X
    Categories: everYคนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 1-4 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1

ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว

การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์ 

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 1

เด็กดี ทนหน่อยนะ

 

ภาพที่กระจัดกระจายจำนวนหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเยี่ยนฉืออย่างเลือนราง

พายุฝนกระหน่ำ ถนนในย่านเมืองเก่า จู่ๆ รถคันหนึ่งก็ชนเขาจนกระเด็น ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ร่างของเขาลอยคว้างกลางอากาศออกไปไกลก่อนตกลงอย่างแรง ความเจ็บปวดหายไปโดยสิ้นเชิงในชั่ววินาทีนี้

รถคันนั้นแล่นหายไปจากสายตาที่พร่ามัวของเขา สองข้างถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน

ไม่กี่วินาทีต่อมาความเจ็บปวดรุนแรงค่อยๆ ลุกลามไปทั่วร่าง กัดกร่อนทุกส่วนประสาทและกลืนกินจิตสำนึกของเขาอย่างช้าๆ

ท้องฟ้าราตรีอันไร้สิ้นสุดถาโถมเข้ามาห่อหุ้มเขาไว้ราวกับผ้าม่าน

เขาเหมือนคนจมน้ำที่หายใจลำบาก ทั้งวิญญาณและร่างกายจมดิ่งสู่ห้วงนิทราพร้อมกัน

 

เมื่อเยี่ยนฉือลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล แต่กลับเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวพร้อมกวาดตามองไปรอบๆ

สิ่งของของที่นี่เหมือนถูกขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะน้ำชาที่อยู่ตรงหน้า โซฟาที่อยู่ใต้ร่างเขา หรือคอนโดฯ แมวซึ่งอยู่ไม่ไกล กระทั่งผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาหาต่างก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดใหญ่ยักษ์สำหรับเขาไปแล้ว

เยี่ยนฉือตื่นตระหนกขึ้นมาทันที รีบเค้นเสียงถามออกมาจากลำคออย่างร้อนรน

“เมี้ยว!”

เยี่ยนฉือเบิกตากว้าง รีบมองดูอุ้งเท้าแมวคู่หนึ่งของตัวเอง ก่อนร้องอย่างสิ้นหวัง “ทำไมฉันถึงกลายเป็นแมวอีกแล้วล่ะเนี่ย!”

แน่นอนว่าในหูของคนอื่นได้ยินเพียงแค่เสียง ‘เมี้ยว’ ที่ไพเราะน่าฟังเท่านั้น

จากนั้นเยี่ยนฉือยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไรก็ถูกชายคนนั้นอุ้มขึ้นมาอย่างง่ายดาย

เยี่ยนฉือดิ้นสุดแรงเกิด ถีบเท้าไปข้างหลังเต็มแรง แล้วกระโจนออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว

เพียงพริบตาเขาที่เคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียวก็แตะพื้นอย่างแผ่วเบา

เขาแกว่งไกวหางด้านหลัง ก่อนจะมุดเข้าไปในซอกแคบๆ ระหว่างตู้กับกำแพงด้วยความว่องไว

อุ้งเท้าแมวเหมียวนุ่มนิ่มช่วยให้การเคลื่อนไหวของเขาไร้สุ้มเสียง

เขาขดตัวอยู่ในมุมมืด แผ่นหลังตึงเกร็ง หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งอย่างไวต่อสิ่งรอบข้าง มองไปข้างหน้าอย่างเตรียมการป้องกัน

ชายคนนั้นดูคาดไม่ถึงกับท่าทีของเจ้าเหมียว แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก เขาย่อตัวลงตรงหน้าซอกแคบๆ บดบังแสงเพียงน้อยนิดที่สาดส่องเข้ามา

ใบหน้าเขาหล่อเหลาแฝงความเยือกเย็น น้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนขณะพูดกับเยี่ยนฉือ

“เสี่ยวเฮย เป็นอะไรไป”

เยี่ยนฉือไม่ตอบ

ชายคนนั้นเรียกอีกครั้ง “เสี่ยวเฮย?”

ใบหน้าของเยี่ยนฉือค่อยๆ ฉายแววสับสน ใครคือ ‘เสี่ยวเฮย’ ล่ะเนี่ย

จู่ๆ เจ้าเหมียวก็เอียงหัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นประกาย

“เสี่ยวเฮยออกมาเร็ว”

เยี่ยนฉือเพิ่งจะรู้ตัว ที่แท้ ‘เสี่ยวเฮย’ ก็คือฉันเอง?

ชื่อเชยชะมัด

‘เสี่ยวเฮย’ กับ ‘เสี่ยวไป๋’ ในโลกของเจ้าเหมียวก็เหมือนกับ ‘เสี่ยวหมิง’ กับ ‘เสี่ยวหง’ ในโลกของมนุษย์นั่นแหละ

ขณะที่เยี่ยนฉือมัวแต่ประหลาดใจกับชื่อแมวที่เชยขั้นสุดอยู่นั้น หลังคอเขาก็ถูกชายคนนั้นคว้าหมับเข้าอย่างชำนาญโดยไม่ทันตั้งตัวสักนิด ก่อนจะถูกหิ้วออกมาจากซอกแคบๆ นั่นสำเร็จในที่สุด

ชายคนนั้นถือโอกาสใช้มือข้างหนึ่งรองก้นของเจ้าเหมียวเอาไว้

เยี่ยนฉือแยกเขี้ยว “แฮ่!” ใครอนุญาตให้นายมาจับก้นฉันกันฮะ!

นอกจากความตื่นตระหนกแล้ว เยี่ยนฉือสัมผัสได้ว่าคราวนี้อีกฝ่ายแค่ปรับท่าอุ้มแมวเล็กน้อยเพื่อที่จะอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนได้ง่ายๆ และกระชับขึ้น

“เมี้ยว? เมี้ยวๆ?”

“อยู่นิ่งๆ สิ”

แขนเรียวบางที่ไร้เรี่ยวแรงของชายคนนั้นกลับเต็มไปด้วยพละกำลังสำหรับเจ้าเหมียวตัวหนึ่ง แค่ออกแรงนิดหน่อยก็ทำให้เยี่ยนฉือหมดหนทางขยับเขยื้อนตัวแล้ว อีกอย่างไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเยี่ยนฉือที่ได้สามัญสำนึกของมนุษย์กลับคืนมาแล้วย่อมไม่มีทางกัดอีกฝ่ายอย่างแน่นอน

เยี่ยนฉือทำได้แค่พูดอย่างโกรธๆ ว่า “เมี้ยว! หง่าว…”

ชายคนนั้นดูเหมือนจะคุ้นชินกับที่เจ้าเหมียวไม่ให้ความร่วมมือเช่นนี้ เขาหยิบกล่องเล็กๆ ข้างตัวขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน เปิดกล่องออกก่อนหยิบกรรไกรตัดเล็บสำหรับสัตว์เลี้ยงมาจากข้างใน แล้วเริ่มลงมือตัดกรงเล็บแหลมคมของเยี่ยนฉืออย่างระมัดระวัง

เยี่ยนฉือต่อต้านการกระทำของเขา ยังคงพยายามบิดร่างแมวนุ่มนิ่มของตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้

“เมี้ยวๆๆ!”

เจ้าเหมียวตัวนี้เริ่มสบถคำหยาบคายเป็นชุด พ่นภาษาแมวออกมาสารพัด

แต่อีกฝ่ายไม่เพียงไม่โกรธ ซ้ำยังก้มลงจูบกลางศีรษะของเยี่ยนฉือเบาๆ ไปทีหนึ่ง

“เด็กดี เชื่อฟังนะ”

ดวงตาแมวสีฟ้าคู่นั้นของเยี่ยนฉือเบิกกลมโตทันที สีหน้าแข็งค้าง ปากอ้าค้างน้อยๆ มองชายคนนั้นด้วยแววตาประหลาดใจ คล้ายกำลังพูดว่า ‘พี่ชาย นายโอเคอยู่ใช่ไหม’

ชายคนนั้นเม้มปาก ขณะที่มือยังสาละวนอยู่กับการตัดเล็บก็กล่อมเขาอย่างใจเย็น “ทนหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะเอาปลาแห้งให้นายกิน” พูดจบชายคนนั้นก็จูบเขาอีกหนึ่งที

เยี่ยนฉือโง่งมขั้นสุดไปแล้ว

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่ใช่เพราะตัวเองกลายเป็นแมว แต่เป็นเพราะท่าทีที่ชายตรงหน้าคนนี้ปฏิบัติต่อเขาต่างหาก

ไม่ว่ายังไงพี่ชายสุดหล่อที่กำลังอุ้มเขาพร้อมพูดจาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยนอยู่นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นรุ่นน้องในคณะเดียวกันกับเขา…เฉียวโม่

ในภาพจำของเยี่ยนฉือ เฉียวโม่ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาน้ำแข็งประจำมหาวิทยาลัย พูดน้อย ไม่เคยยิ้ม ทำตัวเคร่งครัดและผิดแปลกจากคนทั่วไป เห็นว่าเป็นเพราะทางบ้านมีฐานะหน่อย เขาเลยยิ่งวางมาดสูงส่งหยิ่งยโสอยู่เสมอ คบหาด้วยยากเป็นที่สุด

โดยเฉพาะกับเยี่ยนฉือ ท่าทีของเฉียวโม่นั้นเรียกได้ว่า ‘ยิ่งกว่าเลวร้าย’ เสียอีก

ปกติแล้วต่อให้เฉียวโม่พูดน้อยแค่ไหนก็ยังพูดกับคนอื่นสักประโยคสองประโยค แต่กับเยี่ยนฉือแล้ว ช่วงแรกเฉียวโม่ยังมองด้วยสายตาเย็นชา แต่ช่วงหลังกลับไม่เคยแม้แต่จะชายตามองมาด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเฉียวโม่ถึงดูเหมือนไม่ค่อยชอบหน้าเยี่ยนฉือสักเท่าไร

แต่เฉียวโม่ในตอนนี้แตกต่างจากภาพจำของเยี่ยนฉือโดยสิ้นเชิง เขาสงสัยว่าตัวเองถูกรถชนจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวันนั้น รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เขาล้วนนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น

เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมตัวเองถึงมาโผล่ที่บ้านของเฉียวโม่ และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว

หรือว่าเขายังคงฝันอยู่

ถ้าอย่างนั้นความฝันนี้ก็ออกจะน่าเหลือเชื่อและแปลกประหลาดสำหรับเยี่ยนฉือเหลือเกิน…

ไม่นานหลังจากนั้นเยี่ยนฉือที่ถูกบังคับตัดเล็บเสร็จเรียบร้อยก็ถูกเฉียวโม่ ‘ปล่อยตัว’ เยี่ยนฉือเหยียดเท้าทั้งสี่ข้างทันที กระโดดไปยังอีกด้านหนึ่งของโซฟา ก่อนจะมองเฉียวโม่อย่างไม่ไว้ใจ แล้วถอยหลังไปสองก้าวอย่างมีชั้นเชิง

เฉียวโม่เก็บกล่องเครื่องมือเข้าที่ แล้วเอื้อมมือไปหยิบกระปุกปลาแห้งที่วางอยู่บนชั้นลงมา

“เสี่ยวเฮย มากินปลาแห้งเร็ว”

เจ้าเหมียวในวันนี้ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย มันเอาแต่รักษาระยะห่างจากเฉียวโม่ ไม่ว่าเฉียวโม่จะเรียกมันยังไงเจ้าเหมียวก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน

“เสี่ยวเฮย?”

“…”

เยี่ยนฉือคร้านจะสนใจเฉียวโม่อีก เขาทำหน้าบึ้งเหมือนคนทั้งโลกติดค้างปลาแห้งเขาแปดร้อยชิ้น หันมองซ้ายแลขวา ยื่นหน้าสำรวจอพาร์ตเมนต์สำหรับหนึ่งคนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแห่งนี้

พื้นที่ห้องรับแขกไม่กว้างนัก แถมพื้นที่แทบจะเต็มไปด้วยของใช้และอาหารของเจ้าเหมียวทุกประเภท มองออกว่าหลายอย่างเฉียวโม่เพิ่งซื้อมาใหม่ ยังไม่ทันเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

บนตู้ที่วางชิดผนังมีชั้นวางหนังสือตั้งโต๊ะขนาดเล็กวางอยู่ หนังสือจำพวก ‘สารานุกรมเลี้ยงแมว’ ‘โภชนาการของเจ้าเหมียว’ และ ‘สูตรอาหารแมว’ วางกระจัดกระจายอยู่หลายเล่ม

ถึงเฉียวโม่จะดูเป็นคนไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่เขาก็ใส่ใจกับการเลี้ยงแมวมาก

เฉียวโม่มองดูเจ้าเหมียวที่มีท่าทางแปลกไป ก่อนพูดว่า “ฉันจะเลือกตัวใหญ่ๆ ให้นายสองตัวแล้วกัน”

เยี่ยนฉือสีหน้าเย็นชา ในใจไม่มีความเมตตาสักเศษเสี้ยว หึ นายเก็บไว้กินเองเถอะ!

เฉียวโม่ไม่สนใจการยั่วยุของเจ้าเหมียว หันตัวไปข้างๆ ใช้มือบีบถุงปลาแห้งด้วยความมั่นใจ

พริบตานั้นสมองของเยี่ยนฉือพลันว่างเปล่า ขาทั้งสี่ข้างขยับไปเองอย่างไม่เชื่อฟัง เขาในฐานะแมวตัวหนึ่งพุ่งตรงไปหาเฉียวโม่ด้วยความเร็วสูงสุด แกว่งหางนิดๆ บิดก้นน้อยๆ แล้วกระโดดขึ้นไปบนตักเฉียวโม่อย่างคล่องแคล่ว

ความทรงจำของร่างกายสอนเยี่ยนฉือว่าการเป็นแมวต้องทำตัวยังไง เขาวางหัวลงบนหน้าท้องของเฉียวโม่อย่างว่าง่ายพลางถูไถไปมา ดูน่ารักและขี้อ้อนเป็นที่สุด

“เมี้ยว~”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปลาแห้งตัวใหญ่

“เมี้ยวๆ~”

เจ้าเหมียวได้ปลาแห้งตัวใหญ่มาสองตัวพ่วงด้วยจูบจากเฉียวโม่ แถมยังได้รับการเกาพุงแมวจากเฉียวโม่อีกด้วย

เฉียวโม่ยกมุมปากยิ้ม “เป็นเด็กดีจริงๆ”

เจ้าแมวน้อยพอใจจนส่งเสียง ‘ครืดๆ’ ออกมา

เยี่ยนฉือยอมสละศักดิ์ศรีความเป็นคนไปเลยทีเดียว

ตอนเยี่ยนฉือได้สติกลับมา เขากำลังถูกเฉียวโม่ลูบไล้ขนอยู่ในอ้อมแขน ปลาแห้งที่กินไปครึ่งหนึ่งยังคาบอยู่ในปาก เขากำลังกินมันอย่างเอร็ดอร่อย

เยี่ยนฉือ อะไรน่ะ

เยี่ยนฉือ ให้ตายสิ ประมาทเกินไปแล้ว

เปรี้ยง!

ปลาแห้งที่เยี่ยนฉือคาบอยู่ในปากร่วงผล็อยลงพื้น พอนึกถึงพฤติกรรมของตัวเองเมื่อครู่เขาก็รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าใส่

ถึงเขาจะรู้ตั้งแต่เด็กว่าร่างกายของตัวเองมีความพิเศษ การแปลงร่างเป็นแมวก็ใช่ว่าเคยเกิดขึ้นแค่หนสองหน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสติหลุดไปแบบนี้

จู่ๆ เยี่ยนฉือก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว

ความทรงจำแสนหวานนับไม่ถ้วนที่เขามีร่วมกันกับเฉียวโม่หลั่งไหลเข้ามาในหัว ซึ่งมีแต่ฉากที่เขาในร่างแมวเป็นฝ่ายออดอ้อนเข้าหาอีกฝ่ายก่อนทั้งนั้น

นับตั้งแต่ที่เขาถูกเฉียวโม่เก็บกลับบ้านมา เขาก็กลายเป็นเจ้าแมวน้อยขี้อ้อนตัวหนึ่งที่จำอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

กินยาก็ต้องกล่อม กินข้าวก็ต้องป้อน จะนอนก็ต้องกอด จะอาบน้ำก็ต้องจูบ…แม้แต่ตอนกลบอึในกระบะทรายก็ยังอุตส่าห์ไปตามเฉียวโม่มาเพื่ออวดผลงานและรอฟังคำชม

เยี่ยนฉือไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นแมวนิสัยแบบนี้

เขาไม่อาจทนรับไหวได้จริงๆ “แหวะ!”

ความทรงจำพวกนั้นหวานเลี่ยนเกินไป เยี่ยนฉือเลยทำท่าแมวขย้อนให้เฉียวโม่เห็นเสียเลย

เฉียวโม่เข้าใจผิดนึกว่าเจ้าเหมียวสำลักอาหารจึงขยับเข้าไปใกล้ ทำให้เยี่ยนฉือสะดุ้งโหยงและกระโดดพรวดราวกับเสียสติ

พฤติกรรมนี้ทำให้เฉียวโม่ตกใจมาก

ไม่รอให้เฉียวโม่ตอบสนอง เยี่ยนฉือที่อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีก็กระโดดผลุงลงจากโซฟาอย่างว่องไว ก่อนเผ่นแน่บเข้าไปหลบในซอกแคบๆ ระหว่างตู้กับกำแพงอีกครั้ง

เยี่ยนฉือหย่อนก้นนั่งกับพื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อุ้งเท้าหน้ากอดหัวตัวเองอย่างขุ่นเคือง

เฉียวโม่รีบตามมาติดๆ เขานั่งยองๆ เหมือนเมื่อครู่ ใบหน้าที่งดงามอยู่ในระยะการมองเห็นของเยี่ยนฉือพอดี

“เสี่ยวเฮยออกมาเร็ว วันนี้นายเป็นอะไรไป”

น้ำเสียงของเฉียวโม่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาเอื้อมมือหมายจะหิ้วเยี่ยนฉือออกมาอีกครั้งโดยไม่สนเลยว่าตัวเองอาจจะถูกเจ้าเหมียวที่ทำตัวแปลกไปนี้กัดหรือข่วนเอาได้

เยี่ยนฉือเงยหน้าขึ้น ทันทีที่เห็นเฉียวโม่ ในหัวก็มีแต่ภาพที่อีกฝ่ายจูบเขา กอดเขา แถมยังลูบๆ คลำๆ เขาในตอนกลางคืนอีกต่างหาก

แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้เยี่ยนฉือลนลานจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว!

เมื่อเห็นว่ามือเหนือศีรษะใกล้เข้ามาทุกที เยี่ยนฉือจึงคำรามยาวดังสนั่นฟ้าดินว่า “แง้ววว…” อย่าเข้ามานะเว้ยยย…

ถ้านายเข้ามา ฉันได้สติหลุดแน่ อ๊ากกก

 

หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้…

บทที่ 2

เขาหล่อจริงๆ

 

หนึ่งเดือนก่อน

ต้นเดือนกรกฎาคม แสงแดดร้อนแรงดุจเปลวไฟ

ทั้งเมือง C ร้อนราวกับหม้อนึ่ง ไอร้อนลอยวนอยู่ใต้ดวงอาทิตย์ไม่จางหาย

ผู้คนบนถนนบางตา ใบไม้บนต้นไม้สองข้างทางแห้งเหี่ยวห้อยย้อยลงมา ราวกับว่าแค่ประกายไฟนิดเดียวก็ทำให้พวกมันลุกไหม้ได้

บ่ายของวันร้อนระอุนี้เอง เยี่ยนฉือที่สอบวิชาสุดท้ายของเทอมนี้เสร็จแล้วผลักเปิดประตูกระจกของร้านกาแฟด้วยความตื่นเต้น

กระดิ่งที่แขวนอยู่บนประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเสนาะหู

ไอเย็นกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟพุ่งเข้าปะทะใบหน้า ในร้านมีลูกค้าเพียงไม่กี่คน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย C ทั้งนั้น

ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นเยี่ยนฉือผู้มีรูปโฉมโดดเด่น

ถึงขั้นมีคนจำเขาได้ด้วย

ถึงอย่างไรเยี่ยนฉือก็มีรูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาไม่เหมือนใคร เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายวัยรุ่นของนักศึกษาหนุ่ม นอกจากนั้นบนใบหน้าที่ตราตรึงใจยากจะลืมเลือนของเขามีดวงตาสีอ่อนเป็นพิเศษ นัยน์ตาของเขายังมีประกายจางๆ ที่ใสกระจ่างมาก

คนรอบข้างพากันกระซิบกระซาบ

‘ฉันมองไม่ผิดใช่ไหม นั่นมันเยี่ยนฉือเดือนมหา’ลัยเราไม่ใช่เหรอ’

‘แปลกจัง…ใช่เขาจริงด้วย’

‘ได้ยินว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ทุกวันถ้าไม่ทำงานก็อยู่ระหว่างทางไปทำงาน ขนาดจะกินข้าวในโรงอาหารยังต้องเลือกเวลาเลย แล้วเขามาที่นี่ทำไมกัน’

คนพูดก้มหน้ายืนยันราคาเมนูของร้านกาแฟ ขนาดเมนูที่ถูกที่สุดยังปาไปตั้งแก้วละยี่สิบเก้าหยวน

เทียบกับค่าใช้จ่ายของเยี่ยนฉือแล้ว เงินจำนวนนี้เขาซื้อข้าวในโรงอาหารกินได้ตั้งหลายมื้อ แล้วเขาจะควักเงินมาใช้จ่ายในร้านแบบนี้ได้ยังไง

คนพูดมั่นใจ ‘ฉันรู้แล้ว เขาต้องมาสมัครเป็นพนักงานแหงๆ’

‘ถ้าเขามาทำงานที่นี่ ฉันจะมาอุดหนุนทุกวันเลย!’

‘ชิ ถ้าถามฉันนะ เขาหน้าตาดีแบบนี้ยังจะมาทำงานอะไรอีก ยัยดาวคณะบ้านรวยอะไรนั่นตามจีบเขาแทบเป็นแทบตายเลยนี่ ถ้าฉันเป็นเขานะ คงตอบตกลงไปนานแล้ว’

‘เธอมีศักดิ์ศรีหน่อยไม่ได้หรือไง’

‘เฮ้อ ไม่มีเงินแล้วยังจะดิ้นรนสู้ชีวิตให้เหนื่อยเปล่าอีก’

ทั้งสองคนยิ่งพูดยิ่งติดลมบน ตามองเยี่ยนฉือ ปากก็นินทาไปด้วย…

เยี่ยนฉือกวาดตามองในร้านกาแฟรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาเปล่งประกายด้วยความคาดหวังและความสุข ร้อนแรงเหมือนกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน ขณะเดียวกันเขาก็ปรายตามองไปทางคนสองคนที่กำลังนินทาเขาอย่างสนุกปาก ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งเฮือกเพราะนึกว่าอีกฝ่ายได้ยินเข้าให้แล้ว พวกเขารู้สึกใจฝ่อจนต้องรีบลุกออกจากร้านทันที เพราะยังได้ยินมาว่าเยี่ยนฉือเป็นคนหัวแข็งประเภทที่ ‘ใครแรงมา ฉันก็แรงกลับ’

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดมากเกินไปแล้ว

เยี่ยนฉือไม่ได้ยินข่าวลือที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจพวกนั้นเลย หลังจากกวาดตามองรอบร้านสีหน้าเขาดูหงอยซึมลงนิดหน่อย แววตาก็พลอยหม่นหมองตามไปด้วย

เยี่ยนฉือเลือกนั่งในตำแหน่งที่แดดส่องถึง แสงแดดตกกระทบบนปอยผมข้างขมับของเขา ทำให้ปลายผมเปล่งประกาย

มือถือของเขาสั่นได้จังหวะพอดี…

ข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอมาจากผู้ส่งที่ใช้ชื่อว่า ‘MO’

 

MO ขอโทษด้วยครับ! เมื่อกี้ผมติดธุระกะทันหันก็เลยช้า ผมอาจจะไปถึงสายหน่อยนะ

เยี่ยนฉือรีบตอบกลับ ‘ไม่ต้องรีบ เดินทางปลอดภัยนะ’

MO ครับ!

MO คุณถึงแล้วหรือยังครับ

เยี่ยนฉือ เพิ่งถึง

MO ผมจะรีบไป!

MO [แมวน้อยวิ่งหน้าตั้ง.jpg]

 

เยี่ยนฉือมองดูหน้าต่างแชตของพวกเขาสองคนก็อดหัวเราะให้กับอีโมจิที่อีกฝ่ายส่งมาไม่ได้

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ในที่สาธารณะ เขาเลยเลือกที่จะกลั้นขำไว้ ไม่ได้ส่งข้อความอีก เพื่อที่จะไม่ไปรบกวนอีกฝ่ายที่กำลัง ‘วิ่งหน้าตั้ง’ อยู่

ในทางกลับกัน ใครอีกคนที่อยู่ในวีแชต* ของเยี่ยนฉือก็ส่งข้อความมา ‘แสดงความห่วงใย’ ให้เขาอย่างตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่

 

ร้านกาแฟที่ฉันแนะนำไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ รีบบอกฉันมา ลูกศิษย์ MO ที่นายเฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืนหน้าตาเป็นยังไง หล่อปะ พัฒนาไปยังไงบ้าง

 

คำถามเป็นชุดถูกส่งมาราวกับประทัดที่ถูกจุด ทำเอาดวงตาของเยี่ยนฉือพร่ามัว

คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘ไป๋อี้หนิง’ รูมเมตของเยี่ยนฉือ

 

เยี่ยนฉือ จุ้นให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ

ไป๋อี้หนิง แกมันไอ้แมวหน้าไม่อายจอมเนรคุณ! ถ้าไม่ใช่เพราะฉันจ้างให้นายเล่นเกมแทนฉัน นายจะรู้จักเขาไหม ฉันเป็นผู้เฒ่าจันทรา** ของพวกนายเชียวนะ! เป็นกามเทพคิวปิดเลยนะเว้ย!

เยี่ยนฉือ

 

ไป๋อี้หนิงหัวเราะแหะๆ กลับมา นิสัยเขาก็ดีอยู่หรอก แต่พูดมากไปหน่อย

 

ไป๋อี้หนิง ในเมื่อนายว่างตอบข้อความฉัน คงไม่ใช่เพราะว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของนายหน้าตาธรรมดาเกินไป นายเลยสนใจฉันขึ้นมาหรอกนะ? เพื่อนยาก ฉันเป็นหนุ่มเจ้าชู้ขี้เล่นก็จริง แต่รสนิยมทางเพศของพวกเราไม่เหมือนกัน ต่อให้นายของขาดแค่ไหนก็คงไม่ลงมือกับเพื่อนที่แสนดีของนายหรอกมั้ง

เยี่ยนฉือ ถ้านายว่างมากก็ไปขัดส้วมที่หอได้นะ

ไป๋อี้หนิง ให้ใช้แปรงสีฟันนายขัด?

 

หลังจากพิมพ์คำว่า ‘ฮ่าๆ’ มาสองคำ ไป๋อี้หนิงก็เลิกแหย่เขา

 

ไป๋อี้หนิง เลิกเปลี่ยนเรื่องได้แล้ว เอาดีๆ

เยี่ยนฉือ เขายังมาไม่ถึง

ไป๋อี้หนิง ลูกศิษย์นายเป็นคนไม่มีเซ้นส์เรื่องเวลาเลยหรือไง เขาก็เรียนที่มหาลัย C ไม่ใช่เหรอ ตามหลักแล้วถ้าเดินจากประตูใหญ่ของมหาลัยเต็มที่ก็ใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีเองนะ

ไป๋อี้หนิง พวกนายสองคนนี่ก็ตลกดีนะ เล่นเกมมาด้วยกันตั้งเทอมนึงแล้ว แต่เพิ่งจะรู้ว่าเรียนที่มหาลัย C เหมือนกัน

 

เยี่ยนฉือคร้านจะตอบไป๋อี้หนิงที่แชตมาไม่หยุด

 

ไป๋อี้หนิงยังคงแชตน้ำไหลไฟดับ นายเป็นต้นเหล็กพันปีที่ไม่ออกดอก* พอออกดอกทีดันไปออกในเกมซะงั้น น่าเสียดายที่เป็นเหมือนคำโบราณว่าไว้ เดตออนไลน์คือการเปิดกล่องสุ่ม ขอให้นายโชคดีละกัน!’

เยี่ยนฉือ ฉันไม่ได้คบคนที่หน้าตา

ไป๋อี้หนิง เหอะๆ

 

ไป๋อี้หนิงหัวเราะเยาะอย่างใจร้าย ในโลกนี้มีผู้ชายคนไหนบ้างที่ไม่คบคนที่หน้าตา

 

ไป๋อี้หนิง เอาเถอะๆ ฉันไม่รบกวนเวลาคิดคำสารภาพอันลึกซึ้งกินใจของนายแล้ว

เยี่ยนฉือ ฉันไม่ได้กะจะสารภาพสักหน่อย

ไป๋อี้หนิง ?

วันนี้เยี่ยนฉือพูดน้อยกว่าปกติ บางทีอาจกำลังประหม่าอยู่ ฉันไม่อยากทำให้เขาตกใจ ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ

ไป๋อี้หนิง อ๋อ หมายถึงไม่อยากให้เขารู้ว่าพวกเราเป็นมนุษย์สายพันธุ์แมวใช่ไหม เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีเลยนะ แค่คบกันเฉยๆ ก็พอ อย่าบอกเขาเลยจะดีกว่า

 

ไม่อย่างนั้นจะถูกมองว่าป่วยเป็นโรคประสาทได้ง่ายๆ

อีกอย่าง…

 

ไป๋อี้หนิง ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง

ไป๋อี้หนิง ฉันจำได้ว่าตอนที่พี่ชายฉันยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา เขาแปลงร่างแล้วสารภาพเรื่องนี้กับรักแรกของเขา ปรากฏว่าคนคนนั้นช็อกแทบตาย โชคดีที่ไม่ถูกถ่ายคลิปเอาไว้

 

พวกเขาทั้งครอบครัวเลยต้องย้ายเมืองในชั่วข้ามคืนเพราะเรื่องนี้

 

ไป๋อี้หนิง นับแต่นั้นมาพี่ชายฉันก็เก็บหัวใจใส่กุญแจ แล้วกลายเป็นผู้ชายร้ายๆ!

เยี่ยนฉือ ที่พี่นายร้ายก็เพราะเจ้าชู้เกินไปไม่ใช่หรือไง

 

ดูเหมือนนี่จะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ไป๋อี้หนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาท้ายทอยเบาๆ ตอบกลับมาว่า ‘…ก็จริง

 

เรื่องราวยุ่งเหยิงในครอบครัวของไป๋อี้หนิงพวกนั้นเยี่ยนฉือฟังมาไม่รู้ตั้งกี่สิบรอบแล้ว

เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้สักเท่าไร

 

เยี่ยนฉือ ที่ฉันบอกว่าจะไม่สารภาพน่ะ ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้

ไป๋อี้หนิง ?

เยี่ยนฉือ ก็หมายความอย่างที่พูดเลย

 

ไป๋อี้หนิงคิดว่าสมองของเยี่ยนฉือน่าจะพังไปแล้วแน่ๆ อุตส่าห์ได้เจอกับคนที่ชอบทั้งที แถมยังอุตส่าห์สืบได้ว่าอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายเหมือนกัน

นี่เป็นพรหมลิขิตที่สวรรค์สร้างมาเลยไม่ใช่เหรอ

ไป๋อี้หนิงรู้สึกหมดหนทางกับเพื่อนรักของตัวเองที่ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นจากความโสดไปได้หรือเปล่า

 

เหล่าเยี่ยน ตอนนี้ผู้ชายกับผู้ชายก็จดทะเบียนกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ อย่าหัวโบราณนักสิ! ราชาภาพยนตร์แซ่หลัวอะไรนั่นของวงการบันเทิงก็แต่งงานกับนักแสดงชายไม่ใช่หรือไง ฉันเห็นชาวเน็ตมาอวยพรเขาตั้งเยอะแยะนะ!’

 

ในขณะเดียวกัน

เสียงกระดิ่งใสแจ๋วบนประตูกระจกดังขึ้น ผู้ชายที่สูงพอๆ กับเยี่ยนฉือผลักประตูเข้ามา

เยี่ยนฉืออดไม่ได้ที่จะเงยหน้าไปมอง

กลางฤดูร้อนอันร้อนแรง แสงแดดที่เกาะอยู่บนเส้นผมของชายหนุ่มทอประกายละมุน อาบไล้ไปจนถึงเครื่องหน้าและกรอบหน้างดงามอันไร้ที่ติของเขา แม้รัศมีรอบตัวเขาจะเย็นเยียบดั่งภูเขาน้ำแข็งที่กีดกันผู้คนให้ออกห่างอย่างเงียบๆ แต่กลับชวนให้เกิดความรู้สึกใฝ่หาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในร้าน ร่างนั้นก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ขนตายาวๆ สั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการหายใจ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเขา แค่มองก็รู้แล้วว่าเขาวิ่งมาที่นี่ด้วยความเร่งรีบตลอดทาง

เขาหยุดพักหายใจอยู่หลายวินาที จากนั้นก้มหน้าลงจัดคอเสื้อของตัวเองอย่างพิถีพิถัน

แค่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ก็ทำให้พนักงานร้านตกตะลึงได้แล้ว

ในวินาทีนั้นเยี่ยนฉือก็จ้องมองจนตาค้างเหมือนกัน

เยี่ยนฉืออ้าปากเล็กน้อย เรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยระดับเสียงที่มีแค่ตัวเองได้ยิน

‘เฉียวโม่?’

เยี่ยนฉือต้องยอมรับว่าเฉียวโม่หน้าตาดีมากๆ

ถึงคนในมหาวิทยาลัยจะยกให้เขาเป็นเดือน แต่บอกตามตรง เยี่ยนฉือแอบรู้สึกว่าเฉียวโม่ต่างหากที่เหนือชั้นกว่า

เพียงแต่นิสัยของเฉียวโม่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก บางทีอาจเป็นเพราะทางบ้านค่อนข้างมีฐานะ เขาเลยดูเหมือนไม่สนใจใครในโลกใบนี้ วางตัวหยิ่งยโส แถมยังไม่ประนีประนอมผ่อนปรนให้ใครจนแทบไม่มีคนในมหาวิทยาลัยอยากคบหาด้วย

แน่นอนว่าหลายคนต่างคับข้องใจต่อเฉียวโม่หลังถูกเมินใส่ และไม่คิดจะเอ่ยปากชมเขาอีกเลย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงเยี่ยนฉือด้วย

เขากับเฉียวโม่ถึงขั้นมีเรื่องบาดหมางกันอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ

เยี่ยนฉือสลัดความคิดนั้นไป เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มุมปากเบะลงอย่างยอมรับในความซวยของตัวเอง

วันดีๆ ที่ยากจะหาได้แบบนี้เขาดันมาเจอกับเฉียวโม่ซะได้ โชคดีที่พวกเขาไม่สนิทกัน ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่ได้อยู่ชั้นปีเดียวกัน ต่อให้เจอหน้ากันก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทักทายให้เสียเวลา

บังเอิญว่ามือถือของเยี่ยนฉือสั่นพอดี

 

MO อาจารย์ ผมมาถึงแล้ว

MO ผมใส่เสื้อสีขาว

 

เยี่ยนฉือเงยหน้าขึ้น มือที่ถือมือถือชะงักค้าง หัวใจหล่นวูบทันที

* วีแชต (WeChat) คือหนึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมของประเทศจีน ผลิตโดยบริษัทเทนเซ็นต์

** ผู้เฒ่าจันทรา หรือเทพจันทรา เป็นเทพองค์หนึ่งในลัทธิเต๋า มีหน้าที่ผูกด้ายแดงไว้ที่ข้อเท้าของผู้ที่สมควรครองคู่กันตามดวงชะตา ในที่นี้เปรียบเปรยถึงพ่อสื่อ

* ต้นเหล็กพันปีที่ไม่ออกดอก หมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกสนใจใครบางคนของเยี่ยนฉือ

บทที่ 3

ปลาถูกโยนลงหม้อน้ำมัน แมวนั่งอยู่บนเบาะเข็ม

 

ในร้านกาแฟมีลูกค้าทั้งหมดเจ็ดคน ผู้หญิงห้าผู้ชายสอง และมีแค่เฉียวโม่ที่สวมเสื้อสีขาว

เยี่ยนฉือมองมือถืออีกครั้ง แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องเฉียวโม่

เฉียวโม่ก็มองมาที่เขาในเวลาเดียวกัน

ลางร้ายนับพันนับหมื่นพลุ่งพล่านขึ้นในหัวของเยี่ยนฉือราวภูเขาไฟปะทุ แม็กมาเต็มไปทุกหนแห่ง แผดเผาความสุขทั้งหมดของเขาจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

ดวงตาของเยี่ยนฉือมืดครึ้มลง รู้สึกหัวหมุนจนแทบระเบิด

ทั้งสองคนตัวแข็งทื่อไปประมาณสามนาที

เฉียวโม่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาก่อน เขายังคงเป็นเหมือนยามปกติ สีหน้าเย็นชา ดูเหมือนไม่มีความสนใจในอะไรและดูเหมือนไม่สนใจใครทั้งนั้น

เฉียวโม่ดูลำบากใจเล็กน้อย ลองเรียกอย่างลังเล ‘รุ่นพี่?’

น้ำเสียงของเขาน่าฟังมากจริงๆ เหมือนกับเสียงน้ำพุพุ่งออกมาซู่ๆ ที่นำพาความเย็นสดชื่นมาสู่ฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวนี้โดยไม่ตั้งใจ

จากนั้นเฉียวโม่ก็อ้าปากน้อยๆ ดวงตาเผยให้เห็นความประหลาดใจ หลังจากเงียบไปนาน แก้มทั้งสองข้างของเขาก็แดงระเรื่ออย่างไม่รู้สาเหตุ เขาพึมพำ ‘หรือว่า…พี่ก็คืออาจารย์’

หางเสียงของเขาสั่นเครือ เป็นเสียงสะอื้นที่หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเยี่ยนฉือฟังออก

เยี่ยนฉือไม่อยากเชื่อว่าเฉียวโม่ผู้แสนเย็นชาจะส่งเสียงที่ไม่เข้ากับตัวเองออกมาได้

เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับความจริง สบสายตาเฉียวโม่

เห็นได้ชัดว่าประกายในดวงตาเยี่ยนฉือหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหมือนกับดวงดาวที่สิ้นแสงเพราะการมาถึงของพายุฝน

เขาเกือบจะโพล่งออกมาว่า ‘ทำไมถึงเป็นนายไปได้’

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เช่นเดียวกับความรังเกียจและผิดหวังที่ซ่อนอยู่ในนั้น

เฉียวโม่ยืนตะลึงอยู่ที่เดิม สีแดงระเรื่อบนแก้มค่อยๆ จางหายไป เขาหลุบตาลงคล้ายทำตัวไม่ถูก ก่อนค่อยๆ ก้มหน้าลง ปลายนิ้วที่ม้วนชายเสื้อเริ่มบิดแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าใบหน้าที่เย็นชาของเขานั้นกลับไม่ได้ฉายอารมณ์ที่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย

แต่ในสายตาของคนอื่น เขาเย็นชาจนราวกับทำให้อุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลง

นี่คือ ‘การเจอกันครั้งแรก’ ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

เวลาคนอื่นนัดเจอตัวจริงกันล้วนมีแต่เสียงหัวเราะเคล้าความสุข

ไม่แน่ว่าอาจพัฒนาไปอีกขั้นเสียด้วยซ้ำ

แต่การนัดเจอตัวจริงของเยี่ยนฉือกลับเป็นเหมือนปลาที่ถูกโยนลงหม้อน้ำมัน แมวที่นั่งอยู่บนเบาะเข็ม* และมีมีดพร้าเล่มใหญ่จ่ออยู่ที่ท้ายทอยของเขา

อันตรายเกินไปแล้ว

ไป๋อี้หนิงพูดไว้ไม่ผิด เดตออนไลน์คือการเปิดกล่องสุ่ม

เพียงแต่ไม่มีใครเคยบอกว่ากล่องสุ่มที่เขาเฝ้าฝันถึง เปิดออกมาแล้วจะกลายเป็นเฉียวโม่ไปซะได้

เยี่ยนฉือกับเฉียวโม่มองหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันอันเนิ่นนาน ต่างคนต่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

เยี่ยนฉือด่วนสรุปไปว่าการพบเจอกันครั้งแรกของพวกเขาพังไม่เป็นท่าแล้ว

ถึงอย่างไรเยี่ยนฉือก็รู้ดีว่าตัวเองรังเกียจเฉียวโม่ ส่วนเฉียวโม่ก็ยิ่งรังเกียจเขา เรื่องราวที่ซับซ้อนวกวน วนเวียนอยู่แบบนี้ สุดท้ายจะเหลือเพียงความรู้สึกรังเกียจต่อกัน

การฝืนใจมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันในสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าเลย

‘จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าตอนบ่ายยังมีสอบอีกวิชา’

‘…’

‘มีอะไรค่อยติดต่อกันนะ ไว้เจอกัน’

เยี่ยนฉืออ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นรีบยุติการพบหน้าอันแสนกระอักกระอ่วนนี้และเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เขาเฉียดผ่านตัวเฉียวโม่ไปราวกับสายลมร้อน ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ

เขาไม่รู้ว่าเฉียวโม่ที่อยู่ข้างหลังจะมีสีหน้ายังไง แต่ก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าเฉียวโม่คงจะโล่งใจมากแน่ๆ

โดยทั่วไปการพูดตามมารยาทในสถานการณ์แบบนี้คือการบอกเป็นนัยว่า ‘ไม่ต้องติดต่อมาอีกนะ’

ไม่ว่าผู้ใหญ่คนไหนก็เข้าใจกันทั้งนั้น

นอกเสียจากว่าคนคนนั้นจะไม่มีวิจารณญาณเอาซะเลย

วันนี้อุณหภูมิข้างนอกสูงถึงสามสิบแปดองศาเซลเซียส เยี่ยนฉือตากแดดจนแทบจะเป็นลม เขาวิ่งกลับหอพักมาตลอดทางท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา

ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาข้างในหอพักก็พบกับอากาศที่เย็นยะเยือกราวกับถ้ำน้ำแข็ง

เครื่องปรับอากาศแสดงอุณหภูมิสิบแปดองศาเซลเซียส

ตั้งแต่ไป๋อี้หนิงยอมจ่ายค่าเครื่องปรับอากาศหอพักอย่างใจกว้าง ทุกคนก็ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ

‘โย่ว ทำไมกลับมาเร็วจัง’ ไป๋อี้หนิงกำลังห่อตัวเล่นเกมอยู่ในผ้าห่ม สองมือเคาะอยู่บนคีย์บอร์ดกับเม้าส์อย่างเมามัน ไม่สนใจเยี่ยนฉือเลยสักนิด ‘ฉันนึกว่าคืนนี้นายจะไม่กลับหอแล้วซะอีก’

เยี่ยนฉือกำลังรู้สึกหดหู่เลยไม่ได้พูดอะไร

จู่ๆ ไป๋อี้หนิงก็ทุบโต๊ะอย่างโกรธเกรี้ยว ตะโกนเสียงดังว่า ‘บ้าเอ๊ย! ลูกพี่โดนคู่แข่งเล่นงานซะแล้ว! เหล่าเยี่ยน เดี๋ยวนายล็อกอินเข้าไอดีฉันทีแล้วช่วยฉันเก็บแต้มเลื่อนแรงก์สำหรับฤดูกาลนี้หน่อย! เล่นสองคนก็ได้ ราคาเดิม ถ้าฉันไม่พยายามมากกว่านี้คงตามไม่ทันแน่ๆ!’

เยี่ยนฉือตอบแค่ ‘อืม’

ไป๋อี้หนิงเพิ่งจะรู้สึกว่าเยี่ยนฉือดูแปลกไป จึงเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย ‘ทำไมทำหน้าเหม็นบูดแบบนั้นล่ะ นายรอแป๊บนะ เดี๋ยวลูกพี่เล่นตานี้จบแล้วจะไปดูแลนายเอง’

ในหอพักชายคำว่า ‘ลูกพี่’ สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ปีนี้ทั้งคู่ก็อายุยี่สิบแล้ว เยี่ยนฉืออายุมากกว่าไป๋อี้หนิงหนึ่งเดือน เห็นได้ชัดว่าไป๋อี้หนิงต้องการจะข่มเขาทางวาจา

เยี่ยนฉือพูดว่า ‘ไปให้พ้น’

เขาหันไปก็เห็นว่าเตียงสองหลังถูกจัดเก็บอย่างสะอาดสะอ้าน

ไป๋อี้หนิงนั่งยองอยู่บนเก้าอี้ พูดส่งๆ ว่า ‘ชิวเหยียนกับโจวอิงเพิ่งออกไปเมื่อกี้ รีบไปขึ้นรถน่ะ’

‘แล้วนายล่ะ’

‘คราวนี้ฉันไม่กลับ แม่ฉันรับคุณตามาอยู่ด้วยน่ะ วันๆ เขาเอาแต่บ่นฉัน แล้วก็ชอบเปรียบเทียบฉันกับน้องชาย’

ไป๋อี้หนิงมีน้องชายฝาแฝดเทียมอีกคนที่เรียนในมหาวิทยาลัย C เหมือนกัน แต่คนละวิทยาเขต

เยี่ยนฉือรินน้ำมาดื่มจนหมดแก้วภายในไม่กี่อึก มือของเขาใหญ่และหยาบกร้านเล็กน้อย เห็นข้อต่อชัดเจน แก้วที่เขาถืออยู่ในมือเป็นแก้วพลาสติกราคาไม่กี่หยวนที่ขายอยู่หน้ามหาวิทยาลัย ถึงจะไม่ได้ดูสวยอะไรแต่ทนทานมาก

เขาวางแก้วลงแล้วถาม ‘นายจะอยู่ที่มหา’ลัยช่วงปิดเทอมฤดูร้อนด้วยเหรอ’

‘ไม่อยู่’

ไป๋อี้หนิงหรี่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์

‘ก็พี่ชายฉันทำงานแถวนี้ไง ช่วงนี้เขาต้องไปทำงานนอกสถานที่ ก็เลยให้ฉันไปช่วยดูบ้านให้ นายอยากไปอยู่ด้วยกันไหมล่ะ เขารู้ว่านายเป็นเหมือนพวกเราเลยไม่ได้ว่าอะไร อีกอย่างอินเตอร์เน็ตที่นั่นก็แรงมากด้วย นายจะได้รับงานรับจ้างเล่นเกมสบายๆ หน่อย’

‘ไม่ล่ะ ฉันรับงานสอนพิเศษตามบ้านช่วงปิดเทอมแล้ว ได้เงินดีกว่ารับจ้างเล่นเกมตั้งเยอะ’ เยี่ยนฉือพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนถึงค่อยรับงาน เขาอธิบายเพิ่มว่า ‘จะเก็บแต้มเลื่อนแรงก์ช่วงปิดเทอมน่ะไม่ง่ายหรอกนะ’

ไป๋อี้หนิงหันไปพูดอย่างเสียดาย ‘ที่มหา’ลัยคนเยอะอาจถูกคนจับได้ง่าย ไปบ้านพี่ฉันเถอะ พวกเราจะแปลงร่างเป็นแมวเมื่อไหร่ก็ได้ มีอิสระจะตาย’

‘…’

เยี่ยนฉือไม่เหมือนไป๋อี้หนิงในจุดนี้ เขาไม่ชอบแปลงร่างเป็นแมว

ถ้าจะพูดว่าไป๋อี้หนิงเป็นเลือดบริสุทธิ์ อย่างนั้นเยี่ยนฉือก็เป็นเลือดผสม

เยี่ยนฟางซานพ่อของเยี่ยนฉือเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ซย่าหย่าแม่แท้ๆ ของเขาเป็นมนุษย์สายพันธุ์แมวที่หน้าตาสะสวยเป็นอย่างยิ่ง

พวกเขาสองคนหย่ากันนานแล้ว

เหตุผลคือตอนเยี่ยนฉืออายุสองขวบไม่ระวังกลิ้งตกบันไดจนได้รับบาดเจ็บ เขาแปลงร่างเป็นแมวต่อหน้าเยี่ยนฟางซานอย่างควบคุมไม่ได้

เหตุการณ์นี้ทำให้ตัวตนของซย่าหย่าถูกเปิดโปง เยี่ยนฟางซานรับไม่ได้ที่คนที่นอนร่วมเตียงเคียงหมอนกันมาคือแมวตัวหนึ่ง

 

การมีอยู่ของมนุษย์สายพันธุ์แมวแทบจะเหมือนกับเรื่องเล่าลึกลับในเมือง บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ

โดยทั่วไปแล้วเลือดผสมจะถูกมองว่าเป็น ‘ของมีตำหนิ’ ในหมู่มนุษย์สายพันธุ์แมว เพราะไม่มีความสามารถในการแปลงร่างเป็นแมว

แต่เยี่ยนฉือมีร่างกายที่พิเศษ เขาสามารถสืบทอดสายเลือดมนุษย์สายพันธุ์แมวของซย่าหย่าได้อย่างสมบูรณ์ แม้แต่หน้าตาก็ยังคล้ายฝั่งแม่มาก จนแทบไม่เหลือเค้าของเยี่ยนฟางซานเลย

มนุษย์สายพันธุ์แมวล้วนมีรูปลักษณ์โดดเด่น และมีหน้าตาดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ในหมู่พวกเขาบางคนจะเกี่ยวดองกับมนุษย์ การสืบทอดทางสายเลือดจึงค่อยๆ เจือจางลง ขณะที่บางคนก็เลือกคบหากับสายพันธุ์เดียวกันเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป

เมื่อการเลือกแตกต่างกันไป ผลลัพธ์ย่อมแตกต่าง

เพื่อให้กลมกลืนกับสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี พวกเขาแทบทั้งหมดจึงกระจัดกระจายไปตามการเคลื่อนคล้อยของเวลา แต่สำหรับมนุษย์สายพันธุ์แมวที่สามารถแปลงร่างเป็นแมวได้นั้น พวกเขามีความสามารถเฉพาะตัวอย่างหนึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด…ขอแค่พวกเขาสบตากันก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับตัวเองหรือเปล่า

เยี่ยนฉือกับไป๋อี้หนิงก็รู้จักกันด้วยวิธีนี้ แถมยังบังเอิญได้เป็นรูมเมตกันด้วย

ไป๋อี้หนิงเรียกสิ่งนี้ว่า ‘พรหมลิขิตสวรรค์สร้าง’ ยิ่งรู้ว่าเยี่ยนฉือยังเป็นยอดฝีมือด้านการรับจ้างเล่นเกม เขาก็ประกาศทันทีว่าตัวเองกับเยี่ยนฉือคือพี่น้องที่สุดแสนจะจริงใจต่อกัน

* ปลาที่ถูกโยนลงหม้อน้ำมัน แมวที่นั่งอยู่บนเบาะเข็ม หมายถึงการตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรืออันตราย ทำให้จิตใจไม่สงบ

บทที่ 4

ใครหลอกใครกันแน่

 

‘โอเค้!’

ไป๋อี้หนิงชูสองมือขึ้น ในที่สุดเขาก็เล่นเกมตานี้จบสักที จิตวิญญาณแห่งการซุบซิบของเขาเริ่มร้องดัง ‘ปิ๊บๆ’

เขาห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนเล็ก แล้วนั่งลงบนเตียงข้างเยี่ยนฉืออย่างร่าเริง ‘ไหนๆๆ บอกฉันหน่อยซิว่าทำไมนายกลับมาเร็วขนาดนี้’

เยี่ยนฉือหมุนตัวไปอีกทางอย่างวุ่นวายใจ หลังสงบอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งเขาก็หยิบผ้าขนหนูออกมาจากตู้ ‘นายลบ MO ออกจากลิสต์รายชื่อเพื่อนในเกมเถอะ’

‘หา?’

‘จากนี้คงจะไม่ติดต่อกันแล้ว’

เยี่ยนฉือไม่ได้บอกไป๋อี้หนิงว่า ‘MO’ ก็คือ ‘เฉียวโม่’ เพราะเขากลัวว่าเจ้าแมวโง่ตัวนี้จะตกใจจนหัวใจขาดเลือดฉับพลัน

ในมหาวิทยาลัย C มีใครบ้างไม่รู้ว่าเฉียวโม่คือนายน้อยรองของเฉียวเซิ่งกรุ๊ป เป็นเศรษฐีรุ่นสองอย่างแท้จริง

ส่วนพ่อแม่ของไป๋อี้หนิงก็เป็นหัวหน้าแผนกสาขาย่อยของตระกูลเฉียวในเมือง D

ฉะนั้นถ้าไป๋อี้หนิงรู้ว่าคนที่ชอบพูดแซวเขาในเกมคือนายน้อยรองของตระกูลเฉียวล่ะก็ เกรงว่าคงช็อกจนวิญญาณหลุดออกจากร่างตรงนี้เลย

ไป๋อี้หนิงเห็นว่าเยี่ยนฉือมีท่าทีแปลกไป สองมือกำผ้าห่มไว้แน่น จึงพูดอย่างประหลาดใจ ‘คงไม่ใช่เพราะนายเห็นว่าไม่เวิร์กแล้วหนีกลับมาหรอกนะ!’ เขาเดินตามหลังเยี่ยนฉือด้วยท่าทางเกินจริง จงใจถามว่า ‘แหมๆๆ ไหนว่าไม่คบคนที่หน้าตาไง’

‘…’

‘วันหลังนายก็อย่าโพล่งอะไรออกมาง่ายๆ แบบนั้นสิ ยกก้อนหินทับเท้าตัวเอง* ชัดๆ’

ไป๋อี้หนิงพูดเก่ง แต่ไหนแต่ไรมาเยี่ยนฉือก็ไม่เคยชนะเขาได้สักที เยี่ยนฉือเลิกคิ้วอย่างทนต่อไปไม่ไหว กระโดดสุดตัวก่อนจะ ‘อัด’ ไป๋อี้หนิงจนเขาร้องโอ๊ยๆ ไม่หยุด

ไป๋อี้หนิงเป็นแค่แมวติดอินเตอร์เน็ตที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย จะเป็นคู่ต่อสู้ของเยี่ยนฉือได้ยังไง เขาขยับกรอบแว่นของตัวเองให้เข้าที่ พยายามดิ้นหลุดจากการกดขี่ของเยี่ยนฉืออย่างยากลำบาก ชูสองมือยอมแพ้ ‘ฉันยอมแพ้ๆ! สุภาพบุรุษพูดกันดีๆ ไม่ลงไม้ลงมือกันหรอกนะ!’

เยี่ยนฉือรู้ว่าตัวเองไม่ใช่สุภาพบุรุษ เขายืดเส้นยืดสายแล้วพูดว่า ‘ไหนพูดอีกทีซิ’

‘อ๊ากกก…เมี้ยว!’

ไป๋อี้หนิงแปลงร่างเป็นแมว กระโดดพรวดขึ้นลงหนีวุ่นวายไปทั่ว สุดท้ายทั้งคนทั้งแมวก็หายใจหอบ สงบลงได้ในที่สุด

ไป๋อี้หนิงหอบหายใจ ถามขึ้นอย่างสงสัยไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ‘เหล่าเยี่ยน แล้วเขา…เขาหน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนั้นเลยเหรอ อย่ามาล้อเล่นน่า ปกตินายก็ไม่คบคนที่หน้าตานี่นา ฉันไม่ได้ว่านายเลยนะจริงๆ นายดูสิว่าตอนนี้เพิ่งจะกี่โมงเอง’

ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสอง เวลาในการนัดเจอตัวจริงครั้งนี้สั้นเกินไปแล้ว

‘อย่างน้อยนายก็ต้องนั่งสักยี่สิบนาทีก่อนไหม แล้วค่อยหาเหตุผลขอตัวออกมาแบบเนียนๆ MO จะต้องอึดอัดใจตายแน่ๆ ปกตินายไม่ทำให้คนอื่นอึดอัดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ…’

ไป๋อี้หนิงพูดแทน MO ด้วยความไม่พอใจอยู่หลายประโยค แต่เยี่ยนฉือกลับไม่พูดอะไรเลย เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเยี่ยนฉือไม่เพียงแต่เศร้าสร้อย แต่ยังแฝงด้วยความหดหู่อยู่บ้าง ให้ความรู้สึกเหมือน ‘แมวไร้บ้าน’ ตัวหนึ่ง

ต่อให้ไป๋อี้หนิงจะโง่แค่ไหนก็รู้ว่าไม่ควรจี้ใจดำใคร เสียงพูดของเขาก็เลยเบาลงเรื่อยๆ บ่นพึมพำพลางกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงตัวเอง

ประตูห้องน้ำถูกกระแทกปิดเสียงดัง ‘ปัง’ แรงกระแทกนั้นทำให้ไป๋อี้หนิงที่อยู่บนเตียงเผลอหลุดเสียงสะอึกแบบแมวออกมา

ไป๋อี้หนิงใช้อุ้งเท้าแมวลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ บ่นเสียงเบาว่า ‘คนอกหักนี่อารมณ์รุนแรงจริงๆ’ ใบหน้าแมวน้อยของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ‘ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ทำไมเหล่าเยี่ยนถึงได้โมโหขนาดนี้…’

เขาบ่นออกมาไม่หยุด

‘เมี้ยวๆๆ’ นึกยังไงก็นึกไม่ออก

ตามหลักแล้วเยี่ยนฉือไม่ได้เป็นฝ่ายแสดงความรู้สึกออกมาก่อน ในเมื่อไม่ได้ชอบพอกัน อย่างนั้นก็ควรทำตัวแบบเมื่อก่อน คบหากันเป็นเพื่อนธรรมดาๆ ก็ได้นี่นา

มีอะไรน่าโกรธกัน

ไป๋อี้หนิงไม่เห็นเยี่ยนฉือเศร้าสร้อยแบบนี้มานานแล้ว เขากระโดดลงจากเตียงอย่างหดหู่ หยิบปลาแห้งจากกระปุกขนมที่มุมโต๊ะมาเคี้ยว เคี้ยวพลางบ่นอย่างไม่กลัวตาย ‘นายก็ไม่ได้ไปเจอไอ้สารเลวเฉียวโม่นั่นสักหน่อย ต้องถึงขนาดให้ฉันลบเขาออกจากเพื่อนเลยเหรอ จริงจังขนาดนั้นเชียว ปกติ MO น้อยก็ดีจะตาย…’

ยังไงเขาก็ไม่ลบหรอก

 

ในห้องอาบน้ำ เสียงน้ำดังซู่ซ่า…

เยี่ยนฉือยืนนิ่งอยู่ใต้ฝักบัว ร่างกายเผลอเกร็งโดยไม่รู้ตัว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง แม้ใจเย็นลงแล้ว แต่ในหัวยังคงมีแต่ภาพของเฉียวโม่ที่ผลักประตูร้านเข้ามาท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าวนเวียนไปมาซ้ำๆ

เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ

ทำไมถึงเป็นเฉียวโม่ไปได้

คนที่ตัวเองชอบมาตั้งครึ่งปีจะเป็นใครก็ได้ แต่จะเป็นเฉียวโม่ไม่ได้ ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม

เยี่ยนฉือถอนหายใจยาว ความรักของเขายังไม่ทันเริ่มก็ถูกบีบให้จบลงซะแล้ว

 

ในคืนเดียวกัน

ขณะที่เยี่ยนฉือกำลังล็อกอินเข้าไอดีของไป๋อี้หนิงเพื่อเล่นเกมแทนอยู่นั้น เขาก็ได้รับข้อความส่วนตัวในเกม

MO เป็นคนส่งมา

เยี่ยนฉือแปลกใจ ขนาดเกิดเรื่องอย่างวันนี้แล้วเฉียวโม่ยังเป็นฝ่ายส่งข้อความมาหาก่อนอีกเหรอ

เขาครุ่นคิดแล้วคลิกเข้าไปอ่าน

 

MO รุ่นพี่ นั่นพี่เหรอ

 

เฉียวโม่เป็นคนที่รู้จักกาลเทศะ เขาเปลี่ยนคำเรียกอย่างมีสติ ไม่ได้เรียกเยี่ยนฉือว่า ‘อาจารย์’ อีก

ปลายนิ้วของเยี่ยนฉือสัมผัสอยู่บนแป้นพิมพ์ครู่หนึ่ง แล้วก็ถอนมือกลับโดยไม่ได้ตอบอีกฝ่าย เพียงคลิกเข้าสู่ระบบสุ่มจับคู่สมาชิกในทีม รอให้การแข่งขัน PK* เริ่มต้นขึ้น

ข้อความส่วนตัวของ MO เด้งมาอีกครั้ง

 

MO ผมเห็นพี่ในโหมดจัดอันดับ ผมรู้ว่าทุกครั้งที่พี่หยาง* ลงแรงก์ คนที่สู้จริงๆ คือพี่

MO เรื่องวันนี้ผมขอโทษจริงๆ คือว่าผมพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่

 

เยี่ยนฉือโต้แย้งในใจ นายยิ่งกว่าพูดไม่เก่งอีกไม่ใช่เหรอ

ไอดีเกมของไป๋อี้หนิงมีชื่อว่า ‘ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด’ เป็นชื่อที่เน้นยาวไม่เน้นสาระ

 

ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด อืม

 

หลังได้รับคำตอบจากเยี่ยนฉือ ความเร็วในการพิมพ์ข้อความของเฉียวโม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

MO ตอบกลับทันที สอบช่วงบ่ายราบรื่นดีไหมครับ

ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด พอได้

MO อืมๆ ราบรื่นก็ดีแล้ว

 

เมื่อเห็นคำว่า ‘อืมๆ’ สองคำนี้ เยี่ยนฉือก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา เขาไม่สามารถเชื่อมโยง MO ที่พูดจาอ่อนโยนและเอาใจใส่คนนี้กับภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่แสนเย่อหยิ่งลูกนั้นได้เลย

ท่าทีของเยี่ยนฉือแข็งกร้าวขึ้นมาก

แต่ MO กลับไม่รู้สึกอะไร เขาพูดคุยสัพเพเหระต่อ แถมคำพูดของเขายังดูสับสนมาก ไม่รู้ว่าพยายามจะสื่ออะไรกันแน่

อันที่จริง MO ไม่ใช่คนช่างพูดเลย

เยี่ยนฉือต่างหากที่ตามตื๊ออีกฝ่ายอย่างไม่ลดละมาเป็นเวลานาน ทั้งจับมือสอนเขาเล่นเกมอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งคอยคุยกับเขาตอนดึกๆ ถึงทำให้ MO รู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย

อบอุ่นจน MO เรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ไม่ขาดปาก มีแต่ประโยค ‘อาจารย์ดีกับผมจังเลย’ แฝงอยู่ในตัวอักษรแต่ละบรรทัด

พอมาคิดดูดีๆ เยี่ยนฉือก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองกำลังหลอกเฉียวโม่อยู่

เขาลูบหน้าอย่างรู้สึกผิด

เมื่อมองดูข้อความที่เด้งขึ้นมาในหน้าต่างแชตอย่างต่อเนื่อง เยี่ยนฉือก็เงียบไป ไม่รู้ว่าจะตอบกลับยังไงดี

ที่จริงแล้ว MO ในเกมจริงใจกับเขามาก

แต่เขาไม่มีวันลืมว่าเมื่อก่อนเฉียวโม่ปฏิบัติต่อเขายังไง สายตาที่ก้มมองลงมาอย่างดูถูกเหยียดหยามแบบนั้น ต่อให้อีกฝ่ายมีใบหน้าที่ดึงดูดเยี่ยนฉือนับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่าทีแบบนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

ไม่ใช่แค่นี้

เยี่ยนฉือจำได้แม่นว่าความเข้าหน้ากันไม่ติดของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นในบ่ายฤดูหนาววันหนึ่ง…

 

เยี่ยนฉือที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูได้ยินเฉียวโม่พูดกับเฉียวเฟยหร่านลูกพี่ลูกน้องจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเต็มสองหูว่า ‘รุ่นพี่เยี่ยนฉือน่ะเหรอ ฉัน…ฉันจะไปชอบเขาได้ยังไง!’

เฉียวเฟยหร่านมีท่าทีรู้สึกผิดเหมือนเพิ่งแอบไปทำอะไรที่ไม่น่าภูมิใจมา พอเขาได้ยินแบบนี้ก็ผ่อนลมหายใจแรงราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะยืนยันอย่างตื่นเต้น ‘พี่โม่ พี่ไม่ได้โกหกผมใช่ไหม’

เฉียวโม่พูด ‘ไม่ได้โกหก เฟยหร่าน นายเลิกล้อเล่นบ้าๆ กับฉันสักทีได้ไหม’ น้ำเสียงที่ไม่แยแสของเขาไม่ได้แสดงความรังเกียจรุนแรง แต่เหมือนอยากรีบกำจัดข่าวลือมากกว่า…ราวกับว่าชื่อเยี่ยนฉือนี้ไม่ควรถูกพูดถึงร่วมกับเฉียวโม่

ความหนาวเหน็บของเฉียวโม่ทำให้ฤดูหนาวลากยาวอย่างไม่มีกำหนด อุณหภูมิลดฮวบ แม้แต่ชานมร้อนที่เยี่ยนฉือถืออยู่ในมือก็เย็นชืดอย่างรวดเร็ว

บนมือถือ ข้อความอยากใส่ใจเรื่องชาวบ้านตามปกติของไป๋อี้หนิงเด้งขึ้นมา

 

เหล่าเยี่ยน เป็นไงบ้าง นายเอาชานมไปให้เขาแล้วหรือยัง ได้วีแชตมาไหม ฮ่าๆ ฉันบอกนายแล้ว! นายน้อยรองของตระกูลเฉียวแอบมองนายอยู่ เขาต้องชอบนายแน่ๆ! นายก็อยากรู้จักเขาอยู่พอดีไม่ใช่เหรอ!’

 

เยี่ยนฉือกัดฟัน เม้มปาก อดทนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนชานมลงถังขยะ

 

เขาตอบ ก็ไม่เป็นยังไง แล้วพิมพ์ต่อ ต่อไปอย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้อีก

 

บ่ายวันเดียวกันใบสมัครฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูหนาวที่เยี่ยนฉือส่งไปที่เฉียวเซิ่งกรุ๊ปถูกยกเลิกกะทันหัน กลายเป็นว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ด้อยกว่าเขาในทุกด้านมาแทนที่

เยี่ยนฉือจำเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ได้ เขาเป็นเพื่อนสนิทของเฉียวเฟยหร่าน

ตามปกติแล้วการได้ฝึกงานตั้งแต่ปีสองของมหาวิทยาลัยถือเป็นโอกาสทองที่ใช่ว่าใครก็ไขว่คว้ามาได้ง่ายๆ เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนฉือทุ่มเทแรงกายแรงใจกว่าจะได้โอกาสนี้มา แต่เพราะคำพูดแค่ประโยคเดียวของใครบางคนกลับทำให้เยี่ยนฉือพลาดโอกาสนี้ไปอย่างง่ายดาย

 

ในเวลานี้เยี่ยนฉือจ้องข้อความในเกมที่ MO ส่งมาอย่างต่อเนื่อง เขาสลับหน้าจอไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับ

ใครจะไปวางความแค้นหรือลืมความบาดหมางในอดีตได้จริงๆ แค่เพราะเล่นเกมด้วยกันไม่กี่ตากันล่ะ

อย่างน้อยก็ไม่ใช่เยี่ยนฉือ

จะว่าไปก็ตลก เมื่อก่อนเขามีเรื่องอยากจะพูดกับ MO ไม่รู้จบ แต่ตอนนี้พอคิดว่า MO ก็คือเฉียวโม่ เขาก็หมดความอยากที่จะคุยกับอีกฝ่ายแล้ว

พอได้เห็นคำพูดที่ไม่เข้าท่าของ MO เยี่ยนฉือก็เริ่มนึกสงสัยขึ้นมาจริงๆ เขาเป็น ‘โรคจิตเภท’ หรือเปล่า

 

* ยกก้อนหินทับเท้าตัวเอง เป็นสำนวน หมายถึงหาเรื่องใส่ตัว

* PK ย่อมาจากคำว่า Player Killing เป็นภาษาอินเตอร์เน็ตที่ชาวจีนนิยมใช้ หมายถึงการแข่งขันหรือการต่อสู้

* หยาง แปลว่าแกะ ซึ่งในจุดนี้มีที่มาจาก ‘ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: