บทที่ 146
เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่ข้างหน้า เผยเซียวหยวนเดินตามนางห่างกันราวสิบยี่สิบก้าว หยางไจ้เอินนำขันทีน้อยฝ่ายในและนางกำนัลเดินรั้งท้ายอยู่เงียบๆ คนทั้งกลุ่มเดินลดเลี้ยวผ่านเส้นทางในวังหลวงอันเงียบสงบยามค่ำคืนกลางฤดูใบไม้ผลิ และเข้าไปในตำหนักบรรทมขององค์หญิง
สายลมยามราตรีที่เย็นเยือกพัดจนคนหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ในตำหนักบรรทมยังคงจุดเตาอุ่น เมื่อเผยเซียวหยวนก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นหอมอบอุ่นก็พุ่งเข้ามาห่อหุ้มเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ่งซึมซาบเข้าไปในจิตใจ เปลือกตาเย็นๆ ของเขาอุ่นขึ้น จิตใจเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย
ในเวลานี้เองสาวใช้อย่างจู๋เอ๋อร์และนางกำนัลรุ่นเยาว์ในวังหลายคนได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมาจากห้องด้านในเพื่อต้อนรับ เมื่อเห็นเขาก็ร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ราชบุตรเขยก็มาแล้วหรือเจ้าคะ” จากนั้นพวกนางก็รีบทำความเคารพและกล่าวกับองค์หญิงที่อยู่ด้านข้าง “คุณชายน้อยเพิ่งกินอิ่มเพคะ หนังตาแทบจะเกาะติดกัน ง่วงแต่ไม่ยอมนอน ท่านป้าเฮ่อกำลังกล่อมอยู่เพคะ”
เยี่ยซวี่อวี่ถอดเสื้อคลุมยื่นให้นางกำนัลอีกคนแล้วยิ้มบอก “ข้าจะไปดูสักหน่อย พวกเจ้าปรนนิบัติราชบุตรเขยให้ดี” พูดจบก็ล้างมือในอ่างบนชั้นวางที่ใส่น้ำสะอาดไว้แล้วรับผ้าเช็ดมือสีขาวที่นางกำนัลยื่นให้มาเช็ดให้แห้ง จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปข้างใน ร่างหายลับไปหลังม่าน
จู๋เอ๋อร์เดินเข้ามาหาราชบุตรเขยด้วยความดีใจ บอกว่าก่อนหน้านี้อยู่ในวังได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นนายสร้างความดีความชอบ แล้วนางก็กุลีกุจอจัดเตรียมน้ำชากับของว่างร่วมกับนางกำนัลคนอื่น แต่ถูกเขาห้ามไว้ บอกพวกนางว่าไม่ต้องอยู่รับรองเขา ให้แยกย้ายไปทำงานของตน
จู๋เอ๋อร์กับเหล่านางกำนัลต่างมองหน้ากัน เห็นราชบุตรเขยไม่เหมือนล้อเล่นก็ไม่กล้ารั้งอยู่ เอ่ยรับคำ หลังจากทำความเคารพแล้วก็ถอยออกไปเงียบๆ
ในที่สุดเบื้องหน้าก็เงียบสงบลง เสียงจากด้านในตำหนักก็เปลี่ยนเป็นชัดเจนแล้ว เยี่ยซวี่อวี่กับเฮ่อซื่อพูดคุยกันสองสามคำเป็นระยะ ถามถึงการกินอาหารของบุตรชายช่วงที่นางไม่อยู่ ระหว่างพูดก็มีเสียงสะอื้นไห้ของเสี่ยวหู่เอ๋อร์ดังแทรกขึ้นมา ยังมีเสียงกล่อมนอนนุ่มนวลละมุนละไมของนาง
เผยเซียวหยวนเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายมีเสียงอะไรบางอย่างเพรียกหา เขาควบคุมตนเองไม่อยู่ เดินช้าๆ ไปถึงข้างม่านที่เยี่ยซวี่อวี่หายตัวเข้าไปเมื่อครู่ หยุดฝีเท้าแล้วมองเข้าไป
หลังม่านมีประตูไม้ระแนงบานหนึ่ง เขามองผ่านร่องประตูที่เปิดแง้มเห็นเยี่ยซวี่อวี่ถอดเสื้อผ้าชุดเมื่อครู่ก่อนออกแล้วเปลี่ยนมาสวมเสื้อฤดูใบไม้ผลิสีฟ้านวลที่มักสวมใส่ประจำวัน เอวผูกกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกซู่ซิน เรียบง่ายตัวหนึ่ง นอนตะแคงอยู่บนขอบเตียงหันหน้าเข้าไปทางด้านใน เสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนอยู่ในอ้อมแขนนาง มือน้อยข้างหนึ่งกำเสื้อตรงไหล่มารดาไว้แน่น นางตบหลังบุตรชายเบาๆ เพื่อกล่อมให้หลับ
แม้มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของบุตรชายในเวลานี้ได้ทั้งหมด แต่เผยเซียวหยวนพอจะนึกภาพได้ เด็กน้อยจะต้องนอนแนบชิดอยู่ในอ้อมแขนมารดา หลับตาลงอย่างว่าง่ายและหลับไปแล้ว แม้มือน้อยที่จับเสื้อตรงไหล่มารดายังไม่คลายออก แต่ไม่ได้ยินเสียงสะอื้นไห้งอแงเพราะฟ้ามืดแล้วยังไม่เห็นผู้เป็นมารดาเช่นเมื่อครู่ก่อนอีก
เยี่ยซวี่อวี่ไม่ได้ผละออกมาทันที ยังคงนอนกับเด็กน้อยอีกพักใหญ่ กระทั่งเขาหลับสนิทจึงค่อยๆ จับมือน้อยออกแล้วขยับเข้าไปจูบหน้าผากเขาทีหนึ่ง ห่มผ้าห่มให้ดีก่อนจะขยับตัวเบาๆ ลงจากเตียง กำชับเฮ่อซื่อกับแม่นมให้อยู่ต่ออีกสักพักแล้วค่อยแยกย้ายกันไปพักผ่อน จากนั้นก็เดินออกมาข้างนอก
เผยเซียวหยวนไม่ได้หลบเลี่ยง ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
นางมองเขาแวบหนึ่ง แสดงท่าทีให้เขาตามมา จากนั้นก็เดินผ่านหน้าเขาไป ออกจากตำหนักด้านนอก เลี้ยวไปยังห้องเล็กที่เชื่อมต่อกันซึ่งใช้ฉากบังลมหกบานกั้นไว้
ห้องนี้ไม่กว้างนัก เมื่อเอาฉากบังลมตั้งกั้นไว้ก็ดูเป็นที่ส่วนตัว ข้างในตกแต่งอย่างเรียบง่ายงดงาม สิ่งของก็มีไม่มาก เพียงเห็นบนพื้นปูพรมปอซือทอลายดอกไม้ต่างแดนที่ใช้ในฤดูหนาวผืนหนึ่งซึ่งกินเนื้อที่ไปครึ่งห้อง บนพรมด้านซ้ายขวาวางตั่งที่นั่งตัวเตี้ยไว้สองตัว ด้านหน้าเป็นโต๊ะยาวตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระดาษ พู่กัน ถ้วยน้ำ เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวาดภาพ ยังมีแจกันเครื่องเคลือบแวววาวเกลี้ยงเกลาอีกใบหนึ่ง ในแจกันปักกิ่งซู่ซินตามฤดูกาลที่ออกดอกสีเหลืองบอบบางอยู่เต็มกิ่ง สอดรับกับลายปักบนเสื้อและกระโปรงที่นางสวมอยู่
ดูแล้วที่นี่น่าจะเป็นห้องที่ยามปกตินางใช้วาดภาพหรือพักผ่อนระหว่างวัน
“พูดคุยกันที่นี่ ไม่เสียงดังรบกวนเสี่ยวหู่เอ๋อร์”
นางถอดรองเท้าปักลาย สองเท้าที่สวมถุงเท้าผ้าแพรเหยียบลงบนพรม เดินไปถึงตั่งเตี้ยตัวหนึ่งแล้วนั่งลง จัดชายกระโปรงผ้าไหมที่เมื่อครู่นอนทับจนยับเล็กน้อย จากนั้นก็แสดงท่าทีให้เขานั่งลง
เผยเซียวหยวนไม่ได้ถอดรองเท้าขึ้นไปบนพรม เขาหยุดอยู่นอกพรม
เห็นเขาไม่เข้ามานางก็ไม่ฝืนใจ สายตามองมาพลางเอ่ยปากถามขึ้น “ท่านหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ”
เผยเซียวหยวนระงับอารมณ์ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในสมองแล้วกล่าวช้าๆ “องค์หญิงลำบากแล้ว ให้กำเนิดเขา และยังเลี้ยงดูเขาตามลำพังอย่างดีเพียงนี้ ข้า…ไม่เคยช่วยอะไรท่านแม้แต่น้อย”
ในสมองของเขายังคงมีภาพเมื่อครู่ก่อนที่นางกล่อมลูกเข้านอนอย่างอ่อนโยนละมุนละไม ก่อนหน้านี้หลายค่ำคืนที่เขาไม่เคยเห็น นางก็คงจะทำเช่นนี้
เยี่ยซวี่อวี่นิ่งเงียบไปชั่วขณะแล้วยิ้มบอก “ข้าไม่ลำบาก เสี่ยวหู่เอ๋อร์เลี้ยงง่ายยิ่ง ทั้งยังมีพวกท่านป้าเฮ่อคอยช่วยข้า กลับเป็นท่าน ทำศึกอยู่ที่ชายแดนอย่างยากลำบาก เกือบจะ…” นางชะงักนิ่งไปก่อนจะกล่าวต่อ “เรื่องนี้ท่านไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าก็ไม่ได้ทำเพื่อท่าน เสี่ยวหู่เอ๋อร์ก็เป็นลูกของข้าเช่นกัน…คืนนั้นที่ท่านเพิ่งกลับมาถึง หยางไจ้เอินบอกว่าท่านอยากพบข้าสักครั้ง ข้าคาดเดาว่าท่านคงอยากเห็นเสี่ยวหู่เอ๋อร์แต่พูดไม่ออก วันรุ่งขึ้นจึงให้ท่านป้าเฮ่อพาเขากลับไปที่บ้าน หลังจากเขาถือกำเนิด พวกท่านพ่อลูกก็อยู่ห่างไกลกันคนละทิศ ยามนี้ท่านกลับมาแล้ว เดิมควรให้พวกท่านสองคนได้อยู่ด้วยกันสักหลายวันจึงจะถูก แต่จนใจที่พอตกค่ำเขาก็จะงอแง จำต้องรีบอุ้มกลับมาหาข้าที่นี่ ทว่าไม่เป็นไร ต่อไปไม่ว่ายามใด ขอเพียงท่านอยากพบเขาก็มาเยี่ยมเขาได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องถามข้า”
น้ำเสียงของนางเปิดเผยตรงไปตรงมา ฟังไม่ออกว่ามีตรงจุดใดขัดกับความรู้สึก
แต่นางเข้าใจผิดแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาต้องการพบนางเพียงเพราะเรื่องเสี่ยวหู่เอ๋อร์
หลังจากต่างนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “จริงสิ เรื่องที่หอระฆังเจิ้นกั๋วเมื่อตอนกลางวัน ขอบคุณท่านมาก ดีที่ท่านจัดการได้ทันเวลา หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วมีรายงานมาว่ามีคนถูกเหยียบได้รับบาดเจ็บสิบกว่าคน อาการบาดเจ็บไม่นับว่าหนัก หากไม่มีท่าน วันนี้เกรงว่าไม่รู้จะมีคนบริสุทธิ์ประสบภัยมากน้อยเพียงใด”
“ไม่เกิดเรื่องใหญ่ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น”
นางยิ้มน้อยๆ “ความดีความชอบก็คือความดีความชอบ นำทัพใหญ่กลับมาพร้อมชัยชนะ ราชสำนักย่อมบันทึกความดีความชอบและปูนบำเหน็จรางวัล”
“ขอบพระทัยองค์หญิง” เขาได้แต่ต้องตอบเช่นนี้
“ท่านมาคืนนี้ยังมีเรื่องอื่นหรือไม่” นางถามอีก
“ใช่” เผยเซียวหยวนสงบใจเหลือบตาขึ้น มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามและกำลังมองตนอยู่ “เมื่อกลางวันข้าไปจับขอทานหลายคนที่ก่อเหตุวุ่นวายแล้วสอบปากคำพวกเขาทีละคน พวกเขาต่างบอกว่ามีคนฐานะร่ำรวยผู้หนึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร เห็นว่าหอเจิ้นกั๋วขวางภูมิลักษณ์บ้านของตน จึงให้เงินพวกเขา บงการให้มาก่อความวุ่นวาย ที่พวกขอทานพูดน่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่พวกเขารู้ ไม่กล้าปกปิดอะไรอีก แต่ฐานะและจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้บงการเกรงว่าคงไม่เรียบง่ายเช่นนั้น เหตุการณ์ในวันนี้อาจพุ่งเป้ามาที่ท่าน ขอองค์หญิงโปรดระมัดระวังเรื่องนี้ อย่าให้คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนมาทำให้จิตใจสับสนว้าวุ่น”
เยี่ยซวี่อวี่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ “คำพูดที่ขอทานท่องออกมาเหล่านั้นก็ไม่ใช่คำพูดใหม่ เมื่อก่อนที่ฉางอันก็เคยมีคำพูดทำนองนี้แพร่กระจายออกมา เรื่องนี้ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ข้าจดจำไว้แล้ว”
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” เขากล่าวต่อ “ในคืนที่ข้านำคนไปตีฝ่าการปิดล้อมเมือง หลี่เหมิ่งจำระเบิดเพลิงที่ข้าวางแผนจะใช้ทำให้หิมะถล่มได้ ภายใต้ความหวาดกลัวเขาหันหลังกลับและหลบหนี ระเบิดเพลิงสิบกว่าลูกนั้นคนขององค์รัชทายาทที่ถูกปลดเป็นผู้ทำขึ้น คนที่รู้เรื่องน่าจะมีไม่มาก เขาเป็นคนที่อยู่ห่างไกลจากราชสำนัก เหตุใดจึงรู้จักของสิ่งนี้ หลังจากนั้นข้ามาใคร่ครวญดูอย่างละเอียดก็เห็นว่ามีเลศนัย แต่ไม่สะดวกจะบอกทางจดหมาย เวลานี้กลับมาแล้วจึงมารายงานให้องค์หญิงทราบ”
นางกล่าวเสียงเบา “นั่นก็หมายความว่าหลี่เหมิ่งหลี่เหยียนพวกเขาสมคบคิดพันพัวกับใครบางคนในราชสำนัก?”
“สมคบคิดกับใคร องค์หญิงน่าจะรู้ดีกว่าข้า เรื่องนี้อาจเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง”
นางจ้องมองเขาแล้วพลันเอ่ยขึ้น “ท่านเพิ่งกลับมา พักรักษาตัวให้หายดีก่อน พักผ่อนสักหลายวัน จากนั้นข้าค่อยเชิญท่านมาร่วมปรึกษาหารือกัน”
นางพูดอย่างคลุมเครือยิ่ง เผยเซียวหยวนกลับเข้าใจขึ้นมาทันที จึงรีบกล่าวว่า “ร่างกายของข้าดียิ่ง หากมีเรื่องอันใด องค์หญิงเรียกข้าได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงสิ่งอื่นใด”
เยี่ยซวี่อวี่ไม่ตอบ เพียงกลอกดวงตาแวววาวทั้งสองข้าง สุดท้ายสายตาก็จับนิ่งอยู่ที่ร่างของเขา กวาดมองขึ้นลงหลายครั้ง
ชั่วขณะนั้นเผยเซียวหยวนรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวไปทั้งตัวขึ้นมาทันที เพียงรู้สึกว่าผิวกายที่ซุกซ่อนอยู่ในร่มผ้าถูกเยี่ยซวี่อวี่กวาดผ่านเบาๆ แล้วก็รู้สึกว่าสายตาของนางคล้ายหยุดอยู่ตรงแผ่นอกที่ได้รับบาดเจ็บของเขาก่อน จากนั้นก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่มือข้างนั้นของเขา
บาดแผลนิ้วขาดหายดีนานแล้ว ทว่าเห็นแล้วยังคงดูน่ากลัว จิตใต้สำนึกของเขาไม่อยากให้นางเห็น จึงยกแขนขึ้นเล็กน้อย เอามือเบี่ยงไปทางด้านหลังอย่างไม่เผยพิรุธ
เยี่ยซวี่อวี่นั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ถอนสายตามาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขาแล้วเอ่ยถาม “ท่านยังมีเรื่องอื่นหรือไม่”
คำถามนี้เอ่ยออกมาอย่างฉับพลันกะทันหัน เผยเซียวหยวนชะงักนิ่งไป ในเวลาอันสั้นไม่อาจตอบได้
นางพยักหน้า “ในเมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เช่นนั้นก็กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด คืนนี้ท่านมาไม่ได้จังหวะ เสี่ยวหู่เอ๋อร์ง่วงนอน ไม่สะดวกจะปลุกเขา คราวหน้าหากท่านอยากเจอเขาก็มาเร็วกว่านี้สักหน่อย”
เผยเซียวหยวนรู้สึกได้ว่านางจะไปแล้ว จึงพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนขึ้นมาหลายส่วน “ร่างกายข้าไม่เป็นไรจริงๆ! องค์หญิงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
“ข้าถามหมอทหารแล้ว ครั้งนี้อาสื่อน่าทำร้ายท่านบาดเจ็บไม่เบา ไม่กี่วันจากนั้นก็ต้องทำศึกที่เมืองกวงหมิงแล้วยังเร่งเดินทางกลับมาเช่นนี้ ไม่ต่อสู้ทำศึกก็เร่งรีบเดินทาง ต่อเนื่องกันไม่หยุด ท่านเป็นคนที่ทำจากเหล็กหรือ”
นางลุกขึ้นจากตั่ง เดินมาสวมรองเท้าแล้วหันมาส่งยิ้มให้เขาที่อยู่ด้านข้าง
“กลับไปพักผ่อนสักหลายวันก่อน รอฟังข่าวจากข้า ข้าไม่ส่งล่ะ เชิญท่านตามสบาย”
สายลมบางเบาเจือกลิ่นหอมจางๆ โชยมาปะทะใบหน้าของเผยเซียวหยวนขณะนางเดินผ่านหน้าเขา
ลมหายใจของเขาสะดุดแล้วหันหน้าตามไป ได้แต่มองนางเดินไปถึงหน้าฉากบังลม กำลังจะลับสายตา
“องค์หญิง!” หัวใจของเผยเซียวหยวนพลันร้อนวาบ หลุดปากเรียกออกไปคำหนึ่ง
เยี่ยซวี่อวี่หยุดฝีเท้า เงาด้านหลังชะงักเล็กน้อย หันหน้าช้าๆ มาทางเขาแต่กลับไม่ได้เอ่ยถาม เพียงใช้สายตาสุกใสแวววาวดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงมองเขาเงียบๆ
“ไม่ว่าเรื่องใดท่านล้วนมอบให้ข้าได้ ข้าจะพยายามช่วยท่านวางแผนอย่างสุดความสามารถ แม้ร่างต้องแหลกสลายก็ไม่เสียดาย”
เผยเซียวหยวนมองดวงตาคู่นั้น พยายามกดข่มคลื่นอารมณ์ไร้สิ้นสุดที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงในอกของตนอีกครั้งเอาไว้ ใช้น้ำเสียงที่ควบคุมจนเสียงแทบจะเปลี่ยนพูดออกมาทีละคำ
นางฟังแล้วยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงเดินช้าๆ ไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ฉับพลันนั้นภายใต้สายตาร้อนผะผ่าวดุจเปลวไฟสองสายที่มองจ้องมาจากทางด้านหลัง นางก็หยุดฝีเท้าลงอีกครั้งแล้วหันหน้ากลับมา
“ท่านทำของหายไปอย่างหนึ่ง อยู่ที่ข้านี่ จะคืนให้ท่านก็แล้วกัน”
จู่ๆ นางก็เอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่มีที่มาที่ไป จากนั้นก็ทิ้งคนที่งงงวยไว้ เดินพ้นฉากบังลมออกจากห้องเล็กไปแล้วเรียกหยางไจ้เอินมา ก่อนจะสั่งกำชับเสียงต่ำหลายประโยค
เผยเซียวหยวนเดินตามออกมา เห็นนางเดินเข้าไปยังตำหนักด้านในแล้วไม่ได้หันกลับมาอีก เงาร่างหายลับไปหลังม่านผืนนั้นอีกครั้ง
“เชิญราชบุตรเขยมากับผู้น้อย” หยางไจ้เอินกล่าวขึ้น จากนั้นก็เดินนำทางไปข้างหน้า
เผยเซียวหยวนเต็มไปด้วยความมึนงง เดินตามหยางไจ้เอินไป ระหว่างทางอดใจไม่อยู่ถามไปคำหนึ่งว่าของอะไร ขันทีฝ่ายในผู้นี้กลับไม่ยอมบอก เพียงยิ้มแล้วเอ่ยอย่างขอไปทีว่าไปถึงแล้วก็รู้เอง
เผยเซียวหยวนจึงเลิกถาม เดินตามอีกฝ่ายออกจากตำหนักบรรทม ผ่านระเบียงทางเดินผ่านกำแพงในวัง ค่อยๆ เข้าใกล้โรงเลี้ยงม้าในเขตวังหลวง
ในอุทยานหลวงมีคอกม้าเทียนหลง เลี้ยงม้าไว้จำนวนมาก เพื่อความสะดวกในการใช้สอยของฮ่องเต้จึงได้ทำโรงเลี้ยงม้าไว้ในวัง
เมื่อเผยเซียวหยวนรู้ถึงสถานที่ที่ตนมาก็พลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ ทว่าพริบตาถัดมาเขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ไม่กล้าเชื่อความคิดที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่ของตน
เขาหยุดอยู่หน้าโรงเลี้ยงม้า หยางไจ้เอินก็ไม่ปิดบังอีก ยิ้มบอกว่า “ขอแสดงความยินดีกับราชบุตรเขย เป็นเรื่องดียิ่งเรื่องหนึ่ง! จินอูจุยเป็นม้าแสนรู้อย่างแท้จริง ไม่ได้พลัดหลงไปที่ใด มันถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างใน เมื่อครู่ที่ผู้น้อยไม่พูดเพราะอยากให้ราชบุตรเขยตื่นเต้นดีใจ เชิญราชบุตรเขยตามผู้น้อยมา”
เผยเซียวหยวนหัวใจเต้นเร็วขึ้น ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง สาวเท้าเร็วๆ เข้าไปข้างใน เมื่อไปถึงคอกม้าที่เก็บกวาดไว้สะอาดสะอ้านคอกหนึ่ง มองไปแต่ไกลก็เห็นเงาร่างม้าฝีเท้าดีที่เขาคุ้นเคยตัวหนึ่ง เขาจึงพุ่งไปที่หน้าคอกม้าทันที
ยังไม่ทันได้เปิดประตูคอก เขาก็ใช้มือหนึ่งยันบนไม้กั้นคอก โผร่างกระโดดสองเท้าข้ามไปอยู่บนกองหญ้าแห้งที่ส่งกลิ่นหอมในคอกม้าแล้ว
“จินอูจุย!” เขาเรียกออกมาคำหนึ่ง พุ่งเข้าไปกางแขนโอบคอม้า
จินอูจุยก็จำเจ้านายที่แยกจากกันไปหลายเดือนได้ทันที ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
ในที่สุดหยางไจ้เอินกับขุนนางผู้ดูแลอุทยานหลวงแห่งนี้ก็กระหืดกระหอบเร่งรุดมาถึง ครั้นเห็นสภาพการณ์แล้วใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม บอกว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อนจู่ๆ จินอูจุยก็มาปรากฏตัวในทุ่งกว้างนอกคอกม้าเทียนหลง มีคนพบเห็นเข้า ตอนนั้นมันทั้งผอมทั้งสกปรก เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากการขูดขีด เกือกม้าก็หายไปข้างหนึ่ง ระแวดระวังตัวยิ่ง พอเห็นคนก็วิ่งหนีไปไกล หลังจากคนที่นั่นจำได้ก็ตื่นตระหนกอย่างมาก ไม่รู้เหตุใดม้าประจำตัวราชบุตรเขยจึงกลับจากเหอซีมาถึงฉางอันตามลำพัง ดูจากท่าทางแล้วระหว่างทางน่าจะได้รับความลำบากมาไม่น้อย ติดที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้ จึงรีบรายงานด่วนถึงองค์หญิง องค์หญิงทราบข่าวก็รีบมาด้วยตนเอง ร้องเรียกติดกันไปหลายคำ มันน่าจะจำนางได้จึงได้หยุดวิ่งหนีและตามองค์หญิงกลับวัง จากนั้นองค์หญิงก็มอบหมายคนมารักษาบาดแผลให้มันโดยเฉพาะ เลี้ยงดูบำรุงรักษาเป็นอย่างดี
“ปาฏิหาริย์ยิ่งนัก คำนวณวันดูแล้วมันต้องระเหเร่ร่อนอยู่บนเส้นทางราวสองเดือนเลยทีเดียว! ก็ไม่รู้ต้องลำบากเพียงใด ต้องหลบเลี่ยงคนเลวมากเพียงใดถึงกลับมาได้”
หยางไจ้เอินพูดถึงเรื่องนี้อย่างปลงอนิจจัง ทอดถอนใจไม่หยุด
เผยเซียวหยวนปวดใจยิ่งนัก คลุกคลีแนบชิดกับจินอูจุยอีกครู่หนึ่ง ฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังโล่งๆ ของมันที่ผ่ายผอมลง เนื้อหนังยังกลับคืนมาไม่หมด ฉับพลันนั้นคนก็สะดุ้งขึ้นมา
“วันนั้นที่มันกลับมา ถุงใส่ของที่อานม้ายังอยู่หรือไม่” เขาพลันหันไปถาม
“อยู่ขอรับ” ขุนนางผู้ดูแลอุทยานรีบพยักหน้า
“เร่ร่อนอยู่สองเดือน ถุงใส่ของที่อานม้าถึงกับยังอยู่ ดังนั้นจึงได้เรียกมันว่าม้าแสนรู้!”
“ถุงใบนั้นเล่า” เผยเซียวหยวนรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมารำไร
“องค์หญิงทรงเก็บไปแล้ว” หยางไจ้เอินกล่าวยิ้มๆ “ราชบุตรเขยวางใจเถิด สิ่งของในนั้นองค์หญิงจะต้องช่วยท่านเก็บรักษาไว้แน่นอน”
เผยเซียวหยวนหัวใจเต้นรัว ชั่วขณะนั้นโลหิตทั่วร่างคล้ายถูกบีบรัดให้ไปอยู่ตรงหน้าอกทั้งหมด
เขาแทบไม่อาจหายใจ หลับตายืนอยู่เช่นนั้นไม่ขยับตัว
“ราชบุตรเขยท่านเป็นอะไรไป หรือว่าเป็นสิ่งของล้ำค่า หากใช่ ไปทูลถามองค์หญิงเดี๋ยวนี้ก็จะทราบแล้ว ขอเพียงระหว่างทางจินอูจุยไม่ได้ทำตกหล่นก็ไม่หายแน่นอน”
หยางไจ้เอินรู้สึกว่าราชบุตรเขยมีสีหน้าแปลกพิกล เหมือนมีอันใดไม่ถูกต้อง จึงถามด้วยความเป็นห่วง
เผยเซียวหยวนลืมตา เห็นสองคนที่อยู่ตรงข้ามต่างมองตนด้วยความฉงน ครู่เดียวเขาก็กลับคืนสู่ปกติ ยิ้มน้อยๆ บอกว่า “ข้าไม่เป็นไร ในถุงก็ไม่มีของสำคัญ เพียงแต่จู่ๆ ได้รู้ว่าจินอูจุยยังอยู่จึงเสียกิริยาไปชั่วขณะ”
หยางไจ้เอินกับขุนนางผู้นั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยิ้มพลางเอ่ยคล้อยตาม “ใช่! ใครบ้างได้ยินเรื่องนี้แล้วไม่ประหลาดใจ มิน่าถึงได้มีคำพูดว่าม้าแก่จำทางได้ นับเป็นม้าแสนรู้อย่างแท้จริง ตอนนั้นองค์หญิงกอดมันไว้ก็ทรงหลั่งน้ำตา”
เผยเซียวหยวนนิ่งเงียบแล้ว
จินอูจุยกลับมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ตรามัจฉาที่ตอนนั้นเขาใส่ไว้ในถุงที่อานม้าอันนั้นเล่า
ถุงนั่นทำจากหนังสัตว์ ก่อนที่เขาจะมอบให้ชิงโถวก็มัดปากถุงไว้จนแน่น นอกจากใช้ดาบหรือกระบี่กรีดขาด หาไม่ก็ยากจะขาดเสียหาย
ตามที่หยางไจ้เอินพูดมา ปากถุงเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
นั่นก็หมายความว่าขอเพียงไม่ใช่จินอูจุยทำสิ่งของร่วงตกระหว่างทางและหายไป เช่นนั้นเวลานี้ตรามัจฉาที่เขาลอบเก็บไว้อันนั้น แปดเก้าส่วนน่าจะอยู่ที่เยี่ยซวี่อวี่ นางย่อมเห็นคำพูดที่เขาทิ้งไว้ให้นางในคืนนั้นก่อนตัดสินใจมุ่งเข้าสู่ความตาย
นางคิดเห็นอย่างไร และมองเขาเช่นไร
หากตรามัจฉาหล่นหายกลางทางก็แล้วไป แต่เห็นอยู่ว่านางเห็นแล้วกลับไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว คืนนี้จู่ๆ ก็บอกให้เขารู้เรื่องจินอูจุยกลับมาแล้ว
ที่แท้แล้วนางคิดเช่นไรกับเขากันแน่
จิตใจของเผยเซียวหยวนประดุจเชือกป่านที่พันกันยุ่งก้อนหนึ่ง สับสนยุ่งเหยิงเป็นที่สุด เบื้องหน้าเขาปรากฏภาพเยี่ยซวี่อวี่ตอนพบหน้าเขาและคำพูดทุกคำที่นางเอ่ยออกมา สีหน้าท่าทางรวมถึงสายตาทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะยิ่งรู้สึกงุนงงสับสน สุดท้ายเขากระทั่งไม่รู้แน่ชัดว่าที่แท้แล้วตนเองหวังจะให้นางได้เห็นตรามัจฉานั้น หรือยอมให้ตรามัจฉานั้นหล่นหายระหว่างทาง ให้นางไม่มีวันได้เห็นตลอดไปมากกว่ากัน
“ขอบคุณท่านทั้งสอง เชิญพวกท่านตามสบาย ไม่ต้องสนใจข้า”
เมื่อตระหนักว่าด้านข้างยังมีคน เผยเซียวหยวนจึงสงบใจแล้วยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวขึ้น
หยางไจ้เอินกับขุนนางผู้ดูแลอุทยานรู้ว่าราชบุตรเขยรักจินอูจุย เข้าใจว่าม้าที่หายไปจู่ๆ ก็กลับมาอยู่ข้างกาย อยากจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังก็เป็นเรื่องปกติ จึงต่างกล่าวขอตัวแล้วแยกย้ายกันไป
หลังพวกเขาสองคนจากไปแล้ว เผยเซียวหยวนก็จูงจินอูจุยออกจากวังหลวง เดินอยู่บนเส้นทางที่จะกลับไปคฤหาสน์หย่งหนิง ทว่าความปีติยินดีที่ม้าที่รักหายไปแล้วได้กลับคืนมาก็ไม่อาจลบล้างเงามืดที่แผ่ปกคลุมในหัวใจเขาที่เกิดขึ้นมาหลังจากนั้นได้
จิตใจของเขาหงอยเหงาเศร้าซึมลงทุกที ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความรู้สึกไม่อาจยอมรับได้ผุดขึ้นมารำไรอีกด้วย
เขาไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ถ้าจะให้กลับไปอย่างเลอะเลือนเช่นนี้ ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เผยเซียวหยวนหยุดฝีเท้า ครั้นเบื้องหน้าปรากฏภาพเมื่อคืนที่เขาเห็นนางกับหลันไท่อยู่ด้วยกันผุดขึ้นมา หัวใจก็พลันบีบรัดอีกครั้ง
เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนนั้นดียิ่ง พวกเขาดูแล้วยิ่งคล้ายสหายที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการกับขุนนางธรรมดาทั่วไป
เขาจำเป็นต้องกลับไป
ถึงแม้จะดึกแล้ว แต่ต่อให้ต้องรบกวนนาง เขาก็ต้องหาความกระจ่างของเรื่องนี้ให้ได้
เผยเซียวหยวนไม่ลังเลอีก หมุนตัวกลับไปยังประตูวังที่เขาออกมาเมื่อครู่ ฝากจินอูจุยไว้กับทหารรักษาการณ์ชั่วคราว จากนั้นเขาก็สาวเท้าเร็วๆ ไปยังตำหนักบรรทมของนาง
ตอนเขากลับมาถึง ทั้งตำหนักบรรทมเงียบสงัด ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ช่วงนิทรา มีเพียงต้นซู่ซินไม่กี่พุ่มที่ปลูกอยู่ริมทางเดินในตำหนักที่ยังไม่หลับใหล ดอกสีเหลืองอ่อนบอบบางบนกิ่งผลิบานเบียดเสียดกัน ส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่นบางเบา กลิ่นหอมซึมซาบเข้าไปในหัวใจคนยิ่งกว่าเมื่อตอนกลางวัน ทว่าเผยเซียวหยวนไม่มีแก่ใจจะชื่นชมความงามหยาดเยิ้มยามราตรีนี้ เดินผ่านไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว ชายเสื้อเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้ทำให้กลีบดอกหลายพุ่มร่วงหล่นลงพื้นไปตามจังหวะก้าวโดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
โคมชาววังหลายดวงแกว่งไปมาเบาๆ ในสายลมยามราตรี บนระเบียงทางเดินนอกตำหนักบรรทมมีขันทีฝ่ายในยืนอยู่หลายคน พอเห็นราชบุตรเขยที่จากไปแล้วกลับมาอีกก็รีบเข้ามาต้อนรับและกล่าวเสียงต่ำ
“องค์หญิงน่าจะบรรทมแล้วขอรับ”
พวกเขาดูแล้วไม่มีเจตนาจะขัดขวาง เพียงแจ้งให้ทราบ ความจริงอยู่ต่อหน้านาง เขาไม่ใช่อะไรทั้งนั้น แต่ในสายตาคนอื่นเขายังคงเป็นราชบุตรเขยอยู่
เผยเซียวหยวนก้าวขึ้นบันไดตำหนักเงียบๆ เข้าไปในสถานที่ที่เขาเคยมาในคืนนี้ ประตูตำหนักบรรทมของนางปิดลงดาลไปแล้ว เขาเคาะประตู เรียกจู๋เอ๋อร์ที่อยู่เวรกลางคืนออกมา จู๋เอ๋อร์ขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ เมื่อเห็นชัดว่าที่นอกประตูเป็นราชบุตรเขยก็อดประหลาดใจอีกครั้งไม่ได้
“ช่วยไปบอกองค์หญิงสักคำ ข้ายังมีธุระ ต้องการพบนาง” เขากล่าว
จู๋เอ๋อร์พยักหน้าอย่างเลอะๆ เลือนๆ รีบเข้าไปข้างใน ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ออกมาบอกว่า “องค์หญิงตรัสว่าให้ราชบุตรเขยเข้าไปเองเจ้าค่ะ”
เขาเดินเข้าไปข้างใน ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูด้านใน
มีแสงโคมไฟเงียบสงบส่องลอดออกมาจากด้านในห้อง เขายกมือขึ้นลองผลักประตูเบาๆ
ประตูไม่ได้ลงดาล
เขาค่อยๆ ผลักประตูเปิด ผ่อนฝีเท้าให้เบาลงแล้วเดินเข้าไปช้าๆ
เสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงหลังเล็ก กำลังหลับสบาย บนพื้นหน้าเตียงมีรองเท้าแตะนุ่มหัวรองเท้าเย็บซ้อนเป็นรูปก้อนเมฆคู่หนึ่งวางอยู่ เยี่ยซวี่อวี่นั่งเอนพิงหัวเตียง เส้นผมยุ่งเล็กน้อย ปล่อยสยายลงมาที่หน้าอกดุจเมฆดำ ร่างคลุมผ้าห่มไหมไว้ลวกๆ มองดูชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเงียบๆ
เผยเซียวหยวนหยุดอยู่ตรงกลางห้องห่างจากนางราวเจ็ดแปดฉื่อ
“มีเรื่องอันใดหรือ” นางถามเสียงเบา น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเกียจคร้าน คล้ายถูกเขาปลุกขึ้นมาจากการหลับฝันและคร้านจะลุกขึ้น จึงได้ปล่อยให้เขาเข้ามาในสถานที่ส่วนตัวของนางเช่นนี้
ภาพที่เคยปรากฏในความฝันของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนกลางดึกในค่ายทหารอันหนาวเหน็บที่นอกด่านถึงกับกลายเป็นความจริงแล้ว
เผยเซียวหยวนหลุบตา ตั้งสติ
“ของในถุงที่ติดมากับจินอูจุย…อยู่ที่ท่านหรือไม่”
ในที่สุดเขาก็ถามคำถามนี้ออกมาด้วยความยากลำบากอยู่หลายส่วน
เยี่ยซวี่อวี่ไม่ตอบ ดวงตาคู่นั้นจับอยู่ที่ใบหน้าของเขา มองอย่างสำรวจตรวจตรา
จะต้องเป็นเพราะอากาศในห้องนี้ร้อนจัดเกินไป เผยเซียวหยวนรู้สึกว่าแผ่นหลังเริ่มมีเหงื่อร้อนเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาชั้นหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นลมหายใจยังเปลี่ยนเป็นติดขัดขึ้นมา
“พวกเขาบอกว่าตอนจินอูจุยกลับมา ถุงใส่ของที่ติดตัวมายังอยู่” เขากล่าวขึ้นอีกประโยค
นางเลิกผ้าห่มลงจากเตียง สวมรองเท้าเดินมาถึงหน้าโต๊ะประทินโฉม ดึงลิ้นชักเล็กปิดลายทองออกมา หยิบสิ่งของสีทองแวววาวชิ้นหนึ่งจากข้างในถือไว้ในฝ่ามือ หันกลับมาและยกขึ้นมาถึงหน้าอก มองเขาแล้วเอ่ยถาม
“เป็นของสิ่งนี้หรือ”
เป็นตรามัจฉาที่เขาลอบเก็บไว้ บริเวณขอบบิดงอและบุบ เขาคุ้นเคยดี
“คืนนั้นเดิมข้าคิดจะให้ชิงโถวขี่มันกลับฉางอัน ไม่คิดว่าชิงโถวจะไม่ยอมจากไป กลับตามข้าออกจากเมือง ช่วงต่อสู้ชุลมุนเขากับจินอูจุยพลัดหลงกัน จินอูจุยกลับมาเองได้ ข้าเองก็คิดไม่ถึง…”
เผยเซียวหยวนพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าชั่วขณะนี้ในใจเขากลับมีความรู้สึกขมขื่นอย่างหนึ่งก่อตัวขึ้น
คืนนั้นเขาเพียงอยากให้นางรู้ถึงคำพูดที่อยู่ในใจเขา หาไม่ ถึงเขาตายแล้วก็ยังรู้สึกเสียใจ
เขาไม่เคยคิดว่าเมื่อนางเห็นแล้วจะมีท่าทีเช่นไร
คืนนี้เขารู้แล้ว…สงบนิ่งดุจผิวน้ำ
พริบตานี้ความคิดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ เขาอยากจะถูกฝังอยู่ใต้หิมะถล่มในคืนนั้นเสียยังจะดีกว่า
เสียงของเขาค่อยๆ หยุดลง มองนางเดินตรงมาที่ตนแล้วหยุดอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นมองจ้องตาเขาแล้วยื่นมือมา เอาตรามัจฉาวางแนบกับหน้าอกของเขา หยุดอยู่ตรงคอเสื้อ
จากนั้นหน้าอกก็เย็นวาบ
สิ่งของเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งไหลลงมาจากคอเสื้อของเขา เลื่อนลงมาตามหน้าอกที่มีไอร้อนแผ่ออกมา ไหลลื่นลงไปดุจผ้าไหม กระทั่งถูกสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ยที่คาดอยู่ตรงเอวขวางไว้ หยุดอย่างกะทันหันอยู่ใต้เสื้อผ้าของเขา
วัตถุเย็นและแข็งกระทบผิวที่อบอุ่นใต้เสื้อผ้าของเขา ทำให้ขนละเอียดลุกชันทันที ทั้งร่างพลอยสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
“คืนให้ท่าน พรุ่งนี้ขัดเองให้เรียบแล้วนำไปส่งคืนฟู่เป่าหลาง” นางกล่าวจบก็หมุนตัวจะเดินจากไป
เขาหลับตา เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามือของตนได้คว้าแขนนางไว้ไม่ให้จากไป
เยี่ยซวี่อวี่หันหน้ามา มองมือของเขาที่จับนางอยู่ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ท่านไม่ยินยอมหรือ ท่านยังคิดจะคืนดีกับข้าหรือไร”
นางคล้ายตระหนักรู้ กล่าวเสียงเบา
เผยเซียวหยวนนิ่งเงียบ เพียงแต่มือที่จับนางอยู่ข้างนั้นยังไม่คลายออกแม้แต่น้อย
“ก็ดี” นางหัวเราะออกมา พยักหน้าน้อยๆ “เช่นนั้นท่านตอบข้า เพราะเหตุใดทั้งที่กลับมาแล้วกลับไม่ยอมเข้าเมืองมาพบข้าทันที ต้องไปพักค้างคืนที่จุดพักม้า วันรุ่งขึ้นข้าให้ท่านป้าเฮ่อส่งบุตรชายไปหาท่าน ตัวท่านมาถึงนอกประตูวังแล้ว เพราะเหตุใดยังคงไม่มาพบข้า ยังมี!”
พร้อมกับคำถาม รอยยิ้มของนางก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
“เมื่อวานนี้เอง! ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือ เสด็จพ่อเรียกท่านเข้าวัง เห็นอยู่ว่าท่านมาถึงเรือนตะวันออกแล้ว สุดท้ายเพราะเหตุใดยังคงไม่ยินดีจะปรากฏตัวมาพบข้า เผยเซียวหยวน สำหรับท่านแล้วข้าเป็นเหมือนน้ำบ่าสัตว์ร้ายเช่นนั้นหรือ”
“ฮู่เอ๋อร์!” หัวใจของเผยเซียวหยวนพลันบีบรัด เรียกชื่อนางออกมาแล้วรีบเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ใช่เช่นนั้น”
นางกลับเห็นชัดว่าไม่ยินดีจะฟังอีก
“ท่านทิ้งถ้อยคำอะไรไว้บนตรามัจฉา ท่านบอกข้า!”
เผยเซียวหยวนชะงักอึ้ง ท่าทางยากจะเอ่ยปาก
เยี่ยซวี่อวี่ยิ้มหยัน
“ท่านพูดไม่ออก เช่นนั้นข้าจะช่วยท่านแล้วกัน ‘แม้ไม่ตายจะกลับคืนมาหา หากสิ้นวาสนาก็จะไม่มีวันลืมเลือน’ หากยังมีชีวิตอยู่ท่านจะต้องกลับมาพบข้า หากตายไปท่านก็จะคิดถึงข้าตลอดไป ก่อนท่านจะออกจากเมืองด้วยความคิดที่ว่าต้องตายแน่นอนในคืนนั้น ก็คิดจะให้ชิงโถวนำคำพูดนี้กลับมาให้ข้าใช่หรือไม่ ถ้อยคำที่งดงามเช่นนี้ เพราะข้าเป็นบุตรสาวของเสด็จพ่อ ดังนั้นข้าจึงถูกกำหนดไว้ว่าไม่มีคุณสมบัติจะได้รับความรักทะนุถนอมจากท่านขณะยังมีชีวิตอยู่ มีเพียงท่านตายไปแล้ว ข้าจึงจะคู่ควรได้ล่วงรู้ความรู้สึกในใจของท่านใช่หรือไม่
หากเป็นเช่นนั้น เผยเซียวหยวน ท่านก็เอาคำพูดของท่านกลับไปเถิด ข้าคิดว่าก่อนหน้านี้ได้บอกกับท่านอย่างชัดเจนไม่ใช่เพียงครั้งเดียว ข้าจะไม่ฝืนใจท่านแม้แต่น้อย…”
เยี่ยซวี่อวี่ไม่อาจควบคุมตนเองต่อไปได้อีก หยาดน้ำตาไหลพรากจากขอบตาแล้วลงมาตามแก้ม
นางพลันหันหน้าไป สะบัดมือเขาออกแล้วสาวเท้าเดิน เผยเซียวหยวนตื่นตะลึงอย่างที่สุดและตระหนักรู้ขึ้นมาท่ามกลางความรู้สึกเสียใจ เพียงรู้สึกหัวใจเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของนางทันที ไม่เหลือดีแม้แต่ส่วนเดียว
เขาโอบกอดหญิงสาวจากด้านหลัง ไม่ให้นางจากไป
“ฮู่เอ๋อร์ เป็นความผิดของข้า ท่านอย่าโกรธข้าเลย…” เขาบังคับนางให้หันมาเผชิญหน้ากับตนแล้วอธิบายอย่างรีบร้อน พยายามจะปลอบโยน “ก่อนออกจากฉางอันข้าทำให้ท่านเสียใจ เวลานี้กลับมาแล้ว ข้ากลัวท่านยังไม่อภัยให้…”
ทว่าเยี่ยซวี่อวี่เหมือนยังแค้นเคืองอยู่ ไม่เพียงไม่ฟัง น้ำตากลับยิ่งพรั่งพรูและดิ้นรนหนักขึ้น เผยเซียวหยวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอุ้มนางขึ้นมาทั้งตัว ให้เท้าทั้งสองของนางลอยอยู่เหนือพื้น
นางเสียสมดุลขณะดิ้นรน ร่างพลันหงายไปข้างหลัง นางยังคงร้องไห้และอุทานเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง สองมือคว้าหัวไหล่ของชายหนุ่มด้วยสัญชาตญาณ
เวลานี้เจ้าตัวน้อยบนเตียงเล็กพลันพลิกตัว ทั้งสองตกใจจนหยุดการเคลื่อนไหวและหันหน้าไปมองพร้อมกัน กลับเห็นเสี่ยวหู่เอ๋อร์พลิกตัวเสร็จก็หลับสนิทต่อไป
“เผยเซียวหยวน ปล่อยข้าลง!”
นางไม่กล้าส่งเสียงดังมากอีก ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือหลายส่วน ก่อนหลุบตาลง ยังคงไม่ยอมมองเขา
เผยเซียวหยวนกลับไม่ขยับ ก้มหน้าเอาหน้าผากแตะกับหน้าผากนางเบาๆ
“แม้ไม่ตายจะกลับคืนมาหา หากสิ้นวาสนาก็จะไม่มีวันลืมเลือน…”
เขากระซิบเบาๆ จากนั้นก็จุมพิตบนริมฝีปากนางพร้อมกับปลายเสียงที่จางหายไป
บทที่ 147
วันนั้นตอนพบตรามัจฉาในถุงหนังที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกบนหลังจินอูจุย นางก็น้ำตาไหลอาบหน้า
เยี่ยซวี่อวี่จำได้อย่างชัดเจน เขาเคยบอกว่าเขาไม่ระวังทำตรามัจฉาที่ตกเสียหายอันนั้นหายไป ไม่สามารถส่งคืนได้ นางเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จะไปนึกถึงได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ยินดีส่งคืนและลอบเก็บไว้เอง ทว่าสุดท้ายแล้วกลับคืนให้นางด้วยวิธีนี้
ตัวอักษรบนนั้นใช้ดาบกระบี่สลักทีละขีดทีละเส้นด้วยพละกำลังมหาศาล แต่ตัวอักษรกลับดูไม่เป็นระเบียบ นางไม่รู้ว่าเขาเขียนคำอำลาสุดท้ายเหล่านี้ภายใต้สถานการณ์เช่นไร แต่นางรู้ว่าในความคิดของเขา ตอนนางเห็นถ้อยคำเหล่านี้เขาก็คงไม่อยู่ในใต้หล้านี้แล้ว ‘ไม่มีวันลืมเลือน’ นี่คือจดหมายสารภาพรักที่จริงใจตรงไปตรงมาที่สุด และร้อนแรงที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้นาง
แม้ตอนได้อ่านนางจะรู้แล้วว่าเขารอดพ้นจากสภาพอับจนมาได้อย่างปลอดภัย แต่ในคืนนั้นหลังจากกล่อมลูกน้อยหลับไปแล้วนางก็เอาตรามัจฉาแนบไว้กับหัวใจ น้ำตาเปียกชุ่มเส้นผมและหมอน
นางมีความลับอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปิดเผยต่อหน้าใคร แม้แต่เสด็จพ่อก็ไม่เคยรู้
ตอนนางโน้มน้าวเสด็จพ่อให้เห็นด้วยกับการที่นางเลือกชายหนุ่มสกุลเผยเป็นราชบุตรเขย ปากนางบอกว่าเป็นการทำหน้าที่องค์หญิงอย่างเต็มความสามารถ และแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อเพื่อราชสำนัก สิ่งนี้แม้จะเป็นเจตนาเดิมของนาง ทว่านางก็ไม่อาจหลอกตนเองได้ นอกจากช่วยเหลือเสด็จพ่อแล้ว นางไยมิใช่แอบซ่อนความคิดเห็นแก่ตนเองที่ไม่อาจให้ใครรู้อยู่หลายส่วน
นางชื่นชอบเขา ยินดีจะทุ่มเทหรือกระทั่งเสี่ยงต่อความเจ็บปวดผิดหวังไปเดิมพันเพื่อได้สามีมาคนหนึ่ง
ชายหนุ่มจากสกุลเผยสูงสง่าหล่อเหลา แข็งแกร่งองอาจห้าวหาญยิ่ง เขาเป็นคนลึกล้ำดุจท้องทะเล แต่ก็มั่นคงดุจภูเขา เขาเป็นกล้วยไม้หอมในลานบ้าน* และต้นสนแข็งแกร่งบนหน้าผา** ได้พบบุรุษที่มีคุณธรรมความสามารถเช่นนี้ นางจะไม่เลื่อมใสศรัทธา ไม่หวั่นไหวในตัวเขาได้อย่างไร
ในคืนวันเข้าห้องหอ คำพูดที่นางพูดกับเขาเหล่านั้นย่อมเป็นสิ่งที่นางคิด แต่นางก็อธิษฐานอยู่ในใจว่าขอให้วันเช่นนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริงๆ วันที่เสด็จพ่อของนางได้รับการยืนยันว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด เขาทอดทิ้งนาง และนางจะต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นอย่างที่สุดโดยไม่ทำให้เขาต้องลำบากใจแม้แต่น้อย
นางโชคร้าย คำคาดการณ์ดุจคำสาปแช่งในคืนวันแต่งงานของตนได้กลายเป็นจริงแล้ว ทว่าในค่ำคืนที่นางได้รับจดหมายบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายจากเขาที่จินอูจุยนำมา นางมีความสุขอย่างยิ่ง เขาสารภาพรักกับนาง และเขาก็ไม่ได้ตาย เขาจะมีชีวิตกลับมาพบนาง
เยี่ยซวี่อวี่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะโชคดีเช่นนี้
เมื่อข่าวการศึกสงครามที่ชายแดนเหอซีสิ้นสุดลงส่งมาถึง อาจเพราะตรามัจฉาที่ทำให้นางมีความมั่นใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน หรืออาจเพราะความเข้าใจกันระหว่างคนรัก นางรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเขาจะไม่ทำตามขั้นตอนกลับเมืองหลวงพร้อมกับเหล่าทหารหาญ เขาจะต้องกลับมาก่อนเพื่อนาง และประตูบ้านของนางก็จะเปิดต้อนรับเขาทุกเวลา ขอเพียงเขาเลิกลังเลและเต็มใจที่จะก้าวเท้าก้าวสุดท้ายออกมาด้วยตนเอง เดินมาที่หน้าประตูบ้านของนางและเคาะประตู
ทว่าความมั่นใจของนางยังคงมีไม่มากพอ หลังจากเผยเซียวหยวนกลายเป็นสามีของนาง ดูแล้วเหมือนนางเป็นฝ่ายที่สูงส่งอยู่เหนือกว่า เขาเป็นราชบุตรเขยที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีและก้มศีรษะให้นาง แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม อยู่ต่อหน้าเขา นางจะเป็นฝ่ายที่ต่ำต้อยเสมอ นางเป็นธิดาของฮ่องเต้ นี่เป็นสถานะที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและไม่อาจละทิ้งได้ เป็นสิ่งที่นางติดค้าง แม้ในช่วงเวลาสนิทสนมแนบชิดที่เร่าร้อน ส่วนลึกในใจของนางก็ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่แน่นอน
ไม่ว่าช่วงเวลาใดนางล้วนต้องเตรียมใจว่าเขาจะต้องไปจากนาง
สิทธิ์ในการเลือกอยู่ในมือของเขาตลอดเวลา ส่วนนางเป็นเพียงผู้รอคอยการประกาศคำตัดสินใจคนหนึ่ง
การได้รับตรามัจฉาที่สลักตัวอักษรไว้กล่าวสำหรับนางแล้วถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเฝ้ารอคอยครั้งใหม่ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปความวิตกกังวลและความไม่สบายใจของนางก็เพิ่มมากขึ้นทุกวันอีกครั้ง นางยังคงไม่กล้าเชื่อ ครั้งนี้เขาจะกลับมาอยู่ตรงหน้านางอย่างไม่ลังเล และบอกนางว่าเขากลับมาแล้วจริงๆ
แล้วก็เป็นเช่นที่นางคิด เขาถอยกรูดอีกครั้ง
เปรียบกับการเป็นเช่นนี้ในเวลานี้ เขากลับมาเพื่อนาง แต่ยังรีรอลังเลอีกครั้ง นางยอมให้เขาเกลียดนางอย่างถึงที่สุด ตัดเยื่อใยไม่พบนางอีกเลยยังจะดีเสียกว่า เช่นนี้นางจะได้ตัดใจอย่างสิ้นเชิง
มายามนี้เขากลับบอกว่าเขากังวลว่านางจะไม่ยอมให้อภัยเขา
เป็นความจริงหรือ
เยี่ยซวี่อวี่ได้ยินเขากระซิบคำพูดสองประโยคนั้นที่ทำให้นางร้องไห้ทั้งคืนซ้ำที่ข้างหู นางผลักหน้าเขาออก ไม่ให้เขาจูบ ก่อนจะดึงตัวเสื้อด้านหน้าของเขาออกแล้วยื่นมือเข้าไปในหน้าอกที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง คลำหาตรามัจฉาอันนั้นที่ถูกผิวหนังของเขาอังจนอุ่นออกมา จากนั้นก็ชูขึ้นตรงหน้าเขา
“ข้าไม่เชื่อ” นางกล่าวออกมาทีละคำ “หากไม่ใช่เพราะจับพลัดจับผลูจินอูจุยกลับมาเองได้ การตีฝ่าวงล้อมที่ปิดเมืองต้าเช่อในวันนั้น หลังจากท่านรู้ว่าไม่ได้ตายในการต่อสู้ทำศึก ท่านใช่จะไปตามเอาของสิ่งนี้กลับมา ถือเสียว่าไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นใช่หรือไม่”
จอนผมดำขลับพลิ้วไหวทำท่าจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ นางมองเข้าไปในดวงตาของเขา หอบหายใจเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
เขากลับไม่ตอบ แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียวเขาก็เรียกชื่อนางอีกครั้ง ในสายตาที่มองนางเต็มไปด้วยความวิงวอน
“ฮู่เอ๋อร์…”
ความขุ่นเคืองขุมหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
เยี่ยซวี่อวี่อยากจะเลียนแบบเขา ขว้างตรามัจฉาออกไปแรงๆ สักครั้ง แต่บนตรานี้มีคำบอกรักที่เขาเขียนให้นางอยู่ สุดท้ายจึงกำของสิ่งนี้ไว้ในมือด้วยความคับแค้นใจ สองแขนเกี่ยวด้านหลังลำคอของชายหนุ่มแล้วบังคับให้เขาโน้มศีรษะลงมาหาตน จากนั้นนางก็อ้าปาก ใช้ฟันเล็กแหลมคมกัดริมฝีปากเขาอย่างแรงทีหนึ่ง
นี่เป็นการกัดเพื่อลงโทษ ริมฝีปากของเขาแตกแล้ว นางได้ลิ้มรสชาติคาวเค็มที่มาจากเลือดของเขา
เผยเซียวหยวนร้องครางด้วยความเจ็บปวด ทว่าไม่เพียงไม่หลบหลีก สองแขนกลับกระชับรอบเอวนางแน่นขึ้น แน่นจนเหมือนจะหลอมรวมร่างนางเข้าไปในร่างของตน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงดุจเปลวไฟที่ค่อยๆ ลุกโชน
เขามองจ้องริมฝีปากของนางซึ่งมีเลือดของเขาติดอยู่สองสามหยด ขณะคนทั้งสองพันพัวกัน สายลมบางเบาพัดโชยผ่านชายแขนเสื้อ เทียนที่มีลวดลายสั่นไหว ภายใต้แสงเทียนที่ส่ายพลิ้วแผ่วเบา ริมฝีปากสีแดงโลหิตงามเพริศพริ้งดุจเคลือบด้วยน้ำหวานที่หมักจากดอกเฉียงเวย สดชื่น เย้ายวน และส่งกลิ่นหอมกำจายที่ทำให้คนลุ่มหลงอย่างยากจะหาใดเปรียบ
เผยเซียวหยวนก้มหน้าลงมองนางโดยไม่พูดอะไร นางก็ไม่ดิ้นรน มือหนึ่งกำตรามัจฉา สองแขนโอบรอบคอเขาแน่น คางเรียวเล็กยกขึ้นเล็กน้อย สีหน้ายั่วยุ
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ทันใดนั้นเขาก็ช้อนตัวนางขึ้นมาในอ้อมแขน กดร่างนางลงบนเตียงไว้อย่างแน่นหนา
ในห้องนอนที่เงียบสงัดมีเสียงเสื้อผ้าฉีกขาดดังขึ้นมาชัดเจน ก็ไม่รู้เป็นของเขาหรือของนาง เสื้อผ้ากองหนึ่งที่พาดอยู่ลื่นไหลลงมาครึ่งหนึ่ง กองระเกะระกะอยู่ตรงหน้าเตียง แขนขาวผ่องดุจหิมะข้างหนึ่งพาดอยู่บนขอบเตียง นิ้วเรียวดุจต้นหอมทั้งห้ากางแล้วหุบอย่างอ่อนแรงสองสามครั้ง ตรามัจฉาลื่นหลุดจากซอกนิ้ว ร่วงหล่นลงไป
มีเสียงดังติง ตรามัจฉาหล่นไปกระทบกับแผ่นประดับสำริดชิ้นหนึ่งบนสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ยที่อยู่บนพื้นแล้วจมหายไปในกองเสื้อผ้า
แสงจันทร์ส่องกระทบกำแพงวัง อากาศตอนเที่ยงคืนเย็นสบาย
หมอกยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ เกาะตัวบนกลีบดอกซู่ซินที่ผลิบานงดงามท่ามกลางสีสันในราตรีกาลบริเวณริมทางเดินของตำหนักบรรทม สายลมพัดกิ่งไม้ไหว หยาดน้ำค้างร่วงหล่นไม่ขาดสาย
เผยเซียวหยวนผ่านค่ำคืนยาวนานดุจความฝันดั่งภาพลวงตา แทบจะใช้คำว่าบ้าระห่ำมาบรรยายได้เลยทีเดียว
ค่ำคืนนี้ก่อนที่เขาจะอ่อนระโหยโรยแรงและหลับไปในที่สุด เขาไม่แยกจากเยี่ยซวี่อวี่แม้ครึ่งก้าว พันพัวอยู่กับนางตลอดเวลา ตอนแรกพวกเขาอยู่บนเตียง ต่อมาเพราะกลัวจะทำให้เสี่ยวหู่เอ๋อร์ตกใจตื่นจึงย้ายไปที่ห้องเล็กห้องนั้น ทุกสถานที่ ทุกท่วงท่า เขาจุมพิตไปทั่วร่างกายของนาง ปรนนิบัตินางสุดความสามารถ เพียงเพื่อส่งนางให้ถึงปลายทางแห่งความสุขสม ครั้นนางอ่อนเพลียแล้วเขาก็กอดนางไว้ นอนเป็นเพื่อนนาง รอจนนางตื่น
เขาเองก็ใช้ความสามารถที่บ้าคลั่งที่สุดออกมาอย่างเต็มที่ ทำตามใจชอบ ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนตัวนาง เขาเหมือนมีกำลังวังชาที่ใช้ไม่หมด และไม่ยินดีจะแยกจากนาง ราวกับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะทำให้นางลบความหวาดผวาและความเจ็บปวดทั้งหมดที่นางต้องแบกรับอยู่เพียงลำพังในวันคืนที่ต้องแยกจากกัน ลืมหยาดน้ำตาที่เคยไหลริน และจดจำได้อย่างแม่นยำว่าเขาคือสามีของนาง
ตอนเผยเซียวหยวนตื่นขึ้นมาก็เป็นวันรุ่งขึ้นแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นสูงสามลำไผ่ ข้างหมอนว่างเปล่า เยี่ยซวี่อวี่ไม่อยู่แล้ว นางไปเรือนตะวันออกของตำหนักเซวียนเจิ้งเพื่อทำงานของนางตามปกติ เสี่ยวหู่เอ๋อร์ก็ถูกเฮ่อซื่อกับแม่นมพาออกไปแล้ว เขานอนอยู่บนเตียงในตำหนักชั้นในที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง ครั้นตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่จากความสนิทสนมแนบชิดอันเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ ในใจถึงกับเกิดความรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาหลายส่วนอย่างประหลาด…เมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ยามค่ำคืน ตอนนั้นยิ่งเขาปล่อยตัวเต็มที่มากเท่าไร ยามนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากเท่านั้น ประหนึ่งเป็นเพียงความฝัน
เขาเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้แท้แล้วมาจากที่ใด หรือว่าเพียงเพราะตื่นขึ้นมาแล้วนางไม่ได้อยู่ข้างกาย เขาจึงเป็นทุกข์เป็นร้อนถึงเพียงนี้
อารมณ์หม่นหมองยังคงไม่จางหาย กระทั่งได้เห็นเสี่ยวหู่เอ๋อร์ การดำรงอยู่ของบุตรชายทำให้หัวใจที่แขวนลอยอยู่ของเขาค่อยๆ กลับมาหนักแน่นมั่นคงขึ้น
เผยเซียวหยวนอยู่ในวังพักหนึ่ง ใช้เวลาเล่นกับบุตรชาย เยี่ยซวี่อวี่ไม่ได้กลับมา ช่วงกลางวันไม่มีธุระอะไร เขาย่อมไม่สะดวกจะไปรบกวนนาง หลังจากบุตรชายเล่นกับเขาจนเหนื่อยและหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเขาจึงค่อยออกจากวัง
เขาไปที่สวนผลไม้ เยี่ยมเยียนคนที่นั่นและจุดธูปไหว้บิดากับป้ายวิญญาณทั้งแปดร้อยอัน
หลังธูปหมดดอกเขาก็นั่งอยู่ที่นั่นต่ออีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเย็นแล้วจึงออกมา จูงจินอูจุยกลับคฤหาสน์หย่งหนิงเพื่อจัดหาที่อยู่ให้มัน
เพิ่งจะเข้าประตู คนเฝ้าประตูก็ยื่นจดหมายให้เขาฉบับหนึ่ง บอกว่าเมื่อตอนกลางวันภิกษุจากวัดชิงหลงนำมาส่ง
เผยเซียวหยวนงงงัน เขารู้จักวัดชิงหลง ในวัดได้เก็บรักษาภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นผลงานเพียงชิ้นเดียวของเยี่ยจงหลีในฉางอันเอาไว้ ดังนั้นแม้จะตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลแต่ก็มีชื่อเสียงพอสมควร เพียงแต่เขาไม่เคยไปมาหาสู่กับวัดชิงหลงมาก่อน ไม่รู้ว่าภิกษุจากที่นั่นส่งจดหมายถึงตนมีจุดประสงค์อะไร
เขาจึงอ่านจดหมายด้วยความงุนงง จากนั้นก็รีบออกจากบ้าน เร่งเดินทางไปยังวังหลวง
ตอนเขามาถึง เยี่ยซวี่อวี่อยู่ในเรือนตะวันออกเพียงลำพัง ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือกราบทูล
แสงสุดท้ายของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องเฉียงเข้ามาทางหน้าต่างด้านทิศตะวันตกที่เปิดอยู่ แผ่คลุมเงาร่างของนาง
เขายืนอยู่นอกหน้าต่าง มองดูเงียบๆ ครู่หนึ่ง เมื่อนางสังเกตเห็นและเงยหน้าขึ้น เขาก็เดินเข้าไปข้างในแล้วยื่นจดหมายที่ได้รับมาให้นาง
“ท่านปู่ของท่านกลับมาฉางอันแล้ว ตอนนี้คนพักอยู่ที่วัดชิงหลงชั่วคราว ท่านอยู่ในวัง เขาส่งจดหมายไม่สะดวก ทราบว่าหลายวันนี้ข้ากลับมาฉางอันแล้วจึงฝากจดหมายฉบับนี้ไว้ให้ข้า…” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านปู่!” เยี่ยซวี่อวี่อุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เผยเซียวหยวนแทบไม่เคยเห็นสีหน้าลิงโลดดีใจเช่นนี้บนใบหน้าของนางมาก่อน จึงอดตะลึงงันไปไม่ได้
ไม่รอให้เขาพูดจบ นางก็วางพู่กันในมือ ลุกขึ้นจากตั่งที่นั่งทันทีและวิ่งออกไปข้างนอก
เผยเซียวหยวนได้สติ รีบวิ่งตามนางไป
“ให้ข้าไปส่งท่านเถิด” เขากล่าว
“ท่านยังจะรออะไร!” นางร้องขึ้นมาอย่างอดใจรอไม่ไหว “อย่าให้ท่านปู่ต้องรอข้านาน!”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 พ.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.