บทนำ
พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม
วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียงร่ำไห้อาลัยดังระงม
จงรั่วฉิงเดินตามหลังบิดามารดา เพิ่งก้าวเข้าประตูก็มีสาวใช้ปราดเข้ามาหา ร้องไห้คร่ำครวญน้ำหูน้ำตาไหล “นายหญิงน้อยมาแล้วหรือเจ้าคะ คุณชายบ้านพวกเราเขา…ตายอย่างน่าอนาถโดยแท้ ฮือๆๆๆ!”
จงรั่วฉิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ยังไม่ทันเอ่ยวาจา กลับเห็นสาวใช้ผู้นั้นหายใจไม่ทันขึ้นมาปุบปับ ร้องไห้จนเป็นลมไปเสียแล้ว บรรดาบ่าวรับใช้สกุลซูพากันห้อมล้อมเข้าไปอย่างคล่องแคล่วชำนาญ หิ้วปีกย้ายคนออกไปอย่างว่องไว
หันมองเข้าไปในเรือนอีกครั้ง ผู้ที่เดินทางมาร่วมพิธีศพกล่าวได้ว่าต้องเรียงแถวยาวเหยียด เกินกว่าครึ่งเป็นหญิงสาว ทั้งยังมีสภาพประหนึ่งเป็นผู้สูญเสียคู่หมั้นไปมากกว่าตัวจงรั่วฉิงเองด้วยซ้ำ
จงรั่วฉิงกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ ในใจสลับซับซ้อน
วันนี้เป็นวันฝังศพซูเหมินจิ่น
หากถามว่าซูเหมินจิ่นเป็นใครน่ะหรือ จำกัดความเพียงคำว่า ‘บุตรชายคนเดียวของอัครมหาเสนาบดี’ ย่อมไม่เพียงพอเป็นแน่แท้
มีวรรคหนึ่งในบทประพันธ์ ‘ผูซ่าหมาน’ ของเหวยจวงกล่าวได้ล้ำเลิศว่า ‘หยุดม้าริมสะพาน หญิงสาวทั้งหอต่างหลงเสน่ห์’ นี่ก็คือภาพของคำบรรยายที่แท้จริงเมื่อครั้งยังมีชีวิตของซูเหมินจิ่น
นึกถึงปีนั้น เขาสวมชุดคลุมยาวสีคราม ขี่ม้าอย่างเรื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อนผ่านบ้านเรือนร้านตลาด ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ท่วงทีสง่างาม ยามระบายยิ้มจางๆ ที่มุมปากก็ยิ่งพาให้ลมฤดูวสันต์หอมรวยรื่นขึ้นหลายส่วน ชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มโดยแท้
ไม่พูดถึงว่ารูปสมบัตินี้เป็นเหตุให้หญิงสาวมากมายเพียงไรไม่ยอมออกเรือน ลำพังอาศัยฝีมือคัดอักษรเฉ่าซู ที่ยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใครของเขา ในหมู่ปัญญาชนคนมีชื่อเสียงในเมืองหลวงนับว่าหายากยิ่งกว่าทองหมื่นชั่ง
หากเขายังอยู่เกรงว่าหญิงสาวกว่าครึ่งในเมืองลั่วหยางก็ยังคงเฝ้าภาวนาอย่างสุดหัวใจทุกวัน หวังให้การแต่งงานของเขากับสกุลจงสุดท้ายเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้อื่นจะได้ยังมีความหวังเหลืออยู่บ้าง
เพียงน่าเศร้าที่บัดนี้ทั้งการแต่งงานและตัวคนล้วนไม่เหลือหลอ พวกนางได้แต่กุมดวงใจที่แตกสลายของหญิงสาวเดินทางแห่แหนกันมาเพียงเพื่อให้ได้เห็นหน้าคนในดวงใจเป็นครั้งสุดท้าย
เทียบกับบรรดาหญิงสาวที่ร้องไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องสายพิรุณแล้ว จงรั่วฉิงซึ่งยังไม่เข้าพิธีวิวาห์และพลันเปลี่ยนจาก ‘ว่าที่นายหญิงน้อย’ กลายเป็น ‘ว่าที่แม่ม่าย’ ยามนี้กลับสงบนิ่งจนออกจะผิดต่อฐานะของนางอยู่สักหน่อย
แววตาของนางมีทั้งความไม่สงบ ความว้าวุ่น ความกังขา และความสับสน สิ่งเดียวที่ไม่มีแม้สักนิดกลับเป็นร่องรอยของความเศร้าเสียใจ
“โถ เหมินจิ่นเด็กดีเช่นนี้ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!” นายท่านจงมองไปทางโถงพิธีจากที่ไกล หยุดฝีเท้าแล้วส่ายหน้าถอนใจ “ไม่กี่วันก่อนยังดีอยู่แท้ๆ ไฉนผ่านไปพริบตาเดียว…สวรรค์ไม่เข้าข้างคนมากความสามารถ สวรรค์ไม่เข้าข้างคนมากความสามารถโดยแท้!”
จงฮูหยินถือผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาอยู่ด้านข้าง สะอึกสะอื้นมิอาจเอื้อนเอ่ย
เห็นท่านพ่อท่านแม่ร้องไห้เสียแล้ว จงรั่วฉิงจึงอ้าปากจะเอ่ย ทว่าเพิ่งเผยอริมฝีปากก็เห็นท่านแม่สะอื้นรุนแรงคราหนึ่ง สะกดกลั้นไม่ไหวซบใบหน้ากับหัวไหล่ของท่านพ่อแล้วปล่อยโฮออกมาในที่สุด นางได้แต่เบ้ปากพลางกลืนคำพูดลงคอ ค่อยหาโอกาสใหม่
กระนั้นด้วยฐานะของนาง ปรากฏตัวในที่นี้ย่อมดึงดูดสายตาผู้คนเป็นพิเศษ ดวงตามองเห็นสายตาผู้คนมองมาทางตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ จงรั่วฉิงคิดทบทวนดู เวลานี้หากแสดงท่าทีเฉยเมยเกินไปคล้ายจะไม่เหมาะสม จึงทำได้เพียงล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังใบหน้า แสร้งทำท่าทำทางร้องไห้ฮือๆ สองสามเสียง
ทั้งที่จงรั่วฉิงมั่นใจว่าตนเองเป็น ‘ยอดฝีมือด้านการแสดง’ มาแต่ไหนแต่ไร กระนั้นพอนึกถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจขึ้นมา ไม่ว่าจะทุ่มกำลังเท่าใดก็กลับบีบน้ำตาไม่ออกแม้แต่ครึ่งหยด
ในเวลานี้เองนายท่านรองสกุลซูก้าวเร็วๆ มาแต่ไกลด้วยขอบตาแดงก่ำ
สกุลซูกับสกุลจงต่อให้ฝ่ายหนึ่งเป็นขุนนางอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพ่อค้า ทว่าคบค้าสมาคมกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน ซ้ำยังมีสายสัมพันธ์เกี่ยวดองกัน เมื่อพบกันในสถานการณ์เฉกนี้ก็ไม่พ้นร้องไห้ครวญคร่ำอีกคำรบ ต่างกล่าวปลอบกันและกัน
“โถ นางหนูฉิงของพวกเราก็เป็นเด็กดีเช่นกัน” ซูฮูหยินจับมือจงรั่วฉิงพลางลูบไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า เอ่ยเสียงแหบพร่า “ต้องโทษที่เหมินจิ่นกับสกุลซูของพวกเราไร้วาสนานี้…” นางกล่าวไม่ทันจบก็กลั้นไม่ไหวก้มหน้าซับน้ำตาอีก
อัครมหาเสนาบดีซูซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเพียงถอนใจซ้ำๆ
ไม้กลายเป็นเรือแล้ว เอ่ยสิ่งใดอีกก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งสองตระกูลต่างค่อยๆ เงียบงัน เหลือแต่เสียงร่ำไห้ทั้งสูงต่ำของผู้คนโดยรอบ ขับให้บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งหาใดเปรียบ
จงรั่วฉิงอดทนจนสุดจะทนในที่สุด
ตั้งแต่เข้าประตูมาประโยคนั้นก็ราวกับก้างปลาที่ติดอยู่ในคอ กลืนไม่ได้คายไม่ออก ถ้ายังไม่พูดอีก นางเป็นได้อัดอั้นตายขึ้นมาประเดี๋ยวนี้จริงๆ!
“ท่านลุงซู ท่านป้าซู โปรดระงับความเศร้าโศกด้วยเจ้าค่ะ!” เมื่อมองเห็นว่ารอบด้านไม่มีคนนอก นางพลันสืบเท้าขึ้นหน้า เอ่ยเสียงค่อย “ไม่ทราบผู้อาวุโสทั้งสองเคยคิดหรือไม่ว่าซูเหมินจิ่น…เขาอาจยังไม่ตายก็ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อวาจานี้ถูกเอ่ยออกไป สี่คนที่เหลือล้วนอึ้งตะลึงงัน
ในเมื่อเริ่มเกริ่นไปแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรต้องห่วงกังวล จงรั่วฉิงกระแอมให้คอโล่ง กล่าวต่ออย่างไม่ห่วงอะไรอีก “ไม่ขอปิดบัง แท้จริงเมื่อสามวันก่อนข้ายังเจอเขาอยู่ เขาอยู่ที่…”
นางยังกล่าวไม่ทันจบประโยคก็ถูกอัครมหาเสนาบดีซูกล่าวขัด
“นางหนูฉิง ข้ารู้ว่าเจ้ากับเหมินจิ่นผูกพันกันตั้งแต่เล็ก หาใช่ผู้อื่นจะสามารถเทียบเทียมได้” เขาถอนใจเฮือก แล้วกล่าวแนะด้วยความจริงใจ “แต่นางหนูเอ๋ย คนเราตายแล้วไม่อาจฟื้น เจ้าจงทำใจยอมรับให้ได้เถิดนะ! คิดเรื่องเหลวไหล คะนึงหามากเกินไป จะเสียสุขภาพเอาได้…”
ช้าก่อนท่านลุงซู ขะ…ข้าไม่ได้คะนึงหามากเกินไปนะ ข้าแค่…
จงรั่วฉิงตะลึงค้าง ยังไม่ทันแก้ต่างให้ตนเอง ทางด้านซูฮูหยินก็เอ่ยรับ
“นางหนูฉิง พวกเราเห็นร่างไร้วิญญาณของเหมินจิ่นถูกงมขึ้นมาจากแม่น้ำกับตาตนเอง บัดนี้นอนอยู่ในโลงศพที่โถงพิธีนี่เอง” นางเอ่ยพลางออกแรงกำผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้นหลายส่วน เพียงอึดใจก็ร่ำไห้โฮขึ้นมา “ข้ายังจำได้ ยังจำได้ว่าตอนนั้นตัวเขาเย็นเฉียบ ไม่มีความอุ่นเลยแม้แต่น้อย สภาพนั้น…ข้ายังฝันเห็นอยู่ทุกคืน”
ผู้อาวุโสสกุลซูทั้งสองเอ่ยไปร้องไห้ไปด้วยความเสียใจ
เห็นสถานการณ์เป็นดังนี้จงรั่วฉิงก็ตะลึงตาค้าง นางย่อมไม่อาจให้สกุลซูเปิดโลงศพออกยามนี้เพื่อดูว่าคนอยู่ด้านในหรือไม่กระมัง หลังจากใคร่ครวญไปมาอยู่หลายครานางก็ได้แต่หันไปทางท่านพ่อท่านแม่ของตนแล้วละล่ำละลักเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านแม่ เป็นความจริงแท้แน่นอน พวกท่านต้องเชื่อข้า จริงๆ นะ ข้า…ซูเหมินจิ่นเขา…เขา…”
“ลูกเอ๋ย เหมินจิ่นไม่อยู่แล้ว!” จงฮูหยินพลันโผเข้ามาดึงนางไปกอด ร้องไห้พลางเอ่ย “แม้สองสามวันนี้เจ้าไม่เสียน้ำตาสักหยด แต่แม่รู้ว่าในใจเจ้าเศร้าโศก อย่าเอาแต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจ คิดแต่เรื่องที่หาทางออกไม่ได้เลยนะ จะร้องไห้ก็ร้องออกมาเถิด อย่าได้คิดเหลวไหลในเรื่องที่หาทางออกไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวเลย! เรื่องมาถึงขั้นนี้ หากเจ้าเป็นอะไรไปอีกคน ข้าผู้เป็นแม่จะอยู่ต่อได้อย่างไร…”
ข้า ข้า ข้า…ข้าไม่ได้คิดถึงเขาจนเสียสตินะ ท่านแม่ฟังข้าอธิบายได้หรือไม่…ที่ข้าไม่ได้ร้องไห้ หาใช่เพราะข้าสะกดกลั้นไว้ แต่เป็นเพราะเขายังไม่ตายต่างหากเล่า!
มองดูทั้งสามคนร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลกันหมด จงรั่วฉิงรู้สึกไร้กำลังอย่างยิ่งจริงๆ นางเงยหน้าขึ้นจากหัวไหล่ของมารดา มองไปทางบิดาตนเองด้วยความหวังสุดท้าย
สี่ตาประสานกัน นายท่านจงถอนใจหนักหน่วง “ลูกเอ๋ย ความทุกข์ใจของเจ้าพ่อเข้าใจดี กลับไปพ่อจะเชิญหมอดีๆ มาตรวจให้เจ้าเอง”
จงรั่วฉิง “…”
เหตุใดจึงยอมเชื่อว่านางเสียสติแต่ไม่เชื่อว่าซูเหมินจิ่นยังมีชีวิตอยู่ นี่เป็นบิดาแท้ๆ ของนางจริงหรือ
แม้โลกใบนี้จะมีคนรูปโฉมโนมพรรณคล้ายคลึงกับซูเหมินจิ่นอยู่จริง และต่อให้สถานที่ซึ่งนางบังเอิญพบซูเหมินจิ่นเมื่อสามวันก่อน…ออกจะแปลกประหลาดอยู่หน่อยๆ กระนั้นจงรั่วฉิงกลับมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าคนผู้นั้นเป็นเขาตัวจริงอย่างไร้ข้อกังขา!
นางกับซูเหมินจิ่นเติบโตมาด้วยกันตั้งสิบหกสิบเจ็ดปี ถึงตัวบัดซบนั่นจะถูกบดเป็นผงธุลีแล้วโยนทิ้งในกองขยะ นางก็สามารถลากตัวฝ่ายนั้นออกมาได้อย่างแม่นยำไม่มีทางผิด
ยิ่งกว่านั้นเขายังแค่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไปเท่านั้นเอง?
แต่ปัญหายามนี้คือแม้นางมั่นใจว่าคนผู้นั้นคือซูเหมินจิ่น แต่ต้องมีคนเชื่อนางจึงจะใช้ได้นี่นา…
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.