X
    Categories: everYคนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 13-16 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1

ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว

การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 13

อย่าเห็นใจคนมีตังค์ง่ายๆ

 

เยี่ยนฉือฉวยโอกาสตอนที่เฉียวโม่ยังคงหลับอยู่ลุกพรวดขึ้นมา เขย่งปลายเท้า เดินวนเฉียวโม่สองรอบอย่างสง่างาม

เขายกอุ้งเท้าข้างหนึ่งของตัวเองขึ้น แล้วตบลงบนหน้าผากของเฉียวโม่อย่างฉับไว ก่อนดึงกลับ

เขาไม่ได้ตบแรง แค่ทดสอบดูเท่านั้น

เฉียวโม่น่าจะกำลังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขายกมือขึ้นแตะหน้าผากของตัวเองเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวนอนต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน ระหว่างนั้นไม่รู้ว่าเฉียวโม่กำลังฝันถึงอะไร เขากำหมอนอิงข้างมือไว้แน่น แล้วซุกหน้าเข้าไป ปากก็พึมพำบางอย่างที่ฟังได้ไม่ชัด

เยี่ยนฉือฟังไม่ถนัด และเขาก็คร้านเกินกว่าจะตั้งใจฟังด้วย

ว่ากันว่าเมื่อเสียโอกาสไปแล้ว โอกาสนั้นจะไม่กลับมาอีก หางของเยี่ยนฉือแกว่งไกวสองครั้ง เขาเดินวนรอบเฉียวโม่อย่างเงียบเชียบโดยไม่รอช้า

หลังมั่นใจว่าเฉียวโม่ไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมาจริงๆ เขาก็ตัดสินใจจู่โจมครั้งสุดท้าย

ประกายวาบขึ้นในดวงตาของเยี่ยนฉือ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า เขาเหยียดขาออกแล้วหดกลับอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็กระโดดเหยียบร่างของเฉียวโม่ด้วยท่วงท่าร่าเริง ร่อนลงพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะหมุนตัวอย่างสง่างามในแบบของแมว นิ่งรอ ‘เสียงน่าฟัง’ จากเฉียวโม่

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ เฉียวโม่ขมวดคิ้ว ส่งเสียงอือออกมา บางทีเขาอาจจะเจ็บอยู่ก็ได้

ทันใดนั้นเยี่ยนฉือก็ยกหางขึ้น มองเฉียวโม่ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ อยากได้ยินเสียง ‘คราง’ ของเฉียวโม่

หลังจากรออยู่หลายนาที เฉียวโม่กอดหมอนอิงแน่น ยังคงหลับสนิทเหมือนเดิม

เยี่ยนฉือ “?”

ถ้าเฉียวโม่ไม่อาจสังเกตเห็นการแก้แค้นของแมวได้ แล้วทั้งหมดนี้จะไปมีความหมายอะไร

เพราะว่าเยี่ยนฉือเป็นแมวเลือดผสม แม้จะโตเต็มวัย แต่ก็ตัวเล็กกว่าแมวตัวอื่น

เขาตัวไม่หนักเลย

ถึงอย่างนั้นเขาก็ภาคภูมิใจในตัวเองไม่น้อย

เยี่ยนฉือพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างโกรธจัด เตะเข้าที่หน้าของเฉียวโม่ทีหนึ่ง ถึงอย่างนั้นเขาก็ตั้งใจเก็บกรงเล็บแล้ว เพราะยังไงก็เป็นใบหน้า ถ้าเขาทำให้เฉียวโม่เสียโฉมขึ้นมาคงไม่ดี เขาคิดว่าเฉียวโม่ก็ไม่ได้ผิดถึงขั้นนั้น…

เพียงแต่แผ่นอุ้งเท้าเล็กๆ ของเยี่ยนฉือที่กดไปกดมาและดันไปดันมาบนใบหน้าของเฉียวโม่นั้นกลับเหมือนกำลังนวดหน้าเสียมากกว่า

หลังจากเป็นแมวได้หนึ่งเดือน ความยับยั้งชั่งใจตามปกติของเยี่ยนฉือลดลงไปมาก เขากำลังถูกอิทธิพลจากนิสัยของแมวครอบงำทีละน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งมักโยนความสงบเยือกเย็นที่ตัวเองเคยมีในฐานะมนุษย์ทิ้งไป

นวดไปนวดมาเขาก็รู้สึกสนุกจนหยุดไม่ได้

เขาไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมนี้เหมือนลูกแมวกำลัง ‘นวดนม’*

เยี่ยนฉือยิ่งเล่นยิ่งเพลิน สองเท้าหน้า ‘บดขยี้’ อยู่บนใบหน้านุ่มๆ ของเฉียวโม่อย่างเมามัน

“เมี้ยวๆๆ!” ให้นายเติมแมวๆ เข้าไป นี่แน่ะๆ!

ถ้าไป๋อี้หนิงอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงจะยอมลงเงินลงแรงส่งเยี่ยนฉือไปเช็กสมองที่โรงพยาบาลประสาทแน่ๆ

ไม่ว่าจะคนหรือแมวก็ทำตัวเป็นเด็กน้อยได้อยู่หรอก แต่ถ้าถึงขั้นนี้…

การแก้แค้นของเยี่ยนฉือหยุดลงทันทีเมื่อเสียงเจือสะอื้นของเฉียวโม่ดังขึ้นแผ่วเบา

“อย่า…”

เฉียวโม่ถูกเจ้าเหมียวก่อกวนจนอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาหันหน้าไปมองเจ้าเหมียวด้วยน้ำตาคลอเบ้า น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอย่างน้อยใจ

เยี่ยนฉือสะดุ้งเฮือก เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

ด้วยความตกใจ เยี่ยนฉือพยายามจะหนีออกจากตรงนั้น แต่ไม่คิดว่าแขนเรียวยาวของเฉียวโม่จะคว้าเขาไว้หมับ แล้วโอบรัดเขาไว้แน่น ใบหน้าที่เปียกชื้นซุกไซ้กับร่างแมว ก่อนจะหลับตาลง

เฉียวโม่ผล็อยหลับไปอีกแล้ว

เยี่ยนฉือตื่นตระหนก “เมี้ยว?”

เฉียวโม่ไม่ได้ตอบสนองอะไร เขาตกอยู่ในความฝันอันยาวนาน อ้อนวอนด้วยน้ำเสียงขมขื่น “อย่า…” น้ำตาที่ติดอยู่ตรงหางตาของเขาทำให้ขนแมวของเยี่ยนฉือเปียกชื้น

เยี่ยนฉืออึ้งตะลึง ทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นภูเขาน้ำแข็งอย่างเฉียวโม่ร้องไห้

ตามหลักแล้วพวกเขาสองคนรังเกียจกัน เฉียวโม่ยัง ‘รังแก’ เขาตั้งนานขนาดนั้น

ในเวลานี้เยี่ยนฉือควรมีความสุขถึงจะถูก แต่ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้อันเปราะบางของอีกฝ่าย หัวใจของเยี่ยนฉือกลับบีบรัดแน่น รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

เป็นเพราะเมื่อครู่เขาควบคุมแรงของตัวเองไม่ดี ลงมือหนักเกินไปงั้นเหรอ

เป็นไปไม่ได้หรอก

เยี่ยนฉือยกอุ้งเท้าขึ้นมา มองดูแผ่นเท้าน้อยๆ ที่ไร้พิษภัยของตัวเอง แล้วลองดันหน้าเฉียวโม่อีกรอบ

ไม่รู้ว่าเฉียวโม่กำลังฝันถึงอะไร เขาสะอื้นออกมาในเวลาที่พอดิบพอดี “เจ็บ”

เยี่ยนฉือ “…”

เยี่ยนฉือสงสัยว่าเป็นเพราะใบหน้าของเฉียวโม่นุ่มเกินไปหรือเปล่า…เขารู้สึกเสียใจภายหลัง รู้อย่างนี้คงไม่โกรธอีกฝ่ายมากขนาดนี้ เพื่อชดเชยความผิดของตัวเองเยี่ยนฉือจึงสงบสติลง ไม่กล้าขยับตัวอีก

เขาซุกอยู่ในอ้อมอกของเฉียวโม่อย่างว่าง่าย พึมพำว่า “เมี้ยวๆ” ขอโทษที ครั้งนี้ฉันเป็นฝ่ายผิดเอง

ลมหายใจของเฉียวโม่ที่รินรดอยู่บนคอทำให้เยี่ยนฉือรู้สึกจั๊กจี้

เยี่ยนฉือหดคอหนี พูดแขวะเสียงเบา “เมี้ยวๆ” ขนาดนี้แล้วยังไม่ตื่นอีก นายนี่สุดยอดชะมัด

เวลาล่วงเลยไป เมื่ออารมณ์ของเฉียวโม่สงบลงบ้างแล้ว เยี่ยนฉือก็เอาหน้าผากถูไถกับคางของเฉียวโม่เงียบๆ

เฉียวโม่ขยับเข้ามาใกล้เยี่ยนฉือโดยไม่รู้ตัว มองไม่ออกว่าเขาตื่นแล้วหรือแค่แกล้งหลับต่อกันแน่ แต่ตอนนี้ปากของเฉียวโม่แนบชิดกับหน้าผากของเยี่ยนฉือแล้ว ลมหายใจของเขาร้อนระอุราวกับเปลวไฟในฤดูร้อน

ใบหน้าแมวของเยี่ยนฉือเห่อร้อนจนควบคุมไม่ได้

“เมี้ยว!” ปล่อยนะ!

ริมฝีปากนุ่มๆ ของเฉียวโม่ถูไถอยู่บนหน้าผากของเยี่ยนฉือ

หัวใจของเยี่ยนฉือเต้นรัวแรงจนรู้สึกอึดอัดอยู่ในอก เขาแสร้งหันหน้าหนีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แกล้งทำเป็นไม่อยากลงมือรุนแรงกับคนที่กำลังร้องไห้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอ่อนโยนลงอย่างไม่คุ้นชินเท่าไรนัก

“เมี้ยว เมี้ยวๆ” ปล่อยฉันนะ วันนี้นายกอดฉันมากพอแล้ว

เฉียวโม่เรียก “แม่…”

เยี่ยนฉือ “?”

ดูเหมือนว่าจะยังไม่ตื่น

เยี่ยนฉือหมดหวัง เฉียวโม่หลับลึกเกินไปแล้ว จะต้องเป็นเพราะเมื่อคืนเล่นเกมจนดึกแน่ๆ เยี่ยนฉือแอบตำหนิเฉียวโม่ในใจว่า ไม่รู้จักโต ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่พอสัมผัสอุ่นๆ จากริมฝีปากของเฉียวโม่แตะเข้าที่ใบหน้าอีกหน เขาก็ชาวาบไปทั้งตัว

เยี่ยนฉือทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขารู้สึกว่าทั้งร่างแมวของตัวเองใกล้จะไร้ความรู้สึกเต็มที

บางที ‘การถูกบังคับรัก’ ไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรนำมาล้อเล่นจริงๆ

เฉียวโม่สะอื้นไห้ คำพูดที่แสนเจ็บปวดหลุดออกจากริมฝีปากของเขาอย่างขาดๆ หายๆ “แม่ อย่าทิ้งผมไป…ผมจะเชื่อฟัง อย่าไปนะ…” น้ำตาของเขาไหลเปื้อนมุมปากของเยี่ยนฉือ ในรสชาติเค็มปร่ามีความขมเจือปนเล็กน้อย

เฉียวโม่ไม่อาจหลุดออกมาจากฝันร้ายได้เลย เอาแต่พึมพำว่า “แม่ อย่าทิ้งผมไป”

เยี่ยนฉือใจอ่อนยวบ

เขาไม่เคยคิดเลยว่าเฉียวโม่กับเขาจะประสบกับความทุกข์แบบเดียวกัน

เยี่ยนฉือมองไปรอบๆ อพาร์ตเมนต์แบบพักคนเดียวห้องนี้ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่า…ปิดเทอมฤดูร้อนผ่านมาครึ่งทางแล้ว แต่เฉียวโม่ยังไม่ได้กลับบ้านเลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ได้โทรหาใครเลยสักสาย

ถ้าว่ากันตามสถานการณ์นี้

สาเหตุที่เยี่ยนฉือไม่กลับบ้านเพราะเขาเป็นฝ่ายตัดขาดกับทางบ้านเอง ขณะที่ไป๋อี้หนิงไม่กลับบ้านเป็นเพราะอีกฝ่ายอยากเที่ยวเล่น พี่ชายสุดแสบตระกูลไป๋ไม่กลับบ้านเป็นเพราะงานยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้

แล้วที่เฉียวโม่ไม่กลับบ้านเป็นเพราะอะไรล่ะ

เยี่ยนฉือพอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาไม่แน่ใจว่าทายถูกหรือเปล่า แต่พอดูจากท่าทางน่าสงสารของเฉียวโม่แล้ว คิดว่าน่าจะเดาถูกแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

เยี่ยนฉือเติบโตมาในครอบครัวธรรมดา เขาไม่เข้าใจนักว่าคนรวยๆ ใช้ชีวิตกันอย่างไร สิ่งที่เขาพอจะอ้างอิงได้ก็มีแค่ฉากในละคร ข่าวตามอินเตอร์เน็ต และพฤติกรรมของเฉียวโม่ในชีวิตจริง…

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ได้คำตอบที่พอจะเดาได้รางๆ

เยี่ยนฉือรู้ว่าเฉียวโม่เป็นนายน้อยรองของเฉียวเซิ่งกรุ๊ป เหนือเฉียวโม่ขึ้นไปยังมีพี่ชายคนโตที่โดดเด่นอีกคน…เฉียวอวี่ ลูกชายคนโตของตระกูลเฉียว

เยี่ยนฉือเคยได้ยินเรื่องของเฉียวอวี่มาบ้าง รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนหนุ่มที่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด และมีความสามารถโดดเด่นกว่าคนทั่วไป

ตรงกันข้าม ตระกูลเฉียวปิดบังคนภายนอกเกี่ยวกับเฉียวโม่ลูกชายคนนี้ตลอดมา จนกระทั่งปีที่แล้วถึงอนุญาตให้สื่อเปิดเผยสถานะของเขา นอกจากหน้าตาที่โดดเด่นแล้ว เขาก็สู้เฉียวอวี่ที่เฉลียวฉลาดและมากความสามารถไม่ได้เลยสักเรื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่มนุษยสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานของเฉียวโม่ยังย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤต…ทุกคนในมหาวิทยาลัย C ต่างก็รู้เรื่องนี้ดี

เยี่ยนฉือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เขาสงสัยว่าเวลาที่เฉียวโม่อยู่ที่บ้านคงถูกเฉียวอวี่กดข่มเอาไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยได้รับความสำคัญจากใคร คุณพ่อละเลย คุณแม่ไม่รัก ไม่แน่ว่าในวันปกติคงต้องเผชิญหน้ากับการเสียดสี เยาะเย้ย และดูหมิ่นดูแคลนจากคนรอบข้างเป็นประจำ

หลังจากผ่านประสบการณ์การเลี้ยงดูที่กดดันแบบนี้ บุคลิกที่ไม่สอดคล้องกับนิสัยของเฉียวโม่จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ดูเหมือนว่าสาเหตุทั้งหมดล้วนเกิดมาจากวัยเด็กที่ไม่มีความสุข

เยี่ยนฉือหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเฉียวโม่ จึงรู้ว่าตามปกติแล้วถ้าเฉียวโม่ไม่ออกไปทิ้งขยะก็ไปรับพัสดุ ช่างเป็นชีวิตแสนจืดชืดน่าเบื่อ แม้แต่เพื่อนที่คบหาก็ยังไม่มีสักคน

ในชั่วขณะนั้นเฉียวโม่ที่น่ารำคาญกลับดู ‘น่าสงสาร’ ขึ้นมาจับใจ ใครจะไปคิดว่าเฉียวโม่ที่ดูหยิ่งยโส อันที่จริงแล้วกลับดูน่าสงสารได้ขนาดนี้

เยี่ยนฉือถอนหายใจอย่างเห็นใจ “เฮ้อ”

นี่สินะ ชีวิตในตระกูลใหญ่

เยี่ยนฉือรู้สึกว่าอารมณ์หลายร้อยผสมปนเปอย่างห้ามไม่อยู่ เพื่อปลอบโยนเฉียวโม่ เขาจึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่าย หลับตาลง นอนเคียงข้างเฉียวโม่ไปหนึ่งคืนอย่างว่าง่าย

หนึ่งคนหนึ่งแมวแอบอิงอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งความคิดแจ่มใส คนหนึ่งความคิดสับสน

ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าบนมือถือของเฉียวโม่มีสายหนึ่งที่ไม่ได้รับ รวมถึงหลายข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน

เฉินหลิง แม่ของเฉียวโม่เป็นคนส่งมา

 

เฉินหลิง โม่โม่ ทำไมถึงไม่รับสายล่ะ แม่กับพ่อใกล้จะเคลียร์งานเสร็จแล้ว จะกลับจีนอาทิตย์หน้า ช่วงนี้เพราะเวลาต่างกันพวกเราเลยแทบไม่ได้คุยกันเลยเนอะ ไหนๆ ก็ปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว ถ้ายังไงลูกกลับไปอยู่ที่บ้านดีไหม พาเสี่ยวเฮยของลูกมาอยู่ด้วยกัน แม่จะเตรียมอาหารซีฟู้ดชุดใหญ่ให้มันเอง

เฉินหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง จริงสิโม่โม่ วันเกิดลูกอยากได้อะไรหรือเปล่า ถ้ามีก็บอกแม่มาได้เลยนะ แม่กับพ่อจะซื้อให้ลูกทุกอย่างเลย

เฉินหลิง [ผู้หญิงร่ำรวยส่งจูบ.jpg]

เฉินหลิง เมื่อวานแม่ฝันถึงเรื่องเมื่อก่อนอีกแล้ว ตอนที่แม่กับพ่อต้องทำงานแล้วต้องฝากลูกไว้กับคุณย่าน่ะ ลูกร้องไห้ไม่หยุดเลย แถมยังล้มด้วย แม่ปวดใจแทบตายเลยนะ

เฉินหลิง แม่คิดถึงลูกจังเลย แล้วก็พลอยนึกถึงพี่ชายไร้หัวใจของลูกไปอีกคนด้วย

 

การบ่นพึมพำของเฉียวโม่คงได้รับการสืบทอดมาจากคุณแม่อย่างแน่นอน

* นวดนม เป็นพฤติกรรมที่ลูกแมวใช้แสดงความรักต่อแม่แมวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่ลูกแมวต้องการเพิ่มปริมาณน้ำนมของแม่แมว และสำหรับแมวที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีนั้น พฤติกรรมการนวดนมก็ยังนับเป็นการผ่อนคลายอีกด้วย

บทที่ 14

นายมันวาสนาดีจริงๆ!

 

กลุ่มเมฆมีแสงยามเย็นส่องลอดมาลอยอ้อยอิ่งอยู่ริมขอบฟ้า คล้ายบทนำสู่ค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง แสงสลัวสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกอพาร์ตเมนต์

เฉียวโม่ที่นอนเต็มอิ่มเริ่มรู้สึกตัวตื่น ทั้งร่างกายของเขาผ่อนคลาย จำไม่ได้เลยว่าตัวเองฝันอะไรไปบ้าง

เจ้าเหมียวที่อยู่ในอ้อมกอดกระดิกหู ดึงดูดความสนใจของเฉียวโม่

เฉียวโม่ “!”

คิ้วตาของเฉียวโม่ฉายแววยินดีหลายส่วน คิดไม่ถึงว่าเจ้าเหมียวจะเป็นฝ่ายกระโดดเข้ามาในอ้อมกอดของเขาด้วยตัวมันเอง มันซบอิงอยู่ในอ้อมอกของเขาขณะหลับพริ้มอย่างมีความสุข มุมปากเฉียวโม่ยกยิ้มน้อยๆ แล้ววางเจ้าเหมียวกลับไปบนเบาะนุ่มอย่างเบามือ

หลายวันมานี้เฉียวโม่สัมผัสได้ถึงความสุขล้ำลึกของการเติมแมว แม้แต่อาการนอนไม่หลับก็ทุเลาลงไปไม่น้อย ถึงขั้นที่งีบกลางวันก็ยังเผลอหลับยาวไปจนถึงช่วงค่ำโดยไม่รู้ตัว

เขานอนลงข้างเจ้าเหมียวแล้วมองมันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนใช้ปลายนิ้วลูบหัวของมันเบาๆ

“เมี้ยว…”

เฉียวโม่อดพูดกล่อมไม่ได้ว่า “เด็กดีๆ”

เขาฉวยโอกาสตอนเจ้าเหมียวกำลังหลับสวมหมวกแฟลตแก๊ป* เปิดประตูอย่างเบามือแล้วลงไปข้างล่าง

ตอนกลับมาในมือของเฉียวโม่ก็ถือพัสดุกลับมาด้วย

เขาปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา

เยี่ยนฉือที่นอนอยู่บนเบาะอ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน ไม่แม้แต่จะเหลือบตาขึ้นมอง

จนกระทั่งเสียงฉีกพัสดุของเฉียวโม่กระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของเขาในฐานะแมว เขาจึงลุกขึ้นช้าๆ ความง่วงงุนหายเป็นปลิดทิ้ง ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่เฉียวโม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งเขากำลังจ้องกล่องกระดาษในมือของเฉียวโม่

แต่ว่าเฉียวโม่กลับไม่สนใจ ทันทีที่ได้ของที่เพิ่งซื้อมาใหม่เขาก็เข้าห้องครัวไปอย่างกระตือรือร้น

ในใจของเยี่ยนฉือเต็มไปด้วยความโหยหาที่มีต้นตอมาจากนิสัยของแมว เขาเดินเข้าไปใกล้กล่องใบนั้นช้าๆ ยื่นหัวไปดมสองที จากนั้นก็ยกขาขึ้น ใช้อุ้งเท้ากระทุ้งเบาๆ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้ว ฉับพลันนั้นสมองของเขาก็ว่างเปล่า กระโจนเข้าไปเล่นในกล่องกระดาษทันที

ผ่านไปครู่หนึ่งเยี่ยนฉือก็ออกมาพร้อมกับคาบใบจัดส่งสินค้าอยู่ในปาก

บนกระดาษเขียนไว้ว่า…

 

‘ไข่ปลาคาเวียร์นำเข้ายี่ห้อ XX

ราคาต่อหน่วย: 888 หยวน

จำนวน: 5’

 

ในหัวของเยี่ยนฉือเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม มองราคาอยู่สามรอบ

เยี่ยนฉือ เฉียวโม่ นายฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว

พอคิดอีกทีเยี่ยนฉือก็เปลี่ยนความคิด เฉียวโม่ นายมันวาสนาดีจริงๆ

แม้ว่าพวกเขาทั้งคู่จะไม่มีความสุขในวัยเด็ก แต่ว่าเฉียวโม่คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด แตกต่างจากสถานการณ์ยากลำบากอันเลวร้ายของเยี่ยนฉือโดยสิ้นเชิง

ยี่ห้อคาเวียร์ดูคุ้นตาจัง

เยี่ยนฉือนึกออกแล้ว

เขาเคยได้ยินไป๋อี้หนิงบอกว่าคาเวียร์ยี่ห้อนี้พิเศษสุดๆ สำหรับมนุษย์สายพันธุ์แมวอย่างพวกเขาแล้ว มันมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มาก และมีแต่มนุษย์สายพันธุ์แมวอย่างพวกเขาเท่านั้นที่หลงใหลในรสชาติประเภทนี้อย่างลึกซึ้ง

ไป๋อี้หนิงประเมินเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไม่เกินจริงเลยว่า ‘ตอนเด็กๆ พอพ่อแม่ฉันเปิดฝากระปุก พวกเราก็กลายเป็นลูกแมวร้องขออาหารกันหมด! แม่บอกว่าร่างแมวของฉันน่ารักที่สุด ฉันเลยมักจะเป็นคนแรกที่แปลงร่าง แล้วได้กินคำแรกของคาเวียร์!’

พ่อแม่ครอบครัวตระกูลไป๋มักใช้มันเป็นรางวัลสำหรับลูกๆ ที่มีพัฒนาการในการสอบ

แต่ตั้งแต่อายุแปดขวบ ไม่ว่าเยี่ยนฉือจะเรียนดีหรือทำตัวเชื่อฟังมากแค่ไหน ก็ไม่เคยได้รับรางวัลเลยสักครั้ง กระทั่งเยี่ยนฟางซานพ่อของเขายังกลัวว่าเขาจะกลายร่างเป็นแมวด้วยซ้ำ ในบ้านจึงแทบไม่เอาปลาหรือกุ้งขึ้นโต๊ะอาหารเลย ทุกอย่างถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

เยี่ยนฉือรู้ดีว่าเยี่ยนฟางซานรังเกียจเขา แต่หลังจากซย่าหย่าจากไป พ่อก็ต้องเลี้ยงดูเขาอย่างไม่มีทางเลือก

วัยเด็กที่แสนจืดชืดและปราศจากความรักทำให้จิตใต้สำนึกของเยี่ยนฉือต่อต้านความเป็นมนุษย์สายพันธุ์แมวของตัวเองอยู่เสมอ ก่อนเกิดอุบัติเหตุเขาไม่ได้แปลงร่างเป็นแมวมาเกือบสิบปีแล้ว

วันเวลาผ่านไป เยี่ยนฉือเติบโตขึ้นมาโดยไม่คาดหวังอะไรอีก เพียงแต่ช่องว่างส่วนนั้นในใจของเขาคงไม่มีวันเติมเต็มได้อีกตลอดชีวิต

เขาคิดว่าตัวเองไม่อะไรกับมันแล้ว เพียงก้มหน้าก้มตาเล่นกล่องกระดาษต่อไป

สิบนาทีต่อมา เฉียวโม่ถือชามอาหารแมวใบเล็กออกมาจากครัวด้วยความรวดเร็วปานสายลม

กลิ่นหอมของคาเวียร์ลอยมาแตะจมูก เยี่ยนฉือโผล่หัวครึ่งหนึ่งออกมาจากในกล่องทันที สายตาของเขาแอบมองตามมือของเฉียวโม่อย่างเงียบๆ พอแน่ใจแล้วว่านั่นคือชามอาหารของตัวเอง เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย

ไม่ช้าเขาก็ปฏิเสธความคิดนี้

เยี่ยนฉือไม่อยากจะเอาเปรียบเฉียวโม่

เขาคิดว่าต่อให้เฉียวโม่เอาอาหารให้เขากิน เขาก็ไม่จำเป็นต้องกิน เขาไม่อยากรับน้ำใจของเฉียวโม่ ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร และไม่อยากให้เฉียวโม่ได้ใจจนเกินไป

ในหัวเขามีแต่ ‘ไม่อยาก…’ เต็มไปหมด

สุดท้ายเฉียวโม่กวักมือเรียกเขา “เสี่ยวเฮย มานี่สิ”

เยี่ยนฉือพุ่งออกไปราวกับลูกศรโดยไม่คิด

ก่อนจะเบรกตัวเองอย่างแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนก ประมาทซะแล้ว!

เขานึกถึงคำว่า ‘ลูกแมวร้องขออาหาร’ ของไป๋อี้หนิง พลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาซะดื้อๆ เยี่ยนฉือกัดฟัน สรุปกับตัวเองว่า เมื่อกี้ฉันคงสติหลุดไปแล้วจริงๆ

เป็นแมวนี่น่ารำคาญจริงๆ พอมาอาศัยใต้ชายคาคนอื่นก็ทำอะไรก็ไม่ได้เลยสักอย่าง

หลังจากเยี่ยนฉือพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ทำทีเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่ค่อยพอใจ เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดฝืนแล้วส่งเสียงเบาๆ ว่า “เมี้ยว?” นายทำอะไรน่ะ

เขาถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

เฉียวโม่ไม่อาจมองทะลุความคิดซับซ้อนในใจของเยี่ยนฉือได้ เขาแค่ถูกภาพของเจ้าเหมียวที่พุ่งเข้าหากระแทกเข้ากลางใจเต็มแรง

เฉียวโม่วางชามอาหารแมวลงบนพื้น สายตากวาดผ่านกล่องกระดาษที่ถูกเจ้าเหมียวเล่นจนเละเทะแล้วหัวเราะอย่างเอ็นดู “ได้กลิ่นแล้วล่ะสิ ถึงกับเลิกเล่นกล่องเลยนะ”

อย่างที่คาดไว้ ในชามมีอาหารแมวบดละเอียดคลุกกับคาเวียร์เต็มถ้วย

เยี่ยนฉือจ้องชามอาหารนั้นอย่างตั้งใจ น้ำลายแทบไหลมาถึงกลางอก

เขามองคาเวียร์ด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะมองเฉียวโม่ แล้วร้องถามอย่างตกตะลึง “เมี้ยวๆ” ให้ฉันเหรอ

“ถ้านายกินอาหารแมวไม่ลงจริงๆ…” เฉียวโม่ผลักชามอาหารแมวเข้าไปใกล้เยี่ยนฉืออีกหน่อย พูดอย่างไม่กลัวความยุ่งยากว่า “ฉันก็จะหาอาหารอย่างอื่นมาให้นายกินแทนแล้วกัน”

เฉียวโม่พึมพำกับตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม

“เมื่อก่อนก็ยังกินได้อยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงไม่ชอบกินแล้วล่ะ หรือว่าอาหารแมวยี่ห้อนี้จะเปลี่ยนสูตรนะ”

เยี่ยนฉือกระดิกหูอย่างรู้สึกผิด

ไม่ใช่ว่าเขากินอาหารแมวไม่ได้ เหตุผลที่เขาไม่กินอาหารแมว ข้อหนึ่งเพราะที่บ้านมีปลาแห้งให้กินไม่ขาดอยู่แล้ว อีกข้อเป็นเพราะเขาอยากหาเรื่องเฉียวโม่

ทว่าเขาในวันนี้ไม่อาจฝืนใจตัวเองได้อีกแล้ว

หลังจากก่อกวนมาพักใหญ่ เขาพบว่านอกจากเฉียวโม่จะตีก้นเขาสองสามทีและพยายามหาวิธีให้เขากินอาหารแมวแล้ว ก็ไม่เคยมีความคิดจะโยนเขาออกจากบ้านเลย

ที่สำคัญที่สุดคือเฉียวโม่ก็เหมือนกับเขาที่เคยผ่านการถูกทอดทิ้งมาก่อน

ภายใต้ ‘ความเข้าใจ’ และความสัมพันธ์ใหม่ที่ค่อยๆ สร้างไปทีละขั้นแบบนี้ เยี่ยนฉือยอมรับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนว่าถ้าเขาเป็นแค่แมวธรรมดาตัวหนึ่งจริงๆ การชอบเฉียวโม่ในฐานะ ‘เจ้าของ’ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ส่วนเขาในฐานะมนุษย์ อันที่จริงก็มีใจให้เฉียวโม่มานานแล้ว

สิ่งนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงฤดูหนาวในวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง นึกถึงชานมร้อนแก้วนั้นที่เขายังไม่ทันได้ให้เฉียวโม่ นึกถึงโควตาฝึกงานที่ถูกแย่งไป ทุกคนมักพูดว่าฝ่ายที่ชอบก่อนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ อย่างนั้นเยี่ยนฉือก็แพ้เฉียวโม่มาสองครั้งแล้ว

ครั้งแรกคือแพ้ให้รุ่นน้องเฉียวโม่ ครั้งที่สองคือแพ้ให้ลูกศิษย์ MO

อารมณ์ของเยี่ยนฉือเริ่มห่อเหี่ยว เขาไม่อาจตัดสินได้เลยว่าเฉียวโม่เป็นคนแบบไหนกันแน่

เขาเองก็เป็นคนประเภทปากแข็งเหมือนเป็ดตาย* ด้วย

ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ไม่อยากยอมรับต่อหน้าคนอื่นว่าที่เขาต่อต้านเฉียวโม่แบบนี้ ก็เพราะว่าตัวเองเคยถูกทำร้ายความรู้สึกมาก่อน

แต่พูดกันตามตรง การที่เฉียวโม่ไม่ชอบเขาก็เป็นสิทธิ์ของเฉียวโม่เหมือนกัน ส่วนโควตาที่ถูกแย่งไปนั้น ก็ไม่ใช่เพราะเฉียวโม่ตั้งใจแย่งเองสักหน่อย พอได้อยู่ด้วยกันตลอดหลายวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าเฉียวโม่ไม่ได้ ‘เลวร้าย’ อย่างที่คิด

เยี่ยนฉือครุ่นคิดสารพัด ในดวงตาเขามีประกายบางอย่างแวบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ไม่กล้ามั่นใจมากนัก เขาเดินวนรอบชามอาหารแมว ก้มหน้าดมอยู่หลายครั้ง แต่ในใจกลับทรมานจนไม่อาจลงมือกินได้

ทันใดนั้นหัวของเขาก็ถูกเฉียวโม่ลูบเบาๆ

เฉียวโม่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนระคนจนใจ ไหล่ลู่ตกลงเล็กน้อย “ยังไม่ยอมกินอีกเหรอ” เขาไม่มีท่าทีจะตำหนิที่เจ้าเหมียวทำคาเวียร์ชามหนึ่งเสียเปล่าเลย เพียงหันหลังกลับไปเอาปลาแห้งกับทูน่ากระป๋องมาแทน

เฉียวโม่เป็นคนขี้บ่นอยู่แล้ว แต่น้ำเสียงของเขาเป็นธรรมชาติเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ฟังแล้วอบอุ่นอย่างมาก

“ต้องซื้อมาเพิ่มซะแล้วสิ เสี่ยวเฮย คราวหน้าพวกเราลองกินรสอื่นดีไหม ฉันเห็นในรีวิวบอกว่ารสกุ้งก็อร่อยมากนะ…”

เฉียวโม่พูดพลางหันกลับมา เห็นว่าเจ้าเหมียวก้มหน้าลงไปในชามอาหารแมวแล้ว

เฉียวโม่ “หืม??”

เยี่ยนฉือถูกเฉียวโม่ตามใจจนมึนงงไปหมด เขาไม่เล่นตัวอีก ก้มหน้าลงเคี้ยวคาเวียร์คำเล็กๆ อย่างช้าๆ ก่อนในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำใหญ่ๆ และในที่สุดเขาก็ก้มหน้ากินอย่างตะกละตะกลาม

“เมี้ยว!” อาหย่อย!

“เมี้ยวๆ!” ที่แท้คนวาสนาดีก็เป็นฉันนี่เอง!

เจ้าเหมียวทำหน้ามีความสุขอย่างเกินจริง กินอย่างเอร็ดอร่อยจนหยุดไม่ได้

เฉียวโม่ประหลาดใจเป็นที่สุด เขากลัวว่าเจ้าเหมียวจะสำลักอาหาร จึงเอ่ยเสียงอ่อนอย่างทึ่มทื่อว่า “ค่อยๆ กินนะ ค่อยๆ กินหน่อย” พลางแกะกระปุกคาเวียร์ใหม่อีกกระปุก ไม่ทันรอให้เจ้าเหมียวกินหมด เขาก็ใช้ช้อนเล็กๆ ตักคาเวียร์เพิ่มเข้าไปในชามอาหารแมวอีก

เฉียวโม่ขอคำยืนยันกับเจ้าเหมียว “ชอบใช่ไหม”

เยี่ยนฉือตอบเขาด้วยการกระทำ

เฉียวโม่หยิบมือถือขึ้นมากดซื้อคาเวียร์ยกลังแบบไม่คิดมาก

จากนั้นเขาก็เปิดวีแชต กดเปิดกล่องข้อความสนทนาที่ตั้งชื่อว่า ‘พี่ชาย’

 

เฉียวโม่ พี่ ขอบคุณที่แนะนำคาเวียร์ให้ผมนะ

เฉียวโม่ [ลูกแมวโขกหัวขอบคุณ.jpg]

* หมวกแฟลตแก๊ป หรือหมวกไอวี่ (Ivy) เป็นหมวกที่มีปีกหมวกแข็งเล็กๆ ที่ด้านหน้า ทรงหมวกจะรับกับศีรษะพอดี มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ

* ปากแข็งเหมือนเป็ดตาย หมายถึงคนดื้อดึงไม่ยอมรับผิดทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจถึงความผิดของตัวเอง โดยเปรียบกับเป็ดที่ถึงแม้ตัวตายไปแล้ว แต่ปากของมันยังคงแข็งอยู่

บทที่ 15

ลูกหน้าตาดีที่สุดในตระกูลของเราแล้ว

 

หลายวันก่อนหน้านี้

เฉียวโม่มือลั่นส่งคลิปที่เขาต้องการส่งให้ฟีเจอร์ผู้ช่วยส่งไฟล์ในวีแชตไปยังกลุ่มครอบครัวที่ตัวเองปักหมุดไว้

ถ้าคลิปนั้นมีชื่อล่ะก็ คงจะเป็น ‘เสี่ยวเฮยผู้กินปลาแห้งอย่างบ้าคลั่ง’

พอเขารู้ตัวอีกทีก็ยกเลิกข้อความไม่ได้แล้ว

เขาเหลือบดูเวลา กัดริมฝีปากเบาๆ หวังว่าตัวเองไม่ได้รบกวนเวลาการทำงานของทุกคน

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงความวิตกกังวลของเฉียวโม่ก็ค่อยๆ หายไป

ทั้ง ‘สี่’ คนในกลุ่มไม่มีใครตอบกลับเลย

ตอนนี้พ่อแม่ของเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ ส่วนพี่ชายก็ดูแลสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศ ทุกคนต่างยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวมาได้ มีแค่เฉียวโม่ที่ไม่มีอะไรทำ

ก่อนหน้านี้เฉียวโม่ก็เคยถามเฉินหลิงว่ามีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้หรือเปล่า

เฉินหลิงโบกมือ พูดกับลูกชายอย่างเอาอกเอาใจว่า ‘ลูกอายุเท่านี้ก็ไปเล่นให้สนุกเถอะ งานที่บริษัทน่าเบื่อจะตาย เดี๋ยวพ่อกับแม่แล้วก็พี่ชายของลูกจะจัดการเอง ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวลูกก็เคยมาฝึกงานอยู่หลายวันไม่ใช่เหรอ แม่เห็นเวลาลูกมาทำงานทุกวันดูจะหมดแรง เหมือนขนมแป้งข้าวเหนียวที่โดนทิ้งจนเฉาเลย’

น่ารักก็น่ารักอยู่หรอก แต่ดูเหลาะแหละ ไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย

เฉินหลิงนึกว่าเฉียวโม่ไม่สนใจด้านนี้เลยพูดว่า ‘ไว้ลูกเรียนจบแล้ว อยากทำอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผูกมัดอยู่กับเฉียวเซิ่งกรุ๊ปหรอก’

เฉียวซือสิงพ่อของเฉียวโม่ก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้เหมือนกัน

รวมถึงเฉียวอวี่ด้วย

ถึงอย่างไรทุกคนก็เคยเห็นว่าเฉียวโม่กลายเป็น ‘ขนมแป้งข้าวเหนียว’ หมดพลังเวลาอยู่ที่บริษัทมาก่อน

 

บ่ายที่ชวนง่วงเหงา เจ้าเหมียวกำลังงีบหลับ

เฉียวโม่กอดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไว้ในอ้อมแขน หน้าจอคือเกมที่เขาเล่นมานานกว่าครึ่งปี หลังจากทำภารกิจประจำวันเสร็จเขาก็นอนเหยียดยาวอยู่บนพรมอย่างเบื่อหน่าย มองรูปโพรไฟล์วีแชตรูปหนึ่งอย่างเหม่อลอย

เมื่อก่อนเขาตั้งชื่อรูปโพรไฟล์นี้ว่า ‘อาจารย์’ แต่ตอนนี้กลายเป็น ‘รุ่นพี่เยี่ยนฉือ’ แล้ว

เฉียวโม่แตะเปิดแชตด้วยปลายนิ้วอย่างเศร้าสร้อย เห็นข้อความที่เขาส่งไปเรื่อยเปื่อยตลอดเดือนที่ผ่านมา บางข้อความก็ยาว บางข้อความก็สั้น บางข้อความมีอีโมจิ บางข้อความก็ไม่มี

ตัวอย่างเช่น บทสนทนาที่เขาพยายามชวนคุยด้วยเรื่องของแมว…

 

รุ่นพี่ ช่วงนี้ผมเลี้ยงแมวตัวหนึ่ง ชื่อว่าเสี่ยวเฮย มันน่ารักมากเลย

พี่ได้ดูคลิปของเสี่ยวเฮยแล้วหรือยัง

ช่วงนี้มันไม่ยอมเชื่อฟังเลย ชอบร้องเมี้ยวๆ ไปทางหน้าต่าง แถมไม่ให้ผมเข้าใกล้ หงุดหงิดง่ายด้วย ผมถามสัตวแพทย์มา เขาบอกว่ามันอาจจะกำลังติดสัด

 

ไม่มีคำตอบ

เขาเริ่มคุยเรื่องเกม…

 

ดันเจี้ยน* ใหม่นี่ยากมากเลย ผมพยายามเคลียร์ตั้งหลายรอบ แต่เคลียร์ไม่ได้สักที

ถ้าพี่อยู่ด้วยคงเคลียร์ได้สบายมากแน่ๆ

 

ข้อความล่าสุดเขาเพิ่งส่งออกไปเมื่อคืน

 

รุ่นพี่ ผมคิดอยู่นานมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมพวกเราถึงไม่เหมาะกัน ก่อนหน้านี้ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า’

 

ตั้งหลายข้อความขนาดนี้ แต่ไม่มีสักข้อความที่ถูกตอบกลับ

แต่ในเมื่อเฉียวโม่สามารถส่งความผ่านวีแชตได้ตลอด แสดงว่าเยี่ยนฉือไม่ได้ลบเขาออกจากเพื่อน

เฉียวโม่วางมือถือลง ใช้หลังมือเช็ดความชื้นจางๆ ที่หางตาออกอย่างเศร้าใจ

ทันใดนั้นมือถือที่วางอยู่ข้างๆ ก็สั่น เฉียวโม่นึกว่าเยี่ยนฉือตอบกลับตัวเองแล้ว รีบฉวยขึ้นมาอย่างว่องไว แต่พอมองให้ชัดแล้วกลับเป็นข้อความส่วนตัวจากเฉียวอวี่

 

เฉียวอวี่ เลี้ยงแมวละเหรอ

 

ปกติเฉียวอวี่ไม่พูดมาก ยิ่งไม่ชอบส่งข้อความในกลุ่ม เพราะไม่อยากฟังเฉินหลิงบ่นว่าเขาเย็นชากับเฉียวโม่

 

เฉียวโม่ เก็บได้ข้างทางน่ะ ชื่อเสี่ยวเฮย

เฉียวอวี่ ชอบแมวเหรอ

เฉียวโม่ตอบตามตรง ชอบ

เฉียวอวี่มีความอดทนกับน้องชายมาก ไม่วางท่าเคร่งขรึมเหมือนเวลาที่อยู่ในบริษัท เขาถามต่อว่า ชอบแบบไหน

เฉียวโม่ หา?

เฉียวอวี่ ฉันจะให้เลขาฯ ไปที่ฟาร์มแมว เลือกมาให้นายสักตัวหนึ่ง

เฉียวโม่รีบปฏิเสธ ในบ้านมีแมวแค่ตัวเดียวก็พอแล้ว

เฉียวอวี่นึกว่าเป็นเพราะอพาร์ตเมนต์เล็กเกินไปจึงบอกว่า พ่อกับแม่ไม่ชอบที่อพาร์ตเมนต์นายเล็กเกินไปเลยให้คนไปเลือกห้องในชุมชนแถวๆ มหาลัย C มาสองสามห้อง แล้วค่อยไปเลือกก่อนถึงวันเกิดนาย

 

เฉียวโม่สะดุ้งโหยง ห้องชุดนี้เขาอยู่ยังไม่ทันร้อนเลยด้วยซ้ำ

 

ห้องที่อยู่ตอนนี้ก็ดีมากๆ แล้ว! ผมชอบมาก ไม่ต้องเปลี่ยนให้ผมหรอก ผมชินกับห้องเล็กๆ มากกว่า

 

เฉียวอวี่ไม่ได้ตอบ

 

เฉียวโม่รู้ว่าพวกเขายุ่งกันมาก รู้ความมากพอ และไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียเวลาด้วย จึงพูดไปตามตรงว่า พี่ ที่จริงตอนนี้พี่กับพ่อแม่ก็ดีกับผมมากๆ แล้ว

 

หนึ่งนาทีผ่านไป

เฉียวอวี่ส่งข้อความเสียงกลับมา เขาน่าจะกำลังเดินอยู่ เพราะได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านสูทของเขา

เสียงของเขาทุ้มต่ำ มั่นคง และน่าฟัง กล่าวอย่างมีเหตุผลและเป็นกลางว่า “ชุมชนที่พ่อแม่เลือกอยู่ใกล้กับที่ที่ฉันพัก ฉันจะได้ไปหานายสะดวกขึ้น แม่จะได้สบายใจหน่อย”

ประโยคถัดมา

“พวกเขาแค่พยายามชดเชยให้นาย ฉันแนะนำว่านายไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกเรื่องหรอก แบบนั้นจะทำให้พวกเขาเสียใจได้นะ”

เฉียวโม่ถึงกับพูดไม่ออก คำพูดมากมายเต็มอกถูกคำว่า ‘ชดเชย’ สองคำนี้มาขวางไว้ กลายเป็นน้ำขมที่ตีขึ้นมา ปลายจมูกของเขาพลันร้อนๆ

ยิ่งครอบครัวดีกับเขาเท่าไร เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจตอบแทนอะไรได้เลย

เขาเม้มริมฝีปากเงียบๆ กดกลุ่มเมฆหมอกหนาที่ก่อตัวขึ้นในใจลงไป มันหนักอึ้งจนเขาไม่อาจขจัดออกไปได้

ตอนสามทุ่มกว่าๆ ในที่สุดเฉียวโม่จึงค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดที่สุภาพขึ้นมาได้

 

พี่ ผมจะไปเลือกห้องกับพ่อแม่ก็ได้ แต่พี่ไม่ต้องส่งแมวมาให้ผมจริงๆ ช่วงนี้เสี่ยวเฮยอ่อนไหวมาก อารมณ์ก็ร้ายมากด้วย ไม่ยอมกินอาหารแมวเลยสักคำ ผมกังวลว่าถ้าที่บ้านมีแมวตัวอื่นเพิ่มเข้ามา มันจะอดข้าวประท้วงจนตายแน่ๆ

 

หลังจากส่งข้อความไปแล้ว ช่องแชตก็ไร้การเคลื่อนไหว

เฉียวโม่เดาว่าเฉียวอวี่น่าจะกำลังทำโอทีอยู่ เขาเองก็ชินกับชีวิตของครอบครัวที่วุ่นวายกับงานแล้ว จึงไม่ได้รอการตอบกลับจากเขา

เขากำลังจะล็อกหน้าจอมือถือ ก็มีข้อความหนึ่งที่ยังไม่อ่านเด้งขึ้นมา

 

เฉียวอวี่ นายลองใช้คาเวียร์ยี่ห้อ XX ผสมอาหารแมวดูสิ มันต้องกินแน่

 

จากนั้นก็เด้งมาอีกสองข้อความ

 

เฉียวอวี่ ฉันทำงานอยู่ นายแค่อ่านก็พอ ไม่ต้องตอบหรอก

เฉียวอวี่ ยุ่งอยู่ ห้ามตอบเด็ดขาด

 

ข้อความสุดท้ายดูไม่ใช่น้ำเสียงของเฉียวอวี่เลย

เฉียวโม่มองซ้ำสองรอบด้วยความสงสัย รู้สึกว่ามันแปลกอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อฟังคำพูดของพี่ชายอย่างเคร่งครัด ไม่ได้รบกวนอีก รักษาระยะห่างไว้อย่างระมัดระวัง

เพราะถ้าจะให้นับกันจริงๆ เฉียวโม่กับเฉียวอวี่เพิ่งมารู้จักกันได้ไม่กี่ปีเอง ระหว่างนี้ทั้งคู่แทบไม่ได้เจอกันและสื่อสารกันน้อยมาก ดังนั้นแม้พวกเขาจะเป็นพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็ยังไม่อาจพูดได้ว่าเข้าใจกันดีนัก

 

ทั้งหมดนี้ต้องย้อนกลับไปตอนที่เฉียวโม่ยังไม่ครบสามขวบดี เขาถูกแก๊งลักพาตัวเด็กอุ้มหายไปเพราะความเลินเล่อของพี่เลี้ยง

กว่าตระกูลเฉียวจะพาเขากลับมาได้ เขาก็อายุสิบหกปีเข้าไปแล้ว

การพลัดพรากไปหลายปีทำให้เฉียวโม่รู้สึกแปลกแยกกับครอบครัวอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาหลายปีที่อยู่กับพ่อแม่บุญธรรม เฉียวโม่ก็มีปัญหาทางจิตใจอยู่ไม่น้อย ตอนนั้นเขาพูดคุยกับคนอื่นอย่างปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ จนต้องพักการเรียนไปหนึ่งปี

ตอนนั้นหลังจากพ่อแม่บุญธรรมเพิ่ง ‘ซื้อ’ เขามาได้ไม่กี่ปี พวกเขาก็ตั้งครรภ์ลูกของตัวเอง แต่เพราะก่อนหน้านั้นได้ลงทุนลงแรงจัดการเรื่องทะเบียนบ้านให้เฉียวโม่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่อาจทิ้งเขาไปอย่างง่ายดาย

เฉียวโม่จึงกลายเป็นส่วนเกินใน ‘บ้าน’ หลังนั้นไปโดยปริยาย

แม้เขาจะไม่ได้ถูกทำร้ายหรือกดขี่อย่างรุนแรง แต่การถูก ‘ครอบครัว’ จงใจทำตัวเย็นชาใส่ ปล่อยให้โดดเดี่ยว ถูกเพิกเฉย แถมยังถูกมองว่าเป็นภาระตลอดหลายปีนั้น ก็ค่อยๆ หล่อหลอมให้เฉียวโม่กลายเป็นคนปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก

เป็นเพราะเฉินหลิงยอมละทิ้งงานทุกอย่างมาคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด พาเขาไปบำบัดทางจิตใจ ถึงทำให้เฉียวโม่กลับมาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้

ช่วงเวลานั้นเพราะเฉียวโม่ไม่สามารถเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย เฉินหลิงจึงจ้างครูสอนพิเศษเฉพาะในแต่ละวิชาเพื่อมาสอนเขาแบบตัวต่อตัว เธอยังอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา บางครั้งก็ลงมือสอนเองด้วยซ้ำ

เฉินหลิงเป็นคนฉลาดมาก จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ถ้าจะพูดว่าในชีวิตการทำงานของสามีภรรยาใครเป็นผู้นำแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่าเป็นเฉินหลิง ส่วนเฉียวซือสิงคือผู้สนับสนุน

เธอพลิกผลการเรียนของเฉียวโม่จากอันดับท้ายๆ ขึ้นมาได้สำเร็จ จนเขาสอบติดมหาวิทยาลัย C ที่เต็มไปด้วยคนเก่งมากมาย

วันที่ได้รับจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย เฉินหลิงสั่งให้พี่เลี้ยงทำอาหารเต็มโต๊ะ และเปิดไวน์แดงฉลองสองขวด

เธอดื่มจนเมา ชูแก้วไวน์พลางหมุนตัวอย่างร่าเริงอยู่ในวิลล่า โดยมีเฉียวซือสิงเดินตามหลังพลางปรามไม่ให้เธอดื่มต่อ

เธอถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์ครอบงำ แต่ยังคงยิ้มเอ่ยด้วยความสดใส ‘ซือสิง วันนี้ฉันมีความสุขมากจริงๆ!’ พูดจบเธอก็ชี้ไปที่โซฟา สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มเคร่งเครียด พูดเสียงแข็งว่า ‘เฉียวอวี่ เจ้าลูกอกตัญญู!’

เฉียวอวี่ตะโกนตอบ ‘แม่ นั่นมันโซฟา!’

เฉินหลิงเหยียบเท้าข้างหนึ่งขึ้นไปบนโซฟา พูดอย่างดุดัน ‘ลูกอกตัญญู!’

เฉียวอวี่ตอบเสียงเรียบ ‘ผมไปทำอะไรอีกล่ะครับ’

เฉินหลิงเอามือปิดหน้า แกล้งร้องไห้ ‘ตอนเด็กๆ แกเคยบอกว่าแม่เป็นแม่ที่สวยที่สุดในโลก! ตอนนี้ปากแกเย็บติดกันหมดแล้ว ฮือๆๆ…’

‘…’

เฉินหลิงสะบัดมือของเฉียวซือสิง พุ่งเข้าไปตรงหน้าเฉียวอวี่ ตำหนิว่า ‘แกยังเปลี่ยนตัวเลขบนเค้กวันเกิดฉันจาก ‘27’ เป็น ‘47’ ด้วย! 27 เป็นตัวเลขนำโชคของฉันนะ แกมันลูกเนรคุณ! ฉันบอกให้แกเป็นคนติดดิน ทำทุกอย่างด้วยความเรียบง่าย ทำอะไรต้องซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา! แต่แกกลับเอาสิ่งพวกนี้มาจัดการฉันเหรอ…’

เธอคออ่อนมาก พอเมาแล้วก็พูดจาไม่รู้เรื่อง

เฉินหลิงสะดุดล้ม

เฉียวโม่ที่กำลังกินข้าววางตะเกียบลงทันที ลุกขึ้นไปประคองเธอ ‘แม่ ดื่มให้น้อยหน่อยเถอะครับ’

น้ำเสียงของเฉียวโม่แผ่วเบา หลังหูแดงเล็กน้อย มองแล้วน่ารักเป็นพิเศษ เฉินหลิงเห็นแล้วหัวใจเต้นแรง

ดวงตาของเธอแดงก่ำ หันหลังมากอดเฉียวโม่ คราวนี้ปล่อยโฮออกมาจริงๆ ‘ลูกแม่’ เธอพยายามปาดน้ำตาอย่างสุดความสามารถ รับปากกับเฉียวโม่ว่า ‘วางใจนะ ไม่ต้องกลัว แม่จะไปที่มหา’ลัยด้วยกันกับลูก ต่อไป…ต่อไปเรื่องยุ่งวุ่นวายที่บริษัทอะไรนั่นแม่จะไม่ยุ่งอีกแล้ว!’

เฉียวโม่ส่ายหน้า ตบไหล่เฉินหลิงอย่างงุ่มง่าม พูดอย่างรู้ประสาว่า ‘ผมอยากไปเรียนด้วยตัวเองครับ’

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึง

ด้วยสถานการณ์ของเฉียวโม่ พวกเขาไม่แน่ใจว่าเฉียวโม่จะไปมหาวิทยาลัยคนเดียวและพบปะกับคนแปลกหน้ามากมายขนาดนั้นได้หรือเปล่า

อีกอย่าง…เฉียวโม่ยังเคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนเพราะบุคลิกภาพของเขาด้วย

นี่คือเหตุผลหลักที่เฉียวโม่พักการเรียนในตอนนั้น

เฉียวโม่ดูออกว่าพวกเขากำลังเป็นกังวล จึงพูดอย่างลังเล ‘ที่นี่ไม่มีใครรู้จักผม ไม่มีใครรังแกผมอีกหรอกครับ’ แก้มของเขาแดงก่ำ ใบหูเหมือนจะลุกเป็นไฟได้ เขากำสองมือแน่น พยายามอย่างมากที่จะพูดออกมา ‘แม่ครับ ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่แม่ทำให้ผมมาก ผะ…ผมคิดว่า…ผมน่าจะไม่มีปัญหาแล้ว’

เฉียวโม่เข้าใจดีว่าเฉินหลิงเป็นแม่ที่ดีมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอเหมาะจะเปล่งประกายในโลกของธุรกิจที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยความพยายามตลอดหลายปีมากกว่า

เฉียวโม่ไม่อยากกักขังคนที่รักและดูแลเขาจากใจจริง เขามักรู้สึกว่าคนที่ติดค้างครอบครัวคือตัวเขาเองต่างหาก

ตั้งแต่เขากลับมา ทุกคนในตระกูลเฉียวต่างปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี ดีเสียจนเหมือนกำลังปกป้องวัสดุเปราะบางที่แตกหักง่าย

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เฉียวโม่ต้องการเลย

เพียงแต่เฉียวโม่ยังไม่ถนัดเรื่องการสื่อสาร หรือพูดได้ว่าเขายังกลัวการพูดคุยกับคนอื่นมากเกินไป แม้สภาพจิตใจของเขาจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะพูดคุยกันแบบต่อหน้าหรือสร้างมิตรภาพกับคนแปลกหน้าได้

เขาคาดหวังอย่างโง่งม ‘ผมก็ไม่ได้อยู่โรงเรียนประจำสักหน่อย แค่ไปเรียนเท่านั้น คงไม่มีใครอยากคุยกับผมหรอกครับ’

เฉียวซือสิงได้ยินดังนั้นก็ทำลายจินตนาการของเฉียวโม่ลงอย่างราบคาบ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ลูกหน้าตาดีที่สุดในตระกูลของเราแล้ว หนีไม่พ้นหรอก’

เฉินหลิงยกสองมือเห็นด้วย

ในเวลานี้สองสามีภรรยาจู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หันไปมองลูกชายคนโตที่อยู่ข้างๆ

มือที่ถือกาแฟของเฉียวอวี่หยุดชะงัก รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

เฉินหลิงคล้องแขนของเฉียวโม่ โน้มตัวไปกระซิบข้างหูเขาว่า ‘ลูกดูพี่ชายของลูกสิ’

เฉียวโม่งุนงง แต่ก็หันไปมองตามอย่างเชื่อฟัง

เฉินหลิงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนพลางพูดว่า ‘เย็นชาหยิ่งยโส ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา มองทุกอย่างเป็นอากาศ ทัศนคติแบบนี้ต่างหากที่จะไม่โดนใครทำให้ขายหน้าเอาง่ายๆ แล้วก็ไม่ทำให้คนอื่นตามติดแจ เพราะว่าเขาไม่มีหัวใจ’ เฉินหลิงถอนหายใจ ‘ถ้ายังไงลูกก็ลองฝืนใจเลียนแบบเขาดูแล้วกัน’

เฉียวอวี่ ‘?’

 

วันต่อมาเฉียวอวี่ซื้อเค้กมาก้อนหนึ่ง บนเค้กเขียนไว้ว่า

 

‘สุขสันต์วันเกิดอายุ 27 ปีของคุณนายเฉิน’

* ดันเจี้ยน คือพื้นที่ในเกมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเอาไว้ใช้ทำภารกิจ โดยมีรางวัลเป็นไอเทมต่างๆ

บทที่ 16

ช่วยใช้เงิน

 

กลับมาที่ปัจจุบัน

ณ ห้องประชุมใหญ่เฉียวเซิ่งกรุ๊ป

กริ๊ง…กริ๊ง…

มือถือของเฉียวอวี่ดังขึ้นอย่างไม่รู้จักเวลา ภายในห้องประชุมเงียบสงัดเหมือนป่าช้าทันที

ลูกน้องที่พูดไปได้แค่ครึ่งเดียวเงียบเสียงลง เขายืนนิ่งอยู่กับที่อย่างอึดอัดพลางมองเฉียวอวี่ผู้เย็นชาอย่างขลาดเขลา บนโปรเจ็กเตอร์ด้านหลังเขามีไฟล์โปรเจ็กต์ที่ยังเล่นไม่เสร็จกำลังฉายอยู่

สีหน้าของเฉียวอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของลูกน้อง

ในบริษัทเฉียวเซิ่งกรุ๊ป เฉียวอวี่มีอีกฉายาหนึ่งที่เหมือนหลุดออกมาจากเกมว่า ‘พญายมภูเขาน้ำแข็ง’

ลูกน้องที่ถูกขัดจังหวะเป็นคนแอบตั้งฉายานี้ให้เขาเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าแม้เฉียวอวี่จะอายุยังน้อย แต่วันๆ เอาแต่ทำตัวเคร่งขรึมเหมือนคนแก่ ไม่พูดเล่น ไม่ยิ้มง่ายๆ และแสดงท่าทางเข้มงวดสุดๆ

เขาเพิ่งจะเข้าบริษัทมาได้แค่ปีเดียวก็จัดการปรับคนในทีมอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นพวกเก๋าเกมในบริษัทที่มักจะคอยจับปลาในน้ำขุ่นและฝีมือไม่ถึงขั้นต่างถูกเขาปลดออกอย่างไร้เยื่อใย ส่วนคนอื่นๆ เฉียวอวี่ก็จะให้ฝ่ายบุคคลพิจารณาเรื่องอายุงานและความสามารถเพื่อปรับเงินเดือนและสวัสดิการให้อย่างเหมาะสม

เฉียวอวี่คนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะในการทำงาน โดยเขาแบ่งการให้รางวัลและการลงโทษอย่างชัดเจน

แต่วันนี้คิดไม่ถึงว่าเฉียวอวี่กลับไม่ได้ปิดเสียงมือถือระหว่างที่เข้าประชุม

ทุกคนในห้องประชุมต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียง

เฉียวอวี่พูด “ขอโทษด้วย เป็นความผิดของผมเอง” เขาเปลี่ยนมือถือเป็นโหมดเงียบอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนพูดกับลูกน้องที่ถูกตัวเองขัดจังหวะว่า “พูดต่อได้”

ลูกน้องพยักหน้าทันที “จากข้อมูลครั้งนี้เราสามารถ…” ลูกน้องพูดจนปากคอแห้งผาก เหงื่อท่วมเต็มหน้า ทั้งที่รายงานบทวิเคราะห์ที่ไม่ยาวนักไปได้ครึ่งเดียวแต่กลับพลาดไปแล้วหลายจุด

เฉียวอวี่พูดแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า “วิเคราะห์ข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้หน่อย” ครั้งนี้เขาไม่ได้ตำหนิลูกน้องที่กำลังประหม่า แค่พูดโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่มือถือ “พูดต่อเลย”

ระหว่างนั้นเขาก็เปิดข้อความของเฉียวโม่ไปด้วย

 

เฉียวโม่ พี่ ขอบคุณที่แนะนำคาเวียร์ให้ผมนะ

เฉียวโม่ [ลูกแมวโขกหัวขอบคุณ.jpg]

 

เฉียวอวี่จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยแนะนำอะไรแบบนี้ให้เฉียวโม่ด้วย

 

เฉียวอวี่ คาเวียร์อะไร

 

เฉียวอวี่รู้สึกว่านี่ผิดปกติ จึงเลื่อนขึ้นไปดูหน้าแชตของพวกเขาสองคน แต่ไม่เจออะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งเนื้อหาบางส่วนยังขาดหายไปแบบ ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ เหมือนมีคนจงใจทำ

 

เขาตอบทันที แคปที่แชตกันมาให้ฉันดูหน่อย

 

เฉียวโม่งุนงง แต่เขาไม่ได้ไปคิดเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ จึงแคปหน้าจอส่งให้พี่ชายดู

ในรูปเฉียวอวี่เห็นข้อความสามข้อความที่อยู่หลังจากรูปโพรไฟล์ของตัวเองอย่างชัดเจน เวลาส่งคือสามทุ่มยี่สิบห้านาที

เวลานั้นถ้าเขาจำไม่ผิดล่ะก็ เขาน่าจะกำลังอาบน้ำ

เฉียวอวี่นึกย้อนอย่างละเอียด

ทันใดนั้นสีหน้าเย็นชาของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาก้มหน้าลง อ่านน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกครั้งซึ่งเขาไม่ได้เป็นผู้ส่งเลย

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ยุ่งอยู่ ห้ามตอบเด็ดขาด มันช่างตลกซะจริง

เฉียวอวี่ดูรูปแคปหน้าจอนั้นอยู่หลายรอบ

เขาที่อารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะเรื่องงานกลับเผลอยกมุมปากซ้ายขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนี้ผุดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต เลขาฯ ที่นั่งอยู่ข้างๆ กระแอมไอเบาๆ ทีหนึ่ง เขาถึงเลิกคิ้วขึ้นเพื่อกลบเกลื่อน แต่สีหน้าสนอกสนใจก็ยังเผยออกมาให้เห็นอยู่ดี

จังหวะนั้นเองลูกน้องที่กำลังพูดอยู่หันกลับมา แล้วสบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเฉียวอวี่เข้าพอดี

ลูกน้องรู้สึกสันหลังเย็นวาบ ความคิดแล่นพล่าน สามปีที่ผ่านมาฉันอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจทำงานที่เฉียวเซิ่งกรุ๊ป แต่คิดไม่ถึงเลยว่าระบบทุนนิยมจะเป็นเหมือนสายน้ำเชี่ยวกรากที่ไร้ความเมตตา พัดพาให้ดอกไม้ที่บอบบางอย่างฉันแตกสลาย สวรรค์ได้โปรดเมตตา ดูเหมือนว่าฉันจะมาถึงทางตันแล้วจริงๆ

ลูกน้องแอบหลั่งน้ำตาเงียบๆ รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน “ท่านประธานเสี่ยวเฉียวครับ ผะ…ผมพูดจบแล้ว”

เฉียวอวี่เก็บมือถือ พอได้ยินลูกน้องพูดก็เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มในดวงตาของเขาจางหายไป สีหน้ากลับมาเย็นชาอีกครั้ง

ลูกน้องหัวใจแตกสลาย รอคอยการโจมตีครั้งสุดท้ายของเฉียวอวี่

รออยู่นาน สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงประกาศเลิกประชุมของเฉียวอวี่ เขาดูอารมณ์ดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ทุกคนเหนื่อยกันแล้ว วันนี้ก็เลิกงานเร็วหน่อย กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่นะครับ”

เฉียวอวี่ยกมือให้เลขาฯ เดินเข้ามาใกล้ กระซิบสองสามประโยค จากนั้นก็เดินออกจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว

ลูกน้อง “หืม?”

ลูกน้องที่เหลือ “เย้!!”

ทุกคนรอดตายแล้ว

 

ด้านนอก เฉียวอวี่เพิ่งเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว มือถือก็สั่น

 

เป็นเฉียวโม่ที่ส่งความห่วงใยมา พี่เป็นอะไรรึเปล่า

เฉียวอวี่ ช่วงนี้ยุ่งมาก ความจำไม่ค่อยดี

เฉียวโม่จึงวางใจลง แค่ถามเพิ่มอีกประโยค พี่ พี่รู้จักคาเวียร์นี้ได้ยังไง พี่ก็เลี้ยงแมวเหรอ

 

เฉียวโม่รู้สึกเสียใจทันทีที่เขาส่งข้อความออกไป จึงกดยกเลิกข้อความ

 

ขอโทษด้วยครับ

 

เฉียวโม่นึกขึ้นได้รางๆ ที่เฉินหลิงเคยบอกว่าเฉียวอวี่จริงจังเกินไป กังวลว่าอีกหน่อยจะหาแฟนไม่ได้ จึงแนะนำเขาว่า ‘เลี้ยงสัตว์สักตัวเถอะ ลูกแมวเป็นไง’

เฉียวอวี่ตอบกลับอย่างเด็ดขาด ‘ผมไม่เอาหรอก’

เฉียวซือสิงดุเขา ‘แกก็ไม่เอาอะไรทั้งนั้นแหละ’

เฉียวอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงทุ้มว่า ‘อืม โดยเฉพาะแมว ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่’

 

เมื่อนึกถึงตรงนี้ เฉียวโม่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากอีก เขาก้มตัวลงหยิบชามอาหารแมวที่ถูกกินจนเกลี้ยงเข้าไปในห้องครัว เพิ่งจะเปิดก๊อกน้ำล้างมือก็ได้รับคำตอบเรียบง่ายจากเฉียวอวี่

 

เฉียวอวี่ ใช่ ฉันเลี้ยงแมว

เฉียวโม่เกือบทำมือถือหลุดมือ หลังจากหายประหลาดใจแล้วก็ถามทันทีว่า พันธุ์ไหนเหรอครับ

 

เฉียวอวี่ส่งรูปมาให้ เป็นลูกแมวสีขาวตัวหนึ่งที่ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ มันโผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งจากกล่อง ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

ดูจากรูปแล้วเหมือนรีบถ่าย แถมรูปก็ยังเบลอๆ

พวกเขาทั้งสองคนสมกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ แม้แต่ชื่อก็ยังตั้งแนวๆ เดียวกัน

 

เฉียวอวี่ มันชื่อเสี่ยวไป๋*

 

พอเฉียวโม่คิดว่าเดี๋ยวพวกเขาทั้งคู่ก็จะกลับไปอยู่บ้านด้วยกันระยะหนึ่งแล้ว ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่แมวสองตัวจะได้เจอกัน แต่พอคิดถึงท่าทางหวงอาหารของแมวที่บ้านตัวเองแล้ว…เขาอดเป็นห่วงเล็กน้อยไม่ได้

หลังล้างชามอาหารแมวเสร็จ เฉียวโม่ก็จัดการกับมื้อเย็นของตัวเองแบบง่ายๆ จากนั้นก็นั่งเอกเขนกบนโซฟา เปิดเว็บสั่งขนมแมวมาเพียบ รวมถึงขนมที่ตัวเองชอบด้วย

หลังจากเยี่ยนฉือกินอิ่มและนอนพักอยู่บนคอนโดฯ แมวครู่หนึ่ง ก็ยังไม่ลืมที่จะเหลือบมองเฉียวโม่ขณะเดินผ่านเขาเพื่อแอบดูยอดเงินที่จ่ายในตะกร้าสินค้า

เยี่ยนฉือ “…”

เวลารับของคนอื่นมา มักพูดอะไรได้ไม่ค่อยเต็มปากนักหรอก

เยี่ยนฉือไม่พูดอะไรอีกแล้ว เขาก้าวเท้าเบาๆ เดินผ่านไป ก่อนจะกระโดดพรวดกลับขึ้นไปนั่งนิ่งอยู่บนคอนโดฯ แมวอย่างว่าง่าย

อันที่จริงเยี่ยนฉือไม่รู้เลยว่าการที่เฉียวโม่ใช้เงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้ไม่ใช่เพราะนิสัยเขาเอง แต่เป็นเพราะคำขอของเฉินหลิง

ตอนเด็กๆ เฉียวโม่มีพ่อแม่บุญธรรมที่ดูแลแค่เรื่องกินให้อิ่มครบสามมื้อ เขาไม่เคยได้รับความใส่ใจ ไม่มีแม้แต่เงินติดกระเป๋า เขามักจะอิจฉาเพื่อนๆ ที่แวะซื้อขนมกินที่ร้านขายของเล็กๆ หลังเลิกเรียนได้ และอิจฉาเด็กวัยเดียวกันที่มีเครื่องเขียนและของเล่นหลากหลายให้เลือกใช้

เด็กทั้งถนนต่างก็รู้ว่าเฉียวโม่ใส่แต่เสื้อผ้าที่ใส่ต่อจากคนอื่น ส่วนเครื่องเขียนก็เป็นของที่คนอื่นใช้จนเก่าแล้วถึงได้มา

หลายครั้งเฉียวโม่ในวัยเด็กจะจ้องขนมเค้กผ่านหน้าต่างจนเจ้าของร้านไล่ตะเพิดไป

หลังจากเฉินหลิงรู้เรื่องพวกนี้เข้า เธอก็นอนร้องไห้ทั้งคืนอย่างทุกข์ใจ

วันต่อมาเธอจึงเตรียมบัตรไว้ใบหนึ่ง

ตอนนั้นเฉียวโม่เพิ่งกลับมาอยู่ที่เมือง C ได้ไม่นาน ยังไม่คุ้นเคยกับคนในครอบครัวสักเท่าไร

พอเฉินหลิงยื่นบัตรใบนั้นให้ การตอบสนองแรกของเขาคือการปฏิเสธ

ชีวิตของเฉินหลิงรายล้อมไปด้วยความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่ง เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ‘นี่คือเงินติดกระเป๋าของลูก’

เฉียวโม่ห่อไหล่ด้วยใบหน้าแดงจัด เขายังพูดคำขอบคุณดีๆ ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ ได้แต่ก้มหน้าพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ มือที่ถือบัตรไว้เต็มไปด้วยเหงื่อ

เฉียวโม่เหมือนมีสำลีติดอยู่ในลำคอ น้ำเสียงติดขัด ‘ผะ…ผมไม่ต้องใช้ก็ได้…’ เขากัดฟันแน่นด้วยความประหม่า หลุบตาลงอย่างหดหู่ใจ เขารู้ดีว่าตัวเองนอกจากเรื่องหน้าตาแล้ว ไม่มีอะไรที่ดูสง่างามเหมือนคนในตระกูลเฉียวเลยสักอย่าง

เฉินหลิงเห็นเฉียวโม่เป็นแบบนั้นก็พูดอะไรไม่ออก ในใจปวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดทั่วทุกตารางนิ้ว

เธอเกลียดพวกแก๊งลักพาตัวเข้าไส้ และเกลียดพวกผู้ซื้อที่ไร้ความรับผิดชอบไม่แพ้กัน เฉินหลิงเม้มริมฝีปากแน่น พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบแก้มของเฉียวโม่ที่เห็นชัดว่ายังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่ง

เฉินหลิงกุมมือของเฉียวโม่ไว้แน่นโดยไม่ตั้งแง่รังเกียจแม้แต่น้อย น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับต้นหลิวที่พัดไหวอยู่ในสายลมฤดูใบไม้ผลิ ‘โม่โม่ ช่วยอะไรแม่สักอย่างได้ไหม’

‘…ช่วย?’ เฉียวโม่พูดคำออกมาอย่างยากลำบาก ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน

‘พ่อกับแม่ไม่มีอะไรเยอะมากหรอก ก็แค่มีเงินเยอะไปหน่อย นี่เป็นภาระที่หนักหนาเกินไป พี่ชายของลูกก็ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร ยังไงก็จะทำงานพาร์ตไทม์ส่งเสียตัวเองเรียนให้ได้ แม่โมโหแทบแย่เลยนะ แม่กับพ่อของลูกหาเงินมาอย่างยากลำบาก ก็เพื่อให้พวกลูกได้มีชีวิตที่ดีเท่านั้นเอง นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยใช่ไหม’ เธอยิ้มพร้อมถามย้ำ ‘ว่ายังไง’

เฉียวโม่พยักหน้าอย่างแรง

เธอยกมือขึ้นพนม พูดอย่างดีใจ ‘ตอนนี้ดีแล้วล่ะ ลูกกลับบ้านมาแล้ว จะได้ช่วยแม่ใช้เงินซะที!’

เฉินหลิงทำหน้าตาราวกับว่า ‘ลูกคือเสาหลักของบ้านเรานะ’ น้ำเสียงสบายๆ ของเธอแฝงไว้ด้วยมุกตลก เหมือนตั้งใจกลบเกลื่อนความเคร่งเครียดของเฉียวโม่

เฉียวโม่แค่พูดไม่เก่ง แต่ไม่ได้โง่ ไหนเลยจะไม่รู้ว่าเฉินหลิงตั้งใจพูดแบบนี้

เฉียวโม่พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองที่กำลังสั่นไหว ในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่เฉินหลิงเลือกใช้วิธีผ่อนคลายแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย

ในแง่หนึ่ง…ที่เยี่ยนฉือได้กินคาเวียร์ก็ต้องขอบคุณเฉินหลิงด้วยเหมือนกัน

* เสี่ยวไป๋ หมายถึงเจ้าตัวน้อยสีขาว

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: