บทที่ 65
วันนี้ก็เป็นวันครบรอบการจากไปของชุยเหนียงจื่อมารดาของเผยเซียวหยวน
ปีนั้นหลังจากเหตุการณ์ที่ประตูตันเฟิ่งผ่านไปไม่นานนางก็ถึงแก่กรรมเพราะความทุกข์ใจตรอมใจ ก่อนเสียชีวิตนางไม่รับข้อเสนอของชุยเต้าซื่อที่มาเยี่ยมนางเป็นการส่วนตัวและบอกว่ายินดีจะเลี้ยงดูหลานชาย กลับสั่งให้บุตรชายออกจากเมืองหลวงไปพึ่งพาเผยจี้ผู้เป็นลุงที่อยู่ห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือ
แน่นอนว่าเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเก่าในอดีตทั้งหมด ตอนนี้เผยเซียวหยวนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่าทีของหวังซื่อนายหญิงแห่งจวนสกุลชุยก็เปลี่ยนไปแล้ว ครั้งนี้นางให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับวันครบรอบการจากไปของน้องสาวสามี ได้เรียกหวังเจินเฟิงหลานสาวของตนมาล่วงหน้าเพื่อช่วยจัดเตรียมงาน ในวันนี้จึงมีการจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลที่วัดฉือเอิน และเนื่องจากอีกสามวันจะเป็นเทศกาลอวี๋หลันเผินพอดี จึงจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลในครั้งนี้ต่อเนื่องกันสามวัน เป็นการบูชาพระรัตนตรัยในเทศกาลอวี๋หลันเผินและอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดาผู้ล่วงลับได้ไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น
หลังจากพบหน้ากับเยี่ยซวี่อวี่โดยบังเอิญ เผยเซียวหยวนก็สำรวมจิตใจอย่างรวดเร็วแล้วเข้าวังไปเข้าร่วมการประชุม
หานเค่อรั่งสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้อย่างมั่นคงได้ นอกเหนือจากเขาจะมีความดีความชอบในฐานะผู้ติดตามที่ร่วมเป็นร่วมตายของติ้งอ๋องในการต่อสู้ทำศึกในสนามรบสมัยก่อนแล้ว ตัวเขาเองยังไม่ใช่คนผิวเผินธรรมดาอีกด้วย ครั้งนี้เขาได้จัดทำแผนการคุ้มกันไว้อย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่ออกเดินทางไปจนถึงที่พักระหว่างทาง กระทั่งไปถึงพระราชนิเวศน์ที่ภูเขาชังซาน ไม่เพียงจัดเตรียมทุกขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน การรักษาการณ์ในทุกจุด แต่ละจุดจะจัดให้มีทหารรักษาการณ์ในที่แจ้ง ทหารรักษาการณ์ในที่ลับกี่คน แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็ไม่ปล่อยผ่าน สอบถามด้วยตนเองทุกเรื่อง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นจึงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมตัว
หานเค่อรั่งก็รู้ว่าวันนี้จวนสกุลชุยจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ชุยเหนียงจื่อที่วัดฉือเอิน หลังเลิกประชุมจึงตั้งใจรั้งเผยเซียวหยวนไว้ กำชับเขาว่าหลายวันนี้ไม่ต้องแบ่งความสนใจไปกับเรื่องการแปรพระราชฐาน ให้ไปดูแลจัดการพิธีอุทิศส่วนกุศลให้มารดาก่อน ส่วนเรื่องของหน่วยลู่อู๋ตนจะช่วยจับตาดูให้เอง
เผยเซียวหยวนซาบซึ้งใจยิ่งนัก ทำความเคารพอย่างเป็นทางการ หานเค่อรั่งบอกว่าเขาอย่าถือเป็นคนอื่น ปีนั้นตนก็ถูกการกระทำอันเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมของชุยเหนียงจื่อสั่นสะเทือนจิตใจ ยังคงจดจำได้ชัดเจนจนถึงทุกวันนี้ วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของมารดาอีกฝ่าย และเป็นการเซ่นไหว้ครั้งแรกหลังจากเขาเข้าเมืองหลวง ในฐานะบุตรชายจะปลีกตัวอยู่ข้างนอกได้อย่างไร ถือเสียว่าให้เขาลาพักเป็นกรณีพิเศษ บอกเขาให้วางใจไปร่วมงานเถิด
เรื่องนี้เดิมเผยเซียวหยวนได้วางแผนไว้แล้ว แต่ในเมื่อผู้บังคับบัญชาได้จัดการให้เป็นพิเศษเช่นนี้ เขาจึงไม่ปฏิเสธ กล่าวขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นก็ออกจากวังไปยังวัดฉือเอิน
เป็นดังที่หวังเจินเฟิงเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นางใส่ใจเรื่องวันครบรอบอย่างยิ่ง ได้จัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวัดฉือเอินทราบว่าสกุลชุยจะจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ชุยเหนียงจื่อผู้ล่วงลับก็ไม่กล้าเมินเฉย มอบห้องโถงเจ้าแม่กวนอินทั้งห้องเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดพิธีในช่วงสามวันต่อจากนี้ ผู้ทำพิธีก็เป็นพระภิกษุชั้นสูงที่มีชื่อเสียงของวัดนามเจวี๋ยฮุ่ยซึ่งเข้าออกวังหลวงเพื่อเทศนาพระธรรมคำสอนแด่ไทฮองไทเฮาและผู้สูงศักดิ์อยู่เสมอ
เผยเซียวหยวนมาถึงหน้าห้องโถงเจ้าแม่กวนอิน ข้างในพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว ท่ามกลางควันธูปที่ลอยเป็นเกลียวและเสียงประสานกันของเกราะไม้ และระฆัง เจวี๋ยฮุ่ยนำคณะสงฆ์สวดมนต์พร้อมกัน เผยเซียวหยวนฟังอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ฟังออกว่าคณะสงฆ์กำลังสวดบทสวดมนต์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรจากนั้นเขาก็เดินมาถึงประตู มองไปก็เห็นชิงโถวทันที
ช่วงนี้ชิงโถวอยู่ที่นี่ตลอดเพื่อให้ผู้อื่นเรียกใช้สอย คงจะเหน็ดเหนื่อยมาก หูฟังคำสวดมนต์ คนเอนพิงประตูห้องโถง ศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง ยืนอยู่ก็สัปหงก
หวังซื่อถูกห้อมล้อมด้วยสตรีที่ออกเรือนแล้วจำนวนมาก นั่งอยู่ตำแหน่งตรงกลางของห้องพิธี สตรีที่ออกเรือนแล้วทุกคนศีรษะเต็มไปด้วยเครื่องประดับ ร่างกายห่อหุ้มด้วยผ้าแพรต่วน พวกนางส่วนใหญ่คงจะเป็นญาติพี่น้องที่มาจากสกุลชุยหรือสกุลหวัง หลายคนในนั้นเผยเซียวหยวนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนและไม่รู้จัก
หวังเจินเฟิงนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะนั่งทรงกลมข้างๆ หวังซื่อ ในห้องโถงเจ้าแม่กวนอินวันนี้มีนางเพียงคนเดียวที่แต่งกายอย่างเรียบง่าย สวมเสื้อตัวสั้นสีฟ้าอ่อนกับกระโปรงสีขาวนวล ดูแล้วกลับโดดเด่น นางกำลังประนมมือไว้ที่หน้าอก ตั้งอกตั้งใจเหมือนกำลังตั้งจิตอธิษฐานด้วยความเลื่อมใส
หญิงรับใช้ของจวนสกุลชุยที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องโถงได้ทำเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพราะการมาถึงของเผยเซียวหยวน ทำให้หวังเจินเฟิงหันหน้ามา พอเห็นเผยเซียวหยวนดวงตาก็สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย นางรีบลุกขึ้นและเดินเบาๆ ออกมา เผยเซียวหยวนเดินตามนางมาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากห้องโถงออกมาเล็กน้อย เขาประสานมือค้อมคำนับนาง ขอบคุณนางที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะเรื่องนี้
หวังเจินเฟิงรีบปฏิเสธ ยิ้มบอก “เรื่องเช่นนี้เดิมก็เป็นเรื่องที่พวกเราสตรีเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว ไม่เคยได้ยินว่ามีบุรุษมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย คุณชายเผยมีงานยุ่ง อีกอย่างมีชิงโถวอยู่ก็ช่วยข้าได้ไม่น้อย เหตุใดคุณชายต้องเห็นเป็นคนอื่นเช่นนี้”
เผยเซียวหยวนเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็จะไม่เกรงใจเจ้าแล้ว ต่อไปถ้าเจ้ามีเรื่องอันใดก็ขอให้บอกได้เลย ถ้าข้าสามารถช่วยได้จะต้องช่วยเจ้าแน่นอน”
หวังเจินเฟิงมองเขา นิ่งเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวขอบคุณเบาๆ
เผยเซียวหยวนโบกไม้โบกมือ หลังจากเอ่ยคำพูดตามพิธีรีตองแล้วก็เข้าประเด็นหลัก เตือนนางว่าหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้วให้แจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดกับชิงโถว อย่าให้ตกหล่นแม้แต่รายการเดียว
หวังเจินเฟิงฟังแล้วกำลังจะตอบก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาที่ด้านหลัง หันไปก็เห็นหวังซื่อเดินออกมา ที่แท้เมื่อครู่มีหญิงรับใช้เข้าไปบอกนางว่าเผยเซียวหยวนมาแล้ว
เห็นหวังซื่อเดินมาด้วยใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยความสุขพร้อมกับหญิงรับใช้อีกหลายคน เผยเซียวหยวนทำความเคารพ เรียกท่านป้าสะใภ้ จากนั้นก็เอ่ยคำพูดที่กล่าวกับหวังเจินเฟิงเมื่อครู่อีกครั้ง กลับทำให้หวังซื่อไม่พอใจมากแล้วกล่าวตำหนิเขา บอกว่าชุยเหนียงจื่อเป็นน้องสาวสามีตน อย่าว่าแต่การทำพิธีอุทิศส่วนกุศลครั้งหนึ่ง เดิมก็สิ้นเปลืองเงินไม่เท่าไร ต่อให้ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ตนที่เป็นผู้ใหญ่ก็สมควรต้องรับผิดชอบ จะให้เขาที่เป็นผู้เยาว์จ่ายได้อย่างไร หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคนอื่นจะมองนางเช่นไร
ในเมื่อนางกล่าวเช่นนี้ เผยเซียวหยวนจึงใคร่ครวญว่าจะนำค่าใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้เป็นของขวัญมอบให้นางในเทศกาลต่อไป จะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันในเวลานี้ ครั้นแล้วจึงยอมล้มเลิก เพียงกล่าวขอบคุณ
หวังซื่อจึงรู้สึกพอใจ ไล่หญิงรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ ไป จากนั้นก็ซักถามเรื่องการเสด็จแปรพระราชฐานในครั้งนี้ของฮ่องเต้สองสามคำ เรื่องเหล่านี้เผยเซียวหยวนย่อมไม่พูดอะไรมาก เขาตอบอย่างขอไปทีไม่กี่คำก็ได้ยินหวังซื่อเอ่ยขึ้น
“งานพิธีอุทิศส่วนกุศลของมารดาเจ้าในครั้งนี้ ข้าคนเดียวต่อให้มีสามเศียรหกกรก็ดูแลจัดการไม่ไหว โชคดีข้างกายยังมีชีเหนียงอยู่ด้วย ทุกเรื่องทั้งภายในภายนอก เรื่องใดบ้างไม่มีความดีความชอบของชีเหนียง ไม่ใช่ข้าชมคนในครอบครัวตนเอง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้ายังไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดดีเหมือนชีเหนียงเลย รูปร่างหน้าตาโดดเด่นเป็นหนึ่งในร้อยคน อ่านหนังสือคุณธรรมสตรีอย่างขึ้นใจ คนก็มีความสามารถ”
ชีเหนียงคือชื่อเล่นของหวังเจินเฟิง นางได้ยินหวังซื่อยกย่องชมเชยตนต่อหน้าเผยเซียวหยวนเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย สองแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาทันที จะรีบเดินจากไป กลับถูกหวังซื่อจับมือไว้ นางจึงจำต้องหยุดฝีเท้า ก้มหน้าลงช้าๆ
เผยเซียวหยวนได้ยินดังนี้ก็หันไปทางหวังเจินเฟิงแล้วประสานมือค้อมคำนับอย่างจริงจังอีกครั้ง หวังเจินเฟิงไม่กล้ามองเขา หันไปทางหวังซื่อ
“ท่านป้า! เมื่อครู่คุณชายเผยกล่าวขอบคุณข้าไปแล้ว”
หวังซื่อตบหลังมือนางเบาๆ เป็นการปลอบขวัญก่อนยิ้มบอก “ด้วยความตั้งใจดีที่เจ้ามีต่อมารดาของเอ้อร์หลาง เขากล่าวขอบคุณเจ้ามากหน่อยก็สมควรแล้ว”
เผยเซียวหยวนสีหน้าปกติ ทำตามความต้องการของหวังซื่อ กล่าวขอบคุณอีกครั้ง เวลานี้เสียงสวดมนต์ในห้องโถงเจ้าแม่กวนอินหยุดลง เริ่มเรียกดวงวิญญาณผู้ตายเพื่อข้ามทะเลแห่งความทุกข์ ชั่วขณะนั้นเสียงระฆังและกลองก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงเคาะเกราะไม้ดังถี่กระชั้นดุจสายฝน ฟังดูคึกคักยิ่ง
เขายิ้มบาง บอกว่าอยากเข้าไปแล้ว กล่าวจบก็พยักหน้าเล็กน้อยให้หวังเจินเฟิงที่ค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมามองแล้วสาวเท้าเดินจากไป
ผ่านไปครู่หนึ่งไม่รู้หวังซื่อพูดอะไรกับหวังเจินเฟิงอีก ก่อนจะพานางกลับเข้ามานั่งประจำที่
หวังเจินเฟิงนั่งเงียบๆ รอจนพิธีกรรมเสร็จสิ้นไปช่วงหนึ่ง ระหว่างพักนางหันมองไปยังตำแหน่งที่คุณชายสกุลเผยนั่งอยู่เมื่อครู่ก็พบว่าเขาหายไปแล้ว
นางจึงหาข้ออ้างออกมา เดินไปรอบๆ ห้องโถงเจ้าแม่กวนอินรอบหนึ่งก็หาคนไม่พบ สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว ถามชิงโถวเด็กรับใช้ของบ้านสกุลเผย กลับได้ยินเขาบอกว่าเมื่อครู่ผู้เป็นนายบอกว่าตนยังมีงานอื่น ต้องไปก่อน เรื่องทางนี้มอบให้นางช่วยดูแล
เผยเซียวหยวนออกจากวัดฉือเอินที่ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลอย่างคึกคัก พาผู้ติดตามสองคนที่รออยู่ข้างนอกมายังฟางแห่งหนึ่งในเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้สุดของฉางอัน
ฟางแห่งนี้อยู่ไกลจากตลาดที่เจริญคึกคัก ในฟางนอกจากสวนผลไม้ซึ่งมีเนื้อที่ขนาดใหญ่ มีรั้วกั้นเป็นที่ปลูกต้นท้อ ต้นซิ่ง* และผลไม้อื่นๆ ของราชวงศ์ พื้นที่ส่วนที่เหลือทอดสายตามองไปล้วนเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า มีเพียงบริเวณใกล้สวนผลไม้รอบๆ วัดร้างแห่งหนึ่งได้หักร้างถางพงทำเป็นแปลงผักอยู่หลายแปลง มีคนอาศัยอยู่รวมกันราวยี่สิบสามสิบครัวเรือน
หลายปีก่อนหน้านี้ในการทำศึกที่เป่ยยวน ทหารกล้าแปดร้อยนายที่ติดตามแม่ทัพใหญ่เผยกู้ออกจากด่านเพื่อโจมตีข้าศึกถูกสังหารทั้งหมด ด้วยสาเหตุต่างๆ นานาบางส่วนในหมู่พวกเขาหลังสงครามจบลงในครอบครัวเหลือเพียงเด็กกำพร้า แม่ม่าย มารดาที่แก่ชรา ราชสำนักจึงได้จัดการให้พวกเขามาอยู่ที่นี่ โดยให้บุรุษไปทำงานในสวนผลไม้ของราชวงศ์ สตรีให้ปั่นด้ายทอผ้าให้ราชสำนักเพื่อการดำรงชีวิต
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า มาถึงวันนี้คนกลุ่มนี้ได้ถูกผู้คนในใต้หล้าลืมไปแล้ว พวกเขาถูกทิ้งให้อยู่ตามยถากรรม ราวกับว่าไม่มีใครจดจำได้ว่าทุกวันนี้ในซอกมุมหนึ่งที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวของเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองยังมีผู้คนเหล่านี้หลายสิบครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ยิ่งไม่มีใครจำได้ถึงคุณงามความดีที่บิดาของพวกเขา ปู่ของพวกเขาเคยทำเพื่อราชวงศ์ เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตอนคนในราชวงศ์ต่อสู้ช่วงชิงราชบัลลังก์กัน
ตอนเผยเซียวหยวนเดินเข้ามาในวัดร้างที่ด้านบนเหนือศีรษะเต็มไปด้วยรอยแตกรั่วเป็นช่องเป็นโพรง จิตใจเขารู้สึกหนักอึ้ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเผยจี้ท่านลุงของเขาไม่เคยลืมคนเหล่านี้ ทุกปีจะนำเบี้ยหวัดของตนและผลผลิตจากเรือกสวนไร่นาของบรรพบุรุษที่เหอตงมาแปลงเป็นเงิน แล้วให้คนส่งมาช่วยเหลือที่นี่ แต่ท่านลุงทั้งชีวิตไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน แขนเสื้อทั้งสองว่างเปล่ามีแต่ลม ไร่นาของบรรพบุรุษก็มีไม่มาก การช่วยเหลือที่ให้ได้จึงมีจำกัด
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ติดตามบิดาของเขาไปทำศึกและพลีชีพในวันนั้น ทุกวันนี้สภาพความเป็นอยู่ของภรรยา บุตร และมารดาที่แก่ชราของพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นมาแม้แต่น้อย ยังได้แต่พึ่งกระเบื้องแตกเหนือศีรษะหลายแผ่นนี้บังลมบังฝน ผ่านวันเวลาอย่างยากลำบาก
พิธียิ่งใหญ่ที่กำลังจัดอยู่ในวัดฉือเอิน ถึงจะเป็นการรำลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับของเขา แต่เผยเซียวหยวนเชื่อว่าหากดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์ของมารดาสามารถล่วงรู้ ในวันครบรอบการจากไปของนาง นางจะต้องอยากให้เขามาที่นี่มากกว่า มาเยี่ยมคนในครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของบิดาเหล่านี้แทนนาง
วันนี้เขานำเงินมาจำนวนหนึ่ง เตรียมจะแจกจ่ายให้แต่ละครอบครัวเพื่อแสดงน้ำใจแทนมารดา ตอนเขาเดินผ่านวิหารเทียนหวังที่ผนังประตูพังทลายเสื่อมโทรม เขาก็พบโดยคาดไม่ถึงว่าในวิหารมีป้ายวิญญาณใหม่เอี่ยมตั้งอยู่ หน้าแท่นบูชามีธูปหอมปักอยู่สองดอก นามของคนบนป้ายที่เชิญมาถึงกับเป็นมารดาของเขาชุยเหนียงจื่อ
เขาเรียกเด็กคนหนึ่งที่เดินตามมาและมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วถามว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร เด็กคนนี้สวมเสื้อใหม่ ในมือถือผลไม้ลูกหนึ่ง ยังพูดไม่ค่อยเก่ง จึงไปเรียกย่าของตนมา
เผยเซียวหยวนจึงได้รู้ว่าที่แท้เมื่อวานมีคนมาแล้ว
“เป็นคุณชายน้อยหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง บอกว่ารู้ว่าพวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้วจึงมาเยี่ยมพวกเรา เขามอบเงินให้บ้านละสองก้วนข้าวสารหนึ่งโต่ว ขาแพะหนึ่งขา ยังมีผ้า รองเท้า แม้แต่ยาลูกกลอนแก้ปวดศีรษะและโรคบิดก็จัดเตรียมมาด้วย จริงสิ คุณชายน้อยผู้นั้นยังบอกว่าอีกสองวันจะให้คนมาช่วยซ่อมหลังคาให้พวกเรา ต่อไปเมื่อฝนตกจะได้ไม่ต้องกลัวหลังคารั่วแล้ว”
การมาถึงของเขาดึงดูดความสนใจของทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ เมื่อได้ยินเขาถามถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็ชิงกันพูดคนละปากคนละคำ บนใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มด้วยความดีใจประดับอยู่
“ท่านแม่ทัพใหญ่กับชุยเหนียงจื่อแม้จะไม่อยู่แล้ว แต่สกุลเผยยังจดจำพวกเรามาโดยตลอด เมื่อวานคุณชายน้อยผู้นั้นก็บอกว่าเขาเป็นสหายเก่าของชุยเหนียงจื่อแห่งสกุลเผยผู้ล่วงลับ มาเยี่ยมเยียนพวกเราแทนชุยเหนียงจื่อ วันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของชุยเหนียงจื่อ พวกเราจึงตั้งป้ายวิญญาณไว้ที่นี่”
ทุกคนพูดพลางพากันเดินเข้าไปกราบคำนับป้ายวิญาณ
สหายเก่าของมารดา คุณชายน้อยหน้าตาหล่อเหลา ที่แท้แล้วเป็นใครกัน
เผยเซียวหยวนยืนงงงันอยู่ครู่หนึ่ง พอได้สติกลับมาก็สั่งให้ผู้ติดตามแจกจ่ายเงินที่เตรียมมา ส่วนตนเองหมุนตัวเดินจากไปอย่างรีบเร่ง
เขามาถึงวังหลวง รออยู่ในมุมที่ลับตาคนมุมหนึ่ง จิตใจไม่ค่อยสงบสักเท่าไร
หลังจากนั้นไม่นานจางซุ่นขันทีที่พาเยี่ยซวี่อวี่ออกจากวังในวันนั้นก็เร่งรุดมาตามลำพัง เมื่อได้ยินเขาถามถึงเรื่องฟางที่รกร้างก็ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าบอก
“คุณชายคาดเดาไม่ผิด คุณชายน้อยเยี่ยเคยถามผู้น้อยจริงๆ ผู้น้อยเป็นคนบอกเขาว่ามีเรื่องเช่นนี้ เขาสั่งไว้ไม่ให้พูดออกไป”
บทที่ 66
เวลาที่เหลืออยู่ของวันนี้เผยเซียวหยวนไม่มีแก่ใจจะไปทำเรื่องอื่นแล้ว
เรื่องฮ่องเต้เสด็จแปรพระราชฐานไม่ต้องให้เขาสิ้นเปลืองสมอง หานเค่อรั่งเพิ่งให้เขาหยุดพักสามวัน
วัดฉือเอินทางด้านนั้น…เขาอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่มีผลกระทบต่อการทำพิธี
พูดตามตรง ในใจเขายังคงมีความลังเลอยู่หลายส่วน แต่เรื่องที่จู่ๆ ก็ได้รู้โดยไม่คาดคิดนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขา ไม่อาจบอกว่าไม่มาก ความลังเลใจหลายส่วนของเขาถูกความรู้สึกตื้นตันใจและความซาบซึ้งใจที่ไหลบ่าจากหัวใจซัดจนไม่มีค่าพอจะกล่าวถึง
เมื่อหวนนึกถึงภาพที่เขาพบนางโดยบังเอิญที่นอกประตูวังตอนเช้า เขาก็ยิ่งมีความรู้สึกว่าไม่อาจรอต่อไปได้อีกแม้แต่เค่อเดียว อยากจะพบหน้านางอีกครั้งและอยู่เคียงข้างนางเหมือนเมื่อก่อน ไม่ว่านางจะปีนเขาหรือวาดภาพ เขาก็จะคอยดูแลอยู่ข้างๆ รับนางกลับเข้าเมืองด้วยกัน
เผยเซียวหยวนถามขันทีเฉาถึงเส้นทางที่พวกนางเดินทางไปในวันนี้แล้วจูงจินอูจุยมา ออกจากเมืองไล่ตามนางไป จินอูจุยฝีเท้ารวดเร็วยิ่ง ม้าของผู้ติดตามไม่สามารถตามทัน ไม่ช้าก็ถูกเขาทิ้งไว้ข้างหลัง ทิ้งห่างกระทั่งเงาร่างก็มองไม่เห็นแล้ว
แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ค่อยเป็นใจ พลบค่ำขณะเดินทางไปได้ครึ่งทางก็เกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ ฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาไม่ได้นำเสื้อกันฝนมาด้วย ยิ่งไม่อยากเดินทางล่าช้าเพราะหลบฝน จึงฝ่าสายฝนเดินทางต่อไป
ทว่าเฉกเช่นเดียวกับม้าล้ำค่าที่เขาขี่อยู่ พายุฝนที่รุนแรงไม่เพียงไม่ได้ทำให้มันถอยหนี ท่ามกลางลมฝนมันกลับวิ่งอย่างเริงร่าเบิกบานใจยิ่งขึ้น ยกกีบเท้าอย่างคึกคักฮึกเหิม เผยเซียวหยวนเองก็เป็นเช่นนั้น สภาพอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจที่เฝ้าปรารถนาจะพบนางของเขาเลย
ตอนเผยเซียวหยวนขี่ม้าตามลำพังมาถึงสถานที่ที่กลุ่มคนของสำนักวาดภาพพักอยู่ในค่ำคืนนี้ในที่สุดท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เขาเปียกโชกไปทั้งตัว ทั้งช่วงบนช่วงล่างไม่มีส่วนที่แห้งแม้แต่จุดเดียว น้ำฝนที่ขังอยู่ในรองเท้าแทบจะเลี้ยงปลาได้ แต่จิตใจของเขารู้สึกตื่นเต้นลิงโลดยิ่งกว่าตอนออกเดินทางเมื่อตอนกลางวันเสียอีก กระทั่งยังมีความรู้สึกเริงร่าเบิกบานใจอันเกิดจากการควบม้าห้อตะบึงในสายฝนโหมซัดสาดอยู่ในใจหลายส่วน ความรู้สึกเช่นนี้ปกติแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น
บ้านพักแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงเชิงเขา ฝนยามค่ำคืนเพิ่งหยุดตก เสียงของธรรมชาติเงียบสงบ เขาเคาะประตูใหญ่ให้เปิดออก เห็นในลานบ้านจุดโคมไฟสว่างไสว ทิศทางที่ไปห้องโถงรับแขกมีเสียงบรรเลงเครื่องสาย เสียงขับร้องร่ายรำดังแว่วมา ดูเหมือนคืนนี้จะมีการจัดงานเลี้ยงขึ้นในบ้าน
ก่อนจะออกเดินทางเขาก็รู้แล้ว เจ้าของบ้านพักที่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขานอกเมืองหลังนี้คือฟั่นซีหมิง ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์หลงอู่ แม้เขากับอีกฝ่ายปกติจะไม่มีความสนิทสนมส่วนตัว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็นับว่าพอใช้ได้
ผู้ที่ออกมาเปิดประตูให้คือคนเฝ้าประตูของบ้านแห่งนี้ เมื่อได้ยินเขาแนะนำตัวและบอกว่ามาหาจิตรกรประจำราชสำนักท่านหนึ่งที่พักค้างคืนอยู่ที่นี่ก็รีบพาเขาเข้าไป
เป็นเช่นที่เผยเซียวหยวนคาดเดาเมื่อครู่ คนเฝ้าประตูบอกว่าในห้องโถงกำลังจัดงานเลี้ยง คนที่เขาตามหาเวลานี้น่าจะอยู่ที่นั่น
เผยเซียวหยวนจึงเดินไปทางห้องโถงจัดงาน ตอนใกล้ถึงก็เจอจางตุนอี้ที่ยืนอยู่นอกห้องโถง
จางตุนอี้ก็คือผู้ช่วยผู้บัญชาการกองกำลังจินอู๋ที่ก่อนหน้านี้หานเค่อรั่งเคยมอบหมายให้ไปประจำที่คฤหาสน์หย่งหนิง เมื่อตอนเช้าเขาก็เป็นผู้นำขบวนคุ้มกันกลุ่มคนจากสำนักวาดภาพออกจากเมือง ขณะนี้เขากำลังเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่นี่ด้วยตนเอง จู่ๆ เห็นเผยเซียวหยวนเดินมาด้วยสภาพเปียกโชกไปทั้งตัวก็แปลกใจมาก รีบเข้ามาต้อนรับ เมื่อได้ยินว่าเผยเซียวหยวนมีธุระมาหาคุณชายน้อยเยี่ยก็พยักหน้า บอกว่าคนอยู่ข้างในและพาเดินเข้าไป
เผยเซียวหยวนจึงเอ่ยถามไปตามเรื่องว่างานเลี้ยงคืนนี้ใครเป็นคนจัดขึ้น
จางตุนอี้บอกว่าตอนกลางวันอวี่เหวินจื้อ ซื่อจื่อแห่งจวนจวิ้นอ๋องนำขบวนออกจากเมืองมาล่าสัตว์และเข้าพักในบ้านพักแห่งนี้ด้วย เจอกับคนจากสำนักวาดภาพก็เปลี่ยนท่าทีจากปกติที่ยโสโอหัง จัดงานเลี้ยงขึ้นในตอนค่ำ และพยายามเชื้อเชิญซ่งป๋อคังและคนอื่นๆ มาร่วมงานเลี้ยง ทุกคนนอกจากตื่นตะลึงที่ได้รับความเมตตาอย่างคาดคิดไม่ถึงแล้ว ก็ย่อมไม่กล้าที่จะไม่เห็นแก่หน้าเขาและเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยความยินดี ทุกคนล้วนอยู่ข้างในแล้ว
เผยเซียวหยวนอดประหลาดใจไม่ได้
เขาย่อมรู้ว่าฟั่นซีหมิงเป็นผู้บังคับบัญชาของอวี่เหวินจื้อ และเป็นสหายสนิทที่คบหากันมานานของจวิ้นอ๋องแห่งซีผิงอีกด้วย ปกติจะดูแลอวี่เหวินจื้อเป็นอย่างดี ให้อวี่เหวินจื้อยืมบ้านพักนอกเมืองพักชั่วคราวระหว่างการล่าสัตว์ ถือเป็นเรื่องปกติ
ที่เขาคิดไม่ถึงก็คือทุกอย่างจะประจวบเหมาะเช่นนี้ อวี่เหวินจื้อก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ในวันเดียวกัน
เวลานี้เขาเดินมาใกล้ห้องโถงจัดเลี้ยงแล้ว ได้ยินเสียงดนตรีดังอยู่ข้างใน จังหวะถี่กระชั้นตื่นเต้นเร้าใจ ที่บรรเลงคือเพลงในละครเพลงเรื่องทำลายฐานที่มั่น
จางตุนอี้รู้ว่าเขากับอวี่เหวินจื้อมีข้อบาดหมางกันอยู่ เกรงจะไม่สะดวก เขาลังเลอยู่ชั่วขณะแล้วจึงเอ่ยถาม
“จะให้ผู้น้อยไปเชิญคุณชายน้อยเยี่ยออกมาหรือไม่ขอรับ”
เผยเซียวหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกจางตุนอี้ว่าไม่ต้องรบกวนความสนุกสนานของทุกคน
เขาเดินขึ้นบันไดไปเอง เมื่อถึงหน้าห้องโถงจัดเลี้ยงก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง
ในห้องโถงโคมไฟสว่างไสว มีโต๊ะจัดเลี้ยงจัดวางไว้ด้านตะวันออก ตะวันตก และเหนือสามด้าน เป็นไปตามที่คาด ซ่งป๋อคังและคนอื่นๆ ล้วนอยู่ที่นี่ แต่ละคนน่าจะดื่มสุราไปไม่น้อย ใบหน้าแดงก่ำ ซ่งป๋อคังมีท่าทีเมามายอย่างเห็นได้ชัด นั่งยังนั่งไม่มั่นแล้ว ดวงตาพริ้มลงครึ่งหนึ่ง เอียงตัวพิงอยู่บนตั่ง
นางก็อยู่ที่นี่ นั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะ หลังเอนพิงกับเบาะพิงหลัง กำลังมองดูคนร่ายรำตามจังหวะดนตรีในห้องโถง
คนร่ายรำไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือผู้เปรียบเสมือนเจ้าของบ้านพักในค่ำคืนนี้ครึ่งหนึ่ง อวี่เหวินจื้อซื่อจื่อแห่งจวนจวิ้นอ๋อง ส่วนนักแสดงหญิงราวสิบกว่าคนที่เดิมต้องร่ายรำเพื่อสร้างความรื่นเริงให้แขก ตอนนี้กลับยืนอยู่ด้านข้างชมการร่ายรำแทน
เดิมทีเมื่อครู่ในงานเลี้ยงกำลังดื่มกันอย่างครึกครื้น พวกนางก็ร่ายรำกันไปตามปกติ แต่จู่ๆ อวี่เหวินจื้อก็ลุกขึ้นมาไล่พวกนางลงไป ตนเองชักกระบี่ออกมา บอกว่าองค์เหนือหัวใกล้จะแปรพระราชฐานไปชังซานแล้ว ถึงตอนนั้นเขาจะเป็นหนึ่งในนักรบที่เข้าร่วมแสดงละครเพลงเรื่องทำลายฐานที่มั่น เขาสั่งให้นักดนตรีเล่นเพลงทำลายฐานที่มั่น เขาจะร่ายรำกระบี่ด้วยตนเองเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับงานเลี้ยงคืนนี้
เมื่อความสนุกสนานในงานเลี้ยงถึงจุดสูงสุด เจ้าภาพมีอารมณ์สนุกลุกขึ้นมาบรรเลงดนตรีหรือร่ายรำให้แขกชมด้วยตนเองเป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่เสมอ แต่ซื่อจื่อดูเมามายแล้ว เมื่อครู่ตอนถือกระบี่เดินออกมาฝีเท้าดูซวนเซอย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกทุกคนรู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย แต่เขาขอแสดงเอง ใครจะกล้าขัดขวาง ได้แต่ดูเขาขึ้นเวทีไป คาดไม่ถึงว่าอวี่เหวินจื้อที่ดูเหมือนกึ่งเมามาย หลังจากที่เสียงดนตรีดังขึ้นเขาก็ตอบสนองต่อจังหวะเพลง หมุนข้อมือและเท้า ประกายกระบี่สะบัดตามไป บางครั้งหนักแน่นทรงพลังดุจขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน ต้านอานุภาพของลมและเมฆ บางครั้งก็รวดเร็วดุจสายฟ้าที่กรีดผ่านท้องนภา แสงสว่างจ้าสาดประกายผ่าน บางครั้งจู่โจมมาทางขวาง บางครั้งก็ผ่าหน้าทิ่มแทง ท่วงท่าแข็งแรงปราดเปรียวดุจมังกร เอวหลังก็คล่องแคล่วว่องไวดุจงู
การร่ายรำกระบี่ตื่นเต้นเร้าใจ ทำให้ผู้คนรอบข้างดูจนไม่อาจละสายตาได้
ทันใดนั้นในเวลานี้เสียงเพลงทำลายฐานที่มั่นก็หยุดลง อวี่เหวินจื้อก็หยุดการเคลื่อนไหวตาม พร้อมๆ กับประกายสุดท้ายของกระบี่วาบผ่านกลางอากาศ เขาพลันเก็บฝีเท้า ขวางกระบี่ไว้ตรงหน้าอก
เมื่อทุกคนได้สติกลับคืนมาถึงได้เห็นชัดเจน ที่แท้เมื่อครู่กระบี่สุดท้ายของเขาได้ตัดดอกไห่ถังที่ปักอยู่ในแจกันบนโต๊ะใกล้ๆ กิ่งหนึ่งมาด้วย
กิ่งดอกไม้ที่งดงามเวลานี้นอนเงียบๆ อยู่บนกระบี่คมดำยาวสามฉื่อในมือของเขา เพียงเห็นเขาเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม คล้ายกำลังมองหาคนที่จะมอบดอกไม้ให้
การร่ายรำกระบี่ครั้งนี้เดิมก็น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง มีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งทรงพลังและความงดงามนุ่มนวล ทำให้คนดูรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ทั้งยังละลานตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ำคืนนี้ซื่อจื่อยังแต่งกายสง่างามโดดเด่น ชุดงามหรูสีแดง เส้นผมสีดำสวมเกี้ยวทอง ยามนี้หยุดร่ายรำกระบี่แล้ว แต่อาจเพราะความเมามายใบหน้าจึงแดงระเรื่อดุจดอกท้อ ดวงตาคล้ายมีเมฆหลากสีปกคลุมอยู่
ตอนสายตาของเขากวาดผ่านผู้คนที่อยู่รอบด้าน หัวใจของเหล่านักแสดงหญิงก็เต้นแรงขึ้น แต่ละคนกลั้นหายใจและจ้องมองเขา ในใจไม่มีใครไม่แอบหวังว่าเขาจะยื่นไห่ถังกิ่งนี้มาตรงหน้าตน
โดยไม่คาดคิด สุดท้ายเพียงเห็นดวงตาทั้งสองของเขาหันไปทางคุณชายน้อยในชุดสีเขียวอมดำผู้หนึ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเงียบๆ ตามลำพังมาโดยตลอด สายตาหยุดนิ่งลง ถือกระบี่ที่มีกิ่งดอกไม้วางอยู่แล้วเดินซวนเซเข้าไป ในที่สุดก็หยุดอยู่หน้าโต๊ะ ใช้กระบี่ตวัดไห่ถังกิ่งนั้นขึ้นมาส่งไปถึงเบื้องหน้าคุณชายน้อย
ภาพนี้ทำให้ผู้คนในห้องโถงเห็นแล้วอดรู้สึกเหนือความคาดหมายไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเหล่าหญิงสาวที่ต่างผิดหวัง หวังชุนเหลย หลินหมิงหย่วน และคนอื่นๆ ที่มาจากสำนักวาดภาพในวันนี้ต่างก็ตกตะลึงปากอ้าตาค้าง แม้แต่ซ่งป๋อคังที่เมื่อครู่เมามายจนนั่งไม่อยู่ก็ยังลืมตาขึ้นมาแล้ว ในใจดูเหมือนจะเข้าใจแล้ว เพราะเหตุใดวันนี้ซื่อจื่อผู้นี้ถึงได้ลดเกียรติโอนอ่อนลงมาผูกมิตรกับพวกเขาเหล่าจิตรกรที่ปกติไม่เคยไปมาหาสู่กันเหล่านี้
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของทุกคนแตกต่างกันไป ในห้องโถงเงียบกริบไร้สุ้มเสียง
สายตาเยี่ยซวี่อวี่เหลือบมองจากกิ่งไห่ถังที่ปลายกระบี่ขึ้นมา มองอวี่เหวินจื้อซึ่งกำลังมองมาที่นางด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม ไม่รู้ว่าเขาเมาจริงหรือแกล้งเมา นางมองประสานสายตากับเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นมือออกมาช้าๆ หยิบกิ่งไม้ที่ปลายกระบี่ของเขา จากนั้นก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินอ้อมโต๊ะมายังเบื้องหน้าเขาแล้วยกมือขึ้น เอาดอกไห่ถังงดงามในมือกิ่งนั้นเสียบกลับไปให้ที่หลังหูของเขา
จากนั้นนางก็กล่าวยิ้มๆ กับทุกคน “คืนนี้ดึกแล้ว ซื่อจื่อก็เมามายไม่น้อย แยกย้ายกันเถิด ใครก็ได้ส่งซื่อจื่อไปพักผ่อนด้วย…”
สายตาของนางหันไปทางประตูใหญ่ห้องโถงที่จัดงาน พลันเห็นเงาร่างหนึ่งก็ชะงักนิ่ง พอตั้งสติได้ก็รีบสาวเท้าเร็วๆ ออกไป
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 15 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.