ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1
ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)
แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน
ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 9
แมวขี้อ้อน
ในเวลานี้เอง
เจ้าเหมียวซึ่งมีความสามารถในการฟื้นตัวอันน่าอัศจรรย์ก็เปี่ยมไปด้วยพลังงานอีกครั้ง ทั้งยังแสดงความน่ารักสารพัดรูปแบบต่อหน้าเฉียวโม่ในเครื่องเป่าขนได้ด้วย
“เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว…”
แถมยังร้องเพลงแมวได้อีกต่างหาก
เฉียวโม่ถูกเจ้าเหมียวออดอ้อนจนอดยิ้มไม่ได้ เขายิ้มจนดวงตาหยีโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เจ้าเหมียวชอบใจที่เห็นเฉียวโม่ยิ้ม มันจึงยิ่งร้องเพลงอย่างตั้งใจ หางของมันแกว่งไปมาอย่างมีจังหวะ ดูมีความสุขมากจริงๆ
เฉียวโม่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้พร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก “ร้องเพราะจริงๆ เลยนะ เสี่ยวเฮย นายฉลาดจังเลย ทำไมถึงร้องได้ทุกเพลงเลยล่ะ” เขาถึงกับชมอีกหลายประโยค น้ำเสียงราวกับกำลังโอ๋เด็กน้อย
เจ้าเหมียวดูจะชื่นชอบเสียงตัวเองเป็นพิเศษ
“เมี้ยว…เมี้ยววว…”
จู่ๆ เสียงเป่าลมของเครื่องเป่าขนกลายเป็นจังหวะดนตรีแสนแปลกใหม่ ฟังแล้วมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
พอขนเจ้าเหมียวแห้งสนิท เฉียวโม่ก็อุ้มมันออกจากเครื่องอบขน
ตราบใดที่ไม่ต้องคุยแบบเผชิญหน้ากับใคร เฉียวโม่ก็จะพูดคล่องเสียจนไม่มีอะไรมาขวางกั้น เขาสามารถชมเจ้าเหมียวโดยไม่หวงถ้อยคำสักนิดว่า “เสี่ยวเฮย นายต้องเป็นแมวที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในโลกแน่ๆ”
เจ้าเหมียวซุกไซ้เขาอย่างภาคภูมิใจ ดวงตากลมโตใสแจ๋วเป็นประกาย
ช่างเป็นคู่ที่คนหนึ่งกล้าชม อีกตัวหนึ่งก็กล้ารับจริงๆ
เฉียวโม่ถามอย่างสบายๆ “อยากกินหอยเชลล์แห้งไหม”
“เมี้ยวๆ!” อยากกิน!
เฉียวโม่ลูบหัวเจ้าเหมียวเบาๆ มันก็รีบเงยหน้าขึ้นทันที ทำท่าเหมือนขอหอมหนึ่งฟอด มันติดนิสัยนี้ไปแล้ว เพราะเฉียวโม่ชอบหอมมันบ่อยๆ เวลาโอ๋มัน
ทุกครั้งที่ได้หอม เจ้าเหมียวก็จะเชื่อฟังเป็นพิเศษ
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เฉียวโม่ยกมุมปากยิ้ม ก้มหน้าลงหอมหน้าผากมันอย่างใจกว้าง กลิ่นตัวมันหอมฟุ้งกำลังดี
เจ้าเหมียวส่งเสียงครางออกมาอย่างพอใจ เข้าไปใกล้เฉียวโม่แล้วหรี่ตาลง แสดงออกว่ารู้สึกสบายใจอย่างมาก
ทันใดนั้นมือถือของเฉียวโม่พลันดังขึ้น เป็นข้อความจากจุดรับพัสดุของชุมชน บนหน้าจอแสดงรหัสรับของหนึ่งชุด เขาไม่แน่ใจว่าพัสดุชิ้นไหนมาถึงกันแน่ จึงป้อนหอยเชลล์แห้งให้เจ้าเหมียวพลางตรวจสอบข้อมูลพัสดุในมือถือ
หน้าเว็บโหลดเสร็จ เฉียวโม่จ้องดูให้ชัด ที่แท้ปลาแห้งที่ส่งล่าช้ากล่องนั้นก็มาถึงแล้ว
เจ้าเหมียวที่กินหอยเชลล์เสร็จแล้วเดินวนรอบข้อเท้าของเฉียวโม่พร้อมกับส่งเสียงร้อง “เมี้ยวๆ” เพื่อขอเพิ่มอีก เขาใจอ่อนจึงป้อนปลาแห้งตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบ้านให้มัน
แสงแดดนอกบ้านเจิดจ้า เฉียวโม่ควานหาหมวกแก๊ปมาใส่ เตรียมลงไปรับพัสดุ
เจ้าเหมียวที่อยู่ข้างข้อเท้าของเฉียวโม่เพิ่งจะกินปลาแห้งไปได้หนึ่งคำ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะออกจากบ้านก็รีบตามไปติดๆ แล้วหย่อนก้นลงนั่งตรงหน้าประตู
มุมปากของมันยังมีเศษปลาติดอยู่ “เมี้ยว…”
เฉียวโม่มองสำรวจมันด้วยความลังเล วันนี้เจ้าเหมียวติดเขาเข้าขั้นผิดปกติ เขารู้สึกเหมือนว่ามันเปลี่ยนไป แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย…
เจ้าเหมียวรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวก็หันกลับมารบเร้า “เมี้ยว?”
แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเหมียวมักจะตามเฉียวโม่ออกไปรับพัสดุอยู่เสมอ แถมยังชอบให้เขาอุ้มไปด้วยทุกครั้ง ว่าง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่พักหลังมานี้ทันทีที่เจ้าเหมียวได้ยินเฉียวโม่เปิดประตู มันก็มักจะพุ่งตัวออกไปเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรที่กำลัง ‘แหกคุก’ เสมอ
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียวโม่หูตาไวคว้ามันกลับมาได้ทัน คาดว่ามันคงได้หายไปแล้วแน่ๆ
ความไว้ใจระหว่างเฉียวโม่กับเจ้าเหมียวเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาแล้ว
สิ่งเดียวที่เฉียวโม่กลัวคือเจ้าเหมียวจะหายไป หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเขาก็อุ้มมันขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องเมี้ยวๆ ไม่หยุด แล้ววางมันลงบนโซฟาอย่างมั่นคง
“ฉันออกไปคนเดียวก็พอ”
เจ้าเหมียวเอียงคอน้อยๆ จงใจทำเป็นฟังไม่รู้เรื่อง
เฉียวโม่ถูกมองจนรู้สึกอึดอัด เขากระแอมไอ แล้วสื่อสารกับเจ้าเหมียวราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ “นายเป็นเด็กดีรอฉันอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวก็จะมีของอร่อยๆ ให้กินแล้ว”
แต่เจ้าเหมียวกลับโมโห
มันไม่อยากเชื่อเลยว่าเฉียวโม่จะทิ้งมันไว้ข้างหลัง แล้วออกไปข้างนอกคนเดียว?!
มันไม่อนุญาต!
เจ้าเหมียวกระโดดลงจากโซฟา ส่งเสียงเมี้ยวๆ อย่างร้อนรนไม่หยุด มันเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ สุดท้ายก็เดินไปนั่งแหมะที่หน้าประตูอย่างองอาจ ใบหน้าของมันดูเศร้าหมองและกังวลมากที่เฉียวโม่ต้องออกไปรับพัสดุเพียงคนเดียว
ถึงอย่างไรมันก็เคยเจอมากับตัว…
ชุมชนแห่งนี้ดีทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวคือแมวจรเยอะเกินไป ซึ่งแต่ละตัวก็หน้าไม่อายเหลือเกิน พอเห็นเฉียวโม่ก็จะรีบวิ่งเข้าไปออดอ้อนขอให้ลูบบ้างล่ะ ไม่ก็ขอให้อุ้มขอให้ป้อนขนม ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลยสักนิด มีสิทธิ์อะไรมาอ้อนกันแบบนั้นเล่า
ไม่มีคุณธรรมแมวเลยสักตัว!
ต้องดูอย่างตัวมันสิ เมื่อเลือกเฉียวโม่แล้วก็จะสนิทสนมกับเฉียวโม่แค่คนเดียว ไม่มีวันเปลี่ยนใจ!
เจ้าแมวตัวนี้ใจคอคับแคบเป็นที่สุด มันรับไม่ได้เวลาเห็นเฉียวโม่ไปแตะต้องแมวตัวอื่น จึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างขุ่นเคือง มองเฉียวโม่ที่ยังคงยืนกรานจะออกไปโดยไม่พามันไปด้วยแล้วพลันรู้สึกโมโหจนหายใจไม่ทัน มันแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดว่า “เมี้ยว?!” นี่นายปันใจให้แมวตัวอื่นแล้วใช่ไหม?!
เฉียวโม่สะดุ้งกับคำถามภาษาแมวที่น้ำเสียงฟังดูรุนแรง พลอยยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่ “นายดุจังเลยนะ”
เจ้าเหมียวสีหน้าแข็งทื่อ ในใจเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
มันปิดปากเงียบ
โชคดีที่เจ้าเหมียวตัวนี้เป็นแมวที่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์
พอรู้ว่าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล มันก็เปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนทันที
มันก้มหน้าลงอย่างหมดแรง ลดระดับความดุลงครึ่งหนึ่ง แล้วนอนแหมะลงบนพื้น ทำท่าทางน่าสงสารสุดฤทธิ์ ถ้าจำเป็นมันก็จะกลิ้งตัวเบาๆ แล้วค่อยๆ ซุกตัวไปที่มุมหนึ่งพร้อมร้องเสียง ‘งือๆ’ ออกมา
ท่าทางทั้งหมดนั้นลื่นไหลราวกับว่ามันมีพรสวรรค์ด้านการแสดง
มันค่อยๆ คลานไปบนพื้น พอเฉียวโม่ย่อตัวลงมา มันก็ฉวยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าไปซุกในอ้อมแขนของเขาทันทีพร้อมกับสะอื้นไห้ “เมี้ยวๆๆ” ไม่หยุด
เฉียวโม่เป็นคนซื่อๆ จึงโดนเจ้าแมวหลอกจนหัวหมุน ไม่เพียงแต่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าทั้งหมดคือแผนการของมัน แต่ยังคงปลอบใจอย่างจริงใจอยู่พักใหญ่ จากนั้นเจ้าเหมียวก็ลุกขึ้นด้วยดวงตาเปียกชื้น ยกสองขาหน้าขึ้นวางบนอกของเฉียวโม่ โน้มตัวไปดมๆ แก้มเขา ก่อนจะมอบ ‘จุ๊บ’ ที่อ่อนโยนเหมือนการแตะแผ่วเบาให้
เฉียวโม่ยังคงใจแข็งในช่วงแรก แต่หลังจากเจ้าเหมียว ‘จุ๊บ’ อีกสองสามครั้งเขาก็เริ่มหวั่นไหว
เขาโดนเจ้าเหมียวจัดการเสียอยู่หมัด บ่นพึมพำว่า “ช่วงนี้นายไม่ยอมให้ฉันอุ้มเลยด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็มาติดฉันขนาดนี้…ฉันเลยยังไม่ชินเท่าไหร่”
เจ้าเหมียวก้มหน้าลงเล็กน้อย ทันใดนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าดูรู้สึกผิด จากนั้นก็ ‘จุ๊บ’ เฉียวโม่อีกครั้ง
มันกำลังขอโทษ
“เมี้ยว เมี้ยว…”
มันยิ่งส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารขึ้นเรื่อยๆ ฟังแล้วแทบให้ความรู้สึกเหมือนแมวที่กำลังจะถูกทิ้ง เฉียวโม่ได้ยินก็ทนไม่ไหว พูดอย่างประนีประนอมว่า “ก็ได้ พวกเราออกไปด้วยกัน”
อารมณ์ของเจ้าเหมียวพลิกจากมืดครึ้มเป็นแจ่มใสทันตา หูตั้งขึ้นทันที
เฉียวโม่หันหลังไปหยิบสายจูงจากลิ้นชัก ส่งสัญญาณให้เจ้าเหมียวอยู่นิ่งๆ
“เมี้ยว!” เจ้าเหมียวตกใจ ยังไงมันก็เคยเป็นมนุษย์มาตั้งยี่สิบปี จะให้ใส่ของแบบนี้ได้ยังไง
เฉียวโม่จับมันไว้อย่างไม่แรงไม่เบา “ถ้านายไม่ใส่ก็ออกไปกับฉันไม่ได้นะ”
เจ้าเหมียวผู้น่าสงสารหมดแรง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แมวจรในชุมชนมาออดอ้อนเฉียวโม่ มันก็เลย ‘เต็มใจ’ เดินไปข้างหน้าเขาอย่างจำใจ ยอมให้เฉียวโม่ใส่สายจูงอย่างว่าง่าย
บางทีสายจูงอาจเป็นสิ่งที่แมวเกลียดจริงๆ ก็ได้ มันสะดุ้งตกใจ สติสัมปชัญญะของมนุษย์กลับคืนมาอีกครั้ง
“เมี้ยว?”
เยี่ยนฉือรู้สึกถึงรสชาติของปลาแสนอร่อยที่ยังคงค้างอยู่ในปาก รู้สึกอยากกินอีกหน่อย เขาสำลัก มองไปรอบๆ ด้วยสายตาเฉียบคมทันที ท่าทางระแวดระวังเหมือนตอนที่เพิ่งรู้สึกตัว
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ปลาแห้งครึ่งตัวที่นอนอ้างว้างอยู่บนพื้นไม่ไกล
เยี่ยนฉือพูดไม่ออก ใส่ชามให้ฉันหน่อยไม่ได้หรือไงนะ พื้นมันสกปรกจะตายไป!
เยี่ยนฉือบ่นอยู่ในใจไม่หยุด สายจูงบนตัวเขาถูกเฉียวโม่ผูกไว้อย่างแน่นหนาแล้ว เยี่ยนฉือจับต้นชนปลายไม่ถูก ก่อนที่เขาจะทันได้แสดงความโกรธออกมา ก็เห็นเฉียวโม่อุ้มเขาขึ้นมาและพาไปที่ประตูแล้ว
เยี่ยนฉือตะลึง ?!
ก่อนคิดต่อว่า โอกาสมาถึงแล้ว!
เขาตื่นเต้นสุดขีด รีบนอนลงในอ้อมกอดของเฉียวโม่อย่างเชื่อฟัง ยอมกล้ำกลืนฝืนทน ทำตัวเป็นหลานชาย* อย่างไม่มีข้อแม้
เฉียวโม่มองเจ้าเหมียวที่ขยับตัวอย่างกระสับกระส่ายเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป มือขวาเขากำลูกบิดประตูไว้แล้วก็ปล่อย
“เสี่ยวเฮย”
“เมี้ยว?” เยี่ยนฉือเงยหน้ามอง
เฉียวโม่กำชับอย่างจริงจัง “ออกไปคราวนี้ห้ามไปทะเลาะกับลูกแมวตัวอื่นนะ”
พูดให้ชัดคือห้ามไปทำร้ายแมวตัวอื่น
“เมี้ยว?” แค่นี้เองเหรอ?
เยี่ยนฉือยังนึกว่าเรื่องอะไรซะอีก ตอนนี้เขาก็ไม่ใช่แมวจริงๆ สักหน่อย เขารู้จักแยกแยะน่า อีกอย่างอีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะล่ำลากันแล้ว
เขาร้องตอบส่งๆ ไปสองที แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เมี้ยว เมี้ยว!” อย่าลีลา รีบเปิดประตูเลย!
เยี่ยนฉือจะกระตือรือร้นขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเยี่ยนฉือคิดหนีออกจากอพาร์ตเมนต์ตลอดเวลา แต่สำหรับเขาแล้วการหนีนั้นเหมือนเป็นแค่การเพ้อฝัน
ทั้งหมดก็เพราะเฉียวโม่เป็นเจ้าของแมวที่มีความรับผิดชอบอย่างมาก
เฉียวโม่ได้ติดตั้งตาข่ายป้องกันแบบง่ายๆ ไว้ตรงหน้าต่างทุกบานที่สามารถเปิดได้ รวมทั้งมุมต่างๆ ของระเบียง เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเหมียวกระโดดออกไปนอกหน้าต่างจนได้รับบาดเจ็บ
หนึ่งในนั้นมีหน้าต่างบานเล็กบานหนึ่งที่เคยถูกละเลย เฉียวโม่ยังแกะพัสดุส่งด่วนต่อหน้าเยี่ยนฉือ จากนั้นก็ติดตั้งตาข่ายป้องกันด้วยตัวเอง
เยี่ยนฉือพยายามจะขัดขวาง แต่กลับถูกเฉียวโม่จับใส่กรงแมวโดยอ้างว่าเขาซุกซนเกินไป เขาวิ่งพล่านอยู่ในกรง ประเดี๋ยวพัก ประเดี๋ยวด่า แล้วก็ดื่มน้ำให้ชุ่มคอ และวันเวลาก็ผ่านไปแบบนั้น
ในช่วงจังหวะคับขันเยี่ยนฉือเคยตัดสินใจอย่างกล้าหาญ…เขาจะเดินออกทางประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
แต่จนใจที่ประตูบ้านของเฉียวโม่ไฮเทคเกินไป…
เยี่ยนฉือก้มลงมองแผ่นเนื้อเล็กๆ ของอุ้งเท้าตัวเอง
จบกัน ดูเหมือนเขาจะกดปุ่มพวกนั้นไม่ไหว
แต่ไม่เป็นไร แค่หนีออกไปเอง ถ้าใช้วิธีนี้ไม่ได้ ก็ยังมีวิธีอื่นอีก
เยี่ยนฉือมั่นใจในตัวเองมาก คิดว่าเฉียวโม่คงตอบสนองช้ากว่าแมวแน่นอน เขาสังเกตเงียบๆ เตรียมจะพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูงสุดทันทีที่เฉียวโม่เปิดประตู
ใครจะคิดว่าเฉียวโม่ที่ดูเหยาะแหยะกลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วซะเหลือเกิน
ภายใต้สายตาของเฉียวโม่ เยี่ยนฉือไม่เคยหนีออกไปได้เลยสักครั้ง
ทุกครั้งที่ ‘การแหกคุก’ ของเขาล้มเหลว เฉียวโม่ยังมาคุยกับเขาด้วยเหตุผล แต่ถ้าเยี่ยนฉือยังคงร้อง ‘เมี้ยวๆ’ ใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ยอมให้ความร่วมมือ หรือทำตัวหยิ่งยโสเกินไป วันนั้นเฉียวโม่ก็จะห้ามไม่ให้เขากินปลาแห้ง
รู้สึกเหมือนเจ้านายเศรษฐีที่รังแกคนงานตัวเล็กๆ ยังไงยังงั้นเลย
โหดร้ายมาก!
เยี่ยนฉืออยากจะกรีดร้องโวยวาย ซึ่งเขาคลุ้มคลั่งและสติหลุดไปแล้วเรียบร้อย!
เขาเกลียดกรงเล็บที่ไร้พลังของตัวเอง!
เขาเกลียดปากอันตะกละตะกลามของตัวเอง!
เพื่อที่จะแปลงร่างกลับไปเป็นมนุษย์ไวๆ เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่เฉียวโม่ออกไปทิ้งขยะในแต่ละวันแอบเข้าไปในห้องน้ำ แล้วปิดประตูเบาๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ในห้องน้ำ แล้วผ่อนลมหายใจออก จากนั้นก็ย่อตัวยืดอก ยกอุ้งเท้าหน้าทั้งสองขึ้นมา
เขาทำท่าแบบเด็กเบียว* ที่คิดว่าตัวเองจะปล่อยพลังแปลงร่าง ตะโกนเสียงดัง ‘เมี้ยว!’
การแปลงร่างล้มเหลว
‘เมี้ยววว…’
การแปลงร่างยังคงล้มเหลว!
ล้มเหลวอยู่ทุกวัน!
เยี่ยนฉือคิด ไม่สิ…ท่านี้ก็เห็นๆ อยู่ว่าไป๋อี้หนิงเป็นคนสอนฉันมา
ไป๋อี้หนิงเคยบอกว่าน้องชายฝาแฝดของตัวเองในวัยเด็กสุขภาพไม่ดี มักจะกลายร่างเป็นลูกแมวอย่างควบคุมไม่ได้ พี่ชายร้ายกาจของเขาก็เลยสอนวิธีนี้ไว้ บอกว่าตราบใดที่มนุษย์สายพันธุ์แมวมีพลังใจมากพอ ก็จะสามารถควบคุมการแปลงร่างได้อย่างแน่นอน
แมวใหญ่สอนแมวเล็ก พูดคุยกันประสาแมวอาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลักแล้วไม่มีผิดแน่
เยี่ยนฉือหอบหายใจ พิงข้างโถส้วมอย่างหมดแรง สงสัยว่าตัวเองจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว
แต่เขาก็จนตรอกเต็มที ถึงขั้นยอมลองทุกวิถีทาง ไม่อยากปล่อยมือจากความหวังแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เขากัดฟันเชื่อว่าถ้าวันนี้ไม่สำเร็จก็ยังมีพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ไม่ไหวก็ยังมีวันมะรืน
สักวันหนึ่งต้องสำเร็จแน่นอน!
เพียงแต่ตอนที่แมวแปลงร่างกลับเป็นคนเขาจะเปลือยทั้งตัว เยี่ยนฉือเลยแอบเล็งไว้แล้วว่าจะขโมยเสื้อกับกางเกงตัวไหนของเฉียวโม่มาใส่
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงเฉียวโม่ให้ได้ต่างหาก ไม่อย่างนั้นถ้าอีกฝ่ายมาพบเห็นเข้า คงตกใจถึงขั้นเป็นลมล้มพับ หรืออาจกลายเป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมขึ้นหน้าหนึ่งเลยก็ได้
เยี่ยนฉือตัดสินใจได้แล้วก็สูดหายใจเข้าลึก เขาจะเสี่ยงขนาดนั้นไม่ได้ เขาไม่มีทางเสี่ยงเอาความปลอดภัยของเหล่ามนุษย์สายพันธุ์แมวไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเด็ดขาด
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เยี่ยนฉือยังไม่รู้
วันหนึ่งที่เขากำลังฝึกแปลงร่าง ประตูห้องน้ำที่ควรจะปิดอยู่กลับแง้มออกเล็กน้อย
ตรงช่องว่างระหว่างประตู กล้องมือถือกำลังแอบจับภาพลูกแมวที่พยายามแปลงร่างอย่างขยันขันแข็ง
ผู้แอบถ่ายไม่ได้ตกใจจนสลบ ทั้งยังไม่ได้คิดจะส่งเจ้าเหมียวขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแต่อย่างใด เขาแค่อุทานออกมาว่า ‘เสี่ยวเฮยของฉันเป็นแมวที่น่ารักที่สุดในโลกเลย’
* ทำตัวเป็นหลานชาย หมายถึงการแสร้งทำตัวอ่อนแอ หวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
* เบียว มาจากคำว่า ‘จูนิเบียว’ ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึงผู้ที่ชอบทำตัวเด่น เพ้อเจ้อ คิดว่าตนเองเจ๋ง หรือคิดว่าตนเองมีพลังพิเศษ
บทที่ 10
ความอิจฉาบังตา
ภายใต้แสงแดดแรงกล้า ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉา
บ่ายเดือนสิงหาคม แม้แต่สุนัขสักตัวก็ไม่อยากออกมาเดินเล่น
เฉียวโม่ยืนอยู่ในแปลงดอกไม้ของชุมชนเพียงลำพัง สีหน้าเขาไม่ค่อยดีนัก คิ้วขมวดแน่นราวกับเป็นรูปตัว ‘川’ เขาย่อตัวลง ออกแรงดึงเทปกาวที่พันกล่องพัสดุไว้แน่นหนาอย่างยากลำบาก
แมวเหมียวหน้าตาไม่สบอารมณ์ตัวหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ
เฉียวโม่หันกลับไปมองเจ้าเหมียวแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเงียบๆ
เสียงแควกดังขึ้น กล่องที่เต็มไปด้วยกระปุกปลาแห้งเผยให้เห็นอยู่ตรงหน้าเยี่ยนฉือ เยี่ยนฉือเบือนสายตาไปทางอื่น ยืนหน้าบูดบึ้งอยู่ข้างๆ อย่างหงุดหงิด เขาถูกสายจูงผูกไว้ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้
เฉียวโม่สุ่มเปิดปลาแห้งกระปุกหนึ่ง แล้วหยิบปลาแห้งส่งให้
เยี่ยนฉือไม่ยอมรับ หันหน้าหนีอย่างเย็นชา อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เขาไม่รู้สึกอยากอาหารเลย แถมยังไม่อยากแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเฉียวโม่แม้แต่นิดเดียว
เฉียวโม่เม้มปากตามความเคยชิน ก่อนจะผูกปลายสายจูงไว้กับเสาหินต้นหนึ่ง
“เสี่ยวเฮย มาทางนี้เถอะ” เฉียวโม่พูดอย่างเอาใจ “ตรงนั้นแดดแรงจะตายไป”
เยี่ยนฉือไม่ขยับเขยื้อน ปัดมือที่เฉียวโม่ยื่นมาหาอย่างหมดความอดทน
“โอ๊ย!”
คราวนี้เยี่ยนฉือไม่ได้เก็บกรงเล็บ แม้จะไม่มีเลือดหรือรอยถลอก แต่เฉียวโม่ก็ยังรู้สึกเจ็บจากการถูกปัด ไม่ช้าเฉียวโม่ก็มีหยดน้ำคลอที่หางตา ก่อนก้มหน้าลงอย่างน้อยใจพลางเก็บเทปกาวที่ถูกฉีก
เฉียวโม่ที่มักจะใจดีกับเจ้าเหมียวเสมอไม่มีท่าทีโกรธเคืองเลย กลับกันน้ำเสียงของเขายังอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม พูดขึ้นอย่างไม่เร็วไม่ช้าว่า “เมื่อกี้ที่ดุนาย…เป็นฉันไม่ดีเอง”
ถ้ามีคนเดินผ่าน พวกเขาคงคิดว่าเฉียวโม่มีปัญหาทางจิต
อากาศร้อนขนาดนี้ยังมายืนก้มหน้าขอโทษแมวกลางแดดอีก แต่เฉียวโม่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี เขาวางปลาแห้งลงตรงหน้าเยี่ยนฉือด้วยความรู้สึกผิดที่ปกปิดไว้ไม่มิด
“ยี่ห้อใหม่ อร่อยมากนะ”
เยี่ยนฉือไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ดื้อรั้นจนไม่เหมือนแมว แต่เหมือนวัวมากกว่า
เมื่อครู่นี้ทั้งที่เยี่ยนฉือมีโอกาสทองที่จะหนีไปได้ แต่เขากลับปล่อยให้มันหลุดมือไปเสียได้
ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะเขาถูกความอิจฉาบังตา
เมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อนพวกแมวในชุมชนเจอเฉียวโม่เข้า ดวงตาของพวกมันเป็นประกายทันที แล้ววิ่งออกมาจากร่มเงาของต้นไม้อย่างมีความสุขพร้อมกับร้อง ‘เมี้ยวๆ’ ออดอ้อนอยู่ที่เท้าของเฉียวโม่
พวกมันดูเหมือนจะชอบเฉียวโม่มาก ไม่ยอมจากไปแม้แต่นาทีเดียว
เฉียวโม่อุ้มกล่องพัสดุขนาดใหญ่ไว้ในมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งพยายามคว้าสายจูง จดจ่ออยู่กับท่าทีแมวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่สนใจแมวตัวอื่นเลยสักนิด
แมวตัวอื่นๆ แม้ไม่ได้รับความสนใจก็ไม่ยอมจำนนง่ายๆ
เฉียวโม่เดินไปไม่กี่ก้าว พวกมันก็เดินตามอย่างหน้าไม่อาย พวกมันจดจำเฉียวโม่ในฐานะมนุษย์จิตใจดี ยิ่งไปกว่านั้นยังจดจำความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเฉียวโม่ที่คอยให้อาหารดีๆ แก่พวกมันอยู่เสมอได้
แมวบางตัวถึงกับวางแผนในใจ หวังว่าจะได้กินของอร่อยๆ จากมือของเฉียวโม่
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ พวกมันวนเวียนอยู่แทบเท้าของเฉียวโม่เพื่อขัดขวางไม่ให้เขาก้าวไปข้างหน้า
เฉียวโม่จึงต้องจำยอม ‘เดี๋ยวฉันค่อยเอาปลาแห้งมาให้พวกนายแล้วกันนะ’
เยี่ยนฉือส่งเสียง ‘ชิ’ ออกมา รู้สึกขบขัน หลายใจเหมือนกันนี่ เลี้ยงแมวตั้งเยอะขนาดนี้
ตัวเองทำแบบนี้แล้ว ยังมากล่าวหาว่าเขากินปลาแห้งแทนอาหารแมว แถมยังบอกว่าเขากินจนหมดเกลี้ยงอีกต่างหาก
เยี่ยนฉือส่งเสียงฮึดฮัดในจมูกอย่างเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม
แมวสามตัวนั้นเป็นแมวธรรมดา ไม่เข้าใจภาษามนุษย์ พวกมันแหงนหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องอย่างอ่อนโยนและน่ารัก
ทันใดนั้นพวกมันก็เหลือบไปมองเยี่ยนฉือที่กำลังรอจังหวะหลบหนี
จากนั้นภาษาแมวที่บ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น
‘เมี้ยวๆๆ’ พี่ชายสุดหล่อ พวกเราไปอยู่ข้างนอกพักใหญ่ ไม่ได้มาเล่นกับพี่ชายนานเลย
‘เมี้ยวๆๆ!’ เจ้านี่คือแมวที่พี่เลี้ยงเหรอ ขี้เหร่ชะมัด!
‘เมี้ยวๆๆ’ ไม่ค่อยพูดเลยแฮะ เป็นแมวใบ้เหรอ
เจ้าแมวสามตัวปากจัดใช้ได้เลย
‘เมี้ยวๆๆ!’ พี่ชายสุดหล่อทิ้งๆ มันไปเถอะ! มันไม่ดีเหมือนพวกเราหรอก ทิ้งมันไปเถอะนะ!
เยี่ยนฉือหรี่ตาลงด้วยความโกรธ ไอ้สารเลวสามตัวนี้มันช่างยโสโอหังซะจริง
เยี่ยนฉือที่ตอนนี้มีสติสัมปชัญญะเหมือนมนุษย์ไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงจัง และไม่ได้สนใจกับคำพูดของพวกมันอีกต่อไป แต่เมื่อเห็นเฉียวโม่วางพัสดุลงด้วยสีหน้าจนใจ เตรียมจะเอื้อมมือไปลูบหัวแมวพวกนั้น ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาเด้งตัวขึ้นด้วยขาทั้งสี่ แล้วพุ่งเข้าใส่เหล่าแมวด้วยสีหน้าดุร้าย
‘แม้ววว!!’
เฉียวโม่สะดุ้งโหยงจนสายจูงหลุดจากมือ
เจ้าแมวทั้งสามตัวถูกเยี่ยนฉืออัดเรียงตัว
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียวโม่วิ่งไล่ตามไปทั่วชุมชนจนเหงื่อโชก แล้วลากตัวเยี่ยนฉือกลับมาได้ทัน ไม่แน่ว่าวันนี้แมวทั้งสามตัวนั้นคงเจ็บหนักถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาลไปแล้วก็ได้
เฉียวโม่วิ่งจนลำคอแห้งผาก เขาก้มตัวลง มือยันเข่าของตัวเองพลางหายใจหอบอย่างแรง แต่เจ้าเหมียวในมือของเขากลับยังคงแยกเขี้ยวขู่แมวจรจัดที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ อย่างดุร้าย
‘เสี่ยวเฮย!’
เยี่ยนฉือถูกเฉียวโม่ตวาดจนได้สติกลับคืนมานิดหน่อย ยังไม่ทันตั้งสติได้เต็มร้อยก็บิดตัวหลุดจากมือของเฉียวโม่ได้อย่างว่องไว คว้าแมวจรจัดตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในพุ่มหญ้าได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะฟาดกรงเล็บใส่ไม่ยั้ง
แมวจรถูกทำร้ายจนร้องโหยหวนอย่างน่าสงสาร
แมวจรสองตัวที่เหลือตัวสั่นเทาอยู่ไม่ไกล วิ่งหนีหางจุกตูด ทิ้งเพื่อนไว้กลางสนามรบแบบไม่เหลียวหลังมองแม้แต่น้อย
เจ้าแมวดวงซวยที่ถูกจับตัวไว้ร้องลั่น
‘เมี้ยวๆๆ!!’ พี่ใหญ่ ฉันจะไม่นินทาลูกพี่ลับหลังอีกแล้ว!!
เยี่ยนฉือ ‘เมี้ยว!!’ มันใช่เรื่องนี้เหรอฮะ!!
แมวจร ‘แม้ววว…’ ถ้างั้นพี่ใหญ่ช่วยชี้แนะทีว่ามันเป็นเรื่องอะไร แง…
เยี่ยนฉือ ‘เมี้ยวๆๆ! เมี้ยววว?’ มนุษย์คนนี้เป็นของฉัน! ห้ามแตะต้องส่งเดชเข้าใจไหม
แมวจร ‘เมี้ยว!’ พี่ใหญ่ ฉันเข้าใจแล้ว!
หลังจากประกาศอำนาจอธิปไตยของตัวเองอย่างสมบูรณ์ อารมณ์ของเยี่ยนฉือก็ค่อยๆ สงบลง
เยี่ยนฉือเลิกคิ้วอย่างภูมิใจ อารมณ์ดีมาก พูดสบายๆ ว่า ‘เมี้ยว’ ไปซะ
แมวจรตัวนั้นเผ่นแน่บไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยนฉือเชิดคางขึ้น มองคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้จากไปอย่างสง่างาม เขาหันกลับไปหาเฉียวโม่ แต่กลับเห็นสีหน้ามืดครึ้มที่หาได้ยากของอีกฝ่าย น้ำเสียงก็เย็นชาตามไปด้วย
สีหน้าแบบนี้เหมือนกลับไปยังเหตุการณ์นั้นในมหาวิทยาลัยไม่มีผิด
‘ก่อนออกจากบ้าน นายรับปากฉันไว้ว่ายังไง’
เยี่ยนฉือหดคอโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่ได้สังเกตว่าสายจูงที่ติดอยู่กับตัวเขานั้นไม่มีใครถือไว้อีกแล้ว
แต่ความโกรธของเฉียวโม่ทำให้เยี่ยนฉือสั่นสะท้านไปทั้งตัว ร่างกายแข็งทื่อโดยไม่รู้ตัว เท้าของเขาราวกับถูกถ่วงด้วยหินหนักพันชั่ง ก้าวไปไหนไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว พื้นซีเมนต์ใต้ฝ่าเท้าร้อนระอุจนเขารู้สึกทรมาน
เยี่ยนฉือเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกอย่างไม่มีเหตุผล ในหัวผุดภาพความทรงจำหลายฉากที่คล้ายกับสถานการณ์วันนี้
ที่แท้ทุกครั้งก่อนหน้านี้เขาก็มักจะมีเรื่องกับพวกแมวที่ ‘คิดไม่ซื่อ’ เสมอ อย่ามองว่าเยี่ยนฉือเป็นแมวตัวเล็กเชียว เขาขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการต่อสู้ในละแวกนี้มากที่สุด และเคยทำให้เหล่าแมวจรพากันอกสั่นขวัญแขวนมาแล้วแทบทั้งย่าน
แมวสามตัวนี้คงเพิ่งย้ายมาไม่นานเลยยังไม่รู้ฤทธิ์เดชของเขา
เยี่ยนฉือกลืนน้ำลายเอื๊อก อยากจะอธิบาย แต่เขาพูดภาษามนุษย์ไม่ได้
ผ่านไปสักพัก เขาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน แล้วก็ไม่อยากอธิบายอีกต่อไป
ระหว่างเขากับเฉียวโม่มีอะไรน่าอธิบายกัน
สมองของเยี่ยนฉือทำงานอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวคิดเดี๋ยวหยุด น่าหงุดหงิดเหลือเกิน เขาลืมเรื่องหนีไปแล้วด้วยซ้ำ มัวแต่จ้องมองเฉียวโม่ที่เดินเข้ามาใกล้ แล้วหยิบสายจูงขึ้นมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เยี่ยนฉือ ‘…’
เยี่ยนฉือเพิ่งจะรู้สึกตัวในตอนนี้เอง ให้ตายสิ นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่?!
ดังนั้นพวกเขาก็เลยตกอยู่ในสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
เฉียวโม่นึกว่าตัวเองพูดเสียงดังเกินไป ทำร้ายดวงใจน้อยๆ ของเจ้าเหมียวเข้า มันเลยไม่อยากสนใจเขาอีก
ส่วนเยี่ยนฉือก็เกลียดตัวเองที่พลาดโอกาสทองในการหนีไป และเกลียดตัวเองที่ดูเหมือนสมองจะมีปัญหา
พวกเขาต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ต่างเข้าใจอีกฝ่ายผิดไป
“เสี่ยวเฮย” เฉียวโม่ดันปลาแห้งไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ “นายก็กินสักหน่อยเถอะ”
เยี่ยนฉือเงยหน้าขึ้นมองอย่างหงุดหงิด “เมี้ยว!”
เฉียวโม่สูดลมหายใจลึกๆ จู่ๆ ก็อุ้มเยี่ยนฉือขึ้นมา เขาไม่สนใจว่าเจ้าเหมียวจะดิ้นรนขัดขืนแค่ไหน สีหน้าของเขาเคร่งขรึม ก่อนพูดอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงที่เบามาก
เยี่ยนฉือฟังไม่ถนัด
จากนั้นเฉียวโม่พูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ดูจริงจังแต่ก็แฝงด้วยความเขินอาย “ฉันรู้ว่านายรักฉันมาก…”
เยี่ยนฉือตัวแข็งทื่อ นึกว่าตัวเองหูฝาดไป เขาเบิกตาโพลงอย่างตื่นตระหนก สะดุ้งเฮือกพร้อมกับมองเฉียวโม่ ในหัวมีแต่เสียงดังก้องว่า ใครรักใคร…นายบอกว่าใครรักใครนะ!
“เมี้ยว?” พูดบ้าอะไรของนาย
ขนตาของเฉียวโม่ขยับไหว พูดกับเจ้าเหมียวของตัวเองอย่างมีน้ำอดน้ำทนและมีเหตุผล “แต่นายจะเที่ยวไปรังแกลูกแมวตัวอื่นไม่ได้ พวกมันไม่เหมือนกับนาย ไม่ค่อยได้กินอิ่มท้อง น่าสงสารจะตายไป”
เยี่ยนฉือหวนนึกถึงร่างกายอ้วนท้วนของแมวจรไม่กี่ตัวนั้น…นั่นเรียกว่าน่าสงสาร? กินไม่อิ่มท้องเหรอ
“เมี้ยว…” นายตาบอดใช่ไหม…
เฉียวโม่ยกมุมปากยิ้ม เอ่ยชมว่า “อืม ไม่เป็นไร นายสำนึกผิดแล้วก็ดี”
เยี่ยนฉือรู้สึกเหมือนมีก้างปลาติดคอ
บทที่ 11
แย่แล้ว ฉันถูกบังคับให้รัก!
เยี่ยนฉือตกใจจนรู้สึกว้าวุ่นกับคำว่า ‘รัก’ ของเฉียวโม่ เขาหนีไปหลบใต้ร่มไม้ มองผีเสื้อตัวหนึ่งบินผ่านเหนือศีรษะไป แสงแดดที่เหมือนวงแหวนแสบตาส่องลงมาตรงกลางหน้าผาก ร้อนจัดจนทั้งคนทั้งแมวหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาถามอย่างไม่สบอารมณ์
“เมี้ยว?” นายเสร็จแล้วหรือยังเนี่ย
เฉียวโม่ที่อยู่ไม่ไกลเหมือนจะจับความหมายของภาษาแมวได้คร่าวๆ จึงรีบเร่งมือ จัดเรียงปลาแห้งไว้ตามจุดที่ทางชุมชนกำหนด “อีกนิดเดียว!”
พอแดดอ่อนลงหน่อย แมวจรที่หิวโหยพวกนั้นก็จะทยอยกันมาหาอาหารที่นี่
ก่อนจะเลี้ยงเยี่ยนฉือ เฉียวโม่ก็มักจะมาให้อาหารพวกมันอยู่บ่อยๆ ทำให้แมวหลายตัวเข้ามาทำตัวสนิทสนมด้วยทันทีที่เห็นเฉียวโม่ แมวจรพวกนี้เดิมทีก็ไม่ค่อยกลัวคนอยู่แล้ว ใครดีกับพวกมันหน่อย พวกมันก็จะติดหนึบคนคนนั้นเหมือนกาว
ในสายตาของเฉียวโม่ การได้คลุกคลีกับสัตว์ตัวน้อยๆ ผ่อนคลายกว่าการอยู่กับคนมาก
ปลาแห้งในครั้งนี้ถือเป็นคำขอโทษแทนแมวของตัวเองก็แล้วกัน
เฉียวโม่กับเยี่ยนฉือเดินแถวเรียงหนึ่งกันกลับบ้าน ความสัมพันธ์ของทั้งสองในตอนนี้อาศัยแค่สายจูงเส้นเดียวเชื่อมโยงกันอยู่ ซึ่งเย็นยะเยือกจนแทบแตะจุดเยือกแข็ง เฉียวโม่ครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะง้อแมวยังไงดี ส่วนเยี่ยนฉือถึงจะโกรธง่ายแต่ก็หายเร็ว
ประเด็นคือตอนนี้เขาหิวแล้ว
วันนี้เยี่ยนฉือต้องต่อสู้แบบหนึ่งต่อสาม ใช้พลังงานมากเกินไป ทันทีที่กลับถึงบ้าน ท้องเจ้ากรรมที่หิวจนไส้แทบขาดก็ส่งเสียงน่าอับอายออกมา เยี่ยนฉือหันไปมองเฉียวโม่ทันที แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว เขาก็ละสายตากลับมาเงียบๆ
ในกรณีแบบนี้ เขาคร้านจะสนใจเรื่องงอนง้ออีกแล้ว เพียงยกอุ้งเท้าแมวเดินอย่างสง่างามตรงไปนั่งลงข้างๆ ตู้เก็บปลาแห้งทันที
เขาทะนงตนเกินกว่าจะลดตัวไปขอข้าวใครกิน
ไหนๆ เฉียวโม่ก็อยากขังเขาไว้ อย่างนั้นเขาก็หวังว่าเฉียวโม่ควรหัดสังเกตเสียบ้าง
เฉียวโม่ไม่ได้เย็นชาเหมือนที่คนเขาลือกัน แถมยังอ่านสีหน้าแมวเก่งมากด้วย เขาทำอย่างที่เยี่ยนฉือต้องการโดยยื่นปลาแห้งที่เพิ่งซื้อมาอย่างรู้ใจ แถมยังวางชามอาหารแมวให้ด้วย พร้อมพูดว่า “กินสักนิดดีไหม”
เยี่ยนฉือก้มหน้ากินปลาแห้ง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะยื่นกรงเล็บผลักชามอาหารแมวออกไป
เฉียวโม่ครุ่นคิดหาวิธีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหยิบอาหารแมวออกมาจากกล่องพัสดุสองสามกระป๋อง เขาเปิดกระป๋องหนึ่งอย่างงุ่มง่าม ตักเนื้อบดออกจากกระป๋องครึ่งหนึ่งมาผสมกับอาหารแมว แล้วดันชามอาหารแมวไปข้างหน้า
“แบบนี้ล่ะ”
คราวนี้เยี่ยนฉือไม่แม้แต่จะขยับหัวด้วยซ้ำ เขายังคงจดจ่อกับการเคี้ยวปลาแห้ง กินหมดไปสองตัวติดต่อกัน จากนั้นก็เลียมุมปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนส่งสัญญาณขอเพิ่มจากเฉียวโม่
“เมี้ยว”
เฉียวโม่เปิดทูน่ากระป๋องที่เพิ่งซื้อมา ลองวางลงตรงหน้าเจ้าเหมียว
เมื่อเยี่ยนฉือได้กลิ่นหอมก็โน้มตัวลงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างรักษาน้ำใจ แต่แล้วดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นทันที
ไม่เลวเลยนี่!
เยี่ยนฉือกินทูน่ากระป๋องหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่คำ แถมยังอยากกินอีก
เฉียวโม่เข้าใจในทันที
ตกกลางคืน เฉียวโม่บดอาหารแมวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยไม้คลึงแป้งอย่างใจเย็น แล้วผสมลงไปในทูน่ากระป๋อง
เยี่ยนฉือชิมไปคำหนึ่งก็หยุด
เฉียวโม่กลั้นหายใจอย่างเป็นกังวล
เยี่ยนฉือเลิกคิ้ว ทันใดนั้นเขาก็พลิกชามอาหารแมวคว่ำลงอย่าง ‘ดุดัน’ ก่อนร้องเสียงดังด้วยความโกรธ
“เมี้ยว?” นายคิดว่าฉันแยกไม่ออกหรือไง
เฉียวโม่ “…”
วันที่สอง เฉียวโม่ผสมแซลมอนกระป๋องลงในอาหารแมว
เยี่ยนฉือคว่ำชามอีกครั้ง
วันที่สาม เฉียวโม่ผสมเนื้อไก่กระป๋องลงในอาหารแมว
เยี่ยนฉือก็คว่ำชามอีก
เฉียวโม่เช็ดพื้นจนเหนื่อยใจ อดไม่ได้ที่จะดุเจ้าเหมียวไปสองสามประโยค
เมื่อก่อนเวลาที่เจ้าเหมียวทำผิด เฉียวโม่ว่าเข้าหน่อยมันก็เชื่อฟังแล้ว
ตอนนี้เยี่ยนฉือไม่เพียงแต่ไม่ยอมสงบสติอารมณ์ แต่กลับยิ่งแผลงฤทธิ์กับชามอาหารของตัวเองอย่างไร้ความยับยั้งชั่งใจ ในฐานะแมวที่มีขอบเขตด้านศีลธรรม เขาจำต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะหนีไปจากที่นี่
เขาต้องกลายเป็นแมวที่ชวนหงุดหงิดเต็มขั้น เพราะเขาอยากให้เฉียวโม่โยนเขาออกไปด้วยตัวเอง!
เหมือนตอนเด็กๆ ที่เขาจงใจทำแก้วน้ำในบ้านแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เยี่ยนฟางซานโยนเขาออกจากบ้าน
แม้เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะพัฒนาขึ้นเลย ยังคงใช้ลูกไม้เดิมๆ คว่ำชามอาหารแมวไม่หยุด ทั้งที่มันขัดกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขา แต่เฉียวโม่ก็ยังเปลี่ยนให้เขาถึงสามกระป๋อง ทั้งยังช่วยเขาเช็ดพื้นทุกวัน วันละสามเวลา
จนกระทั่งวันที่สี่
เฉียวโม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาอุ้มเจ้าเหมียวขึ้นมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เยี่ยนฉือดีใจ สำเร็จแล้วเหรอ
วินาทีต่อมาเฉียวโม่ก็ตบก้นเยี่ยนฉือสองครั้งดังเพียะๆ อย่างฉับพลันปานสายฟ้าแลบ เสียงนั้นดังชัดเจนเป็นพิเศษ
“ไม่กินก็ไม่กินสิ ทำไมต้องจงใจคว่ำชามด้วยล่ะ ช่วงนี้นายดื้อเกินไปแล้วนะ”
แล้วก็ตีเพียะๆ อีกสองที
เยี่ยนฉือมึนงงเพราะถูกตีก้นแบบไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เคยถูกใครตีก้นมาก่อนเลย
เฉียวโม่ฟาดไปอีกสามทีอย่างไม่ลดละคิ้วถึงจะคลายลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าการขัดพื้นนี่จะทรมานไม่ใช่เล่น แต่เจ้าเหมียวในอ้อมแขนเฉียวโม่กลับเริ่มดิ้นพราด รวบรวมแรงแล้วพุ่งตัวไปหลบที่มุมห้อง ก่อนจะหันกลับมาคำรามลั่น
“เมี้ยวๆๆ? ม้าววว!” นายแตะต้องก้นฉันตั้งกี่รอบแล้วฮะ? ฝากไว้ก่อนเถอะ!
“เมี้ยววว…” ฉันขอเตือนว่านายเปิดประตูปล่อยฉันไปจะดีกว่านะ ไม่อย่างนั้น…
คำพูดดุดันของเยี่ยนฉือยังไม่ทันจบดีก็ถูกเฉียวโม่อุ้มขึ้นมาอีกครั้งอย่างง่ายดาย
เฉียวโม่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้มลงไปจูบหน้าผากเจ้าเหมียวสองทีอย่างมีชั้นเชิง
เยี่ยนฉือตัวแข็งทื่อ
นี่ถือเป็นการตบก้นแล้วลูบหลังรูปแบบหนึ่ง แต่การ ‘ลูบหลัง’ นี้สำหรับเยี่ยนฉือที่ได้สติสัมปชัญญะของมนุษย์กลับคืนมาแล้วนั้น มันเหมือนการทรมานที่แสนหวาน
เพราะว่าเขาหลงใหลในรูปลักษณ์ของเฉียวโม่จริงๆ เข้าแล้ว…
เขาหงุดหงิดกับตัวเองในเรื่องนี้มาก
หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายวันกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเจ้าเหมียว เฉียวโม่ก็เริ่มจับทางได้บ้างแล้ว เขามั่นใจว่าเจ้าเหมียวยังรักเขามาก ถึงจะโกรธก็ไม่เคยกล้ากัดเขาจริงๆ สักที
เขายังค้นพบอีกว่าช่วงหลังมานี้ขอเพียงเขาจูบมัน เจ้าเหมียวตัวนี้ก็จะสงบลง
เฉียวโม่ตระหนักได้ในทันที พร้อมกับได้ข้อสรุปว่า จูบน้อยไปนี่เอง พอจูบมากหน่อยก็เชื่อฟังแล้ว
ในบ้านหลังนี้ ถ้าปัญหาไหนแก้ได้ด้วยการจูบล่ะก็ เฉียวโม่ไม่มีวันพลาดเด็ดขาด
เฉียวโม่โน้มตัวเข้าไปหาอย่างปลื้มอกปลื้มใจ เขาจูบหัว จูบหู แล้วก็จูบแก้มของเจ้าเหมียวดังจุ๊บๆๆ อยู่หลายรอบจนมันเริ่มมึนงงไปหมด
เยี่ยนฉือทรุดตัวลงบนโซฟาด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่เคยต้องทนกับความอัปยศอดสูแบบนี้มาก่อนในชีวิต
เขาอยากหนี อยากดิ้นพราด แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นเพียงลูกแมวน้อยที่ไม่มีแม้แต่แรงจะมัดไก่ด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงปล่อยให้มนุษย์ผู้ทรงพลังตรึงแขนขาไว้และ ‘เหยียดหยาม’ เขาอย่างโหดร้าย
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเป็นข้ออ้างจากปากของเขาเท่านั้น
ใบหน้างดงามของเฉียวโม่โน้มเข้ามาใกล้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากอ่อนนุ่มแตะใบหน้าของเขาแล้วผละออก แล้วแตะอีกครั้ง วนแบบนี้ซ้ำๆ จนทำให้จังหวะหัวใจที่เต้นปกติของเขากลายเป็นช้าลง จากช้าลงก็เต้นระรัวอย่างรวดเร็ว ราวกับการตีกลองเคาะฆ้องดังลั่นจนหูแทบหนวก
เยี่ยนฉือกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พอหดคอก็ถูกจุ๊บเบาๆ หนึ่งที เขาเสียจูบแรกของเขาไปซะแล้ว
หัวใจของเยี่ยนฉือแทบจะหลุดออกมาจากคอ มันเต้นแรงเหมือนถูกช็อตด้วยเครื่องกระตุกไฟฟ้า
สมองของเขาทึ่มทื่อไปโดยสิ้นเชิง
จบกัน
“เมี้ยว…” เขาส่งเสียงออกมาจากลำคอแผ่วเบา ฟังดูหวานๆ เนือยๆ เหมือนแมวที่หมดแรงจะอวดดีอีกต่อไป
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยอมกินอาหารแมวแต่โดยดี และจะกินสามชามต่อมื้อเลยด้วย
เฉียวโม่ฟังไม่เข้าใจ เมื่อเขาเห็นว่าเจ้าเหมียวสงบนิ่งลงก็มั่นใจว่าตัวเองกล่อมมันสำเร็จแล้ว
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก มองสำรวจเจ้าเหมียวอย่างละเอียด
จากนั้นเฉียวโม่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขายิ้มอย่างเขินอายผิดปกติ
ร่างแมวของเยี่ยนฉือสั่นสะท้าน ลางสังหรณ์ไม่ดีเข้าจู่โจม
มนุษย์กับแมวสบตากัน
สามวินาทีต่อมาเฉียวโม่ก็ซุกทั้งใบหน้าของตัวเองลงบนท้องปุกปุยของเยี่ยนฉือ แล้วสูดกลิ่นอย่างแรงหนึ่งที
นี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ‘เติมแมว’
สมองของเยี่ยนฉือระเบิดออกเหมือนภูเขาไฟปะทุ ราวกับมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลัก ซัดสาดความคิดของเขาจนราบเป็นหน้ากลอง
ในเวลานี้เองสมองของเยี่ยนฉือมีเพียงประโยคเดียว
แย่แล้ว ฉันถูกบังคับให้รักเขาซะแล้ว
เยี่ยนฉือ จบกัน
เฉียวโม่ เติมแมวแล้วฟินชะมัดเลย อยากสูดอีกจัง!
ที่แท้ความสุขความทุกข์ของคนกับแมวในโลกใบนี้ไม่เคยตรงกันเลย
บทที่ 12
ตกใจหมดเลย
เย็นวันต่อมา เยี่ยนฉือที่ถูก ‘สูด’ จนหมดสิ้นความหมายในชีวิตก็นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง
เขาไม่มีทางหลบหนี การแปลงร่างล้มเหลว เขาสูญเสียอิสรภาพ แถมยังถูกเฉียวโม่ ‘บังคับให้รัก’ ความมั่นใจของเขาพังทลายลงหมดสิ้น ถึงขั้นสูญเสียพลังที่จะต่อต้านไปชั่วขณะ
เยี่ยนฉือพลิกตัวนอนต่อพลางถอนหายใจยาว “เฮ้อ…”
วันต่อมา ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เยี่ยนฉือรู้สึกเบื่ออาหาร กินแค่แซลมอนกระป๋องกับปลาแห้งสองตัวเป็นมื้อกลางวัน เขาบิดขี้เกียจอย่างอ่อนล้า เตรียมตัวงีบหลับ
แมวส่วนใหญ่ชอบนอน เยี่ยนฉือก็ไม่มีข้อยกเว้น
ตอนเป็นมนุษย์เขามีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ทำงานยุ่งทุกวันราวกับลูกข่างที่หมุนไม่หยุด ไม่มีเวลาให้พักหายใจ แต่ตอนเป็นแมวเยี่ยนฉือกลับต้านทานความง่วงงุนไม่ไหวเลยสักนิด ทุกวันเขาจะขดตัวอยู่บนเบาะนุ่มข้างหน้าต่างบานใหญ่ หาวไม่หยุด แล้วก็หลับไปแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์ใดๆ
แสงแดดอ่อนละมุนราวปุยนุ่นสาดแสงลงบนตัวเขา จู่ๆ เฉียวโม่ก็โน้มตัวลงมาจูบหน้าผากเขาเบาๆ
เยี่ยนฉือขยับขาเล็กน้อย แต่ความง่วงก็ถาโถมจนเขาลืมตาไม่ขึ้น
“เมี้ยว…” ไปให้พ้น…
เฉียวโม่ยกมุมปากยิ้ม พูดเสียงเบา “ง่วงก็นอนเถอะ”
เฉียวโม่เอาผ้าขนหนูนุ่มผืนเล็กมาห่มเจ้าเหมียวทันที ปลายนิ้วของเขามีกลิ่นมะลิอ่อนๆ ติดอยู่ มันเป็นกลิ่นของน้ำยาซักผ้าที่บ้าน กลิ่นนั้นยังวนเวียนอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา แล้วผ่านปลายจมูกของเยี่ยนฉือเบาๆ อย่างคล้ายมีคล้ายไม่มี ทำให้เยี่ยนฉือที่หลับสนิทรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างรางเลือน
เยี่ยนฉือขมวดคิ้วอย่างอึดอัด
ในไม่ช้ามือหนึ่งของเฉียวโม่เริ่มก็เริ่มลูบไล้ไปตามหัว คาง และแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา เพื่อบรรเทาความไม่สบายใจของเขา
เยี่ยนฉือนอนหลับสนิทอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน และยังฝันด้วย…
ในความฝัน เจ้าเหมียวไม่ได้เป็นแค่แมว
เขาเป็นเด็กชายวัยแปดขวบ สวมชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินกรมท่าและหมวกกันแดดสีเหลืองอ่อน สะพายเป้ที่แทบไม่มีน้ำหนักอะไรเลยอยู่บนหลัง
ฤดูร้อนแสนร้อนระอุ จักจั่นส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วอยู่ในพุ่มไม้ เด็กชายพยายามลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองไปข้างหน้าท่ามกลางแสงยามอัสดง
เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่ดอกไม้เบ่งบานท่ามกลางไอร้อนแผดเผา เถาวัลย์ดอกรุ่งอรุณสีสดห้อยระย้าลงมาจากกำแพงและชายคาเรือนตลอดทาง สีสันสดใสประดับประดาบนถนนเบื้องหน้าสองแม่ลูก
‘ใกล้ถึงแล้ว!’
เยี่ยนฉือหันกลับไป เขาจูงมือของคุณแม่ซย่าหย่าอย่างมีความสุข ‘แม่ครับ ดูดอกไม้สิ!’
เขาปล่อยกระเป๋าเดินทางด้วยความตื่นเต้น กระโดดขึ้นไปแตะกลีบดอกไม้ด้วยสี่นิ้ว แล้วร้องออกมาอย่างมีความสุข
‘แม่ ผมกระโดดได้สูงมากเลยใช่ไหม!’
ซย่าหย่าให้เยี่ยนฉือยืนอยู่ด้านหน้าพุ่มดอกรุ่งอรุณ หยิบกล้องถ่ายรูปกล้องเล็กออกมาจากในกระเป๋า แล้วถ่ายรูปให้ลูกชายหลายรูป
เธอยิ้มแล้วพูดว่า ‘ดูดีมาก’
ขณะเดียวกัน รอยยิ้มของซย่าหย่าก็เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย นิ้วมือขาวผ่องของเธอปัดปอยผมเปียกๆ บนหน้าผากของเยี่ยนฉือ และสัมผัสใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน
‘แม่ครับ?’
ซย่าหย่ารีบหลุบสายตาลง หยิบอมยิ้มรสผลไม้สองแท่งออกมาจากกระเป๋ากระโปรงยาวของตัวเองส่งให้เยี่ยนฉือ
เยี่ยนฉือคว้ามันไว้แล้วยิ้มอย่างดีใจ ด้วยวัยขนาดนี้ เขาไม่เพียงแต่ชอบปลาแห้งเท่านั้น แต่ยังชอบลูกอมด้วย
จากนั้นซย่าหย่าก็จับมือของเยี่ยนฉือเอาไว้ ถามเขาเสียงเบาว่า ‘เดี๋ยวพอพวกเราไปถึงบ้านพ่อ ลูกยังจำได้ไหมว่าแม่สอนอะไรไว้’
‘อื้อ!’ เยี่ยนฉือนับทีละอย่าง ‘ข้อแรก ห้ามแปลงร่างเป็นแมวให้คุณน้ากับน้องชายตกใจเด็ดขาด ข้อสอง ห้ามซน ห้ามปีนต้นไม้โดยเด็ดขาด ข้อสาม ห้ามงอแงว่าจะกินปลาแห้งเด็ดขาด จะต้องกินข้าวให้ดี’
เขาใช้คำว่า ‘ห้าม…เด็ดขาด’ ถึงสามครั้ง
เยี่ยนฉือยิ้มอย่างเขินอาย เสริมว่า ‘ข้อสี่ ต้องคิดถึงคุณแม่วันละร้อยรอบ ข้อนี้ผมเพิ่มมาเอง’
ซย่าหย่าอดรู้สึกขำกับคำพูดของเขาไม่ได้ ชมว่า ‘เป็นเด็กดีจริงๆ’
‘แน่นอนว่าผมเป็นเด็กดีอยู่แล้ว อีกอย่างผมก็ไม่ได้มาที่บ้านพ่อเป็นครั้งแรกซะหน่อย แม่ครับ แล้วเมื่อไหร่แม่จะมารับผมเหรอครับ’
หญิงสาวหลบสายตาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ใบหน้าที่งดงามดูซีดเผือดผิดปกติ
เยี่ยนฉือเรียก ‘แม่ครับ?’
ภายใต้การรบเร้าของลูกชาย ซย่าหย่าขยับริมฝีปากพูดอย่างยากลำบาก ‘ที่บ้านคุณยายเกิดเรื่องนิดหน่อย…’ เธอเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับหยุดไป หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า ‘ไว้เสร็จธุระแล้วแม่จะมารับนะ’
เธอแทบจะยืนยันซ้ำหลายรอบ
เยี่ยนฉือไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ถามขึ้นอย่างไร้เดียงสาว่า ‘พาผมไปด้วยไม่ได้เหรอครับ ผมอยากอยู่กับแม่มากกว่า’
ซย่าหย่าส่ายหน้าเบาๆ สีหน้าฉายแววตื่นตระหนก ถามอย่างเป็นกังวล ‘พวกเขา…ทำไม่ดีกับลูกหรือเปล่า’
‘คุณน้าดีกับผมมาก คราวก่อนยังซื้อรถคันเล็กๆ ให้ผมด้วย น้องชายก็ชอบผมมาก แถมยังแบ่งขนมให้ผมกินด้วย’ เยี่ยนฉือรับรู้ได้ถึงความลำบากใจของแม่ ก็ไม่สาธยายต่ออย่างรู้ประสา เพียงแต่พูดเสียงเบาว่า ‘แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่นาน’
เยี่ยนฉือคิดว่าพ่อไม่ค่อยชอบตัวเอง แต่เพื่อทำให้แม่สบายใจ เขาจึงไม่ได้พูดประโยคนี้
ดอกรุ่งอรุณร่วงลงมาบนไหล่ของเยี่ยนฉืออย่างเหมาะเจาะ ความสนใจของเด็กน้อยถูกดึงดูดอย่างง่ายดาย
เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน คิ้วขมวดด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ ‘แม่ดูสิ ดอกไม้ร่วงแล้ว!’ เขาวางดอกไม้ลงบนมือของซย่าหย่า ดวงตาของเขาที่คล้ายแม่มากกะพริบถี่อย่างไร้เดียงสา
‘ดอกไม้ดอกนี้สวยเหมือนแม่เลย’
ซย่าหย่ากำดอกรุ่งอรุณไว้ในมืออย่างทะนุถนอม เม้มริมฝีปากพูดว่า ‘ขอบคุณนะเสี่ยวฉือ’
เยี่ยนฉือยิ้มตาม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ‘ผมมีความสุขที่สุดก็ตอนที่ได้อยู่กับแม่ แม่ต้องรีบมารับผมนะครับ’
ในความฝัน ดวงตาของซย่าหย่าค่อยๆ ชื้นขึ้นขณะกอดเยี่ยนฉือไว้แน่น
แขนที่เรียวเล็กคู่นั้นราวกับเถาวัลย์ โอบเยี่ยนฉือเข้าสู่กำแพงที่เขาสามารถพึ่งพิงได้ บนกำแพงนั้นมีดอกไม้อ่อนช้อยเบ่งบานอยู่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่ลอยมาจากเรือนผมของซย่าหย่ายังคงอ้อยอิ่งอยู่ในใจของเยี่ยนฉือไม่จางหาย
เยี่ยนฉือจำได้ว่านี่เป็นกลิ่นแชมพูกลิ่นโปรดที่เธอใช้
เขาได้ยินซย่าหย่าพูดว่า…
‘แม่รับปากลูกว่าจะรีบมารับ อย่างช้าที่สุดก็หลังปิดเทอมฤดูร้อนนี้’
ฉากเปลี่ยนจากโพล้เพล้สู่พระอาทิตย์ตก เมื่อความมืดเข้าปกคลุม สีสันโดยรอบก็จางหายไป
ทันใดนั้นสายลมพัดโชย ดอกรุ่งอรุณหลายดอกร่วงโรยลงมา กลายเป็นสีสันเดียวที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเยี่ยนฉือ
มันคือสีส้มสดใสของฤดูร้อน
เยี่ยนฉืออยากกอดซย่าหย่า ทว่ากลับมีแต่ความว่างเปล่า
‘แม่!’
เขาพลันโซเซแล้วล้มลงกับพื้น หัวเข่ากระแทกจนได้เลือด
เขาเห็นซย่าหย่ายิ่งเดินจากไปไกลขึ้นทุกที แผ่นหลังนั้นดูเด็ดเดี่ยวสำหรับเขา ราวกับกำลังบอกว่าแม่จะไม่มีวันกลับมาอีก
เขายื่นมือออกไปไขว่คว้า…
เยี่ยนฉือตื่นขึ้นจากความฝัน
เขาลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก อุ้งเท้าแมวทั้งสองยื่นเหยียดออกไปข้างหน้า แต่เขาคว้าไว้ได้เพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง
ความผิดหวังเต็มหัวใจโอบล้อมเขาไว้ ความจริงหลังจากฝันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่างเปล่า เขาหายใจเบาๆ ดึงอุ้งเท้าที่หดเกร็งกลับมา ทั้งร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกหล่อด้วยตะกั่ว
ตั้งแต่แม่ทอดทิ้งเขาไป เขาก็ไม่ได้ฝันถึงเธอมานานมากแล้ว
ขณะที่เยี่ยนฉือกำลังงุนงงว่าทำไมตัวเองถึงฝันแบบนี้อยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เห็นว่าเฉียวโม่นอนอยู่ข้างๆ ตัวเอง
“!”
เยี่ยนฉือ ให้ตายสิ ตกใจหมดเลย
เฉียวโม่กำลังนอนอยู่บนพรม มือข้างหนึ่งวางพาดอยู่ข้างเยี่ยนฉืออย่างส่งๆ
เยี่ยนฉือขยับไปด้านข้างแล้วลุกขึ้นนั่งบนเบาะ ผ้าขนหนูผืนเล็กนุ่มๆ ที่คลุมตัวเขาเลื่อนหลุด เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองสำรวจใบหน้าอันงดงามของเฉียวโม่ที่กำลังหลับใหลกลับไปกลับมา ฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายยังคงหลับอยู่ค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ สังเกตขนตายาวของเฉียวโม่อย่างใกล้ชิด และมองอยู่อย่างนั้นนานครึ่งนาทีเต็ม
เขาพึมพำในใจ โตมาด้วยการกินน้ำยาปลูกขนตาหรือไงกันนะ
ยามโพล้เพล้ แสงสุดท้ายอ่อนๆ ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา
ท่ามกลางบรรยากาศแสนรื่นรมย์นี้ เยี่ยนฉือเอนตัวนอนพิงเฉียวโม่ หลับตาพักอย่างสงบอยู่ครู่หนึ่ง
อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาเงียบสงบมักจะถูกรบกวนด้วย ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ อยู่เสมอ เยี่ยนฉือพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองสามวันก่อนที่เขาร้องเพลงปลอบใจเฉียวโม่
ในชั่วพริบตา สติสัมปชัญญะทั้งหมดในใจของเขาเหมือนถูกบิดขาดสะบั้น
แต่ไหนแต่ไรมาแมวก็เจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่แล้ว
เยี่ยนฉือไล่เรียงเรื่องราว ‘แสบๆ คันๆ’ ทั้งหมดที่เฉียวโม่เคยทำกับเขาไว้ในวันปกติ แล้วรวบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เขามองเฉียวโม่ที่กำลังนอนฝันหวานอยู่หลายครั้ง ก่อนลูบก้นตัวเองแล้วกำอุ้งเท้าแน่น
ได้เวลาสั่งสอนสักหน่อยแล้ว
ในฐานะแมวตัวหนึ่ง ระดับ ‘การล้างแค้น’ ของเยี่ยนฉือย่อมมีอยู่จำกัด
และในฐานะแมวน้อยตัวหนึ่งนี่แหละ เขาก็ควรจะ ‘ล้างแค้น’ ด้วยวิถีของแมว
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.