ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 69 มอสส์หลากสายพันธุ์เติบโตบนภูเขาลูกเดียวกัน*
พอฟังวังฉีพูดจบ หนานอี่ก็เงียบไปพักหนึ่ง จนลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายเขาถึงค่อยผงกศีรษะและตอบคำถามแรกสุดของเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“สวีอี้คือน้าชายของผม”
ไม่รู้ทำไมประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของฉินอีอวี๋ถึงบอกกับเขาว่าความจริงหนานอี่ไม่ได้อยากยอมรับเรื่องนี้ ในช่วงครึ่งนาทีที่ผ่านมาเมื่อกี้ดวงตาของมือเบสหนุ่มจึงฉายแววระแวดระวังและลังเลใจ
หนานอี่คิดหนักมาก เรื่องนี้ฉินอีอวี๋รู้ดี แต่ความระวังตัวระดับจิตใต้สำนึกแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกแปลกๆ
เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินชื่อสวีอี้ ฉินอีอวี๋นึกถึงคนคนหนึ่งกับวงดนตรีร็อกใต้ดินวงหนึ่งที่เขาเคยชอบสมัยวัยรุ่น แต่มือกีตาร์คนนั้นไม่ได้เปิดเผยชื่อจริง ฉินอีอวี๋เลยได้ยินแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง
ถ้าหนานอี่ไม่เคยเล่าเรื่องน้าชายให้ฟังว่าน้าชายของเขาเคยทำวงสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก่อนจะไปเป็นนักข่าว ฉินอีอวี๋คงไม่อ่อนไหวแบบนี้ เพราะคนชื่อซ้ำกันแซ่ซ้ำกันมีเยอะมาก บางทีอาจจะไม่ใช่คนเดียวกันก็ได้
แต่แบบนี้มันก็บังเอิญเกินไป
นอกจากนี้ตอนนั้นเขาก็ถามชื่อน้าชายของหนานอี่แล้ว แต่หนานอี่กลับจงใจปิดบังชื่อของน้าชายเอาไว้
หนานอี่กำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า จุดประสงค์ที่เขาปิดบังเรื่องนี้คืออะไร
ถ้าเขาโพล่งถามออกไปอย่างโต้งๆ หนานอี่จะปฏิเสธการตอบคำถามและถอยห่างจากเขาไหม
สิ่งนี้ทำให้ฉินอีอวี๋ลังเล เขาเพิ่งจะเป็นแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต
หนานอี่ไม่เหมือนกับทุกคนที่ฉินอีอวี๋เคยเจอ การเปิดตัวของเขาสว่างวาบขึ้นมาเหมือนฟ้าแลบ แต่ยิ่งได้ใกล้ชิด ยิ่งได้เข้าหา กลับยิ่งสัมผัสได้ถึงความลับมากมาย หนานอี่เป็นปริศนาที่ซับซ้อนซ่อนอยู่หลายชั้น ทำให้ฉินอีอวี๋คิดถึงผืนป่าแถบไซบีเรียนอันหนาวเหน็บที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
ทำไมเด็กอายุสิบแปดปีคนหนึ่งถึงทำตัวเป็นเขาวงกตแบบนี้
เมื่อสืบค้นต่อไปเรื่อยๆ นอกจากความอยากรู้อยากเห็นแล้ว ฉินอีอวี๋ยังรู้สึกเจ็บช้ำ เหมือนร่วงลงไปในทะเลที่เย็นเฉียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง รอบตัวมีเศษน้ำแข็งลอยฟ่อง เศษน้ำแข็งแต่ละชิ้นคมบาดมือ และทุกสิ่งที่ว่านั้นคืออดีตของหนานอี่
คืนนั้นหลังกลับไปที่ห้องพัก ฉินอีอวี๋นอนไม่หลับ แต่หนานอี่เหมือนจะเพลียจัดเลยหลับไปนานแล้ว
ฉินอีอวี๋เรียกชื่อเขาเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ นักร้องหนุ่มเลยขยับตัวออกจากเตียงของตัวเอง มุดเข้าไปในผ้าห่มของหนานอี่อย่างแผ่วเบา ทั้งที่เปิดฮีตเตอร์ไว้แต่อุณหภูมิร่างกายของหนานอี่กลับต่ำมาก
นักร้องหนุ่มเอนตัวลง ขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง แล้วแนบแผ่นอกตัวเองกับแผ่นหลังของอีกฝ่าย เหมือนพวกเขาคือใบไม้เปียกฝนสองใบที่แนบติดกัน ขณะนั้นฉินอีอวี๋พยายามถ่ายเทความร้อนให้หนานอี่
ทั้งที่ฉินอีอวี๋เคลื่อนไหวเบามาก แต่หนานอี่เป็นคนเซ้นส์ไว มือเบสหนุ่มจึงขยับตัวทันทีเหมือนถูกปลุกให้ตื่น
“อืม…” หนานอี่นิ่วหน้า พลิกตัวมาเผชิญหน้ากันแต่ยังไม่ลืมตา แค่ทำจมูกฟุดฟิด จากนั้นก็ยื่นมือมาจับเสื้อนอนของฉินอีอวี๋ตรงบริเวณอก
“คุณละเมออีกแล้ว…”
เขาพูดสองคำหลังฟังดูอู้อี้ ฉินอีอวี๋ได้ยินไม่ชัดเลยเข้าไปใกล้ๆ เขาจูบปากหนานอี่แล้วกระซิบถามว่า “ฉันทำไมเหรอ”
หนานอี่นิ่วหน้าเหมือนไม่ได้ยินคำถามของเขา เอาแต่พูดเสียงอู้อี้กับตัวเอง “อย่าจูบผมสิ…”
ฉินอีอวี๋ยิ้ม
ฉันเป็นคนประเภทยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุซะด้วยสิ
เขาจูบสันจมูกของหนานอี่อีกครั้ง
ปากบอกว่าไม่ แต่หนานอี่ที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรากลับเหมือนถูกความคุ้นเคยบางอย่างสั่งให้ขยับตัวเข้าไปในอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ ท่าทางของเขาดูอ่อนลงกว่าปกติเหมือนต้องการพึ่งพาฉินอีอวี๋อย่างมาก
ฉินอีอวี๋กอดอีกฝ่ายอย่างฉ่ำใจด้วยความรู้สึกเต็มตื้น ก่อนจะใช้มือลูบหลังหนานอี่เบาๆ แล้วจูบกระหม่อมของเขา
“นอนเถอะ นายเหนื่อยมากแล้ว”
ฉินอีอวี๋กอดหนานอี่ไว้ ไม่นานเขาก็เคลิ้มหลับตามไป
ก่อนที่ต่อมาจะถูกปลุกด้วยแสงจ้าจนลืมตาไม่ขึ้น ฉินอีอวี๋ยื่นมือไปคลำพื้นที่ข้างตัวตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าพื้นเตียงว่างเปล่า นั่นทำให้ฉินอีอวี๋ตื่นเต็มตาขึ้นมาเรียกชื่อหนานอี่ นักร้องหนุ่มลืมตาขึ้นมากวาดมองไปรอบห้อง
สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกทับไว้ด้วยนมหนึ่งแก้วบนหัวเตียง
‘ผมมีธุระด่วนต้องไปจัดการ ออกจากค่ายไปก่อนนะ’
ฉินอีอวี๋มองข้อความนี้อย่างอึ้งๆ
หนานอี่กลัวว่าจะทำเขาตื่นเลยตั้งใจทิ้งโน้ตไว้เหรอ
อีโมจิสิงโต หนานอี่ ฉันมีเรื่องสำคัญจะถาม
ไม่นานหนานอี่ก็ตอบกลับมา
ลูกหมาป่า เรื่องอะไร
อีโมจิสิงโต ก่อนไปนายจูบฉันหรือเปล่า พอตื่นแล้วได้จูบฉันหรือยัง
ลูกหมาป่า เปล่า…
อีโมจิสิงโต ??? ฉันไม่เชื่อ นายโกหก! ฉันรู้สึกนะ
ลูกหมาป่า คุณฝัน
ลูกหมาป่า พอตื่นเรื่องเดียวที่ผมทำคือผลักคุณแรงๆ
อีโมจิสิงโต ? ทำไมอะ
ลูกหมาป่า เพราะคุณทับผม
ไม่รู้ทำไมการได้อ่านคำตอบนี้ถึงทำให้ฉินอีอวี๋อารมณ์ดีอย่างไม่มีเหตุผล อาจเพราะการนอนทับผมอีกฝ่ายเป็นการแสดงความสนิทสนมกันเป็นพิเศษหรือเปล่า ความจริงไอ้ที่หนานอี่บอกว่า ‘ผลักแรงๆ’ มันก็ไม่ได้แรงมาก ไม่งั้นเขาคงไม่รู้สึกอะไรเลยแบบนี้
ฉินอีอวี๋อ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเหยียนจี้มาเคาะประตูถามว่าเขาจะกลับเข้าเมืองด้วยกันไหม ฉินอีอวี๋ถึงได้ลุกขึ้นจากเตียงของหนานอี่อย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะพับผ้าห่มแล้วจัดเตียงให้อย่างเรียบร้อย
แต่พอขึ้นรถนักร้องหนุ่มก็สังเกตเห็นว่าวันนี้ฉือจือหยางที่นั่งข้างคนขับพูดน้อยอย่างน่าประหลาดใจ
คนซื่อบื้อก็มีเรื่องหนักใจได้ด้วยเหรอ
ฉินอีอวี๋ชะโงกตัวไปข้างหน้า เขาหันไปพูดกับเหยียนจี้ที่กำลังขับรถว่า “เกิดอะไรขึ้นน่ะอาจารย์เหยียน เมื่อวานเด็กน้อยของเรายังดีๆ อยู่เลย ทำไมแค่ข้ามคืนเขาก็ทำหน้าบึ้ง ไม่พูดไม่จา ด่าเสียงไม่ดังแล้วล่ะ ถึงเมื่อก่อนเขาจะเป็นเด็กปากจัด แต่ปกตินายก็ดูแลเอาใจใส่ดีอยู่นะ…”
พูดยังไม่ทันจบฉือจือหยางก็ฉีกขนมปังยัดใส่ปากฉินอีอวี๋
“ถ้ายังไม่หุบปากอีกฉันจะแจ้งตำรวจจับนาย”
“โอเค ถ้าการเป็นห่วงนายมันผิด ฉันก็ยอมถูกจับ”
“อ๊า!” ฉือจือหยางถูกเขายั่วจนลุกขึ้นมาคว้าคอเสื้อ “ฉันจะฆ่านาย!”
“อาจารย์ครับ หมดเรื่องแล้ว เจ้าหนูของเรากลับมามีชีวิตชีวาแล้วครับ”
หลังโหวกเหวกโวยวายกันมาตลอดทางจนถึงมหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ฉือจือหยางก็ลงจากรถไปโดยไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ทั้งยังทำท่าปาดคอใส่ฉินอีอวี๋ที่อยู่เบาะหลัง
ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ รอจนรถแล่นออกมาแล้วถึงค่อยฉุกคิดได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ไม่สิ รอบนี้เขาเดินไปทั้งที่ยังไม่ได้เซย์กู๊ดบายนาย” ฉินอีอวี๋พูดพลางทำท่าเจ้าเล่ห์ “ไหนเมื่อก่อนต้อง ‘บ๊ายบายเหยียนจี้’ พร้อมกับโบกมือแล้วถึงค่อยวิ่งเปียปลิวออกไป”
เหยียนจี้เงียบอยู่นานมากจนรถแล่นมาถึงประตูมหาวิทยาลัยก่อนจึงค่อยตอบ “เพื่อนสนิทถูกคัดออกจากการประกวด เขาต้องอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว”
ฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่เบาะหลังแอบมองเหยียนจี้ผ่านกระจกมองหลัง รับรู้ได้ว่าเหนือศีรษะของอีกฝ่ายมีเมฆดำทะมึนปกคลุม
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยฉินอีอวี๋จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ ไม่นานรถก็วิ่งมาจนใกล้ถึงโรงเรียนมัธยม ฉินอีอวี๋หาจุดที่จอดรถง่ายแล้วลงจากรถ เขาชวนเหยียนจี้ให้ไปกินหม้อไฟเนื้อแกะด้วยกัน แต่เหยียนจี้เหมือนจะไม่อยากอาหารเลยยิ้มพร้อมกับบอกว่าไว้คราวหน้าดีกว่า
ฉินอีอวี๋เองก็ไม่บังคับ เขาหันหน้าเดินตรงเข้าไปในตรอก ซื้อขนมถังหูลู่มาเดินกิน ตอนที่ถึงลูกสุดท้ายก็มาถึงหน้าประตูบ้านของเหยาจิ่งพอดี
เหยาจิ่งที่ใส่เสื้อขนเป็ดออกมาเปิดประตูให้เขา แถมยังตั้งใจมองไปที่ด้านหลังของฉินอีอวี๋ด้วย
“วันนี้มือเบสสุดหล่อไม่มากับนายเหรอ”
“เขามีธุระน่ะ” ฉินอีอวี๋ยัดคาลิมบาที่เคยยืมเหยาจิ่งไปใส่อกเขาแล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างเคยชิน ตรงดิ่งไปยังบ้านพักที่เหยาจิ่งอาศัยอยู่ พอเข้าไปก็เริ่มแหย่นกคอกคาทีล* ที่เหยาจิ่งเลี้ยงไว้ นักร้องหนุ่มหันไปเห็นรูปถ่ายที่เหยาจิ่งวางไว้บนโต๊ะ เป็นรูปคู่ของเขากับอาจารย์โจวเมิ่งที่นักเรียนถ่ายให้
“ดูอะไรน่ะ” เหยาจิ่งเอากรอบรูปใส่ในลิ้นชัก
“อาจารย์เหยาครับ” ฉินอีอวี๋ฟุบตัวลงบนโต๊ะพลางทำตาปริบๆ “ผมได้ยินไหวจื่อบอกว่าตอนอาจารย์โจวเมิ่งออกจากงาน เธอมีเรื่องกับทางโรงเรียนแรงมาก ใช่เพราะว่านักเรียนที่เธอดูแลมีเรื่องทะเลาะวิวาทหรือเปล่าครับ”
เหยาจิ่งนิ่วหน้า “เธอจะถามเรื่องนี้ไปทำไม”
ฉินอีอวี๋ไม่ตอบแต่ถามว่า “นักเรียนตีกันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ไม่ยักเคยได้ยินว่าพอนักเรียนตีกันแล้วจะทำให้ครูโดนหางเลขไปด้วย แถมอาจารย์โจวเมิ่งก็ไม่ใช่ครูประจำชั้น เป็นแค่ครูประจำวิชา แล้วมันเป็นเพราะอะไรครับ”
“จะสนใจเรื่องพวกนี้ไปทำไม ในใจเธอมีแต่เรื่องของตัวเองมาตลอดไม่ใช่เหรอ”
ฉินอีอวี๋หันไปมองนกแก้วตัวเล็ก “มือเบสที่ผมพามาคราวก่อนคือเด็กที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทในตอนนั้น คุณบอกว่าตอนที่คุณไปหาอาจารย์โจวเมิ่งเคยเห็นเขาที่หน้าโรงเรียนกวดวิชาที่อาจารย์โจวเมิ่งเปิด ตอนนั้นผมนึกว่าคุณจำคนผิด แต่ตอนนี้พอมาคิดดูแล้วน่าจะเป็นเขาจริงๆ”
“…”
“สมัยเรียนเด็กคนนั้นถูกบูลลี่ ไอ้พวกลูกหมานั่นไล่ต้อนเขาจนจนตรอก เขาถึงได้ลงไม้ลงมือ” ไม่รู้ทำไมสีหน้าของฉินอีอวี๋จึงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ปราศจากรอยยิ้มบนใบหน้า “ผมกำลังคิดว่าที่อาจารย์โจวเมิ่งต้องออกจากงานน่าจะเป็นเพราะเขา”
“แล้วไง”
“แล้วไงเหรอครับ นี่เป็นโอกาสทองที่พวกคุณสองคนจะได้คืนดีกันไง!” ฉินอีอวี๋ตบโต๊ะ “เหล่าเหยา คุณรีบช่วยผมสืบเรื่องนี้จากอาจารย์โจวเมิ่งหน่อยสิครับ ว่าคนที่บูลลี่เขามีกี่คนกันแน่ และตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น อาจารย์โจวเมิ่งเป็นคนเถรตรง ไม่มีทางเจอเรื่องอยุติธรรมแล้วหอบความเจ็บแค้นหนีไปแน่นอน คุณไปถามอาจารย์โจวเมิ่งแล้วถือโอกาสเข้าหาด้วย เป็นไงครับ ผมหัวดีไหม”
“เรื่องในตอนนั้นมันซับซ้อน ฉันช่วยไม่ได้…”
ฉินอีอวี๋ลุกพรวด “งั้นผมจะไปหาอาจารย์โจวเมิ่งเอง ผมจะไปตะโกนร้องเพลงขอแสดงความยินดีที่พวกคุณเลิกกันใต้ตึกโรงเรียนกวดวิชาของเธอ…”
“นายจะบ้าเรอะ!” เหยาจิ่งคว้าตัวเขาไว้อย่างพูดไม่ออกด้วยความโมโห ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้คงไม่เป็นไร เพราะมันก็คงเป็นแค่การพูดเล่นๆ แต่ฉินอีอวี๋ไม่เหมือนใคร เพราะเขาเป็นพวกพูดจริงทำจริง
“ขอฉันคิดหาทางก่อนสิ พ่อคุณ” เหยาจิ่งเกาศีรษะอย่างหงุดหงิด “ยังมีเรื่องอื่นอีกใช่ไหม”
“มีจริงๆ แหละครับ”
“ฉันนี่มันมีเวรแท้ๆ”
“จริงครับ” ฉินอีอวี๋หัวเราะหึๆ “ถ้าสมัยผมอยู่ ม.ต้น คุณไม่เอาซีดีวงร็อกให้ผมฟัง ผมจะฉีกแนวมาทางนี้ได้ไง”
เหยาจิ่งมองค้อนปะหลับปะเหลือก “เออ ฉันมันคือตัวต้นเหตุความฉิบหายเอง เลิกพูดพล่ามได้แล้ว มีเรื่องอะไรก็รีบว่ามา!”
ฉินอีอวี๋ถึงค่อยเฉลยเป้าหมายที่สองที่เขามาหาเหยาจิ่งรอบนี้
สมัยฉินอีอวี๋เรียนอยู่ ม.ต้น เหยาจิ่งเป็นครูสอนดนตรีของเขา ตอนนั้นไม่ค่อยมีเด็กนักเรียนที่จริงจังกับวิชาดนตรีมากนัก แต่ฉินอีอวี๋ไม่เหมือนใคร เพราะเขาชอบในสิ่งที่คนอื่นไม่ชอบ เวลาเรียนก็ตั้งใจเป็นพิเศษ แล้วเหยาจิ่งก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าเด็กชายมีพรสวรรค์ทางดนตรีสูงมาก แถมยังมีเสียงร้องที่ดีมากด้วย
ไปๆ มาๆ ทั้งคู่ก็เปิดคลาสพิเศษ มีวันหนึ่งฉินอีอวี๋ไปที่ห้องทำงานของเหยาจิ่งแล้วเห็นซีดีแผ่นหนึ่งที่มีแพ็กเกจเรียบง่าย เลยถามเหยาจิ่งว่ามันคืออะไร
‘เธอฟังไม่รู้เรื่องหรอก’ เหยาจิ่งพูดแบบนี้
แต่คำพูดไม่กี่คำนั้นกลับเหยียบโดนเส้นของฉินอีอวี๋ ทั้งที่ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจมันมากนัก แต่พอได้ยินเหยาจิ่งพูดแบบนี้เขาก็อยากจะฟังมันให้ได้ เด็กชายเลยหยิบซีดีแผ่นนั้นมาแล้วไปขอยืมเครื่องเล่นที่ร้านแผ่นเสียงหน้าประตูโรงเรียน โดดเรียนไปตลอดช่วงบ่าย
ฉินอีอวี๋ฟังซีดีแผ่นนั้นตลอดช่วงบ่าย คล้ายต้องมนต์สะกด
เขาบอกไม่ได้ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน อาจเพราะในร้านแผ่นเสียงเปิดแอร์เย็นมาก พอเปิดประตูร้านเดินออกมาเจอกับแสงแดดกลางฤดูร้อน รูขุมขนทั่วร่างกายของฉินอีอวี๋ก็สั่นสะท้านอยู่สองสามวินาที เสียงกีตาร์ไฟฟ้ายังวนเวียนอยู่ในสมอง มันดังหึ่งๆ เนิ่นนานไม่จางหาย
ถึงตอนนี้เขายังจำตัวอักษรบนซีดีแผ่นนั้นได้…เพลง ‘ฟ้าแลบ’ ของวงวาไรตี้ออฟมอสส์
ที่แท้นี่คือเพลงร็อก มันเหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมากลางชีวิตวัยรุ่นที่ยังไม่ประสีประสา ประทับตราอันเร่าร้อนไว้บนหัวใจของฉินอีอวี๋ อัดแน่นอยู่ในหลอดเลือด และแผดเผามานานหลายปี
นับจากนั้นเป็นต้นมาฉินอีอวี๋ก็เหมือนต้องมนตร์สะกด เขาเริ่มฟังเพลงอย่างบ้าคลั่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งที่อยู่ในกระแสและนอกกระแส อัลบั้มเพลงร็อกนับไม่ถ้วนได้ล้างสมองของเขา ในช่วงกลางดึกหลายต่อหลายคืนเขากับวงดนตรีมากมายเหล่านี้ได้ร่วมกันแผดเสียงประสานสะเทือนวิญญาณ ฉินอีอวี๋เริ่มหัดเล่นกีตาร์และเริ่มเขียนเพลง ทุกอย่างก้าวไปไวอย่างเป็นธรรมชาติและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ฉินอีอวี๋ในตอนนั้นเข้าใจได้ทันทีว่าเขาเกิดมาเพื่อแตกต่างจากคนอื่น
เพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินเพลงร็อก
หลังจากนั้นแม้วงดนตรีใต้ดินที่ดังวงนั้นจะไม่ใช่วงโปรดของเขา แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงจดจำจุดเริ่มต้นอันงดงามนั้นได้
“มือกีตาร์คนแรกสุดของวงวาไรตี้ออฟมอสส์ ลี่อวี๋” ฉินอีอวี๋เอ่ยถาม “ชื่อเดิมเขาชื่อสวีอี้หรือเปล่าครับ”
เหยาจิ่งอึ้ง
เพราะมันเป็นชื่อที่เขาไม่ได้ยินมานานมาก
เริ่มแรกวงวาไรตี้ออฟมอสส์ได้ไปแสดงที่เขตซีเฉิง ผลคือหนึ่งวันก่อนขึ้นแสดงมือคีย์บอร์ดได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรีบทำให้เพื่อนมาขอให้เขาไปแทนชั่วคราว
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหยาจิ่งได้ซ้อมกับวงดนตรีจริงๆ และครั้งนั้นเขาได้รับซีดีแผ่นนั้นมาเป็นของขวัญ
แม้จะได้ใช้เวลาร่วมกันแค่ครึ่งวัน แต่เหยาจิ่งก็ประทับใจในตัวลี่อวี๋มาก
คนคนนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาระดับที่ไปเล่นภาพยนตร์ได้ ผมไม่สั้นไม่ยาวมัดเป็นเปียเล็ก เล่นกีตาร์เก่งมาก หรือถ้าไม่ได้เล่นกีตาร์ก็จะชอบพูดเล่น เที่ยวแหย่คนเล่นไปทั่ว วันนั้นเพื่อนในวงถูกเขาแหย่จนของขึ้นเลยเรียกเขาด้วยชื่อเต็ม
“เธอรู้ได้ไงว่าเขาชื่อสวีอี้”
“ผมดูในอินเตอร์เน็ต มีคนเอามาเล่าแต่ไม่คอนเฟิร์ม ผมเลยอยากเช็กดู”
เนื่องจากเป็นวงดนตรีเล็ก แฟนคลับไม่เยอะ และไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ข้อมูลที่ฉินอีอวี๋หาได้ในตอนนั้นเลยมีจำนวนไม่มาก
ฉับพลันเหยาจิ่งก็สังเกตเห็นว่าเจ้าหนูคนนี้มีสีหน้าเครียดขึ้น
“อาจารย์เหยาครับ คุณยังติดต่อกับคนที่เคยทำวงกับสวีอี้อยู่หรือเปล่า คนไหนก็ได้ ผมอยากเจอ”
เดิมทีฉินอีอวี๋ไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้มากมาย ก็แค่อยากลองดู แต่คิดไม่ถึงว่าเหยาจิ่งจะมีเส้นสายจริงๆ
เพียงแต่คนที่เหยาจิ่งรู้จักไม่ใช่นักดนตรี แต่เป็นผู้จัดการวงวาไรตี้ออฟมอสส์ ตอนนั้นอีกฝ่ายเป็นคนมาหาเหยาจิ่งเพื่อขอให้ช่วยไปแทนตำแหน่งมือคีย์บอร์ดให้หน่อย เดี๋ยวนี้คนคนนี้ใส่ทองเส้นใหญ่ท่วมตัว ใส่เสื้อผ้าแนวสตรีต นั่งยองๆ อยู่หน้าประตูผับ ดูแล้วเหมือนแร็พเปอร์คนหนึ่ง
“นั่นมันเรื่องตั้งกี่ปีมาแล้ว หมอนั่น…อย่าไปพูดถึงเขาเลย เชื่อถือไม่ได้!”
พี่ใหญ่ที่เหยาจิ่งเรียกว่า ‘พี่หย่ง’ หัวเราะเสียงดังลั่นเหมือนเป็ดอ้วนที่ถูกเป่าลมให้พองก่อนเข้าเตาย่าง ฉินอีอวี๋อยากเอานิ้วจิ้มพุงเขาจับใจ
“ช่วงนั้นมีค่ายเพลงหลายแห่งมาชวนฉันเซ็นสัญญา แต่ถ้าพูดกันจริงๆ คือพวกเขาอยากเซ็นกับสวีอี้คนเดียว แต่เป็นตายยังไงสวีอี้ก็ไม่ยอม ตอนนั้นเขายังเด็กมาก เพิ่งจะอายุยี่สิบ บอกว่าจะขอทำวงใต้ดินไปตลอดชีวิต แล้วผลเป็นไง” พี่หย่งถอนหายใจ “ไม่ถึงสองปีก็เผ่นหนี บอกว่าจะไปทำงาน”
พอได้ยินข้อมูลสำคัญ ฉินอีอวี๋ก็ถามทันที “นักข่าวเหรอครับ”
“เหมือนจะเป็นงั้นนะ เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่” พี่หย่งเกาศีรษะ “เจ้าหนูนั่นโคตรแล้งน้ำใจเลย ตัวเองจะถอนตัวก็ถอนไปสิ แต่นี่ดันลบเบอร์ทุกคน ไม่เคยติดต่อกับใครอีก ตอนนั้นคนอื่นๆ เข้าใจว่าเขาจะบินเดี่ยว”
“ทำไมคิดงั้นล่ะครับ” ฉินอีอวี๋รู้สึกว่าเรื่องมันทะแม่งๆ
พี่หย่งขมวดคิ้วนึกแล้วจู่ๆ ก็ตบต้นขาฉาด “นึกออกแล้ว ก่อนออกจากวงมีรถหรูมาจอดรอที่ใต้ตึกห้องซ้อมสับปะรังเคตลอด มารอเขานั่นแหละ มีคนบอกว่ามีบอสคนหนึ่งมาถูกตาต้องใจเขา เหมือนจะเป็นเจ้าของบริษัทบันเทิงอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถอนตัวออกจากวง”
“แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เข้าวงการใช่ไหมครับ” เหยาจิ่งถาม
“ใช่ เขาไปทำงาน ไอ้เด็กนี่ จริงสิ ตอนนั้นมีแฟนสาวที่คบกันอยู่คนหนึ่ง ก่อนหน้านั้นพวกเขาสองคนสวีตหวานกันมาก ไปไหนก็ตัวติดกันตลอด แต่หลังจากเกิดเรื่องกับแม่สาวนั่น ทั้งคู่เลยเลิกกัน”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ” เหยาจิ่งถาม
“ผู้หญิงคนนั้นขี่รถมาหาสวีอี้แล้วโดนรถชนระหว่างทาง โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ขาหัก บังเอิญว่าวันนั้นเป็นวันที่สวีอี้พูดเรื่องออกจากวงขึ้นมาเป็นครั้งแรก พวกเรากำลังคุยกัน พอได้รับสายเขาก็ไปโรงพยาบาลทันที ตั้งแต่วันนั้นสวีอี้ก็คอยดูแลแฟนอยู่ที่โรงพยาบาลทุกวัน ดูแลอย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย ตอนนั้นพวกเรายังคิดกันว่าพวกเขาสองคนกำลังจะแต่งงานกันแล้วหรือเปล่า ผลคือพอแฟนเขาออกจากโรงพยาบาล สวีอี้ก็ขอเลิกกับแฟน”
ฟังมาถึงตรงนี้เหยาจิ่งก็ทำหน้าเหวอ “ไม่จริงอะ ไหงทำงั้น”
“ไม่รู้สิ” พี่หย่งลูบพุง “พวกเราก็ข้องใจเหมือนกัน พอเจ้าเด็กนั่นขอเลิกกับแฟนแล้วก็กลับมาร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย ผลคือวันต่อมาเขาหายตัวไป แล้วส่งข้อความมาบอกพวกเราทุกคนว่าตัวเองขอถอนตัวออกจากวงอย่างเป็นทางการ ต่อไปจะไม่มาเจออีก
พอเขาไปค่ายใหญ่ก็หาย หลังจากนั้นวงวาไรตี้ออฟมอสส์ก็หามือกีตาร์คนใหม่มาอีกสองสามคนจนได้เซ็นสัญญากับค่ายเล็กๆ แต่แค่ไม่กี่ปีก็แยกวง”
ฉินอีอวี๋คอยฟังอยู่ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ
“พี่ครับ สวีอี้ถอนตัวออกจากวงปีอะไร”
“ดูเหมือนจะ…ปี 2013 ช่วงหน้าหนาวล่ะมั้ง” พี่หย่งนึก “ใช่ ตอนนั้นเขากำลังจะฉลองวันเกิดอายุยี่สิบสามปี พวกเรายังปรึกษากันเลยว่าจะไปกินข้าวกันที่ไหน”
ตอนนั้นหนานอี่อายุเจ็ดขวบ และเป็นปีที่แม่ของสวีอี้ผู้เป็นยายของหนานอี่เสียชีวิต
ถึงตอนนี้ฉินอีอวี๋มั่นใจแล้ว ด้านหนึ่งเขารู้สึกทึ่งที่โชคชะตาอันคลุมเครือได้แอบขีดเขียนเรื่องราวให้เขากับหนานอี่มากมาย แต่ในขณะเดียวกันฉินอีอวี๋ก็ไม่เข้าใจ
ในฐานะมือกีตาร์เขาสามารถได้ยินเสียงความรักอันเร่าร้อนที่สวีอี้มีต่อดนตรีผ่านบทเพลงเหล่านั้น นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถแอบซ่อนได้
แล้วทำไมปีนั้นสวีอี้ถึงได้ทำเรื่องที่ผิดปกติขนาดนั้น หรือเขาแค่ได้รับความสะเทือนใจที่เสียแม่ไป
แต่ฉินอีอวี๋ไม่เชื่อ ดังนั้นแล้วเขาจึงทำได้แค่คิดหาวิธีอื่นมาเพื่อสืบหาความจริง
“เรื่องมันผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงนึกไม่ออก แต่เจ้าเด็กนั่นฉันลืมเขาไม่ลงจริงๆ” พี่หย่งถอนหายใจยาว “นายว่าเขาเพี้ยนไหมล่ะ แต่เวลาพูดถึงเขา ฉันก็แค่รู้สึกว่ามันน่าเสียดาย ไม่ได้หงุดหงิดรำคาญเลยสักนิด บางครั้งฉันจะฟังเดโมที่เขาทิ้งไว้และดูคลิปของพวกเขาในตอนนั้น ทุกอย่างอยู่ในโน้ตบุ๊กของฉัน”
ฉินอีอวี๋ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ขอผมได้ไหมครับ”
พอกลับถึงบ้านเหยาจิ่งก็ต่อว่าฉินอีอวี๋
“เธอบ้าไปแล้วเหรอ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาตั้งใจหลอกเอาเงินเธอ! สามหมื่น? ก่อนจะพูดอะไรช่วยคิดถึงเงินในบัญชีของเธอด้วย หรือไม่ก็ช่วยคิดถึงเงินในกระเป๋าของเธอสักนิดก่อนจะได้ไหม”
ฉินอีอวี๋เสียบยูเอสบีเข้ากับโน้ตบุ๊กของเหยาจิ่ง พูดยิ้มๆ “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ! เหล่าเหยา ผมดังอีกรอบแล้วนะ ไว้ผมจะคืนเงินก้อนนี้ให้คุณเป็นสองเท่า ไม่สิ สามเท่า!”
“งั้นเธอเขียนสัญญามาให้ฉันเลย!”
“ไม่มีปัญหา” ฉินอีอวี๋เปิดไฟล์ ในไฟล์มีคลิปอยู่ไม่น้อยจริงๆ
เขาเปิดดูไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งสายตาถูกคลิปที่มีชื่อว่า ‘หิมะของเธอ (กีตาร์ขับร้อง)’ ดึงดูด เขาจึงคลิกเปิดมันทันที
ตอนแรกเขาเข้าใจว่ามันเป็นแค่การอัดเล่นๆ ในห้องซ้อม คิดไม่ถึงว่าพื้นหลังจะเป็นห้องรับแขก
ฉากเปิดมีมือข้างหนึ่งยื่นมาบังกล้อง ฉินอีอวี๋ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งแว่วๆ เหมือนเขากำลังพูดว่า ‘ไอ้นี่มันเปิดยังไง’ ฉินอีอวี๋เลยใส่หูฟังเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น
ไม่นานมือข้างนั้นก็เคลื่อนห่างออกไป และตัวของคนคนนั้นก็ออกห่างจากกล้องตามไปด้วย เผยให้เห็นหน้าเต็มที่ทั้งดูเด็กและหล่อมาก
เครื่องหน้าของเขาไม่ได้เหมือนหนานอี่เป๊ะๆ โดยเฉพาะออร่าที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้เค้าโครงจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่เล็กน้อย แต่หน้าตาของหนานอี่นั้นคมกว่า โดยเฉพาะดวงตาที่แค่เห็นแวบเดียวก็จำได้
สวีอี้ที่อยู่ในภาพดูอายุน่าจะไม่เกินสิบแปดปี ยังมีความเป็นเด็กวัยรุ่น เวลายิ้มจะเห็นเขี้ยว ชายหนุ่มกระแอมแล้วกอดกีตาร์พลางพูดอย่างมึนๆ ว่า “เพลงที่ผมกำลังจะร้องเป็นเดโม ชื่อเพลงชั่วคราวคือ ‘เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก’ ครับ”
ฉินอีอวี๋ดูชื่อไฟล์อีกครั้ง
ที่แท้คำย่อก็หมายความว่าแบบนี้
ในคลิปสวีอี้ก้มหน้าแล้วเริ่มเล่นกีตาร์ มันเป็นคอร์ดง่ายๆ ที่เพลงรักหลายเพลงนิยมใช้ ฉินอีอวี๋นิ่งฟังแล้วสังเกตได้ว่านี่เป็นเพลงที่พวกเขาไม่ได้ปล่อยออกมาและไม่มีให้ฟังในอินเตอร์เน็ต
เพราะเป็นเดโมสวีอี้เลยยังเขียนเนื้อเพลงไม่สมบูรณ์ หลักๆ จึงใช้ทำเสียงฮัมเป็นส่วนมาก โดยมีเนื้อเพลงแทรกเข้ามาเป็นระยะ
“เธอเกิดในคืนที่ปักกิ่งหิมะตก”
“ทำให้ฉันเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”
ไม่รู้ทำไมพอได้ยินเนื้อเพลงสองประโยคนี้ หัวใจของฉินอีอวี๋ถึงสั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นลางสังหรณ์ที่เขาสามารถรับรู้ได้ ราวกับว่าเขามีความผูกพันกับเพลงที่ไม่เคยได้เผยโฉมต่อโลกเพลงนี้
สวีอี้ร้องเพลงเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างที่สุด
“ปีศาจน้อยตัวนิ่ม”
“รีบมาขี่ไหล่ฉันสิ”
“อย่าร้องไห้นะ…”
จู่ๆ จังหวะตีคอร์ด* ของเขาก็หยุด แต่ในช่วงเวลาสองวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุมนั้น ฉินอีอวี๋พลันได้ยินเสียงร้องไห้งอแงของเด็กน้อย
นักร้องหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊กชะงัก
สวีอี้วางกีตาร์ลง ลุกขึ้นเดินไปหลังกล้องด้วยรอยยิ้ม ไม่นานมือกีตาร์หนุ่มก็อุ้มเด็กน้อยอายุครบขวบคนหนึ่งมา สวีอี้แกว่งตัวเด็กน้อยในอ้อมแขน จับมือเล็กๆ ของเขาพุ่งเข้าใส่กล้องแล้วถอยกลับไปที่โซฟา ก่อนที่มือกีตาร์หนุ่มจะจับมือน้อยอวบอ้วนข้างนั้นดีดสายกีตาร์
ไม่นานเด็กชายก็เลิกร้องไห้แล้วเป็นฝ่ายคว้าสายกีตาร์ แถมยังส่งยิ้มให้สวีอี้ด้วย
ภาพสุดท้ายในคลิปคือสวีอี้ชูตัวเด็กน้อยขึ้น มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับมองดูสิ่งล้ำค่า พร้อมร้องเนื้อเพลงส่วนที่เหลือด้วยน้ำเสียงใสกังวาน
“อย่าร้องไห้ อย่าหลงทาง”
“เธอมีสองตาสวยงามดั่งเพชร”
“และมีหัวใจที่เปล่งประกายดุจทองคำ”
* มอสส์หลากสายพันธุ์เติบโตบนภูเขาลูกเดียวกัน เป็นสำนวน หมายถึงคนที่มีความคิดเห็นหรือรสนิยมคล้ายกันจนกลายเป็นเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจกัน
* นกคอกคาทีล (Cockatiel) เป็นนกปากขอขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์นกกระตั้ว
* ตีคอร์ด (Strumming) คือการใช้มือหรือปิ๊กกีตาร์ดีดสายกีตาร์ขึ้นลงเพื่อให้เกิดเสียงตามคอร์ดที่ต้องการ
บทที่ 70 เถ้ากระดูกลุกโชน
เหยาจิ่งไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงเด็กคนนี้จะชอบทำตัวเพี้ยนๆ มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่วันนี้เขากลับเล่นใหญ่เป็นพิเศษ
เนื่องจากพอดูคลิปเสร็จฉินอีอวี๋ก็ปิดโน้ตบุ๊กเสียงดังปัง แล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้อง นักร้องหนุ่มไปนั่งยองอยู่ใต้ต้นไลแล็กกลางลานบ้านนิ่ง เวลานี้ใบของต้นไลแล็กร่วงหมดแล้ว ใต้ต้นไม้โกร๋นๆ มีแต่หินก้อนใหญ่สองก้อนกับโอ่งน้ำใบใหญ่ว่างเปล่าหนึ่งใบเท่านั้น
เหยาจิ่งไม่เข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงยืนมองอยู่ที่ประตู คิดไม่ถึงว่าเขาจะเห็นฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นแล้วใช้หลังมือปาดไปที่ใบหน้า ก่อนจะเก็บมือทั้งสองข้างเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็วแล้ววางซ้อนกันบนหัวเข่า จากนั้นก็ก้มหน้าลงไป
หมอนี่พิลึกจริง
รู้จักกันมาร่วมสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เหยาจิ่งเห็นฉินอีอวี๋เสียน้ำตา
เหยาจิ่งรู้สึกเหมือนเก็บทองได้ เขาเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างตัวฉินอีอวี๋ทันที ลมพัดใบไม้ที่ยังเหลืออยู่บนพื้นปลิวกระจาย ขับเน้นภาพของฉินอีอวี๋ให้ดูเศร้าซึมมากเป็นพิเศษ
เหยาจิ่งชอบดูเวลาที่คนอื่นมีปัญหา เลยแกล้งทำท่าตกใจเกินจริงแล้วพูดว่า “โห คุณชายฉินเป็นอะไรไปซะแล้ว”
ฉินอีอวี๋ไม่ได้เงยหน้า ยังคงนั่งยองอยู่บนพื้น โคลงตัวไปข้างหน้าข้างหลังเบาๆ ดูราวกับมีเรื่องที่ต้องคิดหนัก
“เงียบก่อน” เสียงของเขาอู้อี้อยู่ในตัวที่งอก่องอขิง
เหยาจิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พอฉินอีอวี๋ดูคลิปจบจู่ๆ ก็กลายเป็นแบบนี้ หรือเขาจะถูกมือกีตาร์ที่ชักนำเขาเข้าสู่วงการเพลงร็อกดึงเข้าไปสู่ความทรงจำและเริ่มหวนคิดถึงอดีต
พอคิดได้แบบนี้เหยาจิ่งก็รู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉินอีอวี๋ก็อาจจะไม่เลือกเดินทางสายนี้และไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน คนร่าเริงแจ่มใส ทำอะไรสบายๆ แบบอีกฝ่าย แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ตอนนี้น่าจะเรียนจบแบบราบรื่น ถึงจะไม่ค่อยเอาถ่าน แต่ก็น่าจะเติบโตไปเป็นชนชั้นนำของสังคมได้
พอเอาเข้าจริงแล้วเหยาจิ่งก็นึกภาพฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนั้นไม่ออก ฉับพลันเหยาจิ่งก็ค้นพบว่าในใจของเขานั้น ฉินอีอวี๋น่าจะเป็นเด็กน้อยตัวป่วนและจะเป็นแบบนั้นไปตลอดกาล
ถึงตอนนี้เหยาจิ่งยังจดจำฤดูร้อนปีนั้นได้ เหยาจิ่งที่ถูกจัดให้สอนเสริมวิชาดนตรีเดินกลับไปที่ห้องพักอาจารย์ และเมื่อเดินผ่านมุมหนึ่งที่ใต้อาคารเรียนก็เห็นนักเรียนสามคนถูกทำโทษให้ยืนอยู่ตรงนั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เหยาจิ่งเลยไม่คิดจะมอง แต่ใครจะรู้ว่าเขาดันเหลือบไปเห็นฉินอีอวี๋ และอีกฝ่ายก็กำลังมองเขาอยู่เหมือนกัน ขนาดถูกทำโทษให้ยืนอยู่ก็ยังตะโกน ‘อาจารย์เหยา’ เสียงดังลั่น
เหยาจิ่งตั้งใจจะแกล้งทำเป็นว่าไม่สนิทกับฉินอีอวี๋ เลยเดินหนีไปดื้อๆ แต่คิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะตะโกนไล่ตามหลังเขามา
‘อาจารย์เหยา! ผมจะมีวงเป็นของตัวเองแล้ว! เราสามคนนี่แหละ! คุณมาดูผมซ้อมด้วยนะ!’
ทั้งที่ไม่ได้หันหน้าไปมอง แต่เหยาจิ่งคล้ายจะมองเห็นเส้นผมของฉินอีอวี๋ที่ถูกลมฤดูร้อนพัดจนยุ่งกับรอยยิ้มสว่างสดใสบนใบหน้าของเขา ฉินอีอวี๋เอามือป้องปาก แชร์เรื่องราวน่ายินดีของตัวเองออกมาโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ทำไมฉินอีอวี๋ถึงใช้ชีวิตได้เหมือนพระเอกอยู่ตลอดเวลา ขนาดอยู่ในโลกที่ใครต่อใครต่างสิ้นหวังใบนี้เหมือนกัน แต่ฉินอีอวี๋กลับทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเหมือนกำลังเล่นเกม
เหยาจิ่งอยากรู้คำตอบเรื่องนี้มาโดยตลอด จนวันหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่าตัวเองให้ท้ายเด็กคนนี้มาก ถึงปากจะบอกว่ารำคาญ แต่กลับคอยช่วยอีกฝ่ายเหมือนตัวเองเป็นลูกไล่ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาอิจฉาฉินอีอวี๋
เหยาจิ่งมองเห็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นแต่ไม่ได้เป็นอยู่ในตัวของฉินอีอวี๋
ระหว่างที่เหยาจิ่งกำลังเหม่อ เจ้ากุ้งยักษ์ที่นั่งยองอยู่ข้างเขาก็หน้าทิ่มลงพื้น ร้องโอดโอย ทำให้เหยาจิ่งได้สติกลับคืนมา
อาจารย์เหยามองฉินอีอวี๋พลางถามว่า “เป็นอะไรอีกล่ะ”
“ขาชา”
ฉินอีอวี๋นั่งลงบนพื้น เอามือทั้งสองข้างยันตัวไว้ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นมองเหยาจิ่ง ขอบตาของฉินอีอวี๋ยังแดงอยู่นิดๆ บนขนตายังมีน้ำตาเกาะอยู่
ร้องไห้จริงด้วย
แต่เป็นเพราะอะไรล่ะ คนหลงตัวเองที่ขนาดโดนด่าก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษอย่างฉินอีอวี๋จะร้องไห้ด้วยเรื่องอะไรได้
“อยากกินเหล้า”
“ไม่ได้”
ฉินอีอวี๋ที่ถูกปฏิเสธสูดจมูกเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่จำต้องยอมแพ้ แต่ดวงตายังคงเปล่งประกาย
“อาจารย์เหยา ที่บ้านคุณมีกีตาร์ไหม”
คำถามนี้ทำให้เหยาจิ่งอึ้งไป
เพราะหลังเกิดอุบัติเหตุ คำว่า ‘กีตาร์’ ก็กลายเป็นคำต้องห้ามของพวกเขา
ช่วงแรกที่ฉินอีอวี๋ทำกายภาพบำบัดมือซ้ายอยู่ที่โรงพยาบาล เหยาจิ่งก็ซื้อผลไม้ไปเยี่ยม
วันนั้นฉินอีอวี๋เอ่ยปากขอแอปเปิ้ลที่เหยาจิ่งซื้อมาด้วยรอยยิ้ม กะจะโชว์ผลลัพธ์ของการทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง นักร้องหนุ่มบีบมือ ถือของ กำมือ และแบมือได้อย่างคล่องแคล่ว นั่นทำให้เหยาจิ่งรู้สึกดีใจแทนอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะเหยาจิ่งเป็นห่วงอาการของฉินอีอวี๋ เลยไปถามหมอทำกายภาพที่อยู่ตรงนั้นด้วย
‘ถ้าเขาทำกายภาพแบบนี้ต่อไป มือซ้ายจะกลับไปเล่นกีตาร์ได้เหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่าครับ’
ปัง…
เพิ่งจะพูดจบฉินอีอวี๋ก็ปาแอปเปิ้ลใส่ผนังห้องผู้ป่วยอย่างแรงจนน้ำแอปเปิ้ลกระเด็นมาโดนตัวพวกเขา
เนื้อแอปเปิ้ลสีเหลืองจากส่วนที่ถูกปาจนเละค่อยๆ ไหลลงมาจากผนังสีขาว สุดท้ายก็หยุดนิ่งอยู่ที่พื้น
จากนั้นฉินอีอวี๋ก็หันมาส่งยิ้มพร้อมกับเอ่ยขอโทษพวกเขา ถึงหมอจะไม่ได้ตอบคำถามของเหยาจิ่ง แต่เหยาจิ่งก็รู้คำตอบ
เรื่องโหดร้ายที่สุดในโลกคือการพรากเอาพรสวรรค์ของอัจฉริยะไป หรือว่าไม่จริงล่ะ
เหยาจิ่งมองผนังอย่างเหม่อๆ คราบสีเหลืองอ่อนเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น สว่างขึ้น ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นลำแสงสีส้ม เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงทะลุผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา ทาบทาสีของยามเย็นไว้บนผนัง
ฟ้าใกล้มืดแล้ว…
เขาถามย้ำเป็นครั้งที่สอง “อาจารย์เหยา บ้านคุณมีกีตาร์ไหม ผมอยากเล่นหน่อย”
“มี” เหยาจิ่งได้สติ “รอเดี๋ยวนะ”
เหยาจิ่งทำตามคำขอด้วยการไปเอากีตาร์ไม้ตัวหนึ่งออกมาให้จริงๆ พอฉินอีอวี๋เห็นสีหน้าหวาดๆ ระคนงุนงงของเขาแล้วก็นึกขำ
“อย่าทำหน้าแบบนี้สิ” นักร้องหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “ช่วงที่กำลังแข่งขันแบบนี้ผมต้องดีลกับมือกีตาร์ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ หายเซนซิทีฟไปนานแล้ว”
ฉินอีอวี๋รับกีตาร์มาไว้ในอ้อมแขนเพื่อตั้งเสียงอย่างคุ้นเคย เขาลองใช้มือขวาดีดสายแล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เหยาจิ่ง
“ฟังเสียงดูก็รู้ว่าของแพง”
“ไม่ต้องมาเกทับฉันเลย” เหยาจิ่งนั่งลงแล้วโยนปิ๊กโลหะอันหนึ่งให้เขา
“วางใจได้ ตอนนี้จิตใจผมมั่นคงดีมาก”
เนื่องจากไม่ได้เล่นกีตาร์มานาน ฉินอีอวี๋จึงรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วมาก แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกเกร็งที่เกิดจากการคาดหวัง ต่างจากตอนที่หัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ เพราะตัวเขาในตอนนั้นรู้ว่าตัวเองจะต้องเล่นเป็นและเล่นได้ดีมากแน่นอน
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เพราะเขาคงเล่นได้ไม่จบหนึ่งเพลงและคงเล่นได้แย่มากด้วย
ทว่าถึงจะเป็นแบบนี้ฉินอีอวี๋ก็ยังนิ่วหน้า ใช้ปลายนิ้วกดสายกีตาร์บนคอแน่นเพื่อตีคอร์ดตามที่ได้ยินมาจากในคลิป
เหยาจิ่งที่อยู่ด้านข้างคอยมองมือสลับกับใบหน้าของฉินอีอวี๋อยู่ตลอด อาจารย์เหยาพยายามสังเกตปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างของฉินอีอวี๋ เขาเห็นหัวคิ้วของฉินอีอวี๋ขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ นิ้วก้อยมือซ้ายงอไม่ได้ ถึงขั้นสั่นเทิ้ม
แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังคงเล่นต่อ โดยยอมใช้นิ้วอื่นมาเล่นแทนอย่างว่องไวทำให้ไม่ขาดช่วง
ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด ทว่าบนหน้าผากของเขากลับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย ฉินอีอวี๋ฮัมทำนองในระหว่างตีคอร์ด แต่กลับไม่ได้ร้องเนื้อ ขณะที่เหยาจิ่งสังเกตเห็นว่าเพลงนี้ไม่เหมือนเพลงที่ฉินอีอวี๋แต่ง เพราะมันอบอุ่นอ่อนโยนเกินไป
สุดท้ายนักร้องหนุ่มก็เล่นได้ไม่จบเพลง หลังหยุดเล่นฉินอีอวี๋มองมือซ้ายที่สั่นระริกอยู่นานมากกว่าจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เหยาจิ่ง “โคตรไม่เพราะเลย”
หากจะใช้คำว่าไม่เพราะมาบรรยากาศการแสดงเมื่อกี้มันคงไม่ใช่
แทนที่จะบอกว่าธรรมดา ให้บอกว่าสุดสะพรึงน่าจะดีกว่า
ความจริงมือของฉินอีอวี๋ฟื้นตัวได้ดีมาก สามารถใช้งานตามความจำเป็นในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะใช้กับงานละเอียดอ่อนอย่างการเล่นกีตาร์ที่ต้องใช้ศักยภาพของมือซ้ายในระดับสูงมันคงไม่พอ
แต่อย่างน้อยฉินอีอวี๋ก็ยอมจับกีตาร์อีกครั้ง
เหยาจิ่งมองหน้าฉินอีอวี๋ด้วยความรู้สึกเหมือนมองเห็นสะเก็ดไฟสีแดงจุดเล็กๆ ที่สว่างวาบขึ้นมากลางเถ้าถ่าน บางทีอีกหนึ่งวินาทีมันอาจจะมอดดับ แต่อย่างน้อยตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังเปล่งประกาย
เขาไม่อยากให้สะเก็ดไฟนี้หายไป
“ช่วงที่เธอไปเข้าร่วมการประกวด ฉันมีไอเดียหนึ่งแต่กลัวว่าเธอจะไม่ยอมฟังเลยไม่เคยพูด” เหยาจิ่งดึงปิ๊กโลหะที่อยู่ในมือขวาของฉินอีอวี๋มายัดใส่มือซ้ายแทน
“เธอจะลองสลับมือเล่นดูไหม”
ฉินอีอวี๋ไม่พูดอะไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่มือขวาของเขาก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเหมือนกัน เพียงแค่เบากว่ามือซ้าย ฉินอีอวี๋เองก็ไม่มั่นใจว่าถ้าเปลี่ยนไปใช้มือขวาแล้วจะเล่นได้เท่ามือซ้ายอย่างในอดีตไหม
พอเห็นเขาไม่ตอบ เหยาจิ่งก็พยายามหาเหตุผลมากล่อมให้เขาลอง เพื่อปลุกแรงฮึดที่ฉินอีอวี๋มีต่อกีตาร์
“ทำไมอยู่ดีๆ รอบนี้ถึงอยากเล่นกีตาร์ขึ้นมาล่ะ”
ฉินอีอวี๋ช้อนตาดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายขึ้นมามอง
“ผมอยากเล่นเพลงที่ได้ยินเมื่อกี้ให้ใครคนหนึ่งฟัง”
ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เงียบกริบ มีเพียงเสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกคอกคาทีลขนแตกตัวนั้น
ฉินอีอวี๋กระดิกนิ้ว “นกของคุณตัวนี้ร้องเสียงปวดหูจริงๆ เสียงเหมือนอีกา”
เขาเพิ่งจะพูดจบคำ เจ้านกคอกคาทีลตัวนั้นก็กระพือปีกบินมาเกาะนิ้วของเขา มันจิกตุ่มไตแข็งๆ ที่ปลายนิ้วหลายครั้ง
“หืม?”
“เธอมีความรักใช่ไหม”
มีความรัก?
หนานอี่ย่นหัวคิ้วมองฉีโม่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ อีกฝ่ายถึงถามเรื่องแปลกๆ แบบนี้ขึ้นมา ทั้งที่เมื่อหนึ่งวินาทีก่อนพวกเขายังคุยเรื่องจริงจังกันอยู่เลย
“ทำไมถึงพูดแบบนี้”
ฉีโม่ยิ้มอย่างหาดูได้ยาก ทำให้ไฝตรงมุมปากเด่นชัดขึ้นมา
“ฉันตั้งใจจะบอกนายตั้งแต่เจอกันรอบก่อนแล้วว่าตั้งแต่ไปเข้าร่วมการประกวดนายเปลี่ยนไปเยอะมาก เมื่อเช้าตอนอ่านข้อความนายก็ยิ้ม ไม่รู้ตัวเลยเหรอ”
หนานอี่หยุดนิ่งไปหนึ่งถึงสองวินาที “มีคนแชร์มุกตลกให้น่ะ”
“เหรอ” ฉีโม่ขำเขา “งั้นนายลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันก็อยากขำเหมือนกันนะ”
หนานอี่ปั้นหน้าไม่ถูกอย่างหาดูได้ยากเหมือนกัน แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น
มือเบสหนุ่มกะพริบตา เขาปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเพื่อบอกกับฉีโม่อย่างจริงจังว่า “ผมไม่ได้มีความรัก”
ฉีโม่ชะงักไป จากนั้นก็จ้องหน้าหนานอี่อยู่นานมาก
ที่แท้ต่อให้เป็นคนฉลาดยิ่งกว่านี้ก็ยังทึ่มในเรื่องความรักได้เหมือนกัน แต่ความคิดนี้ทำให้ฉีโม่นึกสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่าหนานอี่ไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ เหรอ หรือความจริงคือเขารู้ แต่เพราะตัวเองแบกรับภาระเอาไว้มากมายเลยเลือกที่จะหลอกตัวเอง
“ฉันล้อเล่นน่ะ” ฉีโม่หัวเราะ “หนานอี่ ถึงทุกครั้งที่เจอกัน เราจะคุยกันแต่เรื่องความแค้นอาฆาต แต่การเห็นนายมีความสุข มันทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย เหมือนชีวิตยังมีหวังน่ะ”
ฉีโม่ลังเลอยู่สักพักแล้วตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกไป เพราะไม่อยากให้หนานอี่ต้องรู้สึกเสียใจในวันข้างหน้าเหมือนกับที่ตัวเองเป็น
“ในบรรดาคนที่ฉันเคยเจอมาทั้งหมด นายเป็นคนที่ควรจะมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด ขอแค่…นายอย่าเดินหนีมันไป”
หนานอี่ไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงดี
อย่างเขานี่เรียกว่าเดินหนีเหรอ น่าจะบอกว่าเขาวิ่งตรงไปหาฉินอีอวี๋เพื่อคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ ไม่ยอมให้นักร้องหนุ่มจากไปต่างหาก
แต่สิ่งที่หนานอี่คิดไม่ถึงคือฉินอีอวี๋จะยื่นมือมากอดเขาไว้
หนานอี่ต้องต่อสู้กับความอยากเป็นเจ้าของฉินอีอวี๋ รวมถึงการตอบสนองทางกายภาพที่ถูกความรักมากระตุ้น ทั้งนี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ และเขาก็ไม่มีเวลาไปตัดสินว่าฝ่ายไหนจะชนะด้วย ทำได้แค่วางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพื่อดื่มด่ำกับทุกสัมผัสอันแนบชิดของฉินอีอวี๋อย่างหน้าไม่อาย แต่ก็กลัวว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งจะติดกับความสัมพันธ์นี้เข้าจริงๆ
อันตรายเหมือนเดินอยู่บนลวดสลิง
ฉีโม่เห็นหนานอี่เข้าสู่โหมดเงียบอีกครั้งก็ไม่ได้พูดต่อ ก่อนจะเล่าสถานการณ์ล่าสุดของหลี่ปู้เหยียนให้เขาฟัง เพื่อดึงกลับมาที่เรื่องของจางจื่อเจี๋ย
ก่อนหน้านี้พ่อแม่ของเซวียอวี๋แบ่งกันทำงาน คนหนึ่งตามทวงหนี้ คนหนึ่งเอาผลประโยชน์มาหลอกล่อ ไล่ต้อนจางจื่อเจี๋ยให้จนตรอก ตอนแรกฉีโม่เข้าใจว่าหนานอี่ตั้งใจจะล้วงข้อมูลของเฉินอวิ้นจากปากของจางจื่อเจี๋ย แต่ตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าสิ่งที่หนานอี่ต้องการไม่ใช่ข้อมูล
ฉีโม่เล่าให้หนานอี่ฟังว่าในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาสามวัน จางจื่อเจี๋ยไปหาเฉินอวิ้นอีกครั้งและหายตัวไปได้สองวันแล้ว
แต่หนานอี่ฟังแล้วกลับบอกว่า “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาจะทำแบบนี้”
“นายรู้อยู่แล้ว? แต่การทำแบบนี้มันเสี่ยงทำให้พวกเราถูกจับได้เหมือนกันนะ เพราะมีโอกาสสูงว่าจางจื่อเจี๋ยจะเอาเรื่องที่สื่อติดต่อเขาไปเล่าให้เฉินอวิ้นฟัง”
“ไม่ใช่แค่มีโอกาส แต่จางจื่อเจี๋ยจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้เฉินอวิ้นฟังแน่นอน” หนานอี่นิ่ง “แต่นายสบายใจได้ เรื่องที่เขาจะจับพวกเราได้น่ะยากมาก เพราะบัตรนักข่าวเป็นของปลอม คนที่ลักพาตัวจางจื่อเจี๋ยก็ไม่เคยเปิดเผยใบหน้า แม้แต่สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน จางจื่อเจี๋ยก็จำไม่ได้และหาไม่เจอ”
มือเบสหนุ่มพิงพนักเก้าอี้ ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ขณะพูดต่อ “จางจื่อเจี๋ยเป็นพวกแข็งนอก แต่ในกระดูกจริงๆ มีความป้อแป้ขี้กลัว หลายปีมานี้เขาเป็นสุนัขรับใช้ให้เฉินอวิ้นจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว ไม่มีทางเอาความลับไปบอกคนนอกง่ายๆ เพราะจางจื่อเจี๋ยรู้ดีกว่าใครว่าถ้าไปล่วงเกินเฉินอวิ้น เขาไม่มีทางจบสวย”
ฉีโม่ใช้ความคิดแล้วก็เข้าใจทันที
“ที่นายทำเรื่องพวกนี้ก็เพื่อให้จางจื่อเจี๋ยที่กำลังจนตรอกไปหาเฉินอวิ้น พอจางจื่อเจี๋ยรู้ว่าจริงๆ เฉินอวิ้นแล้งน้ำใจกว่าที่เขาคิดก็จะเกิดเหตุการณ์ปล่อยหม้อที่แตกแล้ว* ขึ้นใช่ไหม แต่ถ้าเฉินอวิ้นยอมช่วยจางจื่อเจี๋ยเพื่อปิดปากเขาล่ะ”
หนานอี่หยุดเคาะปลายนิ้ว ก่อนจะพูดยิ้มๆ “เฉินอวิ้นมันโรคจิต ทันทีที่เขารู้ว่ามีคนพยายามจะล้วงข้อมูลจากปากหมาที่เขาเลี้ยงไว้ ปฏิกิริยาแรกจะไม่ใช่การหาตัวคนล้วงข้อมูลแต่เป็นการเตะหมาตัวนั้นให้ตาย พวกเราแค่ต้องรอกันอีกหน่อย”
ฉีโม่ผงกศีรษะ “งั้นสองสามวันนี้ฉันจะกลับไปอยู่เฝ้าร้านซ่อมคอมฯ ก่อน”
“อืม ฉันจะให้น้าจางติดต่อไปหาจางจื่อเจี๋ยอีกแล้วชิงโอนเงินก้อนเล็กๆ ไปให้ ใช้อีเมลอันนั้นติดต่อไปก่อนจะได้สร้างความคุ้นเคยให้เขา” หนานอี่พูดเสียงเบาพลางแหงนหน้า ตัวพิงพนักเก้าอี้ “เจ้าโง่นั่นขนาดลอกการบ้านยังลอกชื่อคนที่ตัวเองไปลอกเขามาลงไปด้วย การจะสร้างความคุ้นชินให้เขาคงไม่ใช่เรื่องยาก”
การจะจัดการใครสักคนก็เหมือนฝึกสัตว์เลี้ยง ต้องออกคำสั่ง สังเกตพฤติกรรม ให้รางวัลหรือลงโทษ แล้วทำซ้ำไปเรื่อยๆ ขอเพียงมีความมุ่งมั่นตั้งใจ การที่จะทำให้คนคนหนึ่งยอมทำตามทุกอย่างที่เราต้องการก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
เหมือนอย่างเจี่ยงเถียน
ไม่ว่าจะเป็นการแชร์โมเมนต์ในกลุ่มเพื่อนที่ดูเหมือนจะเป็นการบอกใบ้กับการคุยโทรศัพท์แบบไม่ได้ให้ความสนใจ ทั้งหมดนั้นได้รวมกันเป็น ‘การชี้นำ’ สิ่งที่หนานอี่ต้องทำในบ่ายวันที่สองคือการยิงธนูอยู่ที่คลับแค่ครึ่งชั่วโมง เจี่ยงเถียนก็มา
มันเป็นความบังเอิญที่ไม่ได้บังเอิญ เมื่อปลาที่เขาตกบังเอิญมาเห็นว่ามีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งมาชวนเขาคุยและขอแอดวีแชต เจี่ยงเถียนก็ของขึ้น ตรงเข้ามาตัดบทการพูดคุยของทั้งคู่
หญิงสาวใส่รองเท้าส้นสูง ท่าทางดูเกรี้ยวกราด รังสีคุกคามแผ่กระจายรุนแรงกว่ากลิ่นน้ำหอมบนตัว
หลังไล่คนที่เธอคิดว่าเป็นศัตรูหัวใจไปแล้ว พอเจี่ยงเถียนเห็นท่าทางเย็นชาของหนานอี่ที่กำลัง ‘พินิจพิเคราะห์’ เธอก็พยายามหาเรื่องชวนคุย
ซึ่งประเด็นที่เธอหาได้ก็เป็นคำบอกใบ้ที่หนานอี่สร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย
เจี่ยงเถียนไม่รู้เรื่องวงดนตรีเลยสักนิด พูดไปสองสามประโยคหนานอี่ก็ไม่ตอบกลับ แต่จู่ๆ เจี่ยงเถียนก็ฉุกคิดถึงโมเมนต์ของหนานอี่ที่เธอเลื่อนมาเห็นตอนอยู่บนรถขึ้นมาได้
“จริงสิ ฉันเห็นว่าเมื่อวานนายไปดูดอกกล้วยไม้ที่สวนพฤกษชาติ” เจี่ยงเถียนกระตุกแขนเสื้อชายหนุ่ม “รอบนี้นายอยากเห็นดอกกล้วยไม้ผีไหม”
หนานอี่มองแขนเสื้อที่ถูกเธอกระตุก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ดึงแขนเสื้อออกจากมือเธอ
“ไม่เคยเห็นล่ะสิ?” เจี่ยงเถียนไม่มีอาการหงอเลยสักนิด หญิงสาวยิ้มระรื่น “ที่บ้านฉันมีจริงๆ นะ ช่วงนี้อากาศเย็นเราเลยต้องย้ายดอกกล้วยไม้ไปไว้ในห้องหนังสือของพ่อฉัน”
เมื่อได้รับคำเชิญจากเธอ หนานอี่ก็มี ‘การตอบสนอง’ แบบที่เหมือนจะโอเค แต่ก็ไม่ได้โอเค
“หมดฤดูออกดอกแล้ว”
เจี่ยงเถียนยังสัมผัสถึงความคาดหวังอันบางเบาได้จากคำพูดประโยคนี้ “แต่นายยังอยากเห็นอยู่ใช่ไหม ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้แค่ไปดูๆ ก่อน รอให้ถึงหน้าร้อน ดอกไม้บาน นายค่อยไปอีกทีก็ได้ ฉันจะบอกนายให้นะว่ากล้วยไม้ผีเป็นดอกไม้ที่ต้องเป็นคนบ้ากล้วยไม้อย่างพ่อฉันเท่านั้นถึงจะมี ไม่งั้นต่อให้นายวิ่งไปรอบปักกิ่งก็อาจจะไม่ได้เห็น
พ่อฉันเขาชอบดอกกล้วยไม้เหมือนนาย ปีหนึ่งไม่รู้หากล้วยไม้สายพันธุ์แพงๆ มาตั้งกี่กระถาง” เจี่ยงเถียนยิ้มขณะเล่าเรื่องที่พ่อรับสินบนออกมาอย่างไม่อินังขังขอบ “แต่วันนี้พ่อไม่อยู่ พ่อไปเที่ยวกับแม่ ไม่งั้นฉันต้องลากเขามาคุยเรื่องดอกไม้กับนายด้วย”
สุดท้ายหนานอี่ก็ทำท่ายอมถูกลากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ความจริงคือเจี่ยงเถียนกำลังเดินไปตามแผนของเขาในทุกย่างก้าว
มือเบสหนุ่มมีเวลาอิสระไม่มาก คราวนี้จึงต้องลงมือได้แล้ว
“รถนายล่ะ?” เจี่ยงเถียนยืนมองไปรอบๆ อยู่ที่ริมทาง
“วันนี้ไม่ได้ขี่มา”
หนานอี่ไม่อยากให้เจี่ยงเถียนซ้อนท้ายเลยเรียกรถมาที่คลับแทน
นั่นทำให้พวกเขาต้องเรียกรถไปบ้านของเธอด้วย ทั้งคู่นั่งเบาะหลัง หนานอี่เปิดหน้าต่างจนสุด มือเบสหนุ่มมองวิวนอกหน้าต่างที่วิ่งผ่านไปจนแสบตา ตลอดทางเจี่ยงเถียนพยายามชวนเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ หนานอี่ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง จนพวกเขามาถึงหมู่บ้านสุดหรูที่ครอบครัวของเจี่ยงเถียนอาศัยอยู่
พอลงจากรถ ที่ข้างทางมีคนมาแจกใบปลิว เจี่ยงเถียนรับใบปลิวนั้นมาพับแล้วโยนทิ้งอย่างรำคาญ
“ร้านพวกนี้มาแจกใบปลิวที่หน้าประตูทุกวัน คราวก่อนเป็นร้านซ่อมคอมฯ รอบนี้เป็นฟิตเนส น่ารำคาญชะมัด”
หนานอี่เดินตามเธอเข้าไปในตัวตึกโดยไม่พูดอะไร
สวนในคฤหาสน์ที่เป็นบ้านของเจี่ยงเถียนไม่ใหญ่ เมื่อถึงฤดูหนาวพรรณไม้ส่วนมากแห้งโกร๋น แต่ยังเห็นความตั้งใจในการจัดแต่ง
พอก้าวเข้าสู่ห้องรับแขกก็เจอดอกกล้วยไม้เรียงรายอยู่หลายกระถาง กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส* มีจำนวนเยอะที่สุด และยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างในก็จะยิ่งเจอกล้วยไม้สายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ
หนานอี่กวาดตาสังเกตดูรอบๆ
“บ้านเธอเลี้ยงสัตว์หรือเปล่า” จู่ๆ เขาก็เอ่ยถาม
“เปล่า พ่อฉันแพ้ขนหมาขนแมว” เจี่ยงเถียนพูดจบก็ทำท่าระแวง “ถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ”
หนานอี่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “ผมกลัวแมว”
เจี่ยงเถียนหัวเราะออกมาทันที ความระแวงเมื่อครู่หายไปหมด
“มีน้ำไหม” หนานอี่มองไปทางห้องครัว
“มีสิ” เจี่ยงเถียนเงยหน้าขึ้นเรียก ‘คุณน้า’ แต่ไม่นานหญิงสาวก็ฉุกคิดเรื่องอะไรขึ้นได้ “ลืมไป วันนี้คุณน้าลา”
แต่หนานอี่รู้ เพราะเขาเห็นเจี่ยงเถียนไปคอมเมนต์บ่นกับเพื่อนในโพสต์ล่าสุดเป็นทำนองเย้ยหยันแม่บ้านคนใหม่ว่าขี้เกียจและลางานอีกแล้ว
นี่จึงเป็นโอกาสดี เพราะหนานอี่ไม่อยากให้มีคนอยู่ในบ้านของเจี่ยงเถียนเหมือนกัน
ไม่นานเจี่ยงเถียนก็ยกน้ำผลไม้ออกมาสองแก้ว โดยแบ่งให้หนานอี่หนึ่งแก้ว
หนานอี่หยิบมือถือออกมา “ผมขอถ่ายรูปกล้วยไม้ผีรูปหนึ่งได้ไหม”
“ได้เลย รอฉันเดี๋ยวนะ”
เจี่ยงเถียนวางน้ำผลไม้ลง ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบน ผ่านไปห้านาทีถึงกลับลงมา มือถือกุญแจหนึ่งพวง หญิงสาวเดินไปที่ห้องหนังสือที่อยู่สุดทางเดิน ใช้กุญแจดอกหนึ่งในพวงเปิดล็อกประตู เสร็จแล้วก็ตะโกนเรียกชื่อหนานอี่
นาทีแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องหนังสือ หนานอี่ก็ล็อกเป้าที่โน้ตบุ๊กบนโต๊ะ
นี่คือเป้าหมายแท้จริงที่เขาเดินทางมาที่นี่
‘ขอแค่ไวรัสตัวนี้เข้าไปในเครื่อง มันจะก๊อปปี้ข้อมูลทั้งหมดในโน้ตบุ๊กแล้วส่งออกไปจากระยะไกล’
“ดูสิ ต้นนี้แหละ”
แค่ดูก็รู้ว่าเป็นกล้วยไม้ที่ล้ำค่ามาก ขนาดเจี่ยงเถียนยังไม่กล้ายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมา ทำได้แค่ย่อตัวนั่งยองบนพื้นเพื่อชี้ให้หนานอี่ดู
หนานอี่สอดมือไว้ในกระเป๋า สมองขบคิดถึงก้าวต่อไป
“นายอยากถ่ายรูปไม่ใช่เหรอ” เจี่ยงเถียนเงยหน้าขึ้นมองหนานอี่อย่างงงๆ
“อืม” สีหน้าหนานอี่ไม่เปลี่ยน เขาเดินไปหาเธอพร้อมกับหยิบมือถือออกมาถ่ายรูปกล้วยไม้ที่มีแต่ใบกระถางนั้นหนึ่งรูป
หากคิดจะทำให้เจี่ยงเถียนแยกตัวออกไป ดูท่าแล้วคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก และถ้าฝืนหาข้ออ้างขึ้นมาก็เกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น
หรือต่อให้แยกเธอออกจากห้องนี้ไปได้สำเร็จก็น่ากลัวว่าจะมีเวลาไม่มากพอให้เขาก๊อปปี้ไวรัสใส่โน้ตบุ๊ก เกิดเจี่ยงเถียนกลับมาก่อนงานเสร็จแผนคงได้พังหมด
หนานอี่ใช้ความคิดเงียบๆ แล้วก็พลันฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
ว่ามนุษย์ต่างกับสัตว์ ตรงที่สัตว์ต้องการคำสั่ง แต่สิ่งที่มนุษย์เชื่อถือมากยิ่งกว่าคือการชี้นำทางจิตใจ
“โอเค ขอบใจ” หนานอี่ลุกเดินไปที่โต๊ะหนังสือ ตามองกล้วยไม้อีกกระถางหนึ่งที่วางอยู่ข้างโน้ตบุ๊ก เขาเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “นี่ต้นอะไร”
“อันนี้เหรอ” เจี่ยงเถียนเดินตามมา “ไม่รู้สิ ฉันรู้จักไม่หมด”
หนานอี่ก้มหน้า ใช้นิ้วลูบใบของดอกกล้วยไม้เพื่อพิจารณาอย่างจริงจัง
“ลายหลังใบแบบนี้ดูพิเศษมาก เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…”
เจี่ยงเถียนเห็นหนานอี่ตั้งอกตั้งใจแถมยังอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ จนแขนของเธอโดนแขนของหนานอี่ ก่อนจะเอียงตัวเข้าไปหาเขาเบาๆ
แต่ทันใดนั้นหนานอี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เหมือนเพิ่งรู้สึกตัว คิดจะหลบ แต่แขนที่ดึงกลับเผลอเหวี่ยงไปโดนแก้วที่ใส่น้ำผลไม้ทำให้ของเหลวสีเหลืองออกส้มสาดใส่โน้ตบุ๊กเครื่องนั้น
“ขอโทษ” หนานอี่หยิบทิชชูที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาซับน้ำผลไม้ “คุณลองดูสิว่าโน้ตบุ๊กเป็นอะไรไหม”
เจี่ยงเถียนเองก็ตกใจเหมือนกัน “ขออย่าเป็นอะไรเลย ถ้าพ่อรู้ พ่อด่าฉันตาย!”
หญิงสาวรีบเปิดโน้ตบุ๊กอย่างลนลาน แล้วก็พบว่าคีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กไม่ทำงาน แถมจอก็ไม่ติด
“ทำไงดี” เธอถือโน้ตบุ๊กขึ้นมา ตั้งใจจะลองเขย่าดู แต่ใครจะรู้ว่าจอจะดับสนิทเปิดไม่ติดไปเลย
“ตายๆ” เจี่ยงเถียนลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“ใจเย็นก่อน ทั้งหมดเป็นความผิดของผม” หนานอี่เป็นฝ่ายจับข้อมือของเธออย่างยากที่จะได้เห็น แม้มันจะแค่หนึ่งวินาทีก็ตาม
“ถ้าเอาเครื่องไปซ่อมตอนนี้ยังทัน แถวบ้านเธอมีร้านรับซ่อมมือถือหรือคอมพิวเตอร์ไหม”
เจี่ยงเถียนนิ่วหน้า หยุดคิดไปสองสามวินาที
“จริงด้วย หน้าหมู่บ้านมีอยู่ร้านหนึ่ง! เราไปกันตอนนี้เลยเถอะ!”
* ปล่อยหม้อที่แตกแล้ว เป็นสำนวน หมายถึงการปล่อยข้อผิดพลาดหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดำเนินไปโดยไม่แก้ไข
* กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส (Moth Orchid) เป็นกล้วยไม้ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยม เมื่อดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีลักษณะคล้ายกับผีเสื้อกลางคืน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.