บทที่ 7
เสิ่นหุยตกใจไปชั่วขณะ จากนั้นก็กัดฟันไปรับหนังสือที่เขายื่นมาให้ ปลายนิ้วของนางไม่ระวังแตะถูกหลังมือของเขา เย็นจนนางรีบเก็บมือกลับมา เสิ่นหุยมักจะรู้สึกว่าดวงตาของเผยไหวกวงคู่นี้สามารถมองคนจนทะลุได้ แผนการอุบายทุกอย่างไม่อาจปิดบังได้ นางจึงไม่ค่อยกล้าประสานสายตาของเผยไหวกวง เพียงหลุบตาลง เลื่อนสายตาไปบนหนังสือ
…คนตัวเล็กสองคนบนนั้นกำลัง ‘ต่อสู้’ กันอย่างจริงจังยิ่ง
เผยไหวกวงเดินอ้อมเข้ามาจากข้างนอก จับพนักเก้าอี้แล้วดึงเก้าอี้ออกมาจากโต๊ะเครื่องแป้ง ขาเก้าอี้ไม้ครูดพื้นเป็นเสียงยาว จากนั้นเขาก็นั่งลง พลิกดูชาดทาปากและเครื่องประดับของเสิ่นหุยบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่ค่อยใส่ใจ
เสิ่นหุยก้มหน้า ฟังความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเขา
นางรู้สึกว่าตนเองที่เป็นฮองเฮานี้ไม่ได้ความจริงๆ ถูกขันทีทำให้ตกใจลนลานทั้งวัน แต่พอคิดอีกที ท่านอ๋องและเหล่าขุนศึกก็มีไม่กี่คนที่ไม่กลัวเขา จึงปลอบใจตนเองได้ชั่วคราว
เขามาเพื่อจับตาดูข้า ‘อ่านหนังสือเรียนรู้’ หรือ
ไม่ไปทำงานสำคัญของเขา แต่วิ่งมาจับตาดูข้าที่นี่ เป็นการใช้คนไม่ถูกกับงานไปสักนิด เสิ่นหุยคิดอีกครั้ง มิน่าเล่าฮ่องเต้ถึงให้ความสำคัญต่อเขา เขาทำงานให้ฮ่องเต้อย่างเต็มความสามารถจริงๆ
“ตั้งใจอ่านหนังสือสักนิดเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงพูดขึ้นทันใด
เสิ่นหุยลอบเหลือบตาขึ้นมองเขาคราหนึ่ง
แสงไฟบนโต๊ะเครื่องแป้งไม่สว่างเท่าทางนี้ พอนางมองไปก็ปรับสายตาไม่ทัน รู้สึกเพียงว่าร่างของเขาจมอยู่ในเงามืด ชุดสีแดงบนร่างนั้นดูเข้มขึ้นราวกับเปื้อนเลือด ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่สายตาของนางก็ปรับรับแสงตรงนั้นได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ภาพของเผยไหวกวงในสายตาก็ค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น
เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมอง แสงเทียนส่องสว่างโครงหน้านั้น แต่ส่องเข้าไปไม่ถึงในดวงตาของเขา
เสิ่นหุยตกใจ รีบก้มหน้าลงทันที นิ้วมือพลิกเปิดหน้าหนังสือเหมือนเป็นการกลบเกลื่อนว่าไม่ได้ทำอะไร
เรียนก็ได้
นางก้มหน้าตั้งใจอ่านหนังสือ พยายามเรียนรู้ว่าคนตัวเล็กสองคนต่อสู้กันอย่างไร
เผยไหวกวงนั่งต่ออีกสองเค่อจึงจากไป
พอเขาเดินจากไป เสิ่นหุยก็โยนหนังสือในมือทิ้งทันที วิ่งเหยาะๆ ปีนขึ้นเตียง สอดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม ก่อนหน้านี้นางสั่งนางกำนัลให้วางถุงน้ำร้อนไว้ใต้ผ้าห่มหลายใบ ตอนนี้ใต้ผ้าห่มอุ่นร้อนยิ่ง
“เป็นอย่างไรบ้าง” เสิ่นหุยถามเฉินเยวี่ย
เฉินเยวี่ยเดินมาใช้ผ้าห่มห่อตัวนางไว้แน่นแล้วจึงพูดว่า “ได้ยินว่าฝ่าบาทยังไม่ตื่นบรรทมเพคะ”
เสิ่นหุยส่งเสียงตอบรับ ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า
“เหนียงเหนียง วันนี้บุ่มบ่ามเกินไปแล้วแล้ว พะองค์เองยังทรงปกป้องได้ยาก ยังจะ…“ เฉินเยวี่ยถอนหายใจคราหนึ่ง
“ข้ารู้ ข้ากลัวเขาจะกล่าวโทษข้าเช่นกัน แต่สถานการณ์เป็นเช่นนั้น หากข้าไม่ทำอะไรในใจย่อมรู้สึกผิด” นางยื่นมือไปกุมมือของเฉินเยวี่ย “ไม่เป็นไร น่าจะไม่มีอันตรายถึงตาย โทษอื่นก็ไม่มีอะไรมาก อย่างไรเสียอยู่ในมือฮ่องเต้เช่นนี้เดิมทีก็ไม่มีอะไรดีอยู่แล้ว” จากนั้นนางก็มองเฉินเยวี่ยด้วยดวงตาเปล่งประกาย “เรื่องนั้นเล่า”
สีหน้าเฉินเยวี่ยเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน ลดเสียงลงพูดว่า “ได้ยินว่าซื่อจื่อยึดได้อีกสองเมืองแล้วเพคะ”
ดวงตาของเสิ่นหุยเปล่งประกายยิ่งขึ้น ฉายความเลื่อมใสขึ้นหลายส่วน
เดิมทีซื่อจื่อควรเป็นพี่เขยคนรองของนาง ไม่ถูก ต่อให้เป็นตอนนี้เสิ่นหุยก็ยังถือว่าซื่อจื่อเท่านั้นที่เป็นพี่เขยคนรองของนาง
ตอนเสิ่นผูพี่สาวคนรองของเสิ่นหุยยังมีชีวิตอยู่ ซื่อจื่อก็กำลังวางแผนอย่างลับๆ พอเสิ่นผูตายอยู่ในวังหลวง ซื่อจื่อก็ก่อกบฏอย่างยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้กริ้วมากจะยึดทรัพย์สินจวนโหวผู้เฒ่า แต่ไม่คิดว่าคนในจวนโหวจะขนของทิ้ง ร่วมก่อกบฏพร้อมกับซื่อจื่อทั้งตระกูล
ผ่านไปหลายปีกองกำลังในมือซื่อจื่อเพิ่มขึ้นจนมิอาจมองข้ามได้แล้ว
เสิ่นหุยยืดคอยาว มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ออกไปข้างนอก ภูเขาที่อยู่นอกกำแพงแดงช่างไกลเหลือเกิน ไกลจนมองเห็นไม่ชัดเจน
ตอนพี่สาวคนรองยังมีชีวิตอยู่คงจะมองภูเขาลำน้ำนอกกำแพงวังทุกวัน รอให้พี่เขยมาช่วยใช่หรือไม่
เสิ่นหุยไม่ได้หวังให้ตนเองได้รับการช่วยเหลือ แต่หวังว่าซื่อจื่อจะบุกเข้าวังหลวง สังหารฮ่องเต้เหลวไหลผู้นั้น ล้างแค้นให้พี่หญิงรองของนาง
ในใจเสิ่นหุยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก เหมือนเห็นฉากที่ซื่อจื่อถือดาบเข้าวังมาตัดศีรษะฮ่องเต้ชั่วจริงๆ
นางคิดว่าหากตนเองเป็นบุรุษ ไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเป็นบุรุษ หากตนเองเป็นเหมือนพี่หญิงใหญ่ที่เคยฝึกวรยุทธ์กับบิดาตั้งแต่เด็ก สามารถถือดาบหอกได้ นางก็จะไปสวามิภักดิ์ต่อซื่อจื่อ เป็นทหารลงสนามรบสังหารศัตรู เป็นกำลังส่วนหนึ่งในการตัดศีรษะฮ่องเต้!
สือซิงยกยาเข้ามาแล้วพูดว่า “เหนียงเหนียง วันนี้อยู่ข้างนอกตากลมนานเพียงนั้น รีบเสวยยาสักถ้วยเถิดเพคะ ระวังต้องลมหนาวเป็นหวัดจะทำให้โรคเก่ากำเริบ”
เสิ่นหุยหน้าเสียทันที เอนกายล้มไปอีกด้าน ความตื่นเต้นที่มีหายไปหมด
แต่นางเป็นคนขี้โรค
“ถ้าข้าขยันดื่มยา ดื่มสองเท่า จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งได้หรือไม่” เสิ่นหุยพูดเสียงอู้อี้
“ได้ๆๆ ได้แน่นอนเพคะ!”
เสิ่นหุยรู้ว่าสือซิงกำลังปลอบโยนนางอยู่
นางรู้มาตั้งแต่เด็กว่าตนเองเทียบพี่ชายพี่สาวทั้งหลายไม่ได้ ตอนอายุน้อยไม่รู้ความเคยร้องไห้ด้วยเรื่องนี้ พี่ชายคนโตอุ้มนางไว้บนตักแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า ‘อาหุยน้อยของพวกเราดีที่หนึ่งในใต้หล้า เจ้าก็คือเจ้า ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น’
เสิ่นหุยไม่ได้ย้อนคิดถึงเรื่องในอดีตมานานมากแล้ว
ความทรงจำเป็นสิ่งงดงาม แต่น่าเสียดายที่คนไม่อยู่แล้ว พอยิ่งเป็นความทรงจำที่งดงามก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น
เสิ่นหุยพลิกตัว สายตาเลื่อนไปบนภาพหงส์สีเหลืองทองบนผ้าห่มแพร นางไม่สามารถเป็นเหมือนพี่หญิงรองที่เชี่ยวชาญการดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ เพียงลงมือเขียนอะไรก็สามารถเขียนบทความที่ทำให้อาจารย์โกรธแทบตายออกมาได้ นางไม่มีความกล้าหาญที่จะเสียสละชีพเพื่อแผ่นดินเช่นพี่หญิงใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีความสามารถในการลงสนามรบสังหารศัตรูเช่นพี่ชายทั้งสองคน
นางก็คือนาง แต่ว่านางควรจะใช้วิธีของนางเองทำอะไรบางอย่าง
ยามราตรีมืดสนิทเงียบสงัด ภายในจวนสกุลสวี หญิงงามที่ถูกฮ่องเต้แบกขึ้นบ่าต่อหน้าฝูงชนในวันนี้ปิดหน้าร้องไห้
“วันนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าไม่มีเกียรติเหลืออยู่แม้แต่น้อย ทั้งยังทำให้ชื่อเสียงของท่านพลอยเสื่อมเสียไปด้วย หากไม่ใช่เพราะทิ้งบุตรไม่ลง ข้าก็อยากจะผูกคอตายจบชีวิตนี้เสีย ตอนนี้ท่านเขียนหนังสือหย่าให้ข้าฉบับหนึ่งเถิด ข้าเพียงหวังว่าท่านจะส่งข้าไปที่อารามชี ฮือๆๆ…”
“อวิ๋นเหนียง!” บัณฑิตหนุ่มโอบไหล่ของภรรยา “ข้าเข้าใจความทุกข์ของเจ้า แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า! ข้าจะทอดทิ้งเจ้าไม่สนใจไยดีด้วยเหตุนี้ได้อย่างไร”
“ท่านพี่ แต่ว่า…แต่ว่า…” หญิงงามใช้สองมือปิดหน้า ร้องไห้จนพูดไม่เป็นคำ
“ไม่ต้องพูดอีกแล้ว! ไม่สามารถก้าวออกไปสละชีวิตคุ้มครองเจ้าได้ในทันที เพียงเท่านี้ข้าก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่งแล้ว! ไม่มีทางทอดทิ้งเจ้าเด็ดขาด! เมืองหลวงนี้ในเมื่ออยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเราก็ไปจากที่นี่ ทำงานให้ฮ่องเต้เช่นนี้ต่อไปถือเป็นการดูหมิ่นตำราปราชญ์เมธีที่ศึกษามาหลายปีนี้!…พวกเราไปเฉินโจวเถิด! ไปขอพึ่งพาซื่อจื่อ!“
หญิงงามมองสามีของตนเองแล้วค่อยๆ หยุดร้องไห้
เช้าวันต่อมา บทสนทนายามค่ำคืนในจวนของสองสามีภรรยาก็ถูกส่งมาเข้าหูของเผยไหวกวงโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไร เพียงตั้งใจล้างมือซ้ำไปมา น้ำที่เพิ่งตักจากบ่อในฤดูหนาวเย็นเข้ากระดูก แต่เขากลับไม่ชอบน้ำร้อน สองมือล้างไปมาอยู่ในน้ำเย็นยะเยือก นิ้วมือแดงหมดแล้ว ทว่าเขากลับไม่รู้สึกเย็น
หวังไหลสังเกตคำพูดและสีหน้าก็เข้าใจแล้วว่าจั่งอิ้นไม่เพียงไม่จับบัณฑิตคนนั้น แต่จะให้ครอบครัวบัณฑิตคนนั้นเดินทางอย่างราบรื่นไร้สิ่งกีดขวางอีกด้วย
เขาอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงความคิดของจั่งอิ้น
เห็นจั่งอิ้นล้างมือเสร็จแล้ว เขาก็รีบยื่นผ้าขาวสะอาดไปให้
หวังไหลมองเห็นแต่ไกลว่ามีขันทีรุ่นเล็กคนหนึ่งเดินเร็วมาทางนี้ เขารีบออกไปแล้วโน้มกายเอียงหูฟังคำรายงานก่อน
ที่แท้ซุนเหม่ยเหรินก็คลอดแล้ว เดิมทีเมื่อวันก่อนเป็นวันกำหนดคลอด แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเพิ่งมาคลอดเอาวันนี้
เรื่องเกี่ยวกับโอรสมังกร ในวังจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร
ซุนเหม่ยเหรินทรมานอยู่กว่าครึ่งค่อนวัน ยามพระอาทิตย์ตกดินจึงคลอดออกมาได้
ขันทีรุ่นเล็กเสี่ยวสือจื่อจึงวิ่งมาแจ้งข่าวที่หอชังชิงทันที เขามองเผยไหวกวงที่กำลังเขียนอักษรคราหนึ่ง ก่อนจะมองหวังไหลด้วยสายตาเป็นเชิงสอบถาม เห็นหวังไหลพยักหน้า เสี่ยวสือจื่อจึงค้อมกายก้าวข้ามธรณีประตูกล่าวรายงานอย่างนอบน้อม
“คลอดแล้ว เป็นองค์หญิงน้อยขอรับ”
เผยไหวกวงไม่มีท่าทีตอบสนองใด ยังคงเขียนอักษรดังเดิม
เสี่ยวสือจื่อค้อมกายแล้วถอยออกไป ในใจคิดว่ารักษาชีวิตขององค์หญิงน้อยไว้ได้แล้ว
องค์หญิงน้อยไม่มีทางรู้ว่าที่นางสามารถรักษาชีวิตไว้ได้เพราะวาสนาในการเป็นหญิง
ในตำหนักในมีสนมชายามากมาย แต่พระโอรสบอกไม่ได้ว่ามากหรือไม่
เพราะว่า…ตอนนี้ในวังหลวงมีองค์หญิงถึงเจ็ดสิบสามพระองค์ แต่มีองค์ชายเพียงพระองค์เดียว
องค์ชายน้อยเป็นพระโอรสที่หยวนเหอฮองเฮาเสี่ยงตายคลอดออกมา
หยวนเหอฮองเฮาเป็นฮองเฮาพระองค์ที่สองของฮ่องเต้ ซึ่งก็คือเสิ่นผูพี่หญิงรองของเสิ่นหุย
ฮ่องเต้ไม่ชอบองค์ชายผู้นี้ แต่ต่อให้เขาพยายามเพียงใด ในครรภ์ของสตรีในตำหนักในกลุ่มนี้ก็ให้กำเนิดเพียงบุตรสาว! หลายปีมานี้ในตำหนักในใช่ว่าจะไม่มีองค์ชายถือกำเนิดสักพระองค์ แต่ต่างไม่มีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้นเอง
สำหรับเหตุใดถึงไม่มีชีวิตรอดต่อไป ไม่มีใครกล้าพูดกันอย่างเปิดเผย ทำได้เพียงลอบคาดเดากันเท่านั้น
เผยไหวกวงวางพู่กันลง
หวังไหลรีบไปหยิบชุดคลุมผ้าฝ้ายมาให้เขา
ฮ่องเต้เรียกตัวเผยไหวกวงไปพบเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน
หวังไหลเดินตามอยู่ข้างหลังไม่กล้าพูดอะไร ฮ่องเต้เรียกพบ แต่ยังกล้าชักช้าเสียเวลาถึงหนึ่งชั่วยามจึงไปพบ นอกจากจั่งอิ้นเกรงว่าคงไม่มีคนอื่นแล้ว
ที่ฮ่องเต้เรียกเผยไหวกวงไปพบก็เพื่อให้เขาช่วยอ่านและตรวจฎีกา ฮ่องเต้คร้านจะอ่านฎีกาเหล่านั้นจริงๆ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก พูดให้ถูกต้องก็คือเป็นเช่นนี้ทุกวัน
วันนี้ฮ่องเต้ถูกเหล่าขุนนางอาวุโสทำให้รำคาญใจทั้งวัน เวลานี้เขากำลังนั่งอยู่บนเตียงในตำหนักด้านข้างของตำหนักหยวนหลง ดูนางระบำหลายคนร่ายรำพลางกินขนมที่จิ้งกุ้ยเฟยป้อนให้
“เรื่องงานเลี้ยงในวังเมื่อวานฝ่าบาทอย่าโทษฮองเฮาเลยเพคะ ฮองเฮาพระชนมายุยังน้อยและเพิ่งเข้าวัง ไม่รู้กฎระเบียบในวังเป็นเรื่องปกติมากเพคะ” จิ้งกุ้ยเฟยพูด
ฮ่องเต้ตั้งใจชมการร่ายรำของนางระบำ เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่รู้กฎระเบียบจริงๆ ให้เผยไหวกวงส่งคนไปสอนแล้ว”
“จั่งอิ้นทำงานย่อมวางใจได้ แต่เรื่องของราชสำนักทำให้จั่งอิ้นยุ่งมากพอแล้ว เรื่องของตำหนักในนี้จะให้เขามาวุ่นวายใจอีกหรือเพคะ” จิ้งกุ้ยเฟยยื่นขนมอีกหนึ่งชิ้นมาที่ปากของฮ่องเต้ “เฮ้อ บุตรสาวที่มาจากจวนสกุลเสิ่นคนใดบ้างที่ไม่ฉลาดโดดเด่นเหนือใคร ตามความคิดหม่อมฉัน ฮองเฮาเพียงแค่พระชนมายุน้อย ไม่มีประสบการณ์ ไม่ต้องให้หมัวมัวเหล่านั้นไปสอนอะไรเพคะ”
ตอนนี้ฮ่องเต้จึงเลื่อนสายตาออกจากนางระบำ มองมาที่จิ้งกุ้ยเฟยอย่างไม่เข้าใจ
จิ้งกุ้ยเฟยหัวเราะ เอนตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบข้างหูของฮ่องเต้สองสามประโยค
ทางด้านเผยไหวกวงมาถึงตำหนังหยวนหลงก็ตรงไปที่ห้องทรงพระอักษร บนโต๊ะมีฎีกาที่ส่งมาจากทุกพื้นที่กองเต็มอยู่แล้ว
เขาชะงักฝีเท้าทันใด สายตาเลื่อนไปที่นางกำนัลรุ่นเล็กสองคนใต้ชายคาตำหนักด้านข้างที่อยู่อีกฝั่งของระเบียงทางเดิน หากเขาจำไม่ผิดนั่นคือนางกำนัลของตำหนักหย่งเฟิ่ง
“ฮองเฮาเสด็จมาหรือ” เขาถาม
มีขันทีรุ่นเล็กเดินมาหาทันที กลั่นกรองคำพูดแล้วรายงานเรื่องราวทุกอย่างอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย
เผยไหวกวงมองไปทางตำหนักด้านข้าง ยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่งแล้วก้าวเท้าเดินผ่านระเบียงทางเดิน ชุดคลุมผ้าฝ้ายสีฟ้านวลสะบัดผ่านราวสีแดง
เขาเดินไปถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของฮ่องเต้กับนางระบำข้างใน
ขันทีรุ่นเล็กหน้าประตูแต่ละคนก้มหน้าลง
เผยไหวกวงฟังสักครู่ ไม่ได้ยินเสียงของฮองเฮาน้อย เขาจึงยกมือชี้ที่ประตู ขันทีรุ่นเล็กก็รีบช่วยเขาเปิดประตู
ฉากบังตาสิบสองพับบังสายตาเอาไว้ บนฉากบังตาสะท้อนเงาร่างเล็กของเสิ่นหุยที่นั่งหลังตรงไม่ขยับ
ฮ่องเต้ฟังความเห็นของจิ้งกุ้ยแล้วก็สั่งให้เสิ่นหุยไปนั่งอยู่หน้าเตียง ชื่นชม ‘การแสดง’ ของเขากับนางระบำ
เผยไหวกวงเดินเข้าไป
“ฝ่าบาท มีมือสังหารลอบเข้าวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตกใจ กลิ้งตัวลงจากเตียงทันที วิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหลบข้างหลังเผยไหวกวง กอดขาของเขาไว้พลางตะโกนอย่างตื่นตระหนก
“มือสังหารอยู่ที่ใด!”
“กำลังตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จฝ่าบาทไปที่ตำหนักเอกก่อน”
ไม่ต้องให้เผยไหวกวงพูดอีกครั้ง ฮ่องเต้ก็รีบลุกขึ้นตะโกนว่า “อารักขาฮ่องเต้!”
จากนั้นเขาก็วิ่งออกไปข้างนอกทันที
เผยไหวกวงหันมามองเสิ่นหุย นางร่างแข็งทื่อ นั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ แต่ยังไม่ตกใจจนร้องไห้ เพียงแค่ใบหน้าเล็กซีดขาว ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
เผยไหวกวงเดินไปหานางช้าๆ แล้วโน้มกายลงเล็กน้อย “ฮองเฮา?”
เสิ่นหุยขนตาสั่นไหว นางเหลือบตาขึ้นมองเผยไหวกวง บอกตนเองในใจว่าต้องสงบสติอารมณ์ แต่ในตอนที่จะเอ่ยปากกลับอาเจียนออกมาจนเปรอะเปื้อนเผยไหวกวง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 20 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.