X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักลำนำฝูหรงเคียงกระเรียน

ทดลองอ่าน ลำนำฝูหรงเคียงกระเรียน บทที่ 17.4

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 17.4 ตกปลาตามลำพังท่ามกลางสายลมและหิมะ

ยามเฉินผ่านไปแล้ว หยางหวั่นเดินออกมาจากด้านหลังประตูอุทยานกล้วยเพียงคนเดียว

คนของกองงานพิธีการกำลังเตรียมรับคน แต่กลับไม่เห็นหนิงเฟย จึงรู้สึกประหลาดใจ

เจียงหมิ่นบอกว่า “เงียบเสียงให้หมด” พูดจบก็เดินไปหาหยางหวั่นแล้วถามขึ้น “เหตุใดเจ้าถึงออกมาเพียงคนเดียว”

หยางหวั่นหันไปกล่าวกับนางกำนัลที่หน้าประตู “ปิดประตูเถิด”

เจียงหมิ่นมองตามสายตาของหยางหวั่นไป จากนั้นก็เห็นประตูปิดลง

กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยออกมาและพุ่งไปที่ใบหน้าของทุกคน บรรยากาศเย็นยะเยือกจนทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บ

“พระชายาไม่ทรงยอมออกจากอุทยานหรือ”

“อืม”

“เพราะเหตุใด”

หยางหวั่นไม่ได้ตอบนางในทันที

เจียงหมิ่นบอก “ข้าไม่ถามก็ได้ แต่พวกเราย่อมต้องทูลไทเฮา”

หยางหวั่นหันกายไปไอหลายที กดหน้าอกปรับลมหายใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวกับเจียงหมิ่น “ข้าจะไปทูลไทเฮาด้วยตนเอง”

เจียงหมิ่นมองนางพลางเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่ง่ายเพียงนั้น เจ้าจะทูลเช่นไร”

หยางหวั่นเอามือพันสายรัดเอวเล่นโดยไม่รู้ตัว พูดเบาๆ ว่า “หัวหน้าเจียง มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่แน่ใจว่าจะคาดเดาได้ถูกต้อง ท่านยินดีจะช่วยข้าคิดหรือไม่”

เจียงหมิ่นมองนิ้วมือของหยางหวั่น

“ในใจเจ้ามีความกังวลหรือ”

“ใช่”

“มีความกังวลก็อย่าทำ”

หยางหวั่นยิ้ม “ท่านก็ทราบ ข้าไม่ใช่คนละเอียดรอบคอบ”

“ก็จริง” เจียงหมิ่นก็หัวเราะออกมา “เช่นนั้นเจ้าก็พูดมาเถิด”

หยางหวั่นเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว พอเดินมาถึงใต้กำแพงตำหนักแล้วก็บอกว่า “ข้าอยากพาพระชายาออกจากวัง แต่ถึงอย่างไรพระชายาก็เป็นพระชายา ข้าเองก็หวาดกลัว ก้าวนี้พอเดินออกไป เมื่อไทเฮารู้เข้าอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้”

เจียงหมิ่นฟังจบก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นก็บอกว่า “เช่นนั้นเจ้าก็อย่าเดิน มอบหมากตัวนี้ให้ข้า”

“หัวหน้าเจียง…”

เจียงหมิ่นยกมือแสดงท่าทีให้นางอย่าเพิ่งพูดแล้วกล่าวต่อไปด้วยเสียงเรียบ “เจ้าสามารถใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมาก็ฉลาดมากแล้ว ราชวงศ์หมิงก่อตั้งบ้านเมืองมาหกสิบกว่าปี แม้ในทางเปิดเผยจะไม่เคยมีสนมชายาคนใดเดินออกไปจากวังหลวงอย่างมีชีวิต แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ว่าสนมชายาทุกคนจะสิ้นพระชนม์อยู่ในวัง ไทเฮาไม่ทรงต้องการให้หนิงเฟยได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ แต่เพราะคำนึงถึงฝ่าบาทจึงไม่กล้าประหารชีวิต กล่าวไปแล้วสำหรับไทเฮา ทางที่ดีที่สุดคือกักขังหนิงเฟยไปตลอดชีวิต แต่สุดท้ายฝ่าบาทก็ต้องทรงเติบโต ขอเพียงหนิงเฟยยินดีรับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ สุดท้ายไทเฮาย่อมไม่อาจขัดขวางฝ่าบาทได้”

หยางหวั่นพยักหน้า “ข้ากับท่านคิดไม่ต่างกัน ดังนั้นข้าจึงคิดจะลองดู”

เจียงหมิ่นส่ายหน้า “เจ้าจะพาหนิงเฟยออกจากวัง ความจริงแล้วเป็นเรื่องดี แต่ฐานะของเจ้าไม่เหมาะสม”

หยางหวั่นรับคำ “เจ้าค่ะ ข้าทราบ”

“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงบอกให้เจ้ามอบหมากตัวนี้ให้ข้า หากเจ้าไปทูลขอเรื่องนี้เอง ไทเฮาจะทรงเห็นว่ามีเจตนาไม่ซื่อ แต่ถ้าข้าไปทูลย่อมมองได้ว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้พระองค์ สิ่งที่เจ้าสมควรทำคือใคร่ครวญให้ดีว่าจะโน้มน้าวฝ่าบาทเช่นไร หากฝ่าบาทจะไม่ได้พบพระมารดาของตนอีก”

“เจ้าค่ะ”

เจียงหมิ่นพูดจบแล้วทอดถอนใจอย่างห้ามไม่อยู่

“เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้…ฝ่าบาทก็น่าสงสารจริงๆ”

หยางหวั่นบอกว่า “แต่ไหนแต่ไรท่านไม่เคยกล่าวคำพูดเช่นนี้”

เจียงหมิ่นฟังคำพูดนี้แล้วก็เพียงส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยตอบ

หยางหวั่นซักไซ้ “ก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยทำเรื่องที่เกินหน้าที่ของตน”

“ข้า…” เจียงหมิ่นยิ้ม น้ำเสียงของนางแฝงอาการทอดถอนใจ “หยางหวั่น เป็นคนเย็นชาก็เพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดต่อหน้าผู้อื่น ทำให้สตรีทั้งกองของข้าต้องพลอยเดือดร้อน แต่ข้าหาใช่คนแล้งน้ำใจอย่างแท้จริง” นางพูดพลางหันกายมองไปที่หยางหวั่น “เมื่อก่อนข้าเอาแต่เตือนเจ้าว่าอย่าเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ในราชสำนัก เจ้าไม่เชื่อฟังคำพูดของข้า สุดท้ายยังคงเดินเข้าไปในตำหนักเฉิงเฉียน ภายหลังข้าก็ขัดขวางอวิ๋นชิงตลอด ไม่ให้นางใกล้ชิดกับเจ้ามากนัก ข้าเข้าใจว่านางอยู่ห่างจากเจ้าแล้วก็จะอยู่ห่างจากความผิดถูก แต่กระทั่งเฉินฮว่ายังพูดกับข้าว่าหากไม่ใช่เจ้า เวลานี้อวิ๋นชิงก็คงเป็นเหมือนหลี่อวี๋ ต้องไปนอนอยู่ใต้ดิน ในตอนนั้นข้าจึงได้รู้ว่าสุดท้ายคนที่ช่วยอวิ๋นชิงไว้คือเจ้า หยางหวั่น ข้าใช้ชีวิตอยู่ในวังมาหลายสิบปีแล้ว จนบัดนี้ข้ายังคงไม่รู้สึกว่าข้าทำอะไรผิด แต่…มาถึงวันนี้ข้าไม่อาจตำหนิวิพากษ์วิจารณ์อะไรเจ้าได้อีก ข้าถึงกับอยากลองเดินไปในเส้นทางที่เจ้าเดินดูบ้าง”

“ขอบคุณท่านยิ่ง”

หยางหวั่นพูดจบก็ยื่นมือไปคล้องแขนเจียงหมิ่น ก้มหน้ามองแผ่นหินสีเขียวอมดำบนพื้นถนน เดินกลับไปช้าๆ ด้วยกัน

กลิ่นดอกเหมยค่อยๆ โชยไปตามถนนในวัง ลมพัดเสื้อผ้าของทั้งสองคนสะบัดไปมา เส้นผมข้างหูปลิวไสว

หยางหวั่นเงยหน้าปะทะลม “ข้าจำได้ เมื่อก่อนท่านเคยบอกข้าว่าตอนท่านเข้าวังเคยได้รับการปกป้องจากสำนักกิจการฝ่ายใน ด้วยเหตุนี้ภายหลังท่านจึงหวังว่าจะสามารถเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเหล่าสตรีในวัง หัวหน้าเจียง ข้าคิดว่าการปกป้องคุ้มครองของสำนักกิจการฝ่ายในเป็นภาพลวงตา แต่ที่กองงานพิธีการมอบให้ทุกคนกลับเป็นที่พักพิงที่สงบมั่นคง ส่วนข้าผู้นี้…” นางพูดพลางหัวเราะเยาะหยันตนเอง “เป็นพวกแปลกแยกของราชสำนักฝ่ายใน ไม่อาจนำความสงบสุขมาสู่คนส่วนใหญ่ได้ ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องจากไป”

เจียงหมิ่นหยุดฝีเท้า “เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้ ถ้าเจ้าสามารถออกจากวังอย่างปลอดภัยได้ ข้าก็จะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้า เพียงแต่พอเจ้าออกไปแล้วจะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร จวนสกุลหยาง…ยังจะรับเจ้าไว้หรือไม่”

หยางหวั่นส่ายหน้าพลางบอกว่า “ข้าจะไม่กลับจวนสกุลหยาง ข้าจะไปอยู่กับอวิ๋นชิง อาศัยวิชาความรู้ที่ท่านสอนพวกเราใช้ชีวิตด้วยตนเอง”

“ข้าสอนอะไรให้พวกเจ้าหรือ”

“อ่านหนังสือเขียนหนังสือ”

เจียงหมิ่นถอนหายใจ “เรื่องนี้กล่าวไปแล้วสำหรับสตรีก็ไม่นับว่าเป็นอะไร”

“ไม่ใช่เช่นนั้น สิ่งที่ท่านสอนเหล่าสตรีเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า” หยางหวั่นเผยรอยยิ้มสดใส “เมื่อเล่าเรียนหนังสือแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องฟังคนอื่นบอกเรา ควรปฏิบัติตามหลักการใด พวกเราเลือกเองได้ แม้การทำเช่นนี้อาจเหน็ดเหนื่อย แต่พวกเราก็จะไม่อยู่บนโลกนี้อย่างรู้สึกดูถูกตนเองน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองแน่นอน ท่านก็คือคนเช่นนี้ ท่านเองก็หวังให้พวกเราเป็นสตรีเช่นท่านกระมัง”

หยางหวั่นบอกว่าพวกเราจะไม่อยู่บนโลกนี้อย่างรู้สึกดูถูกตนเองน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองแน่นอน

คำพูดประโยคนี้สะกิดส่วนลึกในใจของเจียงหมิ่นอย่างประหลาด

นางมีชีวิตอยู่มาสี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยพึ่งพาบุรุษคนใด และไม่ยินยอมจะเป็นคนนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนของขันทีผู้มีอำนาจคนใด นางดูแลกองงานพิธีการอย่างรอบคอบระมัดระวัง สอนเหล่านางข้าหลวงให้เล่าเรียนเขียนอ่าน ให้พวกนางยืดแผ่นหลังขึ้น ไม่เหยียบย่ำทำลายตนเองเพื่อเงินและอาหาร นางรู้สึกอยู่เสมอว่าแม้นางจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าสนมชายาในวัง เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดถึงความมั่นใจของตนเองว่าที่แท้คืออะไร แต่ตอนนี้พออยู่ต่อหน้าหยางหวั่น นางกลับกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที

เมื่อเล่าเรียนหนังสือแล้วก็สามารถเลือกเส้นทางเองและเดินได้ด้วยตนเอง

แม้ว่าชีวิตจะเหมือนกับการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในฐานะนักเดินทางก็เบิกบานใจและมีความสุขอย่างยิ่ง

“ใช่” เจียงหมิ่นตอบรับอย่างจริงจัง หันไปยิ้มและพยักหน้าให้หยางหวั่น พอพูดจบก็เอ่ยถามเสียงกังวาน “ ‘บ้านเกิดเมืองนอนทั่วทุกแห่งเต็มไปด้วยหญ้าเหี่ยวเฉา พวกเราต้องแยกจากกันแล้ว นี่ทำให้คนเศร้าเสียใจเพียงใด’ เนื้อความนี้มาจากไหน”

“บทกวี ‘ส่งหลี่ตวน’ ของหลูหลุนในสมัยราชวงศ์ถัง”

“เนื้อความหลังว่าอย่างไร”

“ ‘เจ้าออกเดินทางไปไกลนอกเมฆอันเหน็บหนาว ส่งเจ้ากลับมาพบหิมะปลิวปรายช่วงพลบค่ำพอดี’ ”

เจียงหมิ่นผงกศีรษะอย่างชมเชย “ฉลาดยิ่ง”

“เป็นท่านที่สอนข้า”

เจียงหมิ่นส่ายหน้า “รู้จักกันมาหลายปี ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ เพียงส่งเจ้าด้วยบทกวีนี้ หวังว่าเมื่อหิมะปลิวปรายช่วงพลบค่ำจะได้กลับไป ตลอดเส้นทางหิมะเงียบสงบ การเดินทางราบรื่นปลอดภัย”

 

เดือนหนึ่ง รัชศกจิ้งเหอปีที่หนึ่ง หลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่กลับจากส่งพระศพ กรมพิธีการก็ทูลเสนอให้เปลี่ยนรัชศก องค์ชายอี้หลางเลือกชื่อสุดท้ายจากสามชื่อ ได้แก่ ‘ชางวั่น จิ่งอี๋ และจิ้งเหอ’ พร้อมกันนั้นก็ให้เลื่อนพิธีราชาภิเษกออกไป และพำนักอยู่ที่เรือนปีกข้างของตำหนักหยั่งซิน ยังคงสวมชุดสีขาวไว้ทุกข์ให้อดีตฮ่องเต้

ฤดูใบไม้ผลิแรกหลังจากเปลี่ยนรัชศก ในที่สุดภัยจากหิมะตกหนักทางเหนือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งฤดูหนาวก็ค่อยๆ สงบลง

ในตำหนักหยั่งซิน หยางหวั่นยอบกายอยู่หน้าคันฉ่องช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้องค์ชายอี้หลาง องค์ชายอี้หลางแตะถูกมือของหยางหวั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ในตำหนักจะเผาถ่านไฟจนอบอุ่นยิ่ง แต่มือของหยางหวั่นกลับเย็นเฉียบ

“ท่านน้า”

“หืม?”

“ท่านไปพักผ่อนเถิด”

หยางหวั่นเงยหน้าขึ้น “ให้บ่าวช่วยสวมฉลองพระองค์ให้ฝ่าบาทอีกสักครั้งเถิด”

องค์ชายอี้หลางไม่ได้รับคำ ยื่นมือไปประคองนางขึ้นมาจากพื้น “เสด็จแม่ไม่ยอมพบเรา ท่านเองก็เริ่มไม่ค่อยพูดจากับเราแล้ว”

เขาพูดจบก็จับจูงมือนางเดินไปด้านหลังกรอบช่องประตูสลักลาย

“ฝ่าบาทเพิ่งสวมฉลองพระองค์ได้ครึ่งเดียว…”

“เราไม่หนาวแม้แต่น้อย”

เขาพูดจบก็จูงหยางหวั่นเข้าไปในห้องด้านข้าง บ่าวรับใช้ในวังยืนอยู่หน้าฉากกั้นไม่กล้าเดินตาม ได้แต่ยืนรีรออยู่ตรงนั้น

“ออกไปให้หมด”

“เพคะ”

เสียงฝีเท้าหลังฉากกั้นดังห่างออกไป องค์ชายอี้หลางปล่อยมือหยางหวั่น เดินไปนั่งหลังโต๊ะหนังสือ สายรัดเอวหนังสัตว์ที่ไม่ได้คาดให้ดีก็หลุดลงมาที่พื้นและถูกลากไปตามทาง

หยางหวั่นกำลังจะยอบกายลงไปเก็บ แต่กลับได้ยินองค์ชายอี้หลางพูดขึ้น “ท่านห้ามเก็บ ประเดี๋ยวเราจะเรียกคนเข้ามาปรนนิบัติ”

หยางหวั่นยืนนิ่ง กล่าวกับเขาอย่างอับจนปัญญา “ฝ่าบาทนับวันยิ่งเข้มงวดกับบ่าวแล้ว”

“เพราะเหตุใดท่านต้องบอกว่าเราเข้มงวดด้วย”

“บ่าว…”

“ท่านน้า เรามอบยาให้ท่าน ท่านไม่รับ มอบตำหนักให้ท่าน ท่านไม่อยู่ ท่านยังบอกว่าเราเข้มงวดกับท่านอีกหรือ”

“บ่าว…”

“เพราะเหตุใดท่านต้องไปจากวัง” เขาพลันตัดบทหยางหวั่น ท่าทางสูญเสียการควบคุม น้ำเสียงเจือด้วยเสียงสะอื้นอย่างชัดเจน

หยางหวั่นกำลังจะคุกเข่าลงไป

“ห้ามคุกเข่าให้เรา”

หยางหวั่นชะงัก “บ่าวเข้าใจว่าฝ่าบาทจะทรงตำหนิบ่าว”

องค์ชายอี้หลางสองตาแดงก่ำ แม้จะพยายามควบคุมเสียงของตน แต่ยังคงอดสะอื้นไม่ได้

“ท่านอย่าไปได้หรือไม่” เขาพูดพลางยื่นมือมาทางหยางหวั่น

หยางหวั่นรีบก้าวเข้ามาโอบกอดเขา “เดิมทีบ่าวคิดว่าอีกสักพักค่อยทูลฝ่าบาท”

องค์ชายอี้หลางซุกหน้ากับอกหยางหวั่น “รายชื่อในทะเบียนพระราชวังของท่านถูกลบออกไปแล้ว เราเห็นแล้ว…” พอพูดจบก็กอดเอวนางไว้ “เสด็จแม่ไม่ยอมพบเรา ท่านก็จะจากไป เพราะเหตุใดพวกท่านถึงต้องทิ้งเราไว้คนเดียว”

หยางหวั่นกอดศีรษะขององค์ชายอี้หลางไว้ กล่าวเสียงเบา “เพราะฝ่าบาททรงเติบโตแล้ว ไม่ต้องการการปกป้องจากบ่าวและพระชายาแล้ว หลายปีมานี้บ่าวมีเรื่องให้ห่วงพะวงมากมาย ร่างกายก็ไม่ค่อยดีแล้ว จึงอยากออกไปนอกวังพักรักษาตัวเงียบๆ”

องค์ชายอี้หลางสะอึกสะอื้นพลางถามอีก “แล้วเสด็จแม่เล่า”

หยางหวั่นก้มหน้าลงแล้วบอกว่า “ฝ่าบาท หากฝ่าบาทพบพระชายาแล้ว จะทรงจัดเตรียมให้นางอย่างไร”

องค์ชายอี้หลางนิ่งงัน ผละจากหยางหวั่น ครู่หนึ่งจึงบอกว่า “เราจะไม่ให้นางได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์”

“อืม”

“แต่เรา…เราจะปรนนิบัติเลี้ยงดูนาง เมื่อสภาขุนนางคืนอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินให้เรา เราจะต้องมอบตำแหน่งอันทรงเกียรติให้เสด็จแม่อย่างแน่นอน”

หยางหวั่นหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง

“สนมชายาของรัชกาลก่อนที่ไม่มีตำแหน่งอันทรงเกียรติได้แต่ต้องพำนักอยู่ในตำหนักโซ่วอัน อดีตฮ่องเต้กักขังนางมาสามปีแล้ว พระองค์ยังจะทรงกักขังนางต่อไปอีกหรือ”

“เราจะไม่กักขังเสด็จแม่ เรา…”

เขาพูดต่อไปไม่ได้แล้ว ฟุบศีรษะลงกับโต๊ะหนังสือ ไม่ส่งเสียงอีก

หยางหวั่นยอบกายลงแล้วเหลือบตาขึ้นมององค์ชายอี้หลาง “ฝ่าบาท ขออภัยเพคะ”

องค์ชายอี้หลางยังคงไม่ส่งเสียง

หยางหวั่นจึงนั่งลงคุกเข่าอยู่ข้างกายเขา มองดูกางเกงตรงหัวเข่าของเขาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า

เขาร้องไห้อย่างเงียบๆ ต้องเก็บความรู้สึกไว้ในใจอย่างอดกลั้นจนถึงที่สุด นี่ทำให้หยางหวั่นหัวใจสลาย

ผ่านไปนานในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น ปาดน้ำตาแรงๆ อย่างตัดใจแล้วก้มหน้าลงกล่าวกับหยางหวั่น “ท่านไปแล้ว เราก็ไม่อาจปกป้องท่านได้อีกแล้ว”

“เพคะ”

“เสด็จแม่ก็เช่นกัน” เขาพูดแล้วก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ “ท่านบอกนาง เราจะไม่กักขังนาง แต่ชั่วชีวิตนี้ของเราไม่อาจยอมรับนางกลับมาได้อีกแล้ว”

หยางหวั่นพยักหน้าตอบรับ “เพคะ…”

องค์ชายอี้หลางเม้มปาก หลับตาทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด “เราจะเป็นฮ่องเต้ที่ดี”

หยางหวั่นพยักหน้าน้ำตาคลอ “อืม ฝ่าบาทจะต้องเป็นฮ่องเต้ที่ดีพระองค์หนึ่งอย่างแน่นอน”

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ก.ย. 68

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: