X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 63-64

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 63

เผยเซียวหยวนมีสมองที่แจ่มใสและเฉียบแหลม เขาจึงเข้าใจความหมายในคำพูดเหล่านั้นของนางได้โดยไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย

ทว่าชั่วประเดี๋ยวเดียวกระบวนความคิดมากมายก็พุ่งทะลักเข้ามาแทบจะในเวลาเดียวกัน เขาเพียงรู้สึกจิตใจสับสน กระทั่งเสียงฝีเท้าเดินผ่านลานบ้านอันชัดเจนของนางค่อยๆ ห่างออกไป และจางหายไปจากข้างหูอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้นเขาก็พลันหลุดออกจากภวังค์ หัวใจเต้นรัวแรง คนก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งและไล่ตามออกไป แต่เงาร่างของนางก็หายลับไปไม่เห็นร่องรอยแล้ว

เผยเซียวหยวนค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงในที่สุด

ยามเขาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหานเค่อรั่ง ตอนรายงานว่าบุคคลที่เขาได้รับคำสั่งให้ตามหาเมื่อคืนนี้ปลอดภัยไร้กังวลและเข้าวังไปด้วยตนเองแล้ว สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูไม่ต่างไปจากปกติ มีเพียงอย่างเดียว อาจเพราะเมื่อคืนนี้วิ่งวุ่นมากเกินไป ไม่ได้หลับตานอนแม้แต่ครึ่งเค่อ จึงดูไม่ค่อยสดชื่นสักเท่าไร

หานเค่อรั่งพินิจพิเคราะห์เขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตามีประกายห่วงใยขณะเอ่ยบอก “สีหน้าของเจ้าดูไม่ค่อยดี ช่วงนี้เหนื่อยเกินไปกระมัง อย่าถือว่าอายุยังน้อยไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ดูอย่างข้า แต่ก่อนก็เหมือนกับเจ้า ขึ้นภูเขาตีเสือ ลงทะเลจับมังกร แล้วดูทุกวันนี้…” เขาตบพุงตนเองที่ยื่นออกมามากขึ้นทุกวันพลางส่ายหน้า “เมื่อคืนเพราะต้องตามหาคน ข้าก็ไม่ได้นอนทั้งคืนเช่นกัน ยามนี้แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรย่อมดีที่สุด โชคดีวันนี้เป็นวันหยุด ข้าจะกลับบ้านไปพักผ่อนล่ะ ขืนยังไม่กลับไปเกรงว่าภรรยาที่บ้านจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เจ้าเองก็อย่าทำงานหักโหมจนเกินไปนัก…”

เขามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย สายตาจับนิ่งไปยังบาดแผลที่ยังไม่หายดีบนหน้าผากของผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้และกระซิบเสียงต่ำ

“บาดแผลที่ศีรษะเจ้าได้มาจากฝ่าบาทกระมัง ข้าทำงานให้ฝ่าบาทมาหลายปี มากน้อยก็พอรู้ถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ หากเจ้าไม่รู้จักผ่อนคลายลงบ้าง เอาแต่ทุ่มเทก้มหน้าก้มตาทำงาน ต่อให้เป็นคนที่ทำจากเหล็กก็ไม่อาจทนต่อการแบกรับภารกิจได้ เรื่องบางอย่างก็ตัดสินใจเองได้ จัดการอย่างพอเหมาะพอสม ฝ่าบาทก็ไม่ใช่เสือกินคน ไม่ทำอะไรเจ้าจริงๆ หรอก”

หานเค่อรั่งถ่ายทอดข้อคิดในการทำงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังด้วยความกระตือรือร้น ตบๆ ไหล่เผยเซียวหยวนแล้วเดินจากไป

เผยเซียวหยวนถูกหานเค่อรั่งเตือนจึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุด เขากับซินอันอ๋องหลี่ฮุ่ยมีนัดหมายกัน เขาจะใช้เวลาในวันหยุดออกไปนอกเมืองเพื่อสอนทักษะการขี่ม้าและยิงธนูให้กับหลี่ฮุ่ย ทว่าเมื่อคืนเพื่อตามหาเยี่ยซวี่อวี่ ทั้งคนและม้าวุ่นวายโกลาหล เขาจึงลืมเรื่องนี้ไปเลย

เขามองตะวันที่ค่อยๆ ลอยขึ้นสูง รู้ว่าพวกหลี่ฮุ่ยเวลานี้น่าจะไปรออยู่ตรงที่นัดหมายแล้วจึงสงบสติอารมณ์ลงทันที สั่งให้ผู้ติดตามไปที่นั่นก่อน ส่วนตนเองจะกลับไปที่บ้านพัก

เนื่องจากเตรียมตัวว่าต่อไปจะต้องอยู่ที่บ้านพักนี้อีกนาน ของใช้จำเป็นประจำวันจึงอยู่ที่นี่หมดแล้ว รวมถึงเสื้อผ้าลำลองที่จะใส่ไปข้างนอกในวันนี้ อีกทั้งคันธนู ลูกธนู และอาวุธอื่นๆ

พอเขาเร่งรุดไปถึงก็พบรถม้าคลุมผ้าเคลือบน้ำมันสีน้ำเงินสำหรับสตรีนั่งคันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนนหน้าประตู ยังมีรถเทียมล่ออีกคันหนึ่ง บนรถบรรทุกพวกหีบ โต๊ะ ของใช้ต่างๆ บ่าวรับใช้เจ็ดแปดคนจากจวนสกุลชุยกำลังขนของเข้าไปข้างใน เขารู้สึกประหลาดใจและบอกให้หยุด

บ่าวรับใช้จวนสกุลชุยเห็นเขาก็รีบเข้ามาคารวะ บอกว่ารับคำสั่งให้นำของมาส่ง เวลานี้ข้างในมีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังสั่งการให้คนจัดวางสิ่งของพลางเดินออกมา นางสวมเสื้อผ้าแพรสีแดงตัวสั้นและกระโปรงยาวสีน้ำเงินสดใสพิมพ์ลายดอกไม้กลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจาย ใบหน้าประทินโฉมอย่างสดใสสง่างาม นางก็คือเจินเฟิง แม่นางสกุลหวังที่ได้พบในจวนสกุลชุยเมื่อวานนี้ ด้านหลังนางมีชิงโถวที่ถูกเรียกตัวมาช่วยตั้งแต่เช้าเดินตามอยู่

หวังเจินเฟิงเห็นเผยเซียวหยวนก็หยุดอยู่ที่กลางลานแล้วมองมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เผยเซียวหยวนจึงเดินเข้าไป หลังจากทั้งสองต่างทำความเคารพซึ่งกันและกัน หวังเจินเฟิงก็ชี้แจงว่าข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดหวังเหนียงจื่อท่านป้าของนางเป็นคนจัดการส่งมาให้ นางรับคำสั่งให้ติดตามมาช่วยจัดเก็บจัดวางให้เรียบร้อย

“ท่านป้าสั่งให้ข้ามาแล้วก็ให้ดูว่าทางคุณชายยังขาดอะไรค่อยซื้อมาเพิ่มเติม ด้วยข้าไม่รู้ถึงความชื่นชอบของคุณชายจึงไม่กล้าตัดสินใจเองตามใจชอบ เมื่อครู่กำลังถามชิงโถว ท่านก็มาพอดี”

เผยเซียวหยวนมองไปรอบๆ คราหนึ่ง สิ่งของจำนวนมากยังไม่ได้ยกเข้าไป กองอยู่ในลานบ้าน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้พวกทอง เงิน ดินเคลือบ ดูโอ่อ่างดงาม และทำให้พื้นที่ที่เดิมก็ไม่กว้างแห่งนี้ยิ่งดูคับแคบมากขึ้น

เขาถอนสายตากลับพลางยิ้มน้อยๆ บอก “เรื่องนี้ข้าไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ถ้ารู้เมื่อวานก็จะได้บอกกับท่านป้าว่าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจัดการเรื่องเหล่านี้ ลำบากแม่นางแล้ว เอากลับไปให้หมดเถิด”

หวังเจินเฟิงงงงัน มองตามสายตาเมื่อครู่ของเขา มองสิ่งของที่อยู่รอบด้านคราหนึ่ง ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะเอ่ยว่า “ของเหล่านี้ท่านป้าจัดเตรียมให้คุณชายเป็นพิเศษ ยังไม่เคยมีใครใช้มาก่อน คุณชายไม่ชอบชิ้นใดข้าจะเอากลับไป ที่เหลือก็เอาไว้ที่นี่เป็นอย่างไร”

เผยเซียวหยวนไม่อยากข้องเกี่ยวกับหวังซื่อผู้เป็นป้าสะใภ้มากนัก เมื่อวานก็เป็นเพราะจะหารือเรื่องทำบุญวันครบรอบให้มารดาของเขา ไม่อาจปฏิเสธจึงรับคำเชิญไปที่จวน

ส่วนแม่นางสกุลหวังผู้นี้เพราะบิดาของนางเป็นหนึ่งในแปดร้อยผู้กล้าที่ติดตามบิดาของเขาและพลีชีพพร้อมกันในสนามรบครั้งนั้น เมื่อเปรียบกับคนอื่นแล้วย่อมให้ความเคารพนับถือนางมากกว่าหลายส่วน

“ไม่ได้ใช้จริงๆ บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของข้า เป็นเพียงบ้านพักของที่ทำการ ไม่ใช่สถานที่ที่จะอาศัยอยู่ได้นาน ไม่แน่อีกไม่กี่วันก็อาจเปลี่ยนผู้อยู่ใหม่ ถึงตอนนั้นขนย้ายไปมายุ่งยาก หากขาดอะไรจริงๆ ข้าให้เด็กรับใช้จัดเตรียมให้ก็ได้ รบกวนแม่นางหวังขนกลับไปและช่วยขอบคุณท่านป้าสะใภ้แทนข้าด้วย”

ดีที่แม่นางสกุลหวังท่านนี้เฉลียวฉลาดยิ่ง ยิ่งไม่ใช่คนเข้าใจอะไรยาก น่าจะเข้าใจความหมายของการปฏิเสธที่ซ่อนแฝงอยู่ของเขา สายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่มสองสามอึดใจแล้วพยักหน้า

“ในเมื่อคุณชายเผยพูดเช่นนี้ข้าก็จะไม่ฝืนใจ เช่นนั้นข้าจะขนของทุกอย่างกลับไป ทว่ามีเพียงสิ่งเดียว ตอนนี้อากาศร้อนขึ้น ข้าเห็นเรือนแห่งนี้อับชื้น กลางคืนเกรงจะมียุงรบกวน ในห้องขาดมุ้งไปหลังหนึ่ง พอดีข้าเอาติดมาด้วยหลังหนึ่ง เมื่อครู่เอาแขวนขึ้นไปแล้ว ถ้าคุณชายไม่รังเกียจก็เอาไว้ใช้เถิด”

ชิงโถวได้ยินคำพูดนี้แล้วในใจอดไม่ได้ที่จะกลัดกลุ้ม โชคดีที่เจ้านายของเขาปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งไม่ชอบมุ้งที่เขายืมเงินไปจัดเตรียมมาและไม่เอามุ้งที่แม่นางสกุลหวังนำมา เพียงได้ยินคุณชายตอบว่า

“หลายวันก่อนชิงโถวได้จัดเตรียมไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้แขวนขึ้นไป ขอบคุณแม่นางหวังที่ต้องลำบากแล้ว โปรดเก็บกลับไปด้วย ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก เจตนาดีข้าขอรับไว้ด้วยใจ”

หวังเจินเฟิงชะงักอึ้ง จากนั้นก็รับคำ

ชิงโถวคึกคักฮึกเหิมขึ้นมา ไม่ต้องให้คนอื่นลงมือ เขาก็วิ่งเข้าไปรื้อมุ้งสีขาวนวลที่เพิ่งแขวนขึ้นไปหลังนั้นลงมา หวังเจินเฟิงสั่งให้คนขนข้าวของทั้งหมดรวมถึงมุ้งที่ชิงโถวยื่นส่งให้กลับไปที่รถเทียมล่อ

เผยเซียวหยวนส่งนางออกไป นางคารวะแล้วกล่าวขอบคุณ

“ข้าเคารพนับถือชุยเหนียงจื่ออย่างยิ่ง คุณชายเผยวางใจ ข้าจะช่วยท่านป้าจัดเตรียมเรื่องวันครบรอบอย่างเต็มที่ คุณชายทำงานไปเถิด ไม่ต้องเป็นห่วง”

เผยเซียวหยวนกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมจริงใจ หวังเจินเฟิงยิ้มพลางกล่าวอำลาเขาแล้วขึ้นรถม้าจากไป

เผยเซียวหยวนมองส่งรถม้าจากไป จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าข้างใน รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้าคันธนูและลูกธนูแล้วออกไป

ชิงโถวพลันไล่ตามออกมาพลางร้อง “เอ่อ…เอ่อ” เหมือนมีคำพูดจะกล่าว

เผยเซียวหยวนรู้ว่าเด็กรับใช้ผู้นี้ของตนเป็นคนพูดมาก ปกติแล้วในคำพูดสิบประโยคจะมีเพียงหนึ่งหรือสองประโยคเท่านั้นที่มีสาระ เห็นว่าเพราะเรื่องเมื่อครู่ทำให้เสียเวลา เกรงว่าพวกหลี่ฮุ่ยจะรอจนร้อนใจแล้ว ไหนเลยยังจะมีเวลามาฟังเขาเล่นลิ้น จึงทิ้งเด็กรับใช้ไว้และจากไป

 

เผยเซียวหยวนควบม้ามาถึงประตูกวงฮว่าทางเหนือของเมือง ไม่ผิดจากที่คิด หลี่ฮุ่ยกับองครักษ์จวนอ๋องและคนดูแลม้ารวมสิบกว่าคนที่เดินทางมาด้วยกันมาถึงก่อนนานแล้ว

หลี่ฮุ่ยกำลังชะเง้อคอมอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นเผยเซียวหยวนกำลังขี่ม้าอยู่ไกลๆ ดวงตาพลันเปล่งประกายวาบ ก่อนรีบผละจากกลุ่มคน กระตุ้นม้าออกไปรับด้วยตนเอง ทั้งสองมาเจอกันที่กำแพงด้านนอกประตูเมือง หลี่ฮุ่ยลงจากหลังม้าและกราบคำนับเรียกอาจารย์

เผยเซียวหยวนพลิกตัวลงจากหลังม้าประคองเด็กหนุ่มขึ้นมา อธิบายว่าตนมีงานรัดตัวแต่เช้าทำให้ผิดนัด เพิ่งมาถึงตอนนี้ ปล่อยให้เขารอนานแล้ว

หลี่ฮุ่ยรีบบอก “ขอเพียงอาจารย์มาก็พอแล้ว ข้ารอนานเพียงใดก็ไม่เป็นไร เมื่อครู่ถ้าไม่ใช่อาจารย์ส่งคนมาบอกให้ทราบก่อน ข้ายังกังวลว่าท่านอาจจะนึกเสียใจที่รับข้าเป็นศิษย์ ไม่อยากมาแล้ว”

เผยเซียวหยวนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะมองหลี่ฮุ่ยอย่างพินิจพิจารณา เห็นวันนี้เขาสวมชุดขี่ม้าที่คล่องแคล่วปราดเปรียว เอวคาดสายรัดเตี๋ยเซี่ยที่มีแผ่นประดับทองหยกสิบสามแผ่นไว้แน่น ข้างบนมีดาบและคันธนูห้อยอยู่ มีกระบอกใส่ลูกธนูเคลือบเงาวาดเส้นลายทองสะพายเฉียงๆ ไว้บนหลัง สวมรองเท้าหุ้มแข้งหนัง ดูแตกต่างจากรูปลักษณ์อ่อนแอในช่วงก่อนหน้านี้ มีความองอาจห้าวหาญของเด็กหนุ่มอยู่หลายส่วน ก็รู้สึกพอใจอย่างมาก กุมแขนของเขาพลางพูดให้กำลังใจไปหลายคำ จากนั้นก็พาคนขึ้นหลังม้ามุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์ของกองกำลังจินอู๋

ช่วงกลางวันวันนี้เขาได้สอนทักษะพื้นฐานการขี่ม้ายิงธนูแก่หลี่ฮุ่ย และพบว่าหลี่ฮุ่ยไม่เพียงตั้งใจฝึกฝน แต่ยังเฉลียวฉลาด สอนเรื่องหนึ่งก็สามารถเข้าใจไปถึงเรื่องอื่นที่คล้ายคลึงกันได้ สิ่งที่หาได้ยากยิ่งคือหลี่ฮุ่ยไม่กลัวความยากลำบาก ไม่มีนิสัยแบบบุตรหลานวงศ์ตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่มั่งคั่งมีอำนาจแม้แต่น้อย เพราะปกติไม่ค่อยได้แตะต้องดาบกระบี่ หลังจากน้าวคันธนูหลายครั้งนิ้วมือกับฝ่ามือก็ถูกสายธนูที่แข็งแกร่งเสียดสีจนบวมแดงไปหมด ถ้าเผยเซียวหยวนไม่เห็นเข้าโดยบังเอิญ เด็กหนุ่มก็คงไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง นี่ทำให้เผยเซียวหยวนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม และยิ่งชอบลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาคนนี้มากขึ้น

ศิษย์อาจารย์อยู่ในลานฝึกยุทธ์เป็นเวลาครึ่งวัน จากนั้นเผยเซียวหยวนจึงพาลูกศิษย์ออกจากเมืองไปขี่ม้า จนพลบค่ำจึงยุติการสอนในวันนี้และไปส่งเด็กหนุ่มถึงนอกประตูจวนหนิงอ๋องด้วยตนเอง

หลี่ฮุ่ยกลับมาแล้วก็ยังคงไม่คลายจากความตื่นเต้นฮึกเหิม รู้สึกยังไม่สาสมใจ ชักชวนให้อาจารย์อยู่ก่อนด้วยความจริงใจทั้งยังให้เข้าไปกินอาหารเย็นด้วย ทว่าเวลานี้เผยเซียวหยวนรู้ถึงเจตนาของหนิงอ๋องแล้ว จะยอมหลับหูหลับตาก้าวเข้าไปในจวนอ๋องอีกได้อย่างไร นอกจากนี้เขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำจริงๆ หลังจากปฏิเสธคำเชื้อเชิญแล้วก็ขี่ม้าจากไปและมาที่หอสุราสกุลเฉิน

 

หอสุราสกุลเฉินไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเช่นหอสุราชุนเฟิง ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกคดเคี้ยว หน้าประตูทางเข้างามหรูหรา แต่ไม่ได้กินพื้นที่มากนัก ข้างในจำหน่ายสุราอาหารและมีหญิงสาวเป็นเพื่อนดื่มสุราเพียงไม่กี่คน ในเมืองฉางอันมีหอสุราเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประเภทนี้กระจายอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ อยู่มาก การค้าส่วนใหญ่ก็มาจากลูกค้าขาประจำที่คุ้นเคยกันดี

วันนี้เฉิงผิงนัดเขามาดื่มสุราที่นี่ บอกว่าได้รับการไหว้วานจากผู้อื่น

ตอนเผยเซียวหยวนมาถึง เฉิงผิงได้นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวแล้ว ไม่ได้มีพฤติกรรมเหลวไหลเช่นปกติธรรมดาของเขา ข้างกายไม่มีพี่สาวน้องสาวสกุลเฉินที่สนิทสนมคุ้นเคยอยู่ด้วย มีเพียงเขานั่งดื่มอยู่คนเดียว เมื่อเห็นเผยเซียวหยวนปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าก็มีรอยยิ้ม พยักหน้าเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นสาวเท้าเร็วๆ ออกไปเฝ้าอยู่ข้างนอกด้วยตนเอง

เผยเซียวหยวนเหลียวมองไปรอบๆ แล้วนั่งลงยังตำแหน่งที่เฉิงผิงนั่งอยู่เมื่อครู่ หยิบจอกสะอาดมาใบหนึ่ง ยกกาสุราขึ้นมารินสุรา ดื่มไปคำหนึ่งแล้วกล่าวเสียงราบเรียบ

“ออกมาเถิด”

ทันทีที่สิ้นเสียงก็มีคนเดินออกมาจากหลังม่านที่มุมห้อง คนผู้นี้อายุราวห้าสิบหกสิบปี แต่งกายธรรมดา สวมชุดคลุมยาวสีเทา ผูกสายรัดเอวสีดำธรรมดาเส้นหนึ่ง เพราะไม่ได้ขี่ม้าน้าวคันธนูมาเป็นเวลานานรูปร่างจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นอ้วนฉุ แต่จากฝีเท้าที่เหยียบพื้นอย่างหนักแน่นมั่นคงของเขาทำให้พอคาดคะเนได้ คนผู้นี้เมื่อก่อนน่าจะเป็นขุนพลท่านหนึ่ง

เสนาบดีเฝิงเจินผิง ขุนนางระดับสูงของราชสำนักนั่งลงด้านตรงข้ามกับเผยเซียวหยวน รินสุราให้ตนเองจอกหนึ่ง แล้วชูให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านตรงข้ามก่อนยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอก จากนั้นก็ยิ้มบอก

“คุณชายรองเผยทุกวันนี้เป็นคนที่มีงานยุ่งมาก ยอมมาที่นี่เพื่อพบกับข้าตาแก่ผู้นี้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง ขอดื่มก่อนจอกหนึ่งเพื่อเป็นการคารวะ”

เผยเซียวหยวนไม่ได้ขยับ เพียงยิ้มบอก “ได้ยินว่าท่านมอบเงินห้าพันตำลึงแก่องค์ชาย ช่วงนี้เขาเป็นหนี้การพนันอยู่ก้อนหนึ่ง มาขอยืมข้า ข้าจะเอาเงินจากที่ใดมาให้เขายืม เขาจึงบังคับให้ข้ามา ข้าเองก็อยากมาดู ที่แท้แล้วเป็นสุราอะไรที่สามารถทำให้เสนาบดีเฝิงยอมจ่ายห้าพันตำลึงเพื่อนัดข้ามาที่นี่”

สีหน้าของเฝิงเจินผิงไม่เพียงไม่เห็นแววละอายใดๆ กลับเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา “อย่าว่าแต่เงินเพียงห้าพันตำลึง ขอเพียงคุณชายเผยยอมมาพบ ต่อให้เป็นห้าหมื่น ห้าสิบหมื่น ห้าร้อยหมื่น หรือมากกว่านั้น ไม่ว่าจะมากเท่าไรก็ตาม ขอเพียงข้ามีก็มอบให้ได้ แบ่งปันกัน”

เขาเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง แฝงความหมายบางอย่างที่ไม่ได้พูดออกมา

มุมปากเผยเซียวหยวนมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาจางๆ “เป็นเรื่องอันใดหรือถึงทำให้เสนาบดีเฝิงลงทุนมากเพียงนี้ ผู้แซ่เผยล้างหูน้อมฟัง”

เฝิงเจินผิงไม่อ้อมค้อมอีก รินสุราอีกครั้งแล้วหันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพลางสาดสุราลงพื้น หลังจากทำเช่นนี้สามจอกติดต่อกันก็คุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะอย่างเป็นทางการ เสร็จแล้วก็หันมาทางเผยเซียวหยวน

“สุราสามจอกเมื่อครู่ข้าเซ่นไหว้บิดาของท่าน ข้ารู้ว่าข้าไม่มีคุณสมบัติ เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความผิดของข้า วันนี้เชิญคุณชายเผยมาก็เพื่อจะกล่าวขออภัย

ปีนั้นเหตุจลาจลจากการก่อกบฏกำลังวุ่นวาย ในการทำศึกข้ากับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่เคยติดต่อให้การสนับสนุนกันหลายครั้ง เขาเห็นข้าเป็นสหาย ข้ากลับจิตใจโฉดชั่วเสมือนหมาป่า ไม่เพียงจงใจชะลอการส่งทหารไปช่วยเหลือ ทำให้แม่ทัพใหญ่ต้องพลีชีพเพื่อบ้านเมือง ต่อมายังปรักปรำแม่ทัพใหญ่ว่าต้องการช่วงชิงความดีความชอบ ถึงข้าจะมีความผิดสมควรตายหมื่นครั้ง แต่มีคำพูดหนึ่งที่จำเป็นต้องให้คุณชายรู้ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ใช่เจตนาเดิมของข้า หลิ่วเช่อเยี่ยใช้สถานการณ์ที่ฉางอันบีบบังคับข้า หากมีข้าเพียงชีวิตเดียว อย่างมากก็แค่สละมันไปเสีย แต่ข้ามีญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลมากมาย ข้าไม่อาจปล่อยให้คนแก่และเด็กทั้งตระกูลต้องมาประสบภัยเพราะข้าได้ ข้าไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเขา ทำให้บิดา…”

เฝิงเจินผิงพูดรวดเดียวมาถึงตรงนี้อย่างกระตือรือร้นแล้วหยุดลงอย่างฉับพลัน หลังจากอาการหอบหายใจเริ่มสงบลงแล้วเขาก็มองมาที่ด้านตรงข้าม กลับเห็นชายหนุ่มผู้นั้นในมือถือจอกสุราเปล่าที่เพิ่งดื่มหมด กำลังหมุนจอกเล่นช้าๆ สีหน้าสงบนิ่ง หาได้มีท่าทีเช่นที่เฝิงเจินผิงคาดหวังไว้

“เป็นเรื่องจริงที่ในเวลานั้นติ้งอ๋องกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู โชคและอำนาจมารวมอยู่ในตัวเขาทั้งหมด ไม่มีใครสามารถแทนที่เขาได้ ข้าเป็นคนเลวทรามต่ำต้อย ไม่สามารถทำตัวซื่อสัตย์จงรักภักดี มุ่งมั่นตั้งใจปกป้ององค์รัชทายาทเฉกเช่นบิดาของท่านได้…”

น้ำตาอุ่นๆ สองสายไหลทะลักออกมาจากดวงตาของเฝิงเจินผิง

“ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาข้ารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเสมอมา สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความตั้งใจของข้า ข้าถูกคนบีบบังคับให้จำเป็นต้องทำ คังอ๋องยิ่งเคารพเลื่อมใสแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่อย่างที่สุด เคยทอดถอนใจต่อหน้าข้าไม่ใช่แค่เพียงครั้งเดียว แค้นใจตนเองที่ไร้ความสามารถเกินไป มีใจแต่ไร้กำลัง ไม่อาจทุ่มเทความคิดและกำลังกายเพื่อแม่ทัพใหญ่แม้ครึ่งส่วน

แม้แม่ทัพใหญ่จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญยังคงไม่ดับสูญ ทว่าเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ พวกหลิ่วเช่อเยี่ย เฉินซือต๋า อาศัยองค์รัชทายาทจึงยังคงครอบครองตำแหน่งสูง กุมอำนาจอยู่ในมือ แม่ทัพใหญ่จนทุกวันนี้ถึงกับยังไม่ได้รับการล้างมลทิน คนอื่นก็ช่างเถิด ข้าไม่เชื่อว่าคุณชายจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้”

เผยเซียวหยวนวางจอกในมือลง ก่อนมองคนที่อยู่ด้านตรงข้ามด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าไม่รู้สึกอะไรแล้วอย่างไร แค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรมแล้วจะทำอะไรได้”

เฝิงเจินผิงใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้แห้ง ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้เผยเซียวหยวนแล้วลดเสียงลงต่ำบอก “คุณชายเผย สถานการณ์ของราชสำนักในเวลานี้ท่านน่าจะเห็นได้อย่างชัดเจน องค์เหนือหัวมีพระโอรสเพียงสองพระองค์ หากองค์เหนือหัวสวรรคต องค์รัชทายาทขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ เขายังจะยอมรับท่านได้หรือ คนแรกที่จะต้องสังหารย่อมต้องเป็นท่าน คังอ๋องกลับไม่เหมือนกัน เขาเคารพเลื่อมใสท่านมานาน พอรู้ว่าซินอันอ๋องกราบท่านเป็นอาจารย์ก็อดอิจฉาไม่ได้ วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะสถานะของเขาทำให้ไม่สะดวก ได้แต่แค้นใจที่ไม่อาจมากับข้า มารินสุราให้ท่านด้วยตนเองสักจอก เช่นนี้จึงจะแสดงถึงเจตจำนงที่แท้จริงของเขาออกมาได้

คังอ๋องให้ข้าช่วยถ่ายทอดคำพูด วันหน้าหากโชคดีได้รับความเมตตาจากสวรรค์ได้ขึ้นเป็นใหญ่ เรื่องแรกที่จะทำคือล้างมลทินมอบชื่อเสียงและฐานะที่ถูกต้องให้กับแม่ทัพใหญ่กองกำลังเสินหู่ ให้ฝังร่างเขาไว้ในสุสานหลวง ตั้งศาลให้เขาได้รับการกราบไหว้บูชา ชื่อเสียงในความเป็นวีรบุรุษไม่มีวันลบเลือน สำหรับคุณชายเผยเอง ด้วยความสามารถของท่าน จะแต่งตั้งให้เป็นโหวเป็นอัครเสนาบดียิ่งไม่มีปัญหา

วันนี้ข้ามาพบท่านที่นี่ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใสใจจริง คำพูดที่พูดไปทั้งหมดเป็นความจริงทุกประการ หากโกหกแม้ครึ่งคำหรือผิดคำพูดในวันข้างหน้า ขอให้ข้าถูกฟ้าดินลงโทษ ไม่ได้ตายดี!”

สุดท้ายเขาก็กัดฟันกล่าวคำสาบานออกมาทีละคำ

เผยเซียวหยวนฟังจบก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

เฝิงเจินผิงที่อยู่ด้านข้างจับสังเกตสีหน้าของเขา ประเมินความเป็นไปได้ที่จุดประสงค์ในการมาครั้งนี้จะบรรลุผลสำเร็จ

นับตั้งแต่วันแรกที่บุตรชายสกุลเผยเข้ามาเมืองหลวงและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญจากฮ่องเต้ เฝิงเจินผิงก็ไตร่ตรองแล้วว่าจะดึงเขามาเป็นพวกได้อย่างไร หรือจะบอกว่าดึงมาเป็นพวกชั่วคราวก็ได้

เพียงแต่เขาก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ความหวังมีไม่มากนัก ทั้งกลัวจะถูกคนพบเห็น จึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจมาโดยตลอด จนกระทั่งหลังงานเลี้ยงที่ทะเลสาบชวีเจียงของหนิงอ๋อง เฝิงเจินผิงเริ่มข่มอารมณ์ไว้ไม่ได้แล้ว บุตรชายที่รักมากที่สุดต้องตายไปก็แล้วไปเถิด แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจมากที่สุดคือหวังจางที่เดิมจะให้หลานสาวแต่งงานกับคังอ๋องเริ่มมีท่าทีคลอนแคลนขึ้นมา

เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองเฝิงเจินผิงทนไม่ไหวไปหยั่งเชิงหวังจาง เขาถึงกับเอาเรื่องดวงชะตามาบอกปัด กล่าวว่าช่วงก่อนมีผู้สูงส่งท่านหนึ่งดูดวงชะตาให้หลานสาว บอกว่าปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีที่จะเจรจาเรื่องการแต่งงาน ดังนั้นเขาจึงอยากจะขอเลื่อนเรื่องนี้ไปเป็นปีหน้า

เห็นชัดว่าการกระทำของคังอ๋องในวันที่เรือจมทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร เฝิงเจินผิงสงสัยว่าเวลานี้หวังจางคิดจะเปลี่ยนทิศทางไปคืนดีกับหลิ่วเช่อเยี่ย…แม้ความเป็นไปได้จะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย หวังหลิ่วสองตระกูลไม่มีความแค้นลึกซึ้งอะไรต่อกัน ที่มีเป็นเพียงความขัดแย้งที่เกิดจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในอดีตเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างสองตระกูลยังมีไทฮองไทเฮาทำหน้าที่เป็นตัวประสานอีกคน

ถ้าการคาดคะเนนี้เป็นจริง เมื่อไรที่หวังหลิ่วสองตระกูลร่วมมือกันสนับสนุนองค์รัชทายาท คังอ๋องที่เดิมก็ถูกฮ่องเต้เอือมระอาคิดจะขึ้นครองบัลลังก์ ความหวังก็จะเปลี่ยนเป็นน้อยนิดยิ่ง

กอปรกับเมื่อวานนี้เองเฝิงเจินผิงได้ยินว่าบ้านมารดาของชายารัชทายาทก็คิดจะใช้การแต่งงานดึงเผยเซียวหยวนไปเป็นพวก กระทั่งดูเหมือนยังได้รับการพยักหน้าอนุญาตจากฮ่องเต้แล้ว เรื่องนี้ทำให้เฝิงเจินผิงนั่งไม่ติดอีกต่อไป

ไม่ต้องพูดถึงว่าเพียงโขกศีรษะยอมรับผิดให้คนที่ตายไปแล้ว ต่อจะให้เขาโขกศีรษะให้บุตรชายสกุลเผย…ถ้าทำเช่นนี้แล้วสามารถบรรลุเป้าหมายได้ เฝิงเจินผิงก็ยินดีทำโดยไม่ลังเลใดๆ

เวลานี้เขาร้อนใจอยากจะดึงบุตรชายสกุลเผยมาเป็นพวกก่อน และร่วมมือกันรับมือสกุลหลิ่วกับรัชทายาทองค์ปัจจุบัน

ขอเพียงสกุลหลิ่วไม่มั่นคง หวังจางย่อมกลับมาหาคังอ๋องแต่โดยดี

ส่วนบุตรชายสกุลเผยก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ว่าสกุลหลิ่วเคยแสดงบทบาทเช่นไรในสมรภูมิเป่ยยวน ความแค้นระหว่างเขากับหลิ่วเช่อเยี่ยไม่มีทางสลายได้ คิดจะโค่นหลิ่วเช่อเยี่ย มีผู้ช่วยเช่นตนเพิ่มมาอีกคน สำหรับเขาแล้วไม่มีข้อเสียอะไร

วันข้างหน้าคนที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ใช่องค์รัชทายาทก็ต้องเป็นคังอ๋อง เลือกหนึ่งในสอง ขอเพียงเผยเซียวหยวนไม่ใช่คนโง่ เลือกใครแล้วจะเป็นผลดีต่อเขายิ่งกว่า เขาย่อมรู้ดี

แน่นอนว่าเผยเซียวหยวนก็อาจมีทางเลือกที่สาม นั่นคือวางแผนก่อกบฏ แต่ถ้ามีวันนั้นจริงสถานการณ์ความวุ่นวายกลับเป็นสิ่งที่เฝิงเจินผิงปรารถนาอยู่แล้ว เดิมเขาก็เป็นขุนพลทหาร ทุกวันนี้แม้จะถูกฮ่องเต้ค่อยๆ จำกัดอำนาจ แต่ในท้องถิ่นจนถึงวันนี้ยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าบางคนที่เชื่อฟังคำสั่งของเขาอยู่ ยิ่งสถานการณ์วุ่นวายมากเท่าไร เขาก็ยิ่งมีที่ให้แสดงฝีมือมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเช่นทุกวันนี้ที่ทุกหนแห่งสงบมั่นคง ทุกอย่างดูจะดำเนินไปภายใต้สายตาของฮ่องเต้ที่อยู่ในตำหนักเต๋าผู้นั้น เฝิงเจินผิงก็รู้สึกไร้พลังราวกับมือทั้งสองข้างค่อยๆ ถูกมัดด้วยเชือกจนแน่น

เขาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง ผ่านไปครู่หนึ่งเพียงได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเสียงราบเรียบ

“องค์ชายอาสื่อน่ารับเงินท่านห้าพันตำลึง ดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องคืนชั่วคราว ท่านอยากทำอะไรก็ไปทำเถิด อะไรที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของข้า ข้าจะไม่ขัดขวาง”

เฝิงเจินผิงในใจดีใจยิ่ง กล่าวเสียงต่ำ “ถ้าข้าจะทำอะไรจะต้องแจ้งให้ท่านทราบก่อน”

เขาประสานมือคารวะคนที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็ไม่รั้งรออีก หมุนตัวเดินจากไปอย่างรีบเร่ง

ผ่านไปครู่หนึ่งเฉิงผิงก็สาวเท้าเร็วๆ เดินเข้ามาอีกครั้ง รินสุราให้เผยเซียวหยวนจอกหนึ่ง สองมือประคองส่งให้

เผยเซียวหยวนมองสหายแวบหนึ่ง ไม่ได้รับมาทันที

เฉิงผิงมองจ้องเขา ดวงตาที่ปกติมักจะยิ้มกริ่มอยู่เสมอตอนนี้กลับวาววับไปด้วยประกายตื่นเต้นฮึกเหิมดุจสัตว์ป่าที่กำลังจะกระโจนเข้าไปฉีกทึ้งเหยื่อ

“พี่จวินเหยียน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากแก้แค้น แต่ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทหรือคังอ๋อง สุดท้ายใครได้สืบทอดราชบัลลังก์ เจ้าก็ล้วนไม่มีผลลัพธ์ที่ดี

น้องผู้โง่เขลาขอเตือนเจ้า รีบคิดการวางแผนเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดข้าก็จะช่วยเจ้าอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งใด”

เฉิงผิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เผยเซียวหยวนสบตาเฉิงผิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับสุราที่อีกฝ่ายชูอยู่ในมือตลอดแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็โยนจอกสุราดังเคร้งแล้วตบๆ บ่าสหาย

“กลับไปนอนเร็วหน่อยเถิด ข้าเองก็จะกลับแล้ว”

เขาทิ้งเฉิงผิงไว้ แล้วสาวเท้าเดินจากไป

ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เผยเซียวหยวนกลับบ้านเร็วที่สุดในช่วงนี้

เขาออกจากหอสุรา กลับมาถึงคฤหาสน์หย่งหนิงที่ไม่ได้กลับมาสามวันแล้ว ตอนเดินไปถึงนอกลานที่มีกำแพงกั้นระหว่างเรือนของนางกับเรือนของเขาก็เห็นว่าที่เรือนของนางมืดอยู่ไม่มีแสงไฟ

เผยเซียวหยวนยืนอยู่บนทางเดินครู่หนึ่ง

ในใจเขารู้ดี เป็นไปไม่ได้ที่นางจะดับไฟนอนตั้งแต่หัวค่ำเพียงนี้

จิตใต้สำนึกบอกเขาแต่แรกแล้ว คำพูดที่นางเอ่ยออกมาเมื่อเช้ามีความหมายว่านางจะไม่กลับมาอีกต่อไป แต่ดูเหมือนเขายังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติคืนกลับมาอย่างเต็มที่

เวลานี้เขายืนอยู่เช่นนี้ ไม่รู้ตนเองกำลังเฝ้ารอคอยอะไรกันแน่

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง ครั้นหันหน้าไปก็เห็นเด็กรับใช้ของตนถือโคมไฟเดินมา พอเห็นเขาสีหน้าก็พลันเหยเก บอกว่าตอนกลางวันไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ขันทีสกุลหยางกับองครักษ์ที่มาอยู่ที่บ้านหลายวันได้พากันออกไปหมดแล้ว ยังเอาข้าวของในห้องคุณชายน้อยเยี่ยรวมถึงพู่กันกับสีอะไรไปทั้งหมด เหลือไว้เพียงสาวใช้และหญิงรับใช้สูงวัยเท่านั้น

“ข้าไล่ตามไปถาม พวกเขาก็ไม่บอก ที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้น คุณชายน้อยได้บอกกับท่านหรือไม่ เขาไม่อยู่ที่บ้านแล้ว จะไปอยู่ที่ใดหรือ”

นางเป็นองค์หญิง พระธิดาเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน องค์หญิงโซ่วชาง

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของเผยเซียวหยวนอย่างเลือนราง ปากกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงสาวเท้าเดินไปยังเรือนพัก เข้าไปข้างในแล้วจุดโคมไฟ

ชิงโถวเดินตามเข้ามา ถามซักไซ้ร่ำไรต่อว่าคุณชายน้อยจะกลับมาเมื่อไรกันแน่

“นางมีงานต้องทำ ไม่กลับมาที่นี่แล้ว”

เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน เผยเซียวหยวนเวลานี้เพียงรู้สึกทั้งเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย ถูกเด็กรับใช้ผู้นี้ตามซักไซ้จนจิตใจว้าวุ่นสับสน เขาตอบไปคำหนึ่ง จากนั้นก็ไล่อีกฝ่ายออกไป

ชิงโถวกลับไม่ไป นิ่งงันไปชั่วขณะ ฉับพลันนั้นก็ตบหน้าผากตนเองอย่างแรง “ข้ารู้แล้ว! หรือนางจะโกรธแล้ว ตอนกลางวันข้าก็คิดจะบอกกับท่าน คืนก่อนข้าบอกกับแม่นางน้อยว่าท่านไม่ต้องการมุ้งหลังนั้น นางไม่ชอบใจอย่างมาก ถามข้าว่าได้บอกท่านหรือไม่ว่านางเป็นคนบอกให้ข้าซื้อ ข้าบอกว่าท่านทราบแล้ว ท่านรู้หรือไม่นางว่าอย่างไร นางถึงกับจะให้ข้าเอาไปเผาทิ้งทันที ถ้าไม่ใช่ข้าไม่รับปาก เงินหมื่นเฉียนก็ต้องสูญเปล่าไปเช่นนี้แล้ว ในตลาดตะวันตกทุกวันนี้เงินหนึ่งอีแปะซื้อไข่ไก่ได้สามฟอง หนึ่งหมื่นเฉียน ไข่ไก่สามสิบหมื่นฟอง! ไข่ฟักออกมาเป็นไก่ ไก่ก็ออกไข่มาอีกที ไม่รู้ขายได้เงินเท่าไร สวรรค์! นางถึงกับบอกให้เผาทิ้งโดยไม่กะพริบตาสักครั้ง

คุณชาย ล้วนต้องโทษท่าน! โทษท่านที่ทำให้นางโกรธแล้ว นางซื้อของให้ท่าน ดีต่อท่าน ท่านก็ใช้ไปแล้วกัน เพราะเหตุใดต้องขัดใจนางด้วย”

เด็กรับใช้ผู้นี้นับตั้งแต่ได้รับคำชมเชยและรางวัลจากฮ่องเต้ ระยะนี้ก็ดูจิตใจเบิกบานร่างกายอ้วนท้วนขึ้น และไม่ค่อยเคารพยำเกรงเผยเซียวหยวนมากเท่าเมื่อก่อน ยามนี้น้ำเสียงที่พูดยังถึงกับแฝงไปด้วยการตำหนิอยู่หลายส่วน

เผยเซียวหยวนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ความเข้าใจที่เขามีต่อนางในช่วงก่อนหน้านี้ดูเหมือนยังหยุดอยู่ตอนที่นางปฏิเสธการแต่งงานในจวนผู้ว่าการเขตที่กานเหลียงมาโดยตลอด ไม่เคยคิดว่านางจะมีความเป็นไปได้อื่นใดต่อเขาได้ หลังจากมาถึงฉางอันเคยมีการกระทำอันใกล้ชิดกับนางอยู่หลายครั้งซึ่งก็ล้วนเป็นเขาที่เป็นฝ่ายกระทำ อีกทั้งเกิดขึ้นมาอย่างมีเหตุมีผล

เขารู้ว่านางไว้วางใจเขา หลังจากถูกเขาล่วงรู้ถึงฐานะก็ไม่มีความลับใดๆ กับเขาอีก แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่านางจะพึงใจเขา

ทว่าเวลานี้เพราะคำพูดเหล่านั้นของชิงโถว เมื่อเขาหวนนึกถึงใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวราวกับต้องการจะสังหารเขาของฮ่องเต้ ทั้งยังมีคำพูดก่อนจากไปของนางเมื่อเช้านี้ก็อดอึ้งตะลึงไปไม่ได้

เป็นเรื่องจริงหรือ นางพึงพอใจในตัวเขาจริงหรือ และกว่าเขาจะรู้อย่างแน่ชัดกลับเป็นตอนที่นางบอกลาและจากไปแล้ว

บทที่ 64

ผ่านไปไม่กี่วันก็ถึงวันประชุมราชสำนักที่มีขึ้นทุกห้าวัน วันนี้แม้ฮ่องเต้จะยังไม่ออกมา แต่หยวนจื๋อจากกองงานฝ่ายในก็มาที่ตำหนักจื่อเฉินซึ่งเป็นท้องพระโรงหลักของพระราชวังชั้นใน และประกาศข่าวเรื่องหนึ่งให้เหล่าขุนนางทราบ

เดือนหน้าหลังเทศกาลอวี๋หลันเผิน ฮ่องเต้จะเลือกวันและพาเชื้อพระวงศ์ ขุนนางทั้งหลาย รวมถึงอ๋องและเหล่าข้าราชบริพารจากเมืองขึ้นที่อยู่ในเมืองหลวงไปพักร้อนที่ภูเขาชังซาน ขุนนางฝ่ายทหารและพลเรือนขั้นหกขึ้นไปทุกคนในเมืองหลวงที่ปีที่แล้วได้รับการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ในระดับกลางขึ้นไปสามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการตรวจกองทหารเกียรติยศ มีคำสั่งให้กองสังคีตซ้อมดนตรีและการร่ายรำ การแสดงละครเพลงเรื่องทำลายฐานที่มั่น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ

ข่าวนี้ทำให้ทั้งตำหนักจื่อเฉินตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล ชั่วขณะนั้นทั่วทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยแสดงความคิดเห็นของเหล่าขุนนางดังขรม

ทว่าไม่อาจตำหนิคนทั้งท้องพระโรงที่เสียกิริยา ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้คนคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองบัลลังก์จนถึงวันนี้เกือบยี่สิบปีแล้ว ไม่เคยไปเยือนภูเขาชังซานเลยสักครั้ง เหล่าขุนนางต่างเคยชินเห็นเป็นเรื่องปกตินานแล้ว แทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีเรื่องนี้อยู่ ไม่ว่าใครก็คาดคิดไม่ถึงที่จู่ๆ ฮ่องเต้ถึงกับตัดสินใจเช่นนี้

ไม่ถึงครึ่งวันข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วที่ทำการหนานหยา ทุกคนต่างคุยกันถึงเรื่องนี้ นอกจากคนจำนวนหนึ่งที่คาดเดากันเป็นการส่วนตัวว่าเพราะเหตุใดปีนี้จู่ๆ ฮ่องเต้จึงจะเสด็จแปรพระราชฐาน แต่มีคนมากกว่านั้นที่ตื่นเต้นดีใจกับเรื่องนี้ จะอย่างไรเมืองฉางอันในฤดูร้อนก็ร้อนมาก มีโอกาสได้ออกไปข้างนอกหลบความร้อนเช่นนี้ แม้ว่าในทางปฏิบัติต้องนำงานไปทำด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเทียบกับการอยู่ในที่ทำการทั้งวัน ต้องทำตัวอยู่ในกรอบ เข้าออกประตูวังหลวง เข้าเวรออกเวรแล้วก็สะดวกสบายและผ่อนคลายกว่ามาก อีกทั้งราชสำนักจะประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของขุนนางเป็นประจำทุกปี ตัดคนจำนวนน้อยที่ทำได้ไม่ดีจริงๆ ออกไป คนส่วนใหญ่ที่เหลือคิดจะได้รับการประเมินผลในระดับกลางขึ้นไปไม่ใช่เรื่องยาก อาจกล่าวได้ว่านอกเหนือจากคนส่วนหนึ่งที่ต้องอยู่รักษาเมืองแล้ว ฮ่องเต้ต้องการพาขุนนางในเมืองหลวงระดับหกขึ้นไปเกือบทั้งหมดไปภูเขาชังซานเพื่อหลบความร้อนในฤดูร้อน

ส่วนการแสดงละครเพลงเรื่องทำลายฐานที่มั่นนั้นเป็นการร่ายรำแบบองอาจห้าวหาญซึ่งตรงข้ามกับการร่ายรำแบบนุ่มนวลอ่อนช้อย โดยใช้เพื่อยกย่องความกล้าหาญยากจะหาใดปาน รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งของเหล่าทหารหาญในกองทัพ เมื่อสามปีก่อนการทำศึกสงครามกับซีฟานที่ชายแดนตะวันตกยุติลง ในพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะและส่งมอบเชลยได้จัดให้มีการแสดงละครเพลงนี้ขึ้นครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในช่วงหลายปีมานี้ก็ไม่เคยมีการแสดงอีก ครั้นจะจัดให้มีการแสดง ทั้งยังมีการตรวจกองทหารเกียรติยศด้วย สามารถนึกภาพได้เลยว่าถึงตอนนั้นพิธีการจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด

การแสดงการร่ายรำนี้ต้องใช้คนร่ายรำหนึ่งร้อยยี่สิบคน หลายปีมานี้กองสังคีตที่อยู่ในมือฮ่องเต้ค่อยๆ โรยราลง ในเวลาอันสั้นจะหาคนร่ายรำที่เข้มแข็งทรงพลังจำนวนมากเพียงนี้ได้ที่ใด ไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องคัดเลือกจากทหารหนุ่มในกองทหารองครักษ์ต่างๆ ในเมืองหลวง เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทุกคนต่างถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการแสดง ไม่เพียงบุตรหลานวงศ์ตระกูลสูงศักดิ์จำนวนมากจะแข่งขันแย่งชิงกัน แม้แต่คังอ๋องยังขันอาสาด้วยตนเองและได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ด้วย

แม้จะยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งก่อนออกเดินทาง แต่เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในกรมพิธีการ กองงานฝ่ายใน และอื่นๆ ได้ส่งกำลังคนไปภูเขาชังซานล่วงหน้าแล้วเพื่อเตรียมการต่างๆ ในการรับเสด็จ ทั้งที่ทำการหนานหยาแทบจะจมอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันตื่นเต้นคึกคักของการเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปพักร้อน หลายคนแม้งานก็ไม่มีแก่ใจจะทำแล้ว เพียงชะเง้อคอรอให้วันนั้นมาถึง

ผลกระทบของเรื่องนี้แน่นอนว่าย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ที่เดิมนับได้ว่าเป็นบ่อโบราณที่ไร้คลื่น

ตำหนักแห่งนี้เป็นที่ประทับของหลิ่วซื่อฮองเฮาองค์ปัจจุบัน เวลานี้นางอยู่ในราชรถกำลังออกจากตำหนักเต๋ออันซึ่งเป็นที่ประทับของไทฮองไทเฮา ราชรถหงส์กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนถนน นางไม่อาจระงับความผิดหวังและความเคียดแค้นที่เกิดขึ้นในใจไว้ได้อีก ใบหน้าทั้งดวงแม้จะประทินโฉมมาอย่างเต็มที่แต่ยังไม่อาจปกปิดสีหน้าที่หม่นหมองไว้ได้ เหล่านางกำนัลขันทีที่ติดตามอยู่รอบข้างสังเกตเห็นต่างก็หวาดผวา กลั้นหายใจสำรวมกิริยา เพียงกลัวว่าถ้าไม่ระวังไปยั่วโทสะฮองเฮาเข้าจะนำภัยพิบัติมาถึงตัวได้

ตอนมาถึงถนนในวังช่วงที่เชื่อมต่อกับหอหงเหวิน ทันใดนั้นก็มีคนห้าหกคนเดินมาจากทางแยกที่อยู่ห่างจากราชรถหงส์ไปไม่กี่สิบก้าว นอกจากขันทีสองคนแล้ว ไม่กี่คนที่เหลือดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่เหมือนคนที่ทำงานในสำนักจื๋อย่วนของหอจี๋เสียน คนกลุ่มนี้ดูคล้ายกำลังจะไปหอหงเหวิน ครั้นสังเกตเห็นราชรถหงส์ของฮองเฮาก็รีบเดินมา ส่งเสียงเรียกฮองเฮาพร้อมกันแล้วทำความเคารพอย่างเต็มรูปแบบ มีเพียงเด็กหนุ่มที่น่าจะอยู่ในวัยสวมหมวกเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เดินเข้ามา เพียงหยุดอยู่ที่เดิม

เมื่อหลิ่วซื่อเห็นเช่นนี้ ความโกรธที่ถูกเก็บกดไว้เมื่อครู่ก็ถูกกระตุ้นออกมาทั้งหมดทันที

นางไปที่ตำหนักไทฮองไทเฮาก็เพื่อสืบข่าวเรื่องการไปพักร้อนที่ภูเขาชังซานเดือนหน้า การเดินทางครั้งนี้ชายาอ๋อง หญิงสาวสตรีสูงศักดิ์ของราชวงศ์จำนวนมากในเมืองหลวง รวมถึงนายหญิงตราตั้งในราชสำนักทั้งหมดต่างได้รับคำสั่งให้ร่วมเดินทางไปด้วย ทว่านางที่สูงศักดิ์เป็นถึงฮองเฮา ที่กองงานฝ่ายในแจ้งมาถึงกับเป็นพระราชโองการให้นางรั้งอยู่ตำหนักฝ่ายในดูแลปรนนิบัติไทฮองไทเฮา

นางรู้ว่าครั้งนี้ตนจะต้องกลายเป็นเรื่องขบขันขององค์หญิงใหญ่และคนอื่นๆ อีกแน่นอน จึงอดทนต่อความอัปยศอดสูและไปตำหนักเต๋ออันเพื่อพบกับท่านยายน้อยของนาง

ท่านยายน้อยของนางสูงศักดิ์เป็นถึงไทฮองไทเฮา หากนับรวมฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วย ถึงทุกวันนี้ก็มีชีวิตอยู่มาสี่รัชสมัยแล้ว อายุแปดสิบเก้าสิบ ไม่ได้จัดการเรื่องใดๆ มานานแล้ว ฮ่องเต้จะเสด็จออกจากเมืองหลวงเพื่อหลบเลี่ยงความร้อนในฤดูร้อนครั้งนี้ บุคคลแรกที่กองงานฝ่ายในไปทูลเชิญอย่างนอบน้อมก็คือไทฮองไทเฮา ไทฮองไทเฮาย่อมไม่ไปและปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าอายุมากแล้วไม่ชอบออกไปข้างนอก ไม่เพียงเท่านั้น ยังเอ่ยถึงคำพูดของหลิ่วซื่ออีกด้วยว่านางยินดีจะรั้งอยู่เป็นเพื่อนและคอยปรนนิบัติ

เมื่อครู่หลิ่วซื่อไปที่นั่น ไทฮองไทเฮาหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ ขณะที่หลิ่วฮองเฮาเข้าใจว่านางหลับไปแล้วก็ได้ยินนางกล่าวเสียงราบเรียบ

‘เพราะเห็นแก่หน้าตาของเจ้า ข้าถึงช่วยตัดสินใจแทน เหตุใดจึงไม่รู้ดีชั่ว’

ในตอนนั้นหลิ่วซื่ออายจนใบหน้าแดงก่ำ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เวลานี้มาเจอกับเรื่องเช่นนี้เข้าอีก ยังจะระงับเพลิงโทสะไว้ได้อย่างไร

นางสั่งคนด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นให้เรียกบุรุษเหิมเกริมผู้นั้นมาตรงหน้า โดยไม่คาดคิด ขันทีฝ่ายในที่ดูแลหอจี๋เสียนและเพิ่งมาแสดงความเคารพคนหนึ่งหันกลับไปมองแล้วรีบอธิบายว่าคนผู้นี้เพราะมีความชอบในการวาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ที่เรือนด้านตะวันตกของตำหนักจื่ออวิ๋น ได้รับการให้ความสำคัญจากฮ่องเต้อย่างมากและได้มอบสิทธิพิเศษให้เขา ไม่เพียงไปมาในวังหลวงได้อย่างอิสระ เจอคนก็ไม่ต้องกราบคารวะ

“ถึงพบเจอกับฝ่าบาท ฝ่าบาทก็อนุญาตให้เขาไม่ต้องแสดงคารวะ”

หลิ่วซื่อนอกจากจะตื่นตะลึงและโกรธแล้วก็มองไปที่อีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณ ให้บังเอิญในเวลานี้เด็กหนุ่มผู้นั้นก็เหลือบดวงตากระจ่างแจ่มใสมองมาพอดี ตอนอีกฝ่ายมองมาหลิ่วซื่อพลันรู้สึกเหมือนเคยรู้จักมาก่อน นางยังไม่ทันทำความเข้าใจกับความรู้สึกแปลกๆ นี้ให้ชัดเจนก็เห็นดวงตาของอีกฝ่ายเย็นเยียบดุจใบมีด กรีดผ่านผิวหนังของนางดุจขอดเกล็ด อากาศร้อนอบอ้าวใกล้จะมาถึง ทว่าในชั่วขณะนี้รูขุมขนทั่วร่างนางพลันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาครามครัน

ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดจู่โจมเข้ามา หลิ่วซื่อพลันหลุดจากภวังค์ พอกะพริบตามองไปอีกครั้ง เพียงเห็นเงาดำขยับ เด็กหนุ่มถึงกับทิ้งนางแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ สาวเท้าไปทางหอหงเหวินแล้ว

หลิ่วซื่อทั้งโกรธและตกตะลึง นึกถึงคำพูดบางอย่างที่เหยาซวี่จิตรกรเอกพูดตอนมาวาดภาพเหมือนให้นางเมื่อไม่กี่วันก่อน

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีจิตรกรคนหนึ่งมาที่สำนักจื๋อย่วน อายุยังน้อย ทว่าไม่รู้ใช้วิธีการใด ไม่เพียงทำให้ฟางซานจิ้นและคนอื่นๆ นอบน้อมเชื่อฟังเขา แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังตกหลุมพรางเขา ได้รับความโปรดปรานอย่างมาก กระทั่งยังมากกว่าอดีตฮ่องเต้ในรัชสมัยก่อนที่มีต่อเยี่ยจงหลีเสียอีก

คำพูดของเหยาซวี่ยากจะปกปิดความริษยาและความชิงชังได้

ก่อนหน้านี้ไม่นานฮ่องเต้เรียกจิตรกรมาวาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ที่เรือนด้านตะวันตกของตำหนักจื่ออวิ๋นอีกครั้ง หลิ่วซื่อย่อมรู้ ที่เรียกว่า ‘เจ้าแม่ซีหวังหมู่’ นั้นมีใครเป็นต้นแบบในการวาด นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนในวังต่างรู้ดี

ที่แท้คนที่วาดภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่และได้รับความชื่นชมจากฮ่องเต้ก็คือจิตรกรผู้นี้

อีกฝ่ายหยิ่งผยองเพราะได้รับความโปรดปราน ระดับความกำเริบเสิบสานทำให้คนคาดคิดไม่ถึง ถึงกับเหยียดหยามนางต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นของขันที หลิ่วซื่อจะทำอะไรได้ เพียงรู้สึกว่าผู้คนที่อยู่รอบด้านซึ่งดูเหมือนหวาดกลัวและเคารพนอบน้อมเหล่านี้ ความจริงแล้วส่วนลึกในดวงตาของแต่ละคนลอบซ่อนแววเย้ยหยันเอาไว้

หลิ่วซื่อกล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจกลับตำหนัก คืนนั้นฝันร้ายก็เกิดขึ้นอีก นางฝันว่าตนเดินเปลือยกายอยู่ในป่าดาบที่หงายคมขึ้นผืนหนึ่ง รอบด้านมีแต่อสูรและผีร้าย แต่ละตนมีเขี้ยวยื่นออกมานอกปาก นัยน์ตาสีเขียว กวัดแกว่งลูกตุ้มหนามเหล็กที่แหลมคม บีบบังคับให้นางเดินเท้าเปล่าผ่านภูเขาดาบ พอเดินช้าหน่อยก็จะถูกทุบตีอย่างรุนแรง เลือดเนื้อแตกกระจาย นางล้มลงไปในป่าดาบที่สาดประกายเย็นยะเยียบ เนื้อหนังทั่วร่างถูกตัดเป็นชิ้นๆ กระดูกขาวปรากฏออกมาให้เห็น โลหิตไหลรินหยาดหยด นางอยากจะร้องขอความเมตตา แต่ลิ้นของนางกลับถูกยมทูตหัววัวหน้าม้าดึงขาด นางพูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ เจ็บปวดจนสั่นกระตุกไปทั้งร่าง อยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าพริบตาถัดมานางก็ตระหนักได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือนรกอเวจี หลังจากรอดจากภูเขาดาบมาได้ สิ่งที่รอนางอยู่ข้างหลังยังมีทะเลเพลิง ถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ ถลกหนัง เอาใส่ครกตำ ลากลำไส้ออกมา เอาลงต้มในหม้อน้ำมัน…นางจะต้องทนทุกข์ทรมานจากการลงโทษนี้ไปไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิด…

ตอนหลิ่วซื่อดิ้นรนตื่นขึ้นมาในที่สุด ข้างหูมีเสียงหอบหายใจแรงและเสียงร้องครวญครางร่างบิดไปมาเหมือนคนกำลังถูกโบยตีอย่างหนัก ฟังดูน่ากลัวจนทำให้คนหนังศีรษะลุกชัน นางตกใจลุกขึ้นมานั่ง แล้วจึงได้รู้ว่าเสียงนี้มาจากตนเอง รอบๆ เตียงไม้หอมวาดลายดอกไม้ที่นางนอนอยู่มีขันทีและนางกำนัลหลายคนสีหน้าเซื่องซึมกำลังนั่งคุกเข่า พวกเขาใช้น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ฮองเฮาทรงตื่นเถิด…ฮองเฮาทรงตื่นเถิด” ในที่สุดก็ปลุกนางออกมาจากฝันร้ายได้ เห็นชัดว่าทุกคนคุ้นเคยกับเรื่องที่ฮองเฮาตกอยู่ในฝันร้ายมานานแล้ว

ในดวงตาของหลิ่วซื่อวาววับไปด้วยประกายดุร้าย นางกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง กระโจนลงจากเตียงไปกระชากมวยผมนางกำนัลคนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด ทางหนึ่งด่าทอสาปแช่ง ทางหนึ่งตบตีตามอำเภอใจ

ตอนแรกนางกำนัลไม่กล้าต่อต้าน เพียงส่งเสียงร้องเบาๆ คนอื่นๆ ที่เหลือรีบถอยกรูด มองหลิ่วซื่อใช้เล็บแหลมคมข่วนใบหน้านางกำนัลจนเป็นแผลมีเลือดไหลออกมาด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว

หลิ่วซื่อเบิกดวงตาทั้งสองจนกลมโต ปากก็ด่าทอไม่หยุด กระทั่งนางกำนัลผู้นั้นเจ็บจนทนต่อไปไม่ไหวจึงกรีดร้องและดิ้นหลุดออกไปแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะร้องขอความเมตตา นางจึงรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่ เนื้อตัวสั่นระริก ยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะก่อนจะตวาดไล่ผู้คนออกไปทันที ตนเองก็ไม่กล้าหลับตาลงอีก ทางหนึ่งหมุนลูกประคำที่พระภิกษุระดับสูงเป็นผู้ปลุกเสกไม่หยุดมือ ทางหนึ่งนั่งซึมอยู่ในวังลึกรอคอยรุ่งอรุณ

กาน้ำหยดในวังแจ้งเวลาจบแล้ว ในแสงอรุโณทัยหลิ่วซื่อเห็นภาพเหมือนที่เหยาซวี่วาดให้นาง คนในภาพสวมชุดฮองเฮาของราชสำนัก ใบหน้าอวบอิ่มงดงาม ท่วงทีสุขุมเยือกเย็น งดงามสูงศักดิ์สมเป็นมารดาของใต้หล้า ทว่าเมื่อส่องคันฉ่องดู นางที่อายุเพียงสี่สิบต้นๆ ใบหน้าในคันฉ่องบวม หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยเล็กๆ หน้าผากมีผมขาวงอกขึ้นมาอีกหลายเส้น จากที่ก่อนหน้านี้เคยถอนออกไปแล้ว

เมื่อฟ้าสว่างหลิ่วซื่อเรียกหลิ่วเช่อเยี่ยพี่ชายร่วมวงศ์ตระกูลมา ไล่คนอื่นๆ ออกไปก่อนจะซักถามเขาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ฝ่าบาทจะเสด็จไปทางตะวันออก ถึงกับทิ้งข้าไว้คนเดียว ให้ข้าคอยดูแลหญิงชราผู้นั้น! คนในเมืองหลวงจะมองข้าอย่างไร วันเวลาเช่นนี้ข้ายังต้องอยู่ไปอีกนานเพียงใด”

บุตรชายสกุลเผยเข้าเมืองหลวง ในเวลาอันสั้นไม่อาจกำจัดได้ หลิ่วเช่อเยี่ยกลัวเขาจะถูกสกุลเฝิงใช้ประโยชน์จึงคิดจะใช้สกุลเหวยสร้างความสัมพันธ์ สกุลเหวยเป็นครอบครัวพ่อตาขององค์รัชทายาท ถ้าเรื่องแต่งงานสำเร็จย่อมดีที่สุด วันหน้าอย่างมากก็หย่าร้าง ถึงเรื่องไม่สำเร็จ ขอเพียงมีการไปมาหาสู่กันก็เป็นโอกาสให้องค์รัชทายาทแสดงอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งต่อเหล่าขุนนาง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากช่วงก่อนที่องค์รัชทายาทถูกกักบริเวณอยู่ระยะหนึ่ง หลิ่วเช่อเยี่ยก็ปรารถนาจะปรับปรุงและกระชับความสัมพันธ์กับเผยเซียวหยวนมากขึ้น ดังนั้นจึงแสดงความต้องการเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้ไม่คัดค้านก็ถือได้ว่าพระองค์กำลังแสดงท่าทีต่อราชสำนักอย่างหนึ่ง เขามีความมุ่งมั่นจะสลายความบาดหมางระหว่างสองตระกูล ฐานะขององค์รัชทายาทก็จะยังคงมั่นคงมีเสถียรภาพ

ดังนั้นเขาจึงคาดการณ์ว่าไม่ว่าอย่างไรเผยเซียวหยวนก็ต้องไว้หน้าสกุลเหวย หรือจะบอกว่าไว้หน้าองค์รัชทายาท อย่างน้อยก็ต้องรักษาการไปมาหาสู่กับสกุลเหวย

เขาคาดคิดไม่ถึงว่าเผยเซียวหยวนถึงกับไม่มางานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของนายท่านสกุลเหวย วันนั้นมีเพียงชุยเต้าซื่อที่ปรากฏตัวขึ้น บอกว่าหลานชายติดภารกิจ ไม่อาจปลีกตัวมาได้จริงๆ

หลายวันนี้หลิ่วเช่อเยี่ยกำลังกลัดกลุ้มเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางหนึ่งก็ระแวงว่าเผยเซียวหยวนจะถูกสกุลเฝิงใช้ประโยชน์ ทางหนึ่งก็ยิ่งกังวลว่าหรือฮ่องเต้จะมีคำสั่งเป็นการส่วนตัวให้เขาทำเช่นนั้น เวลานี้ไหนเลยจะยังมีแก่ใจมาปลอบโยนหลิ่วซื่อ ชั่วขณะนี้ก็ไม่เกรงใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือการบ่นว่า

“ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เจ้าทำเรื่องนั้นลงไปโดยพลการ ก็คงไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ ข้าต้องมาจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาแทนเจ้าทั้งหมด! ไม่เรียกเจ้าไปก็ไม่ต้องไป อยู่ดูแลปรนนิบัติไทฮองไทเฮา จับตาดูสกุลหวัง มีอันใดไม่ดี”

หลิ่วซื่อใบหน้าแดงก่ำ “ตอนนั้นพวกเจ้าวางแผนไว้อย่างไร ไม่ใช่บอกให้ข้าแต่งงานไปแทนที่พี่สาวหรือ ตกปากรับคำข้าไว้ แต่ปล่อยให้ข้ารอเปล่า พวกเจ้าทำสำเร็จแล้วหรือ ก็เป็นพวกเจ้าที่กลัวว่าหญิงคนนั้นจะได้รับความโปรดปราน ฐานะของเม่าเอ๋อร์ช้าเร็วต้องรักษาไม่อยู่ ข้าช่วยพวกเจ้าเปลี่ยนคนให้กลายเป็นผีที่ตายแล้ว มาตอนนี้เหตุใดทุกอย่างจึงกลายเป็นความผิดของข้าทั้งหมด!”

หลิ่วเช่อเยี่ยเห็นนางใบหน้าซีดขาว ดวงตาสาดประกายสีแดงฉาน ก็รีบบอกให้นางเงียบเสียง “เจ้าอดทนอีกหน่อย อัปยศอดสูเพียงชั่วครู่ชั่วคราวจะเป็นไร รอองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าก็จะเป็นไทเฮา ถึงตอนนั้นยังไม่ใช่เจ้าต้องการให้เป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นหรือ

ตอนนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ถ้าเจ้าทำอะไรบุ่มบ่าม ทำให้งานใหญ่ขององค์รัชทายาทต้องเสียหาย ตัวเจ้าเองก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร”

คำพูดที่เจือการขู่ขวัญของหลิ่วเช่อเยี่ยทำให้หลิ่วซื่อรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นถังหนึ่งราดรดลงบนศีรษะ นางจ้องคนตรงหน้าและพูดออกมาทีละคำราวกับเค้นออกมาจากร่องฟัน

“เรื่องนี้ข้าเป็นคนทำ แต่เจ้าก็ไม่ได้สะอาด ถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับข้า พวกเจ้าแต่ละคนก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้”

หลิ่วเช่อเยี่ยรู้ว่าสิบกว่าปีมานี้นางไม่ต่างอะไรกับการนั่งอยู่ในตำหนักเย็น นิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งเป็นคนกล้าที่จะลงมือ มีวิธีการไม่น้อย เวลานี้เห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็ไม่กล้าบีบคั้นมากเกินไป รีบระงับความเอือมระอาในใจและกล่าวปลอบใจ

“น้องสาวพูดอะไรเช่นนั้น ทุกอย่างที่เราทำลงไปไม่ใช่เพื่ออนาคตขององค์รัชทายาทหรือ และเพราะเหตุนี้พี่ชายจึงขอให้เจ้าอดทนอีกสักหน่อย หลายปีเพียงนี้ก็ยังผ่านมาได้ อดทนรออีกสักนิด ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว”

หลิ่วซื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวช้าๆ “จ้าวจงฟางตาแก่นั่นจู่ๆ ก็กลับมาแล้ว ฝ่าบาทมีเจตนาอะไร ยังมีอีก ระยะนี้ในวังมีจิตรกรคนหนึ่ง ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมาก เมื่อวานข้าได้พบเข้าโดยบังเอิญ ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าคุ้นหน้า แต่ในเวลาอันสั้นคิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ใด…”

หนึ่งคืนผ่านไปแล้ว ความรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งร่างในตอนนั้น ยามนี้ยังคงไม่จางหายไปทั้งหมด

หลิ่วเช่อเยี่ยย่อมเคยได้ยินเกี่ยวกับจิตรกรผู้นี้ และรู้ว่าคนผู้นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผยเซียวหยวนประหนึ่งพี่ชายน้องชาย แต่เขาจะเห็นจิตรกรประจำราชสำนักคนหนึ่งอยู่ในสายตาได้อย่างไร

หลายปีมานี้เขาก็เคยคิดจะลองเอาคนของตนแฝงเข้าไปอยู่ในตำหนักจื่ออวิ๋น ทว่าจนแล้วจนรอดก็หาโอกาสไม่ได้ ทั้งหวั่นเกรงความฉลาดเฉียบแหลมของฮ่องเต้ จึงไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร

เรื่องนี้เขาดูแล้วกลับไม่มีอะไร ฮ่องเต้กำลังใช้งานเผยเซียวหยวนย่อมดีต่อจิตรกรผู้นี้เป็นธรรมดา นี่คือเหตุผลประการแรก ประการที่สอง ทุกวันนี้ฮ่องเต้อาจยังคงคิดถึงพระชายาอินไม่ลืมเลือน ทั้งสุขภาพก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยิ่งคิดถึงคนเก่าคนแก่มากขึ้น ดังนั้นจึงเรียกจ้าวจงฟางกลับมา และจิตรกรผู้นี้ก็มีฝีมือวาดภาพที่ดี คิดว่าคงทำให้ฮ่องเต้พอใจ ทำให้พระองค์เห็นภาพแล้วเหมือนได้พบคน ได้รับความสบายใจ ด้วยเหตุนี้จึงโปรดปรานเป็นพิเศษ

แต่ความคิดเห็นเช่นนี้กลับไม่เหมาะจะพูดต่อหน้าหลิ่วซื่อ หาไม่จะทำให้นางคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก จึงเพียงกล่าวปลอบใจนาง

“พระวรกายของฝ่าบาทนับวันเสื่อมทรุด เรียกคนเก่าในอดีตกลับมาปรนนิบัติรับใช้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา ส่วนจิตรกรน้อยผู้นั้นก็แค่ใช้ทักษะฝีมือแปลกใหม่มาประจบสอพลอเท่านั้น ก็เหมือนกับเยี่ยจงหลีในตอนนั้น มีอันใดต้องกลัว”

หลิ่วเช่อเยี่ยย่อมเคยได้ยินเรื่องที่ฮองเฮาฝันร้ายบ่อยๆ และปฏิบัติต่อข้ารับใช้ในตำหนักอย่างโหดร้ายทารุณมาบ้าง เขามองฮองเฮาที่สีหน้าตึงเครียดระแวงสงสัยไปทุกอย่างแล้วผ่อนน้ำเสียงให้นุ่มนวลอ่อนโยนลง

“เจ้าอย่าคิดมาก คิดมากเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ใช้โอกาสนี้ไปวัดหลวงให้บ่อยขึ้น ฟังพระธรรมคำสอน เมื่อในใจมีหลักธรรม มารร้ายทั้งหมดในใจย่อมจะถอยหนีไปเอง”

 

หลังจากหลิ่วเช่อเยี่ยจากไปแล้ว หลิ่วซื่อจะฟังคำแนะนำของเขาหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ ทว่าเฉกเช่นเดียวกับตำหนักเฟิ่งอี๋ ที่สำนักจื๋อย่วนในหอจี๋เสียนหลายวันมานี้ก็เป็นเพราะข่าวที่ออกมาจากกองงานฝ่ายในอย่างกะทันหันข่าวนั้นทำให้จิตใจคนเปลี่ยนเป็นว้าวุ่นขึ้นมา

ฮ่องเต้จะเสด็จแปรพระราชฐานไปภูเขาชังซาน จิตรกรประจำราชสำนักย่อมต้องตามเสด็จด้วย หน้าที่ของพวกเขาคือใช้การวาดภาพบันทึกภาพการตรวจแถวทหารหรือฉากอื่นๆ จิตรกรน้อยเยี่ยซวี่อวี่เป็นที่โปรดปรานอย่างมาก ย่อมต้องติดตามฮ่องเต้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่คนอื่นๆ ที่เหลือใครจะได้ไปก็ไม่แน่ชัดแล้ว

หลายวันมานี้นอกจากฟางซานจิ้นที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเริ่มจากเหยาซวี่ต่างเฝ้าปรารถนาว่าตนจะได้รับเลือก แม้แต่การออกไปดูทัศนียภาพข้างนอกที่เดิมกำลังดำเนินการอยู่ก็ถูกระงับไปก่อน ขันทีเฉาที่ดูแลจัดการก็เจ้าเล่ห์ยิ่ง ทางหนึ่งรับสินบนจากเหยาซวี่และหยางจี้หมิง แต่หันมาอีกทีกลับประกาศว่าให้ซ่งป๋อคังพาลูกศิษย์ตามเสด็จ โดยบอกว่าการคัดเลือกทัศนียภาพทางด้านนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ต้องให้คนที่มีความสามารถและประสบการณ์ทำต่อไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ความคืบหน้าในการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในวังเสินซูต้องล่าช้า

ซ่งป๋อคังรู้ว่าขันทีเฉาเป็นพวกเห็นลมก็เปลี่ยนทิศทาง จะต้องเป็นเพราะต้องการเอาใจเยี่ยซวี่อวี่ถึงได้จัดการเช่นนี้ เห็นชัดว่าลูกศิษย์ผู้นี้เป็นดาวนำโชคของตน หลังจากมาแล้วตนก็เรียกได้ว่าทุกเรื่องราบรื่นได้ดังใจ ย่อมต้องดูแลเขามากขึ้น แต่ซ่งป๋อคังไม่ใช่คนที่ดีใจจนเหลิง ครั้งนี้สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ตามเสด็จไปด้วย ถึงจะเป็นเรื่องที่มีเกียรติอย่างมาก แต่การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงจะเป็นเรื่องใหญ่ที่แท้จริง จุดนี้เขาไม่เคยลืม เพราะกลัวจะถูกอีกฝ่ายนำหน้า เขาจึงต้องใช้เวลาไม่กี่วันที่เหลืออยู่นี้ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ นอกเมืองฉางอันให้ทั่ว

เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าแตกต่างกัน จึงต้องแยกกันไปคนละสาย แล้วก็ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้ ต้องเดินทางทุกๆ สองสามวัน กลับมาก็มาจัดภาพวาดให้เป็นระเบียบ พริบตาเดียวเวลาก็ย่างเข้าเดือนเจ็ด อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลอวี๋หลันเผินแล้ว ถัดจากนั้นการเสด็จแปรพระราชฐานไปพักร้อนที่ภูเขาชังซานของฮ่องเต้ก็จะมาถึงเช่นกัน

ทางนั้นส่งข่าวกลับมา พระราชนิเวศน์เก็บกวาดทำความสะอาดเรียบร้อยดูใหม่เอี่ยม เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเมืองหลวงก็เตรียมการเรียบร้อยแล้ว ส่วนเหล่าขุนนางจำนวนมากและผู้ตามเสด็จยิ่งตั้งตารอ เพียงรอฮ่องเต้สั่งการคำเดียว

เช้าตรู่วันนี้ซ่งป๋อคังนำศิษย์หลายคนออกจากวังอีกครั้ง นี่เป็นการเดินทางไปคัดเลือกทัศนียภาพเป็นครั้งสุดท้ายในแผนการของเขา เยี่ยซวี่อวี่ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเคย ตอนออกจากประตูวังก็พบกับเผยเซียวหยวน

เขามากับผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยลู่อู๋หลายคน กำลังจะเข้าวัง

เนื่องจากฮ่องเต้กำลังจะเสด็จแปรพระราชฐาน ครั้งนี้ยังเป็นการเสด็จออกจากฉางอันเป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นครองบัลลังก์มาเกือบยี่สิบปี ในบรรดากองทหารองครักษ์สิบหกกอง กองกำลังจินอู๋เป็นผู้รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยโดยตรง หานเค่อรั่งจึงไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่น้อย ถึงจะวางแผนการคุ้มกันขบวนเสด็จไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว แต่เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนเช้าเขาจึงเรียกผู้บังคับบัญชาทั้งหมดของกองกำลังจินอู๋ซ้ายขวาและหน่วยลู่อู๋เข้ามายังที่ทำการในวัง

เผยเซียวหยวนกำลังลงจากหลังม้าบริเวณใกล้ประตูวัง ฝ่ายหนึ่งจะออกจากวัง ฝ่ายหนึ่งกำลังจะเข้าวัง โดยไม่ทันตั้งตัวทั้งสองคนก็บังเอิญเจอหน้ากันเช่นนี้

นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบหน้ากันในเวลากว่าครึ่งเดือน นับตั้งแต่แยกจากกันที่คฤหาสน์หย่งหนิงเมื่อครั้งก่อน

เผยเซียวหยวนรู้ว่าวันนั้นหลังจากนางย้ายออกไปก็พักอยู่ที่ตำหนักเซียนฝูในวังหลวงมาโดยตลอด ตำหนักแห่งนี้เป็นตำหนักปีกข้างของตำหนักจื่ออวิ๋น เหตุผลก็เพื่อเก็บงานช่วงท้ายของภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่บนฝาผนัง ฮ่องเต้เป็นคนจัดการ ไม่มีใครกล้าถามมากแม้ครึ่งคำ

เขายังรู้ถึงการเคลื่อนไหวของนางในช่วงหลายวันนี้ด้วย ก็ไม่ต่างกับช่วงก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่อยู่ในวังหรือไปมาระหว่างหอหงเหวิน หอจี๋เสียน วังเสินซู ก็ออกไปข้างนอกกับซ่งป๋อคังเพื่อคัดเลือกทัศนียภาพ

วันนี้นางแต่งกายเหมือนกับทุกคนในสำนักวาดภาพที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน โดยสวมชุดขุนนางคอตั้งผ้าฤดูร้อนสีเขียวอมดำ แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อยถึงข้อมือ ศีรษะสวมหมวกบังแดดที่ทำจากไม้ไผ่สาน ปีกหมวกกดต่ำมาก ปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ทว่าอยู่ในกลุ่มคนที่เดินทางไปด้วยกัน เขายังคงมองเห็นนางในพริบตาแรกและอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าลง

“คุณชายน้อยเยี่ย!”

เวลานี้หลิวป๋อสังเกตเห็นนางแล้วก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ

เสียงร้องเรียกนี้ดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนจากสำนักวาดภาพทันที เมื่อซ่งป๋อคังเห็นว่าเป็นพวกเผยเซียวหยวนก็รีบเดินมาทำความเคารพ เผยเซียวหยวนเห็นนางหันหน้าคล้ายมองมาทางนี้แล้วหัวใจก็เต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ใบหน้ากลับเหมือนไม่มีอะไร ทักทายพูดคุยกับซ่งป๋อคังสองสามคำ

ซ่งป๋อคังเอ่ยว่า “อีกไม่กี่วันก็โชคดีได้ตามเสด็จองค์เหนือหัวไปยังภูเขาชังซานทางตะวันออก ฉวยโอกาสที่ยังมีเวลาว่างออกจากเมืองเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้ระยะทางค่อนข้างไกล กลางคืนเกรงว่าคงกลับมาไม่ทัน โชคดีที่ขันทีหยวนหัวหน้าขันทีฝ่ายในได้จัดการให้พักที่บ้านพักของทางการหลังหนึ่งในค่ำคืนนี้ เมื่อกลับเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเดินทางแล้ว ถึงตอนนั้นยังต้องรบกวนผู้บัญชาการเผยช่วยดูแลคนของสำนักจื๋อย่วนเราด้วย ผู้น้อยขอขอบคุณล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้” พูดจบก็ประสานมือคารวะ

เผยเซียวหยวนปากก็กล่าวตอบ เห็นหลิวป๋อเข้าไปทักทายนางแล้วบอกว่าช่วงนี้ไม่เห็นนางเลย นางตอบว่าสำนักจื๋อย่วนมีงาน ดังนั้นจึงค่อนข้างยุ่ง หลิวป๋อก็พูดเรื่องการเดินทางไปภูเขาชังซานสองสามคำ จากนั้นก็ใช้น้ำเสียงเจือการประจบเอาใจเอ่ยบอก

“ได้ยินว่าเมื่อก่อนทุกครั้งที่อดีตองค์เหนือหัวเสด็จแปรพระราชฐานจะทรงให้จิตรกรติดตามไปวาดภาพ หากครั้งนี้ยังเป็นเช่นนั้น รบกวนคุณชายน้อยอย่าลืมวาดข้าเข้าไปด้วย ถึงเวลานั้นข้าก็จะอยู่ข้างๆ ท่านผู้บัญชาการ อาศัยบารมีของเขา” พูดจบก็ประสานมือคารวะแล้วหันหน้ามองมา

เยี่ยซวี่อวี่เองก็เหมือนหันมามองเขาตามหลิวป๋อ

เผยเซียวหยวนหัวใจเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที

เวลานี้ผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนที่อยู่ข้างๆ เขาได้ยินเข้า ใครบ้างไม่รู้ว่าจิตรกรน้อยที่เพิ่งเข้ามาใหม่และได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บัญชาการของพวกเขา ก็พากันทำตามอย่างหลิวป๋อ เข้าไปห้อมล้อมตีสนิทกับนาง หวังว่าถึงตอนนั้นตนจะได้อยู่ในภาพวาดด้วย

เยี่ยซวี่อวี่มองไปที่ทุกคน คล้ายถูกพวกเขาทำให้ขบขัน นางยกมือขยับปีกหมวกที่กดต่ำขึ้นเล็กน้อย พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของนาง แขนเสื้อก็ร่นลงมาอยู่ด้วยกัน เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของข้อมือสีขาวดุจหิมะ จากนั้นพอนางขยับหมวกเสร็จแล้วลดแขนลง แขนเสื้อก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว ปกปิดแขนที่นวลเนียนดุจหยกของนางเอาไว้อีกครั้ง

“ขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ให้เกียรติข้า หากถึงตอนนั้นฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าวาดภาพ จะต้องวาดพวกท่านไว้ในภาพด้วยอย่างแน่นอน” นางกล่าวยิ้มๆ ท่าทีอ่อนน้อมเป็นกันเอง

หลิวป๋อและคนอื่นๆ ไม่มีใครไม่ดีใจ กล่าวขอบคุณออกมาดังๆ

ซ่งป๋อคังและคนอื่นๆ จากสำนักวาดภาพก็รู้ว่าคุณชายน้อยเยี่ยกับเผยเซียวหยวนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เห็นแล้วก็พากันหัวเราะตามไปด้วย บรรยากาศด้านนอกประตูวังดูคึกคักและผ่อนคลายอย่างยากยิ่งจะได้เห็น ดึงดูดให้ทหารรักษาการณ์หลายนายต่างหันหน้ามองมาไม่หยุด

สถานที่นี้ไม่อนุญาตให้ส่งเสียงดัง ทุกคนย่อมรู้ดี อีกทั้งต่างฝ่ายก็มีงานต้องทำ หลังจากพูดคุยกันจบก็ประสานมือกล่าวลา

ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็รอจนนางมองมา

เพียงเห็นบนใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มเมื่อครู่หลงเหลืออยู่ สายตาหยุดนิ่งที่ใบหน้าของเขาชั่วขณะ ยังคงยิ้มน้อยๆ พยักหน้าให้เขา จากนั้นก็ถอนสายตากลับ ดึงปีกหมวกลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ก่อนจะขึ้นหลังม้าและจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ ไม่นานเงาร่างก็หายไปจากนอกประตูวัง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 10 เม.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: