X
    Categories: everYคนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1 บทที่ 21-24 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

ทดลองอ่านเรื่อง คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว? เล่ม 1

ผู้เขียน : อีตั่วเสี่ยวชงฮวา (一朵小葱花)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 暗恋对象是猫?

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่ การทำร้ายเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว

การทำร้ายทางจิตใจ อาการป่วยทางจิต และการค้ามนุษย์

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 21

ถ้านายตกลง ก็เรียกฉันว่าอาจารย์ซะ

 

เกมนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของบริษัทเพื่อนเฉียวอวี่ที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก และเพราะเห็นแก่มิตรภาพ เฉียวอวี่จึงเปิดบัญชีและเล่นเกมไปสองสามวัน

เขาพบว่าภารกิจหลายอย่างในเกมต้องอาศัยการร่วมมือกันเป็นทีม ด้วยความที่งานยุ่ง เขาจึงไม่อยากทุ่มเทเวลาให้กับเกมนี้มากนัก ก่อนที่เขาจะคิดได้ว่าเกมนี้มันน่าจะเหมาะกับเฉียวโม่

เฉียวอวี่จึงเปลี่ยนชื่อไอดีเป็น ‘MO’ อย่างง่ายๆ จงใจโยนไอดีนี้ให้กับอีกฝ่าย โดยอ้างว่า ‘งานยุ่งเกินไป’

ตอนนั้นเฉียวโม่เพิ่งถูกเยี่ยนฉือ ‘ปฏิเสธ’ มาไม่นาน อารมณ์หดหู่อย่างมาก ทำให้ครอบครัวเป็นกังวล เขาตั้งใจว่าจะลองเล่นเกมดูสักครั้ง จึงเปิดเกมอย่างเชื่อฟังเพื่อเล่นฆ่าเวลา

ผลปรากฏว่าเขาโดนยำเละในเกมตลอดทั้งสัปดาห์ ความรู้สึกขมขื่นจึงมีแต่เพิ่มไม่มีลดลงเลย

เฉียวโม่ไม่เคยเล่นเกม เล่นไม่เก่งยังพอให้อภัย แต่เพื่อนในเกมกลับไม่คิดแบบนั้น ในสายตาของพวกเขา เฉียวโม่เป็นแค่ตัวถ่วงที่ทำให้ทีมพัง

ระหว่างการล่าชะมด หัวหน้าทีมตรวจสอบจำนวนชะมดที่แต่ละทีมพบ และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ทีมของเฉียวโม่ทันที

 

พวกนายสองคน ใคร AFK*

 

ลูกแกะน้อยเงียบ

เฉียวโม่รวบรวมความกล้าตอบ

 

ขอโทษครับ

 

เขายังคงเก็บชะมดที่หลุดรอดสายตาคนอื่นไป

แต่เมื่อมีคนเข้ามาในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งการเก็บชะมดตัวที่คนอื่นพลาดไป เฉียวโม่ยังรู้สึกลำบาก ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้แต่ลูกแกะน้อยก็พลอยช้าลงไปด้วย

ทีมสองคนทีมอื่นประสานงานกันได้อย่างราบรื่น และจับชะมดกันได้ประมาณหนึ่งร้อยตัว

สองมือของเฉียวโม่คลิกเม้าส์กดแป้นพิมพ์ไม่หยุด แต่แล้วเขาก็โจมตีฝูงกระต่ายป่าเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะกำลังหลบหนีอยู่นั้นเขาดันตกหน้าผา พลังชีวิตของเขาลดฮวบทันทีที่ตกลงมา จากนั้นก็ถูกกระต่ายป่ากินจนไม่เหลือซาก

 

[MO ถูกกระต่ายป่าฆ่าตาย]

 

ช่องแชตของทีมปะทุขึ้นทันที

 

เพื่อนร่วมทีม 1 สุดยอดอะ แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ!

เพื่อนร่วมทีม 2 AFK เหรอ

เพื่อนร่วมทีม 3 ขำแทบตาย แต่ก็น่ารักดี ฮ่าๆ

เพื่อนร่วมทีม 4 ยอมใจเลย จะเก่งกี่โมง

เพื่อนร่วมทีม 5 ตัวถ่วง

 

เฉียวโม่หน้าแดงก่ำอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เข้าร่วมภารกิจนี้ เขากำเม้าส์แน่น จ้องนับถอยหลังการคืนชีพบนหน้าจออย่างทำอะไรไม่ถูก กัดริมฝีปากล่างด้วยความร้อนรน

ข้อความในช่องแชตทีมที่ส่งมาอย่างรวดเร็วนั้นบาดตา เขาอ่านจนรู้สึกด้านชาไปหมด เหมือนกลับไปอยู่ในสมัยมัธยมต้น กลับไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ในวัยเด็กอีกครั้ง

เขาเป็นคนเดียวในชั้นเรียนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ถูกสังคมรังเกียจและไม่ชอบหน้า เขายังเป็นคนเดียวที่นั่งอยู่แถวหลังสุดของห้อง ก้มหน้าลงฟังเพื่อนร่วมชั้นกระซิบกระซาบและวิพากษ์วิจารณ์เขา

เสียงนั้นดังหึ่งๆๆ เหมือนแมลงวันจำนวนนับไม่ถ้วนกระพือปีกอยู่ในหู…

‘วันนี้เขาใส่เสื้อขาดๆ มาอีกแล้ว ดูซกมกจังเลย’

‘เขาต้องไม่ได้อาบน้ำแน่ๆ เหม็นเปรี้ยวด้วย…’

‘แม่ฉันบอกว่าเขาถูกเก็บมาเลี้ยง’

‘หา ไม่ใช่ลูกเมียเก็บของพ่อหรอกเหรอ มิน่าล่ะ แม่ถึงไม่สนใจ’

‘เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่าเขาขโมยปากกาหมึกซึมของเธอไปหรอกนะ’

‘ไม่รู้สิ’

เฉียวโม่ในวัยเด็กเงยหน้าขึ้นอย่างลนลาน เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าควรทำอย่างไร เขาจึงได้แต่หดไหล่ลงอย่างหวาดกลัวท่ามกลางเสียงหัวเราะไม่มีที่สิ้นสุด จากนั้นก็ก้มหน้าลง บิดชายเสื้อด้วยความรู้สึกต่ำต้อย สีหน้าดูมืดมนระคนอับอาย

เสื้อผ้าที่เขาใส่เป็นเสื้อเก่าๆ ที่คนอื่นไม่ต้องการแล้ว บางตัวขาดเป็นรู บางตัวเปื้อนคราบน้ำแกงที่ซักไม่ออก และไม่มีตัวไหนที่พอดีตัวเขาเลย

เขาอาบน้ำอย่างตั้งใจมากทุกครั้ง ร่างกายไม่เคยมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเลยจริงๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชั้นถึงพูดแบบนั้น

อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่ลูกนอกสมรสด้วย แต่เขาเคยได้ยินเพื่อนบ้านพูดมาบ้างว่าเขาเป็นลูกบุญธรรม

เขายิ่งไม่ได้หยิบปากกาหมึกซึมของเพื่อนร่วมชั้นไป เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นมันด้วยซ้ำ

เฉียวโม่อยากจะอธิบายทุกอย่าง แต่เขากลับลังเลไม่กล้าพูดออกมา สายตาเหยียดหยามของคนอื่นเป็นเหมือนกับมีดสั้นคมกริบที่ขีดเส้นแบ่งระหว่างพวกเขามานานแล้ว พวกเขารู้สึกขยะแขยงจนไม่ยอมฟังสักคำที่เขาพูด

 

ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจของเฉียวโม่ทำให้เขาสั่นสะท้าน แม้ในตอนนี้เขาจะออกจากสภาพแวดล้อมที่ชวนหายใจไม่ออกนี้ไปนานแล้ว แต่เขาก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้

ปลายนิ้วของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อตรงขมับไหลลงมาตามแก้ม ความตื่นตระหนกแล่นเข้ามาในหัวใจ

เฉียวโม่พยายามสงบสติอารมณ์ วางมือลงบนแป้นพิมพ์และเริ่มพิมพ์อย่างหมดหนทาง เขาพิมพ์คำขอโทษหนึ่งบรรทัด ลบทิ้ง จากนั้นก็เรียบเรียงคำพูดใหม่โดยใช้ความรู้สึกหวั่นวิตกนับไม่ถ้วนมาประกอบกันเป็นคำขอโทษที่จริงจังมากขึ้น

ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความสับสน ข้อความส่วนตัวก็เด้งขึ้นมา ดึงความคิดที่กำลังเตลิดเปิดเปิงของเขาให้เข้าที่

 

ลูกแกะน้อย เปิดไมค์คุยกันหน่อย

 

ริมฝีปากของเฉียวโม่ขาวซีด เขาอ่านทวนข้อความนั้นซ้ำๆ อย่างงุนงง

 

ลูกแกะน้อย ฉันเพิ่มนายเป็นเพื่อนแล้ว กดรับเร็วเข้า

ลูกแกะน้อย ฉันจะสอนวิธีทำเควสต์ให้นาย พิมพ์คุยไม่สะดวก เร็วสิ อย่าให้เสียเวลา

 

เฉียวโม่รีบทำตาม เขากัดฟันแน่น แล้วเชื่อมต่อไมค์คุยกับคนแปลกหน้าที่ดูเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร

‘ซ่าๆ…’ เสียงคลื่นแทรกที่ปลายสายดังจนเฉียวโม่รู้สึกแสบแก้วหู เขาถอดหูฟัง แล้วเปิดลำโพงแทน

เนื่องจากนี่เป็นฟีเจอร์เสียงที่เพิ่งเข้ามาในเกม ระบบยังไม่ค่อยเสถียรเท่าไร เสียงฝั่งนั้นดังบ้างเบาบ้าง ปนกันมั่วไปหมด เฉียวโม่ปรับอยู่ราวห้าหกนาทีถึงจะเริ่มฟังอีกฝ่ายรู้เรื่อง

‘ได้ยินยัง’ เสียงชัดแจ๋วดังมาตามสาย แทรกผ่านคลื่นรบกวนปนเป ส่งตรงมาถึงเขาอย่างไร้อุปสรรค

เฉียวโม่งุนงง รู้สึกคุ้นเคยเสียงนี้อย่างบอกไม่ถูก ได้ยินแล้วใจเต้นแรงขึ้นมาเฉยๆ

‘ฮัลโหล ได้ยินยัง’ อีกฝ่ายถามย้ำ

เฉียวโม่ไม่ได้คิดอะไรมาก พิมพ์ตอบหน้าแดงเถือก

 

ได้ยินแล้ว

 

‘ต่อจากนี้นายฟังฉันให้ดี แล้วตามให้ทันด้วย’

 

MO ได้ รบกวนด้วยนะ

 

ลูกแกะน้อยไม่เกรงใจเฉียวโม่เลย อ้าปากก็สั่งการทันที ‘นายยืนอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันจะเปิดสกิลอัลติเมต* จากตรงนั้น ส่วนนายใช้สกิลโจมตีหมู่อยู่ตรงนี้ พอฉันนับ ‘สาม สอง หนึ่ง ยิง’ นายค่อยลงมือ’

 

MO ได้

 

ระหว่างนั้นเฉียวโม่ก็ได้ยินเสียงคนอื่นดังมาจากปลายสาย น่าจะกำลังถามว่าอยากให้ช่วยซื้อข้าวกลับมาไหม

เขาได้ยินลูกแกะน้อยตอบส่งๆ ‘เหมือนเดิม เอาซุปมาให้ฉันด้วย’

คนนั้นหัวเราะ ‘นายนี่ขอเยอะจริงๆ’

ลูกแกะน้อยหัวเราะตาม ‘ฉันช่วยนายทำเควสต์ฟรีๆ แล้วนะ แค่เอาซุปให้ฉันหน่อยจะเป็นอะไรไป’

‘ได้ๆ เลี้ยงข้าวนายยังได้เลย’

เฉียวโม่ยืนอยู่ตรงจุดที่ลูกแกะน้อยให้เขายืนอย่างว่าง่าย ฟังเสียงโลกอันสดใสที่ไม่เคยเป็นของเขาอย่างเงียบๆ พลันรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ ที่แท้ในหอพัก เพื่อนร่วมห้องสามารถซื้อข้าวให้กันและช่วยกันเล่นเกมแบบนี้ได้ด้วย

เขาไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นเลยสักครั้ง

จากนั้นคำสั่งของลูกแกะน้อยก็ดังขึ้น

เฉียวโม่เปิดสกิลโจมตีกลุ่ม ชะมดฝูงหนึ่งถูกพวกเขาทั้งสองจับได้สำเร็จ ในช่องจำนวนภารกิจแสดงว่า

 

[เฉียวโม่ +10]

[ลูกแกะน้อย +20]

 

นอกจากนี้เฉียวโม่ยังทำเควสต์ลับ ‘ฆ่าชะมดสิบห้าตัวแรก’ สำเร็จ และได้รับธงเกียรติยศขนาดเล็กเป็นรางวัลด้วย

เฉียวโม่ตอบอย่างมีมารยาท

 

ขอบคุณมาก ผมได้ธงเกียรติยศแล้ว

 

เขาเพิ่งเคยได้ครั้งแรก

ลูกแกะน้อยเหมือนกำลังดื่มอะไรบางอย่างอยู่ พลันพ่นน้ำออกมาเต็มคำ

‘แค่กๆๆ นายเพิ่งเล่นเกมนี้วันแรกเหรอ’

 

วันที่ห้า มีคนยกไอดีนี้ให้ผม

 

‘อ่อ มิน่าล่ะ นายถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย’

 

มันยากเกินไป

 

คำว่า ‘ยากเกินไป’ ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองเข้าสู่ความกระอักกระอ่วนอย่างสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่คิดว่ามันยากอะไร

ไม่นานลูกแกะน้อยก็กระแอมไอ ‘จะรีรอบใหม่แล้ว เตรียมตัวด้วย’

ภายใต้การร่วมมือของทั้งคู่ จำนวนชะมดที่พวกเขาจับได้ก็พุ่งนำคนอื่นไปไกล

เฉียวโม่รอการรีรอบใหม่อย่างว่าง่าย ลูกแกะน้อยกระโดดเก็บสมุนไพรไปมาอย่างร่าเริง มีต้นหนึ่งขึ้นอยู่ตรงเท้าเฉียวโม่พอดี ลูกแกะน้อยคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อเก็บมัน

 

MO

ลูกแกะน้อย

 

ลูกแกะน้อยหาเรื่องคุย ‘รีรอบใหม่อาจจะต้องรออีกหน่อย’

 

อืม

 

‘นายไม่คิดจะเล่นต่อแล้วจริงเหรอ’

ปุ่มเว้นวรรคของเฉียวโม่ใช้งานไม่ได้ พิมพ์อะไรไม่ได้เลย เขาพยายามแก้ไขอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่อยากให้ฝั่งนั้นต้องรอนาน จึงต้องเปิดไมค์คุยอย่างจนปัญญา แล้วพูดเสียงเบาว่า ‘มันยากเกินไป ผมเล่นไม่เป็น’

อีกฝ่ายเงียบเสียงลงกะทันหัน แม้แต่เสียงพิมพ์บนแป้นพิมพ์ก็หายไปด้วย

โทรศัพท์มือถือของเฉียวโม่สั่นขึ้นอย่างรู้เวลา มันเป็นสายจากเฉินหลิง เขาพูดผ่านไมค์อย่างเก้ๆ กังๆ ‘ผมขอไปรับสายก่อนได้ไหม’

อีกฝ่ายตอบ ‘อ่อ…อ่อ นายไปเถอะ’ จู่ๆ ก็พูดจาติดขัดโดยไม่รู้สาเหตุ

เฉียวโม่ไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ เขาหยิบมือถือออกไปที่ระเบียง พอคุยสายเสร็จ ลูกแกะน้อยก็ลุยเดี่ยวไปอีกเขตแล้ว แถมแย่งตัวชะมดของคนอื่นมาเรียบร้อย

 

[ความคืบหน้าภารกิจ (199/200)]

 

ข้างเท้าของเฉียวโม่มีชะมดที่เสียเลือดเกือบหมดตัวอยู่ตัวหนึ่ง เขาฟันฉับไปหนึ่งที

 

[ความคืบหน้าภารกิจ (200/200)]

[ขอแสดงความยินดีกับจอมยุทธ์เฉียวโม่ที่ฟันตัวสุดท้ายได้สำเร็จ!]

 

เฉียวโม่พูดอย่างลำบากใจ ‘ทำไมถึงช่วยผมเก็บหมดเลยล่ะ’

ลูกแกะน้อย ‘เก็บขำๆ น่ะ’

เฉียวโม่พยักหน้า ตอบกลับอย่างมีมารยาท ‘ขอบคุณ’

ประมาณยี่สิบนาทีต่อมาภารกิจทีมก็สำเร็จ

 

[จับตัวชะมด (1000/1000)]

 

ในเวลาเดียวกัน เฉียวโม่ได้รับไอเทมพิเศษจากระบบซึ่งเป็นรางวัลของภารกิจสุดยุ่งยากนี้ ภารกิจแบบนี้มีแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น และทุกคนมาที่นี่เพราะอยากเก็บไอเทมนั่นแหละ

เฉียวโม่ไม่รู้ว่าไอเทมมีไว้ทำอะไร แต่พอเขาเห็นท่าทางดีใจของทุกคนแล้ว ก็เลยยกมันให้ลูกแกะน้อยเป็นของขวัญขอบคุณ ถึงยังไงเขาก็จะลบเกมอยู่แล้ว เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์

เขาขอบคุณลูกแกะน้อยอีกครั้งก่อนปิดไมค์ ตั้งใจจะล็อกเอาต์ออกจากเกม

 

ลูกแกะน้อยทักแชตเขา นายอยากเล่นต่อหรือเปล่า

 

เฉียวโม่ไม่เข้าใจ

 

ลูกแกะน้อย ฉันจะพานายเล่นเอง

ลูกแกะน้อยแนะนำตัวเอง ไอดีนี้ของเพื่อนฉัน ไอดีของฉันเทพกว่านี้เยอะ

 

เขาส่งไอดีชื่อ ‘ซิงเฉิน’ มาให้

เฉียวโม่สับสนมาก ปุ่มเว้นวรรคของเขายังคงเสียอยู่ จึงทำได้แค่ออกจากเกม รีสตาร์ตเครื่อง แล้วล็อกอินใหม่อีกครั้ง

 

ลูกแกะน้อยถามมาในแชต นายออฟไลน์เหรอ

MO เมื่อกี้ปุ่มเว้นวรรคมีปัญหา พิมพ์ไม่ได้

MO ผมเล่นไม่ค่อยเป็น

ลูกแกะน้อยตอบกลับมา ไม่เป็นไร ฉันจะสอนนายเอง

MO ทำไมล่ะ

 

พอลูกแกะน้อยหรือเยี่ยนฉือที่กำลังใช้ไอดีของไป๋อี้หนิงอยู่เห็นคำถามจาก MO เขาก็เผลอพิมพ์ออกไป

 

เสียงของนายเพราะดีนะ ฉันชอบมาก’

 

เหมือนคนที่เขารู้จักมาก

แต่คนคนนี้ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางงุ่มง่ามเหมือน MO และไม่มีทางมีมารยาทเหมือน MO แบบนี้ด้วย

 

เยี่ยนฉือ ถ้านายตกลง ก็เรียกฉันว่า ‘อาจารย์’ ซะ

 

เฉียวโม่กลับเอาแต่จ้องมองคำว่า ‘ชอบ’ อย่างเหม่อลอย เขารู้สึกอบอุ่นในใจ อธิบายไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน ตั้งแต่เด็กจนโตนอกจากเฉินหลิงที่เคยส่งกำลังใจให้เขากล้าพูดแล้ว นี่ก็เป็นครั้งที่สองที่มีคนบอกว่าชอบเสียงของเขา

เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง นิ้วสัมผัสอยู่บนแป้นพิมพ์

 

MO อาจารย์

 

* AFK ย่อมาจาก Away from Keyboard หมายถึงการปล่อยตัวละครทิ้งไว้โดยไม่เคลื่อนไหว

* สกิลอัลติเมต คือสกิลที่ทรงพลังที่สุดของตัวละคร เป็นสกิลที่ใช้เวลารวบรวมพลังงานมากที่สุดหรือมีคูลดาวน์สกิลยาวนานกว่าสกิลอื่นๆ กว่าจะใช้ได้หนึ่งครั้ง

บทที่ 22

แมวหางโตอยากกิน Mo

 

ไอดีของเฉียวโม่แรงก์ไม่สูงมาก แตกต่างจาก ‘ซิงเฉิน’ ไอดีหลักของเยี่ยนฉืออย่างมาก จึงมีพื้นที่ทดสอบมากมายที่เฉียวโม่ต้องเคลียร์ด้วยตัวเอง

ตัวละครในเกมของเฉียวโม่มักจะเข้ามาในเกมด้วยความกังวลและออกมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว

ถ้าเป็นคนอื่นคงต้องบ่นไม่เลิกแน่ๆ หลายครั้งก็อาจจะเลิกเล่นเกมไปเลยก็ได้ แต่เมื่อมีเยี่ยนฉือคอยสนับสนุน เฉียวโม่จึงอดทนและเล่นเกมต่อไปอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาเชื่อฟังอย่างน่าประหลาดใจ โดยยอมทำตามทุกอย่างที่เยี่ยนฉือบอกในเกม

สุดท้ายแล้วเฉียวโม่ก็ไม่เคยมีเพื่อนเลยตั้งแต่เด็กจนโต ‘อาจารย์’ ที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดนี้เติมเต็มตำแหน่ง ‘เพื่อน’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พอเฉียวโม่รักบ้านก็พลอยรักอีกาบนหลังคาบ้าน* กระทั่งเริ่มชอบเกมที่แสนยากลำบากนี้ไปด้วย

ช่วงแรกเยี่ยนฉือถูกดึงดูดด้วยน้ำเสียงของเฉียวโม่ก่อน ต่อมาเขาหลงรักในความมีมารยาทและน่าเอ็นดูของเฉียวโม่ และแอบหลงรักอีกฝ่ายข้างเดียวมาอย่างยาวนาน

ตามปกติแล้วเวลาที่อาจารย์พาลูกศิษย์เล่นเกม แค่ชี้แนะนิดหน่อยก็พอ แต่สำหรับเยี่ยนฉือ เขาแทบอยากจะตามติดเฉียวโม่อยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าจะมีใครมารังแกลูกศิษย์สุดที่รักคนนี้เข้า

หลังจากเฉียวโม่ถูกบททดสอบเล่นงานจนท้อแท้นับครั้งไม่ถ้วน เยี่ยนฉือก็ไม่ยอมหลับไม่นอน รีบปั้นไอดีเล็กๆ ขึ้นมาใหม่ กระทั่งจัดการหาอุปกรณ์ให้เรียบร้อย และตั้งชื่อไอดีรองนั้นว่า ‘YAN’

ไอดีนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจุดประสงค์อื่นใด แต่เพื่อเล่นเป็นเพื่อนเฉียวโม่โดยเฉพาะ

ไป๋อี้หนิงมองทะลุความคิดของเยี่ยนฉือ ถามอย่างเจ้าเล่ห์อยู่ในหอพักว่า ‘เหล่าเยี่ยน เขาว่ากันว่า ‘เป็นครูครั้งหนึ่ง เป็นพ่อตลอดชีวิต’ ฉันว่านายเป็นแค่แมวหางโตที่อยากกินปลา คงไม่ได้แค่อยากเป็นพ่อของเขาใช่ไหม’

เยี่ยนฉือยัดปลาแห้งชิ้นหนึ่งเข้าปากไป๋อี้หนิงทันที กระแอมไอเบาๆ ก่อนพูดอย่างเคร่งขรึมว่า ‘อย่าพูดจาเหลวไหล’

เยี่ยนฉือทำตัวน่าสงสัยจริงๆ ไป๋อี้หนิงส่งเสียง ‘อือๆ’ อย่างชอบใจ หึ ทายถูกเข้าให้แล้วไหมล่ะ!

หลังจากเวลาออนไลน์ของ YAN เกินเวลาออนไลน์ของซิงเฉินไปมาก เยี่ยนฉือก็ให้เฉียวโม่ตั้งสถานะศิษย์อาจารย์ไว้ที่โพรไฟล์ เวลาที่พวกเขาเล่นเกมจะได้เชิญกันสะดวก

เมื่อเวลาผ่านไป เฉียวโม่เริ่มสนใจในทุกพื้นที่ของเกมมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่พวกเขาลงดันเจี้ยนด้วยกันเป็นครั้งแรก เยี่ยนฉือเป็นคนจัดทีมขึ้นมาเอง

เยี่ยนฉือเชิญไป๋อี้หนิง หลินจวี๋ และเพื่อนสนิทอีกสองสามคนมาร่วมด้วย ทำให้เกิดดันเจี้ยนเล็กๆ ที่รองรับผู้เล่นสิบคน

เฉียวโม่ตื่นเต้นแทบตาย

เยี่ยนฉือส่งข้อความส่วนตัวหาเขา

 

YAN คนกันเองทั้งนั้น เล่นตามสบายเลย

MO ผมจะเล่นให้ดี อาจารย์ อาจารย์ดีกับผมเกินไปแล้ว

เยี่ยนฉืออารมณ์ดี มุมปากยกยิ้มน้อยๆ เรื่องเล็กน้อยน่า ไม่เป็นไรเลย พวกเขาเป็นเพื่อนฉันทั้งนั้น นิสัยก็ดีมากด้วย

 

ไป๋อี้หนิงนั่งอยู่ข้างๆ เยี่ยนฉือ เหลือบมองคอมพิวเตอร์ของเขา จงใจเติมเชื้อไฟเข้าไปโดยการบ่นในช่องแชตทีมว่า

 

ลูกแกะน้อย แหมๆ มีอะไรทำไมต้องคุยในแชตส่วนตัวด้วยนะ

จวี๋จื่อ ยังจะถามอีกเหรอ ต้องนินทาคนอื่นแน่ๆ!

ลูกแกะน้อย เจ้าจวี๋ นายโง่หรือเปล่า

จวี๋จื่อดูตามไม่ค่อยทันสักเท่าไร หา?

เฉียวโม่หน้าแดง เปลี่ยนไปทักทายในช่องแชตทีม สวัสดีครับทุกคน ผมเพิ่งลงดันเจี้ยนครั้งแรก รบกวนทุกคนด้วยนะครับ

YAN นายไม่ต้องเกรงใจพวกเขาหรอก คนกันเองทั้งนั้น

จวี๋จื่อ ใช่ คนกันเองทั้งนั้น!

คำพูดของไป๋อี้หนิงมีนัยแอบแฝง เขาแซวว่า มาๆๆ ‘คนกันเอง’ ไม่ต้องพูดอะไรมากหรอก มาเพิ่มเพื่อนกันก่อนดีกว่า!’

หลินจวี๋ส่งคำขอเป็นเพื่อนคนแรก โดยทิ้งข้อความไว้ว่า ฮี่ๆ

 

หัวใจของเฉียวโม่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสความสุขในการมีเพื่อน และเป็นครั้งแรกที่เพื่อนๆ หยิบยื่นไมตรีให้ก่อน ด้วยความซาบซึ้งใจเขาจึงแอบส่งข้อความส่วนตัวถึงเยี่ยนฉืออีกครั้ง

 

MO อาจารย์ ขอบคุณมากครับ

YAN แค่ลงดันเจี้ยนน่า อย่าคิดมาก

MO อืม เรื่องเพื่อนใหม่ก็ต้องขอบคุณอาจารย์ด้วยเหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีเพื่อน ผมมีความสุขมากครับ

ประโยคนี้ทำให้เยี่ยนฉือสับสนอยู่นาน หมายความว่ายังไง นายไม่เคยมีเพื่อนเลยเหรอ

 

เฉียวโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่อยากหลอกอาจารย์ที่เล่นกับเขามาเกือบหนึ่งเดือน

 

MO พอดีผมมีปัญหานิดหน่อย ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่มีใครยอมเล่นกับผมเลย

 

เขาพูดอ้อมๆ และกล้าพูดเพียงแค่นี้เท่านั้น แต่หลังจากที่เขาส่งข้อความไปก็รู้สึกเสียใจทีหลังเล็กน้อย เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะซักไซ้เขาขึ้นมา แล้วเมินเขาเหมือนกับพวกเพื่อนร่วมชั้นในอดีต

แต่ปรากฏว่าอาจารย์ของเขาไม่ถามอะไรเลย

 

YAN จากนี้ไปฉันจะพานายเล่นเอง เพื่อนของฉันก็คือเพื่อนของนาย

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารายชื่อเพื่อนของเฉียวโม่ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นเพื่อนที่เยี่ยนฉือแนะนำมาทั้งหมด แต่เขาก็รู้สึกดีใจมากจริงๆ เขาดูเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งเข้าอนุบาล ตื่นตาตื่นใจจนไม่อาจละสายตาไปจากของเล่นที่มีอยู่เต็มสนามกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน

เฉียวโม่เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาเริ่มพูดมากขึ้นและหัวเราะบ่อยขึ้นเวลาอยู่ที่บ้าน บางครั้งเขาก็เล่าเรื่องเกม ไม่ก็เรื่องเกี่ยวกับภารกิจในเกมและเพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกันกับเขาให้เฉินหลิงฟัง

แม้เฉินหลิงจะไม่ค่อยสนใจเรื่องเกมสักเท่าไร แต่ก็ตั้งใจฟังเขาพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

ถึงคำพูดของเขาจะวนเวียนอยู่กับเรื่องเกมแทบตลอดเวลา แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่

เฉียวโม่รู้ดีว่าเยี่ยนฉือเป็นคนนำการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มาให้เขา เพราะอย่างนั้นความชอบที่เขามีต่อเยี่ยนฉือจึงไม่ใช่เรื่องโกหก ความตั้งใจจะขอบคุณอีกฝ่ายก็ยิ่งไม่ใช่ของปลอม

 

หลังจากแน่ใจแล้วว่าเยี่ยนฉือไม่คิดจะสนใจเขาอีก เฉียวโม่ก็เศร้าคนเดียวอยู่หลายวัน เมื่ออารมณ์ของเขาไม่ได้หดหู่เหมือนเมื่อหลายวันก่อนแล้ว เขาก็ตั้งใจส่งข้อความถึงไป๋อี้หนิงในวีแชต เพราะเขาหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือเยี่ยนฉือได้สักครั้งจริงๆ

เขาเก็บโทรศัพท์มือถือ หันไปมองเจ้าเหมียวข้างตัว มันยังนอนแผ่อย่างซังกะตายเหมือนเดิม

เฉียวโม่ไม่รังเกียจความยุ่งยาก เขาเดินไปที่ครัว ทำอาหารแมวคลุกคาเวียร์หนึ่งชาม แล้ววางลงตรงหน้าเจ้าเหมียว

“หิวหรือยัง” เขาใช้ปลายนิ้วเกาใต้คางของมันเบาๆ อย่างเชี่ยวชาญ จนเจ้าเหมียวหลับตาพริ้มอย่างพอใจ

เยี่ยนฉือพลันพลิกตัว กดมือของเฉียวโม่ลง แล้วโน้มตัวไปกินอาหารแมวคลุกคาเวียร์อย่างสบายใจเฉิบ

โบราณว่าไว้ ‘แมวก็เหมือนเหล็ก ข้าวก็เหมือนเหล็กกล้า ไม่กินสักมื้อคงหิวจนตาลาย’ ไม่ว่าเยี่ยนฉือจะเศร้าแค่ไหนเขาก็ต้องกิน

เฉียวโม่เปิดคาเวียร์กระปุกที่สองแล้วเติมให้เจ้าเหมียว

เยี่ยนฉือถอนหายใจยาวพลางเลียอุ้งเท้าของตัวเอง เตรียมงีบหลับหลังอิ่มท้อง เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่นช้าๆ และเห็นเฉียวโม่เปิดคอมพิวเตอร์พอดี

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เยี่ยนฉือจึงเข้าไปร่วมสนุกด้วย

ไม่เห็นยังไม่เป็นไร แต่พอได้เห็น เยี่ยนฉือก็ถึงกับอึ้ง

เฉียวโม่ไม่ได้เปิดเกมมาหลายวันแล้ว วันนี้จู่ๆ กลับลงแข่งเลื่อนแรงก์ซะอย่างงั้น

ต้องรู้ก่อนว่าการแข่งเลื่อนแรงก์ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเป็นงานหินสุดๆ เด็กนักเรียนเยอะเกินไป ดีไม่ดีอาจจะสุ่มเจอคนเล่นเกมแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ได้ง่ายมาก ดังนั้นถ้าไม่ร้อนเงินมาก ปกติแล้วเยี่ยนฉือจะเลี่ยงงานรับจ้างเล่นเกมช่วงสองเดือนนี้ไป

เฉียวโม่เลือกโหมดจับคู่แบบสุ่ม 2v2 อย่างใจเย็น แล้วลงเล่นไปสองตา

ตาแรก…เพื่อนร่วมทีมพาเฉียวโม่แพ้

ตาที่สอง…เฉียวโม่พาเพื่อนร่วมทีมแพ้

เพื่อนร่วมทีมที่ระบบสุ่มมาส่งเครื่องหมายคำถามมาสองอัน

 

เด็กประถม??

MO อยู่มหาลัยแล้ว

เพื่อนร่วมทีมมีท่าทีดีขึ้นมาหน่อย งั้นเป็นผู้หญิง?

MO ผู้ชาย

 

เพื่อนร่วมทีมโกรธจัดจนกดออกจากทีม

เฉียวโม่สุ่มเพื่อนร่วมทีมอีก แล้วก็แพ้อีกครั้ง

เยี่ยนฉือที่นั่งดูอยู่ข้างๆ ตาค้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เขาปั้นมากับมือจะเล่นได้กากขนาดนี้

ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะประเมิน MO สูงเกินไป…

หลงรูปจนขาดสติ! หลงรูปจนขาดสติ!

เยี่ยนฉือยกอุ้งเท้าแมวตบหน้าตัวเองไปหนึ่งที ร่างแมวของเขากลับมามีสติเต็มที่

เขาหันกลับไปมองบนหน้าจอ MO ตายอีกแล้ว

เยี่ยนฉือ “…เมี้ยว?”

เฉียวโม่มั่นใจว่าแมวดูหนังได้ เพราะหนังมีภาพเหมือนชีวิตจริง แต่ถ้าเป็นเกมล่ะก็ เสี่ยวเฮยของเขาไม่มีทางเข้าใจได้แน่

ขณะที่เขาคิดแบบนั้น ก็สบตากับเจ้าเหมียวโดยไม่ตั้งใจ

สีหน้าเจ้าเหมียวเหมือนพูดอะไรไม่ถูก

เฉียวโม่เริ่มรู้สึกอับอายขึ้นมานิดๆ เขาเปลี่ยนไอดีอย่างเก้อเขินพลางอธิบายกับเจ้าเหมียวว่า “สงสัยไอดีนี้อาจจะไม่เวิร์ก เดี๋ยวเปลี่ยนใหม่แล้วกัน”

จากนั้นเยี่ยนฉือก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

เพราะว่าไอดีที่เฉียวโม่ล็อกอินคือไอดี ‘YAN’ ที่เขาขายทิ้งไปเมื่อเดือนก่อน

เยี่ยนฉือสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไป เขากะพริบตาถี่ๆ แล้วรีบพุ่งไปดูที่หน้าจอใกล้ๆ เขามั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือไอดีที่เขาสร้างไว้เล่นเป็นเพื่อนเฉียวโม่แน่ๆ!

“เมี้ยว!” นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!

เขาตบอุ้งเท้าแมวบนหน้าจอรัวๆ ส่งเสียงเมี้ยวถาม อารมณ์เหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกำลังนั่งรถไฟเหาะ

เฉียวโม่ฟังเสียง ‘เมี้ยวๆๆ’ เป็นชุดแล้วตอบไม่ตรงคำถาม เพียงโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจว่า “ใช่แล้ว ไอดีนี้เทพมาก! ไปกัน พวกเราไปลงดันเจี้ยนกันเถอะ”

เยี่ยนฉือรู้สึกว่า ‘ร่างแมวสั่นสะท้าน’ นี่ถือเป็นลางร้ายแน่ๆ!

 

* รักบ้านก็พลอยรักอีกาบนหลังคาบ้าน หมายถึงเมื่อรักใครสักคนก็ย่อมรักไปถึงคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นด้วย

บทที่ 23

นายไม่กาก?

 

เฉียวโม่เอ่ยพึมพำอย่างจริงจัง ขณะเข้าไปในช่องแชตของเซิร์ฟเวอร์โลกเพื่อตามหาสมาชิกทีม

เยี่ยนฉือโน้มตัวไปข้างหน้า เห็นว่ารายชื่อเพื่อนของเฉียวโม่ที่ว่างเปล่ามีแค่ MO เพียงคนเดียว เยี่ยนฉือได้ลบเพื่อนคนอื่นๆ ก่อนจะขายบัญชีไปแล้ว และเฉียวโม่ก็ไม่ได้เพิ่มเพื่อนกลับเข้าไปอีก

ในรายชื่อด้านหลังไอดีของ MO ยังคงมีเครื่องหมายศิษย์อาจารย์ติดอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

เยี่ยนฉือสับสน คาดเดาความคิดของเฉียวโม่ไม่ออก เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ซื้อไอดีของเขาไปจะเป็นเฉียวโม่

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเขาก็ยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม เฉียวโม่ใช้ไอดีของ YAN เปิดกรอบโพรไฟล์ของ MO แล้วใช้ไอเทมเพิ่มค่าความสัมพันธ์อย่างคล่องแคล่ว

ค่าความสัมพันธ์แบบนี้จะลบล้างทุกไตรมาส คนที่ต้องการรักษาค่าความสัมพันธ์ไว้จะต้องทำภารกิจใหม่ สะสมไอเทม แล้วค่อยๆ เพิ่มค่าความสัมพันธ์ขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อค่าความสัมพันธ์ถูกเติมเต็ม ทั้งสองคนก็สามารถเรียกอีกฝ่ายมาอยู่ข้างกายตัวเองได้ แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ต่อสู้ก็ตาม

ตามกฎของการลบล้างนี้ มีเพียงคนที่ความสัมพันธ์ดีต่อกันมากๆ เท่านั้นที่จะทำเรื่องยุ่งยากอย่างการไปปั้นค่าความสัมพันธ์ซ้ำๆ

ตอนนี้เฉียวโม่ก็คือคนที่ทำเรื่องยุ่งยากคนนั้น

หัวใจน่ารักเล็กๆ เต้นดุกดิกเต็มหน้าจอ ความทรงจำที่เคยตายไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาถาโถมเข้าใส่เยี่ยนฉืออย่างไร้ความปรานี

เพราะในอดีตคนที่คอยปั้นค่าความสัมพันธ์อยู่เสมอก็คือเยี่ยนฉือนั่นเอง เขาเคยคิดว่า MO ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเกินความคาดหมายของเขาไปหน่อย…

เยี่ยนฉือดึงความคิดกลับมา ไม่มีเวลาที่จะคิดฟุ้งซ่านถึงอดีตอีกต่อไป

เพราะคนที่ไม่น่าไว้ใจอย่างเฉียวโม่คนนี้ดันใช้ไอดีของเขาไปเลือกทีมแบบสุ่มที่ดูอย่างไรก็อันตรายสุดๆ แล้วเนี่ยสิ

เยี่ยนฉือที่ดูอยู่ข้างๆ เหมือนกับกระต่ายตื่นตูมอยู่ตลอดครึ่งชั่วโมง

เฉียวโม่ตายไปทั้งหมดสามรอบ และก็ตายอยู่ที่เดิมทุกครั้ง

เยี่ยนฉือรู้จักดันเจี้ยนที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้ดี มันยากใช่เล่น ซึ่งจะมีบอสทั้งหมดหกตัว

ก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เคยตามกิลด์เปิดดันเจี้ยนบุกโจมตีไปถึงบอสตัวที่ห้าแล้ว เวลานั้นยังไม่มีใครตีบอสตัวที่หกได้เลย เขาจำได้ว่าตัวเองเคยรับปาก MO ว่าพอฝ่าด่านไปได้สุดทางแล้วเขาก็จะตั้งทีมขึ้นมา โดยแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้า แล้วพาทุกคนไปบุกดันเจี้ยนสักรอบหนึ่ง

แต่ว่าทีมของเฉียวโม่ในตอนนี้ขนาดตีบอสตัวที่สองยังไม่รอดเลย

ทั้งที่ตามหลักแล้วบอสตัวที่สองถือว่าง่ายที่สุดในดันเจี้ยนนี้ ไม่ต้องใช้เทคนิคมากมายหรือหลบสกิลศัตรูให้วุ่นวาย ขอแค่ทนรับท่าไม้ตายแรกของมันได้ก็เท่ากับผ่านไปได้ง่ายๆ

เยี่ยนฉือรู้สึกแปลกๆ พอดูให้ละเอียดก็พบว่าทีมนี้ไม่ได้บัฟ* ให้ครบก่อนลงสนามต่อสู้ด้วยซ้ำ

ต้องรู้ก่อนว่าแค่บอสตัวที่สองปล่อยท่าไม้ตายก็สามารถทำให้เลือดของทั้งทีมลดไปหนึ่งในสามได้แล้ว ถ้าใครตัวบางหน่อยก็แทบจะขาดเลือด ฮีลเลอร์** ในทีมไม่มีทางรักษาทันแน่นอน

บัฟเล็กๆ เหล่านั้นที่ดูไม่มีอะไร แต่ในจังหวะสำคัญกลับสามารถช่วยให้รอดชีวิตได้อีกหลายวินาที เปิดทางให้ฮีลเลอร์มีเวลามากพอที่จะเติมเลือดให้กับทุกคน

หลังจากที่พวกเขาแพ้ยกทีมเป็นครั้งที่ห้า เยี่ยนฉือรู้สึกเหมือนความดันโลหิตพุ่งสูง อดไม่ได้ต้องชี้แนะสักหน่อย

“เมี้ยว?” เดินมาตรงนี้ทำไมเนี่ย

“เมี้ยว!” นายเปิดเกราะดิ๊!

“เมี้ยว” นายโจมตีช้าไป

“เมี้ยวๆ?” ทีมนายเพี้ยนไปแล้วปะเนี่ย

“เมี้ยวๆๆ! เมี้ยว! เมี้ยว!” เฉียวโม่ นายเดินมั่วอะไรของนายกัน! มาทางนี้ดิ! ว้อยย!

กลางหน้าจอระบบแสดงข้อความอย่างอ่อนโยน

 

[ทีมของคุณถูกกำจัดทั้งหมดแล้ว]

 

เฉียวโม่เกาปลายจมูกเบาๆ ถอนหายใจเอ่ยว่า “ทีมนี้กากจัง”

เยี่ยนฉือหันขวับไปมองอดีต ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ ที่กล้าพูดจาโอหังด้วยแววตาตื่นตกใจ พร้อมกับเกิดความสงสัยในชีวิตแมวขึ้นทันที

“เมี้ยว?” นายไม่กากเลยงั้นสิ?

เฉียวโม่แสดงความเห็นออกมาได้ไร้เดียงสามาก เขาก็แค่อยากหาทีมลงดันเจี้ยนให้หมดโควตาประจำสัปดาห์ แต่ไม่คิดว่าจะเจอทีมตัวถ่วงขนาดนี้ สกิลของทั้งทีมไม่ได้เรื่อง ระดับการประสานงานก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ถ้าเป็นเยี่ยนฉือคงออกจากกลุ่มตั้งแต่รอบแรกแล้ว

เฉียวโม่กลับป้อนปลาแห้งให้เจ้าเหมียวที่ร้องไม่หยุดอย่างใจเย็นพลางพูดขึ้นช้าๆ “เกือบลืมไปแล้ว วันนี้ยังไม่ได้ให้ปลาแห้งนายเลย”

“เมี้ยว?” ตอนนี้มันใช่เวลามากินปลาแห้งหรือไง

เยี่ยนฉือปากไม่ตรงกับใจ ต้านทานกลิ่นหอมยั่วยวนของปลาแห้งไม่ไหวโดยสิ้นเชิง หลังกัดปลาแห้งคำหนึ่งด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว เขาก็กระโดดไปหาเฉียวโม่พร้อมคาบปลาแห้งอยู่ในปาก ใช้อุ้งเท้าตบบนหน้าจอเบาๆ พูดกับเฉียวโม่อย่างหัวเสียว่า

“เมี้ยว!” ออกจากทีมซะ!

ปลาแห้งร่วงลงบนคีย์บอร์ด

“เมี้ยวๆ!!” ออกไปจากทีมกากๆ นี้ซะ!!

เห็นได้ชัดว่าเฉียวโม่ไม่เข้าใจความขุ่นเคืองของเจ้าเหมียวสักนิด ที่เขาเล่นเกมเดิมทีก็แค่เพื่อฆ่าเวลา ไม่สนใจเรื่องแพ้ชนะเลย ก่อนหน้านี้มีเยี่ยนฉือเป็นพี่เลี้ยง ได้รับชัยชนะจนชินชา ตอนนี้แพ้ซะบ้างก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ของชีวิต

เฉียวโม่มองตรงไปที่เจ้าเหมียว บังอาจคาดเดาความคิดเจ้าเหมียวว่า “นาย…หรือว่านายกำลังด่าว่าฉันเล่นเกมกากเกินไป”

“เมี้ยว!” ไม่ได้ด่านายซะหน่อย!

เยี่ยนฉือวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

“เมี้ยว เมี้ยวๆ” พูดอย่างเป็นกลางเลยนะ เพราะทีมนี้ถ่วงแข้งถ่วงขานายต่างหาก

เฉียวโม่ลูบคาง แสร้งทำเป็นฟังภาษาแมวรู้เรื่องทั้งที่ความจริงไม่เข้าใจอะไรเลย จากนั้นก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเข้าใจแล้ว วันนี้เขาเพิ่งให้เจ้าเหมียวกินปลาแห้งไปแค่ตัวเดียวนี่เอง เขาปลอบมันอยู่สองสามประโยค ก่อนจะเดินไปทางตู้เก็บของพลางบ่นพึมพำว่า “ฉันนี่มันโง่จริงๆ เสี่ยวเฮยจะเข้าใจเกมได้ยังไงกันนะ”

คำพูดที่ยังไม่ทันหลุดจากปากของเยี่ยนฉือถูกกลืนกลับลงไปทันที แม้แต่ไฟโกรธที่กำลังลุกโชนก็ถูกดับไปเกือบครึ่ง เขาได้สติกลับมากะทันหัน ย่องออกจากตรงหน้าจอด้วยย่างก้าวของแมวจริงๆ

เมื่อครู่เขาเล่นใหญ่เกินไป ถ้าเฉียวโม่รู้ว่าเขาไม่ใช่ลูกแมวธรรมดาคงกลายเป็นเรื่องยุ่งแน่

เยี่ยนฉือยกเท้าแมวแตะหน้าอก สาบานกับตัวเองว่าจะระวังตัวให้มากกว่านี้ แต่เพิ่งจะสาบานไปได้หนึ่งวินาที เขาก็ถูกทีมที่สุ่มเจอทีมนั้นทำให้โมโหจนร้อง “เมี้ยวๆ!” ลั่นอีกครั้ง

หลังจากเห็นทีมที่สุ่มมาพ่ายแพ้ยับเยินเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ เยี่ยนฉือก็ทิ้งตัวขดเป็นก้อนกลมเล็กๆ เข้าสู่โหมดปิดตัวทันที

ถ้าสวรรค์เมตตาให้เขาได้โอกาสอีกครั้ง ขอย้อนเวลากลับไปตอนที่เขากับเฉียวโม่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน แล้วเขาจะเตือนอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดว่า ‘นายต้องสาบานนะว่าชาตินี้จะไม่เลือกทีมแบบสุ่มเด็ดขาด’

คนในทีมส่วนใหญ่เล่นกากกันเกินไปแล้ว พอเหนื่อยมากก็พากันยอมแพ้ หลังจากหัวหน้าทีมถามความเห็นของทุกคนด้วยความอ่อนล้า ก็ประกาศยุบทีมแล้วแยกย้ายกันไป

ขอให้ไม่ต้องมาเจอกันในยุทธภพอีกเลย

เฉียวโม่บิดขี้เกียจ ไม่ปล่อยให้ความพลิกผันในเกมมาทำลายอารมณ์ดีๆ ของเขา เขาอุ้มเจ้าเหมียวตัวนุ่มฟูที่ขดตัวเป็นก้อนกลมขึ้นมากอดในอ้อมแขน

เยี่ยนฉือร้องง้าวเสียงหนึ่ง ดิ้นจนหลุดออกจากอ้อมอกของเฉียวโม่ ก่อนกระโดดไปข้างๆ แล้วหันหลังให้เขา

เฉียวโม่คลานตามไปเงียบๆ พลางหนุนคางอยู่บนแขนขวา แล้วใช้มือซ้ายจิ้มหูแมวเล่นไม่หยุด โดยไม่กลัวว่ามันจะรำคาญสักนิด

เยี่ยนฉือสะบัดหูไปมา ก่อนใช้อุ้งเท้าตีมืออีกฝ่ายเบาๆ พร้อมส่งเสียงร้องออกมา “เมี้ยว”

เยี่ยนฉือเตือนแล้วเตือนอีกแต่ก็ไม่มีประโยชน์ เฉียวโม่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เขาจึงขยับตัวออกห่างอีกนิดด้วยความเหนื่อยใจ

เฉียวโม่ยังคงตามมาโดยไม่แยแสสิ่งใด ทำตัวติดกับเจ้าเหมียวอย่างหน้าด้านๆ

เยี่ยนฉือเบือนหน้าหนีอย่างแง่งอน ทำท่าเตรียมจะลุกหนี เฉียวโม่กลับรีบคว้าอุ้งเท้าน้อยๆ ของเจ้าเหมียวไว้อย่างประจบประแจง บีบนวดเบาๆ แล้วพูดเหมือนคุยกับเพื่อนสนิทว่า “ฉันเคยเล่าให้นายฟังไหมว่าฉันมีอาจารย์ในเกมคนหนึ่ง”

เยี่ยนฉือนั่งลงไปใหม่อีกครั้ง

“เขาเก่งทุกอย่าง แล้วก็ดีกับฉันมาก” เฉียวโม่ใช้นิ้วชี้เกาเบาๆ ตรงหว่างคิ้วของเจ้าเหมียว พูดต่อเหมือนรำพึงกับตัวเอง “ถ้าเป็นเขาคงผ่านด่านพวกนี้ได้ในรอบเดียว นอกจากเขาเป็นหัวหน้าทีมแล้ว ยังสั่งการทีมได้ด้วย เก่งกว่าคนอื่นตั้งเยอะ!”

เยี่ยนฉือที่ถูกชมอดไม่ได้ที่จะยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

แต่โทนเสียงของเฉียวโม่กลับค่อยๆ เศร้าหมองลง เหมือนดาวตกที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน “แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจฉันแล้ว…เพื่อจะหลบหน้าฉัน เขาถึงขั้นขายไอดีของตัวเองเลยด้วยซ้ำ”

* บัฟ หมายถึงการเพิ่มความสามารถหรือสถานะให้กับบางสิ่งเป็นการชั่วคราว

** ฮีลเลอร์ คือตัวละครที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูพลังชีวิตของเป้าหมายที่กำหนด

บทที่ 24

ไม่มีเขาแล้ว

 

เยี่ยนฉือสะดุ้งโหยงเพราะคำพูดนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมาอุดกั้นไว้ เขาเริ่มจะฟังไม่รู้เรื่องแล้ว

ถ้าเขากับเฉียวโม่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แล้วเฉียวโม่รู้สึกเสียใจ เขายังพอจะเข้าใจได้ แต่หลังจากพวกเขาได้เจอหน้ากันแล้ว วันนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันอย่างไร้เยื่อใยทันที แต่ทำไมเฉียวโม่ถึงยังดูเสียใจถึงขนาดนี้อีกล่ะ

เขาจำได้ดีว่าพวกเขาสองคนไม่ชอบหน้ากัน หรือว่าเขาจำอะไรตกหล่นไปหรือเปล่า

เยี่ยนฉืออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้อยู่ดี

เฉียวโม่ที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่ได้คาดหวังว่าเจ้าเหมียวจะเข้าใจความทุกข์ใจของเขา เขาพลิกตัวนอนหงาย สายตาเหม่อมองเพดาน ความคิดล่องลอยไปไกล

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉียวโม่ดูนิ่งไปเล็กน้อย พูดเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง “พอผ่านดันเจี้ยนใหม่ ระบบจะให้พลุหายากมาหนึ่งชุด เขาเคยบอกฉันว่าถ้าเอาไปจุดในแผนที่ตอนกลางคืนจะต้องสวยมากแน่ๆ”

แน่นอนว่าเยี่ยนฉือยังคงจำได้ เดิมทีเขายังคิดว่าพอได้พลุมาแล้ว เขาจะสารภาพรักกับ MO

น่าเสียดายที่การพบหน้ากันทำลายแผนการของเขาไปโดยสิ้นเชิง

เยี่ยนฉือหลุบตาลงมองเห็นเส้นด้ายที่เขาดึงออกจากพรมได้ชัดเจน เขานอนลงเงียบๆ ด้วยท่าทางที่ดูเชื่องมาก

“เสี่ยวเฮย” เฉียวโม่เรียกเขา

เยี่ยนฉือเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับสายตากระจ่างชัดของเฉียวโม่พอดี แววตาของเขาอ่อนโยนราวกับเมฆในยามสนธยา

เขาได้ยินเฉียวโม่พูดว่า “พอไม่มีเขา ฉันก็เหมือนเล่นไม่เป็นแล้ว”

เฉียวโม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกแขนขึ้นมาปิดตา

“ไม่มีพลุแล้ว”

ประโยค ‘เล่นไม่เป็น’ ของเฉียวโม่ไม่รู้ว่าเพราะ ‘เล่นไม่เก่ง’ จริงๆ หรือเพราะไม่มีเยี่ยนฉือแล้ว การเล่นเกมนี้ต่อไปก็หมดความหมายสำหรับเขากันแน่

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เฉียวโม่ก็ยังซื้อไอดีที่เยี่ยนฉือประกาศขายอยู่ดี เขาไม่อาจตัดใจจากความทรงจำเหล่านั้นได้

เขากัดริมฝีปากแน่น แค่คิดว่าเยี่ยนฉือรังเกียจเขาแค่ไหน ความเจ็บปวดมากมายที่อธิบายไม่ถูกก็ก่อตัวขึ้นทันที เขารีบใช้แขนบังดวงตาของตัวเอง ซ่อนสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้ไว้ใต้เงาแขน เขานอนอยู่ข้างเจ้าเหมียว ไหล่ที่พยายามอดกลั้นไว้สั่นเทิ้มเบาๆ กดข่มความรู้สึกขมขื่นในใจของตัวเองเอาไว้อย่างเศร้าโศก

เสียงสะอื้นของเขาไม่ได้มีไว้ให้เจ้าเหมียวฟัง และไม่ได้มีไว้ให้ตัวเองฟังเหมือนกัน

เฉียวโม่พูดซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาไม่มีวันส่งพลุมาให้ฉันอีกแล้ว”

เจ้าเหมียวเห็นเฉียวโม่เสียใจก็ตกใจในตอนแรก สงสัยอยู่หลายครั้งว่าสายตากับหูของตัวเองมีปัญหาหรือเปล่า ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้าขณะที่เฉียวโม่ยังคงพึมพำกับตัวเองอย่างน่าสงสาร ใช้ปลายจมูกแตะแก้มของเฉียวโม่เบาๆ และกระซิบคล้ายกำลังขอโทษที่ทำผิดไป

“เมี้ยว” อย่าร้องไห้อีกเลย

 

คืนนั้น

แสงจันทร์มืด ลมแรง ทั้งอพาร์ตเมนต์เงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

แมวตัวหนึ่งยื่นหัวออกมาจากช่องประตูห้องนอนอย่างลับๆ ล่อๆ จากนั้นก็พุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดขึ้นโต๊ะกาแฟอย่างคล่องแคล่ว เขาเปิดโน้ตบุ๊กบนโต๊ะอย่างชำนาญ ก่อนปรับเป็นโหมดเงียบ

มุมขวาล่างของหน้าจอแสดงเวลาตีหนึ่งเป๊ะ

ใบหน้าของเยี่ยนฉือเคร่งขรึม อุ้งเท้าแมวกดอยู่บนแป้นพิมพ์เบาๆ ล็อกอินเข้าไอดีเกมที่ใช้ชื่อว่า ‘YAN’

สำหรับบัญชีนี้ แม้แต่รหัสผ่านก็ไม่เคยเปลี่ยน

หน้าจอที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยนฉือ เขาจัดการอะไรบางอย่างอยู่พักหนึ่ง ไม่มีแก่ใจส่งข้อความขอความช่วยเหลือหาไป๋อี้หนิงเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้มีบางอย่างที่สำคัญกว่าต้องทำ

เยี่ยนฉือเปิดช่องเก็บของลับในไอดีอย่างใจเย็น ควานหาไอเทมสองสามอย่างที่ซุกซ่อนไว้ข้างใน

เขานับจำนวนแล้วคำนวณอย่างเงียบๆ ว่ายังขาดไอเทมที่ต้องการอีกเท่าไร

เยี่ยนฉือไม่เคยบอกเฉียวโม่เลยว่าในเกมนั้นมีทั้งหมดสองวิธีที่จะได้พลุมา หนึ่งคือต้องเคลียร์ดันเจี้ยนพิเศษให้ครบภายในสามเดือน แล้วระบบจะมอบให้เป็นรางวัล วิธีที่สองคือสะสมไอเทมที่มีความซับซ้อน แล้วสร้างมันขึ้นมาเอง

ก่อนหน้านี้เยี่ยนฉือเคยกังวลว่าดันเจี้ยนพิเศษนั้นยากเกินไป เขาอาจไม่มีทางเคลียร์ได้หมดภายในเวลาสามเดือน ก็เลยแอบลงมือสะสมไอเทมไว้ครึ่งหนึ่งโดยไม่บอกใคร

ตอนแรกนึกว่าคงไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่พอนึกถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น เขาก็ยังตัดสินใจส่งพลุให้เฉียวโม่อยู่ดี

ขณะรวบรวมไอเทม เยี่ยนฉือมักจะนึกถึงภาพของเฉียวโม่ที่ขอบตาแดงก่ำเสมอ

จู่ๆ เขาก็รู้สึกจุกแน่นภายในอก

ภาพเหตุการณ์ตอนกลางวันยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นไอดีของเขาที่ถูกเฉียวโม่ซื้อไป หรือพฤติกรรมที่เฉียวโม่เล่นเกมคนเดียวเพื่อเพิ่มค่าความสัมพันธ์ระหว่างสองบัญชี หรือจะเป็นสีหน้าเสียใจของอีกฝ่าย นี่ล้วนกลายเป็นอุปสรรคที่คอยรบกวนจิตใจของเยี่ยนฉือในการทำพลุ

เขาคิดจนว้าวุ่นใจ คิดจนหน้าแดงก่ำไปหมด

เขายิ่งรู้ดีว่าวินาทีที่รู้ว่าเฉียวโม่ไม่ได้รังเกียจตัวเองนั้น นอกจากความประหลาดใจแล้ว ยังเอ่อล้นไปด้วยความดีใจอันเต็มปรี่

ใช่ว่าเยี่ยนฉือไม่เคยทบทวนความรู้สึกของเฉียวโม่

แต่ก็เหมือนกับตอนที่เขากลายเป็นแมวแล้วเริ่มพิจารณาสิ่งต่างๆ ในแง่มุมใหม่ บางทีหลังจากได้เล่นเกมด้วยกัน เฉียวโม่เองก็อาจมองเขาเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน

พอครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว วันที่ได้เจอหน้ากัน เฉียวโม่เป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนอย่างชัดเจน ช่วยไม่ได้ที่ตอนนั้นเยี่ยนฉือยังถูกอคติในอดีตบังตา ถึงได้กลายเป็นความเข้าใจผิดมากมายในภายหลัง

ที่แท้พวกเขาไม่ได้รังเกียจกันมานานแล้ว

เยี่ยนฉือมองดูรายชื่อเพื่อนที่ค่าความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ถูกเติมจนเต็มหลอด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกดี เขานั่งลงเงียบๆ หลังจากชื่นชมมันอยู่สิบนาทีเต็มเขาก็พยายามรวบรวมสมาธิ จ้องแป้นพิมพ์แล้วลงมือพิมพ์อย่างรวดเร็ว

เขาพึมพำในใจเป็นภาษาแมว ก็แค่พลุไม่ใช่เหรอไง รอก่อนเถอะ! ฉันจะทำมันสักสิบดอก แล้วใส่ให้เต็มแผนที่กลางคืนเลย!

แต่ก่อนที่เยี่ยนฉือจะได้ลงมือทำให้สำเร็จ ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยพลันจู่โจมร่างกายของเขา เขานึกในใจว่า แย่แล้ว รีบกระโดดลงจากโต๊ะกาแฟทันที

พริบตาเดียวเขาก็ยกอุ้งเท้าแมวขึ้นมา มันได้กลายเป็นสองมือมนุษย์โดยไม่คาดคิดไปแล้ว

“…”

ทำไมการแปลงร่างของเขาถึงชอบมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ล่ะ

จากประสบการณ์แปลงร่างอันแสนสั้นเมื่อครั้งก่อน คราวนี้เยี่ยนฉือไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก เขาต้องสังเกตให้ดีว่าการแปลงร่างของตัวเองมีกฎเกณฑ์หรือเวลายังไงกันแน่ เขายื่นแขนที่แข็งแรงออกไปคว้าเสื้อผ้าเก่าๆ ของเฉียวโม่จากหลังโซฟามาสวมใส่ ก่อนจะคว้าโน้ตบุ๊กแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องเก็บของทันทีเพื่อไม่ให้เฉียวโม่จับได้

สำหรับมนุษย์สายพันธุ์แมวอย่างเขาแล้ว ช่องเล็กๆ ที่ทั้งมืดและแคบไม่มีผลอะไรกับเขาเลย

ตรงกันข้าม เยี่ยนฉือกลับรู้สึกสบายใจมากกว่าเสียอีกเวลาอยู่ในห้องเก็บของ เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็เป็นแบบนี้ เขาชอบไปแอบงีบอยู่ในกล่องหรือไม่ก็ใต้เตียง รอให้แม่มาเจอเขา

พอนึกถึงตรงนี้มือของเยี่ยนฉือที่จับเม้าส์ก็ชะงักกึก

  

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน คนที่ผมแอบชอบเป็นแมว?

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

 

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: