บทที่ 2 จับพลัดจับผลู
ต่อจากเหตุการณ์โกลาหลในงานแต่ง เรื่องราวที่ซื่อจื่อของเฉากั๋วกงอาละวาดที่วัดเจวี๋ยเยวี่ยก็ถูกเล่าลือจนรู้กันทั่วอีกครั้งในเวลาไม่นาน
ข่าวลือเล่าว่าหนุ่มสาวทั้งสองเดิมทีรักใคร่ผูกพันกันลึกซึ้ง หลังจากซื่อจื่อของเฉากั๋วกงทำลายงานแต่งเพื่อรักแท้ คุณหนูเฮ่อหลันกลับตีตัวออกหาก เป็นเหตุให้ซื่อจื่อของเฉากั๋วกงที่โกรธแค้นจัดคิดจะผลักนางลงน้ำ หมายสละชีพบูชารัก เรื่องเล่านี้ถูกพรรณนาต่อๆ กันไปอย่างมีสีสัน เศร้าระทมกินใจ แม้แต่คนโง่ก็ยังมองออกว่าเป็นฝีมือคนของจวนเฉากั๋วกงคอยกระพือหนุนคลื่นลมให้พัดไปไกล หาไม่แล้วคงไม่ผลักความผิดทั้งหมดไปที่ฝ่ายหญิง
แน่นอนว่าข้าหลวงตรวจการไม่คิดเช่นนั้น บุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของตนเกือบถูกเจ้าคนมักมากชั้นสูงผลักตกน้ำตกท่า มิหนำซ้ำยังถูกกลับขาวเป็นดำ เช่นนี้ต้องบอกว่า ‘หากนี่ยังทนได้ จะมีเรื่องใดที่ทนไม่ได้เล่า!’
ในสำนักตรวจการทั้งหมด ลำพังแค่ผู้ตรวจการสิบสามฝ่ายที่ประจำการก็มีอยู่ร้อยกว่าคนแล้ว รวมกับขุนนางที่ปรึกษาจากหกกรมอีกหลายสิบคนพร้อมใจกันขุดบัญชีเก่า ส่งหนังสือสิบกว่าฉบับไปยังฝ่ายตรวจสอบฎีกาเพื่อฟ้องร้องซื่อจื่อของเฉากั๋วกงภายในวันเดียว โดยสาธยายว่าเขาเป็นผู้ไร้ศีลธรรมจรรยา ไร้การอบรมสั่งสอน กำเริบเสิบสาน และเมินเฉยต่อกฎหมาย มากมายยิ่งกว่าที่เฮ่อหลันฉือคาดไว้เสียอีก
เห็นชัดว่านี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น
แต่ไหนแต่ไรมาผู้ตรวจการแห่งราชสำนักต้ายงเป็นพวกอหังการไม่เกรงกลัวผู้ใด จวนเฉากั๋วกงมาล่วงเกินผู้ตรวจการเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแหย่รังแตน ยามพวกเขาบ้าคลั่งขึ้นมา ต่อให้เป็นขุนนางจากสำนักราชเลขาธิการยังกล้าแข็งข้อ นับประสาอะไรกับซื่อจื่อของเฉากั๋วกง
เฮ่อหลันจิ่นบิดาของนางพอรู้เรื่องนี้เข้าก็โมโหเดือดดาล แต่ติดที่บุตรสาวคนนี้ก็เป็นที่น่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่ลงมือตีเลย แค่เอานิ้วแตะเขาก็ยังทำใจไม่ได้ ทำได้เพียงเดินงุ่นง่านไปมาเหมือนสิงโตอารมณ์เสีย
“บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้เจ้าอยู่แต่ในจวน เช่นนั้นก็คงไม่เกิดเรื่องพรรค์นี้ ถ้าเจ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา ข้าจะอธิบายต่อท่านแม่เจ้าที่จากไปแล้วได้อย่างไร!”
ซวงจือสาวใช้คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น
ตอนแรกนางเฝ้าอยู่หน้าประตูดีๆ ไม่รู้ว่าผู้ใดมาฟาดนางจนสลบ พอตื่นขึ้นมาไม่เห็นเงาของคุณหนูแล้วก็ตกอกตกใจจนขวัญกระเจิง
เฮ่อหลันฉือถอนใจแล้วเอ่ยว่า “เฉาซื่อจื่อเอาแต่ใจทำตัวเหลวไหล ความผิดนี้มานับที่ลูกไม่ได้”
“แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นสตรี! ถ้ามิใช่ว่า…”
ขณะนั้นเฮ่อหลันเจี่ยนพี่ชายของนางกลับมาจากข้างนอกพอดี เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวสาบเฉียงสีฟ้าน้ำทะเลคลุมด้วยผ้าสีขาวนวล แต่งตัวตามแบบฉบับชายหนุ่มเจ้าสำราญกำลังหิ้วกรงนกมา ครั้นเขาเห็นภาพนี้ก็อดจุปากเอ่ยขึ้นไม่ได้
“ท่านพ่อ อย่าเอาแต่ว่าเสี่ยวฉืออย่างเดียวสิขอรับ เจ้าหลี่ถิงนั่นเดิมทีก็ไม่ใช่คนดีอะไร ท่านไม่เคยเห็นท่าทางเขาตอนเชิดจมูกขึ้นฟ้าใส่ข้าเมื่อก่อน ภายหลังพอรู้ว่าเสี่ยวฉือเป็นน้องสาวข้าเท่านั้นก็เปลี่ยนสีหน้าทันที”
เฮ่อหลันฉือและเฮ่อหลันจิ่นหันไปมองเขาพร้อมกัน
นกแก้วในกรงของเฮ่อหลันเจี่ยนส่งเสียงจุปากตามอย่างเข้าสถานการณ์ จากนั้นก็ได้ยินเฮ่อหลันจิ่นตวาดขึ้นมาอย่างไม่ได้ดั่งใจ
“เจ้าไม่ไปเรียนหนังสือ แต่งตัวเช่นนี้ทำอะไร! ยังไปเล่นนกเลียนแบบคนไม่เอาไหนพวกนั้นอีก! นกตัวนี้ซื้อมาจากที่ใด รีบเอาไปคืนเดี๋ยวนี้!”
เฮ่อหลันเจี่ยนตอบเสียงแข็ง “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ซื้อมา มีคนให้ข้ามาต่างหาก!”
“ไม่ทำงานไม่รับค่าจ้าง คนให้มาก็ยิ่งต้องคืน!”
เฮ่อหลันฉือมองดูพี่ชายถูกบิดาวิ่งไล่ไปทั่วบ้านด้วยความเคยชิน
ปัญหาเป็นเพราะเฮ่อหลันเจี่ยนทำตัวไม่เอาอ่าวจริงๆ ตอนที่นางกลับมาจากชิงโจวยังตื่นตกใจ พี่ชายเรียนหนังสือมาสามปีไม่มีความก้าวหน้า อุตส่าห์อาศัยบารมีบิดาได้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษาหลวง แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แม้กระทั่งบทความง่ายๆ สักบทก็ยังไม่มีปัญญา เขียนออกมาได้กระท่อนกระแท่น สุดท้ายก็มาขอให้นางช่วยเขียนแทน
“คุณหนู…”
พ่อบ้านในจวนถือสมุดบัญชีมาด้วยท่าทางกระวนกระวายเล็กน้อย
เฮ่อหลันฉือเห็นว่าบิดาคงไม่มาสนใจนางชั่วคราว จึงดึงแขนซวงจือขึ้นมา รับสมุดบัญชีแล้วเดินเข้าไปที่ห้องเก็บของ
“ท่านลุงชี เดือนนี้ยังไม่เกินงบใช่หรือไม่”
“เรียนคุณหนู ยังขอรับ”
เฮ่อหลันฉือพลิกเปิดสมุดบัญชีดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอนใจอย่างโล่งอก
มารดานางจากไปเร็ว บิดานางก็ไม่ได้แต่งงานรับอนุภรรยาเข้ามาอีก ยามนี้งานทุกอย่างในจวนล้วนให้นางเป็นคนดูแลจัดการ
บิดานางมีตำแหน่งอยู่ในคณะเก้ามนตรี* สถานะมีหน้ามีตายิ่ง แต่ในราชสำนักต้ายงไม่ว่าขุนนางคนใดแค่อาศัยเบี้ยหวัดล้วนยากจะรักษาหน้าตาและสายสัมพันธ์กับผู้คนทั้งสิ้น จำต้องพึ่งพารายได้จากทางอื่น แต่จนใจที่บิดานางเป็นคนหัวแข็งที่ซื่อสัตย์สุจริตถึงแก่นกระดูก อย่าว่าแต่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเลย แม้แต่ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่ขุนนางนอกเขตมอบให้ยามเข้ามาเมืองหลวงตามกิจวัตรเขาก็ยังไม่อยากรับ แทบจะตอกคำว่าซื่อตรงไว้บนหน้าผาก ทำให้เขายื่นหนังสือฟ้องร้องพวกขุนนางใหญ่หรือชนชั้นสูงได้อย่างไม่ต้องกลัวเกรง
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้รายจ่ายทั้งหมดในจวนจึงต้องกระเบียดกระเสียรอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำบิดานางยังมีงานอดิเรกชอบอุปถัมภ์ค้ำชูบัณฑิตยากจนด้วย
เฮ่อหลันฉือเข้าไปในห้องเก็บของ นิ้วเรียวยาวดีดเขี่ยไปมาบนลูกคิด ห้านิ้วพลิ้วไหวขณะดูสมุดบัญชี
ลุงชีพ่อบ้านแม้มองเห็นภาพนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ยังคงรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์อยู่ดี
สาวน้อยก้มหน้าผากเกลี้ยงกลม ผิวพรรณใสกระจ่าง ผิวบางราวสัมผัสก็แตก ไร้ซึ่งตำหนิเพียงเล็กน้อย เส้นผมสีหมึกที่รวบไม่แน่นเลื่อนหล่นลงมาจากข้างขมับแผ่วเบา คล้ายว่าจะพากลิ่นหอมอ่อนๆ มาด้วย ยิ่งทำให้นางดูเปราะบางแตกง่ายราวกับเครื่องลายคราม
รูปโฉมเช่นนี้สมควรที่จะถูกคนนำไปประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า ไม่ต้องแปดเปื้อนเรื่องทางโลก ไร้กังวลกับทุกสรรพสิ่ง ทว่าบัดนี้…กำลังคิดคำนวณบัญชีอย่างคล่องแคล่วเป็นพิเศษ
ครั้นคำนวณเสร็จเฮ่อหลันฉือก็ถอนใจอย่างอดไม่อยู่ จวนของเรานี่ช่างขัดสนจริงๆ
จวนเล็กขนาดสามลานบ้านหลังปัจจุบันนี้เป็นจวนที่ฮ่องเต้พระราชทานมา เดิมทีฝ่าบาทอยากจะพระราชทานจวนหลังใหญ่กว่านี้ให้ แต่บิดานางคิดว่าพวกเขาทั้งครอบครัวมีแค่สามคน นับรวมบ่าวรับใช้ก็ไม่ถึงสิบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในจวนหลังใหญ่เพียงนั้น จึงกราบทูลขอจวนขนาดเล็กด้วยตนเอง ฝ่าบาทซาบซึ้งและชมเชยบิดานางยกใหญ่ และมอบป้ายประกาศเกียรติคุณว่า ‘สองมือสะอาด’ ให้บิดานาง ซึ่งป้ายนั้นก็แขวนอยู่ที่กลางห้องโถงใหญ่ในตอนนี้
เฮ่อหลันฉือรู้สึกสับสนทุกครั้งที่เห็นป้ายแผ่นนั้น
แน่นอนว่านางยังคงรู้สึกขอบในความเมตตาของฝ่าบาทเป็นอย่างมาก และหวังอย่างจริงใจให้พระองค์มีอายุยืนยาวร้อยปี หาไม่แล้วด้วยการทำงานที่ล่วงเกินสหายขุนนางชั้นสูงโดยไม่กลัวตายของบิดานางนั้น นางเกรงว่าหากฝ่าบาทจากไป บิดานางก็คงต้องตามไปเช่นกัน
เฮ่อหลันฉือยังขบคิดไม่ทันจบ บิดานางที่จัดการพี่ชายเสร็จแล้วก็มาหาเรื่องนางต่อ
“เจ้ามานี่ซิ”
เฮ่อหลันฉือจำต้องวางสมุดบัญชีแล้วแข็งใจเดินตามบิดาออกไป
นางคาดเดาคำพูดที่บิดาอาจจะพูดอยู่ในหัว รวมถึงว่าตนจะโต้ตอบไปเช่นไร แต่เดินตามระเบียงทางเดินไปจนเกือบสุดระเบียงแล้ว บิดาก็ยังไม่เปิดปากพูด
ท้องฟ้าด้านนอกมืดลงแล้ว เงาแสงจากตะเกียงวูบไหวไปมา
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งบิดานางก็ถอนหายใจยาว ดูเหมือนแก่ชรากว่าเดิมหลายปี
“ข้าก็ไม่ได้คาดหวังให้เจ้าไปเกี่ยวดองสร้างสัมพันธ์หรือไต่เต้าหาความมั่งคั่งใดๆ แต่รูปลักษณ์เจ้าเช่นนี้ ต่อให้เป็นชาวบ้านไม่มีความผิด แต่มีหยกกับตัวจึงมีความผิดได้” เฮ่อหลันจิ่นเอ่ยด้วยเสียงทุ้มลึก “วันนี้มีเฉาซื่อจื่อ วันหน้าก็มีจ้าวซื่อจื่อ เฉียนซื่อจื่อ ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้ทั้งชีวิต จึงเป็นกังวลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…ข้าคิดแล้วว่าแผนรับมือในตอนนี้ ขอเพียงช่วยเจ้าจัดการเรื่องแต่งงานโดยไว ผ่านด่านนี้ไปให้เร็วที่สุด ถึงจะไม่ต้องใส่ใจข่าวลือเหล่านั้นอีก”
เฮ่อหลันฉือเงยหน้าทันที
เฮ่อหลันจิ่นหยุดฝีเท้า พูดขณะไพล่มือไปด้านหลัง “แน่นอนว่าข้าไม่มีทางให้เจ้าแต่งออกไปแบบส่งเดช ต้องเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถมากพอถึงจะคู่ควร ในใจข้าก็พอจะมีตัวเลือกอยู่บ้าง…”
เฮ่อหลันฉือพยายามควบคุมตนเองให้ใจเย็น แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ “ตัวเลือกใดเจ้าคะ”
ที่นางไม่อยากแต่งงานถึงเพียงนี้ยังมีเหตุผลอื่น
หลังจากนางล้มป่วยครั้งใหญ่ในวัยเยาว์ นางเคยแอบได้ยินหมอพูดกับบิดานางว่าโรคนี้ของนางทำลายสมดุลร่างกาย จำเป็นต้องใช้โอสถราคาแพงบำรุงรักษา ไม่อย่างนั้นเกรงว่าวันหน้าจะมีลูกไม่ราบรื่น ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ยากที่นางจะห้ามสามีรับอนุภรรยา
“เรื่องแต่งงานเดิมเป็นคำสั่งของบิดามารดาและวาจาของแม่สื่อ ข้าไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้กับเจ้า…แต่เจ้าขาดมารดามาแต่เล็กแต่น้อย ข้าเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ จึงทำให้หลายเรื่องไม่มีคนสั่งสอนเจ้า ไม่มีผู้ใดคอยพะวงดูแลเจ้า ข้ากลัวว่าหากเผลอละเลยไป เจ้าจะไปแต่งงานกับคนไม่ดี เรื่องฐานะครอบครัวเป็นลำดับรอง สิ่งสำคัญคือคนผู้นั้นต้องรักความก้าวหน้า อีกทั้งจริงใจต่อเจ้า” เฮ่อหลันจิ่นกล่าวถ้อยคำยืดยาวนี้จบจึงค่อยลูบเครากล่าวว่า “เจ้าคิดว่าคุณชายรองของใต้เท้าจางกรมอากรเป็นอย่างไร ปีก่อนเขาเคยเอ่ยกับข้าไว้”
บิดานางไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพรรค์นี้เลย
เฮ่อหลันฉือเริ่มระลึกเรื่องเก่าทันที “ได้ยินว่าเขาชอบไปเที่ยวหอคณิกาบ่อยๆ ทั้งยังมีสาวใช้ห้องข้าง ที่รักใคร่อย่างมาก…”
“ถ้าอย่างนั้นบุตรชายของใต้เท้าจ้าวกรมพิธีการ…”
“ได้ข่าวว่าเขานิสัยก้าวร้าวนัก เอะอะก็ด่าว่าบ่าวรับใช้” เฮ่อหลันฉือว่า
“เช่นนั้น…”
“ประพฤติมิชอบ เป็นคนเจ้าชู้”
“แล้ว…”
“อายุมากเกินไป”
เฮ่อหลันจิ่นพูดออกมากี่คนต่อกี่คนก็ถูกบุตรสาวปฏิเสธไปทั้งหมด เขาเป่าเคราเหลือกตาอยู่นานก่อนจะพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นบุตรชายใต้เท้าหลินจากกองพิธีบวงสรวงเป็นอย่างไร”
ครั้นพูดถึงหลินจาง เฮ่อหลันฉือชะงักไปนิดหนึ่ง หาข้อบกพร่องอะไรไม่ได้ไปชั่วขณะ
อีกฝ่ายเป็นวิญญูชนอย่างแท้จริง ประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม กำเนิดจากครอบครัวบัณฑิตหลายชั่วรุ่น ความรู้ความสามารถใช้ได้ อายุอานามใกล้เคียงกับนาง ไม่เคยได้ยินข่าวลือว่ามีนิสัยไม่ดีไม่งามอะไร ปัญหาเดียวที่มีก็อาจจะเป็นว่าเขาถ่อมตนเกินไปหน่อย เจอนางทีไรก็หน้าแดง แต่นี่ไม่นับเป็นข้อบกพร่อง
นางไม่อาจบอกบิดาไปตามตรงว่านางไม่อยากแต่งงาน
เฮ่อหลันจิ่นเห็นนางไม่มีถ้อยคำปฏิเสธในที่สุดจึงลูบเครายาวพลางพูดรวบรัด “ในเมื่อเจ้าไม่มีความเห็นอื่น พรุ่งนี้ข้าจะให้พี่ชายเจ้าเรียกเซ่าเยี่ยนมาที่จวน บอกว่ามาประลองความรู้ ข้าจะถามเขาเป็นการส่วนตัว หากว่าเขาเห็นพ้อง ข้าจะให้คนส่งจดหมายไปที่จวนใต้เท้าหลิน”
ยามค่ำคืนเฮ่อหลันฉือตั้งสมาธิระหว่างอ่านหนังสือไม่ได้เพราะเรื่องนี้
นางไม่เคยมีความรู้สึกฉันชู้สาวอะไรกับหลินจางมาก่อน ต่างคนต่างก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเท่าไรนัก แต่หากจะต้องแต่งงานจริงๆ อีกฝ่ายก็จัดว่าเป็นตัวเลือกดีที่สุดในขอบเขตที่นางยอมรับได้ สกุลหลินเป็นครอบครัวที่รักษาจารีตประเพณี ชื่อเสียงสะอาดมาหลายชั่วรุ่น บิดาและน้าชายของหลินจางล้วนเป็นขุนนางในราชสำนัก อีกทั้งยังมีธรรมเนียมนิยมในครอบครัวว่าหากภรรยาอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีบุตรถึงค่อยรับอนุภรรยา ซึ่งถือว่าเข้ากันได้กับเฮ่อหลันฉือเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่…
นางรู้สึกว่าตนเองกังวลในเรื่องที่เกินความจำเป็น เพราะต่อให้บิดาต้องการให้นางออกเรือน ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะต้องการแต่งด้วย
ใช่ว่าเฮ่อหลันฉือไม่มั่นใจในรูปโฉมของตนเอง ตรงกันข้ามใบหน้านางโดดเด่นเกินไป ง่ายต่อการดึงดูดภัยเข้าหาตัว หลายคนที่ค่อนข้างเข้มงวดถึงกับมองว่ามิใช่คู่ครองที่ดีด้วยซ้ำ พวกเขามักชมชอบสตรีที่บริสุทธิ์ซื่อตรง รูปโฉมสะอาดสะอ้านเรียบง่ายมากกว่า
เฮ่อหลันฉือวางข้อศอกเท้าโต๊ะ พลิกหน้าหนังสือเบาๆ แขนเสื้อเลื่อนไหลลงเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือขาวส่วนหนึ่งที่ดูราวก่อหิมะถมหยก
เงาเทียนส่ายไหว หญิงงามใต้แสงตะเกียงยิ่งดูไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม
ซวงจือสาวใช้เหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงค่อยพูดขึ้นมาเป็นเชิงโน้มน้าว “คุณหนู บ่าวว่าคุณชายหลินต้องมีใจให้ท่านแน่ ทุกครั้งที่เขามาที่จวน แค่เห็นท่านอยู่ไกลๆ ก็หน้าแดงไปถึงใบหู…”
เฮ่อหลันฉือหัวเราะ อยากถามว่าหากนางไม่ได้หน้าตาเช่นนี้ ฝ่ายนั้นเคยสนทนาด้วยเพียงไม่กี่คำก็จะมีใจให้นางเสียแล้วหรือ
แต่คำถามนี้ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ แค่หาเรื่องปวดหัวให้ตนเองเท่านั้น
ในที่สุดก่อนเข้านอนนางก็นึกขึ้นได้ว่าวันพรุ่งนี้เหมือนจะเป็นวันประกาศผลสอบขุนนางแล้ว หลินจางอาจมาไม่ได้
วันต่อมารอกระทั่งถึงช่วงบ่ายก็ยังไม่ได้ยินข่าวคราวอะไร เฮ่อหลันฉือจึงไปคัดอักษรอยู่ในห้องฆ่าเวลา
นางคัดอยู่นานเท่าไรไม่ทราบได้ จู่ๆ ก็เห็นซวงจือวิ่งเข้ามา พูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น “คุณหนู มาแล้วเจ้าค่ะ!”
เฮ่อหลันฉือถือพู่กันอยู่ ตั้งใจว่าจะคัดอักษรต่อ ข้างหูก็ได้ยินเสียงอึกทึกจากเรือนหน้า
ครู่หนึ่งผ่านไปนางก็ยอมรับอย่างจนใจว่าตนไม่มีสมาธิจะคัดอักษรต่อแล้ว
ฟังจากเสียงด้านนอก คนที่มาคงไม่ใช่แค่หลินจางคนเดียว น่าจะมีสหายร่วมเรียนของเขาด้วย
เรื่องนี้ไม่แปลกอะไร เรียกหลินจางมาคนเดียวอาจส่อเจตนาชัดเจนไปสักหน่อย อีกทั้งบิดานางก็เอ็นดูเหล่าบัณฑิตมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะผู้ที่เรียนหนังสือได้ดี ไม่เพียงเชื้อเชิญมาที่จวนเพื่อชี้แนะมอบตำราให้ หากเจอบัณฑิตที่ครอบครัวยากจนข้นแค้นยังเสนอมอบเงินช่วยอุปถัมภ์ด้วย ถ้าบังเอิญคนคนนั้นเขียนบทความที่บิดานางชื่นชมอีกสักสองสามบท เขาก็แทบจะทำประหนึ่งอีกฝ่ายเป็นบุตรในไส้เลยทีเดียว…จากนั้นจึงค่อยกลับมาตักเตือนโน้มน้าว หรืออาจถึงขั้นตวาดด่าทอลูกแท้ๆ ของตน
เฮ่อหลันฉือกำลังคิดจะออกไปข้างนอก สายตาพลางทอดมองผ่านระเบียงเชื่อมไปยังที่ไกลออกไป
ประจวบเหมาะสบสายตากับดวงตาดอกท้อคู่หนึ่งเข้าพอดี
เฮ่อหลันฉือ “…?”
คนผู้นี้นี่อย่างไรกัน! อย่างกับวิญญาณตามหลอกหลอนไม่มีผิด!
ลู่อู๋โยวยืนอยู่ข้างๆ หลินจาง หลังเหยียดตรงผึ่งผาย รอยยิ้มอ่อนละมุน ดูถ่อมตนและสุภาพ
เฮ่อหลันฉือขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้สายตาถามเขาว่า ‘ไหนเจ้าบอกว่าไม่สนใจแม้แต่น้อยมิใช่หรือ แล้วแจ้นมาถึงจวนข้าเพราะเหตุใด’
ลู่อู๋โยวยักไหล่อย่างแทบไม่สังเกตเห็น หางตาชำเลืองไปทางหลินจางที่อยู่ข้างๆ ราวกับจะตอบว่า ‘เขาขอให้ข้ามาให้ได้ ข้าก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธ’ จากนั้นแววตาเขาก็เก็บประกาย เบนสายตาออกไปประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเป็นว่าไม่เคยเห็นนางมาก่อน
เฮ่อหลันฉือเดินมาถึงหน้าประตูชั้นในพร้อมกับความรู้สึกพูดไม่ออก
เฮ่อหลันเจี่ยนโบกพัดจีบเอื่อยๆ “อีกประเดี๋ยวท่านพ่อข้าก็กลับมาแล้ว พวกเจ้านั่งพักชมดูตามสบาย…อ้า นั่นน้องสาวข้า” น้ำเสียงเปลี่ยนไปเป็นกระตือรือร้นฉับพลัน “เสี่ยวฉือ เจ้ามาได้อย่างไร ถือโอกาสแนะนำให้เจ้ารู้จักพอดี เซ่าเยี่ยนเจ้ารู้จักแล้ว คนข้างๆ นี้คือ…”
เฮ่อหลันฉือกวาดตาไปตามคำพูดของพี่ชาย
พวกเขามากันทั้งหมดห้าคน นอกจากลู่อู๋โยวสี่คนที่เหลือล้วนทำท่าเกร็งประหม่าขึ้นมาในชั่วอึดใจ หากไม่กระอึกกระอักก็ก้มหน้ามองพื้นหรือเกาศีรษะอย่างตื่นเต้น ส่วนหลินจางนั้นหน้าแดงจนเห็นชัดกว่าปกติ
เฮ่อหลันเจี่ยนแนะนำไปทีละคน เมื่อพูดถึงลู่อู๋โยวเขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฮ่อหลันฉือคล้ายจะแปลกพิกล จึงถามอย่างสงสัย
“พวกเจ้าเคยเจอกันมาก่อนหรือ”
เฮ่อหลันฉือตอบอย่างสุภาพ “…ไม่รู้จัก”
ลู่อู๋โยวทำหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ไม่เคยเจอ”
เมื่อกลุ่มคนเดินตามเฮ่อหลันจิ่นเข้าไปในห้องหนังสือ เฮ่อหลันเจี่ยนจึงค่อยขยับเข้ามาใกล้เฮ่อหลันฉือ ยกพัดปิดบังใบหน้าขณะพูด
“ไม่รู้จักจริงหรือ ข้าเพิ่งนึกออก เจ้าเคยอยู่ที่ชิงโจวมาก่อน ลู่อู๋โยวผู้นี้ได้ยินว่าตอนอยู่ชิงโจวชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย…คงมิใช่…” เขาลังเลก่อนจะพูดอย่างไม่แน่ใจ “เพราะหน้าตากระมัง”
เฮ่อหลันฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชี้แจงอย่างไร้ความรู้สึก “ไม่ เพราะความสามารถ”
เฮ่อหลันเจี่ยน “…?”
เฮ่อหลันฉือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ท่านไม่เคยอ่านบทความของเขาหรือ”
“…ข้าควรจะอ่านเช่นนั้นหรือ”
“ท่านเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาหลวง…คงจะเคยผ่านตาบทความตัวอย่างของเจี้ยหยวนเมื่อปีที่แล้วบ้างกระมัง”
เฮ่อหลันเจี่ยนกระแอมสองครั้ง
เฮ่อหลันฉือเพิ่งรับรู้ว่าพี่ชายไม่ใส่ใจศึกษาเล่าเรียนถึงเพียงใด นางพูดต่อไปอย่างไร้ความรู้สึก “เอาเป็นว่าท่านรู้แค่เขาเขียนบทความได้ดีมากก็พอ เขามีชื่อในเรื่องคิดอ่านฉับไว จับพู่กันเขียนโดยไม่ต้องหยุดคิด อีกทั้งยังอ่านตำราโบราณมาจนขึ้นใจ แนวคิดละเอียดเลิศล้ำ ถ้อยคำกระชับคมคาย”
ทีแรกนางเคยพยายามจับผิดงานเขียนของลู่อู๋โยวมาก่อน แต่อ่านอยู่นานสองนานก็จำต้องยอมรับว่าเขาเขียนได้ดีมากจริงๆ
“เจ้าประเมินเขาสูงเพียงนี้เชียวหรือ” เฮ่อหลันเจี่ยนมองนางอย่างตกใจ นี่เป็นครั้งแรกเท่าที่เขาจำได้ว่านางเอ่ยปากชมคนถึงเพียงนี้ เขาย้อนนึกถึงรูปร่างหน้าตาของลู่อู๋โยวแล้วก็เอ่ยว่า “อย่าบอกนะว่าเจ้า…”
เฮ่อหลันฉือหันหน้ามาเล็กน้อย สายตาอันตรายอย่างยิ่งยวด
“มะ…ไม่มีอะไร ข้าพูดเหลวไหลไปเอง!” เฮ่อหลันเจี่ยนคลี่พัดโบก “อากาศร้อนยิ่งนัก ฮะๆๆ”
เฮ่อหลันจิ่นพาคนเข้าไปในห้องหนังสือแล้วสนทนากันราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะกล่าวลากันโดยรั้งหลินจางไว้คนเดียว
คนสี่คนที่เดินออกมาแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป แต่สามคนในกลุ่มมองไปยังเด็กหนุ่มที่หน้าตาโดดเด่นที่สุดด้วยสีหน้าแฝงความอิจฉา ในขณะที่ลู่อู๋โยวสีหน้าเป็นปกติ ไม่แตกต่างจากตอนเข้าไปมากนัก
“พี่จี้อันได้รับการยอมรับจากใต้เท้าเฮ่อหลัน วันหน้าอนาคตย่อมยาวไกลไร้ขีดจำกัดแล้ว”
“เสียดายที่ข้าร่ำเรียนสู้พี่จี้อันไม่ได้ อยากจะเรียนให้มากกว่านี้อีกสองปี เมื่อครู่จะได้ไม่ถึงกับ…”
พวกเขาก็ไม่คิดไม่ฝันว่าใต้เท้าเฮ่อหลันเรียกพวกเขามาเพื่อสนทนาตำราและประวัติศาสตร์จริงๆ! มีแต่ผีที่รู้ว่าใต้เท้าผู้นี้ผ่านการเป็นบัณฑิตจิ้นซื่อมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ยังสนใจตำรับตำราราวกับสมบัติในบ้าน ระหว่างการถามตอบ อีกสามคนต่างตื่นเต้นจนเผลอปล่อยความเขลา มีเพียงลู่อู๋โยวกับหลินจางที่ยังตอบได้คล่องแคล่ว
ต่อจากนั้นใต้เท้าเฮ่อหลันก็ถามอีกว่าพวกเขามีบทความที่เขียนติดตัวมาบ้างหรือไม่
ผลลัพธ์ก็เป็นลู่อู๋โยวได้หน้าไป
ท่าทางของใต้เท้าเฮ่อหลันตอนที่ถือบทความของลู่อู๋โยวอย่างไม่ยอมวางมือทำให้ทุกคนต่างอิจฉาตาร้อน อยากให้เป็นตนเองใจจะขาด
“เห็นใต้เท้าเฮ่อหลันยอมรับในความสามารถของพี่จี้อันแล้ว ไม่แน่ว่าอาจรับพี่จี้อันมาเป็นเขยขวัญก็เป็นได้…”
“เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นแล้ว รูปโฉมของคุณหนูเฮ่อหลันคนนั้น…เรียกว่าเทพธิดาจุติลงมายังไม่เทียบเท่า คำโบราณที่ว่าแลชม้ายครั้งแรกล่มเมือง ชายตาอีกคราล่มแคว้น ได้มาเห็นกับตาก็วันนี้”
“พี่จี้อัน ท่าน…”
บริเวณสวนของจวนเฮ่อหลันปลูกต้นอวี้หลัน* ไว้หลายต้น ยามนี้ผลิดอกบานเป็นสีขาวนวล งามราวหยกแกะสลัก สายลมพัดโชยมานำพากลิ่นหอมฟุ้งกระจาย กลีบบุปผาคล้ายแผ่นหิมะปลิดขั้วร่วงหล่นลงมาบนเนินไหล่ของลู่อู๋โยวก่อนจะลอยไปแสนไกล
เมื่อมองผ่านหน้าต่าง เห็นระหว่างช่องแมกไม้มีเด็กหนุ่มสง่างามผึ่งผายเดินทอดน่องไปตามทางหิน เคลื่อนไหวเชื่องช้างดงามราวกับกิ่งอ่อนของต้นอวี้หลันในสวน
ความรู้สู้ไม่ได้ก็ไม่เท่าไร แต่รูปกายยังแพ้ราบคาบ ช่างน่าเจ็บใจอะไรเช่นนี้
ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ของลู่อู๋โยว ขอเพียงผ่านเข้าไปสอบหน้าพระที่นั่งได้ เกรงว่าแค่อาศัยหน้าตาก็เอาชนะเป็นทั่นฮวาได้แล้ว
“จี้อัน ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ…”
“ในหมู่พวกเราถ้าจะมีผู้ใดต้องตาคุณหนูเฮ่อหลันได้ ก็คงจะหนีไม่พ้นท่าน…”
ลู่อู๋โยวปัดดอกไม้ที่ร่วงลงบนตัวพลางพูดยิ้มๆ “พูดเช่นนี้ทำให้ข้าไม่กล้ารับจริงๆ”
ถึงเฮ่อหลันจิ่นจะชอบบทความของเขามาก แต่คนที่มาดูตัวที่แท้จริงในวันนี้ไม่ใช่เขา ดังนั้นลู่อู๋โยวจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
โสตประสาทของเขาดีกว่าคนทั่วไป เวลานี้ยังได้ยินเสียงเฮ่อหลันจิ่นซักถามหลินจางเหมือนโจมตีทางอ้อมภายในห้อง มุมปากยกขึ้นอย่างยั้งไม่อยู่
จังหวะนั้นเองจู่ๆ หน้าประตูก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
ทุกคนรวมถึงบ่าวรับใช้ในจวนเฮ่อหลันต่างตกใจ จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดังเหมือนจุดประทัด
“นายท่านหลิน! นายท่านหลินอยู่หรือไม่!”
ด้านหลังมีคนกรูตามกันมากลุ่มใหญ่
คนเฝ้าประตูพูดอย่างตกใจ “นี่เป็นจวนเฮ่อหลัน นายท่านหลินที่ใดกัน ท่านน่าจะมาผิดบ้านแล้ว!”
“ข้าเพิ่งมาจากที่ทำการสมาคม เห็นบอกว่านายท่านหลินมาที่นี่! ข้านำใบประกาศจินฮวา มาส่ง! นายท่านหลินสอบผ่านแล้ว! ติดเป็นลำดับที่สิบห้า!”
เฮ่อหลันฉือกับเฮ่อหลันเจี่ยนมองหน้ากันแล้วก็นึกออก “น่าจะหมายถึงคุณชายหลิน”
ตอนแรกที่นางคิดว่าหลินจางอาจมาไม่ได้ก็เพราะว่าวันนี้บัณฑิตส่วนใหญ่ล้วนเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ก็หอสุราหรือที่ทำการสมาคม รอคอยผลสอบอย่างตื่นเต้นสุดขีด ไม่มีแก่ใจจะออกจากบ้านไปเป็นแขกบ้านอื่นเท่าไรนัก
เฮ่อหลันเจี่ยนได้สติจากความตกใจ “เขายังบอกข้าว่าตนเองตอบคำถามไม่ค่อยดี…”
เฮ่อหลันฉือพูดอย่างไม่เกรงใจ “คนเขาแค่ถ่อมตัวกับท่านเท่านั้น”
“มีอย่างนี้ที่ใด ข้าจะไปคิดบัญชีกับเขา!”
หลินจางสอบผ่านไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เขาเขียนความเรียงแปดขา ได้ดี หากตัดข้อที่ว่าเนื้อหาบทความราบเรียบและอยู่ในกรอบมากไปหน่อยก็ไม่มีสิ่งใดให้ติเตียน แล้วสวีเก๋อเหล่า ที่เป็นหัวหน้าคุมการสอบประจำปีนี้ก็เป็นคนเรียบง่ายซื่อตรงอยู่แต่เดิม ย่อมให้คะแนนบทความของเขาเป็นธรรมดา
เฮ่อหลันเจี่ยนยังไม่ทันเข้าไป หลินจางที่ได้ยินเสียงก็ออกมาจากห้องหนังสืออย่างรีบเร่ง
มุมานะอ่านตำรามาสิบปี สิ่งที่รอคอยก็คือยามนี้
เฮ่อหลันฉือเข้าใจเขาเป็นอย่างยิ่ง
หลินจางก้าวยาวๆ ผ่านหน้านางไป ชั่วขณะที่เห็นนาง ท่าทีก็พลันลนลานขึ้นมา ใบหน้าแดงยิ่งกว่าแต่ก่อน ริมฝีปากขยับคล้ายอยากจะพูดอะไรกับนาง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไร
เพียงชั่วครู่เดียวเขาก็ก้มหน้ายกมือคำนับ สุดท้ายก็เดินผ่านเฮ่อหลันฉือมุ่งหน้าไปที่ประตู
ใบหน้าของเด็กหนุ่มยับยั้งความปีติยินดีไว้ไม่อยู่
การสอบหน้าพระที่นั่งไม่มีการคัดคนออก ฐานะของเขาในนามบัณฑิตสองสนามจวี่เหรินและจิ้นซื่อมั่นคงเป็นที่เรียบร้อย
บัณฑิตสามคนที่เหลือก็เดินตามมาเอ่ยแสดงความยินดีไม่ขาดปาก ส่วนที่ว่าน้ำเสียงนั้นแฝงแววอิจฉาหรือไม่ก็แล้วแต่คนจะรู้เอง
ส่วนลู่อู๋โยวเดินอยู่หลังสุด ฝีก้าวมั่นคงเนิบช้า สีหน้ายังคงไม่ปรากฏแววยินดียินร้าย แต่เฮ่อหลันฉือรู้ดีว่าเขาไม่ได้สงบนิ่งเหมือนอย่างที่แสดงออกภายนอกแน่นอน
คนมาแจ้งข่าวพูดถึงลำดับที่สิบห้าแล้ว หากต่อจากนี้ไม่มีอีก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะสอบตก
มีความรู้ด้านการเมืองการปกครอง ความสามารถล้นเหลือ แต่สุดท้ายไม่มีรายชื่อในประกาศก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี เนื่องจากบทความไม่เป็นที่น่าพอใจของผู้คุมสอบ ด้วยเหตุนี้ผู้เข้าสอบหลายคนจึงมักจะเขียนคำตอบให้สอดคล้องกับความชอบของผู้คุมสอบในปีนั้นๆ ทว่าบทความของลู่อู๋โยวมักแสดงความคิดเห็นเต็มที่มาแต่ไหนแต่ไร จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เฮ่อหลันฉือรู้สึกเห็นใจเขาในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
นางเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลู่อู๋โยวเดินผ่านนางพอดี เขายกมุมปากเล็กน้อยและกล่าวกับนาง “ยินดีด้วย”
เฮ่อหลันฉือ “…?”
สายตาของลู่อู๋โยวทอดมองไปทางหลินจางที่กำลังถูกคนห้อมล้อมดุจดาวล้อมเดือนอยู่หน้าประตู
เขารู้อะไรมาอย่างนั้นหรือ
เฮ่อหลันฉือพูดเสียงเข้ม “คุณชายหลินสอบผ่าน เหตุใดถึงมาแสดงความยินดีกับข้า”
ลู่อู๋โยวถอนสายตากลับมา กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม “บิดาเจ้าตั้งใจรับหลินจางมาเป็นเขย ข้านึกว่าเจ้ารู้เสียอีก”
เฮ่อหลันฉือปฏิเสธทันควัน “ข้าไม่รู้!”
“เช่นนั้นตอนนี้ก็รู้แล้ว” ลู่อู๋โยวยังคงมีอารมณ์เย้าแหย่นางอย่างเหลือเชื่อ “ยินดีกับคุณหนูเฮ่อหลันล่วงหน้าที่ได้สามีมีความสามารถ แม้ข้าจะคาดไม่ถึงว่าบิดาเจ้าจะเลือกเขาก็ตาม หลินเซ่าเยี่ยนนิสัยใจคอใช้ได้อยู่ เพียงแต่ซื่อตรงเกินไป…ไม่รู้ว่าจะทนกับเหล่าบุรุษที่หมายปองคุณหนูเฮ่อหลันได้หรือไม่”
ความเห็นใจของเฮ่อหลันฉือหายวับไปทันที
“คุณชายลู่ช่างสบายอารมณ์ถึงเพียงนี้ สู้ไปห่วงผลการสอบของตนเองก่อนดีกว่าหรือไม่”
ลู่อู๋โยวพูดยิ้มๆ “ขอบคุณคุณหนูเฮ่อหลันที่อุตส่าห์ใส่ใจ”
เฮ่อหลันฉือก็ยิ้มแย้มเช่นกัน “ถ้าสอบตก เกรงว่าคงต้องรออีกสามปี…”
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก” ลู่อู๋โยวพูดตัดบท
เฮ่อหลันฉืออึ้งงันไป
ลู่อู๋โยวเป็นคนรักษาสีหน้าสุภาพอ่อนโยนมาตลอด แต่อาจเป็นเพราะสองฝ่ายต่างรู้นิสัยกันดี เวลานี้เรียวคิ้วหางตาของเขาจึงฉายแววทะนงองอาจจนเกือบจะเรียกได้ว่าร้ายกาจ ดุจประกายคมกริบของสัตว์ดุร้ายที่ซุ่มมองเหยื่อ วาววามบาดตา
เขาเลิกคิ้วขึ้น พูดอย่างมั่นใจ “ข้าไม่มีทางสอบตก”
เฮ่อหลันฉือเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
นางรู้สึกว่าความจอมปลอมของคนผู้นี้อยู่ตรงนี้เอง ทั้งที่เป็นคนบ้าคลั่งหยิ่งยโสไม่เคยเห็นผู้ใดในสายตา แต่กลับปกคลุมด้วยภาพลักษณ์สง่างามเรียบร้อย วิญญูชนแท้จริงจะทำเช่นนี้ได้อย่างไร
ไม่รอให้เฮ่อหลันฉือพูดต่อ ด้านนอกก็มีเสียงตีฆ้องร้องป่าวดังขึ้นอีก
“นายท่านลู่ นายท่านลู่อยู่หรือไม่! ขอแจ้งข่าวดีถึงนายท่านแห่งเขตไป่เจียงเมืองชิงโจว แซ่ลู่นามอู๋โยว สอบได้เป็นฮุ่ยหยวนอันดับหนึ่งประจำการสอบปีซินโฉ่ว เข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ท้องพระโรง!”
สองคนที่ยังมองหน้ากันอยู่ต่างตะลึงงัน
เจี้ยหยวนจากการสอบระดับภูมิภาค ฮุ่ยหยวนจากการสอบระดับเมืองหลวง เขาได้อันดับหยวนมาติดกันสองครั้ง เหลือเพียงการสอบหน้าพระที่นั่งก็จะมีโอกาสคว้าได้ทั้งสามหยวนแล้ว
เฮ่อหลันฉือพึมพำจากจิตใต้สำนึก “เจ้าสอบได้จริงๆ ด้วย”
ลู่อู๋โยวก็พูดอย่างไม่แปลกใจจากจิตใต้สำนึกเช่นกัน “เรื่องนี้ธรรมดามากมิใช่หรือ”
“เจ้าตอบคำถามสี่ตำราได้อย่างไร”
“จะให้ข้าท่องคำตอบให้เจ้าฟังตอนนี้หรือ”
“ไม่ได้รึ” เฮ่อหลันฉือโต้ตอบทันควัน ราวกับย้อนไปยังช่วงเวลาตอนประชันขันแข่งกันที่ชิงโจว “เจ้าแค่ผ่านตาก็ไม่มีวันลืมมิใช่หรือไร”
ลู่อู๋โยว “…”
“นายท่านลู่! ฮุ่ยหยวนอันดับหนึ่งในการสอบระดับเมืองหลวง! นายท่าน…”
เสียงตะโกนปานจะขาดใจของผู้แจ้งข่าวดังขึ้นด้านนอก ขัดจังหวะโต้เถียงของคนทั้งสองอย่างเหมาะสมแก่เวลา
ตอนนี้เองเฮ่อหลันฉือก็ตระหนักได้ว่าข้อเรียกร้องของตนเหลวไหลเกินไป
ลู่อู๋โยวคลายหัวคิ้ว จัดเสื้อผ้า กลับสู่ท่าทางของคุณชายแสนสุภาพ แววอวดดีเมื่อครู่ค่อยๆ ถูกเก็บงำไว้ในดวงตา เขาหัวเราะเสียงเบาและเอ่ยขึ้น
“คุณหนูเฮ่อหลัน ข้าต้องขอตัวก่อน”
กระทั่งลู่อู๋โยวเดินไปไกลแล้ว เฮ่อหลันฉือถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเตือนอีกฝ่ายเรื่องคุณหนูรองจวนคังหนิงโหววางแผนจะจับเขาหลังประกาศผล
แต่ก็…ไม่เป็นไรกระมัง ในเมื่อเขามั่นอกมั่นใจถึงเพียงนั้น คงจะจัดการได้เรียบร้อย
เฮ่อหลันฉือคิดอยู่เงียบๆ
ครู่เดียวบิดานางก็ออกมาจากห้องหนังสือ
ตอนนี้ทุกคนถูกเชิญกลับไปหมดแล้ว ด้านนอกจวนเสียงดังอึกทึกไปทั้งถนน ตีฆ้องร้องป่าวชนิดต้องการประกาศให้รู้ไปทั่วเมืองหลวงว่าบัณฑิตฮุ่ยหยวนอยู่ที่นี่
เฮ่อหลันจิ่นเบิกบานใจยิ่ง ราวกับหวนนึกถึงวันวานตอนที่ตนสอบได้ เขาลูบเคราพลางกล่าวว่า “คนรุ่นหลังช่างน่านับถือนัก คุณชายลู่ท่านนี้เขียนบทความได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับตำราและการเมือง วิพากษ์อย่างเจาะลึก มีแง่คิดน่าสนใจ ไม่เหมือนบางคนที่รู้หนังสืออย่างเดียวแต่ไม่ถ่องแท้เรื่องสังคม เด็กคนนี้มีความสามารถในการประคองบ้านเมือง วันหน้าเข้าเป็นขุนนางในราชสำนักก็จะสามารถรับใช้แผ่นดินและราษฎร เป็นโชคดีของโอรสสวรรค์แล้ว”
เฮ่อหลันฉือกระแอมออกมาทันใด นึกสงสัยอย่างยิ่งว่าบิดาอาจจะลืมไปแล้วว่าวันนี้เรียกบัณฑิตมาที่จวนด้วยเหตุใด
เฮ่อหลันจิ่นนึกขึ้นได้ทันที กระแอมทีหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ข้าถามให้แล้ว เซ่าเยี่ยนบอกว่าถ้าเจ้าตกลง เขาก็จะไปเปรยกับผู้อาวุโสที่บ้าน รอผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งก่อนค่อยกำหนดวันสู่ขอ ยามนี้เขาเป็นบัณฑิตจิ้นซื่อแล้ว ผูกดองกับเจ้านับว่าสมหน้าตา”
“ถ้าบิดามารดาเขาไม่ยินยอมเล่า”
เฮ่อหลันจิ่นมองธิดาของตนอย่างแปลกใจเล็กน้อย “รองเสนาบดีหลินเป็นสหายร่วมรุ่นของข้า คงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้หรอก เพียงแต่…” เขาปรายตามองไปทางประตูจวนแล้วพูดคล้ายเสียดาย “คุณชายลู่เมื่อครู่นี้น่ะ หากเจ้าแต่งกับเขาก็ไม่เลวทีเดียว”
“…”
เฮ่อหลันฉือพูดด้วยสีหน้านิ่งสนิท “ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้หรอกเจ้าค่ะ”
ในวันประกาศผลสอบระดับเมืองหลวง บรรดาบัณฑิตที่ลู่อู๋โยวกับหลินจางสานสัมพันธ์ในช่วงหลายวันนี้จัดงานเลี้ยงฉลองที่หอจุ้ยเซียนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว บัดนี้ทั้งคนที่สอบผ่านและสอบไม่ผ่านล้วนมาดื่มฉลองกันอย่างเมามายที่หอสุรา บ้างส่งเสียงโวยวาย บ้างขับขานบทกวี บ้างก็เคาะตะเกียบร้องรำทำเพลง
ครั้นได้ยินว่าบัณฑิตฮุ่ยหยวนอยู่ที่นี่ก็มีคนมาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย
“ได้ยินชื่อเสียงของลู่ฮุ่ยหยวนมานาน วันนี้ได้มาคารวะเสียที!”
“ไม่นึกว่าลู่ฮุ่ยหยวนจะยังอ่อนวัยเพียงนี้ วันหน้าข้าคงต้องขอคำชี้แนะเรื่องการเขียนบทความ…”
เสียงอวยพรสรรเสริญดังต่อเนื่องจนถึงยามโฉ่ว ค่อยหยุดลง
หลินจางดื่มสุราไม่เก่ง ถูกกรอกสุราไปพักหนึ่งก็เริ่มวิงเวียน ยามนี้กวาดตามองไปรอบด้าน มีเพียงลู่อู๋โยวที่ยังตื่นตัว
ทั้งที่ลู่อู๋โยวดื่มเข้าไปมากแล้ว แต่สีหน้ากลับยังคงแจ่มใส ดวงตาเป็นประกาย เขาหมุนถ้วยกระเบื้องขาวระหว่างนิ้วเบาๆ พอแลเห็นหลินจางมองมา เขาจึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“คืนนี้เซ่าเยี่ยนอารมณ์ดีน่าดู นึกว่าเจ้าจะหาข้ออ้างว่าต้องเตรียมสอบหน้าพระที่นั่งขอตัวกลับไปก่อนเสียอีก…”
หลินจางกดขมับ เมื่อครู่เขาเกือบหลับไปแล้ว แต่อารมณ์ตื่นเต้นในวันนี้ยังคงไม่จางไป
“คืนนี้ข้าดีใจมากจริงๆ…” ขณะที่พูดในหัวเขาก็ปรากฏภาพดวงหน้างามหมดจดของสาวน้อยขึ้นมา สองข้างแก้มย้อมสีแดงระเรื่อ
ลู่อู๋โยวหัวเราะ ยกขอบถ้วยเฉียดผ่านข้างริมฝีปากเบาๆ “เป็นเพราะทั้งได้จุดเทียนมงคลเข้าหอ ทั้งสอบผ่านขุนนางใช่หรือไม่”
หลินจางตะลึงไป “เหตุใดเจ้าถึงรู้…” พอพูดออกมาก็รู้ตัวว่าพลั้งปากแล้ว
หากเป็นในยามปกติหลินจางคงจะเงียบเอาไว้ แต่บัดนี้สุรากำลังสำแดงฤทธิ์ สติเขาพร่าเลือนเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีขนมยัดไส้ก้อนใหญ่ตกใส่หัว* เช่นนั้น ไม่มีทางที่ผู้ใดจะไม่รู้สึกล่องลอยราวกับฝันได้
“ไม่ปิดบังจี้อัน เป็นเช่นนั้นจริง” เขาพูดพลางยิ้มโดยไม่รู้ตัว
ถ้อยคำที่ใต้เท้าเฮ่อหลันพูดกับเขาเมื่อตอนกลางวันในห้องหนังสือยังคงก้องอยู่ในหู ไม่ว่าอย่างไรหลินจางก็คาดไม่ถึงว่าตนจะโชคดีถึงเพียงนี้
เขาย่อมรู้ว่ามีคุณชายมากมายเพียงใดที่หมายปองคุณหนูเฮ่อหลันอยู่ ตัวเขาผลการสอบไม่โดดเด่น นิสัยใจคอซื่อๆ น่าเบื่อ คุณหนูเฮ่อหลันก็ไม่เคยแสดงท่าทีต่อเขาเป็นพิเศษ ฉะนั้นเขาจึงเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ตลอด ไม่กล้าคิดเพ้อฝันไปมากกว่านี้ แต่ยามนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ความคิดเพ้อฝันอีกแล้ว
หลินจางเอ่ยปากพูด เสียงเบาหวิวราวกับยุง “ข้าอาจจะ…ได้แต่งงานกับคุณหนูเฮ่อหลันแล้ว…”
ลู่อู๋โยวไม่ตอบอะไร หลินจางเข้าใจว่าเขาไม่ได้ยิน
ลมราตรีนอกหน้าต่างพัดมาปะทะใบหน้า หลินจางตัวสั่นเล็กน้อย สติแจ่มชัดขึ้นหลายส่วน แล้วตระหนักได้ว่าเขาไม่ควรพูดเรื่องนี้ออกไป ยังไม่ทันที่เขาจะโล่งใจ กลับได้ยินเสียงกระทบดังเปรื่อง
ลู่อู๋โยววางถ้วยกระเบื้องลงบนโต๊ะ เอ่ยเสียงเบา “เจ้าคิดจะแต่งกับนางจริงๆ หรือ”
หลินจางชะงัก มองไปทางสหายรักของตน ใจหายขึ้นมาชั่วขณะ
ลู่อู๋โยวคล้ายมองความคิดของหลินจางออก ส่งยิ้มละมุนละไมให้เขา “เซ่าเยี่ยน เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับคุณหนูเฮ่อหลันสักนิด เจ้าอยากแต่งงาน ข้าก็ดีใจไปกับเจ้าด้วย เพียงแต่…”
หลินจางไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตนกำลังเมาอยู่หรือไม่ จึงรู้สึกว่าเสียงของลู่อู๋โยวยิ่งฟังยิ่งเนิบช้า
“เพราะเจ้าเป็นสหายรักของข้า ข้าจึงขอพูดจาไม่น่าฟังสักหน่อย คุณหนูเฮ่อหลันมีบุรุษหมายปองอยู่มาก ทั้งยังมีคนประเภทซื่อจื่อของเฉากั๋วกงนั่นอีก เจ้าแต่งงานกับนางเกรงว่าวันหน้าคงยากจะสงบ หรือไม่ก็อาจมีปัญหายุ่งยากมากมายที่เจ้าไม่เคยคาดคิดถึง ครอบครัวจะสุขสงบหรือไม่ยากบอกได้”
“ขอบคุณจี้อันที่ชี้แนะ”
หลินจางระบายลมหายใจในทีแรก เพราะหากต้องแข่งกับลู่อู๋โยวล่ะก็ เขาไม่มีหนทางจะสู้ได้จริงๆ แต่จากนั้นลมในอกก็อัดแน่นขึ้นมาอีก…เขามัวแต่ดีใจจนสติล่องลอยไปหมด ไม่ทันได้ขบคิดมากมายถึงเพียงนั้นเลย
แต่ต่อให้รู้เหตุผลมากเพียงใด เมื่อเขาคิดถึงว่าจะได้ตระกองกอดคนงามเข้ามาในอ้อมอกแล้ว ศีรษะก็เริ่มอุ่นร้อนขึ้นมาทุกที
หลินจางส่ายศีรษะ พยายามทำให้ตนเองใจเย็นลง
“ข้าอยากแต่งงานกับคุณหนูเฮ่อหลันจริงๆ เจ้า…คิดว่าข้าไม่ควรแต่งกับนางหรือ”
ลู่อู๋โยวหยิบกาสุราขึ้นมาแล้วรินใส่ถ้วยจนเต็ม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคางกว่าเดิมจนแทบแสดงถึงความไม่ใส่ใจ
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” เขาเลิกหางคิ้ว ยิ้มพูดจนน้ำเสียงเหมือนเยาะ “ขัดขวางวาสนาคนอาจถูกคนคิดแค้นเอาได้ ข้าแค่คิดว่าเรื่องนี้เจ้าควรใคร่ครวญให้ดีค่อยตัดสินใจ อย่าบุ่มบ่ามชั่ววูบแล้วมาเสียใจภายหลัง เพราะหากแต่งงานแล้ว…ก็ต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุด”
หลินจางฟังถึงตรงนี้ก็พยักหน้า “คนเป็นสามีย่อมทำเช่นนั้น”
ลู่อู๋โยวดื่มสุราหมดรวดเดียวแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็พักผ่อนเร็วหน่อยเถิด พรุ่งนี้ยังต้องไปคารวะผู้คุมสอบกับผู้ตรวจข้อสอบอีก” เขาดูเหมือนไม่เมาเลยแม้แต่น้อย หิ้วตัวหลินจางขึ้นมา “ไปได้แล้ว”
หลินจางสองเท้าลอยจากพื้น
“อ้า เจ้าดื่มมากไปแล้ว” ลู่อู๋โยววางคนลง เหวี่ยงมือทีหนึ่ง หลินจางก็หมดสติไป
ลู่อู๋โยวเดินผ่านเหล่าบัณฑิตที่นอนเมามายเกลื่อนกลาดไปที่หน้าต่างด้วยฝีเท้ามั่นคง ครั้นดูให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆ แล้วเขาก็คว้าขอบหน้าต่างด้วยมือเดียวก่อนจะกระโจนขึ้นยอดหลังคาอย่างแผ่วเบา ปลายเท้าแตะแผ่นกระเบื้อง ชายเสื้อกว้างทิ้งตัวพลิ้วลงมาดูประหนึ่งเทพเซียน แทบไม่ส่งเสียงใดๆ จากนั้นเขาก็นั่งบนสันหลังคา ถือกาสุราคอแคบทำจากกระเบื้องขาวอยู่ในมือ
ขณะดื่มไปพลางเป่าลมระบายไอสุราไปพลาง ลู่อู๋โยวก็ยื่นมือไปหักกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง คิดอยากรำกระบี่ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แต่สุดท้ายก็ระงับความอยากไว้ได้
ลมราตรีพัดโชยมา เขาหลับตาลงอย่างสบาย เริ่มเกิดความรู้สึกง่วงงุน
เวลาเดียวกันนั้นด้านล่างมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังถือไม้กระบองและถุงกระสอบลอบเข้ามาในหอจุ้ยเซียนอย่างลับๆ ล่อๆ
จนกระทั่งลู่อู๋โยวตื่นขึ้นมาอีกทีก็เริ่มมีแสงจับขอบฟ้า เขาหยิบกาสุราพลิกกายลงไปแล้วกระโดดเข้าทางหน้าต่าง ผู้คนข้างในนั้นยังคงนอนสลบไสลไม่เป็นท่า เขาเดินไปไม่กี่ก้าว ฉับพลันนั้นก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
หลินจางหายไปได้อย่างไร
เป็นอย่างที่เฮ่อหลันฉือบอกไว้ เรื่องของซื่อจื่อของเฉากั๋วกงยังไม่จบสิ้นแค่นั้นจริงๆ
เหยาเชียนเสวี่ยมาที่จวนอีกแล้ว นางเล่าข่าวลือที่ได้ยินมาจากที่อื่นให้เฮ่อหลันฉือฟังอย่างออกรสออกชาติ
“ซื่อจื่อของเฉากั๋วกงทำร้ายเจ้า คราวนี้ทำให้คนโกรธไปทั่วหน้า ทางอวิ๋นหยางจวิ้นจู่จะฆ่าตัวตายให้ได้ จวนท่านอ๋องก็โวยวายจนไม่สามารถเจรจา เฉากั๋วกงไปขอพระราชทานอภัยโทษกับฝ่าบาททุกวันก็ไม่เป็นผล…ตำแหน่งซื่อจื่อนี้คงรักษาไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ”
เฮ่อหลันฉือนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมา ยังคงหวั่นกลัวอยู่ในใจ
นางเท้าคางแล้วพูดเบาๆ “อวิ๋นหยางจวิ้นจู่ไม่ได้แต่งงานกับเขาถือว่าโชคดีแล้ว”
สามเณรของวัดเจวี๋ยเยวี่ยที่ถูกซื่อจื่อของเฉากั๋วกงซื้อตัวไปนั้น บิดานางสั่งให้คนไปตรวจสอบตามหลังแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของนางจึงไม่ได้เผยต่อคนภายนอก ไม่เช่นนั้นหลี่ถิงคงจะแย่ยิ่งกว่านี้
เหยาเชียนเสวี่ยอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็กลืนถ้อยคำกลับลงไป
แม้เฮ่อหลันฉือไม่ยี่หระ แต่บรรดาสตรีชั้นสูงที่คบหากับอวิ๋นหยางจวิ้นจู่มองเห็นนางเป็นปีศาจร้ายทำลายแผ่นดินไปนานแล้ว บอกว่านางเจตนายั่วยวนสามีของอวิ๋นหยางจวิ้นจู่ ถึงทำให้ซื่อจื่อของเฉากั๋วกงคลุ้มคลั่งได้ถึงเพียงนั้น
กล่าวตามตรง น้องสาวนางมีหน้าตาเช่นนี้ ยังจำเป็นต้องยั่วยวนผู้ใดด้วยหรือ
เหยาเชียนเสวี่ยลอบทอดถอนใจ แล้วก็ได้ยินเฮ่อหลันฉือเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา “พี่หญิง เรื่องที่คราวก่อนท่านบอกว่าคุณหนูรองจวนคังหนิงโหวจะจับบัณฑิตแต่งงานน่ะ ไปถึงไหนแล้วเจ้าคะ”
เหยาเชียนเสวี่ยนึกไม่ถึงว่าเฮ่อหลันฉือจะถามเรื่องนี้ นางอึ้งไปพักหนึ่งกว่าจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “เจ้าพูดถึงเรื่องนี้เองหรือ คุณหนูรองผู้นั้นสายตาใช้ได้ทีเดียวนะ บัณฑิตที่นางหมายตาสอบได้ระดับฮุ่ยหยวนในคราวนี้ เขาไปฉลองกันที่หอจุ้ยเซียน แต่เพราะมีคนมาคารวะมากเกินไป นางเลยหาโอกาสลงมือไม่ได้ จึงอาศัยช่วงดึกลมแรงลอบเข้าไปในหอจุ้ยเซียน…”
เฮ่อหลันฉือตื่นตกใจเล็กน้อย “ลอบเข้าไปตอนกลางคืนหรือ”
เหยาเชียนเสวี่ยผงกศีรษะ “ได้ยินว่าเดิมทีตั้งใจจะจับคนเข้ากระสอบแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เจ้าลองคิดดู บัณฑิตพวกนั้นต่างก็เรี่ยวแรงน้อยแทบมัดไก่ไม่ได้ คนงานของจวนคังหนิงโหวมีแต่สูงใหญ่กำยำ ถ้าถูกจับเข้าจวนไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อธิบายยากแล้ว วันหน้าต่อให้บัณฑิตผู้นั้นสอบได้จ้วงหยวนก็ไร้ประโยชน์”
“…ถ้าเผอิญเรื่องถูกเปิดเผยขึ้นมาเล่า”
“มีองค์หญิงใหญ่สวินหยางช่วยขอร้องให้ ต่อให้ทำเรื่องเหลวไหลเพียงใด ฝ่าบาทก็คงไม่ลงโทษนางจริงๆ”
เฮ่อหลันฉือ “…”
สมกับเป็นพวกชนชั้นสูง
เหยาเชียนเสวี่ยพูดอย่างอึดอัด “เจ้าไม่ถามข้าหรือว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร”
เฮ่อหลันฉือบอกไม่ได้ว่านางเชื่อเรื่องนี้สนิทใจ ลู่อู๋โยวคงไม่ติดกับง่ายดายปานนั้น
“…นางทำสำเร็จหรือ”
เหยาเชียนเสวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ “นี่ล่ะที่สนุกที่สุด! มีคนยืนยันชัดเจนว่าบัณฑิตฮุ่ยหยวนผู้นั้นอยู่ที่หอจุ้ยเซียนแน่ แต่ผลสุดท้ายคนงานของจวนคังหนิงโหวเข้าไปพลิกหาทั้งหอก็หาไม่เจอ เลยช่วยไม่ได้ พวกเขาได้แต่จับตัวเด็กหนุ่มที่ดูหล่อเหลาที่สุดเพื่อกลับไปรายงาน กลางคืนมองเห็นไม่ชัด คุณหนูรองผู้นั้นไม่เห็นความแตกต่าง พอเช้าวันรุ่งขึ้นเห็นว่าไม่ใช่คนที่นางต้องการก็โมโหยกใหญ่ ส่วนเด็กหนุ่มผู้นั้นพอตื่นมาพบว่าตนเองอยู่บนเตียงลูกไม้ของคุณหนูก็ตกใจจนหน้าซีดอย่างกับเถ้ากระดูก ทั้งคู่อยู่ในห้องทั้งคืนโดยไม่มีผู้ใดรู้เห็น เป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงความสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นคังหนิงโหวก็ดูเหมือนจะพอใจเด็กหนุ่มที่เป็นบัณฑิตหลวงคนใหม่ผู้นั้นโดยไม่คาดคิด ต้องการให้คุณหนูรองแต่งงานไปเลยตามเลย ทำเอาคุณหนูรองร้องไห้โวยวายใหญ่ จะตายเสียให้ได้”
เฮ่อหลันฉือถอนใจอย่างพิศวง ทั้งยังเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา “เด็กหนุ่มบ้านใดโชคร้ายถึงเพียงนี้”
เหยาเชียนเสวี่ยพูดอย่างทอดถอนใจ “จะว่าไปเจ้าก็รู้จักคนผู้นี้นะ เป็นคุณชายของบ้านรองเสนาบดีหลินจากกองพิธีบวงสรวง ข้าจำได้ว่าชื่อหลินจาง”
“…!” เฮ่อหลันฉือตื่นตกใจอย่างหนัก “…ท่านแน่ใจหรือ”
“ข้าก็เพิ่งได้ยินข่าวมา จวนคังหนิงโหวปรามไม่ให้แพร่ออกไปภายนอก แต่ไหนเลยจะปิดข้าได้…” สีหน้าเหยาเชียนเสวี่ยค่อนข้างภาคภูมิใจ
นางยังไม่ได้แต่งงาน คุณชายที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกับนางนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ปกติไม่เพียงส่งคนมาคุ้มครองนางเท่านั้น ยังทำหน้าที่ช่วยสืบข่าวซุบซิบนินทาทั้งหลายให้นางด้วย
เฮ่อหลันฉือสีหน้าเรียบนิ่ง คิดในใจว่าเรื่องนี้ยังพิลึกยิ่งกว่าที่ซื่อจื่อของเฉากั๋วกงอาละวาดในงานแต่งเพราะนางเสียอีก
“ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้ฟังมาผิดคน”
“ไม่ผิดอยู่แล้ว! เรื่องที่เขากับบัณฑิตฮุ่ยหยวนผู้นั้นฉลองกันที่หอจุ้ยเซียนใครๆ ก็รู้ เช้าวันต่อมาพวกเขาต้องไปคารวะสวีเก๋อเหล่า มีเขาคนเดียวไม่ได้ไป ต้องเป็นเขาแน่นอน”
ในหัวของเฮ่อหลันฉือว่างเปล่าไปชั่วขณะ
นางอุตส่าห์ค่อยๆ ยอมรับเรื่องที่ต้องแต่งงานกับหลินจางได้แล้ว ผู้ใดจะไปรู้ว่างานแต่งงานของนางที่มีความแน่นอนเกินเก้าในสิบส่วนจะเกิดปัญหาซับซ้อนขึ้นเช่นนี้
“เสี่ยวฉือ” เหยาเชียนเสวี่ยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฮ่อหลันฉือแปลกไป “เหตุใดทำหน้าตาดูไม่ได้เช่นนั้นเล่า ไม่สบายตรงที่ใดหรือ ให้ข้าเรียกหมอมาตรวจดูสักหน่อยหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร” เฮ่อหลันฉือตอบเสียงเบา
นางพยายามใช้ความคิด แล้วก็รู้สึกว่าแปลกประหลาดชอบกล คำพูดที่ลู่อู๋โยวพูดกับนางวันนั้นแวบขึ้นมากะทันหัน คิดดูว่าเรื่องในครั้งนี้เป้าหมายคือเขาแท้ๆ แต่แล้วหลินจางกลับถูกจับตัวไป จากที่นางรู้จักนิสัยลู่อู๋โยวมา จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความเคลือบแคลงใจ…
ต่อให้เขาไม่อยากให้หลินจางแต่งงานกับนาง ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องผลักไสหลินจางลงไปในหลุมนรกอื่นเช่นนี้เลย!
ในเมื่อตัวลู่อู๋โยวเองสามารถหลบภัย แล้วเหตุใดถึงไม่ยื่นมือช่วยหลินจางสักหน่อยเล่า
หากเป็นคนอื่น เฮ่อหลันฉือคงคิดว่าอีกฝ่ายมีเจตนาแอบแฝงกับนางแล้ว แต่นี่เป็นลู่อู๋โยว นางมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น…หรือว่าคนผู้นี้คิดว่าข้ายังน่ากลัวยิ่งกว่าคุณหนูรองจวนคังหนิงโหวเสียอีก
หลายวันต่อมาหลินจางเป็นฝ่ายเดินทางมาคารวะถึงที่จวน
เขาเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าซีดเซียว หัวคิ้วขมวดเป็นปม ราวกับประสบเคราะห์ร้ายอย่างหนักในครอบครัว ไร้ซึ่งความยินดีที่สอบผ่านแบบเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยแม้แต่น้อย มีแต่แววของความเศร้าเสียใจ
เวลานั้นเฮ่อหลันฉือกำลังอยู่บนหลังคา พอเห็นเขาก็ทอดถอนใจในอกอย่างอดไม่อยู่
ส่วนที่ว่าเหตุใดนางถึงอยู่บนหลังคานั้น…
ก็เพราะว่าเมื่อคืนนี้ฝนตก หลังจากผ่านฝนห่าใหญ่มาทั้งคืน หลังคาเก่าบนเรือนฝั่งตะวันตกของจวนเฮ่อหลันก็รั่วซึมทางด้านข้างอย่างไม่เป็นใจน่ะสิ
น้ำฝนไหลซึมลงมาตามร่องกระเบื้องและหยดเข้ามาในห้องของเฮ่อหลันฉือ นางตกใจตื่นเพราะเสียงฝน แล้วก็รู้สึกถึงความเย็นที่ซึมเข้ามาในร่างกาย จากนั้นก็เห็นซวงจือกำลังยกอ่างเล็กมารองน้ำที่มุมห้องด้วยสีหน้ายับยุ่ง
หลังคาของจวนเฮ่อหลันไม่ได้รั่วเป็นครั้งแรก
แม้จวนหลังนี้จะเป็นของพระราชทาน แต่ก็เป็นจวนขุนนางที่ถูกราชสำนักยึดทรัพย์ไว้และไม่ได้รับการทำนุบำรุงมานานปี ตอนพระราชทานก็ไม่ได้ถือโอกาสบูรณะซ่อมแซมให้ ทางจวนเฮ่อหลันไม่มีเงินมากพอ จึงอาศัยอยู่แก้ขัดเช่นนี้ไปก่อน ฉะนั้นมีลมแทรกฝนรั่วบ้างเป็นบางครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยจ้างช่างก่อสร้างมาสองครั้ง แค่ซ่อมแซมปะผุอย่างง่ายๆ เท่านั้น เฮ่อหลันฉือเคยมองดูอยู่หลายที รู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องยากเย็นเท่าไร
หลังจากฟ้าสว่างฝนหยุดตกนางก็ให้ลุงชีเตรียมน้ำมันตั้งอิ้ว ไม้ กระเบื้อง และใบจากราคาถูกมาจำนวนหนึ่ง แล้วเปลี่ยนใส่ชุดขาว ม้วนแขนเสื้อขึ้น ถือเครื่องไม้เครื่องมือปีนขึ้นบันได ตัดสินใจว่าจะลองทำด้วยตนเอง
หากทำสำเร็จได้ ต่อไปก็สามารถประหยัดรายจ่ายไปอีกหนึ่งส่วน
ซวงจือพูดด้วยความหวาดผวาอยู่ใต้ชายคา “คุณหนู! อันตรายนะเจ้าคะ เรียกคนอื่นมาทำดีกว่า!”
“ไม่เป็นไร เจ้าช่วยไปเอาไม้มาให้ข้าอีกสองแผ่น”
เฮ่อหลันฉือยืนกราน สิ่งสำคัญคือการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ถึงอย่างไรบิดานางก็เป็นขุนนางในราชสำนักต้ายง มีความเสี่ยงมากมาย นางคิดเสมอว่าเรียนรู้มากหน่อยไม่มีอะไรเสียหาย นอกจากนี้ตอนอยู่ที่ชิงโจวนางยังเคยเรียนทักษะแปลกๆ ที่อาจดูประหลาด แต่ผู้ใดจะรู้ว่ามันกลับใช้งานได้ในสักวันหนึ่ง
ขณะที่เฮ่อหลันฉือกำลังจัดการไม้ผุบนสันหลังคาอย่างระมัดระวัง หลินจางก็เดินเลี้ยวเข้ามาในจวนพอดี
นางหยุดการเคลื่อนไหว ยืดตัวยืนตรงโดยไม่รู้ตัว วางค้อนหินในมือบนยอดหลังคาเสียงดังตึง
หลินจางเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง และสบสายตากับเด็กสาวบนหลังคาพอดี
กิ่งต้นอวี้หลันหลายกิ่งข้างชายคาโน้มเอียงลงมา กลีบดอกยังคงเหมือนหยกสลักผิวเกลี้ยง กลิ่นหอมอบอวล ลมพัดกำจายไปทั่ว เด็กสาวยืนตรงอย่างสะโอดสะอง แม้กระโปรงจะเปื้อนสีเข้ม แต่ยังให้ความรู้สึกงดงามปานไข่มุกที่ปกคลุมด้วยฝุ่น ทั้งตัวอาบแสงฤดูใบไม้ผลิอันเฉิดฉาย งามยิ่งกว่าคนในภาพวาดเสียอีก
หลินจางเหม่อลอยไปชั่วขณะ เมื่อได้สติใบหน้าก็ยิ่งขาวซีดกว่าเดิม เขาก้มหน้าอย่างละอายใจ เบี่ยงตัวหันหนีไม่กล้ามองนาง ประหนึ่งว่าตนกลายเป็นคนแปดเปื้อนไปแล้ว ไม่คู่ควรจะสัมผัสลมบริสุทธิ์จันทร์กระจ่างอีกต่อไป
แม้เฮ่อหลันฉือจะไม่เคยมีความรู้สึกฉันชู้สาวกับเขา แต่ก็บังเกิดความเห็นใจอย่างคนร่วมชะตาเดียวกันที่ถูกชนชั้นสูงบีบบังคับ
บุตรสาวขุนนางธรรมดาต่อให้ตายก็ไม่มีทางทำเรื่องแย่งชิงบุรุษด้วยกำลังเช่นนี้แน่ ทว่าประยูรญาติคนโปรดกลับเป็นข้อยกเว้น อย่างเช่นเว่ยอวิ้น คุณหนูรองจวนคังหนิงโหว
มารดาผู้ให้กำเนิดนางเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ตั้งแต่เล็กนางจึงได้รับการเลี้ยงดูจากองค์หญิงใหญ่สวินหยางผู้เป็นยาย องค์หญิงใหญ่ผู้นี้เป็นพี่สาวร่วมอุทรกับฮ่องเต้ พี่สาวคนโตเสมือนมารดา ในอดีตที่ฮ่องเต้ก้าวขึ้นมาครองราชบัลลังก์ได้ก็ด้วยอาศัยการสนับสนุนจากองค์หญิงใหญ่ผู้นี้
องค์หญิงใหญ่สวินหยางเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาตั้งแต่ยังเยาว์ กล้าบอกหย่าพระสวามีโดยที่ยังเชิดหน้าผ่าเผย เผชิญกับข้อพิพาทในราชสำนักอย่างเฉยชา เมื่อเติบโตขึ้นมาอำนาจแข็งแกร่งขึ้น ย่อมทะนุถนอมหวงแหนหลานสาวกำพร้าที่เกิดจากบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนราวกับไข่ในหิน ดูแลยิ่งกว่าองค์หญิงในวัง ทั้งยังบ่มเพาะนิสัยอวดดีจองหองทำตัวเหนือกฎหมายให้แก่คุณหนูรองจวนคังหนิงโหวอีกด้วย ฉะนั้นหลินจางคงต้องทนรับความทุกข์ระทมนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ต่อให้เขาไม่ยอมแต่งงานกับคุณหนูรองจวนคังหนิงโหว แต่ด้วยเกรงกลัวต่ออำนาจขององค์หญิงใหญ่สวินหยาง น้อยคนที่จะกล้าส่งหญิงสาวในบ้านตนเองไปแต่งงานกับเขาอีก เพราะถึงอย่างไรนายหญิงน้อยของจวนคังหนิงโหวคนนั้นก็ต้องอยากแต่งงานสักวันหนึ่ง ใช้เรื่องนี้ข่มขู่บีบบังคับให้เขาบ้านแตกสาแหรกขาดก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียเลย
เฮ่อหลันฉือถอนใจในอก นางย่อมรู้ว่าตอนนี้นางไม่ควรจะพูดอะไรทั้งสิ้น
เรื่องแต่งงานนี้มีเพียงหลินจางกับบิดานางที่รู้ พวกเขาหารือกันแล้วเรื่องนี้ก็เป็นอันจบ นางเป็นสตรีในห้องหอ ไม่ควรรับรู้สิ่งใด แต่ในยามนี้นางอดรนทนไม่ไหวแล้ว
เฮ่อหลันฉือใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะตัดสินใจเรียกตามแผ่นหลังของหลินจางซึ่งกำลังจะลับตาไปใต้หลังคาระเบียง
“คุณชายหลิน”
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเป็นฝ่ายเรียกเขาก่อน
หลินจางหยุดชะงัก
เฮ่อหลันฉือพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า คุณชายหลินไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเอง”
หลินจางหัวไหล่สั่นไหว งอนิ้วเป็นกำปั้นคล้ายว่ากำลังพยายามอดกลั้น จากนั้นจึงค่อยๆ คลายออก ราวกับผ่านไปนานแต่ก็เหมือนเพียงชั่วพริบตา เขาสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณคุณหนูเฮ่อหลันมาก”
ในน้ำเสียงเจือแววสะอื้น พูดจบร่างของหลินจางก็ลับหายไปใต้หลังคาระเบียง
ภาพที่เห็นนั้นทำให้คนเศร้าใจอย่างมิอาจเลี่ยง แต่เสียดายที่อึดใจต่อมาอารมณ์ของเฮ่อหลันฉือก็ถูกอีกเสียงหนึ่งทำลายไปสิ้น
“คุณหนูเฮ่อหลัน ขออภัยที่ข้าละลาบละล้วง ถึงแม้ทิวทัศน์บนหลังคาจะงามดี แต่ลื่นล้มพลัดตกได้ง่ายนะ”
เฮ่อหลันฉือหันขวับกลับไป จึงเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู
“…?”
เหตุใดเขายังมีหน้าตามมาอีก
ผู้มาเยือนกลอกตากลับมา ดวงตาดอกท้อหลุบลง สีหน้าราบเรียบไม่มีวี่แววแย้มยิ้ม อย่างน้อยก็ดูไม่เหมือนคนที่มาชมเรื่องสนุกของผู้อื่น
ตรงนี้มีเพียงพวกเขาสองคน เฮ่อหลันฉืออดพูดไม่ได้ว่า “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
ถึงแม้นางจะไม่ถูกกับเขามาตลอด แต่อย่างน้อยก็ยังรักษามารยาทภายนอกอยู่เสมอ น้อยครั้งจะพูดจากระแทกแดกดันเสียงแข็งเหมือนเช่นตอนนี้ แตกต่างกับน้ำเสียงแผ่วเบานุ่มนวลยามพูดคุยกับหลินจางเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
ลู่อู๋โยวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “คุณหนูเฮ่อหลันกำลังเอาความโกรธมาลงที่ข้า หรือว่า…เจ้าคิดว่าข้าทำให้เขาเป็นเช่นนี้?”
เฮ่อหลันฉือพยายามทำให้น้ำเสียงตนเองเรียบนิ่ง “ได้ข่าวมาว่าเดิมทีคนที่คุณหนูรองจวนคังหนิงโหวต้องการจับก็คือเจ้า”
ลู่อู๋โยวหัวเราะเบาๆ “แสดงว่าพอคนที่ถูกจับเป็นเขาไม่ใช่ข้า เลยทำให้เจ้ารู้สึกเสียดายเช่นนั้นหรือ ข้าไม่ยักรู้ว่าที่แท้เจ้าชอบเขาถึงเพียงนี้ ต้องขออภัยจริงๆ” แม้เขาจะหัวเราะ ทว่าน้ำเสียงกลับไม่มีร่องรอยขบขันแม้แต่น้อย
เฮ่อหลันฉือฟังออกว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แม้เป็นไปได้ที่จะเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ แต่นางยังคงลังเลไปชั่วขณะ
“แต่ในเมื่อเจ้ามีทางหลบหลีกได้ เหตุใดถึงไม่ช่วย…”
ลู่อู๋โยวเหยียดริมฝีปาก พูดแฝงนัยประชด “หากข้าบอกว่าเป็นเหตุบังเอิญ คุณหนูเฮ่อหลันจะเชื่อหรือไม่”
“บอกตามตรงว่าข้าไม่เชื่อเท่าไร”
ตามปกติแล้วบทสนทนาของพวกเขาดำเนินมาถึงตรงนี้ก็คงสิ้นสุด
ที่จริงลู่อู๋โยวไม่ได้แยแสว่าเฮ่อหลันฉือจะมองเขาเช่นไร แต่เขาไม่ชอบใจที่ถูกใส่ร้าย โดยเฉพาะเรื่องนี้เขาเองก็ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“อยากให้เขาแต่งงานกับเจ้าไม่ได้นั้นมีหนทางถมเถ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทำร้ายคนโดยไม่ได้ประโยชน์เช่นนี้” นัยเสียดสีในน้ำเสียงของลู่อู๋โยวชัดเจนขึ้นหลายส่วน “คุณหนูเฮ่อหลัน ถึงแม้ข้าจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นวิญญูชนโดยเนื้อแท้อะไร แต่ข้าเคยหลอกลวงเจ้าเมื่อไรกัน”
เฮ่อหลันฉือย้อนนึกอย่างรวดเร็ว แล้วก็โต้ตอบอย่างว่องไว “วันนั้นที่วัดเจวี๋ยเยวี่ย เจ้ารับปากว่าถ้าเจอซื่อจื่อของเฉากั๋วกงจะช่วยขวางเขาไว้ให้ แต่เจ้าไม่เห็นช่วย”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาลู่อู๋โยวก็ฉีกยิ้มหัวเราะกะทันหัน
เฮ่อหลันฉือกำลังคิดจะพูดอะไรต่อเสียงอันทรงพลังพลันดังขึ้นสั่นสะเทือนแก้วหู
“เสี่ยวฉือ! เจ้าไปทำอะไรบนหลังคา! ถ้าเผลอตกลงมาจะทำอย่างไร!”
เฮ่อหลันเจี่ยนมองนางตาถลน กรงนกร่วงหล่นจากมือ
เฮ่อหลันฉือตกใจเสียงตะโกนนั้น ลำตัวโงนเงนเล็กน้อย แผ่นกระเบื้องที่ไม่ได้เรื่องใต้ฝ่าเท้าเลื่อนไถลฉับพลัน แม้นางจะมือเท้าไวยื่นไปเกาะกิ่งไม้ด้านข้างทัน แต่ยังยากจะหยุดยั้งไม่ให้ตัวไถลลงไป
“เสี่ยวฉือ! ไม่ต้องกลัว! ข้ามาช่วยแล้ว!”
เสียงของเฮ่อหลันเจี่ยนดังจนนางเกือบจะลื่นลงไปอีกรอบ
จังหวะนั้นเองจู่ๆ เฮ่อหลันฉือก็รู้สึกได้ว่าใต้เท้ามีแรงส่งดันนางขึ้นไป แล้วอึดใจต่อมานางก็กลับไปยืนบนหลังคาได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
เฮ่อหลันฉือ “…!”
เสียงลู่อู๋โยวดังขึ้น ฟังดูอ่อนโยนเป็นมิตรสุดขีดต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง “เมื่อครู่ก็เตือนคุณหนูเฮ่อหลันแล้วว่าบนหลังคาอันตราย” เขาถึงกับถอนหายใจเหมือนเป็นกังวลอย่างยิ่ง
…ใช่แล้ว ตราบใดที่มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย เขาไม่มีทางพูดด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่งเช่นก่อนหน้านี้เป็นอันขาด
เฮ่อหลันฉือเรียกขวัญกลับคืนมาได้ แรงส่งใต้เท้านั้นชัดเจน นางแน่ใจว่านางไม่ได้คิดไปเอง มีคนช่วยนางไว้จริงๆ
สายตาของนางเลื่อนผ่านจากร่างเฮ่อหลันเจี่ยนมาจับยังคนที่เหลือเพียงคนเดียวในที่นี้…ลู่อู๋โยว
“…เมื่อครู่เป็นเจ้าหรือ”
“เป็นข้าเอง” ลู่อู๋โยวตอบรับอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับแสดงคารวะเต็มรูปแบบ กิริยานอบน้อม น้ำเสียงอ่อนละมุน “คุณหนูเฮ่อหลันคงจะเชื่อว่าข้าไม่มีเจตนาจะทำร้ายผู้ใดแล้วกระมัง”
แม้เฮ่อหลันฉือจะยังคงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำได้อย่างไร แต่ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ นางก็ไม่ควรทำตัวลืมบุญคุณซึ่งๆ หน้า ได้แต่ตอบรับไปอย่างคาใจ
“เช่นนั้นก็…ขอบคุณคุณชายลู่มาก”
สายตาสงสัยของเฮ่อหลันเจี่ยนกวาดผ่านร่างคนทั้งสอง
ลู่อู๋โยวสะบัดแขนเสื้อ ทำท่าว่าจะถอยกลับไปที่ห้องเฝ้ายามข้างประตู แต่ชั่วขณะที่กำลังจะหันตัวไปเขาเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ มุมปากเหยียดโค้งแล้วเอ่ยขึ้น
“…เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าวันนั้นข้าไม่ขัดขวาง”
เฮ่อหลันฉือ “…?”
เฮ่อหลันเจี่ยนที่มองอยู่ด้านข้าง “?”
“มีเรื่องอะไรกัน มีอะไรที่พี่ชายของเจ้ารู้ไม่ได้เช่นนั้นหรือ” เฮ่อหลันเจี่ยนว่า
ความคิดอ่านลึกซึ้งของเฮ่อหลันฉือถูกเขาขัดจังหวะ “…ใช่ ถูกต้อง”
“?” เฮ่อหลันเจี่ยนยังคงงุนงง ครั้นตั้งสติกลับมาได้ เห็นน้องสาวยังอยู่บนหลังคาก็พูดอย่างลนลาน “เสี่ยวฉือ! เจ้ารีบลงมาเร็วเข้า! ขึ้นไปทำอะไรบนหลังคา! มันอันตรายนะ! มีอะไรก็ให้ข้าทำสิ…”
เฮ่อหลันฉืออ่อนใจ กลัวว่าจะถูกพี่ชายตะโกนใส่จนเท้าเสียหลักอีก จึงได้แต่ไต่บันไดลงมา
เวลานี้หลินจางเดินเลี้ยวออกมาจากห้องหนังสือของบิดานางแล้ว เขาหลุบตาต่ำ ฝีเท้าหนักอึ้ง ประหนึ่งวิญญาณหลุดจากร่าง
สำนักตรวจการข่าวสารว่องไว เฮ่อหลันจิ่นย่อมทราบที่มาที่ไปของเรื่องราวแล้ว เมื่อหลินจางมาหา เขาก็ไม่พูดอะไร ได้แต่โบกมือกล่าวว่า ‘ข้ารู้หมดแล้ว น่าเสียดายที่เจ้ากับบุตรสาวข้าไม่มีชะตาต่อกัน’
คุณหนูรองจวนคังหนิงโหวกับซื่อจื่อของเฉากั๋วกงไม่เหมือนกัน ตราบใดที่องค์หญิงใหญ่สวินหยางยังอยู่ก็ฟ้องร้องไม่ได้ อีกทั้งเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วคนที่เสียเปรียบก็คือฝ่ายหญิง
หลินจางโค้งตัวประสานมือคารวะต่ำสุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเดินมาถึงประตูหลินจางถึงค่อยฝืนยิ้มให้ลู่อู๋โยว “ขอบคุณจี้อันที่มาเป็นเพื่อนข้า หากยามนี้ข้ามาคนเดียวเกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูเฮ่อหลันด่างพร้อย”
ลู่อู๋โยวอยากจะพูดถ้อยคำทำนองว่า ‘ชายชาตรีไยต้องกลัวไร้ภรรยา’ เพราะเขาคิดเช่นนั้นจริง จะแต่งกับใคร ไม่แต่งกับใครมีอันใดแตกต่าง เรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจคือถูกคนวางแผนปองร้ายต่างหาก แต่พอเห็นท่าทางของหลินจางแล้วก็รู้ว่าไม่เหมาะสม เขาจึงไม่ได้พูดออกไป
เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวลู่อู๋โยวถึงค่อยเอ่ยขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจ “ไม่ทราบว่าคนโง่อย่างข้าจะขอละลาบละล้วงถามเรื่องหนึ่งได้หรือไม่”
หลินจางหัวเราะขื่น “จี้อันถามมาเถิด”
“เซ่าเยี่ยนพึงใจคุณหนูเฮ่อหลันตรงที่ใดกันแน่”
หลินจางไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้ เขานิ่งงันไป เบื้องหน้าราวกับปรากฏภาพฉากเหตุการณ์ยามเจอเฮ่อหลันฉือเป็นครั้งแรก
นั่นมิอาจบรรยายแค่คำว่าตกตะลึง แต่เรียกว่าตะลึงพรึงเพริดโดยแท้ บนโลกมีสตรีหน้าตาเช่นนี้ด้วยหรือ แม้แต่ในฝันก็ยังสรรค์สร้างออกมาไม่ได้ ทีแรกเขาก็หลงใหลไปกับรูปโฉม ต่อมาจึงพบว่านางเพียบพร้อมทั้งความรู้และจรรยา นิสัยใจคออ่อนโยน ตลอดร่างไร้ซึ่งลักษณะธรรมดาสามัญ ยากที่ใจจะไม่บังเกิดความชื่นชม
แน่นอนว่าการวิจารณ์รูปโฉมของสตรีเป็นสิ่งไม่เหมาะสม หลินจางจึงข้ามช่วงครึ่งแรกไป
ลู่อู๋โยวฟังคำบรรยายของหลินจางที่ยิ่งพูดยิ่งเศร้าซึมพลางนึกถึงเฮ่อหลันฉือที่เขาเคยรู้จักก็เงียบงันไปครู่หนึ่ง…
ตอนที่นางซ่อมหลังคานั้นก็นับว่าไม่ธรรมดาสามัญจริงๆ
ลู่อู๋โยวรู้ว่าถึงเกลี้ยกล่อมไปก็ไร้ประโยชน์ จึงถามหลินจางว่าตั้งใจจะทำเช่นไรต่อไป
หลินจางเองก็ยังสับสน
สำหรับตัวเขา แม้จะมีสายสนกลในซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ที่เขานอนร่วมเตียงกับสตรีในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเช่นนี้ก็ตาม แต่เขาไม่มีทางปัดความรับผิดชอบโดยเด็ดขาด คงต้องรีบกลับไปรายงานที่บ้าน แล้วจึงไปดำเนินการสู่ขอให้เรียบร้อยเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของฝ่ายหญิง
แต่เขาไม่เต็มใจ ส่วนคุณหนูรองผู้นั้นก็ไม่ยินดี
ข้างหูเขายังเหมือนได้ยินเสียงคุณหนูรองสกุลเว่ยผู้นั้นตะโกนพลางร่ำไห้ ‘ข้าไม่อยากแต่งกับเขา! แค่ถือเสียว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเถอะ! ให้เขาไปเสีย! ให้เขาไปเดี๋ยวนี้! โยนออกไปทางประตูหลังเลย! ข้าไม่อยากเห็นเขาอีก…’
ในชีวิตของหลินจางไม่เคยพานพบเหตุการณ์ที่เหลวไหลไร้สาระเช่นนี้มาก่อน
คังหนิงโหวกลับลูบเคราด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ‘คุณชายหลิน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ากลับจวนไปเตรียมการสอบหน้าพระที่นั่งก่อนเถิด สอบเสร็จเมื่อไรข้าค่อยส่งคนไปที่จวนของเจ้าเพื่อหารือว่าควรจัดการเรื่องนี้เช่นไร’
หลินจางกลับมาด้วยความสับสนงุนงง ค่อยมาตระหนักได้ในภายหลังว่าตนกับคุณหนูเฮ่อหลันไร้วาสนาจะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วในช่วงชีวิตนี้
เขาขยับริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าควบคุมอะไรไม่ได้ การแต่งงานนั้น…ต้องให้บิดามารดาตัดสินใจ”
ในถ้อยคำนั้นแฝงความไม่พอใจซึ่งแม้แต่ตัวหลินจางเองก็ไม่ทันสังเกต
“เซ่าเยี่ยน” ลู่อู๋โยวเอ่ยปากขึ้นมากะทันหัน “มากน้อยอย่างไรเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากข้า…”
หลินจางรีบพูด “เรื่องนี้โทษเจ้าไม่ได้…”
ลู่อู๋โยวหัวเราะเบาๆ อยากจะบอกไปว่าเขาก็ไม่ได้กำลังตำหนิตนเอง “ถ้าเจ้าไม่อยากแต่งงานกับคุณหนูรองผู้นั้นจริงๆ แต่มุ่งมั่นจะแต่งกับ…” เขาหยุดนิดหนึ่ง “คุณหนูเฮ่อหลัน ใช่ว่าข้าจะช่วยเจ้าคิดหาทางไม่ได้”
น้ำเสียงเขาหนักแน่น ไม่เหมือนกำลังล้อเล่นแต่อย่างใด
หลินจางตะลึงงัน เขารู้ชาติกำเนิดของลู่อู๋โยว ซึ่งลู่อู๋โยวก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้แม้แต่น้อย บิดามารดาของลู่อู๋โยวล้วนมิใช่คนในวงขุนนาง มีแค่ตาผู้หนึ่งซึ่งเป็นพี่ชายของตาแท้ๆ ทำงานในกรมโยธา แม้ความรู้ความสามารถของลู่อู๋โยวจะเป็นที่ประจักษ์ แต่ถึงจะเก่งกาจเช่นไรยามนี้ก็เป็นได้แค่บัณฑิต
หรือว่าเขาคิดจะไปแต่งงานกับคุณหนูรองจวนคังหนิงโหวแทนข้า
สายตาที่หลินจางมองลู่อู๋โยวเปลี่ยนไป
“ขอบคุณจี้อันมาก น้ำใจนี้ข้ารับไว้ด้วยใจแล้ว! แต่เรื่องนี้จะทำให้เจ้าเดือดร้อนไปด้วยไม่ได้เด็ดขาด!” หลินจางพูดเสียงเศร้า “บางทีข้ากับคุณหนูเฮ่อหลันคงไม่มีวาสนาต่อกัน”
ลู่อู๋โยวคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเข้าใจผิดไป แต่ว่า…
“เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด” พูดจบเขาเองก็ผ่อนลมหายใจโดยไม่มีสาเหตุ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 มี.ค. 68
Comments
comments
No tags for this post.