X
    Categories: everYคนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 17-20 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1

ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว

การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 17

ขอโทษที พวกเราไม่ใช่คน!

 

นับตั้งแต่บ้านนี้มีคาเวียร์ ขนแมวของเยี่ยนฉือก็มันวาว ชีวิตแมวเต็มไปด้วยความสุข

เขาพิจารณาอย่างรอบคอบ

ในตอนนี้ความจริงคือเขาไม่สามารถแปลงร่างกลับไปเป็นมนุษย์ได้ ส่วนไป๋อี้หนิงซึ่งเป็นคนเดียวที่ช่วยเขาได้ก็กำลังเที่ยวเล่น ถ้าเขาหนีออกไปแล้วเกิดเจอเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา อย่างเบาก็ต้องคุ้ยขยะกิน อย่างมากก็ถูกจับตัวไป

เยี่ยนฉือสำลักคาเวียร์ ในที่สุดก็ปลงตก

เขาตัดสินใจที่จะอยู่บ้านเฉียวโม่ชั่วคราว และจ่ายค่าแรงจำนวนหนึ่งเพื่อตอบแทนเฉียวโม่

สิ่งที่เยี่ยนฉือต้องทำในแต่ละวันมีมากมายเหลือเกิน

เก้าโมงเช้า เยี่ยนฉือจะเรียกเฉียวโม่ให้ตื่นมากินอาหารเช้า ส่วนตัวเองก็ยุ่งอยู่กับการคาบผ้าขนหนูนุ่มๆ ผืนเล็กทำความสะอาดที่นอนแมว

บ่ายโมง เยี่ยนฉือต้อง ‘อยู่เป็นเพื่อน’ เฉียวโม่งีบกลางวัน แต่ส่วนใหญ่เป็นเขาเองที่หลับ ส่วนเฉียวโม่จะเล่นเกม แต่ว่าหลังจากเยี่ยนฉือตื่นแล้วก็จะขยันตรวจงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นสะอาดเงาวับแล้ว

ตอนเย็น เขายืนกรานจะไปส่งเฉียวโม่ทิ้งขยะ พอกลับถึงบ้านก็อนุญาตให้เฉียวโม่เติมแมวได้ครึ่งชั่วโมง

ใช่แล้ว เติมแมว!

เยี่ยนฉือนับว่าได้เสียสละตัวเองอย่างใหญ่หลวง

เมื่อวันแห่งการทำงานหนักสิ้นสุดลง ตอนเที่ยงคืนเยี่ยนฉือก็จะเดินไปตบแป้นพิมพ์ของเฉียวโม่เบาๆ ด้วยท่าทีที่ไม่เปิดช่องให้เขาได้โต้เถียง เพื่อส่งสัญญาณให้เขาเข้านอน

ตารางการทำงานและการพักผ่อนที่ทำลายสุขภาพของเฉียวโม่ถูกเยี่ยนฉือปรับให้ดีขึ้นอย่างจริงจัง

แต่พฤติกรรมแบบนี้ทำให้เฉียวโม่เข้าใจไปอีกแบบ

ตั้งแต่เฉียวโม่รู้ว่าเฉียวอวี่ก็เลี้ยงแมว สองพี่น้องจึงพูดคุยกันมากขึ้น

 

เฉียวโม่ เสี่ยวเฮยปลุกผมแต่เช้าตลอดเลย แถมยังดึงที่นอนแมวของตัวเองอีก พอผมจะวางตรงนี้ มันก็จะดึงไปทางนั้น

เฉียวอวี่ แมวบ้านฉันเชื่อฟังมาก [แมวสีขาวตัวน้อยกำลังหงายพุงนอนแผ่.jpg]

เฉียวโม่ เสี่ยวเฮยเล่นกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอีกแล้ว…

 

เขาแนบคลิปสั้นๆ ไปด้วย

 

เฉียวอวี่ ตลกดี

เฉียวโม่ เสี่ยวเฮยตามผมออกไปทิ้งขยะทุกวัน ผมกลัวมันจะไปทะเลาะกับแมวตัวอื่นจัง

เฉียวอวี่เว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า แมวของฉันโดนแมวตัวอื่นรังแกมาด้วย

เฉียวโม่ ทุกครั้งที่ผมเล่นเกมตอนกลางคืน เสี่ยวเฮยก็จะมาป่วน ผมเลยต้องไปนอน…

เฉียวอวี่ อย่าอดนอน

 

บางครั้งเฉียวโม่ก็หยุดคุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความคิดของตัวเอง แต่เมื่อเขาเห็นว่าเยี่ยนฉือไม่ตอบข้อความวีแชตของตัวเองเลย หัวใจก็หดหู่ถึงขีดต่ำสุด แต่ก็ยังอดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้

เขาคลิกไอดีที่ใช้ชื่อว่า ‘จวี๋จื่อ’ ของรายชื่อเพื่อนในเกม

 

MO อยู่ไหม

 

เฉียวโม่เลื่อนเม้าส์ลงมาด้านล่างเรื่อยๆ แล้วคลิกไปที่ ‘ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด’ ระบบแจ้งว่าอีกฝ่ายไม่ได้ออนไลน์มาสิบกว่าวันแล้ว

ส่วนไอดีหลักของเยี่ยนฉือ ‘ซิงเฉิน’ ก็ไม่ได้ออนไลน์มาสี่สิบสามวันแล้วเหมือนกัน

เมื่อไม่มีทางเลือก เฉียวโม่จึงยอมทนหน้าด้าน ทักหาเพื่อนที่ไม่ได้สนิทมากนัก

 

หลายสิบนาทีต่อมาจวี๋จื่อก็ตอบมาว่า เมื่อกี้ลงดันเจี้ยนอยู่ มีอะไรเหรอ

MO นายมีวีแชตของพี่หยางหรือเปล่า ฉันมีธุระกับเขา

 

อีกฝ่ายเป็นรุ่นน้องในคณะของไป๋อี้หนิงกับเยี่ยนฉือ มีชื่อว่าหลินจวี๋ เขาส่งบัญชีวีแชตของไป๋อี้หนิงให้โดยไม่คิดด้วยซ้ำ

 

MO ขอบคุณ

หลินจวี๋คิดว่าตัวเองเป็นงานพอสมควร พี่สะใภ้ ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก

 

เฉียวโม่สะดุดกับคำแรกเข้าอย่างจัง เผลอสะอึกเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

 

นายเข้าใจผิดแล้ว…ฉันเป็นผู้ชายนะ

หลินจวี๋ตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้น ‘ไม่ๆๆ ความรักไม่แบ่งเพศ! เรื่องของพวกพี่ ผมพอจะรู้มาบ้างแล้วล่ะ’

 

คงเป็นเพราะความปากสว่างของไป๋อี้หนิงแน่ๆ

เฉียวโม่ถึงกับไปไม่เป็น

หลินจวี๋เรียกเขาว่า ‘พี่สะใภ้’ ไม่หยุดปาก เล่นเอาเฉียวโม่ทั้งตัวร้อนผ่าวจนเย็นไม่ลง

เขาถูหูไปมา พยายามจะอธิบาย แต่ยังพูดไม่ทันจบข้อความจากอีกฝ่ายก็เด้งขึ้นมาอีก

 

หลินจวี๋พูดอย่างตรงไปตรงมา ‘ได้ข่าวว่าพี่สะใภ้ก็อยู่ที่มหา’ลัย C ด้วยนี่ ไว้มีโอกาสนัดเจอกันนะ ผมเลี้ยงเอง! ไปละ บ๊าย!’

 

รูปโพรไฟล์ของอีกฝ่ายมืดลง

เฉียวโม่รู้สึกแปลกๆ เขาเกาปลายจมูกเบาๆ ก่อนจะไปกดเพิ่มเพื่อน ‘ลูกแกะน้อย’ ในวีแชต เขารออยู่นานแล้ว จนกระทั่งเจ้าเหมียวที่อยู่ข้างๆ หลับไปจึงจะได้รับการตอบรับคำขอ

ไป๋อี้หนิงเพิ่งกลับจากอาบแดดบนชายหาด ทั้งตัวคล้ำแดดจนดูดำปี๋ เขาเสียบคีย์การ์ดเข้าห้อง แล้วเหลือบไปเห็นคำขอเป็นเพื่อนในมือถือ

 

เขาประหลาดใจ ‘MO น้อย? นายมีวีแชตฉันได้ยังไง

เฉียวโม่ ผมไปขอมาจากจวี๋จื่อ

 

มุมปากของไป๋อี้หนิงกระตุก ตบต้นขาอย่างแรงด้วยความเจ็บใจ “เจ้าเด็กบ้าหลินจวี๋ช่างกล้าดีเหลือเกินนะ จบกัน เจ้า MO น้อยต้องถามฉันถึงเหล่าเยี่ยนแน่ๆ”

 

เป็นไปตามคาด อีกฝ่ายส่งข้อความมาว่า ผมติดต่ออาจารย์ไม่ได้มาเดือนกว่าแล้ว ช่วงนี้เขากำลังยุ่งอะไรอยู่เหรอครับ

 

ไป๋อี้หนิงทิ้งตัวลงบนเตียง คิดในใจว่า แกล้งตายไปเลยดีไหมนะ

 

เฉียวโม่พิมพ์ต่ออย่างลำบากใจ ขอโทษด้วย ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใครแล้วจริงๆ

 

ประโยคนี้เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและคับข้องใจ แต่ละคำเจือไปด้วยความน่าสงสาร

ไป๋อี้หนิงเอามือกุมหน้าผาก ตำหนิเยี่ยนฉืออยู่ในใจว่า ไม่ได้เรื่อง หลอกคนอื่นให้อยากแล้วจากไป

 

เฉียวโม่ พี่หยาง?

ไป๋อี้หนิงตอบอย่างจริงจังว่า ฟังคำพูดของพี่ชายให้ดีนะ ในโลกนี้มีผู้คนมากมายฉันใด พวกนายก็ไม่เหมาะสมกันฉันนั้น

เฉียวโม่รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก นิ้วเรียวยาวพิมพ์ถามว่า ‘…ไม่เหมาะกันตรงไหน

ไป๋อี้หนิง เฮ้อ เลิกถามได้แล้ว

เฉียวโม่พิมพ์อยู่หลายประโยค แต่ก็ลบทิ้งทั้งหมด สุดท้ายก็บอกด้วยความเสียใจว่า ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิดไป และไม่รู้ด้วยว่าเราไม่เหมาะสมกันตรงไหน พวกพี่ไม่มีใครบอกอะไรผมเลย

 

เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดพวกนี้จี้ใจดำไป๋อี้หนิงเข้าอย่างจัง

ปกติแล้วนอกจากไป๋อี้หนิงคนนี้จะเล่นเกม เขายังชอบอ่านนิยายออนไลน์ ไม่ว่าจะเรื่องรักน้ำเน่าหรือชายวายร้ายที่ตามจีบภรรยาก็ไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม

เขาจินตนาการเรื่องราวไปไกล แล้วเจ็บปวดแทบขาดใจ!

“ให้ตายสิ เหล่าเยี่ยน แกมันฝ่ายรุกตัวร้าย!”

ไป๋อี้หนิงก็ไม่คิดว่าเฉียวโม่จะรักปักใจขนาดนี้ โดนเมินไปเป็นเดือนแล้วยังไม่ยอมถอดใจอีก

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นคนดีให้ถึงที่สุด

 

ไป๋อี้หนิงรู้ดีว่าเยี่ยนฉือไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ จึงบอกอีกฝ่ายไปว่า พวกเราก็เรียนที่มหา’ลัย C กันทั้งนั้น ฉันก็จะไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน

 

เฉียวโม่ไม่เข้าใจ

 

ไป๋อี้หนิง อันที่จริงหมอนั่นน่ะมีดีแค่หน้าตา แต่กระเป๋าแบนสุดๆ ถ้านายคบหากับเขาจริงๆ เขาก็ต้องกินของนายใช้ของนาย แถมนายยังต้องช่วยเขาใช้หนี้อีกนะ

 

ไป๋อี้หนิงพูดกระทั่งคำว่า ‘ใช้หนี้’ ออกมาแล้ว ถ้าเป็นคนปกติคงเผ่นแน่บกันเป็นแถว

 

แต่เฉียวโม่กลับถามว่า เขาติดหนี้อยู่เท่าไหร่

 

ไป๋อี้หนิงคิดในใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ก็แค่พูดไปงั้นๆ เอง

 

เขาปั้นตัวเลขขึ้นมาส่งๆ สามแสนมั้ง ปัญหาในครอบครัวเขาค่อนข้างซับซ้อนน่ะ เจ้าหนี้มาดักรอเขาที่หน้ามหาลัยตั้งหลายครั้ง จริงสิ นายห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นเด็ดขาดเลยนะ

เฉียวโม่รู้สึกบีบคั้นหัวใจมาก ผมไม่พูดเด็ดขาด!’

ไป๋อี้หนิง อืมๆ

เฉียวโม่ ผมจะช่วยเขาจ่ายหนี้ก็แล้วกัน

ไป๋อี้หนิง อืมๆ

ไป๋อี้หนิง หา?? นายว่ายังไงนะ??

เฉียวโม่ดูไม่เหมือนกำลังล้อเล่น เขาบอกอีกครั้งว่า ผมจะช่วยเขาจ่ายหนี้

 

ถึงยังไงเขาก็ใช้เงินค่าขนมที่ทางบ้านโอนมาให้ทุกเดือนไม่หมดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเก็บเอาไว้ เขาเอาเงินพวกนี้ไปช่วยเยี่ยนฉือแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก่อนก็ได้

 

เฉียวโม่หลงเชื่อคำพูดหลอกลวงของไป๋อี้หนิง ถามต่ออย่างเป็นกังวล เพราะอย่างนี้ช่วงนี้เขาก็เลยหลบหน้าเจ้าหนี้เหรอ เขาปลอดภัยดีหรือเปล่า

ไป๋อี้หนิงสับสน นายฟังให้ดีนะ มันตั้งสามแสนเชียวนะ!’

ท่าทีของเฉียวโม่แน่วแน่อย่างมาก ความปลอดภัยของเขาสำคัญที่สุด

 

ไป๋อี้หนิงน้ำตาคลอเบ้า เอามือปิดปากพลางพูดว่า “MO น้อย นายนี่ช่างรักคนผิดจริงๆ!” เขาโกรธจัดจนหาที่ระบายไม่ได้ พึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “อาๆๆ! ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว! เหล่าเยี่ยน นายมันเลวเกินไปแล้ว!”

เจ้าเหมียวที่นอนหลับอยู่ข้างๆ เฉียวโม่จามทีหนึ่ง เขารีบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กนุ่มๆ มาคลุมตัวมันไว้ แล้วค่อยๆ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น

 

เฉียวโม่ พี่หยาง?

 

ไป๋อี้หนิงรู้สึกผิดจนแทบทนไม่ไหว นอนอยู่บนเตียงด้วยความโศกเศร้า เขาพูดความจริงออกไปไม่ได้ จะให้เขาบอกไปตรงๆ ว่าเยี่ยนฉือรังเกียจที่เขาหน้าตาอัปลักษณ์ได้ยังไงกันล่ะ

 

ไป๋อี้หนิงตัดสินใจบอกออกไปโดยไม่สนสี่สนแปดอะไรอีกแล้ว ‘MO น้อย คำพูดบางอย่างมันก็ทำร้ายจิตใจเหมือนกันนะ ฉันเป็นคนนอกเลยพูดอะไรกับนายไม่ได้ แต่หวังว่านายจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันจะสื่อนะ’

ไป๋อี้หนิงปวดใจรุนแรง จากนั้นพิมพ์ขอโทษว่า นายอย่าติดต่อฉันอีกเลย ขอโทษที พวกเราไม่ใช่คน

 

ลูกกระเดือกของเฉียวโม่ขยับขึ้นลง แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็ยังรู้ว่าไป๋อี้หนิงหมายถึงอะไร

เยี่ยนฉือไม่ชอบเฉียวโม่ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางชอบ

เฉียวโม่รู้สึกเหมือนถูกทิ้งอีกครั้ง

เขากลั้นหายใจไว้ชั่วขณะ ปลายนิ้วผละออกจากหน้าจอโทรศัพท์ ไม่กล้าเปิดเข้าไปในวีแชตอีก และการกลั้นหายใจนั้นก็นำพาความหดหู่ที่ไม่เคยมีมาก่อนให้ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ ราวกับธารน้ำแข็งก่อตัวขึ้นที่อกภายในวันเดียว เขาจึงต้องกลับมาหายใจต่อ กอดเข่าเหม่อลอยอยู่เฉยๆ พยายามหาวิธีอื่นให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

เจ้าเหมียวที่นอนอยู่ข้างหาวหวอด ก่อนลืมตาขึ้น

“เมี้ยว?” นายเป็นอะไรไป

ดวงตาของเฉียวโม่เหม่อลอย พอได้ยินเสียงก็ขานรับโดยไม่รู้ตัว “อืม”

น้ำเสียงของเขาแปลกไป เจือด้วยความขมขื่นโดยไม่รู้ตัว เหมือนน้ำโซดาที่ผุดฟองในฤดูร้อน แค่เสียง ‘กลุ๋ง’ เดียว น้ำตาก็ไหลทะลักท่วมแนวป้องกันออกมาเป็นสาย

ความกังวลและความกลัวการสูญเสียตลอดเดือนที่ผ่านมาเปรียบเสมือนมีดทื่อๆ ที่คอยบดขยี้หัวใจของเฉียวโม่วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็ทิ้งบาดแผลเอาไว้ แม้แผลจะไม่ใหญ่นัก แต่มันก็ยังเจ็บอยู่ดี

เขาขยี้ตาเบาๆ รู้สึกระคายเคืองจมูก หลังมือชุ่มไปด้วยน้ำตา

แม้แต่ตอนร้องไห้ก็ยังร้องเงียบๆ ชวนให้ปวดใจอย่างมาก

เยี่ยนฉือตอบสนองทันที

“เมี้ยว??” ใครรังแกนาย

บทที่ 18

นายเหยียบย่ำความจริงใจของคนอื่น!

 

สุดท้ายแล้วเยี่ยนฉือก็เป็นแมวที่กินคาเวียร์ของเฉียวโม่ไปไม่น้อย เขาเองก็เป็นคนมีจิตสำนึกในบุญคุณอยู่บ้าง จึงวางความบาดหมางระหว่างทั้งสองลง กระโดดไปข้างหน้า มุดเข้าไปในอ้อมกอดของเฉียวโม่อย่างอ่อนโยน

“เมี้ยว?” เป็นอะไรไป

ไหล่ของเฉียวโม่สั่นเทิ้ม เขาก้มหน้าลง พยายามระงับความเศร้าของตัวเองที่พวยพุ่งออกมาดุจสายน้ำ

เยี่ยนฉือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นเฉียวโม่เป็นแบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเอาหางไปพันที่ข้อมือของเฉียวโม่ไว้ เขาร้อง “เมี้ยว” อยู่นานก็ยังไม่ได้คำตอบว่าเฉียวโม่ร้องไห้เพราะอะไร

เขาร้องเสียงแหลม “เมี้ยว!” พูดมาสิ!

“อึก!”

เฉียวโม่สะดุ้งเฮือกทั้งตัว เสียงแมวที่เปลี่ยนโทนทำให้เขาตกใจจนเผลอสะอึก ดวงตาที่เปียกชื้นใสแจ๋ว

หยดน้ำตาเท่าเมล็ดถั่วร่วงเผาะลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว กระแทกเข้าที่หน้าผากของเยี่ยนฉือพอดิบพอดี

เยี่ยนฉือพลันสมองว่างเปล่า นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก็ก่อนจะโน้มตัวเข้าหา เลียแก้มเฉียวโม่เบาๆ อย่างปลอบโยน ลิ้นที่ไม่เรียบลื่นนักสัมผัสรสเค็มปร่าของน้ำตา สัมผัสที่อ่อนนุ่มนั้นทำให้เฉียวโม่หดคอหนี

“เสี่ยวเฮย…”

พอเยี่ยนฉือได้สติคืนมา เฉียวโม่ก็กอดเขาไว้แน่นแล้ว

“หยุดเลียได้แล้ว…”

น้ำตาของเฉียวโม่ยังคงไหลรินมาถึงปลายคางของเขาเป็นระยะ เขาสูดน้ำมูกแรงๆ หนึ่งที อกกระเพื่อมตามแรงสะอื้น แล้วพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“มันจั๊กจี้น่ะ”

เยี่ยนฉือเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง แล้วใช้อุ้งเท้าแมวเล็กๆ ซับหยดน้ำตาซึ่งค้างอยู่ตรงปลายคางของเฉียวโม่ให้อย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเจ็บปวดบางเบาวนเวียนอยู่ในร่างกายของเยี่ยนฉือ เขาคิด เฉียวโม่ต้องพบเจอกับวัยเด็กที่ขาดความรักมามากแค่ไหนกันนะ ถึงทำให้เขายอมถอดเปลือกนอกที่เสแสร้งออก แล้วกลายเป็นคนที่เปราะบางขนาดนี้เวลาที่อยู่คนเดียว

“เมี้ยว…”

โทนเสียงของเยี่ยนฉืออ่อนลงไม่น้อย

เมื่อมีเจ้าเหมียวคอยอยู่เป็นเพื่อน เสียงสะอื้นของเฉียวโม่ก็ค่อยๆ สงบลง เขาพึมพำเบาๆ ว่า “ยังไงนายก็ดีที่สุด” เขาเอาแก้มถูไถกับใบหน้าของเจ้าเหมียว เหมือนเด็กน้อยที่กำลังน้อยใจ แล้วพูดเสียงอู้อี้ “พวกเขา…พวกเขาไม่สนใจฉันแล้ว”

ความโมโหของเยี่ยนฉือเดือดพล่าน อยากถามเหลือเกินว่า ไอ้หน้าโง่ตัวไหนที่ไม่สนใจนาย

แต่ว่าเยี่ยนฉือพูดไม่ได้ หรือต่อให้พูดได้ พวกเขาสองคนถือว่าเป็นอะไรกันล่ะ เยี่ยนฉือรู้สึกหงุดหงิดอย่างอธิบายไม่ถูก เขาจงใจหันหน้ามาสะกิดหยดน้ำตาบนแก้มของเฉียวโม่ออกเบาๆ

“เมี้ยว” เลิกร้องไห้ได้แล้ว

“เมี้ยวๆ?” ฉันก็สนใจนายอยู่ไม่ใช่หรือไง

“เมี้ยวๆ…เมี้ยว” ไม่ต้องไปสนใจไอ้หน้าโง่พวกนั้นหรอก ฉันจะเล่นกับนายเองนะ

ด้วยวัยของพวกเขา คำว่า ‘เล่น’ อาจจะฟังดูเด็กน้อยไปหน่อย แต่เยี่ยนฉือกลับรู้สึกว่าในฐานะแมว คำนี้แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว

เฉียวโม่ฟังไม่เข้าใจเหมือนเดิม แต่เขารู้ว่าเจ้าเหมียวกำลังเป็นห่วงเขา ในใจของเขาจึงอุ่นซ่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขากอดเจ้าเหมียวแน่นไม่ยอมปล่อย พอสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้วเยี่ยนฉือก็โดนกอดจนแทบหายใจไม่ออก

เยี่ยนฉือยอมให้เฉียวโม่กอดนานเกินไปจนเริ่มเมื่อยตัว จึงยืดขาข้างหนึ่งออกอย่างช้าๆ เตรียมหลุดออกมาจากอ้อมแขนของเฉียวโม่

“เมี้ยว” ให้ฉันได้หายใจหน่อยสิ

เฉียวโม่พูดด้วยความซาบซึ้งอย่างมาก “ฉันจะซื้อคาเวียร์ให้นายเยอะๆ เยอะๆ เลยนะ”

เยี่ยนฉือหดขากลับทันที สบตากับเฉียวโม่ ก่อนพูดจาอย่างชอบธรรมและหนักแน่น “เมี้ยวๆ” งั้นฉันจะฝืนใจให้นายกอดอีกหน่อย

คาเวียร์ราคา 888 หยวน ซื้อใจเจ้าเหมียวได้สำเร็จ

 

หลายวันต่อมา อารมณ์ของเฉียวโม่เริ่มย่ำแย่

บางครั้งเขานั่งเหม่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ บางครั้งก็จ้องมือถือแบบไร้จุดหมาย กระเป๋าเดินทางของเขาเก็บแล้วก็เปิด เปิดแล้วก็เก็บ วนไปวนมาไม่รู้จบ

เขารู้ดีว่าถ้าเขากลับบ้านในสภาพแบบนี้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงแน่ เฉียวโม่จึงตัดสินใจไม่กลับบ้านเสียเลย อ้างว่า ‘เสี่ยวเฮยกลัวคนแปลกหน้า’ และขออยู่ที่อพาร์ตเมนต์นี้ต่อ

แต่ว่าหลังจากพ่อแม่ของเฉียวโม่กลับจากต่างประเทศ เฉียวโม่ก็เริ่มออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น

คนขับรถจะมารับเฉียวโม่กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแทบทุกวัน จากนั้นก็จะมาส่งเขากลับอพาร์ตเมนต์ก่อนสี่ทุ่มตรงเวลา ระยะทางไปกลับไม่ไกล เฉียวโม่จึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไร แต่ความเหงาจากการอกหักครั้งที่สองยังคงเกาะติดไม่จางหาย ทำให้เขามักจะเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ สีหน้าก็เหนื่อยล้าเป็นพิเศษ

เยี่ยนฉือเห็นแบบนี้ก็เข้าใจผิดไปเองว่าเฉียวโม่กำลังถูกบังคับให้ไปกินข้าวกับครอบครัว เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจตามไปด้วย ไม่ว่าจะในฐานะแมวหรือในฐานะคน เขาก็เหมือนจะไม่มีสิทธิ์อยู่ดี

ส่วนเฉียวโม่ที่ไม่พาแมวไปด้วยก็เพราะกลัวว่ามันจะไปชวนเสี่ยวไป๋ทะเลาะ แต่ไม่รู้เลยว่าท่าทีของเขาแบบนี้ในสายตาเยี่ยนฉือกลับดูเหมือนคนที่ ‘ฝืนยิ้มทั้งที่ไม่อยากไป’ มากกว่า

ทั้งสองคนต่างมีความกังวลใจของตัวเอง แต่ไม่เข้าใจกันเลยสักนิด

 

อารมณ์ของเยี่ยนฉือเริ่มเปลี่ยนไปมาก เขาพยายามทำความเข้าใจเฉียวโม่ที่ภายในอ่อนนุ่มแต่กลับต้องแสร้งทำตัวเย็นชาคนนี้ ทั้งยังเข้าอกเข้าใจในทุกสิ่งที่เฉียวโม่พบเจออย่างมาก

พอเห็นเฉียวโม่ดูไร้ชีวิตชีวา เยี่ยนฉือก็ยิ่งเป็นห่วงเข้าไปใหญ่ เมื่ออยู่ในอพาร์ตเมนต์ เวลาเฉียวโม่เดินไปไหน เยี่ยนฉือก็จะคอยเดินตามไปด้วย เหมือนบอดี้การ์ดแมวผู้ซื่อสัตย์

เยี่ยนฉือมองว่าพฤติกรรมของตัวเองนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนค่าอาหารที่เขาได้รับ พอมีข้ออ้างแบบนี้แล้วเขาก็ยิ่งเกาะติดเฉียวโม่ได้อย่างเปิดเผย

แม้แต่ตอนที่เฉียวโม่นั่งดูหนังบนโซฟา เยี่ยนฉือก็จะนั่งข้างๆ ด้วยเสมอ

หลังจากตามติดอยู่หลายวัน เฉียวโม่ก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ยกเว้นเรื่องที่เขาไม่แตะเกมนั้นอีกเลย นอกนั้นก็ปกติดีทุกอย่าง

บ่ายที่แสนเกียจคร้านวันหนึ่ง หนึ่งคนกับหนึ่งแมวนั่งดูหนังอยู่บนโซฟา

รสนิยมของทั้งคู่ก็คล้ายกัน ต่างก็ชอบหนังแนวสืบสวนลึกลับทั้งคู่

เฉียวโม่กอดถุงขนมไว้ในมือ เขาอยากถามมานานแล้ว “นายดูรู้เรื่องด้วยเหรอ”

เยี่ยนฉือจ้องหน้าจออย่างตั้งใจ ไม่ตอบอะไรสักคำ ตรงหน้าเขามีจานใบเล็กวางอยู่ บนนั้นมีปลาแห้งสองตัวที่ถูกแทะไปไม่กี่คำ

เฉียวโม่ถูกเมินซะแล้ว เขาหยิบเค้กชิ้นเล็กเข้าปากอย่างกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย แก้มพองตุ่ย สายตากลับไปมองที่หน้าจอเหมือนเดิม

ตอนที่ฆาตกรในหนังกำลังจะลงมือ เยี่ยนฉือก็เผลอลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นฉากจาก ‘Tom and Jerry’ ที่แมวกำลังโดนหนูหลอกล่ออย่างหนัก

เยี่ยนฉือคอแข็งทื่อ ดวงตาเต็มไปด้วยความอึ้งปนหมดคำจะพูด เขาหันมามองเฉียวโม่ที่ทำตัวเหมือนเด็กน้อยเงียบๆ

ต่างคนต่างเงียบงันไปครู่ใหญ่

เฉียวโม่หัวเราะพรืดออกมาก่อน เก๊กหน้าเศร้าตั้งหลายวัน ในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมาแล้ว

เขาทิ้งตัวลงบนพรม อุ้มเจ้าเหมียวขึ้นกลางอากาศอย่างอารมณ์ดี หันหน้าแมวเข้าหาตัวเอง

“เสี่ยวเฮย นายช่างเป็นแมวอัจฉริยะจริงๆ!”

“เมี้ยว เมี้ยววว!” เลี่ยนว่ะ เลิกพูดได้แล้ว!

เยี่ยนฉือพุ่งเข้าไปหาเฉียวโม่อย่างทนไม่ไหว แล้วใช้อุ้งเท้าตบหน้าของเขาเบาๆ ด้วยแรงเหมือนกำลังนวดหน้า

เฉียวโม่หัวเราะเสียงดัง ทั้งยังเล่นกับเจ้าเหมียวด้วยท่าทางร่าเริงสดใสได้อย่างเหนือความคาดหมาย ดวงตาหยีโค้งเป็นรอยยิ้ม เขาอาศัยช่วงที่เยี่ยนฉือไม่ทันตั้งตัวแอบหอมแก้วแมวดังจุ๊บๆ สองที จากนั้นก็กอดมันไว้ในอ้อมอกแน่น

เยี่ยนฉือรู้สึกเหมือนลมหายใจเฮือกสุดท้ายถูกปล่อยออกไปจนหมดแล้ว

แต่ว่า…ขณะเดียวกันเยี่ยนฉือรู้สึกโล่งอก ในที่สุดเขาก็ปลอบให้เฉียวโม่มีความสุขได้

เยี่ยนฉือหลับตาแน่น ปล่อยให้เฉียวโม่เล่นซุกซนอย่างหมดทางสู้

 

ตอนเย็น เฉียวโม่ได้รับสายจากเฉินหลิง เขาเก็บของเรียบร้อย เตรียมตัวออกไปข้างนอก

เยี่ยนฉือเดินมาส่งเขาถึงหน้าประตู ใช้หัวชนข้อเท้าของเฉียวโม่สองทีเหมือนเป็นการปลอบโยน

เฉียวโม่เข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเหมียวอยากไปด้วย จึงพูดอย่างรู้สึกผิด “วันนี้มีญาติมาด้วย เลยพานายไปด้วยไม่ได้น่ะ”

เยี่ยนฉือเข้าใจเป็นอย่างดี

“เมี้ยวๆ” ฉันรู้ นายไม่ต้องฝืนใจหรอก

เสียงประตูปิดลงดัง ‘แกร๊ก’

เยี่ยนฉือนั่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปในห้องนอนของเฉียวโม่อย่างรวดเร็ว เขากระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหนังสือ เปิดโน้ตบุ๊กของเฉียวโม่อย่างคล่องแคล่วง่ายดาย

อุ้งเท้าแมวคู่หนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนแป้นพิมพ์อย่างชำนาญ เขาป้อนรหัสผ่านเปิดเครื่อง ‘00001111’

เนื่องจากเขาอยู่ข้างกายเฉียวโม่ตลอดเวลาจึงจำรหัสผ่านได้อย่างแม่นยำ

เยี่ยนฉือเหลือบตาดูเวลา คิดว่าป่านนี้ไป๋อี้หนิงน่าจะกลับมาจากทริปแล้ว

ตอนนี้เขาไม่มีมือถืออยู่กับตัว การใช้คอมพิวเตอร์ของเฉียวโม่ขอความช่วยเหลือน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แต่ก็ยังมีอุปสรรคเหลืออยู่ แอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียหลายแอพฯ ต้องใช้รหัสยืนยันจากมือถือเวลาเข้าสู่ระบบในเครื่องใหม่ เยี่ยนฉือจึงเปิดเกมที่ตัวเองเล่นอยู่เป็นประจำแทน

ตามปกติแล้วไอดีเกมของเยี่ยนฉือมีระบบความปลอดภัยหลายชั้น ใช่ว่าจะเข้าระบบได้ง่ายๆ โชคดีที่เขายังมีไอดีเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้นักอยู่ไอดีหนึ่ง ไม่มีการยืนยันตัวตนสองชั้น เสี่ยงต่อการถูกแฮก แต่ก็ล็อกอินง่ายเหมือนกัน

เยี่ยนฉืออยากลองเสี่ยงดู หลังจากจัดการทุกขั้นตอนเรียบร้อยเขาก็กดเอ็นเทอร์ด้วยอุ้งเท้าแมว

เขาจ้องมองหน้าจออย่างกังวล จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แหละ

 

[ผู้เล่นลึกลับ ขอต้อนรับเข้าสู่ดินแดนใหม่!]

[เข้าสู่ระบบสำเร็จแล้ว!]

 

คิ้วของเยี่ยนฉือคลายลง รัวเม้าส์คลิกออกจากโฆษณายาวเป็นพรวนทันที เปิดรายชื่อเพื่อน เลือก ‘ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด’ และดับเบิ้ลคลิกเพื่อยืนยันอินเตอร์เฟซการแชตส่วนตัว

 

เยี่ยนฉือ เหล่าไป๋ ฉันเจอเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย แปลงร่างเป็นแมวแล้วกลับร่างไม่ได้

 

เขาคลิกปุ่มส่ง

 

[การส่งข้อความล้มเหลว ผู้รับไม่ใช่เพื่อนของคุณแล้ว ไม่สามารถแชตส่วนตัวขณะออฟไลน์ได้]

 

เยี่ยนฉือถูกอีกฝ่ายลบเพื่อนแล้ว

เขาลองส่งอีกครั้ง

 

[กรุณาเพิ่มเพื่อนก่อน]

 

“เมี้ยวๆ” ไป๋อี้หนิง ไอ้เพื่อนตัวดี

เยี่ยนฉือจำใจดำเนินการไปตามขั้นตอนทีละขั้น เขาส่งคำขอเป็นเพื่อน แต่ช่องหมายเหตุจำกัดไว้เพียงสิบคำเท่านั้น เยี่ยนฉือจึงส่งไปสั้นๆ ว่า

 

ฉันคือเยี่ยนฉือ นายลบฉันเหรอ

 

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเยี่ยนฉือก็ลบประวัติการใช้งานของตัวเองทั้งหมด เช็ดแป้นพิมพ์อย่างระมัดระวังไม่ให้หลงเหลือแม้แต่ขนแมวสักเส้นเดียว ก่อนจะค่อยๆ ปิดโน้ตบุ๊กอย่างเบามือ แล้วกระโดดลงจากโต๊ะทำงาน

การรอคอยเป็นเรื่องทรมานเหลือเกิน

 

วันต่อมาเยี่ยนฉือฉวยโอกาสตอนที่เฉียวโม่กลับบ้านไปกินข้าวล็อกอินเข้าระบบเกมอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะกลั้นไว้ไม่อยู่

 

[ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด ปฏิเสธคำขอเป็นเพื่อนของคุณ]

[ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด พูดว่า ลบไอดีเล็กๆ ของนายแล้วมีปัญหารึไง’]

 

เยี่ยนฉือขอเพิ่มเพื่อนอีกครั้ง

 

วันต่อมาไป๋อี้หนิงก็ปฏิเสธอีก คนเลว

เยี่ยนฉือขอเพิ่มเพื่อนอีก นายเป็นบ้าอะไร

ไป๋อี้หนิงยังคงปฏิเสธ นายเหยียบย่ำความจริงใจของคนอื่น!’

 

[ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด ออฟไลน์]

 

ไป๋อี้หนิงเป็นคนซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง

บทที่ 19

นายอย่ารังแกฉัน

 

กลางดึกเวลาห้าทุ่มตรง เสียงปลดล็อกรหัสผ่านของประตูอพาร์ตเมนต์ดังขึ้นชัดเจน

เยี่ยนฉือที่นอนไม่หลับเพราะกำลังโกรธไป๋อี้หนิงวิ่งไปที่หน้าประตูทันที จากนั้นประตูก็เปิดแล้วปิดลง กลิ่นเหล้าจางๆ ลอยมาแตะจมูกแต่ไม่เหม็นสักเท่าไร

ไฟดวงเล็กตรงเพดานหน้าประตูสว่างตาม ชายคนหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายเฉียวโม่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเยี่ยนฉือ

ชายคนนั้นมีใบหน้าคมเข้มสะดุดตา แต่รอบตัวกลับแผ่รังสีเย็นชาที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้

เยี่ยนฉือไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนคนนี้คือเฉียวอวี่

เฉียวอวี่ตัวสูง รูปร่างก็ใหญ่และกำยำกว่าเฉียวโม่มาก บนใบหน้าที่เย็นชามีดวงตาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ริมฝีปากบางใต้สันจมูกโด่งของเขาขยับเล็กน้อย “หลบไป”

เยี่ยนฉือถอยหลบไปสองก้าวอย่างระแวดระวัง

เฉียวอวี่ไม่มองเจ้าเหมียวตรงๆ เลยด้วยซ้ำ เขาถอดรองเท้าแล้วเดินตรงไปยังห้องนอน

เขาอุ้มเฉียวโม่ที่เมาไม่ได้สติอยู่ในอ้อมแขน

เยี่ยนฉืออ้าปากค้าง สมองแล่นไปไกล นึกถึงฉากดราม่าของตระกูลใหญ่ที่แอบแฝงไปด้วยการชิงอำนาจ เขาวิ่งตามไปอย่างตื่นตระหนกขณะจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของเฉียวอวี่โดยไม่ให้ห่างแม้แต่ครึ่งก้าว

ถ้าเฉียวอวี่ทำอะไรที่น่าสงสัยแม้แต่นิดเดียว ภายในอพาร์ตเมนต์ก็จะมีเสียงเตือน ‘เมี้ยวๆ’ ดังขึ้น

เฉียวอวี่วางเฉียวโม่ลงบนเตียง แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เฉียวโม่เมาแล้ว”

เยี่ยนฉือไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดกับตัวเองอยู่หรือเปล่า จึงแกล้งทำเป็นแมวธรรมดา หมอบลงไปบนพื้น เอียงหัวเล็กน้อย “เมี้ยว?”

เฉียวอวี่มองแมวที่แสร้งทำตัวน่ารักก็เงียบไปครู่หนึ่ง ทว่ากลับดูไม่หลงเหลือความอดทนเลย “เขาบอกว่าจะต้องกลับมาที่นี่ให้ได้ก็เพราะนาย” ครั้งนี้เขามองเยี่ยนฉือด้วยสายตาดูถูกดูแคลนที่เย็นเยียบยิ่งกว่าสายตาของเฉียวโม่เวลาอยู่ในมหาวิทยาลัยซะอีก

เยี่ยนฉือเห็นว่าสถานการณ์ผิดปกติก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ โดยไม่ส่งเสียง

เฉียวอวี่ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วจัดการสิ่งที่อยู่ในมือต่อ

อย่างไรก็ดี เยี่ยนฉือจ้องเฉียวอวี่ไม่วางตา คอยเอาอุ้งเท้าสะกิดหลังมือของเฉียวอวี่อยู่เรื่อยๆ เพื่อบอกเขาว่าอย่าทำอะไรแปลกๆ

เฉียวอวี่ที่ยอมสละเวลามาส่งน้องชายกลับบ้านถูกแมวตัวนี้ก่อกวนจนหงุดหงิด น้ำเสียงของเขาแสนหยิ่งผยองขณะถามเยี่ยนฉือตรงๆ ว่า “นายจะมาทำแทนเหรอ”

คำพูดมากมายติดอยู่ในลำคอของเยี่ยนฉือ แต่กลับพูดออกมาไม่ได้สักคำ

ถ้าในเวลาปกติก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้เยี่ยนฉือมีปัญหาในการแปลงร่าง เขาจะดูแลคนเมาได้อย่างไร ได้แต่เก็บกรงเล็บของตัวเองกลับไปเงียบๆ แล้วอดทนต่อไป

เฉียวอวี่แค่นเสียงหึออกมาอย่างเย้ยหยัน

เส้นเลือดสีเขียวปูดขึ้นบนหน้าผากของเยี่ยนฉือ แม่งเอ๊ย

เฉียวโม่ที่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวอย่างรู้จังหวะ ทำลายบรรยากาศชะงักงันนี้ “หนาว…” เขาขดตัวเป็นก้อน พูดซ้ำด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ฉันหนาว…”

เฉียวอวี่ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศขึ้นอีกสององศา

เยี่ยนฉือเองก็ไม่ได้อยู่เฉยเหมือนกัน เขากระโดดขึ้นไปบนเตียงอย่างคล่องแคล่ว กัดมุมหนึ่งของผ้าห่มแล้วดึงเข้าหาเฉียวโม่ ขณะเดียวกันหางของเยี่ยนฉือก็ปัดไปโดนแก้มของเฉียวโม่ ทำให้เขาเอ่ยพึมพำพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เสี่ยวเฮย”

“เมี้ยว”

เยี่ยนฉือขยับเข้าไปใกล้ เอาหัวชนกับหน้าผากของเฉียวโม่อย่างปลอบประโลม

เฉียวอวี่เห็นฉากนี้เข้าพอดี

เขายืนกอดอกมองอยู่ข้างๆ อย่างใจเย็น ไม่คิดเสนอตัวช่วย ได้แต่มองไปยังแมวที่พยายามห่มผ้าให้เฉียวโม่อย่างขยันขันแข็ง

ผ้าห่มไม่เล็ก หัวของเยี่ยนฉือก็ไม่ใหญ่

หลายนาทีผ่านไป เยี่ยนฉือเหนื่อยจนหอบแฮก แถมยังโชคร้ายสะดุดผ้าห่มล้มหัวทิ่มลงกับอกของเฉียวโม่อีก

เฉียวอวี่ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป ก้าวเข้ามาดึงตัวเยี่ยนฉือออกแล้วช่วยห่มผ้าห่มให้น้องชายด้วยตัวเอง ดูเหมือนเขาจะมีอคติต่อเยี่ยนฉืออยู่บ้าง นิสัยของเขาก็ไม่ได้ดีเท่ากับตอนที่อยู่ต่อหน้าเฉียวโม่ เขาพูดอย่างเฉยเมยว่า “ไม่ได้เรื่อง”

เยี่ยนฉือ “…”

เฉียวอวี่เริ่มปลดกระดุมเสื้อของเฉียวโม่

พอปลดถึงกระดุมเม็ดที่สองเยี่ยนฉือก็กระโดดขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง เหยียบหลังมือของเฉียวอวี่เอาไว้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

“เมี้ยว อ๊าววว!” อย่าแตะต้องเขานะ!

เฉียวอวี่จับเยี่ยนฉือโยนเข้าไปในที่นอนแมวข้างเตียงด้วยฝ่ามืออันทรงพลังของเขา โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเสียด้วยซ้ำ

แต่แล้วจู่ๆ เฉียวโม่กลับปัดมือของเฉียวอวี่ออก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันจะนอน นะ…นายอย่ารังแกฉัน…” เขาละเมอเอ่ยอย่างสะลึมสะลือ เริ่มพูดจาไร้สาระ

เฉียวอวี่รู้สึกปวดหัว คิดในใจว่า คราวหน้าห้ามให้เฉียวโม่ดื่มเหล้าอีกเด็ดขาด แค่แก้วเดียวก็ล้มแล้ว เรื่องความคออ่อนนี่ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ

เขาพูดอย่างอดทน “ฉันจะเปลี่ยนเสื้อที่สบายกว่านี้ให้นาย”

เฉียวโม่ส่ายหน้า กอดหมอนของตัวเองแล้วขดตัว ปฏิเสธอย่างไม่ให้ความร่วมมือ “ไม่อาว…”

เฉียวอวี่ไม่คิดจะตามใจอีกฝ่าย ขณะกำลังจะบังคับให้คนบนเตียงเปลี่ยนเสื้อ มือของเขายังไม่ทันจะแตะต้องเฉียวโม่ด้วยซ้ำ มุมหนึ่งของเสื้อสูทเขาก็ถูกเจ้าเหมียวที่เผยเขี้ยวแหลมคมกัดไว้อย่างไร้ความปรานี

เขี้ยวแหลมคมแทงทะลุชุดสูทราคาแพงของเขา

เจ้าเหมียวที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เผยสีหน้าดุร้าย แยกเขี้ยวด้วยความขุ่นเคือง ก่อนปล่อยเสียงคำรามต่ำอันทรงพลังออกจากร่างเล็กๆ ของมัน

ในห้องนอนมีเพียงไฟดวงเล็กๆ ดวงเดียวที่เปิดไว้ ใบหน้าของเฉียวอวี่ภายใต้แสงสลัวนั้นยังคงเฉยเมยไม่เปลี่ยนแปลง เขาปล่อยมือในที่สุด

เจ้าเหมียวฉลาดเป็นกรด พอเห็นจังหวะเหมาะก็รีบถอนตัว คลายเขี้ยวแล้วกระโดดไปอยู่ข้างเฉียวโม่ทันที แผ่นหลังโก่งขึ้นเล็กน้อยในท่วงท่าของผู้พิทักษ์พลางจ้องเฉียวอวี่เขม็งไม่วางตา

เฉียวอวี่ลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง ยกมือขึ้นปัดสูทเบาๆ จากนั้นก็รินน้ำหนึ่งแก้วมาวางไว้ที่หัวเตียง

“ช่วงนี้เฉียวโม่มีเรื่องกลุ้มใจ”

“…”

เฉียวโม่สบตากับเยี่ยนฉือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงนัย “เขาค่อนข้างไร้เดียงสา ถูกหลอกง่าย” เขายืดตัวตรง เอียงศีรษะเล็กน้อย ก้มหน้ากดมือถืออย่างไม่ใส่ใจ แต่น้ำเสียงกลับเย็นเยียบผิดปกติ คำพูดก็คล้ายแฝงการข่มขู่เอาไว้ “ฉันหวังว่าเรื่องกลุ้มใจของเขาจะไม่ใช่นายที่เป็นต้นเหตุนะ”

เยี่ยนฉือรู้สึกได้ถึงความผิดปกติทันที คำพูดพวกนี้ของเฉียวอวี่เหมือนมั่นใจว่าเขาฟังรู้เรื่อง

ด้วยเหตุนี้เยี่ยนฉือจึงค่อยๆ ย่อตัวลงและดมอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นเขาก็ได้กลิ่นของมนุษย์สายพันธุ์แมวอยู่ในอากาศเลือนราง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมาจากตัวของเฉียวอวี่

เยี่ยนฉือถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

เฉียวอวี่ไม่ได้พูดอะไรอีก

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากยืนยันว่าเฉียวโม่หลับสนิทแล้ว เฉียวอวี่ก็ออกจากอพาร์ตเมนต์ไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“เมี้ยว…”

ร่างกายที่หดเกร็งของเยี่ยนฉือผ่อนคลายลงได้สักที เขาเหงื่อแตกพลั่ก ไม่รู้ว่าเฉียวอวี่มีเจตนาร้ายอะไรกันแน่

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ เฉียวโม่ที่อยู่ข้างหลังก็ลุกขึ้นนั่ง ขัดจังหวะความคิดของเขา

เยี่ยนฉือรีบเข้าไปใกล้

“เมี้ยว?” ตื่นแล้วเหรอ

เฉียวโม่ยังงัวเงีย กลิ่นเหล้ายังไม่จางหาย เขาเพิกเฉยต่อความห่วงใยของเจ้าเหมียว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นขยี้ตาก่อนลงจากเตียง ก่อนนั่งยองๆ อยู่บนพื้นอย่างงงๆ ยืนขึ้นช้าๆ แล้วก็เหม่อไปอีกพักหนึ่ง

เฉียวโม่ลดมือลง เดินโซเซออกจากห้องนอน

เยี่ยนฉือตามหลังมาติดๆ รู้สึกเป็นห่วงเขาอย่างมาก

“เมี้ยว?” นายจะทำอะไรน่ะ

เฉียวโม่ไม่ตอบเจ้าเหมียว เพียงเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่นเหมือนแมลงวันไร้หัว เกือบล้มอยู่หลายครั้งจนต้องคอยเอามือค้ำผนังไว้ ที่ข้างเท้าเขามีแมวตัวหนึ่งคอยร้องเรียกไม่หยุด

เฉียวโม่หยุดเดินอย่างสับสนมึนงง แล้วก้มหน้าลงมอง

เยี่ยนฉือเงยหน้าขึ้น ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มที่เคยเป็นดั่งดอกไม้บนยอดเขาสูง และภูเขาน้ำแข็งแสนเย็นยะเยือก ตอนนี้กลับยิ้มออกมาราวกับเด็กโง่ หัวเราะเสียงใส แล้วตะโกนเรียกอย่างมีความสุข “เสี่ยวเฮย!”

ในที่สุดเจ้าขี้เมาคนนี้ก็จำแมวของตัวเองได้แล้ว เขาก้มลงอุ้มมันขึ้นมา เอาแก้มตัวเองถูๆ แก้มแมวอย่างออดอ้อนพลางพูดด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ “คิดถึงจังเลย”

เยี่ยนฉือรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าแมวของเขาเห่อร้อน

“เมี้ยว!” รีบกลับไปนอนซะ!

เฉียวโม่ไม่สนใจเสียงร้องนั้น เขาใช้มือข้างหนึ่งกอดแมวไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างคอยค้ำยันผนัง เดินไปถึงห้องน้ำอย่างปลอดภัย เขาเปิดก๊อกน้ำ แปรงฟันด้วยมือเดียว ฟองยาสีฟันลอยลงมาตกบนหน้าผากของเยี่ยนฉือ

“หืม?” เฉียวโม่คาบแปรงสีฟันไว้ในปาก คว้าผ้าขนหนูมาผืนหนึ่ง พูดอย่างงัวเงีย “เช็ดๆ”

“เมี้ยว!” ถุย!

เยี่ยนฉืออยากร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา เขาคุยกับคนเมาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ถ้าเป็นแมวธรรมดาคงเตะเจ้าของแล้วหนีไปนานแล้ว แต่เขากังวลว่าจะทำให้เฉียวโม่เจ็บ จึงทนกับการถูกกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างเงียบๆ

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ กลิ่นเหล้าในปากเฉียวโม่ก็จางลงไปมาก เขาเองก็ดูสบายตัวขึ้น สายตาเผลอล่องลอยไปทางห้องอาบน้ำ แล้วก็พูดออกมาแบบลอยๆ “ฉัน…ฉันอยาก…”

หน้าแมวของเยี่ยนฉือบึ้งตึง ร้องเสียงสูง

“เมี้ยว!” นายไม่อยากหรอก!

เฉียวโม่ชูมือขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ ประกาศความต้องการของตัวเองเสียงดัง “รายงานครับ! ผมอยากอาบน้ำ!”

เยี่ยนฉือแทบจะสติหลุด หมายร้องห้ามสุดเสียง

ต้องขอบคุณฟ้าดินที่ในที่สุดเฉียวโม่ก็ล้มเลิกความคิดอันตรายนี้

เขานิ่งไปหลายวินาที แล้วหันกลับมาอย่างลังเล บ่นเบาๆ ว่า “ไม่มีแรงเลย อาบไม่ไหวแล้ว…”

เยี่ยนฉือโล่งใจทันที

เฉียวโม่เงื่องหงอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดกับเจ้าเหมียวอย่างว่าง่าย “งั้นก็…ไปนอนละกันเนอะ” เขาก้าวเท้ายาวๆ ไปที่หน้าประตู แต่ไม่ทันระวังชนเข้ากับกรอบประตูเสียงดัง

หนึ่งคนหนึ่งแมวร้องเสียงหลงออกมาพร้อมกัน

“เมี้ยว!”

“อ๊าก!”

เจ้าเหมียวร้องเพราะตกใจ แต่คนร้องเพราะเจ็บ

เฉียวโม่เสียการทรงตัว ถอยไปข้างหลังสองสามก้าว ตกอยู่ในท่วงท่าที่อันตรายอย่างยิ่ง

หัวใจของเยี่ยนฉือแทบลอยขึ้นมาที่ลำคอ

“เมี้ยว!”

“เฉียวโม่!”

เสียงตะโกนที่ดังขึ้นพร้อมกันนั้นทุ้มและหยาบกว่าปกติเพราะความตกใจ ในเสี้ยววินาทีก็มีมือใหญ่คู่หนึ่งโอบเอวเฉียวโม่ไว้แน่น ดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอดอย่างมั่นคงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ข้าวของในห้องน้ำหล่นกระจัดกระจายทั่วพื้น

“อ๊า…”

แผ่นหลังของเยี่ยนฉือที่กระแทกเข้ากับกำแพงเจ็บแปลบขึ้นมา เขาขมวดคิ้ว กัดฟันแน่น จากนั้นก็พูดว่า “เฉียวโม่ นายไม่เป็นไรนะ!”

ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ตกตะลึง

เยี่ยนฉือรีบมองมือของตัวเอง ห้านิ้วปรากฏชัดเจน แม้แต่เนื้อแข็งๆ ตรงปลายนิ้วก็ชัดเจนเป็นพิเศษ ผมของเขายาวขึ้นเล็กน้อย ร่างกายเปลือยเปล่า และกำลังอุ้มเจ้าขี้เมาที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน

เยี่ยนฉือกลืนน้ำลายลงคอพร้อมความกลัวที่ยังอยู่ในใจ

เขาแปลงร่างกลับมาเป็นคนแล้ว

บทที่ 20

นายเล่นเป็นหรือเปล่า ผมเล่นไม่เป็น

 

เยี่ยนฉือเคยจินตนาการสถานการณ์ที่ตัวเองแปลงร่างกลับไปเป็นคนไว้หลายรูปแบบ แต่ไม่มีแบบไหนที่จะน่าอึดอัดเท่าสถานการณ์ตรงหน้านี้แล้ว

เขาหันไปมองคนในอ้อมแขนอย่างเกร็งๆ

โชคดีที่เฉียวโม่ยังเมาอยู่ เขาซบอยู่ในอ้อมกอดของเยี่ยนฉือ หลับตาแน่นอย่างมึนงง

เฉียวโม่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าผากที่ถูกชนจนแดง สูดจมูกเบาๆ แล้วบ่นอย่างน่าสงสาร “เจ็บ เจ็บจังเลย…” เสียงของเขานุ่มนวลมาก แต่ก็เจือความแหบพร่าเล็กน้อย เหมือนกับน้ำตาลทรายบนหน้าบิสกิต ทั้งๆ ที่น้ำตาลแต่ละเม็ดเจือไปด้วยรสหวาน แต่มันกลับติดอยู่ในลำคอของเยี่ยนฉือ ทำให้เขากลืนไม่ลง

เยี่ยนฉือไม่พูดอะไร ได้แต่กลั้นหายใจไว้

เมื่อเฉียวโม่ไม่ได้รับความใส่ใจจากใครจึงซบตัวลงในอ้อมอกที่ทั้งแข็งแกร่งทั้งอบอุ่นของเยี่ยนฉือ เปลี่ยนท่าทางให้สบายขึ้น แล้วเป็นฝ่ายโอบอีกฝ่ายเข้ามา

สีหน้าของเยี่ยนฉือเปลี่ยนไปทันที ไม่กล้าหายใจแรง

เฉียวโม่เป็นเหมือน ‘ผู้วางเพลิง’ ที่ประมาทเลินเล่อ เขาคงแค่รู้สึกอุ่นจึงยิ่งแนบกายเข้ามาใกล้กว่าเดิม ผิวของทั้งสองเหมือนถูกไฟลวกรุนแรง แต่ทั้งที่ร่างกายของเยี่ยนฉือถูกปกคลุมด้วยเหงื่อเย็นที่มองไม่เห็น กลับรู้สึกทั้งร้อนทั้งหนาวในเวลาเดียวกัน

ทั้งร่างกายของเยี่ยนฉือแข็งทื่อ จะขยับก็ไม่รู้ควรขยับอย่างไร จะอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้น เฉียวโม่ไม่ยอมแม้แต่ให้ลมหายใจที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าสูญเปล่า พุ่งตรงกระแทกเข้าที่กลางอกของเยี่ยนฉือ สะกิดหัวใจให้สั่นไหวราวกับกำลังถูกคนหยอกเย้า แม้แต่ริมฝีปากที่แดงก่ำภายใต้แสงไฟก็ยังสัมผัสกับแผ่นอกของเยี่ยนฉือ สัมผัสนุ่มนวลให้ความรู้สึกแปลกใหม่ เหมือนจูบเบาๆ ที่มาโดยไม่ทันตั้งตัว

เยี่ยนฉือกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจของเขาเต้นแรงจนเหมือนขึ้นมาติดที่ลำคอและพยายามพุ่งออกมา

ทว่าในสถานการณ์แบบนี้เฉียวโม่กลับโยกหัวเบาๆ อย่างไร้กังวล แล้วผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย

“…”

เยี่ยนฉือสูดหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออกมา หน้าอกที่เป็นกล้ามเคลื่อนตัวขึ้นลงช้าๆ เขาออกแรงกอดเฉียวโม่ให้แนบชิดขึ้นราวกับกลัวอีกฝ่ายจะร่วงลงไป โดยกอดคนตรงหน้าไว้แน่นไม่ปล่อย

เฉียวโม่ไม่ค่อยตากแดด ผิวค่อนข้างขาว ตัดกับผิวสุขภาพดีของเยี่ยนฉืออย่างชัดเจน เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟสีนวลในห้องน้ำ ความแตกต่างนี้ช่างดูคลุมเครืออย่างมาก

ไม่กี่นาทีต่อมาแผ่นหลังของเยี่ยนฉือก็ชาหนึบไปหมด

ขืนนั่งแบบนี้ต่อไปเกรงว่าเขาต้องทนอยู่ในท่านี้จนถึงเช้าแน่ๆ…

เยี่ยนฉือทน ‘การทรมาน’ นี้ไม่ไหว เขาอาศัยแรงเสียดทานจากพื้นช่วยพยุงตัวขึ้น เดินอุ้มเฉียวโม่ที่หลับสนิทกลับไปยังห้องนอน

เพื่อกันไม่ให้เฉียวโม่ตื่นขึ้นมากะทันหัน เยี่ยนฉือจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

พอเฉียวโม่หัวถึงหมอนก็ขดตัวกลมทันที

เยี่ยนฉือเคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต ท่านอนแบบนี้เป็นสัญญาณของคนที่ขาดความรู้สึกปลอดภัย เขาก้มตัวลงห่มผ้าให้เฉียวโม่ มองอีกฝ่ายเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง

ร่างกายของเยี่ยนฉือยังรู้สึกร้อนผ่าวเล็กน้อย ไออุ่นยังไม่จางหาย เขาสามารถได้กลิ่นเหล้าจางๆ ที่มาจากตัวของเฉียวโม่

ค่ำคืนที่เงียบสงัด เยี่ยนฉือหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกจากตู้ ถึงจะคับไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าเปลือยเปล่าอยู่แบบนี้

จากนั้นเขาดึงธนบัตรใบหนึ่งที่ถูกลืมอยู่ในลิ้นชักออกมา นี่เป็นธนบัตรที่เขาเห็นโดยบังเอิญ และในวันนี้มันก็ได้ถูกนำมาใช้งานจริงสักที

โทรศัพท์มือถือกับกุญแจห้องของเยี่ยนฉือหายไปตั้งแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ เขาจึงต้องใช้เงินก้อนนี้เรียกรถไปหาไป๋อี้หนิง โชคดีที่ไป๋อี้หนิงเคยพูดถึงที่อยู่ไว้ครั้งหนึ่ง

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วเยี่ยนฉือก็เดินตรงไปที่ประตู แต่เดินไปได้ครึ่งทางเขาก็ย้อนกลับมา จัดผ้าห่มให้เจ้าขี้เมาที่นอนอยู่บนเตียงอย่างระมัดระวัง

“เสื้อผ้ากับเงินฉันจะคืนให้นายแน่” ริมฝีปากของเขาขยับน้อยๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยภาพของเฉียวโม่ พูดเสียงเบาว่า “ที่ผ่านมาก็ขอบใจนายมากนะ”

เขาหมุนตัวจากไปอีกครั้ง แต่แล้วมือข้างหนึ่งก็ถูกเฉียวโม่ดึงไว้

ปากของเฉียวโม่พึมพำบางอย่างที่เยี่ยนฉือฟังไม่ถนัด จึงโน้มเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว ได้ยินเฉียวโม่ละเมอว่า “ทำไม…ถึงไม่สนใจฉันแล้วล่ะ” เขามักจะละเมอขณะนอนหลับด้วยท่าทางน่าสงสารอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไรแบบไหนอีก

เยี่ยนฉือหลุบตาลงมองเฉียวโม่ด้วยความรู้สึกบางอย่างในใจอยู่นาน ริมฝีปากบางๆ เม้มแน่น

เขาดึงมือของตัวเองออก แล้วยื่นไปหาเฉียวโม่ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสหน้าผากของอีกฝ่ายก็ชักมือกลับมาอีกครั้ง ได้แต่พูดปลอบเบาๆ ว่า “ก็บอกแล้วไง อย่าไปสนใจพวกงี่เง่าพวกนั้นเลย” พูดจบเขาก็รู้สึกแปลกๆ แต่บอกไม่ได้ว่าแปลกที่ตรงไหน

เยี่ยนฉือเบือนสายตาไปทางอื่น ความรู้สึกอึดอัดตีขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

เขาคิด ถ้าหายไปเฉยๆ แบบนี้ เฉียวโม่ต้องร้องไห้ ต้องเสียใจแน่

แต่เขาจำเป็นต้องทำแบบนี้ ช่วงนี้ร่างกายของเขาผิดปกติเกินไป คืนนี้เขายังกลับคืนสภาพเดิมได้ แต่ไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะยังคงรักษาสภาพนี้ไว้ได้หรือเปล่า

พอคิดแบบนั้นเยี่ยนฉือก็ขบฟันแน่น ลุกขึ้นอย่างตัดสินใจเด็ดขาด แล้วเดินออกจากห้องนอนไป

เขาไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่ตัวเองได้เจอเฉียวโม่จะเป็นสถานการณ์แบบไหน บางทีเฉียวโม่อาจจะรักษาระยะห่างตามที่ตกลงไว้ และต่างคนก็ต่างเป็นได้แค่คนแปลกหน้าในมหาวิทยาลัย

เยี่ยนฉือรู้สึกเจ็บแปลบในอก นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอึดอัดแบบนี้ ทำไมความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงย่ำแย่ได้ขนาดนี้นะ

เขากัดฟันแน่น ท่ามกลางความรู้สึกหงุดหงิดนี้กลับเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป เมื่อเขาก้าวออกจากประตูบานนี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฉียวโม่อาจจะจบลงจริงๆ

ความลังเลที่เอ่อล้นนี้ทำให้ย่างก้าวของเขาช้าลง

เยี่ยนฉือหยุดชะงักอย่างควบคุมไม่ได้ เหลือบตามองไปทางห้องนอนหลายครั้ง ระหว่างที่เดินวนเวียนไปมาอย่างฝืนๆ อยู่นี้ร่างกายของเขาพลันสูญเสียพลังอย่างอธิบายไม่ถูก รู้สึกวิงเวียนทันใด

ไม่นานเหนือศีรษะของเขาก็มืดทึบไปทั้งแถบ เมื่อมองผ่านผ้าที่คลุมไว้ เขาสามารถมองเห็นแสงสว่างพร่าตาจากห้องนั่งเล่นได้อย่างเลือนราง

เยี่ยนฉือตื่นตระหนกในช่วงแรก ต่อมาก็พยายามดิ้นรน เขาใช้พลังที่มีมุดผ่านผ้าที่กองสะเปะสะปะออกมาอย่างยากลำบาก เฟอร์นิเจอร์ตรงหน้ากลับกลายเป็นสิ่งของที่ใหญ่โตมโหฬารเหมือนตอนที่เขาตื่นขึ้นมาครั้งแรก

เยี่ยนฉืออ้าปากโดยไม่ทันตั้งตัว “เมี้ยว?”

ทำไมฉันถึงกลายเป็นแมวอีกแล้วล่ะ!

ช่วงเวลากลับคืนสู่ร่างมนุษย์นั้นช่างสั้นนัก

 

ไม่กี่วันต่อมา ไม่ว่าเยี่ยนฉือจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจแปลงร่างกลับไปเป็นคนได้อีก เขาได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก เหมือนกับมะเขือยาวที่ถูกน้ำค้างแข็งกัดกิน ท่าทางห่อเหี่ยวไปทั้งวัน แม้แต่คาเวียร์ที่วางอยู่ตรงหน้าก็ยังกินไปได้แค่ครึ่งชาม

ตรงกันข้ามกับเฉียวโม่ หลังตื่นจากอาการเมาแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

เขาจำได้รางๆ ว่าคืนที่เมานั้นเขาฝัน ฝันว่าเยี่ยนฉือจับมือเขาไว้ พูดคุยกับเขาแบบเผชิญหน้า น้ำเสียงไม่มีแววรังเกียจแม้แต่น้อย

ความรู้สึกนั้นเหมือนกับว่าเยี่ยนฉือก็ชอบเขาเหมือนกัน

พอเฉียวโม่ตื่นขึ้นมา หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยรสหวานล้ำ แม้จะรู้ในภายหลังว่าเป็นแค่ความฝันตื่นหนึ่ง และรู้สึกผิดหวังอย่างไม่รู้จบ แต่เขาก็ไม่อาจโทษใครได้

เขายังคงชอบเยี่ยนฉืออยู่ดี

ดังนั้นหลังจากคิดไปคิดมาเฉียวโม่ก็รวบรวมความกล้าส่งข้อความยาวๆ ไปให้เจ้าแกะน้อยทางวีแชต

 

พี่หยาง ผมจะไม่ไปรบกวนเขาอีกแล้ว แต่ถ้าเขาไม่รังเกียจ มีเรื่องอะไรก็มาให้ผมช่วยได้ เขาพาผมเล่นเกมตั้งนานขนาดนี้ ผมนึกอยากขอบคุณเขามาตลอด

 

ถ้าไม่ใช่เพราะเยี่ยนฉือ เฉียวโม่ก็คงไม่มีความมั่นใจจะเล่นเกมนี้ต่อไปได้

เฉียวโม่จำได้ว่าเขาและเยี่ยนฉือพบกันในเกมระหว่างภารกิจทีม

ตอนนั้นเขายังเป็นมือใหม่แกะกล่อง แม้แต่ทิศทางของภารกิจก็ยังไม่รู้เรื่อง จึงได้แต่ติดตามกลุ่มหลักอยู่นานมาก ก่อนจะฝ่าไปถึงภารกิจด่านสุดท้ายด้วยความมึนงง

 

[หนึ่งทีมมีสมาชิกสองคน ภารกิจคือจับตัวชะมดในหมู่บ้านทั้งหมด (0/1,000)]

 

เฉียวโม่มองซ้ำให้แน่ใจ หนึ่งพันตัว?!

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจำนวน พื้นที่แห่งนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ละทีมก็เข้าๆ ออกๆ อย่างต่อเนื่อง ชะมดที่มีจำนวนไม่มากมักจะถูกกำจัดเกลี้ยงจนหมดภายในไม่กี่วินาที เดี๋ยวพอชะมดปรากฏตัว ศึกแย่งชิงก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

เฉียวโม่เล่นมาทั้งบ่าย รู้สึกเหนื่อยล้ามาก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองลงภารกิจที่ยุ่งยากนี้ไปเพื่ออะไรกัน

แต่ถ้าถอนตัวออกไปตอนนี้จะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้คนอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะที่เขากำลังกลัดกลุ้มอยู่นี้ ในช่องทีม ทุกคนได้จัดตั้งทีมเล็กๆ ของตัวเองแล้ว

 

หัวหน้าทีม แบ่งเป็นห้าทีมย่อย ตั้งประจำการห้าจุดทางทิศตะวันตก แต่ละทีมต้องจับให้ได้สองร้อยตัว

หัวหน้าทีม อย่าให้ทีมอื่นแย่งเรื่องความเร็วไปได้

 

เฉียวโม่รีบส่งคำขอร่วมทีม เขาสุ่มคลิกเลือกเพื่อนร่วมทีม แต่ระบบกลับแจ้งว่าอีกฝ่ายมีเพื่อนร่วมทีมอยู่แล้ว เขาจึงคลิกเลือกคนอื่นอีก แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน

สุดท้ายจึงเหลือแค่เฉียวโม่กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

เพื่อนคนนั้นใช้ชื่อว่า ‘ลูกแกะแดนเหนือรอถูกเชือด’

 

หัวหน้าทีมรบเร้า เจ้าลูกแกะ MO ทำไมพวกนายสองคนยังไม่มีทีมอีก

 

วินาทีต่อมาคำขอร่วมทีมของลูกแกะน้อยก็เด้งขึ้นมาในระบบของเฉียวโม่

‘ตอบรับ’ หรือ ‘ปฏิเสธ’

เฉียวโม่คลิก ‘ตอบรับ’

ลูกแกะน้อยพูดน้อยมาก เขาแต่งกายด้วยชุดหรูหรา สวมใส่อุปกรณ์ระดับสูง เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นคนนี้อยู่ในระดับเทพ ไม่นานนักเขาก็จับชะมดไปได้สามสิบตัวในรวดเดียว

เฉียวโม่มองดูกระเป๋าตัวเองที่มีชะมดแค่สามตัว น้อยจนน่าสงสาร พลอยรู้สึกหมดกำลังใจอย่างมาก

เขายังไม่ทันได้ตัดพ้อ ลูกแกะน้อยก็ชูคันศรในมือขึ้นและยิงออกไป แย่งตัวชะมดที่อยู่ข้างเท้าของเฉียวโม่มาได้

 

ลูกแกะน้อยยังคงไว้หน้าเขาอยู่บ้าง ถามเขาในช่องทีมว่า นายเล่นเป็นปะเนี่ย

 

เฉียวโม่รู้ว่าตัวเองเป็นตัวถ่วง ได้แต่ตามก้นคนอื่นเพื่อเก็บชะมดตัวที่เหลืออย่างหงอยๆ

 

[ชะมด +1]

 

เขามีชะมดสี่ตัวแล้ว

 

ในทุกคำพูดของลูกแกะน้อยเจือความดูถูก แค่มาแจมเควสต์เฉยๆ ใช่มะ

 

[ชะมด +1]

 

ชะมดของเฉียวโม่มีห้าตัวแล้ว

 

ลูกแกะน้อยถามต่ออย่างหมดความอดทน ตกลงว่าเล่นเป็นไหม

 

เฉียวโม่เห็นว่าเขาหลบเลี่ยงต่อไปไม่ได้แล้ว มือที่จับเม้าส์ก็ไม่กล้าขยับอีก

 

MO ผมเล่นไม่เป็น

 

อีกฝ่ายไม่เคยเห็นท่าทีที่ตรงไปตรงมาแบบนี้มาก่อน ตอนกำลังจะส่งเครื่องหมายคำถามกลับไป ก็เห็น MO ขอโทษกลับมาอย่างจริงจัง

 

พอจบเควสต์นี้ผมก็ไม่เล่นแล้ว ขอโทษด้วยที่เพิ่มความยุ่งยากให้คุณ

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

 

 

 

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: