ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 67 เปิดผลการคัดเลือก
หลังจบไลฟ์ ซับกระสุนกับช่องคอมเมนต์ยังคงมีฟีดใหม่ขึ้นมาแบบเรียลไทม์
‘เป็นไลฟ์ที่สุดยอดมาก ฉันฟังแล้วร้องไห้โฮเลย…’
‘เวลาสองอาทิตย์ ทั้งเขียนเพลง ฝึกซ้อม หัดเล่นเครื่องดนตรีใหม่ สุดท้ายก็มารวมตัวกันแสดงแบบนี้ เป็นการชาเลนจ์ขั้นสุดจริงๆ แถมพวกเขายังไม่ใช่วงดนตรีเล็กๆ วงเดียว แต่มีกันสิบคน แต่ละคนมีซีนกันหมดแบบนี้มันไม่ง่ายเลยจริงๆ’
‘ในมุมของผู้ชมขาจร ความจริงทั้งสามกลุ่มแสดงได้ดีมาก มีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่สองกลุ่มแรกมีนักดนตรีที่ถูกจัดให้นั่งรอข้างเวที งานที่ออกมาเลยเหมือนเป็นเพลงของวงใดวงหนึ่งมากกว่า มีแต่เพลงฉันจะกลับมาที่ถ้าให้วงใดวงหนึ่งในกลุ่มบีเอาไปเล่นเองไม่มีทางเล่นได้เด็ดขาด มันเลยเป็นผลงานที่เกิดจากความสามารถของสมาชิกทุกคน เป็นคำตอบมาตรฐานในการแข่งขันแบบทีมอย่างแท้จริง’
‘โชคดีที่ไล่ช่างไฟสมควรตายคนนั้นออกไป เวทีของกลุ่มบีไม่ต้องการไฟจ้าตาบอดอยู่แล้ว…ตาของหนานอี่แดงก่ำจริงๆ เห็นแล้วปวดใจจัง’
‘หรือว่า…ที่เขาใส่ผ้าปิดตาสีดำตอนเป่าแตรซอนาเป็นเพราะท่อนนั้นเป็นท่อนที่ต้องใช้ไฟแรงที่สุด ผ้าสีดำพอจะช่วยกรองแสงได้บ้าง’
‘กลุ่มเอสมาแบบไฟลุก แต่กลุ่มบีมาแบบฆ่าได้ฆ่า! ยิ่งตอนสุดท้ายที่ฉินอีอวี๋ชูกระดาษขึ้นมาร้องเพลงยิ้มๆ ว่า ‘ฉันจะตามไปเกาะหลังมัน’ นี่คือกะเอากันถึงตาย’
‘น่าจะมีคนโยนกระดาษก้อนนั้นขึ้นไปตอนเริ่มแสดง เมื่อวานฉันไถมือถือ เห็นว่ามีแอนตี้แฟนบอกจะมาปากระดาษใส่เขาในงาน ทุเรศมาก ถ้าทางไลฟ์เฮ้าส์ไม่ห้ามเอาอาหารและเครื่องดื่มเข้างานอาจจะมีคนเอาน้ำไปสาดใส่เขาเลยก็ได้’
‘ไอ้โรคจิตที่ปากระดาษใส่เขาน่าจะคิดไม่ถึงว่าสุดท้าย qyy จะเอากระดาษของเขามาเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง ให้ทุกคนที่อยู่ข้างล่างเวทีได้รู้ว่าไอ้โรคจิตนั่นกำลังบูลลี่เขา ระวังเถอะ กลางคืนจะฝันร้าย’
‘เรื่องที่ควรพูดก็ดันไม่พูดกันซะงั้น โชว์ชวนขนหัวลุกของกลุ่มบีนี่คือท็อปฟอร์มที่สุดแล้ว พวกชอบบูลลี่ตัวจริงน่าจะกำลังเหงื่อแตกเต็มหลังอยู่ข้างล่างเวที เพราะพวกที่เอาทัวร์มาลงฉินอีอวี๋ในอินเตอร์เน็ตต้องรีบวิ่งมาดูไลฟ์สดกันตั้งแต่ช่วงแรก พวกโรคจิตนี่ทรงงานหนักยิ่งกว่าแฟนคลับอีก จะได้ใช้พิธีนี้ปราบพวกเปรตนั่นให้อยู่หมัด’
‘ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกว่าการมีนักดนตรีเป็นสิบคนมันเยอะเกินไปหน่อย เพราะหลายคนเล่นเครื่องดนตรีซ้ำ แบบนั้นงานต้องออกมาไม่เวิร์กแหง แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเพิ่มเครื่องดนตรีพื้นเมืองเข้ามาเยอะมาก เครซี่แบนด์รีบปล่อยเพลงนี้ออกมาเร็วๆ หน่อยสิ เพลงแนวพิธีกรรมบวกส่งวิญญาณแบบนี้ ฉันฟังได้เป็นร้อยรอบ!’
‘มีแฟนคลับคนไหนสังเกตเห็นไหมว่าตอนจบเหมือนไม้ตีกลองของฉือจือหยางจะหักกระเด็นไปหรือเปล่า ฮ่าๆๆ โชคดีนะที่โชว์จบแล้ว ไม่งั้นเขาต้องร้อนใจตายแหง’
‘ฉือจือหยางตีกลองดุมาก ให้ฟีลสู้หลังชนฝาจริงๆ โปรสุดๆ’
‘ขอแทรกเกร็ดเล็กน้อยให้ทราบว่าฉือจือหยางเรียนเอกกลอง มหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ค่ะ’
‘อย่าบอกนะว่าหนานอี่ก็เรียนดนตรีพื้นเมืองด้วย? ตอนแตรซอนาออกมา ฉันงี้ชาตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปถึงกระหม่อม!’
‘เปล่าย่ะ เมื่อกี้มีครูสอนเป่าแตรซอนาคนหนึ่งออกมาเคลมว่าท่อนแตรซอนานั่น หนานอี่เรียนหลักสูตรเร่งรัดจากศูนย์ พูดได้ว่าเขามีพรสวรรค์สูงจนน่ากลัวจริงๆ’
‘ฉันรู้สึกว่าหนานอี่เป็นคนเรียนรู้ไว ล่าสุดฉันดูภาพเบื้องหลัง เห็นหลี่อินสอนเขาเล่นผีผา แป๊บเดียวก็เล่นได้แล้ว แถมรัวนิ้วได้เหมือนเป๊ะเลยด้วย’
‘ฉินหนานวันนี้มีโมเมนต์ใหม่ คู่วิญญาณชายมีการพันด้ายสีขาว พวกเธอจะวนเวียนอยู่รอบตัวอีกฝ่ายไปทั้งชีวิตเลยเหรอ’
‘มีแฟนคลับบอกว่าด้ายสีขาวบนนิ้วโป้งของฉินอีอวี๋เป็นพิธีกรรมแบบหนึ่งของชาวปู้หล่าง เรียกว่า ‘ตัดทางกลับบ้านของวิญญาณ’ เพื่อไม่ให้วิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับมาอาละวาด ตอนจะเอาศพไปฝัง พวกเขาจะผูกด้ายสีขาวเส้นหนึ่งไว้ที่นิ้วโป้งของผู้ตายแล้วโยงออกไปนอกโลง พอพิธีเริ่มพวกเขาก็จะตัดด้ายเส้นนี้ตอนยกโลงเดินออกไปนอกตัวบ้าน เพื่อทำให้วิญญาณหาทางกลับบ้านไม่เจอ…สเตจนี้มีการใช้ไฟทำให้เห็นว่า qyy ยืนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอด กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้านั่นน่าจะเป็นโลงศพ จนถึงท่อนพิธีกรรมเขาถึงตัดด้ายเส้นนั้นเองแล้วออกจากโลงมา…’
‘ความคิดแยบคายจนน่ากลัว ถึงจะชื่อเพลงฉันจะกลับมา แต่ความจริงคือเด็กที่ถูกบูลลี่จนตาย เขาไม่ได้ฟื้นคืนชีพ แค่ออกจากโลงมาในงานศพของตัวเองและกลับไปที่โรงเรียนเพื่อเจอกับความทรงจำตอนถูกบูลลี่อีกครั้ง…’
‘แต่ทำไมปลายด้ายขาวอีกด้านหนึ่งถึงไปอยู่ที่หนานอี่ได้ล่ะ ถ้าจะอ้างอิงตามธรรมเนียมนี้ แค่โยงด้ายขาวออกมาวางบนพื้นนอกโลงก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ’
‘ถ้าการตัดด้ายขาวทำให้หาทางกลับบ้านไม่เจอก็แปลว่าหนานอี่คือบ้านของฉินอีอวี๋’
‘ขำแฟนคลับเมนต์บนจัง qyy ทำสเตจไดรฟ์วิ่งกับคนดูครึ่งฮอลล์ สุดท้ายก็ได้กลับบ้าน แถมยังถูก ny ดึงขึ้นไปด้วย’
‘เลิกเม้าท์กันได้แล้ว พอแสดงเสร็จปุ๊บฉินอีอวี๋ก็เดินไปกอดหนานอี่ปั๊บ เล็งเป้าหมายแม่นอย่างกับติดเรดาร์’
‘พอไฟเปิดฉันถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหนานอี่ห้อยปิ๊กอันหนึ่งไว้ มีแฟนคลับคนไหนเป็นเลเวินฮุก* หรือเปล่า?!’
‘เวทีนี้ดีเทลเยอะมาก เครซี่แบนด์รีบปล่อยเวอร์ชั่นเต็มออกมาได้แล้ว ฉันจะขอดูแบบสแกนสักร้อยรอบ!’
หนานอี่ซบหน้าอยู่ในอ้อมแขนของฉินอีอวี๋ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเวทีก็เปิดไฟสว่างจ้าทำให้โชว์ที่เป็นเหมือนฝันสิ้นสุดลง ปลุกพวกเขาที่จมอยู่ในภวังค์ให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเฮและเสียงกรี๊ดดังสนั่นจากด้านล่างเวที
นักดนตรีทั้งสิบคนรวมตัวกอดกันก่อนเดินมาที่หน้าเวทีตามคำบอกของพิธีกร หนานอี่ไม่อยากยืนตรงกลางเลยเดินอ้อมหลังทุกคนไปตรงขอบเวที มือเบสหนุ่มรู้ว่าเจี่ยงเถียนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดในโซนคนดูคอยมองเขาอยู่ตลอด แต่เขากลับไม่สบตาเธอเลย
ไม่นานก็มีมือข้างหนึ่งปัดผ่านหลังมือของเขาก่อนที่เจ้าของมือจะเบียดตัวตามมา เป็นฉินอีอวี๋ที่ตอนแรกยืนอยู่กลางเวที
นักร้องหนุ่มโอบไหล่หนานอี่ พอได้ยินว่ามีคนตะโกนเรียกชื่อหนานอี่จากด้านล่างเวที เขาก็จับมืออีกฝ่ายโบกไปทางเสียงกรี๊ดนั้น
ผลคือทำให้เสียงกรี๊ดดังขึ้นกว่าเดิม
“กลุ่มบี! กลุ่มบี! กลุ่มบี!”
เสียงพิธีกรแทบจะถูกกลบหาย พิธีกรพูดยิ้มๆ “โชว์ของกลุ่มบีน่าตื่นตาตื่นใจมากจริงๆ ช่วงทำเพลงกับช่วงซ้อมทุกคนน่าจะเหนื่อยกันมาก ตอนนี้การแสดงจบแล้ว มีอะไรอยากพูดหรือเปล่าครับ”
ไมค์ถูกส่งไปให้หลี่อิน เธอพูดยิ้มๆ “ความจริงตอนแรกฉันอะดรีนาลินพลุ่งพล่านถึงได้อยากให้ทุกคนรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ไปแข่งกับกลุ่มอื่น แต่พอลงมือทำจริงถึงได้รู้ว่ามันยากมาก เนื่องจากพวกเรามาจากวงที่แตกต่างกัน สไตล์ก็ไม่เหมือนกัน เลยต้องหาจุดร่วมเพื่อทำงานด้วยกัน จนสุดท้ายพวกเราก็พบว่าหลายๆ คนในกลุ่มเราเคยถูกบูลลี่ มันเลยกลายเป็นทางออกในการทำงานของพวกเราค่ะ
แต่แค่มีจุดร่วมอย่างเดียวก็ยังไม่พอ การปรับตัวระหว่างวงดนตรีที่มีคนเป็นสิบคนมันยากมาก ลำพังแค่การปรับจูนกับการเรียบเรียงก็ใช้เวลาไปเยอะแล้ว ซึ่งจุดนี้พวกเราต้องขอบคุณหนานอี่เป็นอย่างมาก”
พอได้ยินหลี่อินเรียกชื่อตัวเอง หนานอี่ก็หันไปมองกลางเวที มือเบสหนุ่มเอียงศีรษะพลางยิ้มบางๆ
“ถ้าบอกว่าเพลงนี้คือหนังเรื่องหนึ่ง พวกเราทุกคนคือนักแสดง ฉันก็คิดว่าผู้กำกับจะต้องเป็นหนานอี่ เพราะเขาทำให้พวกเราทุกคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนมีผลงานชิ้นนี้ออกมาค่ะ”
ฉินอีอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างหนานอี่พยักหน้าไม่หยุด เขาใช้สองมือทำท่าดอกไม้บานไปวางตรงหน้าของหนานอี่
“ฉินอีอวี๋ อย่าคลั่งรักนักสิ!”
พิธีกรรีบตัดคิวไปที่หนานอี่ทันที “หนานอี่มีอะไรอยากพูดเกี่ยวกับการทำเพลงฉันจะกลับมาหรือเปล่าครับ มันมีนัยของการตายแล้วฟื้นหรือเปล่า”
หนานอี่รับไมค์ที่ทุกคนส่งต่อๆ กันมาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองไปทางผู้ชมแล้วเอ่ย “อย่างแรกผมต้องขอบอกว่าผมไม่ใช่ผู้กำกับ เพลงนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของนักดนตรีทุกคนในกลุ่มบี หากขาดคนใดคนหนึ่งไปย่อมไม่มีทางสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นแบบไหน ผมก็หวังว่าทุกคนจะจดจำนักดนตรีทุกคนไว้”
พูดจบมือเบสหนุ่มก็ผายมือออกไปขานชื่อทุกคน “มือกีตาร์เพลงฉันจะกลับมาของเรา อาซวิ่น มือกีตาร์ควบนักร้องนำ ซิ่วเหยี่ยน มือเบส ซุ่ยซุ่ย ผู้บรรเลงผีผาควบมือเบส หลี่อิน มือกลอง หลี่กุย กลองเซ่อคงกู่ หมิ่นหมิ่น มือกลองใหญ่ เสี่ยวหยาง นักเปียโนควบมือคีย์บอร์ด เหยียนจี้ และนักร้องนำในบทวิญญาณของการแสดงครั้งนี้ ฉินอีอวี๋”
สิ้นเสียงของเขาทั้งเก้าคนก็ตะโกนลั่น “และหนานอี่!”
ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ตะโกนชื่อของหนานอี่ด้วย
“ผู้บรรเลงแตรซอนาควบมือเบสและนักร้องนำ หนานอี่!!”
ผู้ชมต่างคึกคักกันสุดๆ แต่หนานอี่เพียงยิ้มน้อยๆ เขานิ่งไปก่อนจะพูดต่อว่า “ส่วนชื่อเพลง…มันไม่ได้แปลว่าตายแล้วฟื้น เพราะคนตายไม่มีวันฟื้นคืน เหมือนเสี่ยวหมิงในเพลงที่ไม่อาจฟื้นคืน แต่ต่อให้กลายเป็นผี เธอก็ยังทุกข์ทรมาน เพราะเธอหวังเหลือเกินว่าตัวเองจะสามารถกลายเป็นฝันร้ายเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกชอบบูลลี่ตลอดกาล เพื่อที่ตัวเธอจะได้ไม่ถูกลืม
ฉันจะกลับมาที่อยู่ในเพลง จริงๆ แล้วมีความหมายที่โหดร้ายมาก มันคือการเวียนวนซ้ำไปซ้ำมา การดำรงอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การบูลลี่เกิดขึ้นทุกวัน มีผู้เสียหายรายใหม่เกิดขึ้นเสมอ คนที่ทำร้ายคนอื่นก็มีที่ฟังดูสมเหตุสมผลในแบบของพวกเขา ลำพังเพลงเพลงเดียวคงไม่สามารถเรียกสติให้พวกเขารู้จักผิดชอบชั่วดีได้ พวกเราจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันจดจำว่าการบูลลี่เป็นเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิต โปรดอย่ามองข้ามความเจ็บปวดประเภทนี้ อย่าได้ลืมเด็ดขาด”
ประเด็นนี้หนักมาก บรรดาผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีจึงมีสีหน้าสะเทือนใจ มีคนตะโกนว่าจะไม่ลืม แต่หนานอี่รู้ดีว่าเพลงหนึ่งเพลงมีอิทธิพลสั้นมาก ต่อให้เหล่าผู้ชมจะรู้สึกหวั่นไหวและตื่นรู้ แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น
พิธีกรผงกศีรษะก่อนจะส่งคิวให้ฉินอีอวี๋ที่เป็นบุคคลตัวอย่างในประเด็นนี้ “อีอวี๋ล่ะครับ มีอะไรอยากพูดไหม”
เห็นได้ชัดว่ากระแสในอินเตอร์เน็ตตลอดระยะเวลาหลายวันมานี้ทำให้ทุกคนคาดหวังว่าฉินอีอวี๋จะมีปฏิกิริยามากกว่านี้ เพราะทุกคำที่เขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ล้วนถูกนำไปสร้างกระแสได้
หนานอี่ส่งไมค์ให้ฉินอีอวี๋แต่นักร้องหนุ่มไม่ได้ยื่นมือออกมารับ เขายังคงพาดแขนไว้บนไหล่ของหนานอี่เหมือนเดิม แต่จับมือหนานอี่ไว้แล้วยื่นหน้ามาพูด
“ในเพลงนี้มีเนื้อประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก หนานอี่เป็นคนเขียนไว้ว่า ‘เมื่อจดหมายลาตายกลายเป็นสมุดจดชื่อ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ทุกชื่อที่อยู่ในนั้นคือฝันร้ายยามเหยื่อมีชีวิต’ ตอนนั้นผมถามเขาว่าคิดประโยคนี้ออกมาได้ยังไง หนานอี่บอกว่าเพื่อนคนหนึ่งของเขาเคยลิสต์ชื่อคนที่บูลลี่เธอไว้ในจดหมายลาตาย เพราะคิดว่าคนพวกนี้จะสำนึกผิด ฟูมฟายร้องไห้น้ำตาไหลพราก แต่ก็ไม่เคยเลย”
หนานอี่ฟังฉินอีอวี๋เล่าเรื่องนี้พลางทอดสายตามองลงไปที่ด้านล่างเวที จ้องหน้าเจี่ยงเถียน
หญิงสาวเหมือนจะเริ่มยืนไม่สุข ใบหน้าที่แต่งอย่างหน้าจัดจ้านเริ่มดูแย่อย่างเห็นได้ชัด หนานอี่นึกถึงเค้กที่เธอเคยให้เขา พอครีมสดละลาย เนื้อครีมก็ผสมกัน ดูน่าพะอืดพะอม
เจี่ยงเถียนสังเกตเห็นสายตาของมือเบสหนุ่มเลยฝืนยิ้มออกมา แต่หนานอี่กลับชิงเลื่อนสายตากลับไปที่ใบหน้าด้านข้างของฉินอีอวี๋ก่อน
ภาพที่หาดูได้ยากมากคือภาพที่ฉินอีอวี๋หุบยิ้ม ท่าทางนิ่งสงบ ดูจริงใจอย่างยิ่ง
“สรุปคือผมอยากบอกเพื่อนๆ ทุกคนที่เจ็บปวดจากเรื่องนี้ว่าอย่าเอาชีวิตของตัวเองไปลงโทษคนอื่น หากพวกคุณมีความกล้าที่จะเลือกจบชีวิตตัวเอง ก็ต้องมีความกล้าพอที่จะเดินออกมาจากวงจรอุบาทว์นี้เหมือนกัน ขอให้ทุกคนทิ้งบทคนที่ถูกบูลลี่มารักตัวเองให้เต็มที่ นี่ต่างหากคือการเกิดใหม่อย่างแท้จริง”
พอพูดจบนักร้องหนุ่มก็หันไปมองหนานอี่ แม้เสียงจะเบา แต่เครื่องขยายเสียงก็ทำให้เสียงของเขาดังไปทั่ว
“ฉันพูดถูกหรือเปล่า”
ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีกรี๊ดกันเป็นบ้าเป็นหลังพอๆ ซับกระสุนในเวลานี้
หนานอี่ยิ้มอย่างไม่อินังขังขอบ ก่อนจะผงกศีรษะแล้วขยับปากถามเขาว่ายังอยากพูดอะไรอีกไหม
“อ้อ จริงสิ ประโยคสุดท้ายครับ”
ฉินอีอวี๋หยิบกระดาษโน้ตที่เขียนคำด่าออกมาโบกแล้วขยำเป็นก้อน ก่อนจะพูดยิ้มๆ “ห้ามทิ้งขยะมั่วซั่ว คนเราบ้าได้แต่ไม่มีจิตสำนึกไม่ได้”
หนานอี่รับไมค์ไปส่งต่อให้เหยียนจี้ มือคีย์บอร์ดหนุ่มพูดยิ้มๆ “กระดาษที่โปรยลงมาเมื่อกี้ ทุกคนเก็บไปได้นะครับ พวกเราสิบคนเขียนเองกับมือและเลือกเอาเวอร์ชั่นที่ดูดีมาแล้ว หวังว่าข้อความเหล่านี้จะสามารถมอบกำลังใจให้ทุกคนในเวลาที่ไม่สบายใจได้นะครับ”
ฉือจือหยางพยักหน้า ตามองไปที่ด้านล่างเวที พอเห็นว่ามีคนปาดน้ำตา มือกลองหนุ่มก็ยื่นหน้าไปหาไมค์ในมือเหยียนจี้แล้วพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “อย่าร้องไห้สิครับ ไม้ตีกลองผมหัก ผมยังไม่ร้องเลย”
“ฮ่าๆๆ!”
“รีบเดินเถอะ ซุ่ยซุ่ยง่วงจนจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว”
“ฉันคันไอ้เปียเต็มหัวนี่…จะแกะออกแล้ว…”
“ไปๆๆ ลากอาซวิ่นไปด้วย อย่าทิ้งเขาไว้บนเวที”
หลังสัมภาษณ์สดจบ สมาชิกกลุ่มบีทั้งหมดก็กลับไปที่โซนที่นั่งสังเกตการณ์เพื่อรอผล
เส้นประสาทอันตึงเครียดของทุกคนผ่อนคลายลงทันทีที่ทำการแสดงจบ แต่ละคนราวกับหมดแรงไปอย่างกะทันหัน แต่ยังฝืนไว้เพื่อถ่ายส่วนที่เหลือให้จบ
บาดแผลที่เกิดจากคำวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ได้หายไปทั้งหมด พวกเขาจึงต้องทุ่มเทให้กับการแสดงสดครั้งนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ในใจของพวกเขาก็มีแผนสำรองเผื่อไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเหมือนกัน
หลังคาดเดากันมาอย่างยาวนานและจบช่วงสัมภาษณ์ไป คะแนนโหวตของการแสดงสดทั้งสามกลุ่มก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
‘กลุ่มเอส เพลงธุลีลอยหายควันสูญสลาย 4,578 คะแนน’
‘กลุ่มเอ เพลงแปลว่าไม่รัก 4,009 คะแนน’
‘กลุ่มบี เพลงฉันจะกลับมา 4,798 คะแนน’
“เชี่ย!!!” ทันทีที่เห็นคะแนนฉือจือหยางก็เด้งตัวขึ้นมาทันที “เราชนะ!!!”
พิธีกรว่า “ขอแสดงความยินดีกับกลุ่มบีที่ประกอบด้วยวงแอสแซสซิเนชัน วงยูลิสซีสไกแดนซ์ และวงเดอะเกรตโมเมนต์ด้วยนะครับ พวกคุณทุกคนได้ไปต่อ!”
เมื่อได้ดูโชว์อย่างจริงๆ จังๆ แล้ว ทำให้ผลคะแนนที่ออกมาไม่ได้สร้างความประหลาดใจอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยาก ความสมบูรณ์ของการแสดง รวมไปถึงแรงกดดันที่ต้องแบกรับก่อนขึ้นสเตจ ล้วนแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบีคู่ควรกับตัวเลขนี้แล้ว กลุ่มอื่นจึงปรบมือและอวยพรให้พวกเขาอย่างจริงใจ รวมถึงกลุ่มเอที่ถูกคัดออกทั้งกลุ่มด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเซอร์ไพรส์ได้จริงๆ คือการที่กลุ่มเอสถูกคัดออก
“คะแนนโหวตจากผู้ชมรอบนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการโหวตกลุ่ม และอีกส่วนหนึ่งเป็นการโหวตวง”
บนจอยักษ์คะแนนของทั้งสี่วงในกลุ่มเอสถูกประกาศอย่างเป็นทางการ
‘วงเอ็กซ์คิวท์ 2,003 คะแนน’
‘วงมอนสเตอร์ออฟลอนดอน 1,083 คะแนน’
‘วงรีดรีม 1,107 คะแนน’
‘วงอะมิกดาลา 804 คะแนน’
“ส่วนอีกสามคะแนนที่เหลือขอสละสิทธิ์”
พิธีกรนิ่งก่อนประกาศให้ทุกคนฟังว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดายมากนะครับ เพราะผลโหวตบอกว่าการเดินทางในรายการเครซี่แบนด์ของวงมอนสเตอร์ออฟลอนดอนกับวงอะมิกดาลาได้สิ้นสุดลง ณ ที่นี้แล้ว”
ฉือจือหยางที่เมื่อครู่ยังกระดี๊กระด๊าที่รอดตายอึ้งงัน เพราะไม่ว่ายังไง เขาก็คิดไม่ถึงว่าวงที่ถูกคัดออกจะเป็นวงมอนสเตอร์ออฟลอนดอน
หนานอี่ไม่แปลกใจที่เรื่องกลายเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ยังยื่นมือไปโอบไหล่ฉือจือหยาง “อย่าเสียใจไปเลย”
ฉือจือหยางหันไปมองเอซีพลางพูดงึมงำ “ไม่ยุติธรรมเลย ทั้งที่เขาเล่นเบสได้ไม่มีที่ติแท้ๆ…”
ฉินอีอวี๋หัวเราะเสียงเย็น
เพราะตั้งแต่กลุ่มเอสเปลี่ยนตัวมือกีตาร์ เขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าผลต้องออกมาเป็นแบบนี้
“ผลลัพธ์ในตอนนี้ก็เหมือนกระดาษเห่ยๆ ที่ถูกโยนขึ้นมาบนเวทีนั่น” ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “การแสดงทั้งนั้น”
ร้องเพลงต่อต้านการบูลลี่ แต่ยังคงถูกบูลลี่ใส่หน้า ร้องเพลงเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม
วงเอ็กซ์คิวท์ปฏิเสธการขึ้นไปพูดบนเวที ถึงขั้นดึงไมค์ออก การถ่ายทำจึงต้องหยุดลงชั่วคราว ฝ่ายโปรดักชั่นต้องเข้าไปกล่อมอยู่นานสองนาน แต่วงเอ็กซ์คิวท์ก็ยังไม่ยอมขึ้นไปพูดบนเวที
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเป็นอึดอัด แต่โชคดีที่การไลฟ์สดจบลงแล้ว ผู้กำกับเลยเก็บบรรยากาศคร่าวๆ และตัดสินใจว่าจะเอากลับไปตัดต่อให้เนียน โดยทางรายการได้จัดปาร์ตี้หลังจบแข่งขันเพื่อปลอบประโลมจิตใจเหล่านักดนตรี
รถบัสคันใหญ่สามคันแล่นออกไป ก่อนจะไปจอดที่ร้านอาหารแบบส่วนตัวที่ทางรายการจองไว้ล่วงหน้า หนึ่งกลุ่มหนึ่งห้อง ไม่มีตากล้อง แรงกดดันที่เกิดจากการโปรดิวซ์งานและการฝึกซ้อมตลอดครึ่งเดือนมานี้ทำให้สมาชิกในกลุ่มบีทุกคนไม่ได้กินข้าวกันดีๆ มานานมาก ต่อให้พวกเขาผ่านด่านกันอย่างราบรื่นก็ไม่มีใครไชโยโห่ร้อง แต่ละคนต่างก้มหน้าก้มตากินข้าวกันอย่างสงบเสงี่ยม
ในระหว่างนั้นเหยียนจี้มีสายโทรเข้ามาจึงเดินออกไป เมื่อกลับมาก็มีชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย ดูแล้วน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขา หน้าตาหมดจดงดงาม แต่การพูดการจามีความร่าเริงตามแบบของชาวเหนือ
เหยียนจี้เอาเก้าอี้มาเสริมให้ชายหนุ่มแปลกหน้านั่งทางฝั่งขวามือของตน ก่อนจะแนะนำให้ทุกคนรู้จัก “หมอนี่เป็นเพื่อนฉันสมัยเรียน ม.ปลาย…”
ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะหัวเราะตัดบทเขาแล้วหันไปมองเหยียนจี้อย่างล้อเลียน “นายแนะนำฉันแบบนี้ห่างเหินเกินไปหน่อยไหม”
เหยียนจี้ยิ้มอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ย้อนถามเขาว่า “แล้วจะให้พูดว่าไง ผู้มีพระคุณคนสำคัญเหรอ”
“ก็ประมาณนั้น” คนคนนั้นรินชาให้ตัวเองเพื่อใช้คารวะทุกคน “พบกันครั้งแรก ผมชื่อวังฉี ยินดีที่รู้จักทุกคน อีกเดี๋ยวฉันต้องขับรถ คงต้องขอดื่มน้ำชาแทนเหล้านะ”
“ผู้มีพระคุณ?” ฉินอีอวี๋ใช้ความคิดแล้วก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที “ใช่คนที่ช่วยนายปล่อยคลิปเสียงล่าสุดหรือเปล่า”
วังฉียกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแล้ววางถ้วยชาลง เขาพยักหน้าให้ฉินอีอวี๋ทันที “คุณนี่หัวไวจริงๆ ผมชอบเพลงคุณนะ ที่บ้านผมมีริสต์แบนด์ที่ได้มาตอนไปดูคุณแสดงสดด้วย ไว้ผมจะค้นมาให้คุณดู พอพี่จี้บอกว่าให้ช่วยคุณ ผมก็อดตาหลับขับตานอนหาช่องทางที่เชื่อถือได้มากที่สุดให้เลย”
ฉินอีอวี๋เป็นปลื้ม เขาประสานมือ “ขอบคุณครับ ขอบคุณ”
“ตีซี้เองก็ได้นี่ งั้นนายดีลเองเลยนะ ฉันไม่พูดให้แล้ว” เหยียนจี้นั่งลงรินชาให้ตัวเอง
ฉือจือหยางที่นั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของเขามองทั้งคู่โต้ตอบกันอย่างสนิทสนมแล้วก็พลันรู้สึกแปลกๆ ที่ได้เห็นเหยียนจี้ดูผ่อนคลายกว่าปกติ
มือกลองหนุ่มบอกไม่ได้ว่านี่เป็นความรู้สึกแบบไหน แค่รู้สึกว่าในอกมันอึดอัด ว้าวุ่น เป็นเพราะเหล้าเหรอ หรือเพราะเพื่อนที่กว่าจะได้คบกันถูกคัดออกจากการแข่งขัน เขาเลยไม่มีความสุข
ฉือจือหยางยังหาคำตอบไม่ได้
หนานอี่รับรู้ได้ถึงความเงียบของฉือจือหยางเลยรินโค้กใส่แก้วเปล่าของเขาพลางถามเสียงเบา “เป็นอะไรไป”
ฉือจือหยางส่ายหน้า “ฉันโอเค” สักพักมือกลองหนุ่มก็เสริมว่า “แค่…กินเยอะไปหน่อย”
มันเลยแน่นจนอึดอัด
ฉินอีอวี๋ไม่ใช่คนช่างสังเกตเลยแกล้งล้อฉือจือหยาง “อ้าว ทำไมวันนี้อาจารย์ฉือกินนิดเดียวก็อิ่มแล้วล่ะ ฉือจือหยางคนเดิมที่กินจ้าเจี้ยงเมี่ยน* รวดเดียวสามชามคือใครเหรอ”
ฉินอีอวี๋เข้าใจว่าฉือจือหยางจะปะทะคารมกับเขาเลยเตรียมพร้อมเอาไว้เรียบร้อย แต่คิดไม่ถึงว่าฉือจือหยางจะทำท่าห่อเหี่ยวเหมือนผลมะเขือเทศโดนหิมะเกาะ
มือกลองหนุ่มก้มหน้าดื่มโค้กที่หนานอี่เติมให้เขาจนหมดแก้วแล้วลุกขึ้น “ฉันจะไปห้องน้ำ”
เหยียนจี้หันหน้าไปมองฉือจือหยาง ตั้งท่าจะพูด แต่ใครจะรู้ว่าฉือจือหยางกลับเดินหนีไปเลย สายตาของมือคีย์บอร์ดมองตามฉือจือหยางจนมือกลองหนุ่มหายตัวออกไปจากห้องส่วนตัว
ตอนแรกเหยียนจี้จะตามไป แต่วังฉีที่อยู่ข้างเขาบอกว่า “นายยังไม่แนะนำฉันเลยนะ คนทั้งโต๊ะรออยู่”
“เขาน่าจะเหนื่อยน่ะ พวกนายกินเถอะ” หนานอี่พูดเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ฉันจะออกไปดูเอง”
หนานอี่เดินออกจากห้องส่วนตัวมาโทรหาฉือจือหยาง แต่มือกลองหนุ่มไม่รับสาย เขาเลยเดินผ่านโถงทางเดินไปที่ห้องน้ำเผื่อว่าจะเจอ ทว่าคิดไม่ถึงว่าจะดันเจอคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดตรงมุมเลี้ยว
“เซอร์ไพรส์!”
ในมือของเจี่ยงเถียนมีดอกกุหลาบช่อใหญ่พอจะบังตัวเธอได้ครึ่งตัว กลิ่นดอกไม้แรงจัดจนทำให้หนานอี่รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน
สีหน้าของมือเบสหนุ่มนิ่งสนิท เขาพิจารณาดอกไม้ช่อนี้แล้วช้อนตาขึ้นมองหน้าเธอ เวลาที่ดวงตาสีอ่อนคู่นี้จดจ้องใครบางคนก็มักจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกดดันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
พอเห็นเจี่ยงเถียนทำหน้าอึดอัด หนานอี่ถึงค่อยเอ่ย “คุณมาทำอะไรที่นี่”
เสียงเขาเบามากจนสัมผัสถึงน้ำเสียงตำหนิไม่ได้ แต่ก็เห็นชัดว่าไม่ได้แฮปปี้เหมือนกัน
ท่าทางร่าเริงที่เจี่ยงเถียนฝืนแสดงออกมาเมื่อครู่พังทลายลงเกินครึ่งทันที หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหอบดอกไม้ช่อใหญ่ในมือไว้ไม่ไหว
“ฉันก็ต้องตั้งใจมาหานายโดยเฉพาะอยู่แล้วสิ ยินดีด้วยนะที่การแสดงประสบความสำเร็จ!” หญิงสาวเค้นรอยยิ้มออกมาใหม่ ก่อนจะยัดช่อดอกไม้ใส่มือหนานอี่
แต่เขาไม่ยอมรับแล้วบอกตรงๆ ว่า “ผมเป็นภูมิแพ้”
“อ้าวเหรอ ฉันไม่รู้…” เธอโยนช่อดอกไม้ที่ถืออยู่ลงพื้นทันที
หนานอี่จ้องมองเธออย่างประเมินแล้วพูดเสียงเบา “สีหน้าคุณแย่มากนะ”
“เหรอ…” เจี่ยงเถียนยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบหน้าตัวเอง “น่าจะยืนนานเกินไป”
เหมือนเธอจะขัดใจที่ไม่สามารถทำให้ตัวเองดูสมบูรณ์แบบต่อหน้าคนที่กำลังตามจีบอยู่ได้ เลยฝืนเปลี่ยนเรื่อง “การแสดงของนายวันนี้…ปังมากจริงๆ! เพื่อนฉันชมนายกันทุกคน พวกเขาบอกว่าเพลงนี้เพราะมาก”
แต่ใครจะรู้ว่าหนานอี่จะขำพรืด มือเบสหนุ่มกอดอกมองใบหน้าเสแสร้งของเจี่ยงเถียนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถามว่า “คุณคิดแบบนี้จริงเหรอ”
เจี่ยงเถียนชะงักไปหนึ่งวินาที ดวงตาเปล่งประกายวูบไหวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงยิ้มได้ เธอพูดด้วยน้ำเสียงเทิดทูน “แหงสิ”
รอยยิ้มที่มุมปากของหนานอี่ค่อยๆ จางหาย สายตาเลื่อนไปมองดอกกุหลาบสีแดงเหมือนเลือดอย่างเหม่อๆ เห็นสีแดงสดหย่อมนั้นค่อยๆ ไหลเอ่อสะท้อนแสง กระดาษห่อสีดำกลายเป็นเรือนผมของมนุษย์
ภาพสุดท้ายที่เซวียอวี๋ผู้กระโดดตึกตายทิ้งไว้ในโลกใบนี้จะเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า
“นายคิดเรื่องอะไรอยู่เหรอ” เจี่ยงเถียนขยับเข้ามาใกล้ “หนานอี่ นายรู้ไหมว่าตัวเองเป็นคนอ่านยาก”
หนานอี่ชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดยิ้มๆ “คุณอยากเข้าใจผมเหรอ”
เจี่ยงเถียนผงกศีรษะ
“คุณเคยถูกบูลลี่ไหม” เขาถาม
เจี่ยงเถียนย่นหัวคิ้วเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “ไม่เคยเลย”
“แล้วคุณเคยบูลลี่คนอื่นหรือเปล่า” หนานอี่ถามอีก
เจี่ยงเถียนเงียบ
ในความเงียบที่กินเวลานานสามวินาที หนานอี่คอยจับจ้องใบหน้าของเธอตลอด เผื่อว่าจะเจอบางสิ่ง แม้จะแค่เล็กน้อยก็ตาม
แต่กลับไม่มีเลย
เจี่ยงเถียนส่ายหน้าให้เขาเบาๆ
เป็นจริงตามคาด…
เรื่องที่พวกชอบบูลลี่เก่งที่สุดไม่ใช่การทำร้ายคนอื่น แต่เป็นการแสร้งหูหนวกตาบอด ไม่รับรู้ถึงเรื่องเลวร้ายที่ตัวเองทำไว้
ต่อให้เขาเจาะเปลือกอีกฝ่ายจนเหลือแค่เยื่อบางๆ หุ้มตัว หนานอี่ก็ยังพยายามให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าเจี่ยงเถียนยังคงทำตัวใสซื่อ ไม่รับรู้เรื่องราวในอดีต
หนานอี่ยิ้มอย่างโล่งอก เล่าให้เธอฟังแบบชัดถ้อยชัดคำว่า “ผมเคยถูกบูลลี่ มีคนเอากระจกมาสะท้อนแสงส่องตาผมให้มองไม่เห็น แล้วชกซี่โครงกับท้องของผม เอาน้ำถูพื้นมาสาดผม เรียกผมว่าไอ้บอด แถมพอผมล้มก็เหยียบหัวผมซ้ำ”
หนานอี่ยืนอยู่ในจุดย้อนแสงทำให้ใบหน้าดูเย็นชาเหมือนตอนที่อยู่บนเวที เพียงแต่เพลงที่มือเบสหนุ่มร้องบนเวทีด้วยสีหน้าท่าทางไร้อารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นถ้อยคำที่เธอคุ้นหูอย่างที่สุด ผิดกับตอนนี้ที่ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยล้วนแต่กำลังวาดภาพให้เธอเห็นผู้เสียหายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
“เขาอาจจะอยากฆ่าผมมาก แต่เสียดายที่ผมดันรอด”
นาทีนั้นเจี่ยงเถียนทนฟังต่อไปไม่ไหว เพราะทุกถ้อยคำล้วนวาดภาพมากมายขึ้นมาในสมองของเธอ เจี่ยงเถียนถึงขั้นมองเห็นภาพหลอนว่าคนที่ถูกเธอตีวงล้อมหัวเราะเยาะ จับถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อนเพื่อใช้ปากกาลูกลื่นเขียนคำหยาบคายลงบนร่างกายนั้นมีใบหน้าเหมือนกับหนานอี่
มันเป็นภาพที่พิลึกกึกกือมาก เจี่ยงเถียนต้องตัดบททันที “ไม่ต้องเล่าแล้ว…อย่าไปคิดถึงเรื่องพวกนั้นอีกเลย ทุกอย่างมันผ่านไปหมดแล้ว” เจี่ยงเถียนพยายามรีบจบเรื่องทั้งหมดนี้ “ฉันจะพานายไปที่หนึ่ง เราไปสนุกด้วยกันดีไหม”
มุมปากของหนานอี่โค้งเป็นรอยยิ้มบางๆ ซึ่งการเงียบของเขาทำให้เจี่ยงเถียนรู้สึกมีหวัง แต่พอมือเบสหนุ่มเปิดปาก สิ่งที่เขาพูดกลับเผาไหม้ความหวังของเธอให้เหลือเพียงสะเก็ดไฟเล็กๆ
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวต้องกลับค่ายแล้ว ไว้คราวหน้าละกัน”
พูดจบมือเบสหนุ่มก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย
เจี่ยงเถียนที่อยู่ด้านหลังจึงตะโกนขึ้นมาทันที “ฉันบอกนายไว้เลยนะว่าฉันจะจีบนายให้ติดให้ได้”
คำพูดประโยคนี้ฟังดูสับสนมาก เหมือนเธอกำลังพยายามปิดบังอะไรบางอย่าง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยอารมณ์ไม่ยอมแพ้
แต่หนานอี่ขี้เกียจหาคำตอบเลยเดินหนีโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง
“อืม งั้นคุณก็พยายามเข้าล่ะ”
ฉือจือหยางยังคงไม่รับสาย วันนี้เกิดเรื่องขึ้นเยอะมาก อารมณ์ด้านลบถูกปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้หนานอี่รู้สึกเหมือนถูกถุงพลาสติกสีดำครอบศีรษะจนหายใจไม่ออก
เขาไม่อยากให้เรื่องดำเนินไปในลักษณะนี้ต่อไปเลยดึงตัวพนักงานคนหนึ่งมา มือเบสหนุ่มซื้อบุหรี่หนึ่งซองกับไฟแช็กหนึ่งอันจากร้านอาหาร จากนั้นก็เดินอย่างไร้จุดหมายไปหลังร้าน ก่อนจะเอาหลังพิงกำแพง หันหน้าเข้าหาป่าไผ่มืดทะมึน แล้วจุดบุหรี่ในมือ
ที่นี่มืดและเงียบพอ หนานอี่จึงปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความมืดมิดนี้อย่างไม่อยากคิดอะไรต่ออีก
เขาเพิ่งจะอัดควันเข้าปอดได้แค่สองครั้งก็ได้ยินความเคลื่อนไหว ตอนแรกหนานอี่เข้าใจว่าเป็นเสียงของแมวจรเลยไม่ได้สนใจ เขาย่อตัวลงนั่งยองตรงมุมกำแพง เงยหน้าขึ้นพ่นควันบุหรี่สีขาวเป็นสาย
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่รู้จักหัดทำเรื่องดีๆ”
น้ำเสียงคุ้นหูทำให้หนานอี่เข้าใจว่าตัวเองหูแว่ว แต่พอหันหน้าไปมอง สายตาก็เหมือนถูกสะกดไว้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปที่อื่นได้อีก
เป็นฉินอีอวี๋จริงๆ
นักร้องหนุ่มย่อตัวลง เอาไหล่ชนไหล่เขาแล้วถามยิ้มๆ “หลบมาทำอะไรตรงนี้ ฉือจือหยางล่ะ”
หนานอี่ดึงบุหรี่ออกจากปากมาใช้ปลายนิ้วคีบไว้ เหมือนตั้งใจจะลุกหนี
“เขายังไม่กลับไปที่ห้องอีกเหรอ งั้นผมจะ…”
ฉินอีอวี๋ยิ้มพลางฉุดข้อมือหนานอี่ไว้ ทำเอามือเบสหนุ่มเกือบล้มลงไปในอ้อมแขนอีกฝ่าย
“ไม่ต้อง เมื่อกี้เหยียนจี้ส่งข้อความมาบอกฉันว่าเขาหาตัวฉือจือหยางเจอแล้ว ให้ฉันมาเรียกนายกลับห้อง”
“เดี๋ยวผมสูบบุหรี่ตัวนี้เสร็จแล้วจะกลับ” หนานอี่พูดเสียงเบา
บริเวณนี้มืดสนิท แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังถูกเมฆครึ้มบัง ความสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือแสงสีแดงที่ปลายนิ้วของหนานอี่ มันสว่างวาบๆ อยู่ท่ามกลางสายลมหนาว
ฉินอีอวี๋เอนตัวไปหา คิดจะแย่งบุหรี่ของหนานอี่ แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมา หนานอี่จะชูมือหนี แถมยังพ่นควันบุหรี่ใส่หน้านักร้องหนุ่มด้วย
ควันสีขาวออกเทาแตกกระจาย ฉินอีอวี๋มองเห็นรอยยิ้มวับแวมที่มุมปากของเขา
“นายรู้ไหมว่าการพ่นควันใส่หน้าคนอื่นมันหมายความว่าอะไร”
“หมายความว่าอะไร”
“มันเป็นการให้ท่าแบบหนึ่ง” ฉินอีอวี๋ซ่อนเสียงหัวเราะในน้ำเสียงไว้ไม่มิด
“อ้อ แบบนี้นี่เอง”
หนานอี่พยักหน้าสองครั้ง เลิกมองเถ้าบุหรี่ที่ร่วงลงไปบนพื้น ก่อนจะหันหน้ามาดึงคอเสื้อของฉินอีอวี๋แบบปุบปับแล้วจูบแบบไม่ให้โอกาสตั้งตัว
วินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน มือเบสหนุ่มเป็นฝ่ายล้วงลึกเข้าไปตามสัญชาตญาณ ราวกับว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร จูบของเขากับฉินอีอวี๋ควรมีอารมณ์เสน่หา ควรทำให้หนังศีรษะชา ควรที่จะผลักออกก็ไม่ได้ จะไล่ก็ไม่ไป พวกเขาจูบกันจนในหูเต็มไปด้วยเสียงน้ำเฉอะแฉะ หัวใจเต้นแรงเหมือนเป็นโรคหัวใจ ริมฝีปากสองคู่ผนึกแน่น ทำให้พวกเขาหลอมละลายอยู่ในแอ่งน้ำแอ่งเดียวกัน คล้ายกับว่าถ้าเสียใครสักคนไป อีกคนก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฉินอีอวี๋สอนเขาตอนละเมอ จูบแรกที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไปเป็นแบบนี้ ซึ่งหนานอี่เลียนแบบมาแบบสิบเต็มสิบ แถมยังแหกคอกด้วยการทำแบบนี้กับฉินอีอวี๋เพียงคนเดียว
แม้หนานอี่จะไม่ยกบุหรี่ที่สูบอยู่ให้เขา แต่ฉินอีอวี๋ก็ได้รสบุหรี่จากจุมพิตเปียกชื้นนี้ สำหรับคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดี แบบนี้ก็ถือว่าใจกว้างมากพอแล้ว
หลังจากที่ริมฝีปากผละออก หนานอี่ก็หายใจหอบ เขาเลียริมฝีปากล่างของฉินอีอวี๋แล้วถามว่า “แล้วจูบล่ะ?”
ฉินอีอวี๋ยิ้ม ใช้มือจัดผมของหนานอี่ที่โดนลมพัดจนยุ่งแล้วจุ๊บปลายจมูกของเขาเบาๆ
“แปลว่ารักบริสุทธิ์”
* เลเวินฮุก หรืออันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (Antonie van Leeuwenhoek) เป็นบิดาแห่งจุลชีววิทยาและผู้พัฒนากล้องจุลทรรศน์
* จ้าเจี้ยงเมี่ยน หรือก๋วยเตี๋ยวซอสผัด เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดจากมณฑลซานตง ประกอบด้วยเส้นบะหมี่ ซอสที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก รวมถึงเนื้อและผักที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
บทที่ 68 โจทย์ยากของความรัก
ตอนแรกฉือจือหยางตั้งใจว่าจะไปเดินวนอยู่แถวห้องของกลุ่มเอส แต่คิดไม่ถึงว่าจะไม่มีใครอยู่ในห้อง พอถามพนักงานดูถึงรู้ว่ากลุ่มเอสกินข้าวกันได้ไม่นานก็ทะเลาะกัน อาหารยังเสิร์ฟไม่ทันครบก็แยกย้ายกันไปแบบอารมณ์เสียแล้ว
การไม่ได้เจอเอซีทำให้เขารู้สึกแย่ หลังฉือจือหยางออกมาจากห้องของกลุ่มเอสก็เดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายก็ออกจากร้านอาหารมาแบบไม่ทันรู้สึกตัว ข้างนอกลมแรงมาก กลางคืนอากาศหนาวจัด แต่เขาทิ้งเสื้อโค้ตไว้ที่ห้องอาหาร จึงทำได้แค่ดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะแล้วหลบเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างทาง ตั้งใจว่าจะซื้อน้ำข้าวโพดร้อนๆ แต่พอมาถึงแคชเชียร์ถึงได้รู้ตัวว่าลืมเอามือถือมา เลยต้องออกจากร้านมาอย่างไม่สบอารมณ์
ขากลับฉือจือหยางไม่ค่อยรู้ทาง เนื่องจากร้านอาหารแบบไพรเวตแห่งนี้มีพื้นที่กว้างมากและเป็นแบบสวนซ้อนสวน ต้องเดินวกไปวนมา สมองเขาจึงโดนลมจนหยุดทำงาน
“ที่นี่ที่ไหน…หาพนักงานไม่เจอเลยสักคน…”
จู่ๆ จังหวะที่เขากำลังจะมุดเข้าไปในค่ายกลผีก่อกำแพง* อีกครั้งก็ได้ยินเสียงคุ้นหู
เป็นเหยียนจี้
ฉือจือหยางรีบเดินไปทางต้นเสียงเหมือนเจอคนช่วยชีวิต แต่ในขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดก็ได้ยินเสียงใครอีกคน เป็นเสียงของวังฉี เพื่อนมัธยมปลายที่เหยียนจี้พามาร่วมวงเมื่อครู่
ไม่รู้ทำไมทั้งที่เจอกันแค่ครั้งเดียว แต่ฉือจือหยางกลับจำเสียงของคนคนนี้ได้
เวลาที่วังฉีพูดมักจะมีรอยยิ้มแบบเด็กๆ ด้วยเสมอ แต่ก็ดูเปิดเผยและใจกว้างด้วย นั่นเป็นเพราะเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม ฉือจือหยางไม่แน่ใจเหมือนกัน ทว่าสรุปคือวังฉีแตกต่างจากตัวเขา
“เด็กนั่นไม่ได้เอามือถือไป เขาจะไปไหนได้ เดี๋ยวก็กลับมาเองล่ะมั้ง”
“พอฟ้ามืดเขาจะจำทางไม่ได้ ค่ายเครซี่แบนด์ใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์หลง”
ประโยคนี้ทำให้ฉือจือหยางรู้สึกเหมือนถูกธนูยิงทะลุอก เขานึกฉุนเลยหลบไปอยู่หลังมุมกำแพง
เขาไม่ได้อยากทิ้งมือถือไว้ซะหน่อย แล้วก็ไม่ได้อยากหลงทางด้วย แต่ใครบ้างจะไม่มีจุดอ่อน ขนาดหนานอี่ที่เก่งแสนเก่ง ฉลาดแสนฉลาด ชนิดเอาแว่นขยายส่องยังหาที่ติไม่เจอ ยังเมาแล้วโชว์โง่ได้เลย
“โอเค แบบนี้ก็ต้องหากันจริงๆ นั่นแหละ งั้นเราแยกกันหาไหม ฉันจะช่วยนายหา”
“ไม่ต้องหรอก ฉันว่าตอนนี้เขาน่าจะเดินกลับห้องแล้ว น่าจะอยู่ในร้านอาหารนี่แหละ”
เสียงของเหยียนจี้ใกล้เข้ามาจนถ้าเขาเดินต่ออีกสองสามก้าวก็จะเจอฉือจือหยางที่มุมเลี้ยวนี้แล้ว มือกลองหนุ่มรู้ว่าตัวเองควรหลบ แต่กลับไม่ได้ขยับเท้า
สายลมพัดผ่านร่างของฉือจือหยาง หอบเอาความหนาวที่แม้แต่กระดูกก็ยังสั่นมา เขาย่อตัวลง เอามือทั้งสองข้างถูกันก่อนจะสอดใส่กระเป๋าเสื้อ เร้นกายอยู่ในมุมมืดเหมือนแมวจรสีดำ
“เดี๋ยวสิ”
อยู่ดีๆ วังฉีก็เรียกเหยียนจี้ เสียงเดินของทั้งคู่จึงหยุดลง
วังฉีพูดเสียงเบาเหมือนกำลังส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนประเด็นไปที่เรื่องส่วนตัว
“ตอนที่นายมาขอให้ช่วย ฉันประหลาดใจมาก นึกว่าจะได้ซีน แต่ดูจากตอนนี้แล้วเหมือนนายจะยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน”
ได้ซีน?
ฉือจือหยางกะพริบตาอย่างรู้สึกว่ามีตรงไหนสักแห่งที่ผิดปกติ
เหยียนจี้ไม่ตอบ น้อยครั้งมากที่เขาจะเงียบแบบนี้
“แสดงว่าฉันหมดโอกาสแล้วใช่ไหม” เสียงของวังฉีเบาหวิว ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม
โอกาสอะไร
คิดไม่ถึงว่าวินาทีต่อมาเหยียนจี้จะเอ่ยถามประโยคที่ฉือจือหยางกำลังคิดอยู่ในใจออกมาว่า
“โอกาสอะไร”
วังฉียิ้ม “เลิกแกล้งโง่สักทีได้ไหม เราสองคนมันพวกเดียวกัน ฉันรู้ นายไม่ต้องแอ๊บหรอก”
สมองของฉือจือหยางพลันหยุดทำงาน
มันต้องเป็นเพราะอากาศหนาวแน่ๆ
“สมัยเรียน ม.ปลาย ยันมหาวิทยาลัยมีผู้หญิงตามจีบนายเยอะมาก แต่นายกลับไม่สนใจใครเลย แถมยังคอยรักษาระยะห่าง แค่นี้ฉันก็เดาได้แล้ว เมื่อก่อนนายทำตัวอยู่ในกรอบ ใช้ชีวิตแต่ละวันเหมือนนักบวชบำเพ็ญทุกรกิริยา ฉันเลยเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความกดดันจากครอบครัวหรือเปล่า แต่ตอนนี้ในเมื่อนายเริ่มปลดปล่อยตัวเองมาสายร็อกแล้วก็เลิกกดดันตัวเองซะทีได้ไหม ฉันชอบนายมากจริงๆ นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันสารภาพรักกับนายแล้ว จะไม่ให้โอกาสฉันหน่อยเหรอ”
ฉือจือหยางอึ้งกิมกี่
นาทีนั้นเขาค้นพบว่าตัวเองไม่ควรซ่อนตัวอยู่ตรงนี้เลย
แบบนี้มันใช่การแอบฟังหรือเปล่า เขากำลังล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นอยู่ใช่ไหม เขาควรแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรแล้วรีบวิ่งหนีไปหรือเปล่า
“วังฉี” เหยียนจี้เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนทอดถอนใจ
ฉับพลันนั้นทุกอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในสมองของฉือจือหยางก็หยุดชะงัก เขาคิดแต่จะหนีอย่างเดียว
มือกลองหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนแต่ขาเกิดชา เลยต้องเกาะกำแพง รอให้อาการชาดีขึ้นก่อน
“ฉันมีคนที่ชอบ…”
พูดได้แค่ครึ่งประโยคเสียงของเหยียนจี้ก็ขาดหาย
นั่นทำให้ฉือจือหยางรู้สึกถึงความผิดปกติ หัวใจของเขาเต้นถี่เร็ว อยากหนีไปใจแทบขาด แต่ขากลับไม่เอื้ออำนวย ตอนเด็กๆ เวลาเล่นเกมวิ่งไล่จับ เขาจะเป็นคนที่วิ่งไวมากเสมอ ตามยังไงก็ไม่ตามทัน แต่ตอนนี้เขากลับถูกลางสังหรณ์ในแง่ร้ายเข้าโอบล้อม
มือกลองหนุ่มได้ยินเสียงฝีเท้าของฉือจือหยางเคลื่อนเข้ามาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของตัวเองและใช้น้ำเสียงทำนองว่า ‘ฉันรู้นะ’ พูดกับเขา
“นายอยู่ตรงนี้นี่เอง”
เหยียนจี้โกรธที่เขาแอบฟังเรื่องส่วนตัวใช่ไหม หรือจะบอกว่าเหยียนจี้หงุดหงิดที่ต้องหาตัวเขาอยู่นานมาก
อาการชายังไม่หาย แถมยังเป็นหนักกว่าเดิม
“นายกลับไปก่อนเถอะ ฉันขอคุยกับเขาสักสองประโยคแล้วจะตามไป” เหยียนจี้บอกวังฉี
ไม่นานที่ตรงนี้ก็เหลือพวกเขาแค่สองคน ลมที่แรงจนน่ากลัวพัดฮู้ดของฉือจือหยางหลุดออกจากศีรษะ มือกลองหนุ่มจับฮู้ดมือเป็นระวิง โดยรีบจับเชือกตรงคอเสื้อมาผูกเป็นโบอย่างรวดเร็ว
เขาได้ยินเสียงคนที่อยู่ข้างหลังหัวเราะ น้ำเสียงเหมือนอ่อนอกอ่อนใจอย่างยิ่ง
มีอะไรน่าขำนักเหรอ ที่เขาใส่ฮู้ดไม่ใช่เพราะห่วงว่าผมสีขาวจะโผล่ แต่เพราะอากาศมันหนาวต่างหาก โอเคไหม
หรือบนโลกนี้มีแต่ฉือจือหยางคนเดียวที่มีผมสีขาว งั้นพรุ่งนี้เขาจะไปย้อมเป็นสีดำ
อีกอย่างเขาไม่ได้ตั้งใจแอบฟังสักหน่อย ร้านอาหารเฮงซวยนี่โคตรกว้าง ทางก็วกวน ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดีๆ พวกเขาจะคุยเรื่องพวกนี้กัน ที่ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นที่กึ่งสาธารณะ แต่กลับไม่รู้จักหลบ ที่ถูกเขาได้ยินเข้านี่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายแล้ว
ในระหว่างที่ฉือจือหยางกำลังคิดฟุ้งซ่านก็มีเสื้อคลุมเข้ามาคลุมตัวเขาไว้
“อาจารย์เสี่ยวหยางแต่งตัวแบบนี้ออกมาเดินเล่นเหรอ คนที่อาหารไม่ย่อยห้ามโดนลมนะ”
ฉือจือหยางทำหน้าเอ๋อ ภาพในสมองหยุดอยู่ที่ภาพของเหยียนจี้ตอนยิ้มขู่ให้เขาเก็บสิ่งที่ได้ยินไว้เป็นความลับทันที
กลิ่นน้ำหอมที่เหยียนจี้ใช้เป็นประจำโอบล้อมร่างกายของเขาไว้ แม้อุณหภูมิร่างกายจะค่อยๆ สูงขึ้น แต่ตอนหมุนตัวก็ยังแข็งเป๊กเหมือนหุ่นไม้
“ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” ฉือจือหยางพูดยาวเหยียดออกมารวดเดียวเหมือนกลัวว่าจะถูกตัดบท “ไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ เมื่อกี้ฉันจะกลับไปที่ห้อง แต่เผลอเดินมาถึงตรงนี้ จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ ฉันไม่ได้อยากรู้อะไรเลยสักนิด”
เหยียนจี้กอดอก เอาไหล่พิงกำแพงพลางจ้องมองฉือจือหยางนิ่งๆ
ที่นี่มืดมาก ฉือจือหยางจึงมองสีหน้าของเหยียนจี้ไม่ชัด แต่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ยิ้มแล้ว
เหมือนโกรธนิดๆ หรือเปล่า
แต่เขาก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้วนะ โอเคไหม แค่นี้ยังไม่ดีพออีกเหรอ
“ฉันไม่ได้อยากรู้เลยจริงๆ ไม่ได้สนใจอะไรด้วย” ฉือจือหยางยกมือขึ้นข้างหนึ่ง “ฉันขอสาบานต่อสวรรค์เลยว่าฉันจะไม่จำเรื่องที่เกิดในวันนี้ไว้ในสมองเลยสักคำ แล้วก็จะไม่เก็บเอาไว้ในใจด้วย”
เหยียนจี้หัวเราะ
“งั้นก็ดี”
พูดจบมือคีย์บอร์ดหนุ่มก็หมุนตัวเดินจากไป
เหยียนจี้โกรธแล้วจริงๆ
“แบบนี้แปลว่าอะไรวะ” ฉือจือหยางกระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัวแล้วเดินตามไปซักอีกฝ่ายว่า “แบบนี้ก็ไม่โอเคเหรอ นายไม่เชื่อใจฉันหรือไง หรือนายห่วงว่าเรื่องนี้จะทำให้ฉันมีอคติต่อนาย ฉันใช่คนแบบนั้นเหรอ ทำไมนายถึงคิดกับฉันแบบนั้น”
ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ เหยียนจี้จะหยุดเดิน ทำให้ฉือจือหยางที่ไม่ทันระวังชนหลังเขาเข้าเต็มๆ
“ฉือจือหยาง”
น้อยครั้งมากที่เหยียนจี้จะเรียกเขาด้วยชื่อพร้อมกับแซ่ ฉือจือหยางจึงชะงัก เขารู้สึกเหมือนถูกครูเรียกชื่อ ทำเอาขนลุกอยู่ในใจ
“มีอะไร”
เหยียนจี้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้ง ท่าทางเหมือนพร้อมจะด่าเขาให้เละ ฉือจือหยางเลยเตรียมใจที่จะถูกด่า แต่คิดไม่ถึงว่ารอแล้วรออีก สุดท้ายเหยียนจี้ก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียว
“ช่างเถอะ”
“ช่างเถอะ?” ฉือจือหยางพูดไม่ออก
แปลว่าอะไร การพูดกับฉันมันเปลืองพลังงานนักเหรอ ทำไมตอนพูดกับเพื่อนไม่เห็นนายเป็นแบบนี้เลย พูดไปก็ยิ้มไป เพราะพวกนายเป็นพวกเดียวกันใช่ไหม เพราะพวกนายเรียนหนังสือด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน เหมือนฉันกับหนานอี่ที่มีอดีตร่วมกันมากมาย นายถึงคุยเล่นกับเขาได้อย่างสบายใจงั้นเหรอ
หรือฉันไม่ใช่เพื่อนสนิทของนาย เวลาอยู่ต่อหน้าฉันทำไมนายถึงชอบทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด ทำตัวสบายๆ หน่อยไม่ได้หรือไง
ฉือจือหยางหยุดเดินทันที
ไม่นานเหยียนจี้ที่เดินนำก็รู้ว่าฉือจือหยางไม่ได้เดินตามเลยหมุนตัวกลับมามองโดยมีระยะห่างกั้นกลาง
ทั้งที่มืดขนาดนี้ แต่ดวงตาของฉือจือหยางกลับยังคงเปล่งประกาย ราวกับลูกสัตว์ที่ไม่เข้าใจความเป็นไปของมนุษย์
วินาทีนี้เหยียนจี้พลันตระหนักได้ว่าที่แท้เส้นอารมณ์ที่ตัวเองพยายามรักษาให้สงบนิ่งมาตลอดก็มีสิทธิ์ถูกเด็กน้อยคนนี้ก่อกวนได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามประโยค ทำให้อารมณ์ของเขาเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ควบคุมอะไรไม่ได้เลย
เขาเริ่มคิดอย่างหมดอาลัยตายอยากว่ารู้อย่างนี้ ตอนที่สังเกตเห็นเงาของฉือจือหยางเมื่อกี้ เขาน่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วคุยกับวังฉีต่อดีกว่า จะได้พูดทุกอย่างออกไปให้ชัดเจน
ทำให้ฉือจือหยางตกใจก็ยังดีกว่าปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้
ในช่วงที่เขากำลังคิด จู่ๆ ฉือจือหยางก็ตวาด
“โว้ย…รำคาญ!”
พอด่าจบ มือกลองหนุ่มก็ย่อตัวลง เอาหน้าซบหัวเข่า “รำคาญๆ…”
เหยียนจี้ปรับอารมณ์ให้สงบลงอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปเผชิญหน้ากับฉือจือหยางแล้วย่อตัวลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน
“นายไม่โอเคเรื่องอะไร เพราะเพื่อนสนิทถูกคัดออกเหรอ”
“อืม”
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ฉือจือหยางพูดในใจ
“วงโบรกเคนสเนกส์ถูกคัดออก เอซีก็จะไปเหมือนกัน เพื่อนที่ฉันอุตส่าห์หามาได้” ฉือจือหยางสูดจมูก “หนีไปกันหมดเลย”
“เพื่อนสำคัญกับนายขนาดนี้เชียว?” เหยียนจี้พูดเสียงกลั้วหัวเราะ
ฉือจือหยางเงยหน้า ดวงตาสุกสว่างยิ่งกว่าเมื่อกี้ ทั้งยังมีประกายฉ่ำชื้น
“เพราะฉันมีแต่เพื่อน”
เหยียนจี้พลันหยุดชะงัก
ฉือจือหยางยื่นมือข้างหนึ่งออกไปจับข้อมือของเหยียนจี้ จากนั้นก็เรียกชื่อเขา
“เหยียนจี้ ฉันจะเก็บความลับให้นายเอง นายเลิกมองฉันเป็นเด็กสักทีได้ไหม มองฉันเป็นเพื่อนสนิทของนายได้หรือเปล่า ไม่ต้องเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดก็ได้ แค่…เวลาอยู่ต่อหน้าฉันเลิกใส่หน้ากากสักทีก็พอ”
เขารู้ว่าตัวเองกำลังพูดจาเพ้อเจ้อ รู้ว่าคำขอของตัวเองมันเยอะเกินไป ขนาดตัวเขาเองยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่กลับคาดหวังให้เหยียนจี้มาเข้าใจเขา
เหยียนจี้รับฟังนิ่งๆ แล้วหัวเราะ
มือคีย์บอร์ดหนุ่มตอบว่า “โอเค ฉันรับปากนาย” แต่ในใจกลับคิดว่าแบบนี้เรียกว่ากรรมตามทันได้หรือเปล่า ก็ในเมื่อตัวเขาปฏิเสธความรักจากคนอื่นและเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น แต่ตอนนี้เขากลับต้องมาตกอยู่ในอุ้งมือของคนที่มองว่าความรักคือการล้ำเส้น
รักคือคำที่สามารถพูดออกมาได้ง่ายๆ แต่ความจริงกลับเป็นเรื่องยาก ต่อให้เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากกว่านี้ก็ยังเอาตัวไม่รอด
หนานอี่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉินอีอวี๋ถึงพูดคำว่ารักออกมาได้อย่างง่ายดายนัก
นี่เป็นเรื่องที่คนซึ่งถูกความโกรธเกลียดเคียดแค้นขับเคลื่อนชีวิตอย่างเขา ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย
ดังนั้นพอได้ยินคำนี้หนานอี่เลยยิ้ม เขาก้มหน้าทั้งไหล่สั่น แถมยังทวนคำว่า
“แปลว่ารักบริสุทธิ์”
ถ้าเขาเป็นเด็กนักเรียนอายุสิบแปดปีธรรมดาๆ คนหนึ่งที่วันๆ ก็แค่กินดื่ม เที่ยวเล่นเหมือนศิลปินวัยรุ่นที่เขียนเพลงอวดโอ่ตัวเอง หาห้องซ้อมโทรมๆ ไว้ซ้อมก่อนขึ้นแสดง ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางคำเยินยอและการติ่งของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ถ้าหากมันเป็นแบบนี้เขาคงยินดีที่จะใช้เวลาถกถามฉินอีอวี๋อย่างจริงจังว่าอะไรคือรักแท้ หรืออะไรคือความรัก และยกทัศนคติที่แตกต่างกันออกมาเสวนากับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่
แต่เขาไม่ใช่…
“นายยิ้มอะไรน่ะ”
ฉินอีอวี๋เอนตัวเข้ามาหาอีกครั้ง เขาหยิบบุหรี่ที่กำลังจะไหม้ถึงมือของหนานอี่ไปสูบอัดควันเข้าปอดครั้งหนึ่ง ก่อนประคองใบหน้าของมือเบสหนุ่มขึ้นมาจูบอย่างละเมียด ไล่ตั้งแต่สันจมูกไปจนถึงดวงตา จูบด้วยความอ่อนโยนเหมือนกำลังปลอบประโลม
“ไม่มีความสุขก็ไม่ต้องยิ้มสิ”
พูดจบนักร้องหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น ก่อนจะขยี้ดับบุหรี่
“หนานอี่”
“หืม?”
ฉินอีอวี๋พูดจาเพ้อเจ้อด้วยท่าทางจริงจัง “ฉันมีพลังยอดมนุษย์อย่างหนึ่งคือถ้าฉันกอดใคร ฉันจะรู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่”
ใครจะรู้ว่าหนานอี่กลับไม่ยอมเล่นตามบท
“แล้วทำไมตอนจูบกันคุณถึงไม่มีพลังยอดมนุษย์”
ฉินอีอวี๋โกรธจนขำ ท่าทางของเขาดูอ่อนอกอ่อนใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ผ่านไปแค่สองวินาทีเขาก็กางแขนออกให้หนานอี่ พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า “มานี่”
ในความมืดหนานอี่มองอีกฝ่ายนิ่งๆ ทั้งที่สามารถคว้าตัวฉินอีอวี๋มาจูบได้ง่ายดาย แต่ตอนนี้เขากลับลังเล
“เร็วหน่อยสิ พลังยอดมนุษย์มีเวลาจำกัดนะ เดี๋ยวก็หายหรอก”
หนานอี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขยับตัวเข้าไปในวงแขนของฉินอีอวี๋ด้วยท่าทีแข็งทื่อ
ฉินอีอวี๋กอดเขาอย่างแรง สองแขนรัดแน่นมาก มือที่อ้อมไปด้านหลังบีบนวดท้ายทอยกับเรือนผมของมือเบสหนุ่มทำให้หนานอี่ตัวอ่อนยวบลงอย่างควบคุมไม่ได้ เขาทิ้งน้ำหนักส่วนหนึ่งของร่างกายไปไว้บนร่างนักร้องหนุ่ม
ฉินอีอวี๋ลูบหลังเขาพลางพูดเสียงเบา “ขอฉันดูหน่อยซิ…ว่านายกำลังคิดเรื่องอะไร อ๋อ นายกำลังด่าว่าฉันเพี้ยน”
เพี้ยน…รอบนี้หนานอี่ถูกแหย่ให้ขำแล้วจริงๆ
ฉินอีอวี๋ยิ้มตาม ก่อนจะก้มลงหอมแก้มหนานอี่ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปที่ข้างหูเขาแล้วกระซิบว่า “ไอ้หยา เรื่องที่นายคิดอยู่ในหัวมีแต่เรื่องไม่มีความสุขทั้งนั้นเลย”
หนานอี่ไม่พูดแล้ว
“นายก็รู้ว่าคนที่ทำร้ายคนอื่นไม่มีวันกลับตัวกลับใจ การจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ยากมาก นายหวังว่าพวกเขาจะได้รับโทษอย่างสาสม แต่ถึงตอนนี้มันยังเป็นเรื่องยากมาก” นิ้วของฉินอีอวี๋ค่อยๆ เกี่ยวสร้อยบนคอของหนานอี่ขึ้นมา “จริงไหม”
เซ้นส์ของคนคนนี้เฉียบไวจนน่ากลัว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นานหนานอี่เพิ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนอ่านยาก แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ เขากลับเหมือนเป็นคนที่ถูกอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ท่าทางที่ปราศจากความสำนึกเสียใจของเจี่ยงเถียนทำให้เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าบนโลกใบนี้ไม่มีความสำนึกเสียใจและกลับตัวอย่างแท้จริง
ในวันครบรอบการเสียชีวิตของเซวียอวี๋ปีที่สอง อินสตาแกรมของเจี่ยงเถียนอัพรูปที่เธอไปร่วมงานจบการศึกษาที่ต่างประเทศ เจี่ยงเถียนในชุดพิธีการได้รับอ้อมกอดจากใครต่อใครในฟลอร์เต้นรำ ราวกับเจ้าหญิงผู้สูงส่ง
ทุกสเต็ปการเต้นรำของเธอล้วนเคยเหยียบย่ำลงไปบนร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงอีกคน มิหนำซ้ำตอนนี้เจี่ยงเถียนยังมาแสดงความมั่นใจแบบผู้ชนะต่อหน้าเขา ซึ่งเป็นความมั่นใจที่เกิดจากการทรมานผู้หญิงอีกคน
ต้องทำให้เจี่ยงเถียนพ่ายแพ้ ชื่อเสียงเสียหาย และเจ็บพอๆ กัน มันถึงจะยุติธรรม
ทว่าไม่นานความมืดดำที่เขาแอบซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจก็ถูกฉินอีอวี๋จับได้
หนานอี่คิดๆ ดูแล้วก็อยากเพิ่มรายละเอียดให้อีกสักหน่อย เผื่อว่าฉินอีอวี๋จะเดาแผนแก้แค้นของตนได้สักเจ็ดแปดส่วน ซึ่งการที่ฉินอีอวี๋เดาแผนของเขาได้แบบนี้ก็ทำให้หนานอี่เริ่มอยากรู้ว่าถ้าฉินอีอวี๋รู้เรื่องทั้งหมด อีกฝ่ายจะมองว่าเขาน่ากลัวหรือน่าสนใจ
แต่เขาไม่สามารถเอาเรื่องนี้ไปลองหยั่งเชิงดูได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะไม่มีวันดึงฉินอีอวี๋เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรื่องครั้งก่อนฉินอีอวี๋ก็เสียใจมากพอแล้ว ถ้าเกิดเรื่องซ้ำอีกครั้ง ต่อให้ฉินอีอวี๋จะรับไหว แต่ตัวเขาคงพังทลาย
“ถ้านายไม่พูด ฉันจะถือว่ายอมรับนะ”
หนานอี่ไม่ชอบที่มีคนอ่านใจเขาออกเลยเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของฉินอีอวี๋ พยายามใช้วิธีอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจพ่อยอดมนุษย์คนนี้
ทว่านอกจากจูบแล้วดูเหมือนเขาจะไม่เคยหัดวิธีอื่นเลย
ฉินอีอวี๋แกล้งทำเป็นถอยหนีก่อนจะถูกจูบแค่นิดเดียว เขาจ้องหน้าหนานอี่ยิ้มๆ
หนานอี่ขมวดหัวคิ้ว ตามองจ้องห่วงปากวิบวับของฉินอีอวี๋
“จะหนีทำไม”
“หนานอี่ ขนาดนายแพ้ดอกไม้ก็ยังอุตส่าห์เอาดอกไม้ที่ฉันให้เก็บไว้ในอกเสื้ออีกนะ” ฉินอีอวี๋ซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากไม่อยู่ “แบบนี้มันจะจามไม่หยุดไหม”
หนานอี่กัดฟันแน่นให้เห็นแบบชัดๆ และเกือบกลอกตามองบนแล้ว
“คุณแอบฟังอีกแล้ว”
“ฉันแค่อยากออกมาอยู่เป็นเพื่อนนาย แบบนี้ต้องเรียกว่าบังเอิญสิ หรือไม่จริง? แถมนายยังปล่อยให้ฉันจับได้ด้วย”
หนานอี่นิ่งเงียบขณะตรองอยู่ในใจว่าหมอนี่คงได้ยินเขาคุยกับเจี่ยงเถียนตั้งแต่ตอนที่มีประเด็นภูมิแพ้ แบบนี้แล้วอีกฝ่ายจะได้ยินที่เจี่ยงเถียนบอกว่าจะจีบเขาด้วยหรือเปล่า
ฉินอีอวี๋จะได้ยินที่เขาบอกให้เจี่ยงเถียนพยายามไหม
ไม่รู้ทำไมหนานอี่ถึงได้รู้สึกอยากอธิบายขึ้นมาตงิดๆ แต่วินาทีต่อมามือเบสหนุ่มกลับห้ามตัวเองไว้
เพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้มันจะอธิบายยังไง ยิ่งอธิบายก็จะยิ่งฟังดูพิลึกเสียมากกว่า
“สรุปคือ?” หนานอี่เอ่ยถามฉินอีอวี๋ “คุณได้ยินหมดแล้ว อยากพูดอะไรไหม”
ตอนที่ถามปัญหานี้ออกไป หนานอี่ก็แอบคาดหวังอยู่บ้าง แต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังคำตอบแบบไหน
ทว่าสิ่งที่ฉินอีอวี๋เอ่ยกลับทำให้หนานอี่สะดุ้ง
“พูดกันจริงๆ ตอนนั้นฉันอยากฆ่าคน”
“คุณพูดบ้าอะไรน่ะ”
“ฉันอยากฆ่าทุกคนที่เคยบูลลี่นาย” ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ไม่ให้เหลือเลยสักคน”
ทันใดนั้นหัวใจของหนานอี่ก็เต้นเร็วมาก เป็นอีกครั้งที่เขานึกภาพของฉินอีอวี๋ตอนคลุ้มคลั่งแล้วพุ่งเข้าไปกระทืบคน
“อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย”
“ตอนนั้นทำไมฉันไม่ฆ่าพวกนั้นทิ้งนะ” ฉินอีอวี๋ถามหน้าซื่อตาใส
“พอ” หนานอี่ลุกขึ้นแล้วฉุดฉินอีอวี๋ให้ลุกตาม “อากาศหนาว กลับกันดีกว่า ขาผมชาหมดแล้ว”
แต่พอฉินอีอวี๋ลุกได้ก็กอดเขาหมับ นักร้องหนุ่มจับหนานอี่กดติดกำแพงอยู่นานมาก นานจนหัวใจของหนานอี่กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติอย่างช้าๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ รู้สึกแสบจมูก แต่มือเบสหนุ่มกลับคิดว่ามันเป็นเพราะอากาศหนาวจัด
หนานอี่รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้ตัวเองกำลังกลัว
นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฝันถึงการสูญเสีย
ถ้าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตคือคำพยากรณ์ถึงอนาคต เขาก็ขอให้ฉินอีอวี๋ทำตัวคลุมเครือ บอกชอบ บอกรักเขาได้ตามใจ แต่อย่ารักเขาจริงๆ เลย
แค่อยู่ข้างๆ เขาตลอดไปก็พอ
“ทำไมนายถึงทำหน้าเหมือนเสียใจอีกแล้วล่ะ” ฉินอีอวี๋พูดโพล่งขึ้นมา
“หยุด” หนานอี่ผลักอีกฝ่ายออกห่างแล้วเดินดุ่มไปข้างหน้า
“ต่อไปห้ามใช้พลังยอดมนุษย์กับผมอีก”
“ไม่นะ แค่ข้อตกลงจูบวันละสามครั้งก็โหดร้ายมากพอแล้ว ตอนนี้ยังจะ…”
“คุณคือรักบริสุทธิ์ไม่ใช่เหรอ งั้นก็กอดกันอย่างเดียวโอเคไหม”
ฉินอีอวี๋แสดงความพอใจออกมาทันที “งั้นก็ได้”
ตอนกลับไปถึงห้องคนอื่นๆ ก็กินอาหารกันไปได้พอสมควร ตอนนี้กำลังคุยเล่นกันอยู่ เหยียนจี้กับฉือจือหยางก็กลับมาแล้ว ฉือจือหยางตาแดงๆ หนานอี่สังเกตเห็นเป็นคนแรก แต่เขารู้ว่าฉือจือหยางเป็นคนหน้าบางเลยไม่ได้ถาม
ตอนนี้วังฉีตีสนิทกับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มบีสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย แม้แต่อาซวิ่นที่เป็นคนพูดน้อยมาตลอดก็ยังคุยเล่นกับเขาได้อย่างสนุกสนานมาก
แต่หนานอี่สังเกตเห็นว่าตั้งแต่เขากลับมาถึง วังฉีเหมือนจะคอยมองเขาอยู่ตลอด
จนงานเลี้ยงใกล้เลิก ทุกคนก็พากันเดินออกจากห้อง สมาชิกวงเดอะเกรตโมเมนต์ทั้งสี่คนอยู่เป็นกลุ่มสุดท้าย วังฉีที่อยู่กับเหยียนจี้เลยหันหน้ามากระซิบถามหนานอี่ในจังหวะนี้
“นายรู้จักสวีอี้หรือเปล่า”
หนานอี่ชะงัก เขาพิจารณาใบหน้าของวังฉีพลางพยายามค้นข้อมูลเพื่อนสนิทของน้าชายที่เขาเคยเจอ
มันไม่มีคนคนนี้
ชื่อนี้ไม่ได้ทำให้หนานอี่ประหลาดใจเพียงคนเดียว แต่ฉินอีอวี๋ก็นิ่วหน้าด้วยเหมือนกัน
เหมือนวังฉีจะสังเกตเห็นแววระแวดระวังบนใบหน้าของเขาเลยยิ้ม จากนั้นก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะ พูดอย่างไม่มั่นใจว่า “หรือฉันจะจำผิด?”
เหยียนจี้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งถามขึ้นมาอีกคน “จำอะไรผิดเหรอ”
“จำได้ไหมว่าตอนเรียนจบใหม่ๆ ฉันไปเป็นนักข่าวฝึกหัดที่ฝ่ายข่าว ฉันเคยเล่าให้นายฟังว่าพี่เทคของฉันโคตรหล่อ ฉันเคยเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเขา เป็นภาพพี่เทคของฉันตอนเด็ก บนไหล่เขามีเด็กคนหนึ่ง มีครั้งหนึ่งเขาทำกระเป๋าสตางค์หาย พี่เทคฉันร้อนใจมาก กว่าจะหากระเป๋าเจอรูปก็หายไปแล้ว ฉันเลยจำเรื่องนี้แม่นเป็นพิเศษ”
วังฉีเล่าพลางหันมามองหนานอี่แล้วพูดยิ้มๆ “เด็กคนนั้นหน้าตาเหมือนนายมาก ตางี้ถอดแบบกันมาเลย”
* ผีก่อกำแพง เปรียบเปรยถึงลักษณะของการเดินหลงทางในตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็วนกลับมาที่เดิมราวกับมีผีก่อกำแพงบังตา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.