X
    Categories: everYคนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 5-8 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1

ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว

การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 5

ที่บอกว่าไว้เจอกันน่ะ เมื่อไหร่เหรอ

 

เยี่ยนฉือปิดหน้าต่างแชต

ไม่รอให้ MO ส่งอะไรมาอีก ระบบก็แสดงว่าเขากำลังเข้าสู่การแข่งขันเลื่อนแรงก์

 

[3…]

[2…]

[1…]

 

ทันทีที่เข้าสู่พื้นที่แข่งขันจะไม่สามารถรับข้อความแชตส่วนตัวได้ ต้องรอจนกว่าการแข่งขันจบก่อนจึงจะออกไปเช็กและตอบกลับได้

เขาถอนหายใจโล่งอกโดยไม่รู้ตัว แล้วจดจ่ออยู่กับการเล่นเกม

เยี่ยนฉือเป็นคนฉลาด ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเรื่องเรียนหรือเล่นเกม ถ้ามีการจัดอันดับเมื่อไหร่เขาไม่เคยตกจากสามอันดับแรกเลยสักครั้ง

สองสิ่งนี้ทำให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้

เยี่ยนฉือเพียงอาศัยการรับจ้างสอนพิเศษและรับจ้างเล่นเกม ก็สามารถส่งเสียตัวเองเรียนและหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้แล้ว

ส่วนเรื่องที่คนอื่นพูด…เช่น ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย รวมทั้งพฤติกรรมในการไปสำรวจโรงอาหารล่วงหน้า…แม้จะฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเท็จทั้งหมด

เยี่ยนฉือมักใช้เศษเสี้ยวของเวลาว่างไปหางานพาร์ตไทม์ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษราคาแพงที่ต้องจ่ายเป็นระยะๆ

เขาประหยัดมาก

ครั้งเดียวที่เขาไม่ได้ประหยัดคือหลังจากที่รู้จัก MO ผ่านไอดีของไป๋อี้หนิง แล้วสมัครไอดีใหม่ในเกมอีกครั้งราวกับมีอะไรมาดลใจให้ทำ

มันไม่ได้เกี่ยวกับการรับจ้างเล่นเกมเลย เป็นแค่ไอดีที่สมัครไว้เล่นเป็นเพื่อน MO โดยเฉพาะเท่านั้น

 

ตีหนึ่ง

เยี่ยนฉือจบงานวันนี้ด้วยสถิติการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมด้วยความพ่ายแพ้แค่เกมเดียว

เขาเล่นเป็นเวลาสี่ชั่วโมงตั้งแต่สามทุ่มถึงตีหนึ่ง เมื่อรวมคะแนนที่สะสมจากการรับจ้างเล่นเกมก่อนหน้านี้เข้าด้วยกัน ในที่สุดเขาก็ทำให้ไอดีของไป๋อี้หนิงได้คะแนนเลื่อนแรงก์ครบตามเป้าหมายในฤดูกาลนี้

เสียงละเมอของไป๋อี้หนิงดังแว่วมาจากเตียงชั้นบน ค่าจ้างเล่นเกมแทนที่ไป๋อี้หนิงตั้งเวลาโอนไว้ล่วงหน้าเด้งขึ้นมาบนมือถือ พร้อมกับประโยคที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น พาฉันบินไปเลยเพื่อน!’

เยี่ยนฉือเลื่อนดูรายการสนทนาในวีแชต ปลายนิ้วของเขาเลื่อนผ่านข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านหลายข้อความ

มีทั้งข้อความจากกลุ่มสอนพิเศษ กลุ่มจ้างเล่นเกม และแม้แต่ข้อความจาก ‘ครอบครัว’ ของเขา

 

เยี่ยนโจว พี่ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกลับบ้านไหม

เยี่ยนโจว ตั้งแต่พี่เข้ามหาลัยก็ไม่ได้กลับบ้านเลย เมื่อวานเพื่อนบ้านถามถึงพี่ ฉันกับแม่ก็ไม่รู้จะตอบคนอื่นเขาว่ายังไง

เยี่ยนโจว พี่ก็ไปขอโทษพ่อสักหน่อยเถอะ อันที่จริงพ่อก็ไม่ได้ใจแข็งเป็นหินขนาดนั้นนะ

 

สีหน้าของเยี่ยนฉือยังคงปรากฏความเหนื่อยล้าหลังเลิกงาน เขาเหลือบมองข้อความหลายข้อความที่เยี่ยนโจวส่งมาด้วยท่าทีเฉยเมย ปลายนิ้วปัดหน้าจอไปทางซ้าย แล้วลบช่องแชตกับเยี่ยนโจว

พวกเขาเป็นพี่น้องต่างมารดากัน เยี่ยนโจวเองก็เต็มใจที่จะสนิทกับเขามาตั้งแต่เด็ก

แต่เป็นเยี่ยนฉือเองต่างหากที่ทำตัวห่างเหินกับเยี่ยนโจว

พูดให้ถูกก็คือหลังเยี่ยนฉือมีความสามารถมากพอที่จะออกจากบ้านหลังนั้นแล้ว เขาก็ตีตัวออกหาก ‘พวกเขาทั้งครอบครัว’

นอกหน้าต่าง แสงจันทร์สว่างไสว ดวงดาวประปราย

เยี่ยนฉือรู้สึกง่วงนอน เขาเอียงศีรษะไปทางซ้าย ใช้มือซ้ายบีบที่คอด้านขวาเบาๆ พลางอ้าปากหาว

เขาจับเม้าส์ ขณะเตรียมจะออกจากเกมสายตาก็เหลือบไปเห็นการแจ้งเตือนข้อความที่มุมขวาล่าง

เยี่ยนฉือนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคลิกเข้าไปอ่าน

 

9:10

MO วันนี้ผมก็สอบวิชาสุดท้ายแล้วเหมือนกัน

 

9:20

MO ผมเห็นว่าพี่กำลังลงแรงก์อยู่ พี่ไปเล่นก่อนเถอะ

 

11:30

MO รีบพักผ่อนล่ะ

 

สำหรับเยี่ยนฉือแล้ว นี่เป็นสามข้อความที่ไม่มีค่าให้ตอบเลย

 

กลางดึก ตีหนึ่งสิบนาที

หน้าจอมือถือของเยี่ยนฉือสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ ข้อความวีแชตของ MO เด้งขึ้นมาอย่างไม่ลดละ

เยี่ยนฉือปลดล็อกมือถือเพื่อเปิดอ่านด้วยความสับสน

 

MO รุ่นพี่ ผมเห็นว่าพี่ออฟไลน์จากเกมแล้ว

 

เยี่ยนฉือสงสัยว่านี่เฉียวโม่กำลังสะกดรอยตามเขาอยู่เหรอ

 

MO พี่จะนอนแล้วหรือยัง ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่

 

วันนี้ MO ดูพูดเยอะเป็นพิเศษ

 

เยี่ยนฉือเม้มริมฝีปากพลางถามอย่างเฉยชาท่ามกลางความง่วงงุน มีอะไร

 

ช่องแชตของอีกฝ่ายขึ้นว่า ‘อีกฝ่ายกำลังพิมพ์…’

เยี่ยนฉือรออยู่นานมากแต่ก็ไม่ได้รับข้อความของเฉียวโม่ในช่องแชตสักที เขารอจนหมดความอดทน ขณะกำลังจะล็อกหน้าจอก็เห็นเฉียวโม่ส่งมาครึ่งประโยค

 

ที่พี่บอกว่าไว้เจอกัน

 

ประโยคนี้มีการเว้นวรรคคำ เขาอาจจะยังพิมพ์ไม่เสร็จ หรือไม่ก็อาจรีบจนกดปุ่มส่งโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่ว่าจะกรณีไหนเยี่ยนฉือก็ไม่สนใจเท่าไร

 

MO มันคือเมื่อไหร่เหรอ

เยี่ยนฉือ ?

MO ถามอย่างจริงจัง พรุ่งนี้เป็นไง พรุ่งนี้พวกเรามาเจอกันได้ไหม ผมอยากเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อ

 

เยี่ยนฉือชักจะสงสัยแล้วว่าทำไมเฉียวโม่ไม่มีเซ้นส์เอาซะเลย

แต่ว่าเยี่ยนฉือไม่มีเจตนาที่จะทำให้เฉียวโม่อับอาย เขาลองคิดในมุมมองของอีกฝ่ายก็พอจะเดาได้ว่าทำไมเฉียวโม่ถึงได้อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่เข้าประเด็นสักทีแบบนี้

อันที่จริงไม่ว่าใครที่เจอกับเรื่องแบบนี้คงรู้สึกอึดอัดกันทั้งนั้น และจุดเริ่มต้นของทุกอย่างนี้ ว่ากันตามตรงแล้ว…เยี่ยนฉือเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

 

เยี่ยนฉือรู้ว่าตัวเองทำผิด จึงเป็นฝ่ายถอยหนึ่งก้าว ‘ฉันไม่คิดจะบอกคนอื่นว่านายเป็นคนยังไงในอินเตอร์เน็ต แล้วฉันก็จะไม่บอกเพื่อนของฉันด้วยว่านายคือเฉียวโม่’

MO หา?

 

ประโยคนี้…

 

MO ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น

 

เฉียวโม่รีบส่งมากจนไม่มีแม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนด้วยซ้ำ

ช่องแชตของเฉียวโม่ขึ้นว่า ‘อีกฝ่ายกำลังพิมพ์’ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเขาพิมพ์ๆ ลบๆ อะไรนักหนา

 

เยี่ยนฉือไม่ได้ให้เวลาเฉียวโม่มากนัก เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะไม่ทำให้นายลำบากใจ นายก็เล่นเกมตามปกติไป ส่วนฉันจะล็อกอินไปลบความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ของเรา แล้วลบนายออกจากเพื่อนด้วย รวมถึงล้างประวัติแชตในวีแชต ถึงตอนนั้นฉันค่อยบันทึกหน้าจอให้นาย ต่อไปเวลาเจอหน้ากันที่มหา’ลัยพวกเราก็ทำตัวเหมือนเมื่อก่อน ถือซะว่าไม่รู้จักกัน

 

ต่อไปเขาก็จะไม่ล็อกอินเข้าไอดีเกมนี้อีก

พอกดส่ง เยี่ยนฉือสังเกตเห็นว่าประโยค ‘อีกฝ่ายกำลังพิมพ์’ หายไปจากช่องแชตของเฉียวโม่แล้ว

เนิ่นนานผ่านไป

 

MO ถาม ‘ทำไมล่ะ’

เยี่ยนฉือไม่สนใจว่าเฉียวโม่ไม่เข้าใจจริงๆ หรือตีมึนกันแน่ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พิมพ์ออกไปตามตรง เราไม่เหมาะกันหรอก

 

ไม่ว่าในฐานะเพื่อนหรือฐานะอะไรก็ตาม ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็นเฉียวโม่ พวกเขาก็ไม่เหมาะกันเลย

 

เยี่ยนฉือไม่ชอบการยืดเยื้อ เขาจึงส่งภาพแคปหน้าจอที่ลบข้อมูลแชตทั้งหมดไปให้เฉียวโม่ทันที จากนั้นก็ส่งข้อมูลรายละเอียดไอดีเกมของเขาไปที่เว็บไซต์ซื้อขายไอดีมือสอง และออฟไลน์โดยไม่ลังเล

ค่ำคืนที่เงียบสงัด ทุกสิ่งซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดมิด แสงบนหน้าจอมือถือดับลงในที่สุด

เฉียวโม่ไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาอีก แต่เยี่ยนฉือกลับหนักอกหนักใจจนนอนไม่หลับ

เยี่ยนฉือเดินไปที่ระเบียง สูดอากาศอบอุ่นยามค่ำคืน อารมณ์ของเขาหม่นหมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อความร้อนในตอนกลางวันจางหายไป ความหงุดหงิดในใจเยี่ยนฉือก็เบาบางลง เขามองดวงดาวบนท้องฟ้า ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่เงียบๆ กับตัวเองเพื่อเข้าใจอาการ ‘อกหัก’ ฝ่ายเดียวในครั้งนี้

เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองจะฟื้นฟูจิตใจได้อย่างรวดเร็ว นี่เป็น ‘ทักษะพิเศษ’ ที่เขามีมาตั้งแต่เด็ก

มีเพียงสิ่งนี้ที่ทำให้วัยเด็ก ช่วงแห่งการเติบโต และชีวิตของเขากลับสู่ความสงบได้หลังจากพบเจอความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่า

 

นับจากนั้นชีวิตของเยี่ยนฉือก็กลับสู่ปกติ

เขารับจ้างสอนพิเศษตอนกลางวัน กลางคืนก็รับจ้างเล่นเกมแบบง่ายๆ

ชีวิตที่วุ่นวายทำให้เขาไม่จมจ่อมอยู่กับเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนได้ชั่วคราว แถมยังไม่มีเวลาคุยเล่นมากนัก แม้แต่กับไป๋อี้หนิงก็ยังติดต่อน้อยลงด้วย

 

ไป๋อี้หนิงรู้ว่าเขายุ่งจึงส่งข้อความมาว่า ก่อนปิดเทอมน้าเล็กส่งปลาแห้งมาให้ฉัน ต้นเดือนสิงหาฉันนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปเที่ยวกัน กินคนเดียวไม่หมดหรอก ฉันแบ่งส่วนนึงไว้ให้นายแล้ว อย่าลืมกินด้วยล่ะ

 

ทันทีที่เยี่ยนฉือเปิดตู้ก็เห็นกล่องปลาแห้งวางเต็มด้านใน

นี่เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของมนุษย์สายพันธุ์แมวอย่างพวกเขามาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าเยี่ยนฉือจะไม่ค่อยแปลงร่างเป็นแมว แต่ก็อดใจกับความเย้ายวนของปลาแห้งไม่ได้

 

เขารับไว้อย่างไม่อิดออด ขอบใจนะ ซีซั่นหน้าฉันจะช่วยให้นายติดแรงก์สามอาทิตย์รวดแบบฟรีๆ เลย

ไป๋อี้หนิง จริงดิ?? ฮ่าๆ งั้นก็ขอบคุณนายนะ นายได้ขาดทุนแน่!

เยี่ยนฉือ นายพูดถูก งั้นเปลี่ยนเป็นอาทิตย์เดียวแล้วกัน

ไป๋อี้หนิง บ้าเอ๊ย พูดมากมักพลาดสินะ

ไป๋อี้หนิง จริงสิ นายขายไอดีแล้วเหรอ

เยี่ยนฉือ นายรู้ได้ยังไง

ไป๋อี้หนิง ฉันเห็นนายในเว็บซื้อขายไอดีน่ะ

 

เยี่ยนฉือพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง

 

ไป๋อี้หนิงเกลี้ยกล่อมเขาอย่างหวังดี จากกันด้วยดีเถอะ เมื่อก่อนเขาก็เล่นเข้าขากับพวกเราดีเลยไม่ใช่หรือไง ก็เป็นแค่เพื่อนก็ได้นี่ นายก็เหมือนกัน รับไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอถึงกับจะขายไอดี ของเทพออกขนาดนี้

 

ทำไมต้องทำให้เรื่องราวมันเลยเถิดขนาดนี้ด้วย

 

เยี่ยนฉือดื้อดึงไม่ยอมรับ ตอบว่า แค่ไอดีเล็กๆ ขายไปได้เงินมานิดๆ หน่อยๆ

ไป๋อี้หนิงมีความผูกพันกับทุกไอดีเกมของตัวเองเลยไม่เคยขายมาก่อน เขาไม่เข้าใจเยี่ยนฉือสักนิด แต่ก็ไม่ติดใจกับเรื่องนี้อีก พูดแค่ว่า วันนี้ตอนที่ MO ออนไลน์ ฉันดูออกนะว่าเขาเศร้ามากเลย

เยี่ยนฉือ คุยกันผ่านอินเตอร์เน็ต นายเห็นเหรอว่าเขาเศร้า

ไป๋อี้หนิง ฉันเห็นว่าเขาใจลอยตอนทำภารกิจกิลด์* เลยถามไปว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาส่งอีโมติคอนร้องไห้มาให้ ปกติเวลาเขาคุยกับฉันไม่ส่งอีโมติคอนอะไรพวกนี้เลยนะ นี่ยังไม่เรียกว่าเศร้าอีกเหรอ

เยี่ยนฉือ

ขมับของเยี่ยนฉือเต้นตุบๆ แต่เขากลับโน้มน้าวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ถ้าไม่ลบเขา แล้วนายจะเสียใจ

ไป๋อี้หนิงไม่เชื่อเลยเป็นเดือดเป็นร้อนแทน MO ‘แค่หน้าตาไม่ดีก็มีความผิดร้ายแรงถึงตายเลยเหรอ นายจะขายไอดีจะลบอะไรก็แล้วแต่นายเลย แต่ของฉันนายไม่ต้องมายุ่ง ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ!’

เยี่ยนฉือรับปากเฉียวโม่แล้วว่าจะไม่เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายจึงปิดปากเงียบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง ไป๋อี้หนิง นายกลายเป็นคนรักความถูกต้องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ’

 

ครั้งนี้ไป๋อี้หนิงเป็นฝ่ายพูดไม่ออกบ้าง

 

* กิลด์ คือระบบหนึ่งในเกมออนไลน์ มีไว้ให้ผู้เล่นได้รวมกลุ่มกันเป็นประจำเพื่อทำภารกิจต่างๆ ในเกมไปด้วยกัน

 

บทที่ 6

แหวะ…ถุยๆ!

 

เยี่ยนฉือถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า ‘นายบอกเขาเรื่องที่ฉันขายไอดีไปแล้วเหรอ’

ไป๋อี้หนิง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหักหลังนายนะ แต่…ขนาดคนโง่ยังมองออกเลยว่า MO ชอบนาย

 

เยี่ยนฉือนิ่งเงียบ

 

ถึงไป๋อี้หนิงจะพูดมากไปหน่อย แต่ก็เป็นคนจิตใจดี ‘ฉันแค่อยากให้เขาตัดใจได้เร็วๆ แบบนี้จะได้ดีขึ้นหน่อย’

เยี่ยนฉือไม่ได้เปิดโปงอะไรทั้งนั้น มุมปากยกขึ้นน้อยๆ ตอบเพียงว่า ‘อืม ขอบใจ’ แต่ในใจกลับคิดอีกแบบ เฉียวโม่จะไปตัดใจอะไรเล่า มีแต่จะสบายใจล่ะสิไม่ว่า

 

ที่จริงเยี่ยนฉือเองก็ค่อนข้างไว้ใจเฉียวโม่

เขาคิดว่าหลังจากเฉียวโม่รู้ว่าเขาขายไอดีแล้ว ก็คงจะเว้นระยะกับไป๋อี้หนิงเองโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องกังวลด้วยซ้ำ เขาจึงปิดหน้าต่างแชตอย่างวางใจ แล้วหยิบกระปุกปลาแห้งออกมาจากกล่อง

หลังจากกินปลาแห้งไปสองตัว เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้จัดการไอดีเกมที่ตัวเองล็อกอินค้างไว้เมื่อวันก่อนเลย

เยี่ยนฉือเดินมาที่โต๊ะหนังสือพร้อมคาบปลาแห้งไว้ในปาก แล้วรีบเปิดหน้าเว็บในมือถืออย่างรวดเร็ว

หลายวันมานี้มีคนทักเขามาทางข้อความส่วนตัวไม่น้อย ทุกคนคิดจะต่อราคาเหมือนกันหมด

เยี่ยนฉือไม่รีบร้อน เขาไล่นิ้วเลื่อนอ่านข้อความส่วนตัวช้าๆ

กระทั่งเห็นข้อความหนึ่งที่ส่งมาจากไอดีไม่ระบุชื่อ

 

‘ผมยอมจ่ายให้สองเท่า ขายให้ผมได้ไหมครับ’

 

เป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อวาน

เยี่ยนฉือตั้งไอดีรองขึ้นมาก็เพื่อที่จะได้เล่นกับ MO อย่างราบรื่น สกินในเกมก็จัดครบพอสมควร ราคาที่เขาตั้งขายก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เพื่อกันไม่ให้โดนต่อราคาหนักเกินไป เขาเลยตั้งราคาสูงกว่าราคาจริงสองร้อย

ใครจะไปรู้ว่าถึงกับมีคนยอมจ่ายตั้งสองเท่า

นี่เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเยี่ยนฉือ เขานึกสงสัยจึงตอบกลับตามมารยาทด้วยเครื่องหมายคำถาม

อีกฝ่ายคงได้รับการแจ้งเตือนข้อความ ไม่ถึงนาทีก็ตอบกลับมา

 

‘สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าไอดียังอยู่ไหมครับ’

เยี่ยนฉือ คุณจะจ่ายสองเท่า?

 

บอกตามตรง ตราบใดที่อีกฝ่ายเสนอราคามาตรงๆ แบบไม่ต่อราคา มีเหรอที่เยี่ยนฉือจะไม่ขาย

 

‘ใช่ครับ!’

 

เหมือนกลัวว่าเยี่ยนฉือจะไม่ตอบตกลง เขาส่งข้อความต่อทันที

 

‘สามเท่าก็ได้ครับ’

 

สิ่งแรกที่เยี่ยนฉือคิดคือ เจอมิจฉาชีพเข้าแล้วไง

อีกฝ่ายเดาความคิดของเขาออกจึงรีบอธิบาย

 

‘คุณวางใจเถอะ ผมไม่ใช่มิจฉาชีพ! ผมเคยเห็นคุณในอันดับแรงก์การต่อสู้ ไอดีคุณดูดีมาก ผมอยากซื้อจริงๆ’

 

เยี่ยนฉือขมวดคิ้วนิดๆ พลางนึกย้อนกลับไป เขาจำได้เลือนรางว่าครั้งหนึ่งเคยพุ่งขึ้นไปติดอันดับท็อปสามของแรงก์ประจำฤดูกาลในเกม ตอนนั้นเขาแค่อยากปลดล็อกความสำเร็จของภารกิจ รับวัตถุดิบรางวัล แล้วเอาไปใช้คราฟต์* สัตว์เลี้ยงหายากให้ MO เท่านั้นเอง

แม้ว่าสัตว์เลี้ยงตัวนั้นจะดูน่ารักน่าชัง เหมาะที่จะได้รับความรักความทะนุถนอม แต่ทันทีที่ลง ‘สนามต่อสู้’ ดันตายเร็วกว่าใครเพื่อน…

เยี่ยนฉือหมดคำพูด ยกมือขึ้นปัดข้างหูเบาๆ เพื่อสลัดความทรงจำที่เกินความจำเป็นทิ้งไป

อีกฝ่ายไม่เห็นเขาตอบกลับในหน้าแชต จึงร่ายข้อความมายาวเฟื้อย

 

‘ไอดีผมกากมาก เล่นยังไงก็ไม่เวิร์กสักที ผมก็เลยอยากหาซื้อไอดีเจ๋งๆ สักไอดี หาไปหามาก็มาถูกใจของคุณนี่แหละ ผมรับประกันเลยว่าพอซื้อไอดีคุณไปแล้วจะไม่เล่นมั่วๆ แน่นอน จะไม่ทำให้มันกลายเป็นไอดีร้าง ผมจะดูแลมันอย่างดีเลย!’

 

เขาส่งข้อความที่จริงใจและประโยคที่มีความหมายทำนองเดียวกันมาซ้ำๆ หลายครั้ง แต่ละครั้งดูเร่งเร้าและกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อยๆ

อันที่จริงเยี่ยนฉือไม่ควรลังเลใจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการเร่งเร้าของผู้ซื้อแบบนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่าทันทีที่เขาขายไอดีไป มันก็จะจบลงจริงๆ ในชั่วพริบตานี้เองเขาก็หวนนึกถึงทุกช่วงเวลาที่ได้รู้จักกับ MO และรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นครั้งแรกในชีวิต

โชคดีที่ความรู้สึก ‘อาลัยอาวรณ์’ ของเขาเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เยี่ยนฉือไม่ใช่คนประเภทที่จะกลับคำง่ายๆ ซะด้วย

 

‘ราคาเดิมก็ได้ครับ คลิกที่ลิงก์ซื้อโดยตรงได้เลย’

 

หลังจากทำตามขั้นตอนที่เว็บไซต์แนะนำไว้ ไอดีก็ถูกเปลี่ยนมือภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

เยี่ยนฉือได้ล็อกอินล่วงหน้าเพื่อยกเลิกการผูกข้อมูลส่วนตัวบางอย่างแล้ว จากนั้นก็จัดแจงไอเทมต่างๆ ใส่กระเป๋า แล้วโอนไปที่ไอดีหลักของตัวเอง

สุดท้ายเขาก็เหลือบไปเห็นในระบบว่าหน้าต่างแจ้งเตือนยกเลิกความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับเฉียวโม่ยังคงนับเวลาถอยหลังอยู่

เฉียวโม่ยังไม่ยินยอมยกเลิกความสัมพันธ์ ถ้าเป็นการยกเลิกความสัมพันธ์ฝ่ายเดียวต้องใช้เวลาเก้าวัน ซึ่งตอนนี้ยังเหลือเวลาสามวันกับอีกห้าชั่วโมง

เยี่ยนฉือเห็นหน้าต่างนี้แล้วก็อธิบายให้ผู้ซื้อฟังคร่าวๆ

ผู้ซื้อนิสัยดีมาก ตอบเยี่ยนฉือมาว่า…

 

‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร’

 

หกพยางค์ง่ายๆ เป็นการประกาศว่าธุรกรรมครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์

เยี่ยนฉือจ้องหน้าต่างยกเลิกความสัมพันธ์อยู่หลายวินาที ก่อนที่จะออกจากระบบไอดีเกมอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี เยี่ยนฉือไม่มีวันรู้เลยว่าชีวิตที่เขานึกว่ากลับสู่ปกติแล้วนั้น อันที่จริงยังห่างไกลจากคำว่า ‘สงบ’ อย่างมาก

 

เวลา 13.24 น. วันที่ 7 เดือนสิงหาคม

นับตั้งแต่วันที่เยี่ยนฉือกับเฉียวโม่เจอกันในชีวิตจริงแล้วทุกอย่างพังไม่เป็นท่าก็ผ่านมาหนึ่งเดือนกับอีกแปดวันแล้ว ซึ่งเยี่ยนฉือก็ใช้ชีวิตในร่างแมวมาครบหนึ่งเดือนแล้วเหมือนกัน

ในเวลานี้แสงแดดนอกหน้าต่างเจิดจ้า ร้อนจนแทบทนไม่ไหว

ใบหลิวห่อม้วนอยู่บนกิ่งเพราะความร้อน ขณะที่เยี่ยนฉือส่งเสียงร้องเมี้ยวอยู่ในห้อง

ภายในอพาร์ตเมนต์แบบพักคนเดียวได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสบายตา อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศตั้งอยู่ที่ยี่สิบหกองศาเซลเซียส เจ้าเหมียวหน้าดำยื่นขาข้างหนึ่งออกมาจากอ่างอาบน้ำพลางส่งเสียงร้องแหลมสูง

“แฮ่!” ปล่อยฉันนะ!

“เมี้ยว!” ฉันเคืองแล้วนะ!

“เมี้ยวๆ! เมี้ยววว…หง่าว” นายคอยดูเถอะ! ถ้าตอนนี้ฉันกลับร่างได้นะ…งื้อออ

“เมี้ยววววว…” ไว้ฉันกลับร่างได้เมื่อไหร่ ได้เห็นดีกันแน่…

เยี่ยนฉือยังไม่ทันจะด่าเป็นภาษาแมวอย่างเกรี้ยวกราด ร่างนุ่มนิ่มก็ถูกเฉียวโม่จับลากกลับเข้าไปในอ่างอาบน้ำสีฟ้าอ่อนที่จัดเตรียมไว้สำหรับแมวโดยเฉพาะแล้ว

“งื้อออ!”

เยี่ยนฉือเผลอสำลักน้ำไปคำหนึ่ง ร่างนุ่มนิ่มดิ้นพราดไปมาอย่างเกินจริง “แหวะ…ถุยๆ!”

ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงร้องเมี้ยวๆ ของเยี่ยนฉือที่ดังไม่หยุด เขาพยายามอ้าปากข่มขู่ “แฮ่!”

เฉียวโม่ขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “เสี่ยวเฮย นี่นายจะกัดฉันเหรอ”

“…”

“นายไม่เคยจะกัดฉันเลยนี่นา”

เยี่ยนฉือจ้องเฉียวโม่อย่างไร้คำพูด นัยน์ตาสื่อความหมายชัดเจนว่า ‘เดือนที่แล้วฉันความจำเสื่อมน่ะ ความจำเสื่อม ขอบใจ!’

“นายดูเขี้ยวของนายสิ น่ากลัวจะตาย…”

เยี่ยนฉือกลัวการถูกเข้าใจผิดเป็นที่สุด จึงเก็บเขี้ยวแหลมๆ กลับเข้าไปทันที

เขาแค่อยากทำให้เฉียวโม่ตกใจก็เท่านั้น…

สุดท้ายเฉียวโม่ก็พูดประโยคน่าโมโหที่สุดด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนที่สุดว่า “ช่างเถอะ แล้วแต่นายแล้วกัน อยากกัดก็กัดเลย ฉันไม่เจ็บหรอก”

เฉียวโม่สวมถุงมือกันกัดกันข่วนเอาไว้ ย่อมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เขาขัดตัวให้เยี่ยนฉืออย่างตั้งใจไม่เว้นแม้แต่ขนสักเส้น กระทั่งก้นแมวที่ปกติไม่สามารถแตะต้องได้ เขาก็ยังถูซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบก่อนจะยอมปล่อยมือ ฟองสบู่กระจายเต็มอ่าง

เยี่ยนฉือทั้งเปียกปอนทั้งหมดแรงจนแทบอยากร้องไห้ เขาอยากจะกัดเฉียวโม่ให้หายแค้นสักที แต่จิตสำนึกของมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างแมวนี้ทำให้เขายังคงมีศีลธรรมและยับยั้งชั่งใจตัวเองเอาไว้ได้

ภายใต้การโจมตีของฟองสบู่ ท้ายที่สุดเยี่ยนฉือก็เลิกต่อต้าน ยอมแพ้ไปอย่างสิ้นหวัง

เขานอนแผ่หลาอยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างหมดอาลัยตายอยาก ปล่อยให้เยี่ยนฉือถูเนื้อตัวตามใจชอบ ทั้งหน้าอก หลัง ท้อง ไปจนถึงก้นอันแสนล้ำค่าของเขา ล้วนถูกข้าศึกตีแตกลงอย่างสิ้นเชิง

โชคดีที่เฉียวโม่ยังมีความเกรงใจอยู่บ้าง ไม่ได้ล้างของรักของหวงของเขา ไม่อย่างนั้น…ชีวิตแมวๆ ของเยี่ยนฉือคงไม่เหลืออะไรให้น่าจดจำอีกแล้ว

“เสร็จแล้วๆ อาบให้เรียบร้อยแล้ว”

เฉียวโม่ล้างฟองสบู่บนตัวเจ้าเหมียวออก แล้วหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดให้อย่างแรง

เยี่ยนฉือสีหน้าบึ้งตึง ไม่ส่งเสียงใดๆ

เฉียวโม่หลุบตาลงเล็กน้อย เอ่ยแก้ต่างให้ตัวเองเสียงเบา “สองสามวันนี้ใครให้นายมุดไปทั่วล่ะ แถมวันนี้ยังไปเล่นที่ห้องเก็บของเล่นอีก ห้องนั้นไม่ได้ทำความสะอาดนานแล้ว มีแต่ฝุ่นทั้งนั้น”

หน้าแมวของเยี่ยนฉือหงิกงอ พูดอย่างโกรธเคือง “เมี้ยว?” ฉันผิดงั้นสิ?

เฉียวโม่เข้าใจโดยไม่ต้องพูดออกมา “เลิกงอนได้แล้ว ฉันจะไม่อาบน้ำให้นายแล้ว”

ฟังดูก็รู้ว่ากำลังหลอกแมว

เยี่ยนฉือแยกเขี้ยวใส่

เฉียวโม่ถูกลูกแมวดุเข้าให้ ไหล่ก็ลู่ตกลงอย่างเหงาหงอย ตั้งใจพึมพำประชด “งั้นต่อไปถ้านายอยากซกมกก็ตามสบายแล้วกัน ฉันไม่เคยเห็นลูกแมวตัวไหนรักความสกปรกเท่านายมาก่อนเลย”

เยี่ยนฉือ “เมี้ยว?!” พูดบ้าอะไรของนายเนี่ย?!

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบอาบน้ำ เขาแค่ไม่ชอบให้เฉียวโม่อาบน้ำให้ต่างหาก!

เยี่ยนฉือกับเฉียวโม่นั้น…ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คุยกันไม่รู้เรื่อง!

เขาได้แต่ทำหน้าบูดบึ้งต่อไป

ส่วนเฉียวโม่ก็มีเรื่องที่อยากคุยกับเจ้าเหมียวไม่รู้จบ แถมยังคุยเก่งกว่าไป๋อี้หนิงซะอีก

เพียงแต่ไป๋อี้หนิงพูดจาน่ารำคาญ ส่วนเฉียวโม่พูดจาอ่อนหวานเหมือนคนอารมณ์ดีโดยกำเนิด แต่ในสายตาของเยี่ยนฉือ ‘ความใจดี’ ของเฉียวโม่มีไว้ให้แมวเท่านั้น จิตใจของอีกฝ่ายคับแคบเสียยิ่งกว่าอะไร

ตลอดหลายวันมานี้ที่เยี่ยนฉือได้ใช้เวลาอยู่กับเฉียวโม่ เขาพบว่าไม่ว่าจะเป็นตอนที่รับอาหารหรือตอนที่มีพัสดุมาส่ง เฉียวโม่ก็จะกลับคืนสู่โหมดคนหน้านิ่ง พูดขอบคุณคนอื่นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง คำพูดก็สั้นกระชับ เหมือนกับว่าอยากรีบๆ พูดให้เสร็จ

พอประตูปิดลงเฉียวโม่ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนจากท่าทางซังกะตายที่เขาเคยเป็นตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย

เฉียวโม่ที่อยู่บ้านไม่เคยแสดงท่าทางเคร่งเครียด สีหน้าก็ผ่อนคลายอย่างยิ่ง ปกติเวลานึกอะไรได้ก็มักจะพูดกับ ‘เสี่ยวเฮย’ เสมอ

เฉียวโม่ในเวลานี้เหมือนกับ MO ที่เยี่ยนฉือรู้จักทุกกระเบียดนิ้ว แต่ก็ไม่เหมือนกับ MO ซะทีเดียว

 

* คราฟต์ หมายถึงการนำวัตถุหรือไอเทมต่างๆ มารวมกันเพื่อสร้างเป็นสิ่งใหม่

บทที่ 7

นายปล่อยฉันไปเถอะ

 

เฉียวโม่เป็นคนช่างพูดกว่า MO มาก แถมยังชอบแสดงความรักมากด้วย

ถ้าจะบอกว่าภาพลักษณ์ที่ MO แสดงต่อหน้าเยี่ยนฉือคือภาพลักษณ์ของคนที่อ่อนโยนและเข้มแข็ง ทำทุกอย่างได้ดีเยี่ยม ต่อให้ทำได้ไม่ดีก็จะพยายามจนสุดความสามารถแล้วล่ะก็…

อย่างนั้นเวลาส่วนใหญ่ที่เฉียวโม่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ เขาคงเป็นแจกันดอกไม้* ที่ปล่อยตัวเละเทะไปวันๆ

อย่ามองแค่ว่าในมหาวิทยาลัยเฉียวโม่ดูวางตัวสูงส่งเย็นชา โดดเด่นอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับไม่มีเรื่องใดที่เขาทำไม่ได้เป็นอันขาด เพราะความจริงเวลาที่เขาอยู่บ้านช่างตรงกันข้าม แค่เขาต้มน้ำก็อาจจะถูกน้ำร้อนลวกได้แล้ว แค่ผัดผักก็แทบทำห้องครัวระเบิด

แต่เฉียวโม่ก็ยังโชคดีที่ฐานะทางบ้านดี มีเงินใช้ไม่ขาดมือ

แม่บ้านรายชั่วโมงที่เขาจ้างจะมาทำอาหารให้เฉียวโม่วันเว้นวัน ทำให้เฉียวโม่ไม่ต้องอดตายหรือขาดสารอาหาร

ทำไมต้องเป็นวันเว้นวันน่ะเหรอ จากการสังเกตของเยี่ยนฉือ เฉียวโม่คนนี้พิลึกมาก เขาไม่แม้แต่จะสนใจแม่บ้านรายชั่วโมงของตัวเองด้วยซ้ำ

ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาทำอาหาร เขาก็จะเข้าไปซ่อนตัวในห้องนอน พยายามหลีกเลี่ยงการสื่อสารให้ได้มากที่สุด

ถ้าจะบอกว่าเฉียวโม่วางตัวสูงส่งเกินไป อันที่จริงควรจะพูดว่า…เขาจงใจไม่สื่อสารกับคนอื่นมากกว่าหรือเปล่านะ?

เยี่ยนฉือไม่แน่ใจ

เมื่อมองแม่บ้านรายชั่วโมงอีกครั้ง เธอคุ้นชินกับท่าทีของเฉียวโม่นานแล้ว ทุกครั้งหลังจากทำงานของตัวเองเสร็จก็จากไปโดยที่ไม่พูดอะไรมาก

เฉียวโม่เองก็ดูเหมือนไม่ค่อยชอบให้ใครมาที่อพาร์ตเมนต์สักเท่าไร นอกจากแม่บ้านรายชั่วโมงแล้วเขาก็ไม่ได้จ้างคนอื่นอีก เรื่องสุขภาพอนามัยกับงานอื่นๆ ในบ้านเขาเป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด รวมถึงการทำอาหารแมวให้เยี่ยนฉือเป็นครั้งคราวด้วย

บางครั้งเยี่ยนฉือก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมแม้แต่งานง่ายๆ อย่างการทำอาหารแมว เฉียวโม่ก็ยังทำให้ตัวเองบาดเจ็บที่มือได้…

แน่นอนว่าสิ่งที่เยี่ยนฉือไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือทุกครั้งที่เฉียวโม่เจ็บมือ เขาก็จะมาตัดพ้อกับเจ้าเหมียวด้วยขอบตาแดงก่ำ แต่ถ้าเจ้าเหมียวไม่สนใจเขา น้ำตานั่นก็จะคลอหน่วยอยู่บนขนตา ก่อนจะร่วงหยดเผาะๆ ลงมาเป็นถั่วเม็ดโต

เยี่ยนฉือที่เพิ่งเคยเห็นเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกตกใจอย่างมาก สงสัยว่าแมวตัวหนึ่งจะมีปัญญาทำอะไรได้

ลูบหัวหรือตบไหล่เขาเบาๆ เป็นการปลอบโยนงั้นเหรอ

บางทีแมวตัวนี้อาจจะพูดว่า เฮ้อ เพื่อนยาก มือเจ็บก็เจ็บไปสิ ต่อให้มือขาดก็ช่างปะไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก

พอนึกถึงตรงนี้เยี่ยนฉือก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

นี่เป็นอาการเพี้ยนๆ แบบไหนของเฉียวโม่กันแน่

เยี่ยนฉือตัวสั่นเทา ดวงตาพร่ามัว ขนแมวเปียกๆ แนบติดผิวทำให้เขารู้สึกเย็นเล็กน้อยในฤดูร้อนแสนอบอ้าว ใบหน้าแมวบึ้งตึงของเยี่ยนฉือยังไม่ผ่อนคลาย แต่ก็ไม่ปฏิเสธเมื่อเฉียวโม่จะเช็ดตัวให้อีก

ใครจะคิดว่าเฉียวโม่เช็ดไปเช็ดมาก็ ‘แสดงความอ่อนแอ’ ออกมาให้เห็น เขาเห็นเฉียวโม่ใช้หลังมือกดดวงตาที่ระคายเคืองเบาๆ ก่อนก้มหน้าจิ้มๆ ขาแมว “อย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวฉันจะให้ปลาแห้งนายเป็นการชดเชย”

เยี่ยนฉือขนลุกซู่ทั้งตัวอีกรอบพลางถอยตัวออกห่างเล็กน้อย

เมื่อเฉียวโม่สัมผัสได้ว่าถูกรังเกียจ ก็อธิบายเหตุผลกับเจ้าเหมียวด้วยความน้อยใจ “ทั้งที่นายซุกซนก่อนแท้ๆ ฉันเห็นว่าตัวนายเปื้อนฝุ่นเลยอยากอาบน้ำให้เท่านั้นเอง นายดูฉันสิ…เปียกไปทั้งตัวเพราะนายเลยเนี่ย”

เยี่ยนฉือไม่มอง

เฉียวโม่ใช้สองมือประคองหัวน้อยๆ ของเจ้าเหมียวไว้ แล้วยืดตัวตรง “นายดูสิ”

เยี่ยนฉือไม่มีทางเลือก หันไปมองอย่างไม่เต็มใจสุดๆ พบว่าเสื้อของเฉียวโม่เปียกโชก สภาพดูไม่จืดเลย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง…แต่ไม่มากหรอกนะ

เฉียวโม่เห็นว่าแววตาของเจ้าเหมียวเปลี่ยนไปแล้ว อีกทั้งหูยังขยับเล็กน้อย เขาจึงรีบชูสองนิ้วขึ้นเพื่อต่อรอง “ปลาแห้งสองตัวเป็นไง”

“…”

“สองตัวมากที่สุดแล้วนะ” เฉียวโม่เม้มปาก พูดอย่างเป็นกังวล “หลายวันนี้นายเอาแต่กินขนมไม่ยอมกินอาหารเลย นายกินปลาแห้งไปเกือบหมดแล้ว”

เยี่ยนฉือหันกลับไปอย่างฝืนๆ บ่นอยู่ในใจว่า สวรรค์ ปล่อยฉันไปเถอะ

ตอนเป็นมนุษย์เขาก็ ‘เดตออนไลน์’ กับเฉียวโม่แล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นแมวยังต้องมาทนเห็นเฉียวโม่แสร้งทำตัวน่ารักอีกเหรอ

นี่มันไม่มีเหตุผลเลย!

เพื่อป้องกันไม่ให้เฉียวโม่ทำแบบนี้กับตัวเองอีก เยี่ยนฉือไม่มีทางเลือกนอกจากขานรับสั้นๆ ไม่ว่ายังไงปลาแห้งก็อร่อยมากเสมอ

จะมนุษย์หรือแมวก็ดี ไม่ควรเอาความโกรธไปลงกับปลาแห้ง

เยี่ยนฉือ “เมี้ยว!” เลิกแสร้งทำตัวน่ารักสักที ขอบใจ!

เฉียวโม่เม้มปาก ยื่นมือไปลูบหัวเจ้าเหมียวแล้วเอ่ยชม “เด็กดี ไปกันเถอะ พวกเราไปกินปลาแห้งกันนะ”

น้ำเสียงอ่อนโยนของเฉียวโม่ทำเอาเยี่ยนฉือสะอึกในใจเล็กน้อย แต่ปากก็ยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี

เขาโต้กลับ “เมี้ยว!” เด็กดีบ้านแมวแกสิ!

เจ้าเหมียวเก็บกรงเล็บแล้วปัดมือของเฉียวโม่ออกเบาๆ

เฉียวโม่ไม่รังเกียจคำปฏิเสธของเจ้าเหมียว เขาลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ แล้วหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ผืนใหม่มาห่อตัวมันไว้ ก่อนจะอุ้มมันขึ้นแนบอกอย่างเบามือ

เยี่ยนฉือไม่ได้ขัดขืน

ขณะที่คนกับแมวเดินผ่านหน้าต่างยาวในห้องรับแขก แสงอาทิตย์ตกกระทบอยู่บนเส้นผม ใบหน้า และบนริมฝีปากของเฉียวโม่ ขับให้เส้นโค้งของเค้าหน้าดูเจิดจ้ายิ่งขึ้น

เยี่ยนฉือหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นเงาใต้ขนตายาวเป็นแพของเฉียวโม่ทอดลงมาพร้อมกับดวงตาล้ำลึกที่เปล่งประกายราวกับมีระลอกแสงพอดี

เขายอมรับในใจก็พอดูได้อยู่

ขณะที่เยี่ยนฉือกำลังเหม่อลอยอยู่นี้เอง เขาก็ถูกเฉียวโม่ยัดใส่เครื่องเป่าขนสัตว์เลี้ยงโดยไม่ทันตั้งตัว

ปัง!

ประตูปิดลง ฉันถูกขังไว้?

เยี่ยนฉือมีสีหน้าสับสน

นี่เขาจะทำอะไร ไหนบอกว่าจะพาไปกินปลาแห้งไม่ใช่เหรอ

“เมี้ยวๆ?”

เฉียวโม่ปรับอุณหภูมิและความเร็วลมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนกดปุ่มเป่าลมด้วยนิ้วชี้ เฉียวโม่ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนกว่าจะเลือกเครื่องเป่าขนรุ่นนี้ได้ เสียงลมไม่ดัง ไม่ทำให้เจ้าเหมียวตกใจ

แต่ว่านี่เป็นประสบการณ์การใช้เครื่องเป่าขนสัตว์ครั้งแรกในชีวิตของเยี่ยนฉือ เขากระโดดขึ้นลงพร้อมกับคำรามอย่างบ้าคลั่งอยู่ในนั้น

“เมี้ยวๆๆ??” เฉียวโม่ นายลอบโจมตีฉันหรือไง??

“เมี้ยววว! เมี้ยววว!” เพราะว่านายสู้ฉันไม่ได้ใช่ไหม แน่จริงก็ปล่อยฉันออกไปสิ! ไม่อย่างนั้นจากนี้ไปฉันจะไม่กินปลาแห้งอีกแม้แต่ตัวเดียว!

ฉันจะไม่ไว้หน้านายอีก!

หนึ่งคนหนึ่งแมวมองหน้ากัน

เยี่ยนฉือเดือดดาล เฉียวโม่เบือนหน้าหนีอย่างรู้สึกผิด

ในยุคโบราณ ว่ากันว่าพอเสือตกต่ำก็ถูกสุนัขกลั่นแกล้ง สำหรับยุคนี้แมวกลับถูกมนุษย์หลอกซะได้!

ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งแมวร้องเสียงดังเท่าไรก็ยิ่งดูน่าแกล้งมากขึ้นเท่านั้น เพียงแต่ชั่วพริบตาเดียวเยี่ยนฉือก็ถูกลมร้อนพัดเข้าใส่จนต้องยอมแพ้

นี่มันมีประโยชน์กว่าไดร์เป่าผมราคาสามสิบเก้าจุดเก้าหยวนรวมค่าส่งของเยี่ยนฉืออีกไม่ใช่เหรอ

เยี่ยนฉือเป็นแมวพันธุ์วิเชียรมาศ เพราะอย่างนั้นตอนที่เขากลายเป็นแมวก็จะชอบความร้อนและขี้หนาว

ขนของแมววิเชียรมาศจะกลายเป็นสีดำเมื่อเจออากาศเย็น และสีจะจางลงเมื่อเจออากาศอุ่น

ตามหลักแล้วท่ามกลางฤดูร้อนอบอ้าวแบบนี้เฉียวโม่ไม่ควรเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวเฮย’*

แต่ว่าเยี่ยนฉือที่ปะปนอยู่ในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตอนทำงาน เรียน หรือตอนที่อยู่ในหอพัก ทั้งฤดูร้อนของเขาล้วนถูกห้อมล้อมไปด้วยเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา…

ในเวลานี้เครื่องเป่าขนที่อบอุ่นจึงกลายเป็นสวรรค์ของเขา

จากช่วงแรกที่เยี่ยนฉือสบถด่าไม่หยุด จนกระทั่งรู้สึกง่วงงุนในช่วงหลังๆ ล้วนเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติอย่างมาก

เขาแหงนคอขึ้น แววตาค่อยๆ ไร้จุดโฟกัส

นิสัยของแมวจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเยี่ยนฉือเป็นอย่างมาก สติของเขาค่อยๆ พร่ามัว…

จู่ๆ เยี่ยนฉือก็เบิกตาโต ตัวสั่นอย่างรุนแรง หางตั้งขึ้นแล้วตกลงอย่างรวดเร็ว

“เมี้ยว!”

เขากลับไปเป็นลูกแมวที่สูญเสียสติสัมปชัญญะอีกรอบ เปลี่ยนจาก ‘เขา’ กลายเป็น ‘มัน’ อีกครั้ง

มันร้องออกมาด้วยความงุนงง “เมี้ยวๆ?”

เฉียวโม่เปลี่ยนเสื้อออกมาจากห้อง เดินเข้าไปใกล้เครื่องเป่าขนพร้อมกับความหวาดหวั่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ เขาก้มตัวลงมองเจ้าเหมียวอย่างระมัดระวัง ก่อนนั่งลงข้างเครื่องเป่าขนเงียบๆ

“แค่ก”

เฉียวโม่กระแอมไอ พยายามดึงดูดความสนใจของเจ้าเหมียว ในใจยังคงคิดว่า ควรจะกล่อมมันยังไงดีนะ

ท่าทีของเจ้าเหมียวเปลี่ยนไป วินาทีที่มันเห็นเฉียวโม่ ดวงตาของมันก็เปล่งประกาย ‘วิบวับ’

“เมี้ยวๆ” มันร้องอย่างออดอ้อน ดวงตางดงามจดจ้องเฉียวโม่ราวกับชายหนุ่มโง่งมพบเจอคนที่หมายปอง เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก

เฉียวโม่งุนงงเหมือนหลงอยู่ในสายหมอก ประหลาดใจกับท่าทีของเจ้าเหมียวที่เปลี่ยนไปกะทันหัน เขาถามอย่างสับสนว่า “นะ…นายไม่โกรธฉันแล้วเหรอ”

เจ้าเหมียวเอียงหัว ไม่เข้าใจว่าเฉียวโม่กำลังพูดจาไร้สาระอะไร

มันจะไปโกรธเขาได้ยังไงล่ะ

มันบอกไปตามตรง “เมี้ยว” ไม่โกรธ

“เมี้ยวๆ!” ใครโกรธนายกัน ฉันจะไปอัดมันเอง!

เฉียวโม่ไม่ค่อยกล้าเชื่อใจลูกแมวที่อารมณ์แปรปรวนสักเท่าไร เขาพิจารณาอย่างจริงจังอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสรุปด้วยความเข้าใจผิด เขาลูบด้านนอกของเครื่องเป่าขนเบาๆ ด้วยความทึ่ง พูดชมว่า “เป็นไปตามคาดเลย คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ซื้อรุ่นที่แพงที่สุดมา!”

ทำให้เสี่ยวเฮยสบายจนลืมความแค้นเคืองไปแล้ว

เขารีบกดให้คะแนนห้าดาวในเถาเป่า* ทันที พร้อมพิมพ์ข้อความไปว่า

 

ความรักของเจ้าเหมียว คุ้มค่าแก่การลงทุน!’

* แจกันดอกไม้ เปรียบถึงคนที่มีดีแค่หน้าตา ไม่มีความสามารถอื่น

* เสี่ยวเฮย แปลว่าเจ้าสีดำตัวน้อยๆ

* เถาเป่า คือแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ของจีน ดำเนินการโดยบริษัท Alibaba Group มีลักษณะคล้ายกับ Shopee หรือ Lazada

 

บทที่ 8

อยู่กับฉันตลอดไป

 

เจ้าเหมียวมองมือของเฉียวโม่ที่ยื่นเข้ามา มันรีบกระดิกหูเล็กๆ แล้วยกอุ้งเท้าขึ้นพุ่งเข้าใส่อย่างร่าเริง แต่เพราะมีประตูกระจกใสกั้นอยู่ มันจึงไม่สามารถสัมผัสมือของเฉียวโม่ได้อย่างที่หวังไว้ ยังคงพยายามแตะมือเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

มันส่งเสียงร้องอย่างร้อนรน เสียงเมี้ยวที่เต็มไปด้วยความผิดหวังดังสะท้อนทั่วอพาร์ตเมนต์สำหรับหนึ่งคนห้องนี้

“เมี้ยว…”

เฉียวโม่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติจากเจ้าเหมียวแบบนี้มาก่อนจึงอดรู้สึกดีใจไม่ได้ เขาใช้ปลายนิ้วจิ้มกระจกเบาๆ แล้วพูดว่า “ทนหน่อยนะ”

“เมี้ยว…”

“ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันจะอยู่ตรงนี้กับนาย”

เจ้าเหมียวราวกับเข้าใจคำพูดของเขา มันอ้าปากร้องตอบอย่างกระตือรือร้นแล้วนั่งลง ขณะเพลิดเพลินกับลมอุ่นๆ มันก็แกว่งหางเบาๆ ดูสงบเสงี่ยมเป็นพิเศษ

มีเพียงดวงตาแมวดุจอัญมณีกับแววตาดุจดวงตะวันอันอบอุ่นคู่นั้นที่ไม่ละไปจากเฉียวโม่เลย

เฉียวโม่นั่งกอดเข่า

มีหลายครั้งที่เขาสงสัยว่าเสี่ยวเฮยเข้าใจภาษามนุษย์หรือเปล่า ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรกับมัน มันก็มักจะมีการตอบสนองเสมอ ฉลาดจนน่าเหลือเชื่อ แต่บางครั้งแมวก็ยังคงเป็นแมว ชอบมาคลอเคลียเขา และก็ชอบปลาแห้งมากด้วย

เฉียวโม่คิดว่าตัวเองน่าจะคิดมากไป

แต่หลายวันนี้ไม่รู้ว่าเจ้าเหมียวเป็นอะไรไป มันมักจะหลบเลี่ยงเขา แถมยังไม่ยอมให้เขาแตะต้องด้วย

ฉะนั้นความอบอุ่นของมันในตอนนี้จึงทำให้เฉียวโม่มีความสุขมาก

เมื่อเห็นว่าเจ้าเหมียวชอบตัวเองจนไม่อาจละสายตา เฉียวโม่อดที่จะรู้สึกผ่อนคลายไม่ได้ แต่ว่าในดวงตากลับปรากฏความอ้างว้าง เขาอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ตกลงว่านายเป็นลูกแมวที่หลงมาจากบ้านไหนกันแน่ อยู่กับฉันตลอดไปได้ไหม…อย่ากลับไปเลยนะ”

พูดจบเขาก็รู้สึกเสียใจภายหลังทันที

หลังจากรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองช่างเห็นแก่ตัว เฉียวโม่ก็ขอโทษอย่างเสียใจ “เจ้าของนายคงกำลังร้อนใจอยากพานายกลับไปแน่ๆ หวังว่าเขาจะเห็นประกาศเร็วๆ หน่อยนะ จะได้รับนายกลับบ้านสักที”

เฉียวโม่พูดสิ่งที่เจ้าเหมียวไม่เข้าใจมากมาย ทำเอามันรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาเล็กน้อย

เจ้าเหมียวหาวหวอด “เมี้ยว…”

เฉียวโม่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาพลางพูดเสียงแผ่ว “ก็ได้ ฉันไม่พูดแล้ว”

บางทีเฉียวโม่อาจจะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้เลี้ยงแมว แถมยังเป็นแมวที่เก็บมาจากกลางถนนใหญ่ด้วย

 

วันนั้นฝนตกหนัก เจ้าเหมียวนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน

รอบข้างไม่มีอะไรเลย

ค่ำคืนอันมืดมิดมีเพียงเสาไฟไม่กี่ต้นที่ส่องแสงสว่างอย่างอ่อนแรง เฉียวโม่ที่ยืนอยู่ไกลๆ มองไม่ออกว่าลูกแมวยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เขารีบวางถุงผ้าที่หิ้วอยู่ในมือลง ต้องการจะย้ายเจ้าเหมียวไปข้างถนนก่อนที่จะมีรถผ่านมาอีก

พอเฉียวโม่เดินเข้าไปใกล้ เจ้าเหมียวก็ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างอ่อนแรง ‘เมี้ยว…’

มันน่าสงสารจนเฉียวโม่ไม่อาจใจแข็งทำเป็นเมินเฉยได้

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

เฉียวโม่มือหนึ่งถือร่ม อีกมือหนึ่งอุ้มลูกแมวที่ลมหายใจรวยริน กว่าจะเรียกรถได้ก็ลำบากเหลือเกิน เขาเปียกโชกไปทั้งตัว มือที่สั่นเทายังคงปกป้องลูกแมวไว้แน่น

‘คุณคนขับ ไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุดครับ’

ระหว่างทางรถติดไฟแดงอยู่หลายครั้ง

เพราะอากาศไม่ดี เส้นทางก็ขับลำบาก คนขับรถเริ่มหมดความอดทน

เฉียวโม่ค้นหาเส้นทาง บอกคนขับรถว่าพอเลี้ยวตรงแยกข้างหน้าก็จะพ้นช่วงรถติดแล้ว

แต่เพราะคนขับรถมัวแต่รับโทรศัพท์จึงพลาดจังหวะเลี้ยวตรงแยกไป

เฉียวโม่ร้อนใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ฟังแล้วชวนให้เข้าใจผิด ‘ทะ…ทำไมคุณไม่เลี้ยวล่ะครับ!’

คนขับวางสาย แล้วเหลือบมองเฉียวโม่ที่รูปร่างผอมบางผ่านกระจกมองหลัง เอ่ยเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘ไม่เห็นเหรอว่ารถติด มันเลี้ยวยาก!’

เฉียวโม่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงของตัวเองฟังดูแข็งกระด้างไปหน่อย

เขามักจะ…รู้สึกประหม่าเวลาเผชิญหน้ากับผู้อื่น พูดอะไรไม่ค่อยเป็น จึงหดตัวอยู่ที่เบาะหลังเงียบๆ ใบหูแดงจัดเป็นปื้น แม้แต่ต้นคอก็ยังร้อนผ่าว

คนขับมองกระจกมองหลังไม่หยุด รู้สึกรังเกียจแมวป่วยที่อยู่ในอ้อมแขนของเฉียวโม่เป็นพิเศษ

‘พ่อหนุ่ม แมวในมือของเธอเป็นอะไรน่ะ ห้ามทำให้รถฉันสกปรกเด็ดขาดเลยนะ’

‘…ไม่หรอกครับ’

เฉียวโม่ไม่ได้พูดอะไรอีก คนขับเริ่มบ่นคืนฝนตกแย่ๆ แบบนี้ ‘ซวยจริงๆ รถติดขนาดนี้ ข้างหน้าคงไปไม่ได้แล้วล่ะ’

คนขับไม่อยากขับต่อแล้ว แต่ก็กลัวเฉียวโม่จะร้องเรียนเขา จึงบ่นไม่หยุด

‘เมื่อกี้ฉันเห็นว่าเธอรีบร้อนเรียกรถก็เลยรับขึ้นมา ไม่งั้นฝนตกหนักแบบนี้ฉันคงเลิกงานไปแล้ว’

‘ผะ…ผมจะลองหาเส้นทางดูแล้วกันครับว่าข้างหน้ายังผ่าน…’

คนขับขัดจังหวะเขา ‘ไม่ใช่สิ ถ้าตอนนี้ฉันไม่วกกลับไป เดี๋ยวก็วกกลับไปไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าต้องติดอยู่ตรงนี้อีกนานแค่ไหน’

คืนฝนตกนี้ห่างจากวันที่เฉียวโม่อกหักแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ในใจของเขาขมขื่นอย่างอธิบายไม่ถูก

เขาไม่มีเพื่อน ไม่ถนัดเข้าสังคม ยิ่งไม่รู้ว่าต้องสื่อสารกับผู้อื่นยังไง ประสบการณ์ในวัยเด็กของเขาทำให้เขาพูดไม่เก่งจนถึงทุกวันนี้ มีเพียงการเผชิญหน้าโดยไม่ต้องเห็นหน้าอย่างทางออนไลน์เท่านั้นเขาจึงจะสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ

น่าเสียดายที่เขาคุยไม่สนุก แม้แต่เพื่อนในโลกออนไลน์ที่คุยถูกคอก็มีแค่ไม่กี่คน มีแค่อาจารย์ในเกมที่ปฏิบัติกับเขาอย่างดีมาโดยตลอด จนเขาเผลอทุ่มเททั้งใจให้กับความรักออนไลน์ที่ไม่อาจคาดเดาอนาคตได้เลย

เพราะความรู้สึกตื่นเต้นที่หาได้ยากนี้ เขาจึงยอมรับคำขอพบหน้าของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกในชีวิต

พวกเขาก็อยู่ในมหาวิทยาลัย C เหมือนกัน และก็ต่างรู้สึกดีต่อกัน

เฉียวโม่รู้สึกโหยหา

เขาเชื่อว่าอาจารย์จะไม่รังเกียจข้อบกพร่องของเขา และจะไม่หัวเราะเยาะที่เขาแค่พูดอะไรนิดหน่อยก็หน้าแดง

แต่คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ของเขาจะเป็นรุ่นพี่เยี่ยนฉือที่เขาเคยแอบชอบ

วินาทีนั้นเฉียวโม่แม้กระทั่งพูดก็เจือด้วยเสียงสะอื้น

ไม่ใช่เพราะผิดหวัง แต่เป็นเพราะกลัวต่างหาก

เพราะเขารู้ว่าเยี่ยนฉือไม่ชอบเขา

ตอนที่เฉียวโม่เข้ามหาวิทยาลัยแรกๆ เขาก็เผลอใจชอบรุ่นพี่เยี่ยนฉือที่อยู่ชั้นปีสูงกว่าหนึ่งปีไปซะแล้ว

ในสายตาเฉียวโม่ เยี่ยนฉือเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกาย สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต่างจากตัวเขาที่เดินอยู่ในเงามืด เพราะอย่างนั้นเขาจึงมักจะถูกเยี่ยนฉือดึงดูดโดยไม่รู้ตัว สายตาก็มักมองตามอีกฝ่ายอยู่เสมอ

แต่ทุกครั้งที่สายตาของเขาเผลอไปสบกับเยี่ยนฉือเข้า รุ่นพี่คนนั้นก็มักจะเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วนแล้วรีบเดินจากไป

เยี่ยนฉือดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบที่เขาแอบมอง

ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนฉือมักจะมีคนตามจีบมากมาย ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง ทุกคนต่างก็พูดจาไพเราะน่าฟังกว่าเขา รู้วิธีที่จะทำให้เยี่ยนฉือยิ้มอย่างมีความสุข ทว่าทันทีที่เขาเห็นเยี่ยนฉือ ลำคอของเขากลับเหมือนมีก้อนสำลีอุดอยู่ข้างใน กลายเป็นพูดไม่ค่อยออก ใบหน้าก็แดงก่ำอย่างง่ายดาย

แม้แต่การสารภาพความในใจก็ดูยากเย็นเหลือเกิน

เฉียวโม่รู้สึกหดหู่ ถ้าการแอบชอบใครสักคนง่ายดายกว่านี้อีกสักนิด ถ้าเขามีวิธีเข้าหาเยี่ยนฉือได้มากกว่านี้อีกหน่อย และสารภาพรักกับอีกฝ่ายได้ตรงๆ ก็ดีสิ

ในเวลานี้เอง จู่ๆ สวรรค์ก็ให้โอกาสเขา

เขาได้ยินมาว่าเยี่ยนฉือจะไปฝึกงานที่บริษัทของครอบครัวในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว

เฉียวโม่แทบรอไม่ไหวที่จะขออนุญาตพ่อแม่ให้ตัวเองได้มาฝึกงานช่วงปิดเทอมที่บริษัท เขาทำอะไรมากมายหลายอย่าง และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างลับๆ โดยหวังว่าจะได้คุยกับเยี่ยนฉือสักครั้ง

แต่เยี่ยนฉือก็ไม่ได้มาฝึกงาน

ถึงขั้นหลังจากวันนั้นเยี่ยนฉือก็หลบหน้าทุกครั้งที่เจอเขา แม้แต่แววตาก็ไม่อ่อนโยนอีกต่อไป

เฉียวโม่รวบรวมความกล้าเข้าไปขวางเยี่ยนฉือเอาไว้ ‘รุ่นพี่ พี่พอจะมีเวลาไหม ผมมีเรื่องอยากจะพูดกับพี่ พี่พอจะ…’

เยี่ยนฉือตัดบทเขาอย่างเย็นชา ‘ไม่มี’

วันนั้นน้ำเสียงของเยี่ยนฉือแข็งกร้าว เขาเดินผ่านเฉียวโม่ด้วยท่าทางรังเกียจอย่างมาก ‘ฉันไม่สนิทกับนาย ไม่มีอะไรน่าคุยหรอก และฉันก็ไม่อยากคุยกับนายด้วย’

การแอบรักของเฉียวโม่จึงจบลงในปลายฤดูหนาวทั้งแบบนี้

เขาไม่อาจแสดงความในใจของตัวเองออกมาได้ จึงได้แต่หลบสายตาไปเงียบๆ

จนกระทั่งพวกเขาได้ ‘กลับมาพบกันอีกครั้ง’ ในฐานะเพื่อนออนไลน์ เปลวไฟในใจของเฉียวโม่ที่เคยริบหรี่พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวัง ถ้าไฟลามทุ่งร้อนแรงแค่ไหน ไฟของเฉียวโม่ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

ในอดีตพวกเขาไม่เข้าใจกัน จึงทำให้เยี่ยนฉือไม่ชอบเขา แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ ‘คนแปลกหน้า’ อีกต่อไปแล้ว

นี่ก็หมายความว่าเยี่ยนฉืออาจจะมองเขาเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เหรอ

เฉียวโม่ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ถึงจะยังคงทึ่มทื่อเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เขาไม่อยากยอมแพ้อีกแล้ว

ที่แท้เขาก็ชอบรุ่นพี่เยี่ยนฉือมากขนาดนี้เลย

ถึงเขาจะเคยตัดใจจากรักข้างเดียวไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเผลอใจกลับไปชอบอีกฝ่ายอีกครั้ง

หลังจากได้พบกันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ร้านกาแฟ แม้กระทั่งฝีเท้าตอนเฉียวโม่เดินกลับบ้านก็ยังเบาสบาย เขาไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่าเยี่ยนฉือมีท่าทีแปลกไป มัวแต่ตั้งตารอคอยอย่างดีใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไว้เจอกัน’ จากเยี่ยนฉือ

แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ต้องรอ สำหรับเฉียวโม่แล้วมันทั้งทรมาน แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข

เฉียวโม่แอบดีใจอยู่ในใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ที่คอยดูแลเขาอย่างใส่ใจมาตลอดกลับกลายเป็นรุ่นพี่เยี่ยนฉือ นั่นหมายความว่ารุ่นพี่ก็อาจจะชอบเขานิดๆ เหมือนกันใช่ไหม

เฉียวโม่เปิดคอมพิวเตอร์ เขาค้นหาเคล็ดลับในการพูดคุยมากมายบนอินเตอร์เน็ตโดยไม่พัก พอตกกลางคืน เขาอดทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็ตัดสินใจเข้าหาเยี่ยนฉือก่อน

เขาเตรียมคำพูดนับพันนับหมื่นเก็บไว้ในใจ แล้วฝึกพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งหน้าพอเจอกับรุ่นพี่เยี่ยนฉือ เขาจะต้องพูดให้ดีๆ

แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาได้กลับมาก็คือคำว่า ‘ไม่เหมาะกัน’ ของเยี่ยนฉือ

เยี่ยนฉือปฏิเสธเขาเป็นครั้งที่สอง

เฉียวโม่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะทำให้คนชอบ เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เขาไม่รู้ว่าต้องสื่อสารกับคนขับให้เหมาะสมได้อย่างไร

แต่เขาไม่มีเวลาจะมาชักช้า เพราะลูกแมวในอ้อมแขนของเขาใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว

เฉียวโม่รับรู้ได้ว่าลมหายใจของมันแผ่วลงเรื่อยๆ ดวงตาเขาเริ่มร้อนผ่าว น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นขอบตา ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาทำให้เขาทำตัวไม่ถูก เขาโทษตัวเองว่าไร้ประโยชน์ ทำไมถึงไม่มีเรื่องไหนที่เขาทำได้ดีเลย

เขาขบฟันกรามแน่น เกร็งไปทั้งตัว ร่างผอมบางแข็งทื่อราวกับหิน เขามองสายฝนที่เทกระหน่ำนอกหน้าต่าง ผ่านไปครึ่งนาทีน้ำเสียงแหบพร่าก็เล็ดลอดมาจากลำคอที่แห้งผากของเขา ‘รบกวนจอดด้วยครับ ผมจะลงตรงนี้’

เขาไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง

เฉียวโม่รีบยกถุงหูหิ้วขึ้นมาแล้วจับลูกแมวยัดใส่ลงไป มือหนึ่งอุ้มมันไว้ อีกมือหนึ่งถือร่มบังฝนให้เจ้าเหมียวอย่างมิดชิด เขาวิ่งฝ่าสายลมและฝนไปยังโรงพยาบาลสัตว์ตามเส้นทางที่ระบบนำทางบอกตลอดทาง

เจ้าเหมียวในอ้อมอกค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางไออุ่นจากร่างกายเขา สิ่งแรกที่เห็นคือภาพชายหนุ่มที่เปียกปอนทั้งตัวจากสายฝน

น้ำเสียงของเฉียวโม่อ่อนโยนอย่างมาก ‘ไม่ต้องกลัวนะ’

เจ้าเหมียวได้ยินก็อ้าปากน้อยๆ ดวงตาคู่นั้นพร่ามัวคล้ายว่ารู้จักเขา แต่ก็เหมือนจำอะไรไม่ได้เลย มันมองเฉียวโม่ไม่วางตา แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่ก็ไม่ยอมละสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว

เฉียวโม่พูดขึ้นอีกครั้ง ‘ไม่ต้องกลัว’

ดวงตาของเจ้าเหมียวคลอไปด้วยหยาดน้ำ ร้องตอบเบาๆ กลับมา ‘เมี้ยว…’

สายฝนยังคงกระหน่ำซัดมาไม่หยุด แม้ว่าเฉียวโม่จะสูดเอาน้ำฝนที่เย็นชื้นเข้าไปในปากและจมูก แต่กลับไม่ชะลอฝีเท้าลงเลย ซ้ำยังพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก

ในคืนที่ฝนตกลมแรงอย่างนี้ เฉียวโม่ได้ช่วยชีวิตลูกแมวไว้

คุณหมอบอกว่าเจ้าเหมียวดวงแข็งมาก โดนรถชนแท้ๆ แต่กลับมีแค่แผลถลอกเล็กน้อย ‘แค่ดูแลให้ดีสักพักก็น่าจะไม่เป็นไรแล้วครับ’ คุณหมอถาม ‘คุณไปเจอมันที่ไหนเหรอครับ’

เฉียวโม่ที่กำลังถือถ้วยชาร้อนๆ ที่คุณหมอชงให้บอกพิกัดที่พบมันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

‘บังเอิญจัง แฟนผมก็อยู่แถวนั้นพอดี อยากให้พวกเราช่วยติดประกาศให้ไหม เจ้าแมวนี่ราคาไม่ถูกเลย คิดว่าเจ้าของน่าจะทำหายน่ะ’

เฉียวโม่พยักหน้า ‘ได้ครับ ขอบคุณ’

เขาเป็นคนพูดน้อย แต่คุณหมอกลับอดชมเฉียวโม่ไม่ได้ ‘วันนี้ถ้าไม่ได้คุณช่วยเอาไว้ มันไม่ถูกรถชนตาย ก็คงตากฝนจนตายไปแล้ว เจ้าตัวน้อยมาเจอคุณถือว่าโชคดีมาก’

สีหน้าเฉียวโม่ซึ่งก่อนหน้านี้ดูนิ่งเฉยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยขณะมองลูกแมวที่กำลังหลับสนิท จู่ๆ เขาก็สูดหายใจเข้าลึก รู้สึกถึงความอบอุ่นที่อัดแน่นเต็มอกจนน้ำตาแทบไหลพรากออกมา ‘ครับ’

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: