บทที่ 8
ทั้งสองคนกลั้นหายใจพร้อมกัน
หวังไหลตกใจจนอ้าปากกว้างพอจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้หนึ่งใบ
“ข้า…” เสิ่นหุยเพิ่งพูดได้คำเดียว ความรู้สึกพะอืดพะอมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง นางรีบยื่นสองมือออกมาปิดปากตนเองเอาไว้ ใบหน้าที่เดิมทีก็ไม่ใหญ่อยู่แล้วถูกนางใช้สองมือปิดไว้เช่นนี้ย่อมเหลือเพียงดวงตาดำขลับคู่หนึ่งโผล่ออกมาจ้องมองเผยไหวกวง
หวังไหลรีบสั่งขันทีรุ่นเล็กข้างกายสองประโยคแล้วค้อมกายวิ่งเข้ามาถอดเสื้อชั้นนอกบนร่างเผยไหวกวงออกอย่างคล่องแคล่ว
เฉินเยวี่ยกับสือซิงก็รีบเดินเข้ามาเช่นกัน คนหนึ่งลูบหลังให้เสิ่นหุย คนหนึ่งยอบกายลงตรงหน้ายื่นน้ำมาให้นาง
ขันทีรุ่นเล็กวิ่งเสียงเบาเข้ามาจากข้างนอก ส่งเสื้อผ้าสะอาดมาให้เผยไหวกวง หวังไหลรับมาแล้วช่วยสวมให้ จากนั้นก็ใส่เข็มขัดหยกให้อย่างคล่องแคล่ว จนเขากลับมาเป็นจั่งอิ้นที่สะอาดเรียบร้อยอีกครั้ง
ตั้งแต่ต้นจนจบเผยไหวกวงไม่ได้ขยับตัว เพียงทำหน้าเคร่งเครียดจ้องฮองเฮาน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลม มองดูนางอาเจียนออกมาอีกครั้ง
นางก้มหน้า พับผ้าเช็ดหน้าหนาปิดปากตนเองแล้วอาเจียนแห้ง คิ้วเล็กขมวดแน่น คงเพราะอาเจียนจนไม่สบายตัวเกินไป หางตาจึงขึ้นสีแดง
รอจนนางหายใจคล่องจึงวางผ้าเช็ดหน้าลง รับถ้วยกระเบื้องใส่น้ำที่สาวใช้ยื่นให้มาดื่มเล็กน้อย เผยไหวกวงจึงแค่นหัวเราะคราหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“สะอิดสะเอียนเพียงนั้นเชียวหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยเพิ่งรู้สึกสบายท้องเล็กน้อย พอได้ยินคำพูดของเผยไหวกวง ในสมองก็มีภาพบางอย่างปรากฏขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในท้องก็รู้สึกไม่สบายขึ้นมาอีกครั้งทันที ร่างเล็กสั่นกระตุก สองมือปิดปากของตนเองเอาไว้
เผยไหวกวงถอยหลังหนึ่งก้าวตามจิตสำนึก
เขาใช้สายตาเย็นชามองเสิ่นหุยที่ขมวดคิ้วสีหน้าอมทุกข์พยายามอดกลั้น และเห็นสาวใช้ของนางหยิบก้อนน้ำตาลออกมาจากถุงแพร เปิดห่อกระดาษออกแล้วยื่นใส่ปากของนาง ดวงตาของนางจึงยกโค้ง มีรอยยิ้มอย่างพอใจเล็กน้อยขึ้นมาบ้างโดยไม่รู้ตัว
ในตอนที่เผยไหวกวงคิดว่านางไม่มีแรงส่งเสียง และเขาก็เตรียมจะออกไปก่อน จู่ๆ เสิ่นหุยก็พูดช้าๆ ว่า “ใช่แล้ว”
เผยไหวกวงหยุดฝีเท้า หันหน้าไปมองนาง
เสิ่นหุยร่างอ่อนยวบพิงพนักเก้าอี้ สองตาดูเลื่อนลอยเล็กน้อย พูดว่า “ไม่เหมือนในหนังสือสักนิด น่าสะอิดสะเอียนมากจริงๆ”
น้ำตาลก้อนที่นางอมอยู่ในปากยังละลายไม่หมด เสียงที่พูดจึงอู้อี้
เผยไหวกวงเห็นแก้มขาวอ่อนนุ่มของนางข้างหนึ่งพองขึ้นมาเล็กน้อยเพราะอมน้ำตาลก้อน เห็นได้ชัดว่ายังกินไม่หมด นางยังยื่นมือไปทางสาวใช้ของตนเอง ขอกินน้ำตาลอีกก้อน
เหมือนเด็กจริงๆ เผยไหวกวงคิด ไม่รู้ว่าถูกเลี้ยงดูอย่างไร้เดียงสาเกินไปมาตั้งแต่เด็ก หรือว่าเพราะเพิ่งเข้าวังจึงยังไม่ได้ซึมซับกฎเกณฑ์และความชินชาของคนในวัง
น่าเสียดายที่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในวังสถานที่ที่สกปรกและอันตรายเช่นนี้ จะซึมซับจนสกปรกเหม็นเน่าก็เป็นเรื่องของเวลาช้าเร็วแล้ว
เขาใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือหมุนแหวนหยกบนนิ้วชี้เล่นช้าๆ หนึ่งรอบแล้วพูดว่า “แทนที่เหนียงเหนียงจะขอน้ำตาลเสวย สู้ลองคิดดูว่าผู้ใดเป็นคนเสนอความคิดนี้แก่ฝ่าบาทจะดีกว่า”
เสิ่นหุยหันมองมาอย่างตกใจเล็กน้อย
เผยไหวกวงเห็นความตกใจปรากฏในดวงตาของนาง แต่ความตกใจนี้เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ในดวงตาของนางได้อย่างฉับไว และมองทะลุถึงความคิดของฮองเฮาน้อยได้แล้ว หลังจากตกใจนางคงคิดว่าเป็นใครเสนอความคิดนั้นไม่สำคัญ คนประจบสอพลอฮ่องเต้มีมากเหลือเกิน ต่างอยากให้ฮ่องเต้เบิกบานใจ อย่างไรเสียเรื่องนี้ฮ่องเต้เป็นคนทำ นางเพียงรู้สึกสะอิดสะเอียนในตัวฮ่องเต้เท่านั้น
เสิ่นหุยเกาะมือของเฉินเยวี่ยยืนขึ้น มองไปทางเผยไหวกวงแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “วันนี้ขอบคุณจั่งอิ้นมาก”
เผยไหวกวงยิ้มในทันใด
“กระหม่อมเพียงทำตามหน้าที่มาจับตัวมือสังหาร เหนียงเหนียงขอบพระทัยอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยมองเขาอย่างตะลึง นางคิดอยู่ในใจ มิน่าเล่าเผยไหวกวงถึงไม่ชอบยิ้ม เวลาเขายิ้มน่ามองเกินไป น่ามองจนไม่เหมือนคนเลวร้าย
เสิ่นหุยเลื่อนสายตาไปทางอื่นเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนคำพูดทันที “จั่งอิ้นทำงานหนักเพื่อความปลอดภัยในวังหลวง ย่อมต้องได้รับคำขอบคุณ” หยุดไปครู่หนึ่งนางก็เหมือนถูกผีสิงร่างตอนพูดต่ออีกหนึ่งประโยค “อีกทั้งเสื้อผ้าของจั่งอิ้น…”
เผยไหวกวงหุบยิ้ม สีหน้าเคร่งขรึม ความงดงามทุกอย่างถูกตีกลับไปสู่เมืองนรกที่มืดดำในชั่วพริบตา
เสิ่นหุยตกใจ ยั้งปากไว้ทันที
“ไม่ต้องขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ แท่นฝนหมึกทองที่บิดาของเหนียงเหนียงมอบให้ใช้ดีมาก” พูดจบเผยไหวกวงก็ไม่มองเสิ่นหุยอีกต่อไป เพียงหันกายเดินออกไปข้างนอก
“แท่นฝนหมึกทองอะไร…” เสิ่นหุยยืนพึมพำอยู่กับที่ เหมือนคาดเดาอะไรได้ แต่ก็ไม่กล้าเชื่อเรื่องที่ตนเองคาดเดา
เผยไหวกวงก้าวเท้าออกมาก็มีขันทีรุ่นเล็กเข้ามารายงานทันที “จั่งอิ้น ฝ่าบาททรงเชิญท่านไปเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เผยไหวกวงเหลือบตามองไปทางตำหนักเอก
องครักษ์ล้อมตำหนักเอกสามชั้นนอกสามชั้นในอย่างแน่นหนา
“ไปทูลว่าข้าจะไปตามจับมือสังหาร ยังไปไม่ได้” เผยไหวกวงมีท่าทีหมดความอดทนเล็กน้อย
เผยไหวกวงในอดีตเลือกองค์ชายที่วันหน้าจะกลายเป็นทรราชมากที่สุดจากองค์ชายจำนวนมากของอดีตฮ่องเต้ส่งขึ้นบัลลังก์มังกร ผลลัพธ์ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์มังกรในตอนนี้แสดงคำว่า ‘ทรราช’ ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ตอนนี้ฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นหมากตัวหนึ่งที่หยิบจับในแผนการแก้แค้นของเขาเท่านั้น ในเมื่อเขาเป็นผู้ส่งคนขึ้นไปบนบัลลังก์นี้ เขาย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ส่งขึ้นไปได้เช่นกัน
แต่ว่าตอนนี้เผยไหวกวงยังนับว่าพอใจในความโง่เขลาเบาปัญญาของฮ่องเต้พระองค์นี้อยู่
ในใต้หล้านี้คนที่ต้องการแก้แค้นส่วนใหญ่มักจะแฝงความเกลียดชังและทุกข์ทรมานอย่างลึกซึ้ง แต่เผยไหวกวงกลับรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นน่าเบื่อเกินไป
การแก้แค้นควรเป็นการประชันที่สนุกสนาน
ต้องค่อยๆ วางแผนแล้วเก็บเกี่ยว ปล่อยให้ความสุขในการแก้แค้นผ่านเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าจึงจะทำให้เขาพอใจได้อย่างแท้จริง
เผยไหวกวงถอดแหวนหยกบนนิ้วชี้ออกมา ยกขึ้นส่องแสงจากโคมไฟใต้ชายคา หรี่ตามองอย่างละเอียด กลางแหวนหยกมีเส้นสีแดงบางๆ ราวกับเลือดเส้นหนึ่ง กลายเป็นจุดเด่นของแหวนวงนี้
เผยไหวกวงบีบแหวนหยกช้าๆ มองดูแหวนที่มีมูลค่ามหาศาลวงนี้แหลกเป็นผุยผงอยู่ในหว่างนิ้วของเขา เขาเป่าลมเบาๆ ผุยผงนั้นก็ลอยหายไป
ลมระลอกหนึ่งพัดมาจนโคมแดงที่แขวนสูงแกว่งไกว พู่สีแดงที่ห้อยใต้โคมไฟก็ขยับไหวตามไปด้วย แสงที่ตกกระทบบนใบหน้าของเผยไหวกวงมีรูปร่างแปลกประหลาดขึ้นมาทันใด แสงเงาขยับไปมา แต่ไม่สามารถส่องเข้าไปในดวงตาของเขาที่ยากหยั่งรู้ได้
ถึงเวลาพักผ่อนยามค่ำคืนแล้ว เสิ่นหยวนหงเจ็บขาจึงนอนไม่หลับ คงเพราะปีนี้ต้องไอเย็นหลายครั้ง ขาที่บาดเจ็บข้างนี้จึงย่ำแย่ลงทุกที เขาถือไม้เท้าเดินไปทีละก้าวในลานเรือน ถึงแม้จะเจ็บ แต่เขากลัวว่าหากเขาไม่เดินให้มาก อีกไม่นานขาข้างนี้ก็คงจะเดินไม่ได้แล้ว
จวนสกุลเสิ่นนั้นไม่ใหญ่โต ถึงตามหลักแล้วบุรุษในจวนสกุลเสิ่นต่างมีผลงาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่บุตรสาวได้เป็นฮองเฮาถึงสามคน ตอนนี้องค์ชายเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวงยังถือกำเนิดจากสตรีสกุลเสิ่นอีกด้วย สกุลเสิ่นควรร่ำรวยมีอำนาจบารมีจึงจะถูก
เมื่อก่อนสกุลเสิ่นมีชื่อเสียงมีอำนาจมาก เสิ่นหยวนหงตอนหนุ่มก็เคยอยากได้ความรุ่งเรืองมั่งคั่งมีอำนาจบารมี แต่ต่อมาบุตรชายบุตรสาวทยอยประสบเหตุ สองสามีภรรยารู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อใจจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาภรณ์งามอาหารเลิศที่เป็นของนอกกาย เวลานี้แผ่นดินไม่สงบ ชีวิตของราษฎรไม่ค่อยดี เสิ่นหยวนหงจึงนำทรัพย์สินในจวนไปขายแล้วมอบเงินแก่ราษฎร ตอนนี้พูดได้เพียงว่ามีชีวิตที่ไม่นับว่ายากจนข้นแค้น
เสิ่นหยวนหงเดินไปเดินมาก็มองเห็นไกลๆ ว่าห้องหนังสือของเขาจุดไฟสว่าง จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เสิ่นหมิงอวี้จดจ่อกับการอ่านหนังสือมากเกินไป เสิ่นหยวนหงถือไม้เท้าเดินมาใกล้แล้วนางยังไม่รู้ตัว
“หมิงอวี้ เจ้ากำลังอ่าน…ตำราพิชัยสงครามหรือ”
เสิ่นหมิงอวี้ตกใจ หนังสือในมือตกลงพื้น นางรีบลุกขึ้นยืน หยิบหนังสือขึ้นมาซ่อนไว้ข้างหลังแล้วส่งเสียงเรียกเบาๆ
“ท่านปู่”
จากนั้นก็ก้มหน้าอย่างเศร้าใจ ท่านย่าไม่ให้นางอ่านตำราเหล่านี้
เสิ่นหยวนหงมองหลานสาว จู่ๆ ตรงหน้าก็ปรากฏภาพบุตรชายคนโตของตนเอง ดวงตาพลันรู้สึกปวด เขาสะกดกลั้นอารมณ์ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดขึ้น
“อยากเรียนหรือ”
เสิ่นหมิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นก็ไปคว้าแขนเสื้อของเขาแล้วถามอย่างเต็มไปด้วยความหวัง
“ท่านปู่สอนข้าได้หรือไม่ มีบางจุดอ่านเข้าใจ บางจุดอ่านไม่เข้าใจ…”
“เจ้าอ่านตำราอะไรบ้าง” เสิ่นหยวนหงถามหน้านิ่ง
เสิ่นหมิงอวี้ประคองท่านปู่ให้นั่งลงแล้วแจกแจงราวกำลังมอบของล้ำค่าว่าตนเองอ่านตำราพิชัยสงครามเล่มใดไปแล้วบ้าง จากนั้นก็รีบฉวยโอกาสนี้หยิบยกจุดที่ตนเองไม่เข้าใจมาโดยตลอดออกมาถาม
แรกเริ่มเสิ่นหยวนหงยังชี้แนะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่หลังจากนั้นบนใบหน้าก็เหลือเพียงความเมตตา
พอถึงกลางดึกเสิ่นหยวนหงก็ลูบศีรษะของหลานสาวแล้วพูดว่า “เอาล่ะ วันนี้เอาไว้เท่านี้ วันหน้าห้ามอ่านหนังสือจนนอนดึกอีก”
เสิ่นหมิงอวี้รีบพยักหน้า นี่หมายความว่าวันหน้านางสามารถอ่านตำราพิชัยสงครามได้อย่างเปิดเผยแล้ว! ไม่แน่ว่าอาจมีลูกม้า หอกแดง และธนูใหญ่เป็นของตนเองก็เป็นได้!
เสิ่นหยวนหงลุกขึ้นเตรียมจะกลับห้อง เสิ่นหมิงอวี้กลับพูดขึ้นทันใดว่า “ท่านปู่ ต่อให้คนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้ก็ไม่คู่ควรกับท่านอาเล็กเช่นกัน!”
เสิ่นหยวนหงตกใจ รีบทำหน้านิ่งทันที “เด็กคนนี้ ห้ามเอ่ยวาจาที่ไม่เคารพเช่นนี้!”
“เมื่อเช้าวานนี้ข้าเห็นท่านย่าหลั่งน้ำตาหน้าป้ายวิญญาณของท่านพ่อ ทั้งยังได้ยินท่านย่าพูดว่าถ้าท่านพ่อยังอยู่ต้องไม่ให้ท่านอาเล็กถูกคนอื่นชิงตัวไปรังแกแน่นอน” เสิ่นหมิงอวี้กอดตำราพิชัยสงครามเล่มหนาไว้แน่น “ท่านอาจารย์สอนว่าบุตรต้องสืบทอดภารกิจของบิดา หมิงอวี้จะรีบเติบใหญ่ไปทำเรื่องที่ท่านพ่ออยากทำแต่ไม่ได้ทำ รอข้าโตแล้วข้าจะทำเหมือนท่านพ่อ ปกป้องท่านปู่ท่านย่าท่านแม่รวมทั้งท่านอาเล็กอีกด้วย!”
เสียงเด็กหญิงกระจ่างใส แม้จะเป็นเสียงเล็กๆ ของเด็ก แต่มีความมุ่งมั่นราวกับให้คำสาบาน
ยามมองใบหน้าเสิ่นหมิงอวี้ที่คล้ายกับบิดาของนาง เสิ่นหยวนหงก็ตกตะลึง โบกมือแล้วหันกายก้าวยาวๆ ออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว เขากลัวว่าหากตนเองเดินช้าไปหนึ่งก้าวจะหลั่งน้ำตาต่อหน้าหลานสาวอย่างไม่เหมาะสม
ในใจเสิ่นหยวนหงรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีด หากบุตรชายคนโตยังอยู่…
ช่างเถิด อย่าได้เพ้อฝันเลย
ช่วงต้นปีไทเฮาพาองค์ชายน้อยย้ายออกจากวังด้วยความโมโห ภายหลังฮ่องเต้ส่งคนไปเชิญหลายครั้งก็ไม่สามารถเชิญกลับมาได้ ทั้งยังถูกตำหนิกลับมา แม้จะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด แต่ฮ่องเต้ก็รู้สึกรำคาญใจเช่นกัน จึงไม่ยินดีไปเชิญอีก ทว่าตอนนี้ใกล้วันปีใหม่แล้ว ใช่ว่าจะลองไปอีกครั้งไม่ได้
ฮ่องเต้ไม่ใช่องค์ชายที่ได้รับการดูถูกมาทุกรูปแบบเช่นในอดีตอีกแล้ว เขาฟังคำสรรเสริญเยินยอจนชิน คิดว่าตนเองเป็นโอรสสวรรค์แล้วจริงๆ จะยินดีไปรองรับอารมณ์ต่อหน้าไทเฮาได้อย่างไร
เขาคิดไปคิดมาก็ได้ความคิดหนึ่งขึ้นมา
“เราเพิ่งแต่งตั้งฮองเฮามิใช่หรือ ตอนนี้งานแผ่นดินยุ่งมาก จะตัดใจทิ้งงานแผ่นดินได้อย่างไร ให้ฮองเฮาไปรับไทเฮากลับวังแทนเราก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลมิใช่หรือ”
ฮ่องเต้รู้สึกว่าตนเองฉลาดมาก เขาได้ความคิดนี้แล้วก็มีคำสั่งทันที
ตอนที่คำสั่งมาถึงตำหนักหย่งเฟิ่ง เสิ่นหุยก็ยิ้มอย่างสดใสทันที ในดวงตาเปล่งประกายราวดวงดาว
ออกจากวังหลบเลี่ยงฮ่องเต้ได้เป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว!
สวรรค์รู้ดีว่าทุกวันนี้นางอยู่ในวังอกสั่นขวัญแขวนกลัวว่าจะพบฮ่องเต้มากเพียงใด ตอนนี้ออกจากวังไปรับไทเฮาได้ นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ!
และความยินดีอีกเรื่องหนึ่งคือนางจะได้พบฉีอวี้แล้ว
ปีนี้องค์ชายน้อยอายุสี่ขวบ เสิ่นหุยไม่เคยพบหน้าเขามาก่อน ไม่รู้ว่าเขามีรูปโฉมเหมือนพี่สาวคนรองหรือไม่ และไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อฟังหรือไม่
…น่าจะไม่เชื่อฟังกระมัง
เสิ่นหุยได้ยินจากปากบิดามาบ้างถึงเรื่ององค์ชายน้อย บิดาเล่าว่าองค์ชายน้อยไม่ค่อยเหมือนคนสกุลเสิ่น เหมือนจะติดนิสัยทำอะไรไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดของเชื้อพระวงศ์อยู่หลายส่วนตั้งแต่เด็ก…นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว รู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อย
เสิ่นหุยกำลังครุ่นคิดอยู่ เหวินผินก็นำนางกำนัลเดินเข้ามา
คำที่เผยไหวกวงพูดกับนางเมื่อวาน สุดท้ายนางก็ฟังแล้วเก็บไปใส่ใจ นางรู้ว่าตนเองอยู่ในวังอย่างโดดเดี่ยวไร้เส้นสายเกินไป ต่อให้อยากซื้อตัวนางกำนัลขันทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันเดียวคืนเดียว ดังนั้นนางจึงขอคนจากเหวินผิน
“น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่สามารถปรนนิบัติเหนียงเหนียงด้วยตนเองได้ จึงยกอาซย่าให้เหนียงเหนียงใช้งานก่อนเพคะ” เหวินผินพูด
เสิ่นหุยหันไปตามสายตาของเหวินผิน มองไปทางนางกำนัลที่ชื่ออาซย่าผู้นั้น
อาซย่าเดินมาข้างหน้า คุกเข่าคำนับอย่างสุภาพแล้วพูดว่า “เหวินผินให้อาซย่ามาปรนนิบัติเหนียงเหนียง จากนี้ไปอาซย่าต้องตั้งใจปรนนิบัติอย่างเต็มที่แน่นอนเพคะ”
นางเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าสะอาดงดงาม
“ที่เลือกนางเป็นเพราะ…” เหวินผินพูดถึงตรงนี้ก็ลังเลขึ้นมาทันใด มองไปทางอาซย่า
อาซย่าสีหน้าสงบนิ่ง “บ่าวกับคนข้างกายจั่งอิ้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ไม่ว่าจะไปมาหาสู่หรือสอบถามข่าวคราวก็สะดวกเพคะ”
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือ
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมีนาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.