X
    Categories: ทดลองอ่านภวังค์รักในเรือนแสนหวานมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 3

ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก

ยามเย็นวันนี้หลังจากประมุขเขาต้วนกินข้าวเสร็จแล้วลุกออกไปก่อน ทั้งโรงอาหารก็ครึกครื้นดังเช่นที่แล้วมา

ศิษย์พี่ใหญ่ด้อมๆ มองๆ ถ้วยข้าวโดยรอบอีกตามเคย เตรียมรอโอกาสยื่นกรงเล็บปีศาจไปยังหมั่นโถวขาวลายริ้วเหล่านั้น ศิษย์พี่รองยังคงส่ายหน้าโคลงศีรษะทำท่าเศร้าซึม ประเดี๋ยวนั่งสมาธิ ประเดี๋ยวถอนใจเช่นเดิม ศิษย์พี่สามลากศิษย์น้องทั้งซ้ายขวามาพูดคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ถกปัญหาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเหมือนอย่างเคย ศิษย์พี่สี่ก็ตีหน้าตายกัดหมั่นโถว กินโจ๊กใส กัดหมั่นโถวอีก กินโจ๊กใสอีกตามปกติ

ภายในสำนัก ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก แสงสว่างสีทองอร่ามลอดผ่านแมกไม้ดกครึ้มลงมาปกคลุมบนร่างของผู้คน สงบสุขร่มเย็นดุจแสงพุทธะส่องหล้า

หนึ่งวันอันสงบสุขงดงามของสำนักศึกษาชิงหงคล้ายกำลังดำเนินสู่ช่วงท้าย…

แต่ก็แค่ ‘คล้าย’ เท่านั้น

บรรดาศิษย์กินอาหารกันไปสักพัก จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นโดยพร้อมเพรียง ขมวดคิ้วมองหน้ากันไปมา ล้วนรู้สึกไม่ชอบมาพากลนัก ราวกับขาดอะไรไป…

เมื่อครุ่นคิดโดยไร้เสียงอยู่ชั่วครู่ ศิษย์พี่สามก็ค้นพบความผิดปกติเร็วที่สุด

“เอ่อคือ…” เขาถาม “ระยะนี้พวกเจ้าเห็นศิษย์น้องฉุนจื้อบ้างหรือไม่”

ศิษย์พี่ใหญ่หยุดปากที่กำลังเคี้ยวหมั่นโถว ส่ายหน้า หันมองศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่รองคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ส่ายหน้า หันมองศิษย์พี่สี่ ศิษย์พี่สี่สั่นศีรษะด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก หันหน้าไป พบว่าด้านข้างเป็นผนัง…จึงได้แต่เบนสายตามองไปยังฝั่งตรงข้ามของตน…ฉุนเจี๋ย

ฉุนเจี๋ยกินดื่มเต็มที่โดยไม่ทุกข์ร้อนมาตลอด ยามนี้พลันสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงก็โยนหมั่นโถวทิ้งทันควัน ยกสองมือป้องหน้าอก “มองข้าทำอันใด ขะ…ข้าไม่ได้เห็นนางนานแล้วเช่นกัน! ทำบุญทำทานละเว้นข้าเถิด มีชีวิตอย่างสงบสองสามวันนั้นไม่ง่ายดายเลยจริงๆ!”

ศิษย์พี่ทั้งสี่ได้ยินดังนั้นก็แลกเปลี่ยนสายตาเป็นนัยกันครู่หนึ่ง ผิดปกติ ผิดปกติอย่างไม่ต้องสงสัย…

แม้ติดว่าชายหญิงไม่พึงชิดใกล้ พวกเขามีโอกาสพบหน้าจงรั่วฉิงไม่มาก ทว่าตั้งแต่หลายวันก่อนที่อีกฝ่ายเอะอะมะเทิ่งวิ่งพล่านไปทั่วสำนัก จนบัดนี้นอกจากโผล่หน้าตอนเข้าเรียนก็ไม่เห็นเงาคนอีก การเปลี่ยนแปลงปุบปับเยี่ยงนี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง ในฐานะศิษย์พี่ย่อมต้องแสดงความห่วงใยสักหน่อย

ขณะใคร่ครวญเหตุผลที่เป็นไปได้ ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างสีเขียวสายหนึ่งแวบผ่านไปด้านนอกโรงอาหาร หาใช่ใครอื่น เป็นสาวใช้ประจำตัวของจงรั่วฉิง…ซือฉิน

เมื่อรู้ว่านางมาตักข้าวให้คุณหนูบ้านตน ศิษย์พี่สามพันกวักมือเรียกนางไปทางด้านนอก ร้องว่า “แม่นางซือฉิน!”

ซือฉินได้ยินก็หยุดฝีเท้า คลี่ยิ้มมีมารยาทให้คนในประตูพลางเอ่ย “คารวะศิษย์พี่ทั้งหลาย”

“ยินดีๆ” ศิษย์พี่สามรู้จักดูแลจัดแจงมากที่สุด ยามนี้ลุกเดินมาที่ประตูเรียบร้อย มองดูกล่องอาหารในมือนาง แล้วถามว่า “หมู่นี้ไฉนจึงไม่เห็นศิษย์น้องเล็กฉุนจื้อเลย นางสบายดีหรือไม่”

ซือฉินได้ยินคำถามนี้รอยยิ้มบนหน้าก็พลันสลายไปไม่เหลือหลอ ก่อนถอนใจเอ่ย “ช่วงนี้คุณหนูเริ่มคิดถึงท่านเขยที่ยังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงานของนางอีกแล้ว ระทมหม่นไหม้ ห่อเหี่ยวตรอมใจ น้ำตานองหน้า นอนเตียงไม่ลุก อยู่ไม่สู้ตาย เจ็บปวดรวดร้าวไม่อยากมีชีวิต…ดังนั้นจึงไม่ออกมาข้างนอกน่ะเจ้าค่ะ” ระหว่างเอ่ยวาจายังเหลือบมองเข้าไปในประตูแวบหนึ่ง

ที่มุมโต๊ะ คนบางคนกำลังยัดหมั่นโถวที่เหลือในมือใส่ปากทั้งหมด จากนั้นกลืนลงท้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ

“ร้ายแรงเพียงนั้นเชียว ล้มป่วยหรือ ต้องแจ้งท่านอาจารย์ให้เชิญท่านหมอมาตรวจหรือไม่” ศิษย์พี่สามกล่าวอย่างตระหนก

“นั่นไม่จำเป็น คุณหนูเป็นเช่นนี้เพราะโรคทางใจ” ซือฉินส่ายหน้า ปรายตามองเข้าไปในประตูอีก แล้วเปล่งเสียงดังขึ้นหลายส่วน “โรคทางใจรักษาได้ด้วยยาทางใจเท่านั้น ผู้ใดผูกกระดิ่งผู้นั้นต้องเป็นคนแก้”

ในคลองจักษุของซือฉินเห็นคนบางคนกำลังดื่มโจ๊กใสอึกๆๆ หน้าทั้งหน้าถูกถ้วยใบโตบังเสียมิดชิด

“เรื่องอย่างโรคทางใจเป็นเช่นนี้จริงๆ ชายหญิงไม่พึงชิดใกล้ก็ไม่สะดวกไปเยี่ยม หวังว่าศิษย์น้องระหว่างเรียนหนังสือพักผ่อนจิตใจอยู่ที่นี่จะสามารถหายดีขึ้นได้โดยไว” ศิษย์พี่สามตบหน้าอก “ต้องการความช่วยเหลืออะไร ขอให้มาหาพวกเราได้เต็มที่!”

“ขอบคุณศิษย์พี่สามและศิษย์พี่ทั้งหลาย” ซือฉินยอบกายเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่มุมหนึ่งของโต๊ะกินข้าวชั่วครู่

คนบางคนกำลังฉวยโอกาสที่ความสนใจของทุกคนไปอยู่ที่นอกประตู ยื่นปลายตะเกียบไปหาหมั่นโถวของที่นั่งข้างเคียงด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ อีกเพียงนิดก็จะบรรลุผล

ซือฉินกัดริมฝีปากล่างอย่างไม่ยินยอม ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีในร่างถอนใจเฮือกก่อนหมุนตัวจากไป

ฉุนเจี๋ยถูกเสียงถอนใจที่เหมือนจะขาดใจของนางนี้ทำให้สะดุ้งโหยง มือสั่นวูบ หมั่นโถวสีขาวที่ปลายตะเกียบหล่นกลับลงไปในถ้วยข้างเคียง เมื่อเห็นศิษย์พี่ด้านข้างหลุดจากภวังค์ เขาก็ได้แต่รีบหดตัวไปด้านหนึ่ง ลอบตบหน้าอกไปมาเบาๆ

ตอนหางตาเหลือบมองไปทางด้านนอกประตูโรงอาหาร ก็ไม่เหลือแม้แต่เงาของซือฉินให้เห็นแล้ว

จงรั่วฉิงเกาะประตูห้องลอบมองสถานการณ์ด้านนอก เมื่อเห็นว่าในลานมีเงาร่างสีเขียวมรกตปราดเข้ามา นางก็พลันเปิดประตู ทั้งฉุดทั้งลากคนเข้ามาด้านใน

“เป็นอย่างไร” นางกดซือฉินลงกับเก้าอี้ ถามด้วยสองตาเป็นประกาย

ซือฉินส่ายหน้า ถอนใจคราหนึ่ง “เขาเอาแต่กินดื่มไม่หยุด ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตาสักนิด”

จงรั่วฉิงผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ถามอีกอย่างไม่ยอมแพ้ “เจ้า…เจ้าแน่ใจนะว่าได้เน้นย้ำสภาพย่ำแย่เจ็บปวดรวดร้าวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อของข้าแล้วน่ะ?”

“เจ้าค่ะ บ่าวถึงขั้นขยายความด้วยคำทั้งหมดที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต บรรยายสถานการณ์ของคุณหนูจนอเนจอนาถเหลือทน น่าเวทนาสุดจะเปรียบ โศกสลดเกินบรรยาย” ซือฉินขมวดคิ้วเอ่ย “ประกอบกับท่านไม่ได้ออกไปข้างนอกหลายวันจริงๆ แม้แต่ศิษย์พี่สี่ได้ยินแล้วใบหน้ายังปรากฏอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่เป็นเดือดเป็นร้อนสักนิด!”

จงรั่วฉิงได้ยินคำกล่าวนี้ก็ทรุดนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่พูดสักคำ บนโต๊ะยังมีบทความวิพากษ์สถานการณ์บ้านเมืองปึกหนึ่งแผ่กระจายอยู่ นั่นเป็นของที่นางอ้างเหตุผลว่า ‘ต้องการชื่นชมสำนวนอันสละสลวยปราดเปรื่องของศิษย์พี่ทั้งหลาย’ ตามเซ้าซี้ท่านอาจารย์จนขอมาได้ หนึ่งในนั้นย่อมมีบทความของฉุนเจี๋ยอยู่ด้วย

อักษรของซูเหมินจิ่น อักษรเฉ่าซูที่ล้ำเลิศเป็นหนึ่งในใต้หล้า หนึ่งอักษรมีค่าดุจทองพันชั่งของเขานางคุ้นเคยยิ่งกว่าอะไรดี เดิมทีนางตั้งใจจะเริ่มเปิดโปงคำโกหกของเขาจากลายมือ ผู้ใดจะนึกว่าตัวอักษรบิดเบี้ยว เบ้ไปเบ้มาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่านั่นถึงกับทำให้นางตะลึงพรึงเพริด…

ทีแรกจงรั่วฉิงยังไม่ยอมแพ้ ปิดประตูพินิจพิเคราะห์ตัวอักษรย่ำแย่สุดจะทนดูเหล่านั้นหลายต่อหลายวัน พบว่าไม่ว่าจากรูปแบบและโครงสร้างของตัวอักษรหรือการประกอบกันของเส้นขีด พวกมันล้วนอัปลักษณ์อย่างสม่ำเสมอยิ่ง หลายสิบหน้าไม่แปรเปลี่ยน หาเบาะแสว่าจงใจเขียนอัปลักษณ์ออกมาไม่ได้แม้สักกระเบียด

แท้จริงตั้งแต่ต้นจนจบฉุนเจี๋ยผู้นี้เองก็ไม่มีพิรุธแม้แต่นิด

หากคนผู้นี้คือซูเหมินจิ่นจริง เหตุใดจึงทอดทิ้งบุพการี หลบอยู่ในสำนักศึกษาอย่างเอ้อระเหยลอยชายประหนึ่งไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ อีกทั้งเหตุไฉนพอได้ยินว่าตนเองคะนึงหาเขาจนล้มป่วยก็ยังไม่นำพาโดยสิ้นเชิง

ถ้าคนผู้นี้เป็นซูเหมินจิ่นที่นางรู้จักและคุ้นเคยผู้นั้น จะไม่ทิ้งร่องรอยของอดีตไว้สักนิดเลยได้อย่างไร

มองดูคุณหนูบ้านตนเขียนคำว่าผิดหวังไว้บนหน้าอย่างชัดเจน ซือฉินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยำชายเสื้อตนเอง ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเรียก “คุณหนู”

จงรั่วฉิงหันมามองนาง แววตาติดจะว่างเปล่าไร้จุดรวมศูนย์อยู่บ้าง

เมื่อประสานกับสายตาคู่นั้นของอีกฝ่าย ซือฉินเข้าใจว่าในใจนางคงจะหวั่นไหวแล้ว จึงถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหนู วิธีการที่ใช้ได้พวกเราล้วนใช้หมดแล้ว ผลยังคงเป็นเช่นนี้ หรือนี่จะหมายความว่า…ฉุนเจี๋ยเขา…แค่หน้าตาเหมือนท่านเขยเท่านั้น”

จงรั่วฉิงมองนาง ไม่ได้โต้แย้ง

ซือฉินถอนใจเบาคราหนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “คุณหนู ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าทั้งหมดที่ท่านทำ บางทีอาจเพราะในใจท่าน…ไม่ปรารถนาจะยอมรับว่าท่านเขยจากไปแล้ว”

ร่างของจงรั่วฉิงพลันแข็งเกร็ง กระนั้นกลับโต้แย้งทันควัน “มะ…ไม่ใช่เสียหน่อย! เขาเป็นหรือตายเกี่ยวอะไรกับข้า! เขาเป็นต้นเหตุให้ข้าต้องแบกชื่อเสียงพิฆาตสามี อย่างนี้ข้าไม่ควรลบล้างมลทินให้ตนเองหรือไร”

ซือฉินไม่ได้เอ่ยต่อ นางประจักษ์ดีว่าคุณหนูบ้านตนมีนิสัยแข็งนอกอ่อนในก็เท่านั้น ภายนอกยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวภายในก็ยิ่งเปราะบาง

จงรั่วฉิงสบตานางชั่วครู่ ก่อนผุดลุกกะทันหัน “ข้าจะออกไปเดินเล่น ไม่ต้องตามมา”

นางเอ่ยพลางสะบัดแขนเสื้อแล้วผลักประตูเดินออกไป หรืออาจกล่าวให้ถูกต้องว่าเผ่นหนี

จงรั่วฉิงถือว่าก้อนกรวดทั้งหมดข้างเท้าเป็นศีรษะของซูเหมินจิ่น หลังเตะจนไม่เหลือสักก้อนในใจจึงค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นหลายส่วน

นางเดินเอ้อระเหยโดยไร้จุดหมายอยู่ในสำนักได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็มีแสงจ้าบาดตาสายหนึ่งที่เส้นขอบฟ้าส่องสว่างมาทางนี้

เวลานี้อาทิตย์อัสดงยังไม่ลับฟ้าไปทั้งหมด แสงสายัณห์สาดส่อง อาบย้อมให้ผืนดินผืนฟ้ากลายเป็นสีแดงอมเหลือง จงรั่วฉิงหยีตามอง รู้สึกเพียงหัวใจราวกับถูกชะล้างให้กระจ่างใสบริสุทธิ์ขึ้นอักโข

นางยืนอยู่กับที่ หลับตาสูดหายใจลึก ปล่อยให้อารมณ์ค่อยๆ สงบลง สมองปรากฏภาพสิ่งละอันพันละน้อยในวันวานนับไม่ถ้วน

สมัยเด็กของทั้งคู่ที่สำนักศึกษา ภาพเหตุการณ์เจ้าดึงเปียข้า ข้าขีดเขียนหน้าเจ้า ยังมีภาพฉากเมื่อโตขึ้นมาเล็กน้อย ทุกครั้งที่เจอหน้าแม้ไม่ลงไม้ลงมือ อย่างไรก็ต้องปะทะคารม ตลอดจนหลังจากเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ภาพสองฝ่ายต่างรังเกียจเดียดฉันท์กันหลังจากรู้เรื่องการหมั้นหมาย…

นางมิอาจไม่ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของซือฉินจี้ใจดำของนางจริงๆ

ต่อให้เหตุผลของเรื่องนี้นางไม่อาจอธิบายชัด แต่จงรั่วฉิงมิอาจไม่ยอมรับว่าเป็นความจริงที่นางไม่ต้องการยอมรับว่าซูเหมินจิ่นตายไปแล้ว

นางยังจดจำความรู้สึกตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกในหัวใจยามที่รู้ว่าเขาตกน้ำเสียชีวิตได้ และยังจำความยินดีปรีดาของการได้สิ่งที่หายไปกลับคืน ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ความโกรธเกรี้ยวภายนอก ตอนที่เหลือบเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยที่ประตูสำนักศึกษาชิงหงโดยบังเอิญนั้นได้

มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกแรงกำเข้าหากันแน่น จงรั่วฉิงรู้ดี แม้ในใจตนเองจะสั่นคลอนอยู่บ้าง หากแต่จะให้นางยอมแพ้กับสิ่งที่เชื่อมาตลอดก่อนหน้านี้ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ

จงรั่วฉิงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เดิมติดจะสับสนได้เปลี่ยนไปเป็นใสกระจ่าง

นางลอบตัดสินใจ ต้องไปหาฉุนเจี๋ย แล้วถามเขาอย่างจริงจังตั้งใจเป็นงานเป็นการสักครั้ง หากเขาสามารถมองดวงตาคู่นี้ของนางแล้วปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่ซูเหมินจิ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำ นางจะยอมตัดใจโดยสมบูรณ์

เมื่อคิดถึงตรงนี้จงรั่วฉิงก็พรูลมหายใจยาวคราหนึ่ง รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาก

ในตอนนี้เองนางพลันได้ยินเสียงพิณแผ่วเบาดังแว่วมาเป็นระลอกจากทิศใต้

จงรั่วฉิงขมวดคิ้วมองไปทางต้นเสียง ลังเลชั่วขณะ ในที่สุดก็มิอาจต้านความฉงนในใจ เดินตามเสียงพิณไป

เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ค้นพบว่าตนยืนอยู่นอกประตูใหญ่ของเรือนทักษิณ เสียงพิณนั้นดังชัดเจนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ฟังออกว่าเป็นบทเพลง ‘ซุ่มโจมตีสิบทิศ’

เรือนหลักของสำนักศึกษาชิงหงแบ่งเป็นเรือนบูรพา เรือนประจิม เรือนทักษิณ เรือนอุดร และเรือนกลางห้าเรือน เรือนกลางเป็นสถานที่ให้ศิษย์อ่านตำราและกินข้าว เรือนบูรพาเป็นที่พำนักของประมุขเขาต้วนและศิษย์พี่สี่ลำดับแรก คนอื่นล้วนพักในเรือนอุดรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด เรือนประจิมยามนี้ถูกจงรั่วฉิงยึดครองไป ที่เหลือคือเรือนทักษิณ เท่าที่นางรู้ที่นี่ทิ้งร้างนานหลายปี ไม่น่ามีคนอาศัย เหตุใดจึงมีเสียงพิณลอยออกมา

ขณะที่นางกำลังลอบสงสัย กลับถูกเสียงพิณซึ่งเข้าสู่ช่วงเร้าอารมณ์ขัดจังหวะความคิด

หลังผ่านการบรรเลงช่วงต้นอันมั่นคงก่อนหน้า อารมณ์พลันไต่ขึ้นสู่ระดับสูงสุด เสียงสูงต่ำดังสลับถี่กระชั้นปานฝนกระหน่ำ ทั้งยังแฝงความแหลมคมดุจใบมีดคมกริบ ชวนให้ผู้ที่ได้ยินจดจ่อและกลั้นหายใจอย่างอดไม่ได้ เกิดภาพลวงตาประหนึ่งตนเองอยู่ท่ามกลางวงล้อมข้าศึกก็ไม่ปาน

จงรั่วฉิงถือกำเนิดในตระกูลมั่งมี ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีและครบรอบด้านตั้งแต่เล็ก ทั้งเพลงพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และภาพวาดล้วนเคยศึกษาไม่มากก็น้อยตั้งแต่เยาว์ ดังนั้นในด้านนี้ก็นับเป็นกึ่งผู้แตกฉานการดนตรีผู้หนึ่ง

ผู้บรรเลงพิณเห็นชัดว่าคุ้นเคยกับบทเพลงนี้อย่างยิ่ง ควบคุมความหนักเบาช้าเร็วของเสียงพิณได้พอเหมาะพอเจาะทุกเสียง เพียงแต่ช่วงเร้าอารมณ์ของบทเพลงนี้กลับจองหองอวดดีมากกว่าเพลงใดๆ ที่นางเคยได้ยินได้ฟัง เหิมห้าวมิอาจต้าน เป็นดั่งสีสันอันดุดันแพรวพราวที่ไม่เก็บงำอำพรางแม้แต่น้อย และหลังจากผ่านช่วงเร้าอารมณ์เข้าสู่ช่วงทำนองราบเรียบ ก็ยังแผ่ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงออกมา ต่อให้บทเพลงจะแผ่วช้าสงบเรียบ ทว่ายังคงชวนให้คนติดจะหายใจไม่ออก

เสียงพิณเกิดจากใจ บทเพลง ‘ซุ่มโจมตีสิบทิศ’ นี้เผยคมประกายอันดุดันที่ถูกกดทับไว้ของผู้บรรเลงอย่างเด่นชัด และบทเพลงประเภทนี้ก็ไม่คล้ายจะออกจากฝ่ามือบัณฑิตจิตใจสงบผ่องใสผู้หนึ่งได้จริงๆ

จงรั่วฉิงฟังเพลงจนจบด้วยความสงสัยที่มากขึ้นทุกที นางลังเลชั่วอึดใจ ก่อนค่อยๆ เดินย่องไปที่ประตู จังหวะที่เตรียมจะยกมือเคาะพลันเหลือบเห็นป้ายไม้เล็กๆ ที่วางตั้งอยู่ด้านข้าง บนนั้นเขียนอักษรไว้บรรทัดหนึ่ง…

 

ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’

แม้เป็นอักษรเฉ่าซูเหมือนกัน แต่ต่างจากฝีพู่กันเป็นอิสรเสรีดั่งเมฆาคล้อยธาราริน เหิมเกริมไร้ขอบเขตของซูเหมินจิ่น อักษรนี้ทุกขีดทุกเส้นเฉียบคมดั่งใบมีด ประกายแหลมคมฉายชัด ชวนให้คนเห็นแล้วบังเกิดความรู้สึกเสียดแทงดวงใจ

จงรั่วฉิงรู้สึกลึกๆ ถึงเงาดำหลายสายที่ปรากฏขึ้นเหนือหน้าผาก มุมปากเองก็กระตุกตามอีกหลายที

ชะรอยจะไม่ใช่ผู้ที่เป็นมิตร…

ต่อให้นางไม่ใช่ฉุนเจี๋ยและไม่ใช่สุนัข ก็ยังคงรู้สึกว่าหากบุ่มบ่ามเข้าไปจะรอดชีวิตออกมาได้หรือไม่ก็สุดจะรู้…

เมื่อคิดดังนี้คุณหนูสกุลจงผู้ขวัญกล้าเทียมฟ้าเสมอมากลับหดมือที่สั่นระริกกลับมาเช่นนี้ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา คิดคำนวณในใจว่าจะสืบข่าวจากคนอื่น ดูว่าคนที่พักอยู่ในนี้ที่แท้เป็นผู้สูงส่งละทางโลกจากที่ใดกันแน่

 

ใครเล่าจะรู้ว่าไม่กี่วันต่อจากนั้น เมื่อนาง ‘ฟื้นตัวหายดี’ กลับมากระโดดโลดเต้นในลานอีกครั้ง ตอนถามเหล่าศิษย์พี่ถึงข้อสงสัยของตนเอง จะกลับเกิดสถานการณ์แปลกประหลาดอย่างนี้

จงรั่วฉิง “เรือนทักษิณว่างมาตลอดมิใช่หรือ เหตุใดจึงมีคนบรรเลงพิณ”

ศิษย์พี่ใหญ่ “ง่ำๆ กร้วมๆ… (เสียงเคี้ยว)”

ศิษย์พี่รอง “อนิจจัง อนิจจา! ความยากลำบากของเส้นทางสู่แคว้นสู่ ยากเย็นยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์…”

ศิษย์พี่สาม “ช่วงนี้ข้าได้ยินว่าคุณชายเชื้อพระวงศ์แคว้นเป่ยยงแต่ละคนล้วนรูปโฉมหล่อเหลาคมคายไม่น้อยหน้ากัน ส่งผลให้พวกเขาไม่กล้าออกไปเดินตลาด ด้วยกลัวจะทำผู้คนเบียดเสียดไปทั้งเมือง เห็นทีต่อไปข้าออกไปข้างนอกก็ต้องระวังหน่อยแล้วสินะ ฮ่าๆๆ”

ศิษย์พี่สี่ “ไม่รู้”

จงรั่วฉิง “…”

 

จงรั่วฉิง “ด้านในมีใครพักอยู่กันแน่ เหตุใดจึงไม่เคยเจอเขาเลย”

ศิษย์พี่ใหญ่ “ง่ำๆ กร้วมๆ… (เสียงเคี้ยว)”

ศิษย์พี่รอง “เจ้าไม่เห็นหรือ แม่น้ำเหลืองถือกำเนิดจากฟ้า ไหลบ่าสู่ทะเลมิหวนกลับ…”

ศิษย์พี่สาม “ข่าววงในบอกว่าพื้นที่ว่างทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนั้นกำลังจะสร้างสำนักศึกษาแห่งใหม่ขึ้นแล้ว พวกเจ้าว่านี่จะส่งผลกระทบอะไรต่อพวกเราหรือไม่”

ศิษย์พี่สี่ “ไม่รู้”

จงรั่วฉิง “…”

 

จงรั่วฉิง “เหตุใดที่หน้าประตูเรือนทักษิณจึงมีป้ายที่เขียนว่า ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ เล่า”

ศิษย์พี่ใหญ่ “ง่ำๆ กร้วมๆ… (เสียงเคี้ยว)”

ศิษย์พี่รอง “ฝูงเอยฝูงห่าน ชูคอขับขานสู่ท้องนภา ขนสีขาวเหนือผืนธาราเขียว…”

ศิษย์พี่สาม “อ๊ะ พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือยัง พ่อไก่บ้านสกุลจางที่หมู่บ้านเที่ยผิงออกไข่แล้ว!”

ศิษย์พี่สี่ “ไม่รู้”

จงรั่วฉิง “…”

ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครึ่งตัวอย่างฉุนเจี๋ยตอนคำสนทนาด้านบนดำเนินอยู่เขาก็มักหายไปไม่เห็นเงา ที่จริงสองสามวันนี้ทุกครั้งที่เขาเจอจงรั่วฉิงล้วนประหนึ่งเจอผี วิ่งหนีเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่าย ดังนั้นแผนที่จะไปหาเขาเพื่อพูดคุยด้วยอย่างจริงจังของจงรั่วฉิงจนแล้วจนรอดก็ยังหาโอกาสไม่ได้

หลังจากไล่ตามฉุนเจี๋ยทั้งล้อมดักและวิ่งสกัดไปทั่วสำนักแล้วยังคงไร้ผล จงรั่วฉิงจึงได้แต่พักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว ย้ายความสนใจไปยังเรื่องอื่น เมื่อคิดทบทวนอีกครา ในเมื่อเจ้าของเรือนแห่งนั้นขานชื่อฉุนเจี๋ยเป็นพิเศษ ดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องของฉุนเจี๋ยเขาก็น่าจะรู้มาบ้างใช่หรือไม่

ในหัวของนางปรากฏภาพสีหน้าของศิษย์พี่ทั้งหลายที่เห็นชัดว่าจงใจพูดเฉไฉอย่างชัดเจน จงรั่วฉิงยิ่งคิดยิ่งรู้สึกมีเงื่อนงำ ความสงสัยในใจราวกับมีกรงเล็บงอกออกมาก็ไม่ปาน ข่วนไปข่วนมาในใจไม่หยุดหย่อน ก่อกวนจนคนมิอาจอยู่อย่างสงบ

ด้วยเหตุนี้นางที่อยู่ว่างเป็นทุนเดิม เมื่อสบโอกาสจึงอดไปเดินเตร่ที่เรือนทักษิณหนึ่งรอบไม่ได้ หวังว่าจะสืบเบาะแสร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ ได้

อันว่าสวรรค์เมตตาผู้มุมานะพากเพียร

อยู่มาวันหนึ่งประตูใหญ่ที่ยามปกติปิดสนิทกระทั่งแมลงวันก็บินเข้าไปไม่ได้กลับแง้มเปิดเป็นช่องหนึ่ง

จงรั่วฉิงดวงตาวาววับ ขยับตัวไปที่ประตูด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ชะเง้อหน้าเข้าไปในช่องนั้นครึ่งหนึ่ง มองเข้าไปด้านใน

ภายในปลูกต้นสนต้นไผ่ไว้เต็มลาน เป็นช่วงกลางฤดูร้อน ต้นไม้เขียวชอุ่มงอกงาม ยามลมพัดผ่านบังเกิดเสียงแซ่กซ่าดังทั่วเรือน ภาพทิวทัศน์นี้เสมือนดั่งที่พำนักเร้นกายของผู้สูงส่งละทางโลกแห่งหนึ่ง

ทว่าพอนึกถึงป้ายเปี่ยมไอสังหารที่ตั้งอยู่นอกประตู จงรั่วฉิงก็รู้สึกว่า ‘ผู้สูงส่งละทางโลก’ ผู้นี้เห็นทีจะมิได้ละกิเลสหลุดพ้นถึงเพียงนั้น…

สองตากำลังกวาดมองไปในลาน ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นสายหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง…

“ใคร”

เพียงคำเดียวที่แผ่วเบายิ่ง ทว่ากลับแฝงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่สามารถแช่แข็งคนให้ตายได้ จงรั่วฉิงสะท้านเฮือก รีบหมุนตัวกลับมา

เบื้องหน้ามีเงาร่างบุรุษเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ มือของเขาถือไม้เท้าไม้ไผ่ ยืนตัวตรงตระหง่าน ชุดคลุมยาวสีขาวงาช้างห่อหุ้มร่างสูงโปร่งทว่าค่อนข้างแบบบางเอาไว้ เมื่อลมโชยมาก็พัดชายชุดคลุมและปลายผมของเขาให้ปลิวขึ้นเล็กน้อย ทั้งร่างของเขาที่มองเห็นแวบแรกนั้นน่าตื่นตะลึงจนมิคล้ายเป็นผู้คนบนโลกมนุษย์

ต่อให้ ณ ขณะนี้สองตาของเขายังถูกปิดด้วยผ้าโปร่งสีขาว บดบังใบหน้าไปเกินครึ่ง แต่เพียงมองใต้คางที่มีเส้นสายอันงดงามและผิวพรรณขาวบริสุทธิ์นั้น ก็พอให้บอกได้ว่าใต้ผ้าโปร่งสีขาวผืนนี้ต้องเป็นใบหน้าหล่อเหลาหาใดเปรียบเป็นแน่แท้

จงรั่วฉิงตะลึงจังงัง ลืมว่าต้องตอบคำ

ฝ่ายตรงข้ามรออยู่พักหนึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบจึงถามซ้ำอีก “เป็นผู้ใดกัน”

เมื่อเขาเอ่ยปากอีกครา สุ้มเสียงก็หนักและเย็นชากว่าก่อนหน้านี้อยู่บ้าง พาให้จงรั่วฉิงคิดเชื่อมโยงไปถึงต้นสนโดดเดี่ยวที่ยืนต้นตระหง่านกลางหิมะขาวโพลนริมหน้าผาในแดนเหนือเมื่อครั้งที่ตนเองตามบิดาออกไปท่องเที่ยวสมัยเด็กขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

นางดึงสติกลับมา อ้างเหตุผลเรื่อยเปื่อยว่า “ข้า…ข้าหลงทาง”

ชายหนุ่มเงยคางขึ้นนิดหนึ่ง แล้วหันไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงนาง การเคลื่อนไหวง่ายๆ นี้ยังคงแผ่กลิ่นอายสูงส่งโดดเดี่ยวออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นเส้นโค้งคล้ายมีคล้ายไม่มี แสดงออกถึงการเยาะหยันและเย็นชาจางๆ สีปากของเขาซีดมาก ซีดจนแทบรวมเป็นหนึ่งกับผิวหน้าขาวซีดและผ้าโปร่งสีขาวที่ปิดหน้าเขาอยู่

สิ่งนี้บ่งบอกว่าร่างกายเขาอ่อนแอสุดขีด ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง กระทั่งป่วยหนักจนหมดทางเยียวยา

จงรั่วฉิงลอบเสียดายในใจอย่างอดไม่ได้ คนงามเคราะห์ร้าย จนใจที่ตาบอดทั้งยังร่างกายอ่อนแอ

ในตอนนี้เองชายหนุ่มเอ่ยปาก มิได้โต้ตอบประโยคเมื่อครู่ของนาง แต่ถามว่า “สำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้มีศิษย์สตรีตั้งแต่เมื่อใด” พอวาจานี้ออกจากปาก เขาก็คล้ายตระหนักอะไรได้ หัวเราะหยันออกมาคำหนึ่ง “อะไรกัน เพิ่งเคยเห็นคนตาบอดครั้งแรก รู้สึกอัศจรรย์เป็นพิเศษ?”

จงรั่วฉิงตกอกตกใจกับคำพูดเขา รีบโบกมือเอ่ย “ไม่ใช่นะๆๆ จะ…จะเป็นไปได้อย่างไร!” ใจคิดว่าเดิมเป็นคนงามผู้หนึ่ง ตาบอดกับอมโรคก็แล้วไป ไฉนยังปากคอเราะรายด้วยเล่า

‘คนงาม’ ที่ปากคอเราะรายผู้นั้นได้ยินแล้วก็ไม่ปริปาก เพียงย่างเท้าเดินตรงไปทางประตู

จงรั่วฉิงคิดในใจว่าไม่ง่ายเลยที่จะบังเอิญเจออีกฝ่าย จะกลับไปมือเปล่าไม่ได้ ต้องไขข้อข้องใจจึงจะถูก นางรีบไล่ตามไปกระชับมิตร “ข้าเป็นศิษย์สตรีที่เพิ่งมาใหม่ของสำนักศึกษาชิงหง ท่านอาจารย์ตั้งชื่อให้ว่าฉุนจื้อ! เอ่อคือว่า…ท่านก็เป็นศิษย์ของที่นี่ด้วยหรือ”

เผชิญหน้ากับคำพูดเป็นพรวนของนางเช่นนี้ชายหนุ่มกลับทำราวกับว่าไม่ได้ยิน ยังคงไม่หยุดฝีเท้า แม้เขาถือไม้เท้าไม้ไผ่ เคลื่อนไหวเชื่องช้า ทว่าคุ้นเคยกับตำแหน่งทิศทางอย่างยิ่ง ไม่ทันไรก็เดินถึงประตู

จงรั่วฉิงตามประชิดอย่างไม่ยอมแพ้ ถามอีกว่า “ทะ…ท่านไม่น่าใช่ศิษย์ทั่วไปกระมัง ตอนข้าเรียนหนังสือคล้ายว่าจะไม่เห็นท่านเลย!”

ชายหนุ่มยื่นนิ้วมือเรียวยาวข้อกระดูกแบ่งชัดน่ามองออกไปคลำตำแหน่งประตูไม้ เกิดเสียง ‘แอ๊ด’ เสียงหนึ่ง ประตูถูกดันเปิดออกเล็กน้อย

กลับไม่สนใจกันเสียได้ เย็นชาเสียนี่กระไร จงรั่วฉิงคิดในใจ หางตาเหลือบเห็นป้ายนอกประตูป้ายนั้น จึงทุ่มสุดตัวถามออกไปเสียเลย “ที่ว่า ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ หมายความว่าอะไร”

ชายหนุ่มได้ยินคำถาม ท่าดันประตูพลันชะงัก มิได้ออกแรงต่อ

จงรั่วฉิงเห็นเขาถึงขั้นมีอาการตอบสนองก็ลิงโลดในอกคำรบหนึ่ง รีบถามซักต่อ “ทะ…ทะ…ท่าน…เรื่องราวก่อนเขามาที่สำนักศึกษาชิงหง ท่านรู้หรือไม่”

ชายหนุ่มดึงมือกลับช้าๆ หันข้างมาทางจงรั่วฉิง เรือนกายไม่ขยับเขยื้อนดั่งอยู่ในภาพวาด มีเพียงชายชุดคลุมยาวและปลายผมที่ปลิวไสวน้อยๆ ตามแรงลม

ทั้งที่เขามองไม่เห็น แต่จงรั่วฉิงกลับรู้สึกถึงแรงกดดันจากการถูกมองประเมินท่ามกลางความเงียบงันนี้

สัญชาตญาณบอกนางว่านางเดาไม่ผิด ชายหนุ่มผู้นี้ต้องรู้อะไรบ้างเป็นแน่

ไม่ผิดจากที่คิด ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็เปิดปากช้าๆ “เกี่ยวอะไรกับเจ้า”

จงรั่วฉิงได้ยินดังนั้นหัวใจพลันเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง แม้ฝ่ายตรงข้ามยังมีท่าทีไม่เป็นมิตรอย่างมาก แต่ในเมื่อเขาหยุดฝีเท้าสนใจตน นั่นแสดงว่าตนน่าจะตามหาถูกทางแล้ว

นางประจักษ์ดีว่าหากต้องการสืบข่าวจากอีกฝ่าย ตนเองต้องแสดงความจริงใจอย่างที่สุดก่อนจึงใช้ได้ จึงพลันกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดว่า…เขาหน้าตาเหมือนคนที่ข้ารู้จักคนหนึ่งมาก”

ครั้นได้ยินวาจานี้ร่างชายหนุ่มยังคงนิ่งไม่ขยับ ทว่ากลับเลิกคิ้วงาม หัวเราะเบาๆ คำหนึ่ง

จงรั่วฉิงจับรายละเอียดนี้ได้จึงรีบรุกขึ้นหน้า แม้รู้ทั้งรู้ว่าคนตรงหน้ามองไม่เห็น แต่นางก็ยังคงจ้องมองเขาด้วยแววตานอบน้อมจริงใจเหลือคณาและถาม “ท่าน…นึกอะไรได้ใช่หรือไม่”

ชายหนุ่มเปิดปากช้าๆ กลับพูดว่า “หากข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะช่วยฆ่าเขาแทนข้าได้หรือไม่”

คำตอบนี้ห่างไกลจากความคาดหวังมากเกินไป จงรั่วฉิงตะลึงตาค้าง

รอยยิ้มหยันที่มุมปากของชายหนุ่มชัดเจนขึ้นเล็กน้อย แสดงออกว่านี่ไม่ผิดความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง

“ถ้าไม่ได้ เช่นนั้นก็ขออภัยที่ข้าไม่สะดวกจะบอก” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างง่ายๆ สบายๆ เช่นนี้ประโยคหนึ่งแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินเข้าประตูไป อากัปกิริยาของเขาไม่สงบนิ่งดังเช่นเมื่อครู่ ซ่อนแฝงโทสะเล็กๆ ที่สามารถรับรู้ได้

จงรั่วฉิงหลุดจากภวังค์ เพิ่งคิดว่าจะตามเข้าไปก็ได้ยินเสียง ‘ปึง’ ประตูไม้ปิดลงห่างจากปลายจมูกนางไปเพียงหนึ่งช่วงนิ้วอย่างไร้ไมตรี…

ส่วนป้าย ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ นั้น นางมองดูแล้วมุมปากกระตุก ยังคงไม่กระจ่างถึงต้นสายปลายเหตุ

อีกทั้งไม่ว่าฉุนเจี๋ยจะใช่ซูเหมินจิ่นหรือไม่ ในยามปกติแม้คนผู้นี้จะน่าชังอยู่สักหน่อย ทว่าก็คล้ายไม่ถึงขั้นต้องสังหารกันกระมัง! ระหว่างสองคนนี้ที่แท้มีความแค้นลึกล้ำอะไรกันแน่ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสำนักศึกษาเดียวกันทุกวัน จะไม่เป็นปัญหาจริงหรือ

ในหัวจงรั่วฉิงมีแต่ความรู้สึกพิลึกพิลั่น ยืนอยู่นอกประตูไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงพูดคุยเอะอะดังเป็นระยะมาจากอีกด้าน เห็นชัดว่าหมดเวลาอาหารค่ำแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตน

เมื่อนึกถึงว่าตนเองยังแบกภาระยิ่งใหญ่อย่างการวิ่งไล่ตามฉุนเจี๋ย จงรั่วฉิงจึงทำได้เพียงวางเรื่องชายหนุ่มรูปงามอมโรคที่ไม่เป็นมิตรเท่าไรผู้นี้ไว้ก่อน แล้วชักเท้าวิ่งตะบึงออกไป

หลังจงรั่วฉิงจากไปไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็ปราดออกมาจากด้านข้าง เขาจัดชุดคลุมสีครามเข้มบนร่าง เดินไปที่ข้างประตูใหญ่ของเรือนหลังเล็ก จ้องป้ายไม้ที่แฝงความอาฆาตมาดร้ายป้ายนั้นครู่หนึ่งแล้วย่อตัวลง ขณะเตรียมจะยื่นกรงเล็บปีศาจไปหามัน จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังลอยมาจากด้านใน…

“บนนั้นทาผงไส้ขาด แตะนิดเดียวพุพองเป็นหนองทั้งร่าง”

“เหี้ยมโหดเพียงนี้เชียว?” ฉุนเจี๋ยหดมือกลับในพริบตา เบ้ปากลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงร้องไปทางประตู “คนกันเอง ถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันให้สิ้นซากด้วยหรือ ช่างสมกับที่เป็นถึง…เป่ย…”

คำถัดไปยังไม่ทันหลุดจากปาก ประตูไม้พลันเปิดออกดังปัง! ไม้เท้าไม้ไผ่ที่ห่อหุ้มด้วยกระแสลมรุนแรงอันเย็นเยือกรุกคืบมาถึงเบื้องหน้า จ่อตรงไปที่ลำคอของคนนอกประตู ก่อนหยุดลงห่างไปหนึ่งช่วงนิ้วมือ

แม้ใบหน้าของชายหนุ่มถูกปกคลุมด้วยผ้าโปร่งสีขาวไปเกินครึ่งส่งผลให้มองเห็นสีหน้าไม่ชัด ทว่าไอสังหารที่เปิดเผยโดยไม่เก็บงำทั่วร่างกลับน่าตกใจจนแม้แต่นกกระจอกบนกิ่งไม้ก็ยังบินหนีกระเจิง “หากเจ้ากล้าพูดออกไปแม้แต่คำเดียว เจ้าตาย”

กระนั้นฉุนเจี๋ยกลับประหนึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ยืนอยู่ที่เดิมไม่กระดิกกระเดี้ย รอยยิ้มไม่ยี่หระบนดวงหน้าก็ไม่แปรเปลี่ยนไปสักนิด

“วางใจเถิดน่า วางใจเถิด ให้ตายข้าก็ไม่บอกผู้อื่นหรอก” เขายกมือขึ้นพลางหัวเราะคิกคัก ปัดไม้เท้าไม้ไผ่ที่ขวางตรงหน้าออก “แต่ด้วยร่างเล็กจ้อยของเจ้าตอนนี้ เกรงว่าแม้แต่ศิษย์น้องเล็กฉุนจื้อที่เพิ่งมาใหม่ของพวกเรา เจ้าก็สู้ไม่ได้กระมัง เลิกออกแรงพร่ำเพรื่อได้แล้ว”

ทางด้านชายหนุ่มหลังผ่านการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ก็ราวกับเสียพลังชีวิตไปจริงๆ กัดฟันไอโขลกหลายครา ยันไม้เท้าไม้ไผ่กับพื้นดินข้างกายอย่างส่งเดช ร่างโงนเงนไปมาหลายครั้งกว่าจะทรงตัวได้ ปอยผมที่จอนหูหลุดออกมาปอยหนึ่งตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ สะบัดไปมาตามการไอ ท่าทางแลดูทุลักทุเลอยู่หลายส่วน

“เจ้ามาทำอะไร” ครั้นปรับลมหายใจกลับมาได้เขาก็ยืดตัวขึ้น หันหลังเอ่ยกับฉุนเจี๋ย “เพื่อมาลอบฟังคำสนทนาเมื่อครู่?”

ฉุนเจี๋ยสมแล้วที่เป็นฉุนเจี๋ย หลังจากถูกเปิดโปงในประโยคเดียวยังคงหน้าไม่เปลี่ยนสี ตรงกันข้ามยังทำหน้าสนเท่ห์ เอ่ยวาจาโดยไม่ละอาย “คำสนทนา? สนทนาอะไรหรือ”

ชายหนุ่มดูจะคุ้นเคยกับนิสัยไร้ยางอายนี้จึงไม่สนใจจะมากความกับเขาอีก เดินตรงเข้าประตูโดยไม่แยแส จากนั้นก็ปิดประตู

จู่ๆ ก็ถูกปิดประตูใส่เช่นนี้ฉุนเจี๋ยจึงไล่ตามไปทุบบานประตูดังตึงๆ ตังๆ ร้องว่า “นี่! รอเดี๋ยว ข้าเอายามาส่งให้เจ้าอย่างหวังดียิ่ง จะดีจะร้ายก็ควรแสดงความขอบคุณสักหน่อยสิ!”

คนด้านในไม่ตอบ มีเพียงเสียงไอเบาๆ ที่ชัดเจนว่ากำลังข่มกลั้น

ฉุนเจี๋ยรู้ คนผู้นี้นิสัยเย็นชาทะนงตนเกินไป ตีให้ตายก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นเห็นสภาพอเนจอนาถของตน จึงล้วงหยิบห่อกระดาษในแขนเสื้อออกมาวางที่หน้าประตูและเอ่ย “ข้าวางของไว้ที่หน้าประตู อีกประเดี๋ยวเจ้ามาหยิบเองเถอะ”

คนด้านในรับคำ “อื้ม” แล้วเริ่มไอโขลกเสียงต่ำอีก

ฉุนเจี๋ยยืนกอดอกพิงข้างประตู กวาดสายตามองรอบตัวอย่างระวัง ชั่งใจชั่วครู่ถึงเอ่ยว่า “จะว่าไปหมู่นี้ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งมา”

คนด้านในไม่ตอบ แต่เสียงไอหยุดลงแล้ว เห็นชัดว่ากำลังรอคำพูดต่อไปของเขา

ฉุนเจี๋ยเข้าใจความนัย กดเสียงต่ำลงอีกหลายส่วนเอ่ยว่า “ท่านอาของเจ้ากำลังส่งคนสืบข่าวเจ้า คาดว่าน่าจะค้นพบ…เรื่องที่เจ้ายังไม่ตายแล้ว”

คนด้านในเงียบงันไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาแข็งกร้าว “นอกเสียจากเขามาถึงที่ หาไม่แล้วทุกสิ่งล้วนไม่เกี่ยวกับข้า”

ฉุนเจี๋ยได้ยินแล้วดวงตาเรียวคิ้วพลันโค้งขึ้นน้อยๆ ปากเอ่ยกระเซ้า “อื้อๆๆ รู้แล้วว่าเจ้ารู้แจ้งเรื่องทางโลก ขาดแค่ออกบวช ข้าเพียงมาบอกเจ้าคำหนึ่งเท่านั้น”

สุ้มเสียงของคนด้านในเปลี่ยนไปเป็นไม่เป็นมิตรโดยพลัน “มีธุระอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องขออภัยที่ไม่ส่ง”

ฉุนเจี๋ยยักไหล่แล้วหมุนตัวเดินออกไป เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวจู่ๆ ก็นึกอะไรได้ ตะโกนไปทางด้านใน “นี่ ในสำนักพวกเราตอนนี้มีศิษย์น้องหญิงแล้วนะ เจ้าเกิดมารูปโฉมชักนำภัยดึงดูดเคราะห์มากเกินไป ยามปกติออกมาข้างนอกให้น้อยหน่อยเข้าใจหรือไม่”

คนด้านในไม่ตอบสนอง แต่ฉุนเจี๋ยรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินแน่นอน จึงยกมือบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ย่างเท้าออกเดินอีกครั้งจนถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนัก ด้วยฉุนเจี๋ยถูกไล่ล่าดักจับตัวเป็นอาจิณ เขาจึงชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอกอย่างระวังรอบหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยก็พรูลมหายใจด้วยความโล่งอกแล้วก้าวอาดๆ ออกไป

ในห้องทรงพระอักษร แสงสว่างสลัวราง

แม้ยังเป็นช่วงบ่าย ทว่าท้องฟ้าวันนี้กลับขมุกขมัวจนประหนึ่งจวนเข้าสู่ห้วงราตรี เมฆหมอกลอยต่ำ กดทับหนักอึ้งบนม่านนภา บดบังแสงอาทิตย์จนมิดชิด

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นวัยหนุ่มแน่นนั่งที่โต๊ะ มองดูเปลวเทียนวูบไหวกลางสายลมตรงหน้าไม่เอื้อนเอ่ยวาจา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร็วระลอกหนึ่งแว่วมาจากภายนอก

“ฝ่าบาท” ข้ารับใช้ในวังวิ่งเหยาะๆ มาเบื้องหน้า กล่าวรายงานด้วยสุ้มเสียงแหลมเล็ก “แม่ทัพฮั่วเดินทางกลับมาจากนอกด่านแล้ว กำลังนำเหล่าแม่ทัพใต้บังคับบัญชามารอถวายบังคมที่ท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ!”

ยามได้ยินคำแรกฮ่องเต้เทียนหมิ่นก็ลุกขึ้นด้วยจิตใต้สำนึก ทว่าเมื่อข้ารับใช้ในวังเปล่งเสียงคำสุดท้ายจบ เขากลับทรุดตัวลงนั่งช้าๆ อีกหน

“ถ่ายทอดราชโองการของเรา” เขาหันมองไปทางเชิงเทียนที่มีแสงเทียนริบหรี่อยู่สักหน่อยนั้นอีกครั้ง เอ่ยราวพึมพำกับตนเอง “ฮั่วเหวินจิ่งป้องกันชายแดนมานานปี คุณูปการโดดเด่น ตกรางวัลทองคำพันชั่ง แพรไหมหมื่นพับ ประทานนาม ‘แม่ทัพใหญ่เจิ้นเป่ย’ ”

ข้ารับใช้ในวังขานรับ มองฮ่องเต้เทียนหมิ่นอย่างนึกสงสัยอยู่ครามครัน ทว่ามิกล้าปริปาก

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเข้าใจความหมายของเขาจึงเอ่ย “เจ้าไปถ่ายทอดราชโองการ สั่งให้เริ่มงานเลี้ยงต้อนรับก่อน เราจะตามไปทีหลัง”

ข้ารับใช้ในวังรับบัญชาก่อนจะถอยออกไป

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นอยู่เงียบๆ ตามลำพังนานครู่ใหญ่จึงค่อยลุกขึ้น แล้วเดินออกไปด้านนอก

ตอนก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นที่ปลายขอบฟ้าพอดี เป็นสัญญาณของฝนตั้งเค้า ฮ่องเต้เทียนหมิ่นหยุดฝีเท้าใต้ผืนฟ้าครึ้ม หันหน้าไปทอดตามองหมู่เมฆหนาทึบที่อยู่ไกลออกไป ปล่อยให้สายลมกระโชกพัดปลายผมและชายชุดคลุมของตน

“ช่างสมกับคำว่า ‘เมฆดำข่มเมือง เมืองถึงคราวแตก’ โดยแท้” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นพึมพำขึ้น ก่อนเอ่ยต่อว่า “อะไรที่ควรมาถึง ย่อมมาถึงวันยังค่ำ…”

 

ช่วงนี้มีเรื่องน่าเหลือเชื่อเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่สำนักศึกษาชิงหง…ในวันปกติที่แสนจะปกติวันหนึ่ง จู่ๆ ฮ่องเต้ก็เสด็จมา!

ตามหลักแล้วราชสำนักกับสำนักศึกษาที่ก่อตั้งในหมู่ชาวบ้านประเภทนี้ไม่ควรมีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ทว่าจะทำเช่นไรได้ วันนั้นที่ฮ่องเต้เทียนหมิ่นแห่งแคว้นต้าอิ้นออกมาล่าสัตว์ข้างนอกกับแม่ทัพใหญ่เจิ้นเป่ยผู้คว้าชัยกลับมา ตอนไล่ล่าเสือดาวที่วิ่งเต็มเหยียดไปตลอดทางตัวหนึ่ง เกิดหลงทางโดยไม่ระวัง จึงทำได้เพียงนำขุนนางใหญ่กลุ่มหนึ่งคลำทางมาหาสถานที่ซึ่งมีผู้คนอาศัยหนึ่งเดียวในละแวกใกล้เคียงซึ่งก็คือสำนักศึกษาชิงหงเพื่อพักผ่อนสักครู่

ฮ่องเต้ลดตัวลงมาติดตามแม่ทัพใหญ่ คำกล่าวพรรค์นี้ฟังดูเหลวไหล แต่กลับไม่เกินไปแม้แต่น้อย อย่างไรเสียผู้ที่เข้าใจความเป็นไปในราชสำนักเพียงเล็กน้อยต่างก็รู้ว่าโอรสสวรรค์พระองค์ปัจจุบันโอนอ่อนคล้อยตามแม่ทัพใหญ่เจิ้นเป่ยที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งผู้นี้อย่างแท้จริง

ก็ไม่แปลก กวาดตามองไปทั่วทั้งต้าอิ้น แม่ทัพที่มีความสามารถใช้งานได้ก็มีฮั่วเหวินจิ่งผู้เดียวเท่านั้น

ดังนั้นในเหตุกบฏแดนใต้จึงส่งเขาไป ผู้อพยพก่อความวุ่นวายก็ส่งเขาไป ชนกลุ่มน้อยทางตะวันตกรุกรานก็ส่งเขาไปอีก แคว้นเป่ยยงระรานชายแดนก็ยังคงต้องส่งเขาไป

ปัญหาชายแดนที่รบกวนฮ่องเต้เทียนหมิ่นมาหลายปี เมื่อฮั่วเหวินจิ่งออกโรงกลับใช้เวลาไม่ถึงปีก็กำราบคนเถื่อนเหล่านั้นได้อยู่หมัด ไม่กล้าเล่นลูกไม้อะไรกันอีก

เมื่อเป็นดังนี้ฮ่องเต้เทียนหมิ่นจึงยิ่งเห็นฮั่วเหวินจิ่งเป็นดั่งฟางช่วยชีวิตของทั้งแคว้นต้าอิ้น หนึ่งปีอวยยศนับครั้งไม่ถ้วนไม่พอ ยังมีสามวันตกรางวัลเล็ก สองวันตกรางวัลใหญ่ ต้องการสิ่งใดได้สิ่งนั้น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวสักนิดเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ ช่วงเวลาที่ฮั่วเหวินจิ่งอยู่แดนเหนือ ฮ่องเต้เทียนหมิ่นยังเคยเขียนจดหมายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยพระองค์เอง ยังผลให้ทั้งแม่ทัพฮั่วเองและแม่ทัพแนวหน้าทั้งหลายซาบซึ้งใจน้ำตาริน สุดจะตอบแทน

ได้ยินว่าฮั่วเหวินจิ่งผู้นี้ยามปกติไม่มีความชอบอื่นใด นอกจากชมชอบเรื่องการล่าสัตว์เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้เพื่อแสดงความใส่พระทัย ในเรื่องนี้ฮ่องเต้เทียนหมิ่นย่อมให้เกียรติเขาอย่างเต็มที่

แม้ประมุขเขาต้วนมีใจรักความสงบเงียบ ไม่ยินดีคบค้าสมาคมกับคนในแวดวงขุนนาง ทว่าทุกคนในสำนักล้วนมีเป้าหมายของชีวิตเป็นการสอบให้ได้ชื่อเสียงตำแหน่ง ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางด้วยกันทั้งนั้น บังเอิญได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับฮ่องเต้จึงเป็นเรื่องดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนแทบรอไม่ไหวที่จะรุดไปอยู่แถวหน้าสุด

เป็นเหตุให้ตอนฮ่องเต้เทียนหมิ่นมาถึง ทุกคนในสำนักศึกษาชิงหงได้จัดแถวต้อนรับรอคอยอยู่นอกประตูนานมากแล้ว นอกจากนี้พวกเขายังโชคดีได้เห็นกับตาตนเองว่าฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันปฏิบัติกับแม่ทัพฮั่วผู้นั้นอย่างโอนอ่อนนอบน้อม ทุ่มเทสุดหัวจิตหัวใจ ร้องขอสิ่งใดได้สิ่งนั้น ให้ความไว้ใจเหลือกำลัง…ยิ่งกว่าที่เล่าลือกันอย่างไรบ้าง

ตอนประมุขเขาต้วนทักทายปราศรัยกับฮ่องเต้เทียนหมิ่น ฉุนเจี๋ยกับฉุนจิ้งกำลังซ่อนตัวอยู่ท้ายกลุ่มด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ลอบมองประเมินฮ่องเต้ขุนนางสองคนนั้นที่ถูกผู้คนล้อมหน้าล้อมหลังดุจดาวล้อมเดือน

ฮั่วเหวินจิ่งผู้นั้นแม้ความชอบทางทหารโดดเด่น แต่หากพูดถึงอายุอานามกลับเพิ่งสามสิบต้นๆ เท่านั้น เขามีเรือนกายสูงใหญ่กำยำ แต่รูปโฉมกลับห่างจากความโหดเหี้ยมอำมหิตดุร้ายน่ายำเกรงไปคนละโยชน์ พูดให้น่าฟังหน่อยคือ ‘รูปงามขาวผ่อง ทำนองแม่ทัพผู้ทรงภูมิ’ พูดไม่น่าฟังหน่อยก็คือเป็นหนุ่มหน้าขาวคนหนึ่ง

สำหรับการได้รับความโปรดปรานและไว้เนื้อเชื่อใจสุดจะเปรียบจากฮ่องเต้เทียนหมิ่น เขากลับไม่แสดงท่าทีจองหองพองขนสักนิด ยืนอย่างเคารพนบนอบอยู่ด้านข้างตลอด ผู้ไม่รู้ย่อมมิอาจคาดเดาได้เลยว่าบัดนี้ตำแหน่งของเขาในต้าอิ้นแท้จริงแล้วคืออยู่เหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้คนคนเดียวเท่านั้น

โอรสสวรรค์วัยหนุ่มแน่นที่อยู่ด้านข้างใบหน้าแต้มยิ้มสุภาพเป็นกันเองอยู่เสมอ ชวนให้คนรู้สึกเหมือนอาบลมวสันต์

เทียบกับบรรดาฮ่องเต้พระองค์ก่อนหน้า ความสามารถด้านการบริหารบ้านเมืองของฮ่องเต้พระองค์นี้นับว่าด้อยกว่าขั้นหนึ่ง ดีที่พระองค์มีพระทัยกว้างขวางและมีเมตตาธรรม ด้วยการช่วยเหลือประคับประคองของขุนนางฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนก็สามารถดูแลปกครองแคว้นต้าอิ้นให้สงบสุขร่มเย็นได้

ทั้งสองดูภายนอกแล้วเป็นเจ้าเหนือหัวผู้ทรงธรรมกับขุนนางมือดีที่ไม่เลวเลยคู่หนึ่ง หากภายในเป็นเฉกนี้ด้วยย่อมประเสริฐอย่างแท้จริง

ขณะความคิดติดจะล่องลอย อยู่ดีๆ ก็สัมผัสได้ว่ามีสายตากวาดมองมาทางนี้ ฉุนเจี๋ยรีบหลบไปอยู่ด้านหลังฉุนจิ้ง

ดีที่ฮั่วเหวินจิ่งเพียงกวาดตามองสำรวจรอบสี่ทิศ มิได้ให้ความสนใจเขา

ฉุนเจี๋ยรีบลากฉุนจิ้งย้ายที่ หลบไปอีกฝั่ง ใบหน้านี้ของเขายามนี้กล่าวได้ว่าขัดหูขัดตาผู้คนได้ง่ายดายอย่าบอกใคร ฉะนั้นจำเป็นต้องวางตัวไม่โดดเด่นอย่างที่สุด

มีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลาอาหารเที่ยง ฮั่วเหวินจิ่งเสนอขอเดินชมสำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้ ฮ่องเต้เทียนหมิ่นตอบรับอย่างยินดี จากนั้นให้ประมุขเขาต้วนเป็นผู้นำทาง แนะนำสถานที่ภายในสำนักศึกษาแก่เหล่าขุนนาง

ประมุขเขาต้วนลอบปวดศีรษะ ทว่ากลับทำได้เพียงปั้นยิ้มตอบตกลง

ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกับฮั่วเหวินจิ่งจึงร่วมกันเดินชมสำนักด้วยความกระตือรือร้น ชมเรือนกลางเสร็จชมเรือนบูรพา ชมเรือนบูรพาเสร็จชมเรือนอุดร ชมเรือนอุดรเสร็จ จากนั้น…เขายืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของเรือนทักษิณ

ทันใดนั้นหัวใจฉุนเจี๋ยก็ลอยสูงขึ้นมาถึงคอ แม้หลังจากรู้ว่าฮ่องเต้เทียนหมิ่นเสด็จ เขาก็แจ้งคนด้านในว่าไม่ต้องออกมา ซ้ำยังเก็บป้ายโจมตีตัวบุคคลด้านนอกประตูป้ายนั้นไปแล้ว กลับนึกไม่ถึงว่ามีบางคราวที่ถึงตัวเองไม่ไปก่อความยุ่งยาก ความยุ่งยากก็กลับตามมาหาถึงที่ได้เช่นกัน

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นนั้นรับมือง่าย เพียงบอกว่าคนด้านในเป็น ‘ศิษย์มาร่วมฟังบทเรียนในสำนักศึกษา’ อะไรก็ว่าไป อย่างน้อยก็พอถูไถไปได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ฮั่วเหวินจิ่งที่เพิ่งกลับจากแดนเหนือ เป็นไปได้มากว่าเขาอาจเคยพบหน้าคนผู้นี้มาก่อน

“เรือนนี้มีไว้ทำสิ่งใดหรือ” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเดินชมมานานเพียงนี้ ความสนอกสนใจกลับไม่พร่องลงแม้แต่น้อย

“ทูลฝ่าบาท” ประมุขเขาต้วนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สถานที่นี้ไม่มีคนพำนัก ไม่ได้ดูแลปัดกวาดหลายปี สกปรกไม่เป็นระเบียบยิ่ง เกรงจะแปดเปื้อนพระวรกายฝ่าบาทเอาได้”

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นรักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจเสมอมา เหตุผลนี้นับว่ากล่าวอ้างได้ตรงประเด็นยิ่ง

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ อย่างที่เขาว่ากัน ฉุนเจี๋ยลอบโล่งอกอยู่กลางหมู่คน

ไม่ผิดจากที่คาด ฮ่องเต้เทียนหมิ่นพยักหน้า หมุนกายจะจากมา

ยามนี้เองฮั่วเหวินจิ่งที่อยู่ด้านข้างกลับยิ้มเอ่ย “ไม่ขอปิดบัง กระหม่อมแม้เคยอ่านตําราพิชัยสงครามมาบ้าง ถึงที่สุดก็ยังมีพื้นเดิมเป็นแม่ทัพ ไม่เคยมีโอกาสเข้าออกสำนักศึกษา วันนี้ติดตามฝ่าบาทเดินเที่ยวชมรอบหนึ่ง ในใจฝักใฝ่โหยหาเป็นกำลัง” เขาหยุดไปเล็กน้อย หันไปทางประมุขเขาต้วนแล้วเอ่ยทีเล่นทีจริงขึ้น “เรือนหลังนี้แม้เก่าคร่ำคร่าสักหน่อย แต่กลับสงัดเงียบเป็นพิเศษ ชวนให้ชมชอบยิ่งนัก รอข้ามีเวลาว่างก็จะมาเจริญสติฝึกฝนจิตใจที่นี่บ้าง กลับไม่ทราบว่าประมุขเขาต้วนจะยอมรับศิษย์อย่างข้าผู้นี้หรือไม่เล่า”

“ประตูใหญ่ของสำนักข้าย่อมเปิดรับแม่ทัพฮั่วเสมอ” ประมุขเขาต้วนมุมปากสั่น หัวเราะแห้ง เวลาเดียวกันก็ลอบคิดในใจ ขออภัยแล้ว วัดเล็กๆ ของเรารับพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างท่านไม่ไหวหรอก

ฮั่วเหวินจิ่งกล่าวถึงขั้นนี้ ฮ่องเต้เทียนหมิ่นมิอาจไม่ไว้หน้าเขา หันหลังไปยิ้มเอ่ย “ในเมื่อแม่ทัพฮั่วชมชอบที่นี่เพียงนี้ เช่นนั้นก็เข้าไปดูหน่อยเถิด”

ตามองเห็นทั้งสองผลักประตูเปิดออกช้าๆ ฉุนเจี๋ยที่เพิ่งโล่งใจไปหยกๆ หัวใจลอยขึ้นมาแขวนที่ลำคออีกครั้ง ต้องคิดหาทางยับยั้งไม่ให้พวกเขาก้าวเข้าไปในเรือนหลังนี้ให้ได้! กระนั้นด้วยใบหน้านี้ของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเผยตัว

ทันใดนั้นฉุนเจี๋ยก็ฉุกคิดอะไรได้ พลันกระชากตัวฉุนจิ้งที่ชมความครึกครื้นอยู่ด้านข้างแล้วกดเสียงเบาถามว่า “เจ้าแกล้งตายเป็นหรือไม่”

“หา?” ฉุนจิ้งไม่ทันตั้งสติ ได้แต่อึ้งไป

“แกล้งตายน่ะ!” ฉุนเจี๋ยเอ่ย “ข้าให้เครื่องมือเจ้า เจ้าแค่ต้องร้องลั่นคำเดียวแล้วล้มลงพื้นเป็นพอ! นี่ไม่ยากกระมัง”

เขาเอ่ยพลางล้วงของจากอกเสื้อยัดใส่มือฉุนจิ้ง นั่นก็คือผลไม้สีแดงที่เคยช่วยเขาสร้างภาพการกระอักเลือดสำเร็จและรอดพ้น ‘อุ้งมือมาร’ ของจงรั่วฉิงมาได้ผลนั้น

“ศิษย์พี่ ท่านเอาจริงหรือ” ฉุนจิ้งลังเลไม่กล้ารับ “นี่ฝ่าบาทประทับอยู่ด้วย เกิดข้าแสดงไม่สมจริง ไยมิใช่ต้องตายอย่างน่าอนาถหรอกหรือ”

“ถ้าตัวสารเลวในนั้นโดนจับได้ พวกเราทุกคนล้วนต้องตายอย่างน่าอนาถ!”

ฉุนจิ้งผงะอึ้ง ต่อมาก็คล้ายตระหนักได้ถึงความร้ายแรง จึงค่อยๆ หรี่ตาเสมือนกำลังหักใจเด็ดเดี่ยว

“ศิษย์พี่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง “หากข้าตาย ตั๋วเงินหลายใบที่ข้าซ่อนไว้ในรองเท้า ท่านต้องห้ามลืมมอบให้ชุ่ยฮวาเด็ดขาด…”

“ได้ๆๆ” ฉุนเจี๋ยเอ่ย “เจ้ารีบยัดผลไม้ใส่ปากเสีย!”

ตอนกำลังจะยัดจู่ๆ ฉุนจิ้งก็นึกอะไรได้ เอ่ยปากพูดอีก “อ้อ จริงด้วย ความจริงข้ายังมีเงินฝังไว้ที่ใต้ต้นอู๋ถงในเรือนทักษิณอีกก้อนหนึ่ง ถึงจะมีแค่หนึ่งตำลึง แต่…”

“พูดไม่จบไม่สิ้นเสียที!” ฉุนเจี๋ยพลันยัดผลไม้สีแดงใส่ปากศิษย์น้อง ขณะจะผลักคนออกไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวอันคุ้นเคยเสียงหนึ่ง

“ท่านอาจารย์ นี่…อ๊ะ หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ!”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ในประตูมีเงาร่างเล็กอรชรเพิ่มขึ้นมา คราวนี้มิใช่แค่ประมุขเขาต้วนที่เลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แม้แต่ฉุนเจี๋ยก็งงเป็นไก่ตาแตก

ไฉนจึงเป็นนางเล่า จงรั่วฉิงแม่สาวน้อยนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: