X
    Categories: ทดลองอ่านภวังค์รักในเรือนแสนหวานมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 4

ชีวิตคนดั่งละคร ต่างต้องอาศัยฝีมือการแสดงกันทั้งสิ้น

“เจ้าเป็นใครกัน” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นขมวดคิ้วถาม “มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

“หม่อมฉันจงรั่วฉิง บิดามีนามว่าจงเหอลู่เพคะ” จงรั่วฉิงเงยหน้า เผยใบหน้ามอมแมมประหนึ่งเลอะผงถ่าน กล่าวด้วยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรม “หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ เป็นท่านพ่อที่คิดจะส่งหม่อมฉันมาเรียนหนังสือที่นี่ให้ได้ หม่อมฉันเองก็ไม่อยาก…”

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพลันหัวเราะ

เรื่องบุตรสาวเพียงคนเดียวของจงเหอลู่สติไม่สมประกอบเพราะคู่หมั้นเสียชีวิตกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารที่ทุกคนในเมืองลั่วหยางรู้กันทั่วอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ไม่มีใครติดใจคำพูดนาง

“ทูลฝ่าบาท คุณหนูจงมาฝึกตนหาความสงบที่สำนักของกระหม่อมจริงๆ ยามนี้พำนักที่เรือนประจิม กระหม่อมเห็นว่านางมิใช่คนในสำนัก ทั้งยังเป็นสตรี วันนี้จึงไม่ได้ให้นางไปร่วมต้อนรับ การสร้างความแตกตื่นให้ฝ่าบาทในครั้งนี้ ขอฝ่าบาททรงระงับความพิโรธด้วย” ประมุขเขาต้วนรีบอธิบาย

“ไม่เป็นไร ลุกขึ้นเถอะ” เรื่องในบ้านสกุลจง ฮ่องเต้เทียนหมิ่นไม่เหมาะจะแสดงความเห็น เพียงยิ้มน้อยๆ กล่าว “ดรุณีที่จิตใจบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเพียงนี้หาได้ยากนัก เราจะลงโทษได้เยี่ยงไร”

ประมุขเขาต้วนดั่งยกภูเขาออกจากอก รีบหันไปเอ็ดจงรั่วฉิงเสียงค่อย “ยังไม่รีบขอบพระทัยฝ่าบาทอีก เสร็จแล้วก็กลับเรือนเจ้าไปเสีย!”

จงรั่วฉิงทำปากยื่น ลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่ง ประหนึ่งยังจมจ่อมอยู่กับความน้อยใจที่ถูกบิดาบังคับส่งมาเรียนหนังสือ

ในตอนนี้เองฮั่วเหวินจิ่งพลันปรบมือเอ่ยว่า “สมแล้วที่เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน ไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลี เรือนที่ไม่มีคนพำนักนานหลายปียังคงสะอาดสะอ้านเพียงนี้ ที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันล้ำเลิศสำหรับการเจริญสติฝึกฝนจิตใจอย่างที่คิดจริงๆ!”

แม้ใบหน้าเขายังมีรอยยิ้ม แต่ก้นบึ้งของดวงตากลับซุกซ่อนประกายคมกริบ

ประมุขเขาต้วนลอบเจ็บใจ หากรู้แต่แรกว่านางหนูจงรั่วฉิงอยู่ในเรือน เขามีหรือจะอ้างเหตุผลว่าเรือนแห่งนี้ไม่มีคนอาศัย บัดนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันเอง แล้วจะกลบเกลื่อนอย่างไรดีเล่า

ตอนที่ประมุขเขาต้วนกำลังปวดเศียรเวียนเกล้า จงรั่วฉิงกลับเบ้ปากแล้วกล่าว “เรียนท่านใต้เท้าผู้นี้ เรือนที่ไม่มีผู้คนอาศัยนานปีย่อมไม่มีทางสะอาดได้ด้วยตนเองแน่เจ้าค่ะ วันนี้ผู้น้อยถึงกับตื่นตั้งแต่ยามเหม่า อยู่ทำความสะอาดมาตลอดจนตอนนี้เลยเชียวนะเจ้าคะ!” นางเอ่ยพลางหันไปตะโกนเรียก “ซือฉิน ซือฉิน รีบออกมาเร็ว ข้างนอกมีคนเยอะแยะเลย!”

ด้านในมีคนส่งเสียงขานรับเสียงดังกังวานคำหนึ่ง ไม่นานก็มีหญิงสาวท่าทางเหมือนสาวใช้วิ่งเหยาะๆ ออกมา ในมือยังถือไม้กวาด ครั้นเห็นว่าด้านนอกมีการเคลื่อนไหวใหญ่โตเพียงนี้ก็ตื่นตะลึง ยืนนิ่งกับที่ไม่ขยับ เพียงเบิกตาโตมองทางนั้นทีทางนี้ทีไปทั่ว “คุณหนู นี่…”

“ยังไม่รีบคุกเข่า!” จงรั่วฉิงดึงคนออกมา กระซิบข้างหู “ผู้นั้นคือฝ่าบาท! ไม่เห็นเขาสวมชุดคลุมสีเหลืองหรือ ทั้งใต้หล้ามีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สวมสีนี้ได้!”

แม้นางจะพยายามกดเสียงให้ต่ำลง แต่ทุกคนในที่นั้นยังคงได้ยินถ้อยคำนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

ส่วนสาวใช้นามซือฉินผู้นั้นพอได้ยินก็ตกใจหน้าถอดสี รีบโยนไม้กวาดแล้วคุกเข่าลงเอ่ย ‘ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ’ ไม่หยุด

สองคนนี้หนึ่งคนร้องอีกหนึ่งคนรับเสมือนการแสดงเล่าเรื่องขบขันกระนั้น พาให้คนทั้งหลายหัวเราะครืนอีกคำรบ แม้แต่มุมปากของฮ่องเต้เทียนหมิ่นเองก็ยังหยักโค้งน้อยๆ

ฮั่วเหวินจิ่งยืนอยู่ด้านข้าง เบนสายตาจากไม้กวาดบนพื้นโดยไม่เผยพิรุธ หันมองมือดำเมี่ยมของซือฉินและใบหน้ามอมแมมเหมือนแมวลายตัวหนึ่งอีกครู่หนึ่ง ประกายเย็นเยียบในก้นบึ้งดวงตาจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง

ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของเรื่องนี้ประมุขเขาต้วนปวดศีรษะอย่างยิ่ง เป้าหมายของฝ่าบาทคือมาชมสำนักศึกษา หาใช่มาดูละครไม่

เพื่อให้ฉากความชุลมุนนี้ยุติโดยไว เขาจึงยกมือกุมหน้าผาก รีบเอ่ย “คุณหนูของข้าเอ๋ย! อยู่ดีๆ เจ้าวิ่งมาทำความสะอาดใหญ่โตที่เรือนทักษิณทำอะไร รีบกลับไปเถิด!”

จงรั่วฉิงได้ยินวาจา ใบหน้าเล็กก็พลันฉายแววน้อยใจขึ้นมาอีก

“ท่านประมุขเขา ข้าไม่อยากอยู่ที่เรือนประจิมแล้ว…” นางเบ้ปาก กล่าวเสียงสั่นเครือ “เมื่อคืนอาเฉียง…มาที่ห้องข้า!”

“อาเฉียงเป็นผู้ใด” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นหันไปทางประมุขเขาต้วน มุ่นคิ้วน้อยๆ

นี่ทำเอาประมุขเขาต้วนตกใจเป็นการใหญ่ คุณหนูจงผู้นี้อาศัยในสำนักศึกษาชิงหง หากกลางดึกมีผู้ที่ไม่สมควรบุกรุกบุกเข้ามาได้ ผลที่ตามมาก็ไม่อาจคาดเดา…

ได้ยินคำถามของฮ่องเต้เทียนหมิ่น จงรั่วฉิงก็ร้องไห้กระซิกๆ พลางเอ่ย “ทูลฝ่าบาท อาเฉียงคือ…แมลงสาบที่ไต่ออกมาจากใต้เตียงหม่อมฉัน! ซ้ำยังบินว่อนไปทั่ว น่าสะพรึงยิ่งนัก! ได้ยินมาว่าขอแค่เจออาเฉียงตัวเดียว ก็เท่ากับว่าในเรือนยังมีพวกมันซ่อนอยู่อีกเป็นรัง! ตะ…ต่อให้ตีหม่อมฉันจนตาย หม่อมฉันก็ไม่ขออยู่ที่นั่นแล้ว! เรือนทักษิณไม่มีคนอยู่มาตลอดมิใช่หรือ หม่อมฉันจะย้ายมาที่นี่เพคะ!”

ประมุขเขาต้วน “…”

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นแทบกลั้นพระสรวลไม่อยู่ จงใจถามขึ้น “เรานึกฉงนอยู่บ้าง เหตุใดเจ้าจึงตั้งชื่อให้แมลงสาบว่าอาเฉียงเล่า”

จงรั่วฉิงตอบ “ฝ่าบาทไม่ทรงรู้สึกว่าเรียกแมลงสาบตรงๆ ฟังแล้วน่าสะอิดสะเอียนอยู่บ้างหรือเพคะ หม่อมฉันก็เลยตั้งฉายาขึ้นมาส่งๆ ว่าอาเฉียง”

แม้ฉายานี้หาได้ฟังดูไพเราะสักเท่าไร ทว่าก็เป็นเหตุผลที่คล้ายจะโต้แย้งไม่ได้จริงๆ…

ฮ่องเต้เทียนหมิ่นหัวเราะเสียงดังในที่สุด หันไปทางประมุขเขาต้วนแล้วยิ้มกล่าว “แม่นางน้อยไม่ได้รับความเป็นธรรมถึงเพียงนี้ ประมุขเขาไม่สู้ส่งเสริมให้นางได้สมปรารถนา ให้นางย้ายมาเถิด”

“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ประมุขเขาต้วนพลันขานชื่อศิษย์สองสามคนจากทั้งหมด “อีกประเดี๋ยวพวกเจ้ารั้งอยู่ทำความสะอาดเรือน วันนี้ต้องให้คุณหนูจงเข้าพำนักให้ได้!”

ฉุนเจี๋ยที่หลบอยู่หลังผู้คนในที่สุดก็วางก้อนหินหนักอึ้งในใจลงได้เสียที พร้อมกันนี้รอยหยักโค้งจางๆ แถบหนึ่งก็พลันผุดขึ้นที่มุมปาก

นึกไม่ถึง จงรั่วฉิงแม่สาวน้อยนี่มีฝีมือใช่ย่อย!

 

ด้วยมีเหตุวุ่นวายนี้มาก่อกวน เวลาจึงล่วงเลยไปนานมากแล้ว รอจนประมุขเขาต้วนเกลี้ยกล่อมคุณหนูจงผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมไปได้โดยไม่ง่าย ศิษย์คนหนึ่งก็วิ่งเหยาะๆ มาบอกว่าจัดเตรียมอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว

“ในเมื่อเรือนแห่งนี้เป็นหอห้องของหญิงสาวแล้ว ก็ไม่สะดวกจะเข้าไปชมอีก ไม่สู้ไปกินข้าวกันเลย?” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นค้อมศีรษะเล็กน้อย ไม่ลืมหันไปขอความเห็นจากฮั่วเหวินจิ่ง “ขุนนางรักของเรา เจ้าคิดเห็นเช่นไร”

ฮั่วเหวินจิ่งไว้หน้ากันอย่างยิ่ง “ทุกสิ่งย่อมน้อมรับพระบัญชาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

ด้วยเหตุนี้ขบวนเดินชมสำนักก็พากันยกโขยงเดินไปทางเรือนกลางอีก เหลือเพียงศิษย์เคราะห์ร้ายที่ถูกขานชื่อรั้งอยู่ทำความสะอาดไม่กี่คนเท่านั้น

ฉุนจิ้งลูบท้องว่างโหวงของตน ขณะจะตามไปอย่างเบิกบาน จู่ๆ ก็ถูกฉุนเจี๋ยฉุดลากกลับมา ซ้ำยังยัดผ้าขี้ริ้วใส่มือให้ด้วย

“ยืนอึ้งอยู่ทำอันใด ทำท่าทำทางหน่อยเร็วเข้า!” มือฉุนเจี๋ยมีไม้กวาดเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ได้ กวาดพื้นไปมาลวกๆ พลางยืดคอทอดตามองไปไกล

ฉุนจิ้งมองดูคนกลุ่มใหญ่เดินจากไปไกลมากขึ้นทุกที หมดโอกาสไล่ตามทันอีก จึงถอนใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วเริ่มเช็ดผนังด้วยสีหน้าปวดใจ

เหล่าศิษย์พี่ไม่เคยเห็นคนขันอาสาทำความสะอาดเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อคนผู้นี้ยังเป็นฉุนเจี๋ยที่ปกติชอบอู้งานที่สุด ยิ่งไม่ต่างอะไรกับการได้ยินเรื่องอัศจรรย์พันลึก พากันชะโงกหน้ามองไปทางฉุนเจี๋ย ก่อนหันมองไปตามทิศที่เขามองอยู่

“ฉุนเจี๋ย ไฉนอยู่ดีๆ เจ้าถึงรักการทำงานขึ้นมาเล่า คงมิใช่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง” มีคนก้าวขึ้นมาตบไหล่เขาพลางกล่าวสัพยอก

ฉุนเจี๋ยเห็นว่าหมู่คนเดินจากไปไกลถึงได้ถอนสายตากลับ ลอบถอนใจโล่งอก

“ศิษย์พี่ทั้งหลายไฉนจึงมองข้ามความขยันขันแข็งมีน้ำใจของข้าไปเพียงนี้! วันนี้ข้าต้องพิสูจน์ตนเองให้เต็มที่สักหน่อยแล้ว!” เขาชี้ไปที่เรือน “ดูให้ดี เรือนหลังนี้ข้ากับฉุนจิ้งสองคนขอเหมาเอง ผู้ใดแย่งข้าไปข้าเคืองผู้นั้นแน่!”

ฉุนจิ้งหันหน้ามาประท้วง “ขะ…ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ!”

ทว่าผู้อื่นล้วนเมินคำพูดเขา พากันถอนใจกล่าวคำพูดอย่าง ‘มีอนาคตสั่งสอนได้โดยแท้’ ‘การลงแรงเป็นเกียรติยศสูงสุด’ ‘ฉุนเจี๋ยของพวกเราโตแล้วสินะ’ ‘ฉุนเจี๋ยรู้ความแล้ว’ จากนั้นก็ทำหูทวนลมเดินจากไป

ชั่วพริบตาเดียวหน้าประตูเรือนทักษิณก็เหลือเพียงฉุนเจี๋ยกับฉุนจิ้งสองคน

เมื่อแน่ใจว่ารอบบริเวณปราศจากผู้ไม่เกี่ยวข้อง ฉุนเจี๋ยก็รีบหมุนตัวกลับ ผลักประตูเปิดแล้วพุ่งตัวเข้าไปด้านใน

ในลานยังคงว่างเปล่าและเงียบสงัดดุจเดิม มีเพียงต้นสนและต้นไผ่รกครึ้มโยกไหวตามสายลม ไม่มีเสียงคนแม้สักครึ่ง ยิ่งไม่มีกลิ่นอายชีวิตชีวาใดๆ มองแวบแรกกลับมีสภาพเหมือนไม่มีผู้คนอาศัยมาเนิ่นนานจริงๆ

ทว่าฉุนเจี๋ยรู้ คนผู้นั้นยังอยู่ด้านในแน่นอน จึงกระแอมให้คอโล่งแล้วเริ่มตะโกนเรียก

“อวิ๋นฉาน…”

“อาฉาน…”

“ฉานฉานน้อย…”

ระดับความน่าสะอิดสะเอียนในคำเรียกไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ตอนเรียกครั้งที่สามเขาพลันมองเห็นไม้เท้าไม้ไผ่แหวกฝ่าอากาศพุ่งมาชี้ที่หว่างคิ้วของตน

ดีที่ฉุนเจี๋ยเตรียมรับมือแต่ต้น เบี่ยงกายหลบได้ เมื่อมองตามทิศที่ไม้เท้าไม้ไผ่พุ่งออกมาก็มองเห็นเงาร่างสีเขียวมรกตสายหนึ่งยืนตัวตรงอยู่ที่ระเบียง เป็นอวิ๋นฉานที่เขาร้องเรียกอย่างเปี่ยมไมตรีจิตนั่นเอง

“พวกเราคุ้นเคยกันถึงเพียงนี้แล้ว เจอหน้ากันต้องมีไอสังหารรุนแรงเพียงนี้ทุกครั้งเลยหรือ” ฉุนเจี๋ยก้าวขึ้นไปด้วยรอยยิ้มระรื่นแล้วตบไหล่อีกฝ่าย “จำเป็นด้วยหรือไร บันดาลโทสะเสียสุขภาพ! ด้วยร่างอันบอบบางของเจ้านี้ อย่าได้โมโหจนล้มป่วยไปจะดีกว่า!”

อวิ๋นฉานปิดตาด้วยผ้าโปร่งสีขาวเช่นเดิม เผยใบหน้าเกลี้ยงเกลาซีดเซียวเพียงครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น เดาได้ว่าเป็นสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีด เขาเบี่ยงหลบอุ้งมือที่ยื่นมือมาของฉุนเจี๋ย กล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ในเมื่อบอกว่าจะทำความสะอาดเรือน เช่นนั้นก็รีบหน่อย”

พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ หันกายจากไปทันที

ฉุนเจี๋ยไล่ตามไปอย่างไม่ยินยอม “นี่ๆๆ ไม่ใช่เมื่อครู่ยังทำท่าไม่อยากแยแสข้าอยู่เลยหรือ เหตุไฉนคำพูดนี้กลับได้ยินชัดเจนนัก อีกอย่างข้าล่อพวกเขาจากไปยังมิใช่เพื่อเจ้าหรอกหรือ เจ้าคนไร้มโนธรรมนี่ โม่แป้งเสร็จฆ่าลาทิ้ง* กันอย่างนี้เลยหรือ…”

หากไม่ใช่ว่าโยนไม้เท้าไม้ไผ่ในมือไปแต่แรก อวิ๋นฉานแทบอยากจะเอามันทิ่มปากเขาให้แตกเสียเลย

ในตอนนี้เองเสียงหัวเราะใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงินกลับดังลอยผ่านอากาศมา…

“พวกเจ้ามีลับลมคมในกันจริงๆ ด้วย!”

ทั้งสองมองตามเสียงไป เห็นเพียงบนต้นอู๋ถงริมกำแพงมีเงาร่างสีครามเข้มเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ จงรั่วฉิงนั่งคร่อมบนกิ่งขนาดใหญ่ยักษ์ ยิ้มตาหยีโบกมือให้พวกเขา

ฉุนเจี๋ยหุบยิ้มทันควัน วางท่าซื่อสัตย์ใสซื่อถอยไปอีกด้าน

“ศิษย์น้องเล็ก ไยเจ้ายังไม่ไปอีก” ฉุนจิ้งถาม

“เมื่อครู่พวกเจ้าต่างก็เห็นแล้ว ฝ่าบาทมีพระราชโองการด้วยพระองค์เอง ประทานเรือนทักษิณทั้งหมดนี้ให้ข้าแล้ว! ข้ารั้งอยู่แน่นอนว่าก็เพื่อเชยชมที่พักใหม่ของตนเองอย่างเต็มที่น่ะสิ!”

จงรั่วฉิงเอ่ยพลางกะพริบตา แสร้งมองไปทางอวิ๋นฉาน ฝ่ายนั้นยังคงตีหน้าเย็นชา แค่นเสียงเฮอะเบาๆ คำหนึ่งก็หมุนกายจะจากไปแล้ว

“นี่ๆ เมื่อครู่พวกเราตกลงกันแล้วนี่ว่าหากข้าช่วยท่านให้พ้นภัยคราวนี้ ก็เท่ากับว่าท่านติดหนี้น้ำใจข้าครั้งหนึ่งน่ะ!” จงรั่วฉิงตะโกนดังขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่พอใจ “นี่ก็จะตัดไมตรีกลับคำพูดแล้ว?”

วันนี้หลังการท่องตำรารับอรุณเสร็จสิ้น จงรั่วฉิงสะกดความอยากรู้อยากเห็นในใจไม่ไหว ลอบไปที่เรือนทักษิณอีกครา เดิมตั้งใจว่าจะสืบข่าวเพิ่มอีกหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะอับโชคอย่างยิ่ง ตอนลักลอบเปิดประตูนั้นเอง เหลือบตาขึ้นก็ปะหน้ากับเจ้าของเรือนแห่งนี้พอดี

ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวกว่าหิมะตลอดร่าง ยืนล้างหน้าอยู่ในลาน ผ้าโปร่งสีขาวที่ใช้ปิดตาในยามปกติวางแผ่อยู่บนโต๊ะหินด้านข้างอย่างเงียบเชียบ

เรื่องที่จงรั่วฉิงบุกเข้ามากะทันหัน เห็นชัดว่าเขาเองก็ไม่คาดคิด จึงช้อนตาขึ้นมองไปด้วยจิตใต้สำนึก ก่อนประสานสายตากับนางพอดิบพอดี

ชั่วพริบตานั้นประกายในส่วนลึกของดวงตาเขาวาวโรจน์ดั่งคบเพลิง แต่แล้วพริบตาถัดมาก็กลับไปหม่นครึ้มอีก

จงรั่วฉิงตะลึงจังงังอยู่กับที่ หาได้เพียงเพราะมองเห็นรูปโฉมทั้งหมดของชายหนุ่มชัดเจน…รูปโฉมซึ่งกล่าวได้ว่าหล่อเหลาเลิศล้ำยากเทียบเทียมในใต้หล้า ทว่าที่มากกว่านั้นคือเพราะดวงตาซ้ายของอีกฝ่าย

ในดวงตาซ้ายรียาวลึกล้ำข้างนั้นมีวงม่านตาหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กซ้อนทับกันราวกับมีสองนัยน์ตาอยู่ในเบ้าตาเดียว ต่อให้มองมาทางนางสั้นๆ เพียงแวบเดียวก็ยังเสมือนแฝงพลังเร้นลับล่อลวงชนิดหนึ่ง ดึงคนเข้าสู่วังวนในดวงตา ล่อให้อีกฝ่ายเข้าไปสืบเสาะค้นหา…

หนึ่งดวงตาสองนัยน์เนตร…จงรั่วฉิงเคยได้ยินมาก่อน นั่นเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิตั้งแต่โบราณกาล ในคนนับหมื่นแสนก็ยากจะพบสักคน

ชายหนุ่มผู้นี้…แท้จริงเป็นใครกันแน่

ทว่าข้อสงสัยนี้วนเวียนในสมองเพียงชั่วอึดใจก็ถูกเสียงความเคลื่อนไหวที่แว่วมาจากที่ไกลตัดบท จงรั่วฉิงฟังออกว่าความเคลื่อนไหวนั้นใหญ่โตอย่างยิ่ง จึงรีบให้ซือฉินที่เฝ้าอยู่นอกประตูไปสืบความ

ซือฉินจากไปอย่างว่องไว ส่วนชายหนุ่มด้านข้างกลับเพียงผูกผ้าโปร่งสีขาวใหม่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับคืนสู่รูปลักษณ์ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่แสดงท่าทีลนลานแม้สักครึ่ง

เขาไม่พูดไม่จาทั้งไม่เคลื่อนไหว เพียงยืนอยู่ไกลออกไปเงียบๆ หันหน้ามาทางนาง

คนผู้นี้มีรัศมีเย็นชา มีกลิ่นอายทะนงตนเว้นระยะจากผู้อื่นไกลพันหลี่ประเภทหนึ่งติดกาย จงรั่วฉิงถูกเขา ‘จ้อง’ เช่นนี้ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูก คิดว่าในเมื่อถูกจับได้ก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดจุดประสงค์ของการมาอีก จึงกระแอมให้คอโล่งเอ่ยว่า ‘ขะ…ข้ามาสืบข่าวของฉุนเจี๋ย สัญชาตญาณบอกข้าว่าท่านต้องรู้อะไรแน่!’

ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อยๆ ‘ข้าบอกแล้วว่าเว้นแต่เจ้าจะฆ่าเขา’

‘พอที ท่านขู่ข้าให้น้อยหน่อยเถิด’ จงรั่วฉิงเบ้ปาก ‘อีกอย่างพวกท่านมีความแค้นเคืองอะไรกัน ต้องทำถึงขั้นนี้เชียว?’

‘เขารู้เรื่องที่ไม่ควรรู้’

นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะตอบอย่างเป็นจริงเป็นจังเพียงนี้ จงรั่วฉิงถึงขั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

เห็นนางเงียบไป ชายหนุ่มกลับหัวเราะเบาๆ คำหนึ่งแล้วถามขึ้น ‘อะไรกัน หักใจไม่ลง?’

ใบหน้าจงรั่วฉิงพลันร้อนผ่าว ฟังออกถึงนัยหยอกล้อในน้ำเสียงอีกฝ่าย ก่อนแค่นเสียงเฮอะทันใด โต้กลับอย่างไม่ยินยอมว่า ‘ฆ่าเขาก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสียอะไรที่ไม่ควรรู้ข้าก็รู้แล้ว ข้าได้ยินมาว่าดวงตาซ้ายแปลกประหลาดของท่านนี้เป็นข้อห้ามร้ายแรงของราชวงศ์ ระวังข้าเอาไปบอกผู้อื่น!’

ความตั้งใจเดิมของนางคือขู่ขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น ใครเล่าจะนึกว่าทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ใบหน้าชายหนุ่มพลันเครียดขมึงดั่งเคลือบด้วยน้ำค้างแข็งหนาวเหน็บชั้นหนึ่ง

ในยามนี้เองซือฉินกระหืดกระหอบผลักประตูเข้ามาแล้วหับประตูปิดอย่างระวัง พร้อมแจ้งข่าวร้ายว่าฮ่องเต้เทียนหมิ่นเสด็จมาทางนี้ กำลังมุ่งหน้ามาที่เรือนทักษิณ

ทั้งคู่กลายเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกันทันใด

จงรั่วฉิงหมุนกายไปมองชายหนุ่มที่เม้มริมฝีปากบางแวบหนึ่ง ความคิดแล่นปราด เอ่ยว่า ‘โอ๊ะ ปากของข้านี้ช่างศักดิ์สิทธิ์ดีแท้ ว่าอะไรได้อย่างนั้น ด้วยดวงตาซ้ายของท่าน เข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย สู้ข้าคิดหาวิธีตบตาผ่านไป ท่านว่าอย่างไร’

ชายหนุ่มมิได้เอ่ยปฏิเสธ

จงรั่วฉิงยิ้มเจ้าเล่ห์พลางว่า ‘เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ท่านติดหนี้น้ำใจข้าครั้งหนึ่ง!’

อวิ๋นฉานได้ยินคำนั้น ฝีเท้าพลันหยุดชะงักจริงดังคาด

“คำสัญญาของสัตบุรุษ รถเทียมม้าสี่ตัวก็ไม่อาจเรียกกลับคืน” เขาหันหน้ากลับมา เชิดคางเล็กน้อยแล้วหันมองไปตามทิศที่จงรั่วฉิงอยู่ “เจ้าต้องการอะไร”

“ได้หนี้น้ำใจยิ่งใหญ่จากท่านเช่นนี้ ข้าย่อมต้องคิดให้ดีว่าจะใช้อย่างไรจึงจะถูก” จงรั่วฉิงยิ้มเอ่ย “ทว่าก่อนหน้านี้ท่านต้องช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่ง”

“อะไร”

จงรั่วฉิงส่งสายตาปริบๆ ให้เขาอย่างเก้อกระดาก “คือว่า…เมื่อครู่ข้าเสียแรงมหาศาลกว่าจะปีนขึ้นต้นไม้ต้นนี้ได้ ตอนนี้ลงไม่ได้แล้ว…”

อวิ๋นฉานหันมองฉุนเจี๋ย น้ำเสียงทั้งห้วนกระด้างและเต็มปากเต็มคำ “ข้าอ่อนแอ ให้เขาทำ”

ฉุนเจี๋ยรู้สึกว่าตนเองนอนอยู่เฉยๆ ก็โดนลูกหลงไปด้วยจริงแท้

 

หนึ่งก้านธูปให้หลัง จงรั่วฉิงลงจากต้นไม้อย่างปลอดภัยในที่สุด นางตบฝุ่นที่มือ เอ่ยกับซือฉินที่ก้าวมารับ “นึกไม่ถึงว่าฝีมือข้าไม่เลวเลยทีเดียว! รู้แต่แรกก็คงไม่ประเมินตนเองต่ำแล้ว!”

ซือฉินปรบมือให้อย่างชื่นชม “เจ้าค่ะคุณหนู จุดที่ท่านร่วงลงมาแม่นยำเหลือเกิน ไม่ทำตนเองบาดเจ็บแม้แต่น้อย!”

อีกด้านหนึ่งฉุนเจี๋ยกุมบั้นเอวตะกายขึ้นมาจากพื้น ใช้สายตาประท้วงโดยไร้เสียง

ก่อนหน้านี้ทั้งที่ตกลงดิบดีให้จงรั่วฉิงกระโดดลงจากต้นไม้ ส่วนเขากับฉุนจิ้งยื่นมือรอรับอยู่ด้านล่าง นึกไม่ถึงว่าคุณหนูสกุลจงผู้นี้ตอนกระโดดลงมาเกิดเท้าลื่น ทิศที่จะกระโดดลงมาเบี่ยงเบน เป็นเหตุให้คนหงายหลังกระแทกลงมาตรงๆ ใช้เขาเป็นเบาะรองเนื้อรูปคนทั้งอย่างนั้น

นางร่วงลงมาได้แม่นยำอย่างแท้จริง หลบฉุนจิ้งและพื้นที่ว่างโดยรอบได้อย่างสมบูรณ์ ร่วงใส่เขาโดยเฉพาะคนเดียว

กระนั้นบ่นอยู่ส่วนบ่น สำหรับศิษย์น้องเล็กผู้ยากจะต่อกรท่านนี้ ฉุนเจี๋ยหลบเลี่ยงยังแทบไม่ทันมาตลอด เวลานี้เห็นว่าบรรลุหน้าที่แล้วจึงรีบเอ่ย “คือว่า…ข้าปวดเบากะทันหัน ขอตัวก่อน!”

ฉุนเจี๋ยเอ่ยพร้อมกับลากฉุนจิ้งที่ยังมึนงงกับสถานการณ์แล้วหมุนกายจากไป

สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือคราวนี้จงรั่วฉิงกลับไม่มีทีท่าจะรั้งเขา เพียงจัดเสื้อผ้าตนเอง วิ่งเหยาะๆ ไปตรงหน้าอวิ๋นฉาน แหงนหน้าน้อยๆ มองเขา “ขอบใจมาก!”

“ช้าก่อน” ฉุนเจี๋ยหยุดฝีเท้า ถึงที่สุดก็อดปริปากไม่ได้ “เมื่อครู่ผู้ที่ช่วยเจ้าคล้ายเป็นข้ากระมัง”

“แต่หากมิใช่หนุ่มรูปงามผู้นี้บอกให้ช่วย ศิษย์พี่ยังจะช่วยข้าหรือไม่” จงรั่วฉิงถาม

“แน่นอนอยู่แล้ว ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยเป็นคนดียิ่ง!” ฉุนจิ้งร้องหาความเป็นธรรมอยู่ด้านข้าง

“แล้วเหตุไฉนในยามปกติเห็นข้าแล้วต้องวิ่งหนีด้วย”

ขณะที่มองดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ คู่นั้นของจงรั่วฉิง ฉุนเจี๋ยพลันตระหนักได้ว่าตนหวิดหลงกลแล้ว แม่สาวน้อยผู้นี้ไฉนเจ้าเล่ห์เพทุบายมากขึ้นทุกวันนะ เขาจึงรีบเอ่ยด้วยสีหน้าเกรี้ยวโกรธ “ก็เพราะเจ้าไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลวนลามข้าแล้ว! ขะ…ข้าจะไปแล้วจริงๆ!”

สิ้นเสียงพูดเขาก็ลากฉุนจิ้งอีกครั้ง ครั้งนี้เรียกว่าวิ่งเต็มฝีเท้าอย่างแท้จริง ครู่เดียวก็หายลับไปจากประตูเรือน

อวิ๋นฉานที่เห็นทุกสิ่งอยู่ในสายตาหยักมุมปากเล็กน้อย สีหน้าเจือรอยนึกสนุกอยู่หลายส่วน กระนั้นเขาก็มิได้เอ่ยอะไร เพียงสะบัดแขนเสื้อน้อยๆ หมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง

จงรั่วฉิงก้าวขึ้นหน้าไปสกัดอีก “ช้าก่อน พวกเราก็นับว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วกระมัง ผูกมิตรกันดีหรือไม่ ข้าชื่อจงรั่วฉิง แน่นอนว่าท่านเรียกข้าว่าฉุนจื้อก็ได้”

อวิ๋นฉานไม่แยแสนาง เดินเข้าไปในห้องต่อ

“อย่าไปสิ” จงรั่วฉิงกระทืบเท้าแล้วไล่ตามไป “ท่านฟังให้ดี ฝ่าบาททรงออกปากด้วยพระองค์เองเชียวนะว่าเรือนทักษิณบัดนี้เป็นของข้าแล้ว หากท่านไม่บอกว่าชื่ออะไร พรุ่งนี้ข้าจะย้ายเข้ามา!”

“ตามสบายเถอะ ใต้หล้ากว้างใหญ่มีที่ใดเป็นบ้านมิได้บ้าง”

“ท่าน?” จงรั่วฉิงกัดฟัน ใช้ไม้ตาย “ได้ หากท่านไม่บอกข้า ข้าจะนำความลับท่าน…”

“อวิ๋นฉาน”

เหนือความคาดหมาย จงรั่วฉิงไม่ทันกล่าวจบอวิ๋นฉานก็อ่อนข้อทันที สิ้นเสียงตอบ เงาร่างนั้นก็หายลับไปด้านหลังม่านเรียบร้อย

ดวงหน้าจงรั่วฉิงแย้มยิ้มได้ใจพร้อมขยิบตาให้ซือฉิน

ซือฉินยกสองมือแนบพวงแก้ม เผยสีหน้าหลงเสน่ห์ “อวิ๋นฉาน…ชื่อนี้ไพเราะโดยแท้ เหมาะสมกับบุคลิกสง่างามดุจเทพเซียนของเจ้าตัวเหลือเกิน!”

“นั่นสิ ข้าก็คิดว่าเขารูปโฉมงดงามอยู่หรอก หากนิสัยไม่เสียเพียงนั้นก็ดี!”

“อาจเพราะเขายังไม่สนิทกับพวกเรากระมัง บ่าวได้ยินว่ามีคนจำพวกหนึ่งชอบวางท่าโอหังต่อหน้าคนแปลกหน้า แท้จริงเพราะกลัวคนไม่รู้จัก”

“อืม…ข้าก็ว่ามีเหตุผลยิ่ง! ต่อไปพวกเรามีเวลาก็มาเตร็ดเตร่ที่นี่บ่อยๆ แล้วกัน!”

หญิงสาวสองคนพูดคุยกันพลางเดินออกจากเรือนทักษิณ ไม่ทันไรเงาร่างของอีกสองคนก็ลุกขึ้นยืนจากพุ่มไม้ด้านหลังประตูเรือน

ฉุนจิ้งปัดใบไม้บนร่างพลางเอ่ย “ศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านร้อนใจจะหลบศิษย์น้องเล็กไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่ไปแล้วเล่า”

ฉุนเจี๋ยใช้มือลูบใต้คาง สายตายังจับอยู่ที่ทิศซึ่งจงรั่วฉิงจากไปเมื่อครู่ ปากพึมพำว่า “แปลกแท้ นางตามตอแยอวิ๋นฉานทำอันใด”

ไม่ใช่แค่เมื่อครู่ เรื่องที่ก่อนหน้านี้แม่สาวน้อยผู้นี้มาปรากฏตัวยังเรือนทักษิณโดยไม่มีที่มาที่ไปนั่นก็ชวนให้เคลือบแคลงเช่นเดียวกัน อย่างไรเสียฝ่าบาทก็เสด็จมาปุบปับ จงรั่วฉิงไม่มีวันรู้ล่วงหน้าเด็ดขาด คำอธิบายเดียวคือนางอยู่ที่เรือนของอวิ๋นฉานมาตั้งแต่แรก บังเอิญเจอกลุ่มคนโขยงใหญ่นั่นโดยไม่ตั้งใจ แล้วบังเกิดปฏิภาณไหวพริบเฉพาะหน้าแสร้งทำเซ่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤต

“เอ๋? ศิษย์พี่ท่านว่าอะไรนะ” ฉุนจิ้งดึงใบไม้ใบสุดท้ายที่เกาะติดอยู่บนหัวออกในที่สุด ไม่ทันฟังคำพูดเมื่อครู่ของฉุนเจี๋ยให้แจ่มชัด

ฉุนเจี๋ยไม่ได้ฟังเขาพูดเช่นเดียวกัน เอ่ยงึมงำกับตนเอง “ประหลาดนัก ด้วยนิสัยสุนัขของอวิ๋นฉาน กลับยอมให้แม่สาวน้อยนั่นกดขี่? ที่แท้เขาถูกจับจุดอ่อนอะไรไว้กันแน่”

“ไม่กระมัง ด้วยรูปร่างท่าทางของคุณชายอวิ๋น…ใครจะมีปัญญาทำอะไรเขาได้”

“เขาน่ะหรือ” ฉุนเจี๋ยส่ายหน้า แค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง “ดูภายนอกมีหนามทั่วร่าง แท้จริงก็เป็นแค่พระโพธิสัตว์ดินเหนียว*

ฉุนจิ้งคิดเห็นดังว่าจริงๆ จึงเปลี่ยนแนวความคิดไปอีกทาง “บางทีเขาอาจต้องใจศิษย์น้องเล็กก็เป็นได้ ข้าเห็นศิษย์น้องเล็กก็มีความรู้สึกดีต่อเขามากเช่นกัน ชมว่าเขารูปงามไม่หยุดปากเชียว”

ฉุนเจี๋ยชะงัก จู่ๆ ก็หันมาจ้องอีกฝ่ายตรงๆ

ฉุนจิ้งร้อนตัวเล็กน้อย “ข้า…พูดอะไรผิดไปหรือไม่”

ฉุนเจี๋ยถอนสายตากลับอย่างว่องไว วางท่าไม่เห็นพ้อง “ใบหน้าโดนปิดอยู่ก็ดูออกด้วยหรือว่าหน้าตางดงามหรือไม่ อีกอย่างเป็นชายชาตรีเอาแต่ดูหน้าตาไปทำอันใด ต้องดูที่เนื้อใน ดูที่ความสามารถ!”

ฉุนจิ้งแก้ไขความคิดในบัดนั้น แล่นเรือตามทิศทางลม “กล่าวได้ถูกต้อง เหมือนอย่างศิษย์พี่ของพวกเราเช่นนี้!”

“ต้องอย่างนี้สิ” ฉุนเจี๋ยเคาะหน้าผากศิษย์น้องเบาๆ “มีแววปลุกปั้นได้!”

ในตอนนี้เองทั้งสองก็ได้ยินเสียงร้องเรียกดังมาจากด้านนอก…

“ฉุนเจี๋ย ฉุนจิ้ง รีบออกมาเร็ว ฝ่าบาทเสวยพระกระยาหารเที่ยงเสร็จจะเสด็จออกจากสำนักศึกษาแล้ว ท่านอาจารย์ให้ทุกคนไปน้อมส่งที่หน้าประตู!”

ทั้งสองรีบหยุดการสนทนา ตอบรับพลางวิ่งเหยาะๆ ออกไป

ในเรือนคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวดังผะแผ่ว ไม่นานนักเงาร่างสีเขียวมรกตสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏ อวิ๋นฉานถือไม้เท้าไม้ไผ่ก้าวเดินเชื่องช้าเป็นที่สุดไปยังประตู จากนั้นค้อมกายลง หยิบป้ายที่เขียนว่า ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ ออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางมันกลับที่เดิม

แม้อวิ๋นฉานจะสืบเสาะต้นสายปลายเหตุและจุดจบของเหตุความวุ่นวายเมื่อครู่ได้ความมาไม่มากก็น้อย กระนั้นกลับไม่มีความสนใจสักกระผีก หลังจากสูญเสียการมองเห็นทำให้โสตประสาทของเขาเฉียบไวผิดสามัญ แม้จะได้ยินคำสนทนาของฉุนเจี๋ยกับฉุนจิ้งก่อนนี้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทว่าเขาก็ไม่คิดสนใจไยดีสักนิดเช่นเดียวกัน

ชีวิตเขายังดำเนินไปไม่ถึงยี่สิบปี กระนั้นกลับผ่านช่วงเวลาขึ้นลงสูงต่ำมาเกินพอ

เขาเคยได้รับเกียรติยศแผ่ไพศาลอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น อยู่บนยอดสุดของผองชนทั้งปวง ทั้งยังเคยผ่านวิถีอันโหดเหี้ยมของการร่วงหล่นจากยอดเมฆสู่โคลนตมในหนึ่งราตรี

ถึงกระนั้นในประวัติศาสตร์ผู้ชนะเป็นราชัน ผู้แพ้กลายเป็นโจรผู้ร้าย สุดท้ายจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนในที่ที่เคยอยู่ กลายเป็นผู้แพ้ที่ถูกขับลงนรกอเวจี

อวิ๋นฉานยันกำแพงลุกขึ้น ยืนปรับลมหายใจอยู่กับที่ เพียงย่อตัวนั่งยองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เขารู้สึกเสียกำลังสุดจะเปรียบ

ใครเล่าจะยังจินตนาการได้ว่าเขาที่เป็นเช่นนี้เคยมีปณิธานเร่าร้อนเต็มอก องอาจห้าวหาญ หนึ่งกระบี่ต้านทัพข้าศึกร้อยหมื่น มืออวิ๋นฉานที่ซ่อนใต้แขนเสื้อพลันกำเป็นหมัดแน่น ออกแรงมากจนข้อนิ้วเผือดสี

เสียงลมพัดกรูเกรียวผ่านลานเรือน ดั่งเรื่องราวในอดีตทั้งหลายเหล่านั้นที่กาลเวลาผ่านไปไม่หวนคืน

ผ่านไปนานครู่ใหญ่อวิ๋นฉานจึงค่อยกลับเข้าประตูไปช้าๆ ปิดประตูเรือนโดยไร้เสียง

ช่างเถิด ชีวิตที่เหลืออยู่เขาไม่ขออะไรอีกแล้ว ทั้งไม่มีแก่ใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของผู้อื่น คิดเพียงจะใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่ามารบกวนความสงบของเขาจึงจะดี

 

ไม่นานหลังจากนั้นมีข่าวแพร่มาจากในวัง ด้วยไม่คุ้นเคยกับอากาศทางใต้ อาการบาดเจ็บที่ขาของฮั่วเหวินจิ่งจึงกำเริบ ต้องยับยั้งการเดินทางกลับแดนเหนือชั่วคราว

ข่าวนี้ไม่พ้นมาจากศิษย์พี่สามผู้เป็น ‘ผู้รอบรู้เรื่องข่าวซุบซิบ’ ประจำสำนักศึกษา อีกทั้งเขายังให้ความเห็นไว้ด้วยว่า “พวกท่านนึกว่าแม่ทัพฮั่วรั้งอยู่เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาจริงน่ะหรือ ไร้เดียงสา ช่างไร้เดียงสา” ก่อนเริ่มเรียนคาบเช้า เขาขึ้นนั่งบนโต๊ะ วางโตเอ่ยชี้แนะผู้คนที่ห้อมล้อมโดยรอบ “ก่อนหน้านี้เพื่อสยบต้านทานการระรานจากแคว้นเป่ยยง เขาอยู่ที่แดนเหนือที่ซึ่งนกยังไม่มาถ่ายมูลนั่นสองปีเต็ม บัดนี้องค์ชายน้อยของแคว้นเป่ยยงก็ถูกปลงพระชนม์แล้ว ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กำลังเก็บกวาดสะสางราชสำนัก ในเวลาอันสั้นย่อมไม่อาจก่อเรื่องก่อราวใดได้ พวกเจ้าว่าเขากลับเมืองหลวงมาทำอันใด”

ศิษย์พี่ใหญ่กุมท้องที่ยังเติมไม่เต็มเอ่ย “เพราะของที่เมืองหลวงอร่อยล้ำใช่หรือไม่”

ศิษย์พี่สามถูกเขาทำให้สำลักรุนแรง เอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอย่าเอาแต่คิดเรื่องกินทั้งวันอยู่เลย ควรใส่ใจเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองบ้างจึงจะถูกต้อง”

ศิษย์พี่รองในที่สุดก็ได้โอกาสยกตำรามาอ้างอิง รีบพูด “คำโบราณว่าไว้ดี ราษฎรเห็นปากท้องสำคัญเทียบเทียมฟ้า ยามนี้ดูท่าศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราก็นับเป็นราษฎรตัวอย่างของแคว้นต้าอิ้นเช่นกันใช่หรือไม่ ฮ่าๆๆๆ…”

เขาหัวเราะอย่างเพียรพยายามมาก คนที่เหลือรู้สึกเพียงมีลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านไปเป็นระลอก ล้วนมองเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉยเท่านั้น

ศิษย์พี่รองได้แต่หุบยิ้มด้วยมุมปากแข็งทื่อ ยกหนังสือข้างตัวขึ้นปิดหน้า

ศิษย์พี่สามกระแอมให้คอโล่ง เอ่ยประเด็นของตนต่อ “พวกเจ้าตรึกตรองดู ช่วงเวลาที่แม่ทัพฮั่วไม่อยู่ ในราชสำนักคำพูดของผู้ใดมีน้ำหนัก และเป็นผู้ใดที่เป็นอริกับแม่ทัพฮั่วเสมอมา เจอหน้ากันเป็นต้องมีเรื่องมีราว”

เขาเอ่ยพลางใช้สายตาเฝ้ารอคอยส่งไปหาศิษย์พี่สี่ พยายามชี้นำให้อีกฝ่ายเอ่ยคำตอบนี้แทนตน ทว่าเจ้าตัวตั้งแต่ต้นจนจบกลับเพียงก้มหน้าเช็ดกระบี่ของตน ไม่แยแสสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว

ศิษย์พี่สามจ้องจนออกจะปวดตาอยู่บ้าง ได้แต่ถอนสายตากลับมาอย่างแค้นใจ ลอบถอนใจว่าไม่ควรมีความหวังให้ท่อนไม้ท่อนนี้เลยจริงๆ

แม้จะเป็นดังนี้ แท้จริงคำตอบนี้ประจักษ์แจ้งเด่นชัด

ต่อให้เป็นผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจร่ำเรียนเขียนอ่าน ไม่สนใจการบ้านการเมือง ยามนี้ในใจก็ยังมีนามหนึ่งผุดขึ้นมา

จงรั่วฉิงยังคงนั่งที่ประจำของตน ท่าทางคล้ายกำลังพลิกหน้าหนังสือ แท้จริงกลับหูผึ่งอยู่ตลอด สนใจทุกประโยคที่ศิษย์พี่สามเอ่ยเมื่อครู่

ยามนี้นางจึงช้อนตาขึ้นด้วยจิตใต้สำนึก มองผ่านกลุ่มคนไปยังฉุนเจี๋ยซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล

ฉุนเจี๋ยกำลังจับพู่กันเขียนมือเป็นระวิง เร่งทำการบ้านก่อนคาบเช้าตามนิสัยประจำตัวของเขา

จงรั่วฉิงจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายไม่วางตา ทว่าเขาไม่เพียงไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดของศิษย์พี่สาม กระทั่งมือที่กำลังสะบัดพู่กันว่องไวดุจเหินบินนั่นก็ไม่ได้ชะงักงันแม้สักนิดเพราะเรื่องนี้

จงรั่วฉิงทนไม่ไหวในที่สุด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหา

ฉุนเจี๋ยกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ โต๊ะก็ถูกคนตบดังปัง เขาสะดุ้งโหยง ทั้งร่างเกือบลอยออกไปรอมร่อ เมื่อเงยหน้ามองก็พลันปะทะกับใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของจงรั่วฉิง

ฉุนเจี๋ยเปลี่ยนไปทำหน้าวิงวอน “ศิษย์น้องหญิง ข้ากำลังเร่งทำการบ้านอยู่นะ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ละเว้นข้าเถอะ!”

“ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ย ตอบคำถามข้ามาคำถามหนึ่งก่อน” จงรั่วฉิงมองเมินโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเอ่ย “คนที่ศิษย์พี่สามเอ่ยถึงผู้นี้เป็นใครกัน ปกติข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็เดาไม่ออก”

นางใช้น้ำเสียงกระเง้ากระงอด หากแต่ดวงตากลับซ่อนประกายคมกริบ จ้องฉุนเจี๋ยตาไม่กะพริบ ขอเพียงสีหน้าเขามีอะไรผิดแผกไป ต่อให้จะหายวับไปในพริบตาก็เพียงพอให้นางเชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนมีแล้ว

แต่ฉุนเจี๋ยได้ยินดังนั้น นอกจากไม่หลบตาสักนิด ยังเกาศีรษะเอ่ยว่า “แม้ข้าก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไร แต่…น่าจะเป็นอัครมหาเสนาบดีซูกระมัง”

เขาพูดพลางส่งสายตาขอคำยืนยันไปทางศิษย์พี่สาม ขณะที่ศิษย์พี่สามพลันยินดีปรีดาที่ในที่สุดก็มีคนยอมเป็นลูกคู่ให้ พยักหน้าทันใด บอกเป็นนัยว่าคำตอบถูกต้อง

ซูเซี่ยวเฉวียน ขุนนางเก่าสามรัชสมัย หรือก็คือบิดาของซูเหมินจิ่น

จงรั่วฉิงพลันตีหน้าเย็นชา ซักไซ้ว่า “อัครมหาเสนาบดีซูเป็นคนอย่างไรหรือ เจ้ารู้บ้างหรือไม่”

นางไม่เชื่อว่าตอนเขาพูดถึงบิดาบังเกิดเกล้าจะกระทำได้ถึงขั้นไม่มีพิรุธสักนิด

แต่ฉุนเจี๋ยกลับมองนางอย่างฉงนฉงาย “หากข้าจำไม่ผิด อัครมหาเสนาบดีซูมิใช่ว่าที่พ่อสามีของเจ้าหรือ เจ้าก็ไม่รู้เรื่องเขาหรือ”

จงรั่วฉิงผงะอึ้ง รีบแก้ตัว “ข้ากับบ้านสกุลซูไปมาหาสู่ไม่บ่อย…ดังนั้น…ดังนั้นถึงได้อยากถามดูอย่างไรเล่า!”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฉุนเจี๋ยพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ใคร่ครวญไปพลางตอบไปพลาง “แม้แต่สะใภ้ที่ยังไม่เข้าบ้านก็ไม่รู้เรื่องเขาเท่าใด…จากเรื่องนี้เห็นได้ว่าอัครมหาเสนาบดีซูต้องเป็นผู้ที่งานรัดตัว ทั้งยังเข้มงวดกับตนเองยิ่งยวด ศิษย์พี่สาม ข้าพูดถูกหรือไม่”

ศิษย์พี่สามนึกทบทวนแล้วตอบ “นี่ไม่ได้แตกต่างจากความเห็นที่ราชสำนักและหมู่ราษฎรมีต่ออัครมหาเสนาบดีซูเท่าใดนัก”

จงรั่วฉิงพลันฉุกใจว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง…ช้าก่อน นางเป็นคนหลอกถามเขา เพื่อดูท่าทีหลังจากเอ่ยถึงอัครมหาเสนาบดีซูไม่ใช่หรือ เหตุไฉนอยู่ดีๆ จึงสลับกลายเป็นเขามาสืบสถานการณ์ของอัครมหาเสนาบดีซูผ่านตัวนางเสียได้เล่า

พอเป็นดังนี้ จริงที่ว่าเขาตอบคำถามแล้ว แต่คำตอบนั้นนางกลับเป็นคนเสนอให้ จงรั่วฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึก…โมโหนัก! นางไม่ใช่แค่อยากตบโต๊ะอย่างเดียวแล้ว แทบอยากจะคว่ำทั้งโต๊ะทั้งคนให้กระเด็นออกไปทั้งหมดเสียเลย!

ยามนี้เองไม่รู้ผู้ใดตะโกนว่า “ท่านอาจารย์มาแล้ว” บรรดาศิษย์ที่เดิมมุงกันเป็นกลุ่มประหนึ่งรู้วิชาแยกร่างก็ไม่ปาน พริบตาเดียวก็แยกย้ายไปนั่งประจำที่ มิหนำซ้ำแต่ละคนยังมีตำราเรียนเพิ่มมาอยู่ในมือ ตั้งใจอ่านกันอย่างขะมักเขม้น

จงรั่วฉิงไร้หนทาง ทำได้เพียงถลึงตาใส่คนพลางกลับไปนั่งที่

ถึงกระนั้นแม้จะโดนโต้กลับทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีครั้งแล้วครั้งเล่า นางกลับยิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่าฉุนเจี๋ยคือซูเหมินจิ่นไม่ผิดแน่

แค่เพราะคนผู้นี้ไร้ที่ติเกินไป กล่าวได้ว่าไม่เคยเผยพิรุธใดเลยต่อหน้านาง และความไร้ที่ตินี้ก็คือพิรุธประเภทหนึ่ง บ่งชัดว่าเขาเตรียมการมาแต่เนิ่นๆ คิดหาแผนรับมือไว้พร้อมตั้งแต่ก่อนนางลงมือ

จงรั่วฉิงครุ่นคิดตรึกตรอง รู้สึกว่าการง้างปากคนผู้นี้เป็นไปไม่ได้แล้ว และศิษย์พี่ไม่กี่คนรอบตัวเขาแต่ละคนต่างก็ไม่อยู่กับร่องกับรอยมากขึ้นทุกที

ในสมองมีเงาร่างสูงสง่าเรียบง่ายปรากฏขึ้น…จงรั่วฉิงกลอกนัยน์ตาคราหนึ่ง แววตากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ชายหนุ่มที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยปริศนาผู้นั้น บัดนี้อาจเป็นใบเบิกทางที่ดีที่สุด

 

รุ่งสางวันนี้อวิ๋นฉานเพิ่งเดินออกจากห้องก็ได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหว

สตรีผู้หนึ่งเอ่ยทักด้วยเสียงกระจ่างใส “คุณชายอวิ๋น ท่านตื่นแล้วหรือ”

อวิ๋นฉานโสตประสาทเฉียบไวหาใดเปรียบ ผ่านหูไม่ลืมเลือน เพียงฟังก็รู้ว่านี่เป็นสาวใช้ติดตามของศิษย์น้องเล็กผู้นั้น ในเมื่อสาวใช้อยู่นี่ เช่นนั้นตัวเจ้านาย…

ไม่ผิดจากที่คาด ไม่ทันไรเสียงของจงรั่วฉิงก็ดังขึ้น “คุณชาย คุณชาย วันนี้วันหยุดเรียน ข้ากับซือฉินเตรียมอาหารเช้าให้ท่านแล้ว! โจ๊กธัญพืชใส่ลำไยกับซาลาเปาเนื้อแดดเดียว เป็นอย่างไร ได้กลิ่นหอมแล้วกระมัง”

เสียงจานชามวางกระทบโต๊ะดังกังวานขึ้นสองสามเสียง จากนั้นเสียงซือฉินก็ดังขึ้นจากอีกฟาก “คุณชายอวิ๋น ของสำหรับล้างหน้าล้างตาข้าเตรียมให้ท่านเรียบร้อย มาทางนี้เจ้าค่ะ มาทางนี้”

ด้วยเหตุนี้อวิ๋นฉานซึ่งยังไม่ทันทำความเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ก็ถูกลากไปล้างหน้าบ้วนปาก และในอีกครึ่งก้านธูปถัดมาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะหินซึ่งวางอาหารเช้าไว้เต็มร่วมกับจงรั่วฉิง

“กินโจ๊กก่อนหรือกินซาลาเปาก่อนดี?” จงรั่วฉิงนั่งตรงข้ามเขาด้วยรอยยิ้มระรื่น ท่าทางคุ้นเคยสนิทสนมนี้แทบทำให้อวิ๋นฉานสงสัยว่าความทรงจำของตนขาดหายไปช่วงหนึ่งหรือไม่

เขามิได้ขยับตะเกียบ เพียงพูดว่า “ไม่มีธุระย่อมไม่มาหาถึงที่ เจ้ามาทำอะไร”

จงรั่วฉิงเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย “ไฉนจึงคิดถึงผู้อื่นในทางร้ายเพียงนั้น ข้าแค่อยากมาเล่นกับท่านเอง” นางหยุดไปเล็กน้อย กดเสียงให้ต่ำลงอีกหน่อยแล้วเอ่ยต่อ “ข้ารู้ดี แม้ท่านพักที่นี่ตามลำพัง แต่ก็รับรู้เรื่องราวในสำนักศึกษาทุกอย่าง ดังนั้นข้าไม่ปิดบังอะไรท่านอีกแล้ว ความจริงที่ข้าเข้ามาในสำนักศึกษาก็เพื่อมาหาว่าที่สามีข้า”

อวิ๋นฉานเลิกคิ้ว “ฉุนเจี๋ย?”

“ถูกต้อง” จงรั่วฉิงตอบตามจริง “เขาหน้าตาเหมือนว่าที่สามีซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วของข้าไม่มีผิดเพี้ยน ตั้งแต่แรกเห็นข้าแทบมั่นใจได้เลยว่าคือเขา จึงได้มาสืบความเป็นมาของเขาจากท่าน…”

“ไม่มีสิ่งใดที่บอกกล่าวได้”

“ข้ายังพูดไม่จบเลย วันนี้ข้าหาได้มาสืบข่าวจากท่านเสียหน่อย” จงรั่วฉิงหมดคำพูด จากนั้นก็ถอนใจเบาๆ อีกคราหนึ่ง เอ่ยเสียงค่อยลง “แท้จริงข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเขาไม่ใช่ว่าที่สามีข้า คนตายมิอาจฟื้น ข้าเพียงไม่อยากยอมรับความจริงนี้เท่านั้น…”

จงรั่วฉิงสะอึกสะอื้นแผ่วเบาคราหนึ่ง ขณะที่ดวงตาก็กลอกไปมา สังเกตสีหน้าอวิ๋นฉานอย่างละเอียด

อวิ๋นฉานมิได้เอ่ยอะไรทั้งนั้น แต่เห็นชัดว่าสีหน้าไม่มีแววดุดันอย่างเมื่อครู่ถึงเพียงนั้น

“เหตุใดจึงไม่กลับไป” เขาถาม

จงรั่วฉิงกับซือฉินสบตากันวูบหนึ่ง แล้วสะอื้นเอ่ย “ข้าเคยอยากกลับไป ทว่าก็รู้สึกไม่มีหน้าไปพบผู้คน ยามนี้ในเมืองลั่วหยางมีเสียงโจษขานกันทั่ว บอกว่าข้าสติฟั่นเฟือน มีชะตาพิฆาตสามีโดยกำเนิด เทียบกันแล้ว ข้ายอมอยู่ที่นี่จะดีกว่า”

อวิ๋นฉานไม่เอ่ยอะไรอีก

“ถึงข้าไม่รู้เหตุผลที่ท่านมาพำนักตามลำพังอยู่ที่นี่ กระนั้นก็รู้สึกเข้าอกเข้าใจ” จงรั่วฉิงปรับน้ำเสียงให้น่าเวทนายิ่งกว่าเก่าเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “ข้าอยู่ที่นี่ไม่คุ้นเคยกับผู้ใด กลับมีความรู้สึกคุ้นเคยกับคุณชายอย่างยิ่ง ตรึกตรองดูคงเพราะต่างเป็นผู้ประสบชะตากรรมรันทดดุจเดียวกันกระมัง…”

อวิ๋นฉานได้ยินวาจานี้ก็พลันตะลึง หันหน้าไปมองนาง สีหน้าท่าทางติดจะเหม่อลอย จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ยปาก “แท้จริงข้ากับเจ้าไม่เหมือนกัน”

เห็นอีกฝ่ายติดเบ็ดแล้ว จงรั่วฉิงตาเป็นประกายรีบพูด “มีอันใดไม่เหมือน”

“สถานที่ที่ข้าเติบโตมาตั้งแต่เยาว์ ไม่เพียงมีพยัคฆ์สุนัขป่า ยังมีพวกเขี้ยวลากดินที่ไม่ต่างจากพยัคฆ์สุนัขป่าอยู่ด้วย” อวิ๋นฉานเอ่ยเนิบช้า “ดังนั้น…”

จงรั่วฉิงโน้มกายไปข้างหน้า “ดังนั้นอะไร”

กลับเห็นอวิ๋นฉานหยักมุมปากน้อยๆ พลันยกยิ้ม “ดังนั้น…ลูกไม้ตื้นๆ จึงไม่มีผลกับข้า”

“…” จงรั่วฉิงอึ้งไป เข้าใจในบัดดลว่าลูกไม้ของตนถูกมองทะลุปรุโปร่ง สีหน้าเปี่ยมแววตกที่นั่งลำบาก

อวิ๋นฉานกลับไปมีสีหน้าเย็นชา “เชิญกลับ ไม่ส่ง”

ขาดคำไม่รอให้จงรั่วฉิงยับยั้ง อวิ๋นฉานก็สะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นจากไป

จงรั่วฉิงกระทืบเท้าอย่างแค้นใจอยู่ที่เดิม สำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้ไฉนแต่ละคนล้วนฉลาดเป็นกรด จัดการฉุนเจี๋ยกับศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสี่ไม่ได้ก็แล้วไป เหตุใดแม้แต่อวิ๋นฉานที่ดูภายนอกปลีกวิเวกจากความขัดแย้งในโลกยังรับมือยากเพียงนี้

ซือฉินเดินฮึดฮัดเข้ามา เอ่ยเสียงค่อย “คุณหนู คุณชายอวิ๋นผู้นี้เห็นทีจะไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน* มิเช่นนั้นพวกเราค่อยคิดหาวิธีอื่นกันดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่” จงรั่วฉิงจ้องผ้าม่านที่สะบัดไปมาตามสายลม เอ่ยอย่างขุ่นแค้น “คนผู้นี้ข้าจะกัดไม่ปล่อยให้ถึงตายกันไปข้างให้ได้!”

 

เมื่อจงรั่วฉิงกล่าวว่าจะกัดไม่ปล่อยให้ถึงที่สุด นางก็เริ่มดำเนินการตามแผนอย่างเต็มกำลังจริงๆ มาตรว่ายังกัดไม่ตายก็จะกัดต่อให้ตายตกกันไปข้างหนึ่ง

รายละเอียดของแผนการกล่าวโดยสรุปในประโยคเดียวก็คือ ‘ตามตื๊อไม่เลิก’ สี่คำนี้

นางม้วนแขนเสื้อ งัดท่วงท่าตอนเริ่มไล่ตามดักฉุนเจี๋ยในช่วงแรกสุดออกมา ทุกวันเวลาที่ไม่อยู่ที่สำนักศึกษาเป็นต้องปรากฏตัวที่เรือนทักษิณ อ้างคำพูดสวยหรูว่า ‘ตกแต่งบ้านใหม่’ ทั้งยังป่าวประกาศด้วยว่าก่อนจัดการทุกอย่างพร้อมสรรพห้ามผู้ใดมาดู

อวิ๋นฉานอาศัยอยู่ที่เรือนทักษิณเดิมก็เป็นความลับ ย่อมไม่ต้องการให้เรื่องราวบานปลาย เมื่อเป็นดังนี้นางเองก็พร้อมจะต่อสู้กับเขาในสงครามระยะยาว!

ด้วยเหตุนี้ไม่นานอวิ๋นฉานก็พบว่าด้านหลังตนเองมีหางติดสอยห้อยตามมาหางหนึ่งตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้

หางนี้ทุกสามวันห้าวันจะต้องมาปรากฏตัวในเรือนทักษิณโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น บ้างมาเท้าโต๊ะทำการบ้าน บ้างมาเล่นสนุกกันเองกับซือฉิน เมื่อเห็นตนแล้วยังโบกมือทักทายอย่างไม่พะว้าพะวัง ไม่มีความสำนึกรู้ตัวของการเป็นผู้บุกรุกสักกระผีก

ทีแรกอวิ๋นฉานยังใช้วิธีเอ่ยเตือนปากเปล่า บอกย้ำเตือนอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้งว่าตนไม่มีเรื่องราวอะไรของฉุนเจี๋ยที่บอกเล่าได้

ทว่าผลที่ได้กลับน้อยนิดยิ่ง ไม่สิ กล่าวให้ถูกต้องคือไม่มีประโยชน์ใดเลยสักเสี้ยว

ถัดจากนั้นเขาจึงทำป้ายอีกแผ่นปักไว้กลางลานเสียเลย เขียนตัวโตว่า ‘ไม่อาจบอกเล่า’ สี่คำ ตนเองจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำลายอีก

ทว่าบางคนยังคงไม่มีความสำนึกจะล่าถอยสักนิด ยังคงทำตัวเป็นนกเขายึดรังสาลิกาเบิกบานเพลิดเพลินใจ

สุดท้ายอวิ๋นฉานจำต้องใช้วิธีอย่างการมองข้ามโดยสมบูรณ์ ถือว่าจงรั่วฉิงและซือฉินที่ปรากฏตัวเป็นครั้งคราวเป็นอากาศธาตุ ทุกวันง่วนแต่เรื่องของตน

จงรั่วฉิงค้นพบว่าชีวิตของคนผู้นี้น่าเบื่ออย่างยิ่ง

ทุกวันนอกจากกินนอนและทำกิจกรรมจำเป็นทั่วไป เขาแทบประหนึ่งรูปปั้นสลัก หมดอาลัยตายอยาก ปราศจากชีวิตชีวา หากไม่นั่งเหม่อลอยที่ลานก็ยืนใจลอยที่หน้าต่าง กินเวลานานหนึ่งถึงสองชั่วยาม ไม่ปริปากและไม่ขยับเขยื้อนเท่าไร

บางคราวจงรั่วฉิงอยากเดินเข้าไปหาอย่างยิ่ง ตบเขาสักที ดูว่าเขาไม่ทันระวังดวงจิตหลุดออกจากร่างไปแล้วหรือไม่

มีครั้งหนึ่งนางทนไม่ไหวกระทำเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ

ท่าทีตอบสนองของอวิ๋นฉานรวดเร็วกว่าที่นางคาดมากนัก ชั่วพริบตาที่ยื่นมือไป อีกฝ่ายก็หมุนตัวกลับมาอย่างว่องไว คว้าหมับที่ข้อมือนาง

การคว้าจับครั้งนี้ใช้เรี่ยวแรงมหาศาลอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อแตะบนข้อมือกลับให้ความรู้สึกแผ่วเบาล่องลอยชนิดหนึ่ง จงรั่วฉิงยกมือด้วยสัญชาตญาณ กลับหลุดจากพันธนาการได้อย่างง่ายดายหาใดเปรียบ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเห็นอวิ๋นฉานก้าวถอยร่นติดๆ กันไปถึงหน้าต่าง ถึงกับถูกแรงของสตรีคนเดียวอย่างนางผลักจนหมดสิ้นกำลังต่อกร

จงรั่วฉิงเบิกตาโต มองมือตนเอง แล้วมองอวิ๋นฉานที่พิงร่างครึ่งหนึ่งกับหน้าต่าง เขาในยามนี้จอนผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย กำลังก้มหน้าหอบหายใจถี่รัว ใบหน้าที่เย็นชาอยู่เสมอกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อละเอียด ส่อเค้าความทุลักทุเลจากการข่มกลั้นอยู่หลายส่วน

จงรั่วฉิงเอ่ยขึ้นช้าๆ “ทะ…ท่านเป็นอะไรไป”

ระหว่างการพบกันก่อนหน้านี้นางสังเกตเห็นแล้วว่าร่างกายของอวิ๋นฉานเกินกว่าครึ่งน่าจะอ่อนแออยู่บ้าง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะอ่อนแอถึงขั้นไม่อาจตอบโต้สตรีผู้หนึ่งได้

“เจ้าไม่ต้องยุ่ง…” อวิ๋นฉานยันกรอบหน้าต่างยืดตัวขึ้น ต่อให้ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ น้ำเสียงกลับยังแข็งกระด้าง เขาพยายามเดินผ่านข้างกายจงรั่วฉิง แต่แล้วจู่ๆ ร่างก็โงนเงน ทั้งร่างล้มคะมำลงไปที่พื้น

จงรั่วฉิงรีบเข้าไปพยุงเขา พร้อมกันนั้นก็ร้องเรียกซือฉินที่อยู่ตรงประตู สองคนช่วยประคองเขาไปที่ห้องนอน

 

สตรีสองคนประคองบุรุษร่างสูงใหญ่คนหนึ่งหาใช่เรื่องง่ายดาย ในที่สุดเมื่อประคองชายหนุ่มมาถึงข้างเตียงด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัสแล้ว จงรั่วฉิงจึงให้ซือฉินไปยกน้ำชาที่ห้องครัวมาให้ คล้อยหลังซือฉินไปเพียงครู่เดียว ผ้าโปร่งสีขาวที่ปิดดวงตาของชายหนุ่มอยู่เสมอก็ไม่สามารถทนรับแรงกระเทือนจากการเคลื่อนย้ายได้อีกจึงร่วงตกลงบนพื้น

เมื่อจงรั่วฉิงหันหน้าไปจึงมองเห็นเสี้ยวหน้าด้านที่ใกล้เพียงเอื้อมของอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว

อวิ๋นฉานผมสยายยุ่งตกลงมา ขนตายาวชี้ลงต่ำ ทั้งยังสั่นน้อยๆ ตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย มองเห็นสองนัยน์เนตรที่ดวงตาข้างซ้ายได้รางๆ และสันจมูกสูงโด่งทอดยาวเป็นเส้นโค้งอันอ่อนโยนละมุนละไม ทั้งหมดนี้สะท้อนเข้าสู่คลองจักษุของนางทั้งหมด

ชั่วพริบตานี้จงรั่วฉิงรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ประหนึ่งเป็นแจกันบุปผาเครื่องเคลือบสีครามล้ำค่าจนมิอาจประเมินใบหนึ่ง ต่อให้ร่วงตกลงมาโดยไม่ระวัง แตกสลายและแหว่งวิ่น ก็ยังให้ความรู้สึกงดงามและน่าทึ่งอย่างหนึ่ง

ครั้งก่อนมองเห็นใบหน้าอวิ๋นฉานได้รำไรเพียงครั้งเดียว ประกอบกับอยู่ห่างออกไป นางจึงไม่เคยสังเกตโดยละเอียดมาก่อน ยามนี้เมื่อได้เห็นชัดเจนในระยะใกล้เพียงนี้ จงรั่วฉิงพลันรู้สึกละสายตาไม่ได้ชั่วขณะ

นึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าคนผู้นี้กลับมีรูปโฉมงดงามปานนี้ ต่อให้ใช้คำพรรณนาอย่าง ‘ล่มบ้านล่มเมือง’ ‘ทำให้ผู้คนทั่วหล้าหลงใหลคลั่งไคล้’ ก็ไร้ข้อกังขาว่าพูดเกินไป

จงรั่วฉิงตะลึงงันอยู่เช่นนี้เนิ่นนาน จวบจนซือฉินที่ไปยกชาร้อนที่ห้องครัววกกลับมา นางจึงค่อยหลุดจากภวังค์ รีบหยิบผ้าโปร่งสีขาวขึ้นมาผูกให้เขา ทว่าตอนปลายนิ้วแตะโดนหน้าผากของอีกฝ่ายกลับพบว่าสิ่งที่สัมผัสมือนางกลับเป็นความร้อนลวก

จงรั่วฉิงมึนงงโดยสมบูรณ์ “นี่ข้าผลักคนจนไข้ขึ้นเลยเชียวหรือ”

ซือฉินก้าวขึ้นหน้ามาอังหน้าผากของเขาด้วย แล้วบ่นงึมงำ “บ่าวก็ว่ายามปกติไม่เห็นเขาอ่อนแอถึงเพียงนี้ คาดว่าคงป่วยแล้ว แต่คนผู้นี้นิสัยดื้อรั้นเกินไป ถึงขั้นนี้ยังไม่พูดสักคำ ซ้ำยังวางท่าอยู่ทั้งวันอีก…” เพิ่งสิ้นเสียงพูดก็เหลือบเห็นจงรั่วฉิงขึงตาใส่ตนเองอยู่ ซือฉินจึงแลบลิ้นเอ่ย “บ่าวไปตักน้ำเย็นอ่างหนึ่งมาให้เขาประคบหน้านะเจ้าคะ” พูดจบก็วิ่งจากไป

หลังคนที่พูดงึมงำจากไป ในห้องพลันจมสู่ความเงียบสงัดไร้สรรพเสียง

จงรั่วฉิงเหน็บชายผ้าห่มให้อวิ๋นฉาน สายตาอดเลื่อนไปมองใบหน้าเขาไม่ได้ ต่อให้มีผ้าโปร่งสีขาวปกปิดใบหน้า ความหล่อเหลางามสง่าที่เห็นเพียงแวบเดียวเมื่อครู่กลับประทับตราตรึงในสมอง

ดวงหน้าที่งามเลิศล่มเมืองและดวงตาสองนัยน์เนตรที่ไม่ธรรมดาสามัญนั้น อวิ๋นฉานผู้นี้ที่แท้เป็นใครกันแน่

สำหรับฐานะของอวิ๋นฉาน จงรั่วฉิงรู้สึกกังขาอยู่ตั้งแต่ต้น เหตุผลที่นางตามตื๊ออีกฝ่ายไม่เลิก นอกจากอยากสืบข่าวของซูเหมินจิ่นให้มากขึ้น ยังมีเหตุผลข้อนี้อยู่อีกชั้นหนึ่ง

เพียงแต่ ณ เวลานี้ความฉงนสนเท่ห์ในใจนางดั่งถูกราดด้วยน้ำมัน พลันลุกโหมเป็นกองเพลิงอันโชติช่วง

นางไม่มีความเคลือบแคลงอีก ทั้งยังแทบมั่นใจได้เลยว่าอวิ๋นฉานผู้นี้มิใช่คนต่ำต้อยไร้ปณิธานหรือปุถุชนอย่างแน่นอน

ในสมองของจงรั่วฉิงยุ่งเหยิงอยู่บ้าง ดั่งมีเส้นสายเบาะแสนับไม่ถ้วนพันผูกเข้าด้วยกันจนไม่อาจสะสางจัดระเบียบความคิด นางนั่งอยู่ที่หัวเตียงเช่นนี้ นิ่งมองคนบนเตียง ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็คล้ายคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

ในตอนนี้เองเสียงร้อนใจของซือฉินแว่วมาจากด้านนอก “คุณหนู คุณหนู ศิษย์พี่มาเจ้าค่ะ!”

“ศิษย์พี่คนใด” จงรั่วฉิงลุกขึ้นโพล่งถามออกไป อย่างไรสำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้หลับตาจับคนมาสักคนล้วนนับได้ว่าเป็นศิษย์พี่นางทั้งสิ้น

ซือฉินยกอ่างน้ำเข้าประตูมาแล้ว แต่ด้วยฝีเท้าลนลาน น้ำหนึ่งอ่างจึงถูกนางทำหกมาตลอดทางจนหายไปแล้วครึ่งอ่าง พลอยทำให้พื้นข้างเท้าเปียกแฉะไปหมด

นางไม่ทันเอ่ยปาก คนด้านหลังก็เดินตามมาติดๆ เงาร่างปรากฏให้เห็นเกินครึ่งตัว เป็นฉุนเจี๋ยที่มีสีหน้าตกตะลึง รวมถึงฉุนจิ้งผู้ซึ่งตามติดเขาทุกฝีก้าวอยู่ตลอด

ด้วยเหตุนี้ดวงตาสี่คู่พลันสบประสานกันอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ ทั้งยังก่อให้เกิดความเงียบงันอันแปลกประหลาดและยาวนานระลอกหนึ่ง…

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมกราคม 2569)

 

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: