บทที่ 1
ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น
ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้อมด้วยบรรยากาศอันสงบเงียบร่มเย็น
ประมุขเขาต้วนอี้จุนลูบเคราสีขาวก้าวออกจากห้อง มองดูศิษย์ทั้งหลายที่กำลังกวาดใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น เขาที่รักความเงียบสงบมาแต่ไหนแต่ไรอดพยักหน้าด้วยความรู้สึกภูมิใจมิได้ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มเมตตาอารี
เขาอายุพ้นวัยเจ็ดสิบแล้ว เป็นบุคคลที่เปี่ยมคุณธรรมบารมีสูงส่ง ทั้งยังเป็นเจ้าของสำนักศึกษาและอาจารย์หนึ่งเดียวของที่นี่ เขากำลังสูดหายใจลึกรับอากาศบริสุทธิ์สดชื่นคราหนึ่ง ก่อนปรารภในใจเงียบๆ อย่างสะทกสะท้อนใจ ชีวิตช่างแสนงดงาม ชีวิตช่างน่าอัศจรรย์…
แต่แล้วในพริบตาถัดมาเสียงที่ไม่เข้าพวกเสียงหนึ่งก็ทำลายทุกอย่างสิ้น…
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์! ช่วยด้วยขอรับ!”
มองดูใบไม้แห้งที่เพิ่งกวาดเสร็จไม่ทันไรตรงหน้าถูกย่ำจนกระจัดกระจายอีกหน ประมุขเขาต้วนมุ่นคิ้วเล็กน้อย เอ็ดผู้ที่มาว่า “เช้าตรู่เพียงนี้มีเรื่องใดต้องโหวกเหวกโวยวาย ดูลานนี้ซิว่าถูกเจ้าทำเละเทะเพียงไรแล้ว ช่างเถอะ ประเดี๋ยวเจ้ามาเก็บกวาดด้วยแล้วกัน!”
ศิษย์ทั้งหมดที่กำลังกวาดพื้นได้ยินดังนั้นก็โห่ร้องยินดี โยนไม้กวาดทิ้งทันใด ก่อนพากันไปกินข้าวเช้า
“ท่านอาจารย์ เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ขะ…ข้าเองก็ไร้หนทาง!” ศิษย์ไม่เอาไหนอันดับที่สองในสำนักศึกษา…ฉุนจิ้ง ก้าวขึ้นมาด้วยหน้าตาบริสุทธิ์ไร้ความผิด
ประมุขเขาต้วนได้ยินคำกล่าวนี้ก็รู้ทันทีว่าปัญหายุ่งยากนั้นมาจากศิษย์หัวดื้อไม่เอาไหนอันดับหนึ่งผู้นั้นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ถอนใจกล่าว “เฮ้อ ฉุนเจี๋ยเขาทำอะไรอีกแล้วเล่า”
“ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยให้ข้ารีบมาขอความช่วยเหลือโดยด่วน เขาบอกว่าเขา…เขาถูกคนขืนใจขอรับ!”
เมื่อวาจานี้ถูกเปล่งออกไป บรรดาศิษย์ที่กำลังพากันไปโรงอาหารพลันหยุดฝีเท้ากึก เหลียวหลังกลับมาโดยพร้อมเพรียงกัน
สายตาพิฆาตของประมุขเขาต้วนทำเอาคนทั้งหมดแตกฮือ จากนั้นชายชราก็เคาะมะเหงกโป๊กใหญ่บนศีรษะฉุนจิ้งพร้อมกับตะคอกว่า “ตัวบัดซบ! เอ่ยวาจาเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนแต่ไก่โห่ กฎเกณฑ์มารยาทไปอยู่ที่ใดหมด”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่บอกว่าชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ ท่านไปดูก็รู้เองขอรับ!” ฉุนจิ้งกุมศีรษะน้ำตาไหลพราก เอ่ยอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม “ยิ่งกว่านั้นเรื่องนี้ยังมิใช่ครั้งแรก ศิษย์พี่อับจนหนทางแล้วจริงๆ ได้เพียงรอท่านอาจารย์ไปช่วยแก้สถานการณ์เท่านั้น!”
“ช่างเถอะๆ รีบนำทางข้าเสีย” ประมุขเขาต้วนส่ายหน้าอย่างจนใจ ความสามารถในการก่อเรื่องของฉุนเจี๋ยผู้นี้เขาเคยพบเห็นมาแล้ว หากไม่รีบไปช่วยยับยั้งปัญหา ดับไฟแต่ต้นลม ก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าจะเกิดปัญหาวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก
ไม่ผิดจากที่คาด เพิ่งเดินถึงประตูสำนักเขาก็มองเห็นไม้กวาดที่ถูกหักเป็นสองท่อนวางนิ่งอย่างโดดเดี่ยวน่าเวทนาท่ามกลางเศษใบไม้ที่กระจายเกลื่อน ตรงต้นไหว เก่าแก่ด้านนอกประตูมีคนสองคน คนหนึ่งอยู่บนต้นไม้อีกคนหนึ่งอยู่ด้านล่าง หนึ่งชายหนึ่งหญิง จ้องตากันไม่ลดราวาศอก
เฮ้อ ฉุนเจี๋ยมาที่สำนักศึกษาได้ไม่เต็มสองเดือนดี ทว่าเหตุการณ์เช่นนี้ก็นับได้หลายสิบครั้งแล้ว…ประมุขเขาต้วนก่ายหน้าผาก จุกในลำคอหมดคำจะเอ่ย
เมื่อคนที่ปีนไต่อยู่บนต้นไม้เหมือนลิงค่างผู้นั้นเห็นเขาก็พลันประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก โบกมือร่ำไห้พลางร้องว่า “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ท่านมาได้เสียที! รีบช่วยศิษย์จากสถานการณ์เลวร้ายนี้ด้วยขอรับ!”
แม่นางที่ยืนใต้ต้นไม้สวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูทั้งร่าง รูปโฉมงามจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แก้มป่องด้วยความโมโห แลดูส่อเค้าดุร้ายอยู่หลายส่วน พอได้ยินฉุนเจี๋ยร้องขอความช่วยเหลือ นางก็ยกมือข้างหนึ่งเท้าเอวพลางชี้ปลายนิ้วขาวเรียวดุจหยกขึ้นไปบนต้นไม้ เอ่ยด้วยโทสะ “ทุกครั้งล้วนมีท่านอาจารย์เจ้าเป็นดาวช่วยชีวิต ยังนับเป็นบุรุษอกสามศอกอยู่ได้หรือ ซูเหมินจิ่น แน่จริงเจ้าก็ลงมาเสีย วันนี้ข้ากับเจ้าพูดกันให้รู้เรื่อง!”
ศิษย์พี่ที่มีใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียนแต่จนใจที่ไม่อาจอยู่อย่างสงบบนต้นไม้ผู้นั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ก็ขยับแขนขาทันที ไต่ขึ้นต้นไม้ไปอีกช่วงหนึ่งด้วยความตกใจ
เขามีรูปโฉมโดดเด่นเหนือสามัญโดยแท้ ต่อให้สวมชุดของสำนักศึกษากลางเก่ากลางใหม่ที่เหมือนกับคนอื่นๆ ของสำนักศึกษาก็ไม่กระทบต่อความหล่อเหลาคมคายบนดวงหน้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังให้ความรู้สึกสูงส่งดุจเทพเซียนไม่แปดเปื้อนโลกิยะอีกหลายส่วน
เมื่อแน่ใจว่าอยู่ในระดับความสูงที่ปลอดภัย ฉุนเจี๋ยก็หันหน้าไปอย่างระวังแล้วก้มลงมองเบื้องล่าง กล่าวอย่างจนปัญญา “แม่นางผู้นี้ ผู้น้อยบอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าผู้น้อยเป็นคนสามัญธรรมดาผู้หนึ่ง เพื่อสอบเป็นขุนนางถึงได้เดินทางจากบ้านเกิดมาตรากตรำร่ำเรียนที่สำนักศึกษาชิงหง ไม่ใช่ซูเหมินจิ่นอะไรที่เจ้าว่าผู้นั้นอย่างจริงแท้แน่นอน! ถือว่าทำบุญทำทาน ละเว้นผู้น้อยเถอะนะ!”
“ไม่ต้องทำเป็นตบตาข้าเลยนะ! ต่อให้ซูเหมินจิ่นคนสมควรตายนั่นกลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็จำเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าแค่เปลี่ยนการแต่งตัว เปลี่ยนชื่อแซ่เลย” หญิงสาวทำสีหน้าไม่เชื่อ ยังคงกล่าวคาดคั้น “แน่จริงก็บอกข้ามาว่าชื่อเดิมของเจ้าชื่ออะไร เป็นคนที่ใด”
เพราะความจำของผู้ชราอย่างประมุขเขาต้วนย่ำแย่ลงกว่าแต่ก่อน จึงเอาอย่างธรรมเนียมวัด บังคับให้ศิษย์ที่เข้าสำนักศึกษาเปลี่ยนไปใช้ชื่อตัวแรกว่า ‘ฉุน’ ให้เป็นลำดับรุ่นเดียวกัน และใช้ชื่อที่มีอักษรสองคำเท่านั้น…เช่นนี้สิ่งที่เจ้าตัวต้องจำก็เหลือเพียงอักษรหนึ่งตัว…
ได้ยินข้อเรียกร้องของหญิงสาว ฉุนเจี๋ยไม่ลังเลสักนิด พลันตอบเร็วจี๋ยาวรวดเดียวว่า “ผู้น้อยมีนามเดิมว่าหลี่โก่วตั้น เกิดที่หมู่บ้านหม่าหลัน ตำบลก่านเชิ่ง เกิดที่เหลียนฮวาโกว บิดามีนามว่าหลี่เถี่ยจู้ มารดามีนามว่าหลิวกุ้ยฟาง ในบ้านยังมีพี่ชายอีกสามคน ชื่อของแต่ละคนคือหลี่กังสั่ว หลี่ต้ากัว หลี่เชิ่งถัว…”
“พอแล้วๆ…” หญิงสาวหมดคำพูดไปชั่วขณะ ทำได้เพียงตัดบทเขาแล้วเอ่ย “ถะ…ถ้าอย่างนั้นเหตุใดทุกครั้งที่เห็นข้าเจ้าต้องวิ่งหนีด้วย ครั้งนี้ถึงกับหลบไปอยู่บนต้นไม้ เห็นชัดว่าเพราะเหตุผลไม่เพียงพอ ไม่กล้าเผชิญหน้าตอบข้อสงสัยของข้า!”
“เฮอะ เหตุใดข้าจึงหลบมาอยู่บนต้นไม้ แม่นาง เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจไฉนยังถามอีก…” ฉุนเจี๋ยถอนใจด้วยสีหน้าเป็นทุกข์พร้อมกับยิ่งกอดต้นไม้แน่นขึ้น “ตอนข้าถูกแม่นางจับตัวได้ มีครั้งใดบ้างที่ไม่ใช่ยังไม่เอ่ยปากก็ถอดเสื้อถลกกางเกง ครั้งก่อนเพราะวิ่งช้าไปสักหน่อยจึงถูกเจ้ากดลงบนพื้น กระทั่งชุดคลุมยาวเจ้าก็ฉีกจนขาดวิ่นไปหมด! ยังมีครั้งก่อนๆ ยังดีที่ข้าดึงสายรัดเอวทันเวลา มิเช่นนั้น…มิเช่นนั้น…”
“หากไม่ใช่เจ้าเห็นข้าเป็นต้องวิ่งหนี ข้าจะดึงเสื้อผ้าเจ้าไปไย” หญิงสาวได้ยินวาจาของอีกฝ่าย ใบหน้ารูปไข่พลันแดงระเรื่อ “อะ…อีกอย่างข้าถลกกางเกงเจ้าเมื่อไรกัน”
“ถลกแล้วแน่ๆ!”
“ไม่ได้ถลกเสียหน่อย!”
“ถลกแล้ว!”
“ไม่ได้ถลก!”
“ถลก!”
“เปล่านะ!”
ทั้งสองต่อปากต่อคำกันเช่นนี้ครู่หนึ่ง แม่นางชุดชมพูกระทืบเท้าเร่าๆ ส่งเสียงยื่นคำขาดไปทางด้านบนต้นไม้ “ข้าไม่อ้อมค้อมกับเจ้าแล้ว! ซูเหมินจิ่น เจ้าจะลงมาหรือไม่”
“แม่นาง ในสำนักศึกษาผู้น้อยมีนามว่า ‘ฉุนเจี๋ย’ ด้านนอกสำนักศึกษาผู้น้อยมีนามว่าหลี่โก่วตั้น ซูเหมินจิ่นอะไร ผู้น้อยไม่รู้จักสักหน่อย”
เพิ่งสิ้นเสียงก็มีหินก้อนหนึ่งลอยเฉียดข้างหูไป ฉุนเจี๋ยตกตะลึง ยังไม่ทันดึงสติกลับมา หินอีกก้อนที่ใหญ่กว่าก็ลอยพุ่งเข้าใส่ ครั้งนี้ตรงเผงเข้ากลางหว่างคิ้วของเขา
ได้ยินเพียงเสียง ‘ปึ้ก’ ‘ตุ้บ.’ ‘อ๊าก’ สามเสียง คนร่วงตกพื้นด้วยท่าสุนัขหัวปักเลนต่อหน้าต่อตาธารกำนัล
มองดูหญิงสาวผู้นั้นปัดฝุ่นดินที่มือ ม้วนแขนเสื้อปราดเข้าไปทำท่าจะซ้อมฉุนเจี๋ย ประมุขเขาต้วนก็ไม่อาจยืนดูอยู่เฉยๆ อีก รีบพาฉุนจิ้งเข้าไปขวางตรงหน้า กระแอมให้คอโล่งแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า “สำนักศึกษาเป็นสถานที่เล่าเรียนอันสงบเงียบ ห้ามส่งเสียงดังเอะอะ แม่นางมีอะไรก็จงพูดคุยกันดีๆ เถิด อย่าลงไม้ลงมือเลย”
“ท่านอาจารย์ แม้แต่ขุนนางเที่ยงธรรมก็ยากจะตัดสินเรื่องครอบครัว เรื่องนี้มีเพียงข้ากับซูเหมินจิ่นพูดคุยกันต่อหน้าจึงจะอธิบายได้กระจ่างชัด!” ในฐานะ ‘แขกขาประจำ’ ที่มารบกวนความสงบกันถึงที่อยู่เสมอ จงรั่วฉิงเดินผ่านหน้าประมุขเขาต้วนไปอย่างสุภาพเกรงใจ จากนั้นค่อยตะเบ็งเสียงคาดคั้นไปยังคนบนพื้น “ซูเหมินจิ่น เจ้าอยู่ดีๆ เหตุใดต้องแกล้งตายด้วย ถ้าไม่ใช่วันนั้นข้าออกมาเดินเล่นข้างนอกแล้วบังเอิญเห็นเจ้าที่นี่ เจ้าคงมิใช่…มิใช่ตั้งใจไม่บอกข้าตลอดชีวิตหรอกนะ”
นางเอ่ยไปก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา กัดริมฝีปากล่าง ดวงตาโตมีน้ำตาคลอให้เห็นอยู่รางๆ ทว่าเท้ากลับไม่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเพราะเหตุนี้เลยสักนิด ตรงกันข้ามยังเตะคนอย่างไม่เกรงใจอย่างยิ่ง
การเตะครั้งนี้ส่งผลให้คนที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นพลันงอตัวกระอักเลือด จากนั้นเรือนกายก็กระตุกเกร็ง ตะแคงตัวหมดสติไปด้วยใบหน้าอาบเลือด สภาพแน่นิ่งราวกับปลาตาย
“ศิษย์พี่ท่านเป็นอะไรไป ตื่นสิ ศิษย์พี่!” ฉุนจิ้งรีบพุ่งเข้าไปจะแบกคนขึ้นมา จนปัญญาที่เขามีร่างเล็กพละกำลังไม่พอ ได้แต่ร้องเรียกศิษย์พี่ทั้งหลายมาหามคนในท่าแขนขาชี้ฟ้า วิ่งเข้าไปในสำนักศึกษาอย่างว่องไว
จงรั่วฉิงถูกภาพฉากนี้ทำให้ตะลึงลาน ใบหน้าที่เดิมแดงก่ำเพราะโทสะยามนี้เหลือเพียงอาการทำอะไรไม่ถูก นางหันไปมองประมุขเขาต้วนที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ นะ…นี่เขาเป็นอะไรไป”
“คงเพราะ…โรคเก่ากระมัง…” ประมุขเขาต้วนมุมปากกระตุกพลางถอนใจ เอ่ยเพียงว่า “เฮ้อ นี่ก็…เวลาไม่เช้าแล้ว ในสำนักมีแต่บุรุษ ไม่เหมาะจะรั้งอยู่ ขอแม่นางกลับไปโดยเร็วเถิด”
ประมุขเขาต้วนทิ้งท้ายด้วยวาจานี้ เขามองดูเงาร่างสีชมพูแวบหนึ่งแล้วโคลงศีรษะน้อยๆ ก่อนหมุนกายจากไป
หลังจากปิดประตูสำนักประมุขเขาต้วนก็ถอนใจ หันหน้าไปดูฉุนเจี๋ยที่กำลังจะถูกคนหามเข้าไปในห้อง ตะคอกเสียงเฉียบ “ตัวบัดซบ! เจ้าจะแสดงไปถึงเมื่อไร”
ฉุนเจี๋ยได้ยินดังนั้น ทีแรกเขาเพียงลืมตา กวาดตามองไปโดยรอบอย่างไม่วางใจ เมื่อแน่ใจว่าพ้นวิกฤตแล้วจึงค่อยกระเด้งตัวขึ้นมา ใช้แขนเสื้อเช็ด ‘รอยเลือด’ ที่มุมปากจนเกลี้ยง ก่อนจะเอ่ยว่า “นึกไม่ถึงว่าผลไม้สีแดงไม่รู้ชื่อนี้นอกจากรสชาติไม่เลว ในจังหวะสำคัญยังรักษาชีวิตได้ด้วย!”
ระหว่างที่เอ่ยเช่นนี้ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุดจะเชื่อถือไม่ได้ ไหนเลยจะยังมีสภาพจะตายมิตายแหล่เช่นเมื่อครู่
ประมุขเขาต้วนส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด
ฉุนเจี๋ยกลับยิ้มตาหยีประสานมือคารวะอีกฝ่ายพลางเอ่ย “เมื่อครู่เคราะห์ดีที่ได้ท่านอาจารย์ช่วยกู้สถานการณ์ หาไม่ศิษย์คงรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้มิได้จริงๆ!” กล่าวจบก็ทำราวกับไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น กล่าวขอบคุณศิษย์พี่ทั้งหลายที่กำลังงงงันอยู่ด้านข้างทีละคน
“เจ้าก่อเรื่องเอง กลับลากข้าร่วมลงน้ำไปด้วย ช่างน่า…เฮ้อ!” ประมุขเขาต้วนเห็นท่าทีของศิษย์ผู้นี้ก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า กระนั้นยังไม่อาจทำอะไรอีกฝ่าย ทำได้เพียงถอนใจแล้วถอนใจอีก สุดท้ายจึงปล่อยศิษย์ที่เหลือไปกินข้าวเช้าก่อน
หากมิใช่เพราะผู้ที่ส่งศิษย์ผู้นี้เข้ามามีฐานะสูงส่งยิ่งยวด ไม่ว่าอย่างไรตัวเขาก็คงไม่มีทางรับศิษย์ยุ่งยากเฉกนี้เข้ามา ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันยังพอทำเนา กลับมักลากเขาให้พลอยติดร่างแหตามเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายไปด้วยอยู่เป็นนิจ
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ! ทว่าดูจากนิสัยใจคอของแม่นางผู้นั้น เกรงว่าถึงเจ้าหลบพ้นวันนี้ก็หลบไม่พ้นวันพรุ่งนี้ ในเมื่อตัดสินใจเข้ามาเรียนในสำนักศึกษาชิงหงของข้า ก็จงตัดสิ่งรบกวนภายนอกเสีย จนกว่าจะสอบได้ผลสำเร็จจะล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้เด็ดขาด! ส่วนเรื่องราวในอดีตอื่นใด เจ้าจัดการเองอย่างเหมาะสมเถอะ หากมีครั้งถัดไป ข้าจะไม่ช่วยเจ้าสะสางอีกแล้ว!” เมื่อในลานเหลือแต่พวกเขาสองคน ประมุขเขาต้วนก็ว่ากล่าวตักเตือนด้วยน้ำใสใจจริงหนึ่งคำรบ จากนั้นโบกมือเอ่ย “วันนี้แม้ความผิดเบา แต่จะลงโทษหนักให้หลาบจำ เจ้ากวาดลานสำนักให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นค่อยไปกินข้าวเช้าก็แล้วกัน!”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ คารวะท่านอาจารย์ขอรับ…” ฉุนเจี๋ยลากเสียงยาวอย่างว่าง่าย รอจนเงาคนหายลับไปจากประตูที่อยู่ไกลออกไป เขาพลันตะโกนเรียกดังลั่น “ฉุนจิ้ง! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงเรียกคนผู้หนึ่งก็สาวเท้าเชื่องช้ามาเบื้องหน้า เป็นศิษย์น้องเล็กหนึ่งเดียวของเขา…ฉุนจิ้ง
ในเมื่อสนิทสนมกลมเกลียว มีทุกข์ไยจึงไม่ร่วมทุกข์เล่า ฉุนเจี๋ยยัดไม้กวาดใส่มือฉุนจิ้งแล้วกล่าวว่า “รีบกวาดลานให้สะอาดเสีย ท่านอาจารย์บอกว่าต้องกวาดให้สะอาดพวกเราจึงจะได้กินข้าวเช้า!”
“ท่านอาจารย์พูดชัดเจนว่าให้ท่านกวาด เหตุใดจึงโยนมาให้ข้าได้เล่า” ฉุนจิ้งรับไม้กวาดมา ทางหนึ่งกวาดพื้นแกรกๆ อย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ทางหนึ่งก็บ่นว่าเสียงค่อย
“เจ้าวางใจได้ ศิษย์พี่ของเจ้าเป็นคนมีน้ำใจเชื่อถือได้ ย่อมอดทนรอเจ้ากวาดเสร็จค่อยกินข้าวอย่างแน่นอน” ฉุนเจี๋ยทำหูทวนลม เดินตรงไปหยุดยืนอยู่ที่ริมกำแพงสำนักโดยไม่นำพา ลูบหมวกผ้าของตนส่งๆ “เจ้าไม่ต้องลนลาน ค่อยๆ กวาดเป็นใช้ได้! ศิษย์พี่ไม่เร่งเจ้าแน่!”
ถึงแม้ฉุนเจี๋ยจะกล่าวเช่นนี้ แต่ระหว่างฉุนจิ้งกวาดพื้น ใบหูกลับมิได้สงบเลย
“ฉุนจิ้งมิต้องตื่นลน ท้องศิษย์พี่ไม่ได้ร้องอยู่จริงๆ!”
“ฉุนจิ้งค่อยๆ กวาด อย่ารีบร้อนเป็นอันขาด อย่าลืมกวาดให้สะอาดสักหน่อยด้วยนะ!”
“ฉุนจิ้ง ศิษย์พี่เองก็เหมือนเจ้า ไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย!”
“ฉุนจิ้งเจ้าอย่าเข้าใจผิด ศิษย์พี่หาได้เร่งเจ้า ไม่ได้กำลังเร่งเจ้าจริงๆ นะ!”
…
ตอนที่ฉุนจิ้งถูกเสียงหนวกหูนี้กวนให้รำคาญจนแทบอยากวิ่งชนกำแพงให้รู้แล้วรู้รอดก็พลันได้ยินเสียง ‘สวรรค์ลงมาโปรด’ อย่างปุบปับ “ศิษย์พี่จะไปห้องเวจ เจ้ากวาดต่อไปนะ!”
ฉุนจิ้งรู้สึกโล่งอก คิดในใจว่าในที่สุดโลกก็สงบเงียบเสียที การเคลื่อนไหวของมือจึงคล่องแคล่วขึ้นทันตา
ทว่ารอจนฉุนจิ้งทำความสะอาดเสร็จ ฉุนเจี๋ยราวกับตกห้องเวจไม่มีผิด ยังคงไม่กลับมา
หลังจากจัดวางไม้กวาดเรียบร้อยฉุนจิ้งก็กวาดตามองไปรอบสี่ทิศ ทว่าไม่เห็นเงาคน ขณะที่เขาเตรียมตัวออกตามหาก็คิดใหม่อีกครา ตัดสินใจไปโรงอาหารก่อนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป ฉุนจิ้งถือซาลาเปาสี่ลูกที่แย่งมาจากศิษย์พี่ใหญ่ซึ่งกินข้าวปริมาณเยอะขึ้นทุกวันออกตามหาฉุนเจี๋ย จนมาพบอีกฝ่ายกำลังปีนอยู่บนกำแพงที่มุมหนึ่งอันสะดุดตาของเรือนบูรพา ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายยังมีสมาธิเป็นพิเศษ คล้ายไม่ทันสังเกตถึงการมาของตนโดยสิ้นเชิง
ฉุนจิ้งย่องเข้าไปหาอย่างมือเบาเท้าเบา มองตามสายตาฉุนเจี๋ยออกไปด้านนอกก็เห็นพื้นที่ว่างเปล่าที่เพิ่งเกิดเรื่องวิวาทเล็กน้อยเมื่อครู่พอดิบพอดี
ยามนี้ด้านนอกไม่มีคนอยู่แล้ว เหลือเพียงต้นไหวเก่าแก่พันปีไม่แปรเปลี่ยนต้นนั้น
ใบหน้าฉุนจิ้งผุดรอยยิ้มแฝงแววชั่วร้ายขึ้นแวบหนึ่ง เขาสูดหายใจลึกคราหนึ่ง ตอนเตรียมจะเข้าประชิดใบหูของศิษย์พี่แล้วตะโกนดังๆ นั้นเอง กลับถูกฉุนเจี๋ยชิงพูดตัดหน้าก่อน
“ทำลับๆ ล่อๆ อะไร” สุ้มเสียงนั้นเฉื่อยเนือยเรียบเรื่อย เห็นชัดว่ารู้แต่แรกว่าเขามา
การเคลื่อนไหวของฉุนจิ้งชะงักกลางคัน ได้แต่ฝืนดันลมที่ขึ้นมาจุกที่ลำคอกลับลงไป เกาศีรษะเอ่ย “ศิษย์พี่ ท่านมาหลบอยู่ที่นี่ทำอันใด คงมิใช่…ลอบดูแม่นางผู้นั้นอยู่กระมัง”
ฉุนเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็เหลียวหลังกลับไปมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยคำ มุมปากยังคงแต้มยิ้มเกียจคร้านเป็นอิสระ
นั่นนับเป็นรอยยิ้มประจำตัวเขาได้เลยทีเดียว ราวกับสลักอยู่บนหน้ากระนั้น ไม่ว่าเมื่อใดรอยยิ้มนี้ก็ล้วนติดอยู่บนใบหน้าเขาเสมอ หากไปเดินตลาดด้วยรอยยิ้มประเภทนี้ย่อมต้องเปล่งประกายจนสาวน้อยร้อยรักมากมายตาพร่าเป็นแน่ น่าเสียดายเมื่ออยู่ในสำนักศึกษาชิงหงที่มีแต่ศิษย์ชายทั้งหมดนั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด
“คงไม่ใช่เรื่องจริงกระมัง ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์พูดแล้ว ในเมื่อมายังสำนักศึกษาชิงหง จำต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสอบให้ได้ผลสำเร็จโดยไม่ว่อกแว่ก ข้องแวะหญิงสาวแต่งภรรยาอะไรล้วนทำให้เสียสมาธิ ต้องห้ามกระทำเด็ดขาด!” ฉุนจิ้งเอ่ยถึงตรงนี้ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ยกมือกัดซาลาเปาในมือคำหนึ่ง แล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะด้วยท่าทางลึกลับ “ฮี่ๆ แต่ท่านอาจารย์ก็กล่าวเช่นกันว่าอาหารการกินและความรักใคร่ปรารถนาเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความรู้สึกรักชอบของสวยงามทุกคนล้วนมีเหมือนกัน ข้าศิษย์น้องเข้าอกเข้าใจดียิ่ง! เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ฮี่ๆ ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับให้ท่าน ท่านก็ยกซาลาเปาให้ข้าลูกหนึ่งได้หรือไม่”
“ยกซาลาเปาให้ผีหัวโตอย่างเจ้าน่ะเรอะ! เมื่อครู่ห้องเวจคนเต็ม ข้าศิษย์พี่จึงลอบมาปลดทุกข์สักหน่อยไม่ได้รึ” ฉุนเจี๋ยเคาะหัวเขาทีหนึ่ง จากนั้นถือโอกาสแย่งซาลาเปาส่วนของตนสองลูกนั้นมา หยุดชะงักเล็กน้อย แล้วยกมือชี้ไปที่ใต้เท้าฉุนจิ้ง ฉีกยิ้มใสซื่อไร้เดียงสา “อ้อ จริงด้วย ข้าปลดทุกข์ตรงตำแหน่งใต้เท้าเจ้าพอดีเสียด้วย”
ท่าทางกำลังกินซาลาเปาของฉุนจิ้งแข็งทื่อไปในพริบตา
ส่วนฉุนเจี๋ยบิดขี้เกียจเดินจากไปไกล เพราะในปากคาบซาลาเปาเสียงของเขาจึงอู้อี้ “หลอกเจ้าหรอกน่า! ไปได้แล้วๆ ไปดูว่าโรงอาหารยังมีโจ๊กใสเหลืออยู่หรือไม่”
กล่าวจบเขาก็หยุดฝีเท้าหมุนกายกลับมา คล้ายกำลังรอฉุนจิ้งตามมา ทว่าสายตากลับเหลือบขึ้นทอดมองออกไปไกลอย่างไม่เผยพิรุธ มองผ่านกำแพงเตี้ยนั้น เหม่อมองไปยังท้องฟ้า
ช่างน่าเสียดาย ด้วยตำแหน่งของเขาในตอนนี้มองเห็นยอดต้นไหวเก่าแก่นอกสำนักได้เพียงรางๆ เท่านั้น
เขาหรี่ตา รอยยิ้มที่มักประดับบนริมฝีปากเสมอนั้นติดจะแข็งทื่ออยู่บ้าง ผ่านไปสักพักถึงกลับมาเป็นปกติ
จงรั่วฉิงวิ่งตะบึงกลับมาถึงบ้าน กระทั่งตอนปีนกำแพงเรือนหลังของบ้านตนในสมองพลันมีความคิดหนึ่งแล่นปราดขึ้นมา จู่ๆ ก็ตระหนักว่าตนเองน่าจะ…ถูกหลอกแล้ว…
นางมิใช่ยอดฝีมือในยุทธภพเสียหน่อย ทั้งฝ่ายตรงข้ามยังไม่ใช่เด็กสาวป่วยกระเสาะกระแสะ เตะเพียงครั้งเดียวจะทำให้กระอักเลือดได้อย่างไร
ดังนั้นนางที่อยู่ในท่าขี่คร่อมกำแพงจึงหักกิ่งไม้ที่อยู่ไม่ไกลกิ่งหนึ่งอย่างรุนแรงเพื่อระบายความเดือดดาลในอก
เสียงที่ไม่ดังมากนี้กลับสร้างความตกใจให้คนในห้อง หน้าต่างถูกผลักเปิดอย่างรวดเร็ว ซือฉินสาวใช้ในเรือนชะโงกหน้าออกมา กวาดตามองไปทั่วอย่างระวัง เมื่อเห็นเงาร่างบนกำแพงจึงรีบกดเสียงต่ำเอ่ย “คุณหนู รีบลงมาเจ้าค่ะ! ระวังถูกคนเห็นเข้า!”
จงรั่วฉิงเอามือยันต้นอู๋ถง ริมกำแพง กระโดดลงมาที่ตีนกำแพงอย่างคล่องแคล่วชำนาญ และกลับเข้าห้องด้วยความว่องไว
ซือฉินปิดประตูอย่างให้ความร่วมมือดีเยี่ยม ยื่นถ้วยน้ำชาให้พลางถาม “คุณหนู วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ถูกเขาแกล้งกระอักเลือดตบตาผ่านไปเสียได้!” จงรั่วฉิงส่ายหน้าอย่างโมโหโทโส รับถ้วยชาไปดื่มอึกใหญ่แล้ววางลงแรงๆ “เฮอะ ถ้ามิใช่กลัวท่านพ่อท่านแม่จับได้แล้วเร่งร้อนกลับมา ข้าจะต้องซักไซ้เขาให้รู้แล้วรู้รอดอย่างแน่นอน!”
ซือฉินถูกรัศมีดุดันของนางทำให้หวั่นหวาด อดถามไม่ได้ว่า “คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าคนผู้นั้นก็คือท่านเขย คงมิใช่…แค่หน้าตาเหมือนกัน? อย่างไรเสียหากเป็นเขาจริง เหตุใดต้องหลบเลี่ยงไม่พบหน้าคุณหนูด้วยเล่า”
“นี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ตก! ดีไม่ดีเขาอาจตกแม่น้ำความจำเสื่อม หรือไม่…” จงรั่วฉิงมุ่นคิ้วคิดไปคิดมา ทันใดนั้นก็ตบโต๊ะเอ่ย “เขาคงไม่ได้แกล้งตายเพื่อถอนหมั้นหรอกกระมัง”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าคุณหนู ได้เอื้อมถึงการแต่งงานครั้งนี้ ท่านเขยจะดีใจยังแทบไม่ทันด้วยซ้ำ” ซือฉินยิ้มระรื่นเอ่ยปลอบ “นึกถึงแต่ก่อนด้านนอกประตูคฤหาสน์ของพวกเรามีคนตั้งมากเท่าใดต่อแถวรอให้คุณหนูยอมรับคำสู่ขอ ล้วน…” นางเอ่ยได้ครึ่งหนึ่งก็นึกอะไรได้ รีบยกมือปิดปากสงบคำทันควัน
จงรั่วฉิงคาดเดาอะไรได้ จึงถลึงตามองอีกฝ่ายพลางซักไซ้ “วันนี้แม่สื่อถูกปฏิเสธกลับมาอีกใช่หรือไม่”
ซือฉินกัดริมฝีปากพลางพยักหน้า
จงรั่วฉิงหรี่ตา “กล่าวว่าอย่างไร”
ซือฉินถามอย่างระวัง “คุณหนู ท่าน…อยากฟังความจริงจริงๆ หรือเจ้าคะ”
จงรั่วฉิงทำใจเหี้ยมเอ่ยว่า “พูดมา!”
ซือฉินเอ่ยเสียงแผ่วหวิว “แม่สื่อบอกว่าเทียวไปทั่วตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองหลวงแล้ว แต่ล้วน…ไม่มีคนตอบรับ”
หลังฝังศพซูเหมินจิ่นไม่นานอัครมหาเสนาบดีซูก็รับจงรั่วฉิงเป็นบุตรสาวบุญธรรมเพราะกลัวนางจะได้รับผลกระทบเรื่องซูเหมินจิ่น แต่เขากลับกลายเป็นตัวตั้งตัวตีติดต่อแม่สื่อเจรจาแต่งงานแทนนาง
น่าเสียดาย ผลที่ได้ไม่ตรงตามความคาดหวังนัก…
ด้วยเหตุนี้จงรั่วฉิงจึงไม่แปลกใจกับคำบอกเล่าของซือฉินสักนิด นางขบคิดอยู่สักพัก สุดท้ายยังถามอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ครั้งนี้เพราะเหตุผลใดอีก”
“ก็ยังเป็นถ้อยคำคร่ำครึซ้ำซากพวกนั้น” ซือฉินเสียงเบาลงอีกหลายส่วน “บอกว่าคุณหนูไม่ทันออกเรือนก็พิฆาตว่าที่สามีแล้ว ชะตาพิฆาตสามีแกร่งกล้าไม่ธรรมดา จึงไม่มีผู้ใด…กล้ารับปาก”
จงรั่วฉิงสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อย ปากกลับไม่หยุดซัก “มีอะไรอีก”
ซือฉินเสียงเบาดุจยุงบิน “ยังกล่าวว่าเป็นเพราะคุณหนูคิดถึงท่านเขย ส่งผลให้สติเลื่อนลอยไม่ปกติเท่าใด จึง…ไม่กล้ารับปากอีกเช่นกัน” เห็นใบหน้าของคุณหนูดำคล้ำปานก้นหม้อแล้ว ซือฉินก็รีบเอ่ยอีก “แต่ว่า…ก็ใช่จะไม่มีคนตอบรับ! มีตระกูลหนึ่งแสดงออกว่าสนใจคุณหนูอย่างยิ่ง!”
จงรั่วฉิงสองตาเป็นประกาย “ตระกูลใด”
“หลงจู๊สยงร้านขายเนื้อหมูทางถนนทิศตะวันตกมีญาติที่บ้านนอก…”
“ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้โดยแท้!” จงรั่วฉิงตบโต๊ะลุกขึ้น หมดความอดทนในที่สุด “ซูเหมินจิ่นตัวบัดซบน่าถูกฟันเป็นหมื่นครั้งพันครั้ง!”
นึกถึงปีนั้นที่จงรั่วฉิงอาศัยว่าเกิดจากตระกูลวานิชอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ประกอบกับรูปโฉมที่แม้จะไม่นับว่างามล้ำเหลือปานเทพธิดาจุติมา แต่ก็อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่างามชั้นเลิศ จะอย่างไรก็สามารถขนานนามได้ว่าเป็น ‘หนึ่งบุปผางามของเมืองหลวง’ ก่อนหมั้นหมายกับซูเหมินจิ่นก็มีแม่สื่อมาเจรจาทาบทามถึงเรือนจนหัวกระไดไม่แห้ง
ต่อมาเมื่อมีกำหนดการหมั้นหมายกับซูเหมินจิ่นที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แม้ทั้งคู่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ห่างไกลจากคำว่าเข้ากันได้ดีเป็นฉินเซ่อบรรเลงประสาน* มากนัก ถึงกระนั้นจงรั่วฉิงก็ยังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง ด้วยฐานะและรูปร่างหน้าตาเช่นนั้นของซูเหมินจิ่น เหล่าคุณหนูสหายสนิทตระกูลมั่งมีทั้งหลายในห้องหอของนางต่างก็อิจฉา ริษยา ชิงชัง ทั้งยังแทบจะเคียดแค้นจนต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะนางกันหมดมิใช่หรือ
ผู้ใดจะคาดคิด กาลเปลี่ยนผันลมเปลี่ยนทิศ บัดนี้นางแบกรับชื่อเสียงพิฆาตสามีตลอดจนสติไม่สมประกอบ ไม่เพียงไม่มีใครมาเจรจาหมั้นหมาย กระทั่งแม่สื่อที่ส่งออกไปยังคว้าน้ำเหลวกลับมา
กล่าวโดยสรุปคือนางขายไม่ออกตั้งแต่นี้เป็นต้นไปแล้ว…จงรั่วฉิงคิดถึงตรงนี้เรือนกายพลันไหววูบ รู้สึกเพียงประหนึ่งฟ้าผ่ากลางกระหม่อมกลางวันแสกๆ
ปัญหาคือหากคนตายจริงก็แล้วไป ทว่าตัวต้นเหตุผู้นั้นยามนี้กลับกำลังลอยหน้าลอยตาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่สำนักศึกษา ส่วนนางต้องมาเก็บกวาดปัญหายุ่งยากแทนเขาอยู่ที่นี่ จงรั่วฉิงยิ่งคิดยิ่งโมโหพลุ่งพล่าน
“ตัวบัดซบนั่น หากลากตัวเขาออกมาไม่ได้ข้าก็ไม่ขอเป็นคนอีก!” นางหมอบกับโต๊ะหอบหายใจแรงดุจวัว เอ่ยพลางกัดฟันกรอด
ซือฉินช่วยลูบหลังให้นางอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างระวัง “แต่ว่า…ต่อให้ฉุนเจี๋ยผู้นั้นเป็นท่านเขยจริงๆ ทว่าเขาไม่ยอมรับ เราต้องทำเช่นไรดีเล่าเจ้าคะ”
จงรั่วฉิงกัดริมฝีปากล่างขบคิดอยู่เป็นนาน ทันใดนั้นก็ลุกพรวดขึ้นนั่งหลังตรง กวักมือเรียกซือฉินด้วยท่าทางลึกลับ
ซือฉินขยับเข้าไป ได้ยินอีกฝ่ายกระซิบแผนการทั้งหมดจนจบ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นซับซ้อนยิ่งยวดทันควัน “คุณหนู นี่…จะดีจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“ไม่หักใจสละบุตรย่อมจับหมาป่าไม่ได้ ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะจับบุรุษได้อย่างไร!” จงรั่วฉิงดวงตาเปล่งประกายราวกับกำลังจะกล่าวว่า ‘แผนการยอดเยี่ยมเฉกนี้จะไปหาที่ใดได้อีก’ นางตบโต๊ะเอ่ย “ตกลงตามนี้!”
กลางฤดูคิมหันต์ แสงแดดยามอรุณรุ่งร้อนแรงเป็นพิเศษ
ด้านนอกประตูใหญ่ของสำนักศึกษาชิงหง ฉุนเจี๋ยตาปรืออ้าปากหาวกว้าง ทางหนึ่งถือไม้กวาดปัดกวาดพื้นไปอย่างส่งเดช อีกทางหนึ่งก็ใคร่ครวญว่าอีกประเดี๋ยวตอนกินอาหารเช้าจะแย่งซาลาเปาของตนกลับมาจากศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไร จากนั้นค่อยเกลี้ยกล่อมศิษย์พี่สามให้หลอกขโมยซาลาเปาจากศิษย์พี่รองมาอีกลูก จะได้นำมามอบให้ศิษย์พี่สี่เพื่อกระชับมิตรไมตรี
ขณะที่กำลังขบคิดเขาพลันได้ยินเสียงรถม้าดังจากไกลมาใกล้ ล้อรถหมุนบดเร็วรี่ ในยามเช้าตรู่ไร้ผู้คนเสียงจึงดังชัดเจนเป็นพิเศษ
เพื่อให้ศิษย์ของตนห่างไกลจากทางโลกอันเต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวน ประมุขเขาต้วนจึงสร้างสำนักศึกษาขึ้นกลางป่าลึกภูเขาสูงห่างไกลที่กระทั่งนกยังไม่มาถ่ายมูลแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากเมืองหลวงอย่างยิ่ง สงัดเงียบไร้สิ่งรบกวนโดยแท้ ต่อให้ศิษย์คิดถอดใจกลางคันก็ไม่มีวิธีหนีกลับบ้านเอง
ทว่าวันนี้กลับมีคนมาหาถึงสำนักศึกษา? นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงแท้! ขณะคิดดังนี้ฉุนเจี๋ยก็หยุดเรื่องที่กำลังทำอยู่แล้วชะเง้อคอมองไปทางต้นเสียง
รถม้าคันหนึ่งปรากฏขึ้นบนถนนสายเล็กอันคดเคี้ยวมุ่งหน้ามาทางนี้ ไม่นานก็หยุดจอดตรงเบื้องหน้าเขา
รถม้าคันนั้นมีขนาดใหญ่โต การประดับตกแต่งสุดจะหรูหรางดงาม มองผาดๆ ก็รู้ว่ามาจากตระกูลมีฐานะ แต่แล้วพอเห็นหน้าคนบังคับรถชัดเจน ฉุนเจี๋ยกลับประหนึ่งเห็นผี รีบโยนไม้กวาดทิ้งชักเท้าถลันเข้าประตูสำนัก จากนั้นก็พบว่าประมุขเขาต้วนสวมเสื้อคลุมใหม่เอี่ยมยืนอยู่ที่ธรณีประตูแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสี่ตลอดจนศิษย์ระดับต่างๆ ก็ล้วนแต่งตัวเป็นผู้เป็นคนติดตามอยู่ด้านหลัง
“วันนี้มีแขกสำคัญมาเยือน” ประมุขเขาต้วนชิงเอ่ยปากตัดหน้าฉุนเจี๋ย “รีบจัดเสื้อผ้าเจ้าให้ดี ตามข้าออกไปต้อนรับ”
ฉุนเจี๋ยเหลือบมองรถม้าด้านหลังด้วยหางตา กลืนน้ำลายเอ่ย “ท่านอาจารย์ ศิษย์…ศิษย์ท้องเสีย!”
“กลั้นไว้!” ประมุขเขาต้วนถลึงตาใส่เขา ทิ้งท้ายด้วยสองคำนี้อย่างเข้มงวดน่าเกรงขาม ก่อนเดินตรงดิ่งออกไปด้านนอก
ลูกไม้ถูกเปิดโปงเช่นนี้ฉุนเจี๋ยก็ไร้หนทาง ได้แต่ยกแขนเสื้อบังหน้า เดินตามอยู่หลังสุดด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
บนที่โล่งด้านนอกประตูสำนัก รถม้าคันมหึมาจอดลงอย่างมั่นคงเรียบร้อย ม่านรถถูกเลิกเปิด สองสามีภรรยาวัยชราเยื้องย่างลงมาจากด้านใน ทั้งคู่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราประณีต อากัปกิริยานุ่มนวลสง่างาม เหมาะสมกับระดับชั้นของรถม้าคันนี้อย่างยิ่ง
ประมุขเขาต้วนก้าวเข้าไปต้อนรับ ประสานมือเคารพเอ่ย “นายท่านจงกับฮูหยินมิได้พบกันนาน สบายดีหรือไม่”
คู่สามีภรรยาสกุลจงแสดงคารวะตอบอย่างนอบน้อมเกรงใจ สองฝ่ายทักทายปราศรัยกันสองสามประโยค กลับมิได้อ้อมค้อมตรงเข้าประเด็นทันที
“ท่านประมุขเขา ยามนี้บุตรสาวก็อยู่ในรถด้วย” นายท่านจงหันมองไปในรถม้า ถอนใจและกล่าว “ไม่ขอปิดบัง นับตั้งแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันกับคุณชายสกุลซูนางก็เสมือนดวงวิญญาณหลุดลอย ไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง หลายวันก่อนยิ่งล้มป่วยหนัก นอนซมอยู่หลายวัน หมู่นี้เพิ่งอาการดีขึ้นเล็กน้อย จู่ๆ ก็เอ่ยว่าอยากหาสถานที่หลบเลี่ยงทางโลกฝึกตนอย่างสงบ ผู้น้อยจึงนึกถึงที่แห่งนี้ของประมุขเขาต้วนทันที”
ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาชิงหงไม่เคยรับศิษย์สตรี กระนั้นในอดีตประมุขเขาต้วนเคยมีชีวิตตกอับช่วงหนึ่ง หวุดหวิดหิวตายข้างถนน เคราะห์ดีได้รับความช่วยเหลือจากสกุลจงจึงรักษาชีวิตไว้ได้ เป็นเหตุให้หลายวันก่อนตอนได้รับจดหมายจากนายท่านจง แม้เขาจะลำบากใจอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงได้แต่ตกปากรับคำ ผู้ใดใช้ให้เขารับของผู้อื่นแล้วมือไม้อ่อน กินของผู้อื่นแล้วไม่กล้าเสียงแข็งเล่า…
“ผู้คนมักกล่าวว่าสตรีไร้ความสามารถนับว่าดี ทว่าข้าผู้ชราหาได้คิดเช่นนั้นไม่ สตรีเรียนหนังสือแม้ไม่อาจสอบขุนนางได้ชื่อเสียงลาภยศ แต่ยังคงสามารถเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ฝึกตนบ่มนิสัย ปรับสมดุลจิตใจ มีแต่ร้อยประโยชน์ไม่มีโทษ คุณหนูมีความปรารถนาเฉกนี้ ข้าผู้ชราปลาบปลื้มใจยิ่ง” ประมุขเขาต้วนยิ้มมีเมตตา เบี่ยงกายเล็กน้อย “ห้องพักในเรือนประจิมตระเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงคุณหนูเข้าพัก”
“มีคำกล่าวนี้ของประมุขเขาต้วน พวกเราก็วางใจแล้ว” นายท่านจงเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยางถอนใจด้วยความโล่งอก แท้จริงเขาหาได้มีความคิดมากมายเพียงนั้น หวังเพียงบุตรสาวของตนแบ่งความคิดไปอยู่ในเรื่องอื่นบ้าง ไม่ต้องพร่ำพูดถึงซูเหมินจิ่นผู้นั้นทุกวันเป็นพอ เขาหันหลังไปทางรถม้าเอ่ยว่า “ซือฉิน ประคองคุณหนูลงมาเร็วสิ”
เพิ่งสิ้นเสียง คุณหนูจงก็ก้าวแช่มช้าลงจากรถโดยมีสาวใช้คอยประคอง
เมื่อมองเห็นใบหน้าอีกฝ่าย หน้าผากประมุขเขาต้วนก็กระตุกริกๆ รู้สึกรางๆ ว่าอาการปวดศีรษะใกล้กำเริบอีกแล้ว
ต่อให้ยามนี้จงรั่วฉิงจะมีใบหน้าขาวซีดยิ่งกว่าภูตผี เคลื่อนไหวอ่อนช้อยยิ่งกว่าซีซือ ทว่าใบหน้านั้นสำหรับเขาแล้วเรียกว่าคุ้นยิ่งกว่าคุ้น…
ประมุขเขาต้วนอาศัยอยู่ในเขาลึกได้ยินได้ฟังเรื่องราวภายนอกเป็นครั้งคราวแต่ก็มิได้เก็บมาใส่ใจ ยิ่งไม่มีทางขบคิดลึกซึ้ง บัดนี้คิดทบทวนเรื่องราวก่อนหน้านี้หนึ่งรอบ จึงค่อยค้นพบอย่างเจ็บปวดหัวใจแสนสาหัสว่า ‘คุณหนูจงที่คะนึงหาสามีจนล้มป่วย’ กับ ‘แม่นางจงที่เอ็ดตะโรอยู่ที่ด้านนอกประตูสำนักจะหาตัวซูเหมินจิ่น’ …กลับเป็นคนเดียวกัน?
ขณะเดียวกันในบรรดาศิษย์ทั้งหลายคนที่เคยเห็นจงรั่วฉิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง พากันซุบซิบแสดงออกว่าเห็นใจ มิน่าแม่นางผู้นี้ช่วงหลายวันก่อนจึงมาไล่ตามล้อมดักถึงที่นี่ทุกวัน ตามหา ‘ซูเหมินจิ่น’ อะไร ที่แท้สติไม่สมประกอบเพราะว่าที่สามีเสียชีวิตเองหรอกหรือ อย่างนั้นก็พอเข้าใจได้…
จงรั่วฉิงไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เพียงตั้งสมาธิอวดฝีมือการแสดงของตน วางท่าอ่อนแอบอบบางทำเหมือนไม่เคยพบหน้าประมุขเขาต้วนมาก่อนแม้สักครั้ง นางเดินล่องลอยขึ้นไปเหมือนวิญญาณตนหนึ่ง เอ่ยเสียงอ่อนระโหย “ผู้น้อยคารวะท่านประมุขเขาต้วน ต่อจากนี้…ยังขอท่านอาจารย์ให้ความกรุณาเอาใจใส่ด้วยเจ้าค่ะ”
ตอนนางยอบกายแข้งขาพลันอ่อนยวบจนเกือบล้มลงไป สร้างความตื่นตระหนกให้คนโดยรอบได้เอะอะอีกหนึ่งคำรบ
หัวใจดวงน้อยที่ทั้งบอบบางและชราภาพของประมุขเขาต้วนไหนเลยจะรับความลำบากใจเช่นนี้ไหว รีบร้อนเอ่ย “ร่างกายคุณหนูจงอ่อนแอ ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ด้านนอกลมแรง รีบเข้าห้อง รีบเข้าห้องเถิด!”
เอ่ยพลางเดินพาครอบครัวสกุลจงทั้งสามคนเข้าไปในสำนักศึกษาราวกับอัญเชิญเทพก็ไม่ปาน
“นี่ เจ้ามองเห็นเขาหรือไม่” จงรั่วฉิงยกหลังมือขึ้นบังหน้าผาก ก้าวเดินแช่มช้าอ้อนแอ้น ขณะที่สองตากลับมองค้นหาในกลุ่มคนไม่หยุด
ซือฉินประคองอยู่ด้านข้าง ส่ายหน้าลดเสียงลงต่ำเอ่ย “ไม่เห็นคนที่ประพิมพ์ประพายคล้ายท่านเขยเลยเจ้าค่ะ”
จงรั่วฉิงได้แต่รามือชั่วคราว คิดในใจว่าตัวบัดซบผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก มองเห็นว่านางพาท่านพ่อท่านแม่มาด้วยก็รีบซ่อนตัว
ช่างเถอะๆ อย่างไรเสียนางก็ปะปนเข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาชิงหงแล้ว ยังกังวลด้วยหรือว่าต่อไปจะไม่มีโอกาสขุดอดีตของเขาน่ะ!
รอจนคนทั้งหมดยกโขยงเข้าไปในประตูอย่างยิ่งใหญ่ ฉุนเจี๋ยจึงค่อยชะโงกตัวออกมาจากด้านหลังประตูใหญ่ จ้องมองเข้าไปด้านใน ค้นหากลางกลุ่มคนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบตัวคุณหนูสกุลจงที่ป่วยกระเสาะกระแสะ นึกถึงที่นายท่านจงเอ่ยว่า ‘ล้มป่วยหนัก’ เมื่อครู่นี้ขึ้นมาก็อดย่นคิ้วไม่ได้ ทั้งที่หลายวันก่อนยังกระโดดโลดเต้นอยู่แท้ๆ เหตุใดบทจะป่วยก็ป่วย ซ้ำยังป่วยจนมีสภาพเช่นนี้
ในตอนนี้เองฉุนเจี๋ยพลันเห็นจงรั่วฉิงผินหน้ามาน้อยๆ ยิ้มละไมให้ศิษย์พี่ด้านข้างตามมารยาท รอยยิ้มนั้นทำให้ผงแป้งสีขาวบนใบหน้าร่วง ‘กราว’ ลงมาทันที
ฉุนเจี๋ย “…”
นี่คงเป็นเขาเองที่คิดมากเกินไปจริงๆ…ทว่าคนไล่ตามมาถึงนี่ ชีวิตในวันหน้าเกรงว่าจะยุ่งยากอยู่สักหน่อยแล้ว
นายท่านจงกับจงฮูหยินนั่งพักอยู่ในห้องครู่หนึ่ง ก่อนจับมือจงรั่วฉิงกำชับกำชาอีกสักพัก จึงค่อยจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ก่อนไปนายท่านจงยังเสนอตัวบริจาคช่วยเหลือสำนักศึกษาชิงหงอีกห้าร้อยตำลึง เพื่อแสดงความขอบคุณต่อประมุขเขาต้วน
มองดูรถม้าแล่นจากไปไกลทีละนิด ประมุขเขาต้วนยืนถือเงินอยู่ด้านนอกประตูสำนัก ในใจยุ่งเหยิงดุจอยู่กลางลมพายุกระหน่ำ…
มีฉุนเจี๋ยเจ้าปัญหาคนหนึ่งยังไม่พอ ยามนี้แม้แต่ศัตรูคู่แค้นที่อธิบายได้ไม่ชัดของเจ้าตัวก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว สำนักศึกษาชิงหงของตนนี้จะยังรักษาความสงบต่อไปได้หรือ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 14 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.