X
    Categories: ทดลองอ่านภวังค์รักในเรือนแสนหวานมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 2

ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะจับบุรุษได้อย่างไร

เช้าตรู่วันนี้หลังจากทำความสะอาดลานสำนักเสร็จศิษย์ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่โรงอาหารตามธรรมเนียม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมอันเป็นที่ชื่นชอบที่สุดในสำนักศึกษาชิงหง…กินข้าว

ที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ประมุขเขาต้วนย่อมนั่งในตำแหน่งประธาน

ที่เหลือนั่งไล่ไปตามลำดับก่อนหลังทั้งสองฝั่งโต๊ะ เริ่มจากศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสี่ที่อายุมากที่สุดของสำนักศึกษา ถัดไปเป็นศิษย์ที่อาวุโสน้อยกว่านั่งตามลำดับอาวุโส

ประมุขเขาต้วนกินข้าวเร็วอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาล้วนลุกจากโต๊ะก่อนเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับคาบเรียนช่วงเช้า

ต่อหน้าอาจารย์ ทุกคนจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ดีงามของ ‘ศิษย์ประพฤติดีผู้ซื่อสัตย์อยู่ในกฎระเบียบ’ เสมอ เวลาผ่านไปนานเข้าก็ออกจะยากลำบากอยู่บ้างอย่างไม่อาจเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ประมุขเขาต้วนลุกออกจากโต๊ะจนถึงก่อนคาบเรียนช่วงเช้าจะเริ่มขึ้น ช่วงเวลาว่างที่ไร้คนควบคุมนี้จึงกลายเป็นเวลาดีเยี่ยมสำหรับการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

ศิษย์พี่ใหญ่ฉุนโฮ่วมักเป็นคนกระเหี้ยนกระหือรือที่สุด แม้เขาจะมีร่างกายสูงใหญ่ ตัวหนักร่างหนา แต่มือไม้กลับว่องไวปราดเปรียวยิ่ง โดยเฉพาะกระบวนท่า ‘ฝ่ามือมังกรเหินทะลวงเมฆา’ ตอนขโมยหมั่นโถวในชามของคนข้างเคียงซ้ายขวานั้นเรียกได้ว่าไปมาว่องไวดุจวายุ ไม่ทิ้งร่องรอยสักนิดเดียว รอจนอีกฝ่ายสังเกตเห็น หมั่นโถวก็ย้ายไปอยู่ในท้องเขาอย่างปลอดภัยแล้ว

ได้ยินว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่เห็นด้วยกับปริมาณอาหารของสำนักศึกษาอย่างยิ่ง เคยเสนอให้เพิ่มอาหารเพิ่มปริมาณ กลับถูกประมุขเขาต้วนตีข้อเสนอตกไปอย่างไร้ไมตรีโดยอ้างว่าต้องการกระตุ้นให้เขาลดน้ำหนัก ทั้งยังระงับสิทธิ์การเสนอความเห็นซ้ำอีกครั้ง

ศิษย์พี่ใหญ่ไร้ทางเลือก ได้แต่ทำดีลับหลัง ใช้วิธีเคลื่อนย้ายอาหารมอบโอกาสลดน้ำหนักอันล้ำค่าให้แก่เหล่าศิษย์คนอื่นๆ โดยรอบ

ภาพเหตุการณ์ที่ศิษย์พี่ใหญ่ออกฝ่ามือมังกรเหินทะลวงเมฆาแต่ไรมาล้วนไม่รอดพ้นสายตาคมกริบของศิษย์พี่รองฉุนผู่ แต่ไรมาศิษย์พี่รองถือตนเป็นปัญญาชนผู้หนึ่ง ขนานนามตนเองว่าเป็นชายหนุ่มชั้นยอดผู้มีความรู้ความสามารถกว้างขวาง มีวาทศิลป์เป็นเลิศที่สุดของสำนักศึกษาชิงหง ต่อให้กินข้าวในกระเป๋าเสื้อก็ยังไม่ลืมใส่หนังสือไว้เล่มหนึ่งเพื่ออวดท่วงทีทรงภูมิของตน

ทุกคราวที่เห็นศิษย์พี่ใหญ่ประพฤติตนไม่เหมาะสมเช่นนี้ ศิษย์พี่รองเป็นต้องอ่านหนังสือพลางโคลงศีรษะ แล้วเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า ‘อยู่ใกล้หมูติดกิน อยู่ใกล้หมึกเปรอะดำ’

น่าเสียดายที่ทุกครั้งเมื่อสิ้นเสียงพูด สิ่งที่ตอบเขากลับมามีเพียงเสียงกินข้าวง่ำๆๆ ของผู้คนโดยรอบ ด้วยขาดผู้ฟังและสหายรู้ใจ ส่งผลให้คำพูดกระทบกระเทียบที่เขาเห็นว่าไหวพริบดีและเปี่ยมความเย้ยหยันนี้ไม่ได้รับผลที่ควรโดยสิ้นเชิง

การไร้ผู้ทัดเทียมช่างแสนโดดเดี่ยว…

ส่วนศิษย์พี่สี่ฉุนชุ่ยกลับอยู่ในสภาพตีหน้าตายเสมอ ใช้ความเร็วสม่ำเสมอในการกินหมั่นโถวคำหนึ่ง กินโจ๊กคำหนึ่ง กัดหมั่นโถวคำหนึ่ง กินโจ๊กคำหนึ่ง…ไม่ว่ารอบตัวเกิดเรื่องใดก็ล้วนประหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขา

เพียงแต่กรงเล็บปีศาจของศิษย์พี่ใหญ่โดยปกติจะไม่ยื่นไปทางเขา เพราะตอนที่มือยังไม่ทันเอื้อมถึงหมั่นโถวของศิษย์พี่สี่ กระบี่ของศิษย์พี่สี่ก็อาจมาจ่อที่คอของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว แม้หมั่นโถวจะดี แต่ถึงที่สุดก็ไม่ควรค่าให้สละชีวิตเพื่อมัน หลังจากไม่นานก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ใหญ่เจอดีเข้าไปครั้งหนึ่ง ก็ลากอีกฝ่ายเข้าสู่ ‘บัญชีดำของการขโมยหมั่นโถว’ โดยสมบูรณ์

อะไรนะ เหตุใดจึงไม่เอ่ยถึงศิษย์พี่สามน่ะรึ

อย่าได้รีบร้อน อย่าได้รีบร้อนไป ในบรรยากาศคึกคักเช่นนี้ ย่อมขาดศิษย์พี่สามฉุนเจิ้งจอมซุบซิบผู้นี้ไปไม่ได้ ช่วงเวลาอาหารเช้าทั่วทั้งโรงอาหารมีเขาผู้นี้ยุ่งที่สุด ปากหนึ่งปากนอกจากต้องกินข้าว ยังต้องลากเหล่าศิษย์น้องรอบตัวมาสืบข่าวและแสดงความเห็น ประเด็นที่ถกเถียงกว้างขวางยิ่ง ตั้งแต่เรื่องนโยบายผูกสัมพันธ์ต่างแคว้นที่ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกำลังจะดำเนินการตลอดจนผลกระทบอันลึกซึ้งที่จะตามมา ไปจนถึงลูกสุนัขที่แม่สุนัขตัวหนึ่งในหมู่บ้านสกุลหลี่ละแวกใกล้เคียงคลอดออกมาควรชื่อเสี่ยวชีหรือเสี่ยวปา…กล่าวได้ว่าเรื่องบนฟ้ารู้ครึ่งๆ เรื่องบนดินรู้ทุกเรื่อง

เพียงวันนี้ศิษย์พี่สามกลับสงบเสงี่ยมลงไปมาก เขามิได้คุยฟุ้งน้ำไหลไฟดับท่ามกลางสายตาเลื่อมใสของผู้คนเหมือนที่แล้วมา แต่กลับลากคนรอบตัวมาสุมหัวซุบซิบ ซ้ำยังพูดพลางเงยหน้าส่งสายตามองไปทางอีกมุมหนึ่งของโต๊ะอีกด้วย

ขณะที่ฉุนเจี๋ยซึ่งเป็นจุดรวมสายตาตั้งแต่ต้นจนจบกลับเพียงนั่งเรียบร้อยลมแปดทิศพัดผ่านไม่สะท้าน ราวกับมีวิชาระฆังทองคุ้มกายและวิชาภูษาเหล็กอยู่ในร่าง สามารถต้านทานทุกสิ่งไว้ภายนอกโดยไม่เอนเอียงแม้แต่น้อย

กระทั่งฉุนจิ้งจู่ๆ ก็ขยับมาใกล้ ถองเขาพลางถาม “ศิษย์พี่ ท่านว่าคุณหนูจงผู้นั้นมาที่สำนักศึกษาของพวกเรา ที่แท้เพื่อเรียนหนังสือหรือเพื่อไล่ตามท่านกันแน่”

ฉุนเจี๋ยรู้ว่าศิษย์น้องผู้นี้เป็นเหยื่อหัวทื่อที่ถูกศิษย์พี่สามลวงให้มาสืบข่าว จึงหันหน้าไปตีหน้าตายใส่ใบหน้าเฝ้ารอคอยของฉุนจิ้ง จากนั้นอึดใจเดียวก็หันหน้ากลับไปหาหมั่นโถว วางท่าราวกับใดๆ ในโลกล้วนว่างเปล่า เคี้ยวกร้วมๆ ต่อ

กระนั้นหัวใจฝักใฝ่เรื่องชาวบ้านของฉุนจิ้งกลับแน่วแน่เป็นอย่างมาก เขานั่งลงด้านข้างราวกับเป็นภรรยาตัวน้อย อดทนรอฉุนเจี๋ยกลืนหมั่นโถวไปสองลูก กินโจ๊กใสจนเกลี้ยง จึงค่อยถามต่อว่า “จะว่าไปนะศิษย์พี่ ในเมื่อท่านเกิดที่หมู่บ้านหม่าหลัน ตำบลก่านเชิ่ง เหลียนฮวาโกวอะไรนั่น เหตุใดจึงไม่ทำการเกษตรอยู่บ้าน ทว่ามาเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาชิงหงเล่า นอกจากนี้ท่านกับซูเหมินจิ่นผู้นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันสักนิดจริงหรือ ถ้าท่านไม่ใช่เขาตัวจริงหรือจะเป็นพี่น้องฝาแฝดอะไรอย่างนี้”

ฉุนเจี๋ยกลั่นความรู้สึกออกมาอย่างตั้งใจ แล้วพลันยกมือเคาะมะเหงกโป๊กใหญ่ใส่หน้าผากเกลี้ยงเกลาของอีกฝ่าย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉุนจิ้ง แม้เจ้าเพิ่งเข้ามาไม่นาน แต่ถึงอย่างไรก็รู้กฎเกณฑ์ของสำนักศึกษา ในเมื่อมาแล้วก็ควรตั้งสมาธิมุ่งมั่นพากเพียรเรียนหนังสือจึงจะถูกต้อง เหตุไฉนในสมองจึงมีแต่ความคิดเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนเหล่านี้ การสอบเซียงซื่อ ครั้งถัดไปก็คือปีหน้า เจ้าอยู่ไม่นิ่งไม่สงบเช่นนี้จะสอบได้ผลสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้อย่างไร”

พอจบประโยคนี้ภายในโรงอาหารพลันเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ศิษย์พี่ทั้งหลายประหนึ่งมองเห็นท่าทางอาจารย์สั่งสอนพวกเขาในวันปกติ ต่างก้มหน้าด้วยความละอายที่เมื่อครู่ตนเองบังเกิดความคิดไม่สมควร

“ฉุนจิ้ง เจ้ายังเยาว์ หันหลังกลับทัน ยังแก้ไขได้” ฉุนเจี๋ยที่ประมุขเขาต้วนลงมาประทับร่างจับไหล่ฉุนจิ้งเบาๆ แล้วเอ่ยชี้แนะด้วยความหวังดีเสริมอีกประโยค ใบหน้าท่าทางเคร่งขรึม ราวกับว่าคนที่ก่อความวุ่นวายในสำนักศึกษาชิงหงจนไก่บินสุนัขกระโดดไม่เว้นแต่ละวันไม่ใช่ตัวเขาเองโดยสิ้นเชิง

ยามนี้เองเสียงระฆังสำริดในลานพลันส่งเสียงดังเหง่งหง่างทำลายความเงียบภายในโรงอาหาร บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาท่องตำรารับอรุณแล้ว

“รีบไปโถงตำราเถอะ อย่าเสียเวลาเปล่าๆ อยู่ที่นี่เลย” เมื่อได้ยินเสียงระฆัง ฉุนเจี๋ยก็ลุกขึ้นราวกับไม่เคยเกิดเรื่องใด สาวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปก่อน

เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว หางตาเหลือบไปเห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งโรงอาหารถูกตนเองกลั่นแกล้งจนอึ้งงันอยู่กับที่ ฉุนเจี๋ยก็ขำพรืดออกมาอย่างทนไม่ไหวจริงๆ

ทว่ายังไม่ทันหยุดเสียงหัวเราะเขาก็แข็งทื่อไปกลางคันเสียก่อน

ใต้ต้นกุ้ย กลางลานของโรงอาหารต้นนั้นมีเงาร่างเล็กหยุดยืนอยู่

ฉุนเจี๋ยผงะ ไม่แม้แต่จะคิดก็หมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในโรงอาหาร น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่มาปรากฏตัวที่ประตูตั้งแต่เมื่อใด เรือนกายสูงใหญ่กำยำดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กนั้นหาใช่ผู้ใดก็สามารถหลบไปได้โดยง่าย

ศีรษะของฉุนเจี๋ยชนเข้าอย่างจัง ไม่ทันได้เปลี่ยนเส้นทาง เสียงหนึ่งก็ดังตามมาด้านหลังทันที…

“ศิษย์…พี่…”

เสียงนั้นใสกังวานอ่อนหวาน ลากหางเสียงยาว คล้ายแฝงรสหวานดั่งน้ำผึ้งก็ไม่ปาน

ฉุนเจี๋ยพลันรู้สึกขาอ่อนอยู่บ้าง เมื่อฝีเท้าชะงัก คอเสื้อก็ถูกคนคว้าไว้อย่างไม่เกรงใจสักนิด

แม้จงรั่วฉิงจะกลายเป็นศิษย์สตรีของสำนักศึกษาชิงหง ทว่าอย่างไรเสียชายหญิงก็ไม่พึงชิดใกล้ นอกจากเวลาที่เรียนหนังสือด้วยกัน เวลาอื่นนางล้วนไปไหนมาไหนด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ฉุนเจี๋ยจึงหลบเลี่ยงอย่างระมัดระวัง จงใจเดินอ้อม จนในที่สุดก็ทำให้ช่วงนี้ไม่ได้ปะหน้าอีกฝ่ายตรงๆ เลยสักครั้ง

น่าเสียดายที่วันนี้ยังคงเป็นเรือล่มในคูระบายน้ำ

เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้น เขาจึงได้แต่แสร้งทำตัวเป็นคนสัตย์ซื่อ วางท่าไม่สะทกสะท้านเอ่ยว่า “ต่อให้มิได้พบกันนาน แม่นางจงกระทำเช่นนี้…ออกจะกระตือรือร้นเปี่ยมไมตรีเกินเหตุไปจริงๆ”

จงรั่วฉิงคลายมือ ไม่แยแสคำพูดเขา เพียงยิ้มถาม “เหตุใดศิษย์พี่เห็นข้าแล้วต้องวิ่งหนี คงมิใช่เพราะรูปลักษณ์ของข้าเหมือนงูพิษสัตว์ร้ายมากกระมัง”

สำนักศึกษาชิงหงไม่ธรรมดาสามัญอย่างแท้จริง นางเข้ามาไม่ถึงเจ็ดวันก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที หน้าไม่ขาวซีด ร่างไม่อ่อนแอ คนก็แข็งแรงมีชีวิตชีวา…แน่นอนว่าจำกัดไว้เฉพาะยามที่ประมุขเขาต้วนไม่อยู่

ถึงกระนั้นกล่าวด้วยความสัตย์จริง รูปลักษณ์ของจงรั่วฉิงวันนี้…นับว่าแตกต่างจากงูพิษสัตว์ร้ายอะไรไปอักโข

จงรั่วฉิงสลัดชุดกระโปรงสีชมพูงามผุดผาดออกไป สวมชุดของสำนักศึกษาสีครามเข้มเหมือนศิษย์คนอื่น เพราะเสื้อตัวโคร่งไปสักหน่อย จึงใช้เชือกไหมรัดเอว ขับเน้นให้เห็นทรวดทรงชัดขึ้นเล็กน้อย ผมดำขลับทั้งศีรษะก็เกล้าขึ้นมาเก็บอยู่ในหมวกใบเล็ก มีปอยผมสองสามเส้นที่ไม่เชื่อฟังร่วงตกลงมาตรงจอนผม กระนั้นก็กลับเพิ่มเอกลักษณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

มองแวบแรกยังนับว่าเป็นศิษย์น้องหญิงตัวน้อยที่งามสง่ายิ่งผู้หนึ่ง

ประเดี๋ยวก่อน นี่มันอะไรกัน…ฉุนเจี๋ยดึงความคิดที่เตลิดไปไกลอยู่บ้างกลับมา เขาหลุบตาแล้วกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “แม่นางจงกล่าวขบขันแล้ว เจ้าจะเป็นงูพิษสัตว์ร้ายได้อย่างไร เป็นเมื่อครู่ผู้น้อยฉุกคิดได้กะทันหันว่าเดิมจะรั้งอยู่ช่วยศิษย์พี่ทั้งหลายเก็บถ้วยชามตะเกียบ อีกประการหนึ่ง…แม่นางจงเรียกขานกันเช่นนี้ ผู้น้อยไม่กล้ารับจริงๆ”

“มีอะไรไม่กล้ารับหรือ” จงรั่วฉิงยิ้มละไม เอ่ยพลางเดินไปด้านหลังฉุนเจี๋ย หมุนตัวไปทางศิษย์พี่ทั้งหลายที่ถูกรัศมีของนางคุกคามจนหยุดอยู่ตรงประตูไม่เดินออกมาแล้วเอ่ย “แม้การมาครั้งนี้ข้าเพียงร่วมฟังบทเรียนเท่านั้น แต่ถึงที่สุดก็นับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสำนักศึกษาชิงหง ท่านอาจารย์มอบชื่อให้ข้าแล้วว่า…ฉุนจื้อ ดังนั้นต่อจากนี้ฉุนจื้อก็เป็นศิษย์น้องหญิงของศิษย์พี่ทั้งหลาย ทุกสิ่งยังต้องขอศิษย์พี่ทั้งหลายดูแลชี้แนะ”

นางเรียกขาน ‘ศิษย์พี่ทั้งหลาย’ ไม่หยุดปาก กล่าวได้สนิทชิดเชื้อยิ่ง เพิ่งสิ้นเสียงฉุนเจี๋ยก็ได้ยินเสียงขานรับอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีของปัญญาชนสักกระผีกดังขึ้นเป็นระลอกจากด้านหลัง

ไม่ต้องสงสัยว่าเขาย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะเอาชีวิตรอด เมื่อเห็นจงรั่วฉิงยามนี้แบ่งสมาธิไปเล็กน้อย ฉุนเจี๋ยไม่แม้แต่จะคิดก็ชักเท้าวิ่งหนีไปทางลานโรงอาหาร น่าเสียดายเพียงเท้าไม่ทันก้าวก็ถูกคนคว้าคอเสื้ออีก ฉุดลากมาทั้งอย่างนั้น

“เวลาไม่เช้าแล้ว เชิญศิษย์พี่ทั้งหลายรีบไปที่ห้องโถงใหญ่โดยเร็วเถิด อย่าได้พลาดเวลาอ่านตำราเช้า” จงรั่วฉิงมองข้ามคนที่กำลังดิ้นแกว่งแขนสะบัดขาร้องขอความช่วยเหลือข้างๆ ยังคงระบายยิ้มหวานทั่วใบหน้า “ฉุนจื้อเพิ่งเข้ามา จู่ๆ ก็อยากช่วยศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยเก็บถ้วยชามตะเกียบ ทุ่มเทกำลังของตนอีกแรง ขอตัวก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยพลางออกแรงที่มือ ลากฉุนเจี๋ยที่ทำหน้าระทมหม่นไหม้หมุนตัวจากไป

ภายในโรงอาหาร ศิษย์ทั้งหมดมองหน้ากันไปมา

จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยเสียงเบา “โรงอาหาร…มันอยู่ทางนี้ไม่ใช่หรือ”

หลังสิ้นเสียงข้อกังขานี้รอบข้างพลันเงียบกริบจนแทบกล่าวได้ว่าน่าประหลาด เข็มตกยังได้ยินเสียง มีลมกระโชกหอบหนึ่งพัดใบไม้บนพื้นลอยม้วนขึ้นเป็นวงกลมปลิวผ่านสายตาไป…

ไม่รู้ผู้ใดเอ่ยเสริมอีกประโยค “ฉุนเจี๋ยเขา…คงมิได้จะเสียพรหมจรรย์หรอกกระมัง…”

ในเวลาเดียวกันจงรั่วฉิงลากฉุนเจี๋ยเดินตัดทะลุลาน อ้อมระเบียง ตรงไปยังพื้นที่ว่างไร้ผู้คนแห่งหนึ่ง นางปล่อยมือพลันเปลี่ยนภาพ ‘ศิษย์น้องหญิงผู้อ่อนหวาน’ ที่สร้างขึ้นแล้วเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

“ข้าตรวจสอบแล้ว เวลาที่เจ้าเข้ามาเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาชิงหงคือหลังจากซูเหมินจิ่นตายพอดี ดูจากเวลาสมเหตุสมผลทุกประการ” นางกอดอกยืนตรงหน้าฉุนเจี๋ย กล่าวอย่างหนักแน่นมีเหตุผล เอ่ยไปได้ครึ่งหนึ่งก็คล้ายรู้สึกว่าสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมเกินไป จึงคลี่ยิ้มเล็กน้อย พยายามให้ท่าทีของตนอ่อนโยนลงสักหน่อย “ซูเหมินจิ่น ที่นี่มีแค่เจ้ากับข้าสองคน ถ้าเจ้ามีเหตุผลที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไร อย่าปิดบังกัน บอกข้ามาตามจริงดีหรือไม่ ข้าจะต้องหาทางช่วยเจ้าแน่!”

ฉุนเจี๋ยถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยสีหน้าขมขื่น เอ่ยว่า “แม่นาง…เอ่อ ไม่สิ ศิษย์น้องหญิง ข้าไม่ใช่ว่าที่สามีเจ้าจริงๆ”

จงรั่วฉิงสะกดอารมณ์พลุ่งพล่าน ยิ้มละไมก้าวขึ้นหน้า ค่อยๆ เกลี้ยกล่อมต่อ “ไม่ว่าเจ้าตกน้ำจนเสียความทรงจำหรือถูกคนไล่ฆ่าจนต้องแกล้งตาย ข้าล้วนเข้าใจได้ แต่เจ้าต้องบอกข้าตามจริง…ได้หรือไม่”

ฉุนเจี๋ยถอยหลังอีกก้าว มุมปากคว่ำลงยิ่งกว่าเก่า เอ่ยว่า “ศิษย์น้องหญิง ที่แท้ข้าเหมือนซูเหมินจิ่นตรงที่ใดกันแน่ ข้า…ข้ายอมเปลี่ยนให้จะได้หรือไม่”

เส้นเลือดตรงหน้าผากของจงรั่วฉิงพลันปูดขึ้น นางกัดฟันกรอดรักษาความสงบนิ่ง งัดไพ่ความสัมพันธ์ในครอบครัวออกมา “ซูเหมินจิ่น เจ้าหลบอยู่ในที่เปลี่ยวร้างกระทั่งนกยังไม่มาถ่ายมูลนี้ เคยคิดถึงความรู้สึกท่านลุงซูกับท่านป้าซูหรือไม่ วันฝังศพของเจ้า พวกเขาผู้อาวุโสสองคนร่ำไห้กอดกันกลม โศกศัลย์จนใจแทบสลายเลยเชียวนะ! เจ้าหักใจปกปิดความจริง มองดูพวกเขาผมขาวส่งวิญญาณผมดำหรือ”

ฉุนเจี๋ยถอยมาถึงมุมกำแพง เมื่อพบว่าถอยจนไร้ทางถอยแล้ว ใบหน้าก็ยิ่งยับย่นเป็นผลมะระโดยสมบูรณ์

“แม่นาง ศิษย์น้องหญิง มารดาเอ๋ย! ข้าต้องพูดอย่างไรเจ้าถึงจะเชื่อ ขอร้องล่ะ เจ้าละเว้นข้าเถิด! ข้าคุกเข่าให้เจ้าได้หรือไม่” กล่าวไปก็ลงไปคุกเข่าดังโครม! ทั้งยังทำท่างกๆ เงิ่นๆ จะกอดต้นขาอีก

“เจ้าๆๆ…” จงรั่วฉิงเห็นว่าตนทำถึงเพียงนี้แล้ว ทว่าเขาให้ตายก็ยังไม่ยอมรับ ก็พลันโกรธจนควันออกหู แทบอยากจะเตะคนให้ลอยกระเด็นเสียเดี๋ยวนี้

แต่พอขบคิดดู…ไม่ได้! ถ้ายอมแพ้ ไยมิใช่เท่ากับยอมรับว่าตนสู้เขาไม่ได้หรอกหรือ

ล้อเล่นหรือไร พวกเขาสองคนตั้งแต่เล็กจนโต ท่ามกลางการห้ำหั่นเล็กใหญ่ไม่ต่ำกว่าร้อยสนาม ตัวนางน่ะ…ดีชั่วก็นับว่าเคยชนะเขาครั้งหนึ่งเลยเชียวนะ!

ด้วยเหตุนี้จงรั่วฉิงจึงกัดริมฝีปากล่าง คิดในใจว่าหากเป็นดังนี้ก็จำเป็นต้องงัดไพ่ตายออกมาแล้ว จึงเอ่ย “ได้ ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ใช่คนแซ่ซูนั่น เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าดู!” ใบหน้าผุดรอยยิ้มได้ใจ นางแค่นหัวเราะ “ตามที่ข้ารู้มา ซูเหมินจิ่นผู้นั้นบนตัวมีปานที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอยู่ ถ้าเจ้าไม่มี ต่อไปข้าจะไม่หาเรื่องเจ้าอีก”

ดวงตาฉุนเจี๋ยมีเปลวไฟแห่งความหวังลุกโชน ถามเสียงเบา “ปานอะไร อยู่ที่ใด”

“ด้านในของต้นขา…ขวา…” จงรั่วฉิงกระแอมให้คอโล่ง แท้จริงหากไม่ไร้ทางเลือก นางก็ไม่ต้องการใช้วิธีนี้

ฉุนเจี๋ยถลึงตากลมโต “ที่ลับประเภทนี้ เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร…”

“ข้ากับซูเหมินจิ่นเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บนร่างเขามีขนกี่เส้นข้าล้วนกระจ่างแจ้ง!” เพื่อทำให้ตนแลดูน่าเชื่อถือมีเหตุผลขึ้นเล็กน้อยจงรั่วฉิงจึงรุกประชิดเขา เอ่ยอย่างดุดัน “เฮอะ กลัวสินะ! ถ้าเจ้าไม่กล้าให้ข้าดูก็เท่ากับหาข้อแก้ตัวไม่ได้! แสดงว่าเจ้าก็คือซูเหมินจิ่น!”

เมื่อได้ยินวาจานี้ฉุนเจี๋ยก็เบิกดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องตานางด้วยสีหน้าคร่ำเครียดครู่หนึ่ง จากนั้นยามที่จงรั่วฉิงนึกว่าตนเองจะบรรลุผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จู่ๆ อีกฝ่ายก็กัดฟันแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้า!

ครานี้กลับกลายเป็นจงรั่วฉิงที่ตกอกตกใจจนหน้าถอดสี นางยกมือปิดหน้าถอยหลังกรูดติดกันหลายก้าว ปากร้องว่า “เจ้าๆๆ…เจ้าจะทำอะไร”

“ย่อมต้องให้ศิษย์น้องหญิงตรวจสอบปานน่ะสิ!”

“เจ้า…เจ้าจะถอดจริงหรือ” จงรั่วฉิงมองอีกฝ่ายผ่านช่องระหว่างนิ้วมือ

“เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ความอัปยศเล็กน้อยนี้…ไม่นับเป็นอันใด!” ฉุนเจี๋ยช้อนตาขึ้น จ้องมองนางอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่งด้วยแววตาเศร้าโศกระคนฮึกเหิมเยี่ยงผู้กล้าบั่นมือ* ขณะเดียวกับที่มือก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก โยนทิ้งลงพื้นอย่างเด็ดเดี่ยวยิ่งยวด จากนั้นก็เริ่มคลำหาสายรัดกางเกงที่เอว กัดริมฝีปากล่าง แล้วกระชากมันออกอย่างอาจหาญ…

“พอแล้ว! พอ! หยุดนะ!” จงรั่วฉิงรีบหุบนิ้ว กรีดร้องยับยั้ง

แท้จริงนางไม่คิดจะดูจริงๆ เลยสักนิด เพียงอยากบีบให้เขายอมจำนนเท่านั้น หนำซ้ำที่นางรู้เรื่องปานของซูเหมินจิ่นยังเพราะได้ยินผู้ใหญ่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันแล้วเอ่ยถึงเท่านั้น ตำแหน่งแปลกประหลาดพรรค์นั้น…ไหนเลยนางจะเคยเห็นด้วยตาตนเองกันเล่า!

“ไม่ได้!” ริมโสตเป็นเสียงห้าวหาญตรอมตรม จริงจัง และตั้งใจจริงของฉุนเจี๋ย พร้อมกับเสียงเสื้อผ้าเสียดสีสวบสาบ “เพื่อแก้ไขปมในใจของศิษย์น้องหญิง วันนี้ข้าจะให้เจ้าดูให้ชัด ดูให้กระจ่าง!”

“เจ้า…ถ้าเจ้าถอดอีกข้าจะบอกท่านอาจารย์ว่าเจ้าทำอนาจารแล้วนะ!” จงรั่วฉิงร้อนใจเจียนร่ำไห้ ได้แต่หมุนตัวออกวิ่งทันที วิ่งไปพลางยังไม่ลืมทิ้งวาจาเหี้ยมเกรียม “ซูเหมินจิ่น! ข้าไม่มีทางแล้วกันไปเช่นนี้แน่! วันเวลายังอีกยาวไกล พวกเราจะได้เห็นดีกัน!”

พูดไม่ทันจบประโยคดี คนก็หายไปไม่เห็นเงาเรียบร้อย

หลังนางไปแล้วฉุนเจี๋ยจึงหยุดมือ ค้อมเอวลงเก็บเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นธุลี แล้วช้อนตามองตามทิศที่จงรั่วฉิงจากไป เขายักไหล่ สะบัดเสื้อน้อยๆ ก่อนสวมใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขายกมือขวาขึ้นมา มองดูซ้ำๆ ทั้งด้านหน้าด้านหลังอยู่เป็นนาน เรียวคิ้วคมเลิกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเผยแววฉงน “แม้แต่มีขนกี่เส้นก็กระจ่างแจ้ง…จริงๆ น่ะหรือ”

 

บ่ายวันนั้นตอนจงรั่วฉิงผู้ซึ่งกลายสภาพเป็นโฉมงามป่วยเสาะแสะทนรับลมแรงมิได้มาถึงโถงตำราที่ใช้ท่องตำรารับอรุณ ก็พบว่าบรรดาศิษย์พี่ล้วนมองมาที่นางด้วยสายตาซับซ้อน

นางเดินไปยังที่นั่งของตนอย่างรู้สึกแปลกพิกล นั่งลงอย่างรู้สึกแปลกพิกล มองท่านอาจารย์อย่างรู้สึกแปลกพิกล และหยิบม้วนตำราข้างมือขึ้นมาอย่างรู้สึกแปลกพิกล

จวบจนถึงเวลาพักระหว่างคาบเรียนนางได้ยินศิษย์พี่รองฉุนผู่ถามศิษย์พี่สามฉุนเจิ้ง “เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ เมื่อเช้าหลังศิษย์น้องฉุนเจี๋ยกลับมาก็ฟุบโต๊ะร้องไห้ไม่หยุด! เจ้าว่า…ศิษย์น้องฉุนจื้อทำอะไรเขามากันแน่”

ฉุนเจิ้งทำท่าเข้าใจกระจ่าง ส่ายหน้าโคลงศีรษะกล่าว “พระพุทธองค์กล่าวว่ามิอาจบอก มิอาจบอก…”

จงรั่วฉิงหมดคำพูด สำนักศึกษาชิงหงของพวกท่านมิใช่ยึดถือการเรียนหนังสือด้วยใจที่สงบหรอกหรือ พวกท่านซุบซิบกันเพียงนี้จะดีจริงๆ หรือ

การที่ศึกแรกประสบความพ่ายแพ้รวมไปถึงการแทงซ้ำจากบรรดาศิษย์พี่ทำให้จงรั่วฉิงเดือดดาลสุดระงับ ส่งผลให้ตอนอ่านตำราในคาบบ่ายนางแทบจะเค้นเสียงลอดไรฟันอ่านเนื้อหาในตำราทีละตัวอักษรด้วยความคั่งแค้นเหลือกำลัง

ด้วยสถานการณ์พิเศษของนาง นางจึงนั่งอยู่ในมุมเล็กๆ ตามลำพังในโถงตำรา แบ่งแยกกับเหล่าศิษย์พี่ต่างเพศที่ไม่พึงชิดใกล้ทั้งหลาย

ดังนั้นยามประมุขเขาต้วนเดินผ่านจึงได้ยินเสียงที่แสดงถึงความผิดปกติได้อย่างง่ายดาย เขาอดหยุดฝีเท้าไม่ได้ ส่งสัญญาณให้นางหยุดอ่านชั่วคราว แล้วเอ่ยว่า “การอ่านตำรา คนและตำราจำเป็นต้องรวมเป็นหนึ่ง ปล่อยวางอารมณ์ ใช้ใจรับรู้เนื้อหาระหว่างบรรทัด ฉุนจื้อ เจ้าใช้แรงมากเกินไป ผ่อนคลายลง ผ่อนคลายลงเสีย”

จงรั่วฉิงได้แต่สูดหายใจลึก สะกดอารมณ์เดือดพล่านของตนให้สงบ จากนั้นหางตาก็พลันเหลือบไปเห็นฉุนเจี๋ยที่นั่งห่างไปไม่ไกล พบว่าอีกฝ่ายนั่งตัวตรงแหน็ว มุ่นคิ้วเล็กน้อย ท่าทางจดจ่อมีสมาธิ

ทว่าตั้งแต่ก่อนหน้านี้นานมากแล้วเขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อนสักนิด

จงรั่วฉิงหรี่ตาจ้องเขานานพักหนึ่ง ในที่สุดก็เห็นพิรุธ…ที่ติดอยู่ตรงมุมปากเขา ไม่ใช่น้ำลายแล้วจะเป็นอะไรได้

“ท่านอาจารย์!” นางหันกลับมา ร้องเรียกประมุขเขาต้วนที่กำลังเดินจากไป ยกมือชี้ไปทางฉุนเจี๋ยแล้วกล่าวด้วยเสียงนุ่มละมุน “ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ย…เขาคล้ายทำท่าไม่ตั้งใจอ่านตำราเจ้าค่ะ”

จากนั้นฉุนเจี๋ยก็ถูกมะเหงกศีรษะโป๊กใหญ่ท่ามกลางสายตาธารกำนัล พร้อมถูกลงโทษให้ช่วยล้างชามในโรงอาหารตอนกลางคืน

ในเวลาเดียวกันนี้ประมุขเขาต้วนยังเอ่ยชมเชยศิษย์น้องเล็กที่กล่าวรายงานว่ามีความดีความชอบ

เห็นฉุนเจี๋ยหันหน้ามาขมวดคิ้ว ส่งสายตาเจ็บช้ำตำหนิต่อว่านางโดยไร้เสียง จงรั่วฉิงกลับดึงหางตาพลางแลบลิ้นใส่เขา แสดงออกถึงความกระหยิ่มยิ้มย่องในอก

แม้นี่ไม่นับเป็นวิธีแก้แค้นที่น่าภูมิใจอะไร แต่ดีชั่วก็ได้ระบายความอัดอั้น เอาคืนสักหน เมื่อคิดถึงตรงนี้ต่อให้อยู่ในห้องก็รู้สึกราวกับว่าบนศีรษะมีดวงตะวันดวงน้อยเพิ่มขึ้นมา สาดส่องให้หัวใจสว่างสดใส

สมัยเด็กที่สำนักศึกษานางกับซูเหมินจิ่นก็โตมาเช่นนี้ เจ้าฟ้องข้า ข้าเขียนจดหมายฟ้องเจ้ากลับ ลูกไม้ประเภทนี้ทั้งคู่เล่นกันมาสามร้อยรอบก็ไม่รู้จักเบื่อ

เมื่อตระหนักว่ามุมปากตนเองแต้มรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว จงรั่วฉิงอดตะลึงไม่ได้ นางคิดมาตลอดว่าความทรงจำเหล่านี้ถูกตนเองจดว่าเป็น ‘บัญชีแค้น’ ในหัวใจ นึกไม่ถึงมาก่อนว่ายามหวนระลึกถึง กลับรู้สึก…คะนึงหาอยู่สักหน่อย…

ขณะใจลอยนางพลันได้ยินเสียงหนึ่งดังลอยมา…

“ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องเล็กกำลังเหม่อลอยใช่หรือไม่ขอรับ”

เมื่อครู่ตอนนางรายงานเขายังทำในที่ลับ แต่ตัวบัดซบผู้นี้กลับฟ้องกันโต้งๆ! หลังสิ้นเสียงตะโกนนี้ทุกสายตาในโถงตำราก็พุ่งมารวมอยู่ที่นาง!

ประมุขเขาต้วนไม่สะดวกตำหนินางอย่างเข้มงวด ได้แต่กระแอมเล็กน้อยเอ่ยว่า “ฉุนจื้อ ตั้งสมาธิจดจ่อ”

จงรั่วฉิงได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิดอย่างอ่อนโยนนอบน้อมพลางส่งสายตาคมกริบดุจใบมีดไปทางฉุนเจี๋ยด้วยหางตา อีกฝ่ายยักไหล่ราวกับไม่รับรู้ถึงสายตานั้น ทำหน้าตาใสซื่อไร้ความผิด

ยิ่งเขาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ จงรั่วฉิงยิ่งรู้สึกว่าเขาแสร้งแสดง เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใช้สายตาสังหารฝ่ายตรงข้ามนับครั้งไม่ถ้วน นางลอบคิดในใจ ซูเหมินจิ่น พวกเราสองฝั่งต้องตายตกกันไปข้าง!

ภายในเมืองลั่วหยาง รัตติกาลมืดสนิทดุจปกคลุมด้วยผืนผ้าม่าน

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นในวัยสามสิบยืนมือไพล่หลังอยู่ตรงหน้าต่างในห้องทรงพระอักษร มองสีรัตติกาลดำมืดด้านนอก สีหน้าท่าทางเคร่งขรึม หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยปาก สุ้มเสียงทุ้มลึก “คน…ฝังเรียบร้อยแล้ว?”

“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ที่ยืนด้านหลังค้อมศีรษะตอบ น้ำเสียงแฝงความแก่ชราและอ่อนล้า “ทุกสิ่งล้วนจัดการอย่างเหมาะสมตามพระประสงค์ของฝ่าบาทแล้ว”

“ดีมาก” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นก้มศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าใต้แสงเทียนหรุบหรู่ภายในห้องนั้นสลัวรางมองเห็นไม่ชัดเจน

“เพียงแต่” คนด้านหลังค้อมศีรษะน้อยๆ อีกครั้ง “มีเรื่องหนึ่งกระหม่อมไม่รู้ว่าสมควรเอ่ยหรือไม่”

“ว่ามา ไม่เป็นอันใดหรอก”

“กระหม่อมเพิ่งได้ข่าวว่าบุตรสาวของจงเหอลู่คหบดีอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยางถูกส่งเข้าสำนักศึกษาชิงหง” คนผู้นั้นเอ่ยหลังจากหยุดเว้นไปเล็กน้อย

“สตรีผู้หนึ่งเข้าสำนักศึกษาชิงหง?” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเลิกคิ้ว พึมพำว่า “เป็นเรื่องบังเอิญ หรือ…”

“เบื้องหน้ายังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” คนด้านหลังสังเกตสีหน้าท่าทาง “ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงต้องการ…”

“ไม่จำเป็น” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกลับหัวเราะเบาๆ “หากบุ่มบ่ามสอดมือ ตรงกันข้ามจะยิ่งเสียเรื่อง เรารู้ว่าเขามีวิธีรับมือ”

คนผู้นั้นตะลึงไป “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”

“อื้ม เจ้าออกไปเถอะ” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเอ่ย “จงจำไว้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างขวาง จะปล่อยให้ข่าวหลุดไปแม้แต่นิดก็ไม่ได้เป็นอันขาด”

คนผู้นั้นขานรับ ขณะจะถอยออกไปกลับได้ยินเสียงฮ่องเต้เทียนหมิ่นแว่วมา “เรื่องนี้…ลำบากพวกเจ้าแล้ว”

คนผู้นั้นขอบตาพลันแสบร้อนเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับมา ประสานมือค้อมเอวคารวะ “เพื่อแผ่นดินบ้านเมือง กระหม่อมยินดีบุกน้ำลุยไฟไม่ขอบ่ายเบี่ยง”

 

ศิษย์พี่ใหญ่มีความลับเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้

ทั้งความลับเล็กๆ นี้ยังซ่อนอยู่ในมุมกำแพงไม่สะดุดตาที่ฝั่งตะวันออกของลานสำนักศึกษาชิงหงอีกด้วย

วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ฉวยโอกาสที่ทุกคนนอนกลางวันลอบออกมาที่นี่อย่างที่เคยทำประจำ หยิบพลั่วเหล็กเล็กๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มขุดตรงมุมกำแพง

หนึ่งก้านธูปให้หลัง ร่างสูงใหญ่มหึมาของศิษย์พี่ใหญ่ขดตัวกลมอยู่ตรงมุมกำแพง จดจ้องกลุ่มควันสีขาวเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ ใบหน้าอิ่มเอมเปรมปรีดิ์

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

ศิษย์พี่ใหญ่หันกลับไปทั้งแก้มตุ่ยอย่างอึ้งๆ พลันเห็นดวงหน้างามที่มีรอยยิ้มเกลื่อนหน้า

“เอ๋? ศิษย์พี่ใหญ่ท่านกำลังลอบทำมันเผาหรือ” จงรั่วฉิงยืนมือไพล่หลัง กระโดดโลดเต้นไปตรงหน้าเขา ค้อมเอวมองดูร้านมันเผาที่ทำเองขึ้นมาอย่างง่ายนั้น รวมไปถึงอาหารด้านบนที่มีควันลอยหอมกรุ่น กะพริบตาปริบๆ เอ่ย “แต่ไฉนศิษย์น้องจำได้ว่าในสำนักศึกษามีกฎข้อหนึ่งบอกว่าห้ามทำอาหารเองนี่นา ใช่หรือไม่ศิษย์พี่ใหญ่”

ลูกกระเดือกของศิษย์พี่ใหญ่ขยับขึ้นลง ไม่รู้ว่ากำลังกลืนมันเผาหรือกลืนน้ำลาย ปกติเขาพูดน้อยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามความเข้าใจของจงรั่วฉิงคือปากของเขาโดยทั่วไปมีไว้กินอาหารเท่านั้น ส่วนความสามารถในการพูดนั้นไม่ค่อยได้ใช้จึงย่อหย่อนลงไปโดยปริยาย

จงรั่วฉิงทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ยิ้มตาหยีเอ่ยต่อว่า “ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถอะ ข้าจะปกป้องความลับของท่านอย่างแน่นอน!” นางเว้นจังหวะนิดหนึ่ง กลอกตาไปมา “แต่ว่า…มีเงื่อนไขเล็กน้อยข้อหนึ่ง”

ศิษย์พี่ใหญ่จ้องจงรั่วฉิงไม่เอ่ยวาจา ทันใดก็ย่นคิ้วเล็กน้อย เผยสีหน้าหนักอึ้งประหนึ่งสูญเสียบุพการี

จากนั้นท่ามกลางสายตาฉงนของจงรั่วฉิง ศิษย์พี่ใหญ่ก็หยิบมันเผาอีกลูกที่ยังไม่เริ่มกินบนพื้นขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ปัดฝุ่นออกแล้วยื่นไปใต้จมูกจงรั่วฉิง ในเวลาเดียวกันนี้ยังเบี่ยงกายไปอีกด้านอย่างเจ็บช้ำใจ ท่าทางตัดสินใจเด็ดเดี่ยวปานจะลาตายจากกันกระนั้น

จงรั่วฉิงตะลึงงัน ก่อนจะมุมปากกระตุกพลางโบกมือปัด “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้จะเอามันของท่าน!”

ศิษย์พี่ใหญ่สองตาสว่างวาบเปล่งประกายเจิดจ้า ใบหน้าราวกับเขียนไว้ตัวใหญ่ๆ ว่า ‘ขอแค่ไม่แย่งของกินข้า อะไรก็ย่อมได้’ พริบตาต่อมาก็ยัดมันใส่ปาก เคี้ยวสองสามทีแล้วกลืนลงท้อง ในเวลาเดียวกันสีหน้าหนักอึ้งเมื่อครู่ก็ปลาสนาการสิ้น เต็มไปด้วยความสุขและอิ่มเอมใจ

หลังจากเรอด้วยความอิ่มคราหนึ่งเขาจึงเปิดปากล้ำค่าดั่งทองคำ กล่าวด้วยน้ำเสียงสัตย์ซื่อใจกว้าง “ศิษย์น้องหญิงเจ้าว่ามาเถอะ ให้ตัวข้าทำอันใด”

จงรั่วฉิงถูกเขาทำอย่างนั้นตามด้วยอย่างนี้จนงุนงงสับสนไปหมด นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอาวุโสที่สุด แท้จริงข้า…ข้าแค่อยากสืบข่าวกับท่านสักหน่อยว่าศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยมาที่สำนักศึกษาชิงหงได้อย่างไร”

ศิษย์พี่ใหญ่ลูบศีรษะโล้นเลี่ยน เค้นสมองขบคิดอยู่นานก่อนตอบ “มีวันหนึ่งตอนกินข้าวเที่ยง บนโต๊ะจู่ๆ ก็มีคนเพิ่มมา ตัวข้าถึงได้สังเกตเห็นว่าที่แท้มีศิษย์น้องเพิ่มมาคนหนึ่ง”

จงรั่วฉิงซับเหงื่อ ประเด็นความสนใจของศิษย์พี่ใหญ่ช่างเป็นเอกลักษณ์ยิ่ง “คือว่า…ความหมายของข้าคือท่านรู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาทำอะไร หรือสถานการณ์ที่บ้านของเขาเป็นเช่นไร”

“เรื่องนี้น่ะรึ…ตัวข้าไม่รู้แล้ว ตอนตัวข้าสังเกตเห็น เขาก็มาอยู่หลายวันแล้ว” ศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มซื่อพลางเกาศีรษะ “ศิษย์น้องหญิงรับปากว่าจะช่วยตัวข้าเก็บความลับสำคัญถึงเพียงนี้ไว้ หากตัวข้ารู้ย่อมต้องบอกเจ้าแน่!”

นางคว้าน้ำเหลวแล้ว…จงรั่วฉิงถอนใจยาว ส่ายหน้าลุกขึ้น คลำหาถุงขนมดอกกุ้ย ในแขนเสื้อ เดิมเตรียมไว้นำออกมาหลอกล่อศิษย์พี่ใหญ่ ยามนี้เห็นทีจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!

ด้วยเหตุนี้นางจึงยัดขนมดอกกุ้ยใส่มือศิษย์พี่ใหญ่พลางเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่อย่างยิ่งแล้ว” ขาดคำก็จากไปอย่างห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

“ศิษย์น้องหญิง เจ้าเป็นคนดี!” ด้านหลังเป็นเสียงเซ่อๆ ของศิษย์พี่ใหญ่ดังขึ้นอยู่ไกลๆ “จะว่าไป เมื่อครู่ที่เจ้าถามคือฉุนจื้อ หรือว่าฉุนจิ้งกันนะ”

เท้าจงรั่วฉิงพลันซวนเซ หวิดจะล้มคะมำจากไป

ศิษย์พี่ใหญ่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม เปิดถุงขนมดอกกุ้ยอย่างเบิกบาน กินคำเดียวสามชิ้น แล้วอดย่นคิ้วไม่ได้ หวานเกินไปแล้ว…

ในยามนี้มีเงาร่างหนึ่งปราดออกมาจากหัวเลี้ยวกำแพง วางถุงผ้าป่านเบื้องหน้าเขา “นี่เป็นหมั่นโถวสอดไส้กับซาลาเปาไส้ผักที่ศิษย์พี่ใหญ่ชอบที่สุดอย่างละห้าชิ้น”

“ฮี่ๆ ดี ดียิ่ง” ศิษย์พี่ใหญ่โยนขนมดอกกุ้ยทิ้งทันใด ยิ้มเซ่อมองถุงผ้าป่านเหมือนพระสังกัจจายน์ ตบหน้าอกกล่าว “ต่อไปมีของกิน…อ้อ ไม่สิ มีธุระก็มาหาตัวข้าได้ตลอด!”

อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ “ย่อมได้ ย่อมได้”

 

ศิษย์พี่รองอึดอัดกลัดกลุ้มเสมอมา

ในฐานะที่เขาเป็นศิษย์ที่มีความรู้กว้างขวาง เชี่ยวชาญศาสตร์ทุกแขนง พรสวรรค์สูงส่ง ฉลาดรอบรู้…และคุณสมบัติอื่นๆ อีกหนึ่งพันคำที่ขอละไว้…ซึ่งล้วนเป็นที่สุดของสำนักศึกษาชิงหง กลับถึงขั้นไม่มีผู้ใดพูดคุยได้ด้วยเลยสักคน!

ที่น่ากลัวที่สุดคือพวกห่านหัวขี้เลื่อยเหล่านั้นวันๆ ดีแต่ท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์แต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดฟังเรื่องชวนหัวจากการเล่นคำที่เปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมของเขาเข้าใจเลย ไม่เคยมีเลย!

“เฮ้อ ใต้หล้าล้วนโสมมเพียงตัวข้าบริสุทธิ์ผ่องใส คนทั้งหลายล้วนเมามายเพียงตัวข้าสร่างสมประดี!” ศิษย์พี่รองยืนมือไพล่หลังหันหน้าเข้าหาอาทิตย์อัสดง เงยหน้ามองฟ้าทอดถอนใจยาว เนื่องจากกรอบหน้าผากเถิกสูงอย่างยิ่งจึงทำให้หน้าผากเงาวับเป็นพิเศษนั้นเปล่งประกายแวววาวใต้แสงตะวันรอน

“ศิษย์พี่รอง” จงรั่วฉิงโผล่มาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ ใบหน้าแต้มยิ้ม ท่าทางว่าง่ายน่าเอ็นดู

“อ๊ะ ศิษย์น้องฉุนจื้อนี่เอง” ศิษย์พี่รองยิ้มน้อยๆ อย่างติดจะอมทุกข์

จงรั่วฉิงมองประเมินเขา มุ่นคิ้วเล็กน้อยเอ่ย “ศิษย์พี่รอง ท่านเป็นอะไรไป มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ”

ศิษย์พี่รองส่ายหน้าถอนใจกล่าว “สุราต้องดื่มกับผู้รู้ใจ บทกวีต้องร่ายกับผู้เข้าถึง รู้จักผู้คนทั่วหล้า สหายรู้ใจมีได้สักกี่คน” สิ้นเสียงกล่าว เขาเห็นจงรั่วฉิงมองเขาอย่างทึ่มทื่อก็ยิ่งถอนใจหนักกว่าเก่า ถอดความให้ตามความเคยชิน “ประโยคนี้มาจาก ‘คัมภีร์เจิงก่วงเสียนเหวิน’  แปลว่า…”

“ศิษย์พี่เรื่องนี้ข้าทราบ” จงรั่วฉิงกะพริบตาปริบๆ อึดใจเดียวก็ว่าต่อประโยคถัดมา “พบหน้าปฏิบัติเสมือนแรกพบ จนแก่เฒ่าไม่ผิดใจ ใกล้น้ำรู้ปลา ใกล้ป่ารู้นก”

สมัยก่อนตอนอยู่ที่เรือน อาจารย์ในสำนักศึกษาเคยทดสอบนางท่องบทเรียนน้อยเสียเมื่อไร

ผู้คนที่อยู่ที่นี่กลับมีคนต่อคำพูดเขาได้ ซ้ำยังเต็มใจต่อคำพูดเขา ศิษย์พี่รองทำหน้าตื่นตระหนกตกใจ จ้องจงรั่วฉิงครู่ใหญ่ ก่อนจะเข้าไปกุมสองมือของนาง น้ำตาอุ่นคลอหน่วย หรือว่า…นี่ก็คือภูผาสูงธาราไหลได้พบสหายรู้ใจที่คนโบราณว่า

ในตอนนี้เองได้ยินเสียงกระแอมต่ำดังเบาๆ ขึ้นไม่ไกล เขาตระหนักได้ว่าตนเองตื่นเต้นเกินไปจนเสียกิริยา จึงรีบปล่อยมือจงรั่วฉิง ยิ้มกล่าว “นึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องเล็กจะรอบรู้เพียงนี้ ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบโดยแท้”

“รู้เพียงเล็กน้อย รู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” จงรั่วฉิงตอบกลับอย่างเกรงอกเกรงใจ คิดในใจว่าจัดการศิษย์พี่รองดูท่าทางจะง่ายดายทีเดียว

แต่แล้วความจริงต่อจากนั้นก็พิสูจน์ให้เห็นว่านางมองโลกในแง่ดีเกินไป…

‘สหายรู้ใจ’ สองคนสนทนากันตั้งแต่อาทิตย์ลับภูเขาทางทิศตะวันตก จวบจนจันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางนภา การโต้ตอบกันส่วนใหญ่ล้วนเป็นดังนี้…

“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขามาที่สำนักศึกษาชิงหงได้อย่างไรหรือ”

“โอ้ อนิจจา! ข่งจื่อกล่าวว่า…”

“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขามาที่สำ…”

“โอ้ อนิจจัง! เหล่าจื่อกล่าวว่า…”

“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขา…”

“โอ้ ฮึ่ยย่า! หานเฟยจื่อกล่าวว่า…”

จนตอนท้ายเป็นจงรั่วฉิงยืนหยัดต่อไปไม่ไหวในที่สุด ก่ายหน้าผากด้วยมือข้างเดียว นั่งพิงข้างโต๊ะหิน พยักหน้ารัวประหนึ่งลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงศิษย์พี่รองดังขึ้นด้านข้าง…

“อ้อ จริงด้วย ข้าศิษย์พี่นึกถึงเรื่องชวนหัวเรื่องหนึ่งได้กะทันหัน น่าขบขันอย่าบอกใครเลยทีเดียว!”

นางพลันสะดุ้งตกใจ มองเขาอย่างสะลึมสะลือ โพล่งถามขึ้น “ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ย…”

“มาๆๆ มาฟังศิษย์พี่ค่อยๆ เล่าให้ฟัง รับรองว่าสนุก!” ศิษย์พี่รองดื่มชาคำหนึ่ง ม้วนแขนเสื้อกล่าว “อันว่าสมัยราชวงศ์ซ่งมีคนผู้หนึ่งเอ่ยล้ออีกคนว่าเหตุใดเจ้าจึงหนวดเฟิ้มเช่นนี้ คนผู้นั้นขบคิดชั่วครู่แล้วตอบว่า ‘วิญญูชนมีหนวดมาก!’ ฮ่าๆๆๆ ทว่าตอนที่เขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องนั่นเอง อีกฝ่ายเอ่ยต่ออีกว่า ‘ผู้คับแคบหนวดดกเฟิ้ม!’ ฮ่าๆๆๆ”

“…เล่าจบแล้วหรือไม่” จงรั่วฉิงที่ถูกเสียงหัวเราะของเขาพาให้ได้สติเต็มที่มุ่นคิ้วถาม

“มิผิด มิผิด สองประโยคนี้ล้วนมาจาก ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ ไม่ใช่หรือ ‘อันว่าความสามารถวิญญูชนนั้นจำเป็นต้องมีมาก? ไม่จำเป็น’ กับ ‘ฝานซวีช่างเป็นผู้คับแคบนัก’ ตำนานนี้ศิษย์น้องย่อมรู้จักดี ไม่ต้องให้ข้าศิษย์พี่เอ่ยมากความ” ศิษย์พี่รองยิ้มไม่หุบ “ใช้กลการเล่นคำได้อย่างล้ำเลิศเพียงนี้ ช่างน่าขบขันเหลือเกิน ฮ่าๆๆๆ”

“เรื่องนี้ข้ารู้” จงรั่วฉิงสีหน้าแข็งทื่อ “แล้ว…แล้วอย่างไรอีก”

“แล้ว…ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ!”

“หึๆๆๆ น่าขันยิ่งจริงดังว่า…” จงรั่วฉิงมุมปากกระตุกอยู่พักหนึ่ง นางรู้สึกทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงลุกพรวดขึ้นทันใด กระแอมให้คอโล่งเอ่ย “เอ่อคือว่า…เวลาล่วงเลยมามาก ศิษย์พี่รอง ข้าขอตัวกลับก่อน วันหน้าค่อยสนทนากันอีก!”

“อื้ม” ศิษย์พี่รองลุกขึ้นเช่นกัน กลับไปเป็นเช่นปกติ “ต้องขออภัยที่ศิษย์พี่ไม่ได้ไปส่ง”

จงรั่วฉิงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน คิดในใจว่าเป็นผู้ใดกันที่บอกว่าปกติแล้วศิษย์พี่รองปากร้ายใจดำทั้งยังเย็นชาถือตนสูงส่ง เห็นชัดว่าเขาเป็นพวกภายนอกสุขุมภายในกระเหี้ยนกระหือรือทั้งยังปากมากเพราะธาตุแท้ถูกกดไว้นานเกินไปต่างหากเล่า

ช่างเถิดๆ การสืบข่าวนี้มีราคาที่ต้องจ่ายมากเกินไป ตีให้ตายนางก็ไม่มาหาเขาอีกแล้ว

 

ทางด้านนี้ศิษย์พี่รองเพิ่งปัดแขนเสื้อทรุดลงนั่ง ม้าหินฝั่งตรงข้ามก็มีคนเพิ่มมาคนหนึ่ง

“ขอบคุณศิษย์พี่รองที่ยื่นมือเข้าช่วยอย่างยิ่ง สมดั่งคำกล่าว ‘ยามเหมันต์เห็นความทนทานของต้นสน ยามทุกข์ยากเห็นน้ำใสใจจริงของผู้คน’ โดยแท้ บุญคุณเท่าหยดน้ำ ภายหน้าข้าต้องตอบแทนเป็นทบทวีดั่งสายน้ำผุด เช่นนี้ ‘คัมภีร์เจิงก่วงเสียนเหวิน’ ฉบับเผยแพร่ในหมู่ชาวบ้านที่หามิได้อีกชุดนี้ ขอมอบแด่ศิษย์พี่รองแล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยพลางหยิบหนังสือหนาเตอะกองหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะหิน

“โอวหยางซิวเคยกล่าวว่า ‘วิญญูชนคบหากันด้วยมีอุดมการณ์พ้องต้องกัน คนพาลคบค้ากันด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกัน’ ศิษย์พี่ช่วยเจ้า เป็นเรื่องคุณธรรมน้ำใจเท่านั้น ไหนเลยจะเคยคิดคำนวณผลได้ผลเสีย” ศิษย์พี่รองปรายตามองหนังสือเหล่านั้นด้วยท่าทางคล้ายเฉยเมย ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายอย่างซื่อตรงยิ่ง “อืม…ของก็วางไว้เถอะ”

“นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่รองควรได้รับน่ะขอรับ” คนผู้นั้นยิ้มตาหยี “ลำบากศิษย์พี่รองที่เมื่อครู่ต้องเค้นสมองขบคิดอย่างหนักจึงจะคิดเรื่องชวนหัวฝืดๆ ที่มีเนื้อหาเข้มข้นอย่างนั้นได้”

“เรื่องชวนหัวฝืดๆ?” ศิษย์พี่รองขมวดคิ้ว กล่าวอย่างมิอาจเข้าใจได้ “เรื่องชวนหัวนี้ทั้งประกอบไปด้วยความตลกและแฝงนัยอันลึกซึ้งไม่ใช่หรือ จะเป็นเรื่องชวนหัวฝืดๆ ไปได้อย่างไร”

“มิผิด มิผิดเลย นี่เป็นเรื่องชวนหัวที่ตลกขบขันที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมา!” คนผู้นั้นมุมปากกระตุก ได้แต่รีบเปลี่ยนคำพูด “เมื่อครู่ข้าอยู่ด้านหลังหัวเราะจนเกือบเผยพิรุธแล้วเชียว…”

“ข้าก็ว่า” ศิษย์พี่รองค่อยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “นับว่ามีแววสั่งสอนได้”

ศิษย์พี่สามยุ่งมากทุกวัน

เขาต้องยุ่งง่วนกับการสืบข่าวคราวที่แพร่มาจากทั้งช่องทางหลักช่องทางย่อยต่างๆ ในสำนักนอกสำนัก ในเมืองนอกเมือง ไม่มีที่ใดไม่ครอบคลุม บางครั้งกระทั่งข่าวของในแคว้นหรือต่างแคว้นก็ไม่อาจรอดพ้นหูตาของเขา

ด้วยบทเรียนจากความล้มเหลวทั้งสองครั้ง คราวนี้จงรั่วฉิงเตรียมตัวอย่างเต็มที่ตั้งแต่ก่อนออกไป

“ศิษย์พี่สาม ข้าเพิ่งรู้ข่าวลับยิ่งใหญ่มาเรื่องหนึ่ง รับรองว่าท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน!” กระบวนท่านี้เรียกว่าเปิดประตูเห็นภูเขาลงมือก่อนชิงความได้เปรียบ

“อ้อ?” ศิษย์พี่สามหรี่ดวงตารียาว ยิ้มร่าเอ่ย “ศิษย์น้องลองว่ามาเถิด”

“บอกศิษย์พี่สามย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่…ใช้หนึ่งข่าวแลกหนึ่งข่าว ท่านว่าอย่างไร” จงรั่วฉิงจงใจลากเสียงยาว แล้วพูดเยินยอเขาอย่างไม่ยอมปล่อยโอกาส “ศิษย์น้องมีเรื่องหนึ่งที่ฉงนสงสัยมาตลอด ศิษย์พี่รอบรู้กว้างขวาง มิมีเรื่องใดไม่ทราบ ทั้งยังมีความคิดอ่านลึกซึ้ง ที่นี่นอกจากศิษย์พี่ ไม่มีผู้อื่นสามารถไขความกระจ่างให้ศิษย์น้องได้แล้ว!”

“ฮ่าๆ ศิษย์น้องกล่าวเกินไปแล้ว” ศิษย์พี่สามหัวเราะน้อยๆ อย่างชอบใจยิ่ง “ให้ข้าฟังดูว่าเจ้าจะบอกอะไรข้าก่อน หากเรื่องนี้ข้าไม่เคยได้ยินจริง เช่นนั้นเรื่องที่ศิษย์น้องต้องการสืบข่าว ข้าศิษย์พี่ย่อมต้องบอกทุกสิ่งที่รู้ กล่าวทุกสิ่งโดยไม่ปิดบังอย่างแน่นอน”

บรรลุข้อแลกเปลี่ยนได้ราบรื่นอย่างน่าประหลาด

จงรั่วฉิงถาม “ศิษย์พี่สาม ท่านรู้จักว่าที่สามีของข้า ซูเหมินจิ่นคุณชายสกุลซูที่ตกน้ำเสียชีวิตก่อนหน้านี้ไม่นานผู้นั้นหรือไม่”

ศิษย์พี่สามเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “นามกระเดื่องเพียงนั้น ในเมืองหลวงผู้ใดจะไม่รู้จัก”

“ไม่ขอปิดบัง ซูเหมินจิ่นผู้นั้นมีความลับที่ไม่อาจประกาศต่อผู้คน” จงรั่วฉิงกดเสียงต่ำ แล้วจงใจไม่กล่าวต่อ

ความสงสัยใคร่รู้เข้าครอบงำ ศิษย์พี่สามขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ถามเสียงค่อย “ความลับอะไร”

“ด้านในต้นขาเขา…มีปานอยู่”

“อ้อ?” ศิษย์พี่สามสองตาเป็นประกาย “จริงรึ”

“ย่อมไม่โป้ปดแม้สักครึ่งประโยค!” จงรั่วฉิงยื่นนิ้วออกมานิ้วหนึ่งด้วยท่าทางลึกลับ “ปานนี้ขนาดใหญ่เท่าปากถ้วย มีลักษณะเป็นรูปเท้า นี่เป็นข่าวลับชั้นในขั้นสุดยอด! คนทั่วไปข้าไม่มีทางบอก!”

“ลับมากพอจริงๆ” ศิษย์พี่สามยืดตัวตรง ขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนถาม “แต่ศิษย์น้อง เรื่องนี้มีประโยชน์อะไรกับข้าเล่า”

“นี่ไม่นับว่าเป็นเกร็ดพิสดารที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้หรอกหรือ” จงรั่วฉิงกะพริบดวงตากลมโตจดจ้องเขาด้วยหน้าตาใสซื่อ “ศิษย์พี่ เมื่อครู่พวกเราตกลงกันแล้วนะ!”

ศิษย์พี่สามมุมปากสั่นน้อยๆ รู้สึกว่าตนเองโดนหลอกเข้าอย่างจัง แม้เขาเป็นคนเจ้าสำนวนฝีปากกล้า ไม่ห่วงว่าจะโต้แย้งแม่หนูน้อยเบื้องหน้ามิได้ กระนั้นตนเองไม่ว่าอย่างไรก็เป็นศิษย์พี่ กระทำเช่นนี้ออกจะเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาเกินไป ดังนั้นจึงกระแอมให้คอโล่งและกล่าว “ในเมื่อเป็นดังนี้ ศิษย์น้อง เจ้าลองว่ามาก่อนว่าเจ้าอยากรู้อะไรแล้วกัน”

จงรั่วฉิงกล่าวอย่างว่าง่ายทันที “ศิษย์พี่ แท้จริงหาใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแค่อยากถามถึงสถานการณ์ก่อนฉุนเจี๋ยมาเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาชิงหง ท่านรู้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่”

“ฉุนเจี๋ย?” ศิษย์พี่สามเลิกคิ้ว “เหตุใดเจ้าต้องสืบข่าวเรื่องเขา”

จงรั่วฉิงกล่าวติดตลก “คือว่า…ก็แค่อยากรู้อยากเห็น ถามดูก็เท่านั้น”

ศิษย์พี่สามจ้องนาง ดวงตาจู่ๆ ก็มีประกายสว่างวาบ “คงมิใช่เจ้าเข้ามาที่นี่เพราะเขาหน้าตาคล้ายว่าที่สามีของเจ้าจริงๆ หรอกกระมัง”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย ข้ามาเพื่อเรียนหนังสือพักผ่อนอย่างสงบจริงๆ”

“แต่ข้าเคยเห็นก่อนหน้านี้เจ้าไล่ตามดักสกัดฉุนเจี๋ยต่างๆ นานา กล่าวตามจริง คนประพิมพ์ประพายคล้ายคลึงกันมีไม่น้อย เหตุใดเจ้าจึงแน่ใจว่าเขาก็คือซูเหมินจิ่นเล่า”

“เอ่อคือ…”

“อาศัยสัญชาตญาณหรือ แต่เขาบอกว่าตนคือหลี่โก่วตั้นจากหมู่บ้านหม่าหลัน ตำบลก่านเชิ่ง แถบเหลียนฮวาโกวแล้ว ด้วยความเข้าใจของเจ้าต่อซูเหมินจิ่น เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่อาจเป็นคู่ฝาแฝดที่พลัดพรากกันไปนานของเขา”

“นี่…”

“อ้อ ข้ารู้แล้ว เจ้ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบฐานะของเขา? แต่หากเขาคือซูเหมินจิ่น เหตุใดจึงไม่ยอมรับกับเจ้า หากเขาบอกว่าไม่ใช่ ต่อให้เป็นคู่แฝดจริงก็สามารถเป็นตัวแทนของเขาได้เช่นกัน เจ้าคิดว่าจะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ”

“ข้า…”

“ทว่าเรื่องของความรู้สึกแท้จริงไม่อาจอธิบายชัดเจนก็ถูกต้องแล้ว อย่าได้ท้อใจไป ข้าศิษย์พี่ยังสนับสนุนให้เจ้าแสวงหาความสุข ทว่าเงื่อนไขแรกคือเจ้าต้องเข้าใจหัวใจตนเองให้ดีรู้หรือไม่ จะว่าไป เรื่องนี้เจ้าแจ้งท่านอาจารย์แล้วหรือยัง”

“เอ่อ…”

“อ้อ จริงสิ จู่ๆ ข้าก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาอีก! เจ้า…”

“ศิษย์พี่ ค่ำมากแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน ท่านพักผ่อนโดยเร็วนะเจ้าคะ!” จงรั่วฉิงที่ถูกพลิกจากฝ่ายรุกกลายเป็นฝ่ายรับโดนสอบถามอยู่นาน กว่าจะสบช่องได้จังหวะพูดบ้างก็ยากแสนยาก ทันทีที่กล่าวจบคนก็วิ่งตะบึงพุ่งสุดตัวออกไปแล้ว

นางวิ่งไม่ต่างจากเอาชีวิตรอดตลอดทางมาถึงเรือนกลาง จากนั้นเตะหินก้อนเล็กอย่างแรงจนลอยกระเด็นไป ศิษย์พี่สองสามคนนี้แต่ละคนรับมือยากขึ้นทุกทีจริงๆ จัดการไม่สำเร็จสักคน น่าชังนัก!

ในเวลาเดียวกันนี้ศิษย์พี่สามปัดฝุ่นบนชุดคลุมด้วยท่าทีสบายๆ พลางเอ่ย “ออกมาเถอะ”

คนผู้หนึ่งสาวเท้าแช่มช้าออกมาจากด้านหลัง ยังไม่ทันเอ่ยอะไรก็ถูกอีกฝ่ายชิงพูดแทรก เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ค่าตอบแทนอะไรข้าศิษย์พี่ไม่เอาแล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งเจ้าต้องบอกข้า”

“เรื่องใด”

“ด้านในต้นขาของซูเหมินจิ่นผู้นั้นมีปานขนาดเท่าปากถ้วยอยู่จริงหรือ” ศิษย์พี่สามหมุนตัวกลับไปมองเขา เลิกคิ้วถาม “ซ้ำยังเป็นรูปเท้าอีก?”

คนผู้นั้นสีหน้าแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะกลับไประบายยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องลับส่วนตัวพรรค์นี้มีแต่ไปถามตัวซูเหมินจิ่นเองแล้ว”

ศิษย์พี่สามหัวเราะลั่น ไม่มีแก่ใจจะซักไซ้ต่อ เพียงนิ่งจ้องเขา ถามกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “คนตายไปแล้ว จะถามอย่างไร”

“เป็นตายชะตาลิขิต เรื่องนี้ต้องขออภัยที่ข้าศิษย์น้องสุดกำลังจะช่วยเหลือ” คนผู้นั้นหัวเราะ ขาดคำก็ประสานมือให้เขา ก้าวช้าๆ จากไป

 

จงรั่วฉิงที่ประสบอุปสรรคอย่างต่อเนื่องแต่เดิมล้มเลิกแผนการที่จะไปหาศิษย์พี่สี่แล้ว ทว่าระหว่างทางกลับบังเอิญเจออีกฝ่ายฝึกกระบี่ในลาน

ศิษย์พี่สี่มีสีหน้าเย็นชาจิตใจด้านชา เวลาทั่วไปพูดจาไม่กี่ประโยค นับว่าเป็นกึ่งผู้คลั่งวิชายุทธ์ นอกจากอ่านตำราแล้วงานอดิเรกที่ชอบที่สุดก็คือฝึกกระบี่คนเดียว ที่นี่ไม่มีกระบี่เหล็ก เขาจึงได้แต่ใช้กิ่งไม้ที่เหลือใบอยู่หนึ่งใบแทน

จงรั่วฉิงทำใจว่าจะรักษาม้าตายเยี่ยงม้าเป็นกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก้าวขึ้นหน้าแล้วยิ้มระรื่นเอ่ยทัก “ศิษย์พี่สี่!”

ศิษย์พี่สี่หยุดการเคลื่อนไหว ไม่เอ่ยคำ เพียงมองนางด้วยหน้าตาไร้ความรู้สึก ความโดยคร่าวคือ ‘อืม ข้าเห็นเจ้าแล้ว’

จงรั่วฉิงมุมปากกระตุกนิดหนึ่ง เอ่ยทักอย่างคนที่ไม่มีเรื่องจะเอ่ยก็พยายามหา “ศิษย์พี่ เอ่อคือ…ท่านฝึกกระบี่คนเดียวหรือ”

ศิษย์พี่สี่พยักหน้าหงึกๆ นับว่าขยับตัวแล้ว ก้าวหน้ากว่าเมื่อครู่เล็กน้อย

“อ้อ อย่างนั้นหรือ” จงรั่วฉิงยิ้มจนใบหน้าเกร็งทื่อ “วันนี้อากาศไม่เลว เหมาะกับการฝึกกระบี่อย่างยิ่ง”

ศิษย์พี่สี่ตอบ “อืม” เสียงหนึ่ง ตอนนี้เปล่งเสียงแล้ว คลับคล้ายว่าจะได้เรื่องกว่าก่อนหน้านี้หลายส่วน

เมื่อเห็นสถานการณ์มีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทางที่ดี จงรั่วฉิงจึงทุ่มสุดตัวกล่าว “ศิษย์พี่ ข้าถามท่านเรื่องหนึ่ง ท่านรู้ว่าฉุนเจี๋ยเขา…”

“ไม่รู้” นางไม่ทันเอ่ยจบก็ถูกศิษย์พี่สี่พูดขัดอย่างเด็ดขาดไม่โยกโย้

ก็ได้ แท้จริงก็คาดเดาแต่แรกว่าจะออกมาทำนองนี้

จงรั่วฉิงหน้ามุ่ย ได้แต่โบกมือกล่าว “ขะ…ข้าก็แค่ถามส่งเดช ในเมื่อศิษย์พี่ไม่ทราบ ข้าไม่รบกวนท่านฝึกกระบี่แล้ว เหอะๆๆๆ…” กล่าวจบก็จากไปทั้งน้ำตา

สำนักศึกษาแห่งนี้ไฉนจึงไม่มีคนปกติสักคนนะ!

นางเพิ่งก้าวเท้าจากไป เงาร่างคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น หันมองไปทางทิศที่ศิษย์พี่สี่ฝึกกระบี่ คิดในใจ คิดมาถามศิษย์พี่สี่ก็เป็นการตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องซักซ้อมอะไรล่วงหน้าสักนิด

เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็ยักไหล่น้อยๆ อย่างมิใช่ความผิดตนสักนิด ก่อนหมุนกายจากไปด้วยรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 15 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: