกเจ้ามายังมีอีกเรื่องหนึ่ง จิตใจของเยี่ยซวี่อวี่หญิงสาวผู้นี้คิดว่าคงจะคิดกลับไปกลับมานับร้อยนับพันครั้ง ข้าแม้จะรั้งนางไว้ด้วยน้ำใสใจจริง แต่การแต่งงานไม่สำเร็จ ข้าห่วงว่านางอาจจะมีความกังวล คิดว่าวันหน้าเวลาพบเจ้าจะอึดอัดลำบากใจ ข้าคิดว่าไม่ว่าเรื่องแต่งงานจะสำเร็จหรือไม่ ในเมื่อเยี่ยจงหลีฝากฝังนางไว้กับข้าอย่างเป็นทางการ ต่อไปย่อมเป็นคนในครอบครัว พวกเจ้าสองคนตอนเด็กก็เคยพบหน้ากัน เวลานี้ยิ่งไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรียกว่าหลีกเลี่ยงความสงสัย ไม่สู้เจ้ารีบไปหานางโดยเร็วที่สุด พูดกับนางให้ชัดเจน ต่อไปให้เรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง ขจัดความกังวลของนางเสีย เพื่อที่นางจะได้อยู่ที่นี่อย่างสบายใจ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านลุงใคร่ครวญได้อย่างรอบคอบยิ่ง ข้าจะไปหานางเดี๋ยวนี้”
เผยเซียวหยวนถอยออกมาจากเบื้องหน้าเผยจี้ ฉวยโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืดเดินเลี้ยวแล้วตรงไปยังที่พักของสตรีผู้นั้น
เมฆยามโพล้เพล้ลอยขึ้นสูง แสงสุดท้ายของดวงตะวันยามสายัณห์สาดส่องผนังลานบ้านกลายเป็นสีแดงไปซีกหนึ่ง ประตูปิดอยู่ รอบด้านเงียบสงบ ไม่เห็นเงาร่างคนแม้แต่ครึ่งคน
เผยเซียวหยวนยืนอยู่บนทางเดินครู่หนึ่ง ขณะก้าวเท้าจะไปยกมือตบประตูก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างใน เขาหยุดฝีเท้าอีกครั้งแล้วมองไป พร้อมๆ กับเสียงถอดสลักประตูก็มีเสียงดัง ‘แอ๊ด’ ประตูบานนั้นเปิดออกแล้ว
สาวใช้ที่ชื่อจู๋เอ๋อร์ผู้นั้นเดินออกมา
“คุณชายเผย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ” จู๋เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ด้านนอก ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
“แม่นางน้อยเยี่ยอยู่หรือไม่”
“อยู่เจ้าค่ะ”
“ตอนนี้นางสะดวกจะพูดคุยหรือไม่”
เขาถามจบก็เห็นจู๋เอ๋อร์มองตนไม่พูดจา เม้มปากยิ้มด้วยความสงสัย จึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังและเอ่ยอธิบาย “ข้ารับคำสั่งจากท่านลุง มาพบนางเพราะมีธุระ”
จู๋เอ๋อร์พยักหน้า ยิ้มแย้มบอก “แม่นางน้อยน่าจะสะดวกเจ้าค่ะ คุณชายเชิญเข้ามา บ่าวจะไปเรียกนางออกมา” ทางหนึ่งนำทางเขาเข้าไป ทางหนึ่งก็เอ่ยว่า “ตอนเช้าหลังแม่นางน้อยกลับมาจากห้องหนังสือของท่านผู้ว่าการก็ขังตนเองอยู่ในห้อง ข้าวก็ไม่บอกว่าจะกิน ไม่ได้ออกมาจากในห้องแม้แต่เค่อเดียว ไม่รู้นางทำอะไรอยู่”
ไม่นานนางก็พาเขามาถึงห้องโถงห้องหนึ่ง เชิญเขานั่งรอก่อน ส่วนตนเองก็เข้าไปแจ้งให้คนทราบ
เผยเซียวหยวนไม่ได้นั่งลง เพียงยืนรออยู่ในห้องโถง มีเสียงเคาะประตูกับเสียงพูดคุยเบาๆ ดังมาจากด้านใน
“…บอกคุณชายเผยให้รอสักครู่ ข้าจะออกไปพบเขาเดี๋ยวนี้…”
เสียงแผ่วต่ำนุ่มนวลลอยมาเข้าหูชายหนุ่ม
เมื่อครั้งยังเด็กหลังจากมาถึงชายแดนแห่งนี้ ช่วงไม่กี่ปีแรกเขามักจะหยุดยืนอยู่ตามลำพังกลางทุ่งกว้าง รวบรวมจิตใจจดจ่อจับนิ่งไปที่เสียงลมต่างๆ ที่พัดมาจากสี่ทิศแปดทาง นี่เป็นวิธีสงบจิตใจของเขา และด้วยเหตุนี้เขายังฝึกฝนจนมีความสามารถในการฟังเสียงที่เหนือกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
เวลานี้อยู่ที่นี่พร้อมกับเสียงของคำพูดเหล่านี้ เสียงหายใจเป็นจังหวะนุ่มนวลแผ่วเบาที่ออกมาจากช่องอกของผู้พูดขณะออกเสียงเหมือนจะลอยมาเข้าหูเขาด้วยเช่นกัน
เขาก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก ข้ามธรณีประตู รออยู่ที่ระเบียงทางเดินด้านนอก
ไม่นานจู๋เอ๋อร์ก็ออกมายิ้มบอก “แม่นางน้อยขอให้คุณชายเผยรอสักครู่ ประเดี๋ยวนางจะออกมาเจ้าค่ะ”
แสงอาทิตย์ยามสายัณห์ส่องผ่านข้างกายเขาไป ส่องเยื้องทะลุไปยังลายฉลุหน้าต่างบานหนึ่งข้างประตู เกิดเป็นแสงเงาสีส้มทองเป็นช่องๆ เข้มบ้างจางบ้าง ตกกระทบลงมาบนพื้นที่ว่างด้านในธรณีประตู
สตรีสกุลเยี่ยไม่ได้ปล่อยให้เขารอนาน ครู่เดียวนางก็ออกมาแล้ว แต่การแต่งเนื้อแต่งตัวไม่เหมือนกับตอนที่เผยเซียวหยวนพบเจอในตอนเช้า ผีเสื้อคู่หนึ่งที่เคยประดับอยู่บนเส้นผมของนางและกระพือปีกดุจจะโผบินไปตามการเคลื่อนไหวของนางได้หายไปแล้ว แป้งหอมและชาดที่ริมฝีปากก็ถูกล้างออกไปจากใบหน้า ยามนี้นางอยู่ในชุดของเด็กหนุ่ม
ไม่รู้เมื่อครู่นางทำอะไรอยู่ในห้อง น่าจะล้างมือแล้วออกมา ที่ข้อมือยังมีคราบน้ำหลงเหลืออยู่บ้าง
“คุณชายเผยหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ”
นางหยุดอยู่ตรงแสงอาทิตย์ยามสายัณห์ด้านในธรณีประตูพอดี ใบหน้าแฝงรอยยิ้ม ทำความเคารพเขาแล้วเอ่ยถามพลางเชิญเขาเข้าไปพูดคุยกันข้างใน
เผยเซียวหยวนไม่ได้ขยับตัว เพียงมองสาวใช้ที่ตามติดทุกฝีก้าวไม่รู้จักหลบไป จู๋เอ๋อร์จึงรู้ตัว รีบเดินออกไป ยามนี้จึงเหลือเขากับสตรีสกุลเยี่ยสองคน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 17 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.